‘อภิสิทธิ์’เผยนับแล้ววันยุบสภา ‘ปชป.’เหลือ สส.ไม่เกิน 10 เชื่อคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มหลายเท่า

‘อภิสิทธิ์’เผยนับแล้ววันยุบสภา ‘ปชป.’เหลือ สส.ไม่เกิน 10 เชื่อคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มหลายเท่า

‘อภิสิทธิ์’เผยนับแล้ววันยุบสภา ‘ปชป.’เหลือ สส.ไม่เกิน 10 เชื่อคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มหลายเท่า

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.35 น.

‘อภิสิทธิ์’เผยนับแล้ววันยุบสภา ‘ปชป.’เหลือ สส.ไม่เกิน 10 เชื่อคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มหลายเท่า

รายการ “สีสันการเมืองแบบเด้งเด้ง” วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 แขกรับเชิญพิเศษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตอบคำถามหลายประเด็นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ การตั้งเป้าจำนวน สส. ในการเลือกตั้ง

คุณบุญระดม จิตรดอน ผู้ดำเนินรายการ ถามว่าตั้งเป้า สส.ได้มากกว่าปัจจุบันคือ 25 คนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนตนเข้ามาเขาก็มาบอกตนแล้วว่าเขาไม่อยู่ ตนเคยพูดกับผู้ใหญ่ในพรรค อดีตหัวหน้าพรรค ผู้อาวุโสทั้งหลายก่อนตนเข้ามาว่า ตนนับแล้ว ณ วันยุบสภาสส.เขตใกล้เคียงแค่นี้(ยกมือขึ้นมา 1 ข้าง) เราก็เริ่มจากประมาณนี้ ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ ตอนนี้มีแค่ 3 ก็นับที่ 8 คือ ไม่เกิน 2 มือ (10)

“ผมจึงบอกว่าวันนี้อย่าเพิ่งพูดเรื่องตัวเลขตรงนั้น ผมกลับมาครั้งนี้ ผมก็พูดตั้งแต่วันแรกแล้ว ว่า ไม่ใช่ว่าเราเข้ามาแล้วก็หลับหูหลับตาบอกว่าเราจะตั้งเป้าเท่านั้นเท่านี้ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นพรรคหลักของประเทศ คำว่าพรรคหลักหมายความว่าเป็นพรรคที่เป็นทางเลือก ไม่ 1 ก็ 2 มาเป็นเวลานาน แต่สภาพตรงนั้นสิ้นสุดมาเป็นเวลานานแล้ว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่ต้องการจะทำก็คือว่าในเมื่อสังคมกำลังว้าเหว่ว่า ทำไมการเมืองมันกลายเป็นมีแต่เรื่องดีลลับ มีแต่เรื่องไปตกลงอะไรกันก็ไม่รู้ เราอยากจะสร้างพรรคการเมืองที่มองเห็นหน่อยว่าเป็นทางเลือก แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ด้วยกระแสการเมือง ด้วยปัจจัยพิเศษอะไรหลายอย่าง เขาจะมองว่าเราเป็นทางเลือก แต่อาจจะไม่เลือกก็ได้

“ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุด ที่เป็นเป้าหมายที่ผมกับผู้บริหารตั้งไว้คือ หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ยังถูกมองว่าเป็นทางเลือก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า มั่นใจว่าคะแนนบัญชีรายชื่อจะเพิ่มขึ้น และต้องเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ขณะนี้ตั้งต้นที่ 9 แสนคะแนน ต้องเกินล้าน และต้องเกินหลายเท่าตัว เราถึงจะกลับมามีที่ยืนได้ เพียงแต่คะแนนบัญชีรายชื่อเมื่อแปลงออกมาเป็นจำนวน สส.แล้ว ไม่ได้เยอะขนาดนั้น 1 ล้านคะแนนก็ได้แค่ 3 คน เราต้องการตรงนี้ก่อน

‘ไตรศุลี’สวนกลับ’ลิณธิภรณ์’ชี้รัฐบาลเพิ่งทำงานเดือนครึ่ง เร่งสางปัญหาสะสมที่ รบ.ก่อนทำทิ้งไว้

'ไตรศุลี'สวนกลับ'ลิณธิภรณ์'ชี้รัฐบาลเพิ่งทำงานเดือนครึ่ง เร่งสางปัญหาสะสมที่ รบ.ก่อนทำทิ้งไว้

‘ไตรศุลี’สวนกลับ’ลิณธิภรณ์’ชี้รัฐบาลเพิ่งทำงานเดือนครึ่ง เร่งสางปัญหาสะสมที่ รบ.ก่อนทำทิ้งไว้

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘ไตรศุลี’สวนกลับ’ลิณธิภรณ์’ชี้รัฐบาลเพิ่งทำงานเดือนครึ่ง เร่งเครื่องแก้ปัญหาสะสมที่ รบ.ก่อนทำทิ้งไว้ อัดหากบริหารน้ำดี ชาวบ้านคงไม่เดือดร้อนอย่างทุกวันนี้  ยันติดตามสถานการณ์อุทกภัยใกล้ชิด นายกฯ ลงพื้นที่เอง พร้อมเร่งเยียวยาโดยเร็ว 

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวหารัฐบาลละเลยต่อความเดือดร้อนของประชาชน ว่าเป็นการนำสถานการณ์ความทุกข์ของประชาชนมาใช้เป็นวาทกรรมทางการเมือง ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหา และไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างเต็มที่

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 1 เดือนครึ่ง แต่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่สะสมมาจากรัฐบาลก่อนทั้งในด้านโครงสร้างน้ำ พื้นที่เสี่ยงภัย และระบบบริหารจัดการที่ยังมีช่องโหว่ 

“ถ้าการบริหารที่ผ่านมาเป็นระบบและมีประสิทธิภาพจริง ประชาชนคงไม่เดือดร้อนหนักในปีนี้เช่นนี้” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ด้วยตนเองหลายครั้ง เพื่อดูสภาพปัญหา รับฟังประชาชน และสั่งการให้เร่งจ่ายเยียวยาอย่างเร็วที่สุด

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้ดูข้อมูลจากรายงานบนโต๊ะ แต่ไปเจอประชาชนด้วยตัวเอง การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ไม่ใช่การใช้คำพูดโจมตีทางการเมือง และขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเดือดร้อนของประชาชน แทนที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

‘เพื่อไทย’บลาๆๆๆ ตั้งสารพัดคำถามถึง ปชน. ปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง

‘เพื่อไทย’บลาๆๆๆ ตั้งสารพัดคำถามถึง ปชน. ปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง

‘เพื่อไทย’บลาๆๆๆ ตั้งสารพัดคำถามถึง ปชน. ปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.10 น.

‘เพื่อไทย’ขอถามกลับบ้างตรงๆ ตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง เหลือเพียง‘กมธ.ยกร่าง’จะมีที่มาอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมตรงไหน จะป้องล็อคสเปกได้หรือไม่

13 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการมีมติตัดทิ้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ว่า  พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนน่าจะตกลงกันแล้วว่าจะใช้รูปแบบกรรมาธิการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสละข้อเสนอของตนเองที่มี ส.ส.ร. แต่พรรคเพื่อไทยยืนยัน เพราะเห็นว่าจะเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยจะได้กลั่นกรองเรื่องที่จะเสนอต่อรัฐสภา อีกทั้งประชาชนก็คุ้นชินกับการ ส.ส.ร. เมื่อมีความต่างก็มีการโหวต ในประเด็นว่าจะใช้คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียวหรือมีสสร.โหวตตั้งกรรมาธิการ ท้ายที่สุดเสียงข้างมากให้ใช้รูปแบบคณะกรรมาธิการ แปลว่าไม่เอา สสร.และการที่ สสร.ตกไปไม่ได้มาจากไม่ได้เลือกจากประชาชน ซึ่งประเด็นนั้นยังไม่มีการตัดสินใจ

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อจะใช้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว จึงขอตั้งคำถามว่ากรรมาธิการมาอย่างไรซึ่งยังไม่มีการตัดสินเลย ซึ่งกรรมาธิการในร่างของพรรคประชาชน ใช้วิธีให้สมัครและประชาชนเลือกตั้ง แต่ถ้าจะตัดเลือกตั้งออกเราจึงถามว่ามาอย่างไร เพราะพรรคเพื่อไทยคิดว่าการเลือกโดยประชาชนไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ร่างโดยตรงที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเด็นที่ตัด ส.ส.ร. ว่ามีการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งไม่เกี่ยวกันตนอยากจะฟังในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวันนี้ว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเสนอมาใช้รูปแบบใดซึ่งตนเดาว่าท้ายที่สุดเค้าคงตัดเลือกตั้งออก ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจะไปอย่างไร พรรคเพื่อไทยเห็นมาโดยตลอดว่าการมี ส.ส.ร. ที่ประชาชนเลือกมาชั้นหนึ่งแล้ว ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนระบุว่า ส.ส.ร. พรรคเพื่อไทยเสนอ มาจาก สส. สว. ทำให้มีความห่างจากประชาชนนายชูศักดิ์ กล่าวว่า ร่างเดิมของพรรคเพื่อไทยเลือกมาจากประชาชน และยังไม่ได้ตัดสินว่าจะเอาแบบไหนนายพริษฐ์ก็ยังไม่ได้ตัดสินว่า กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมาอย่างไร ที่ตัดสินกันไปแล้วเมื่อวานคือสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้ง วันนี้ที่ประชุมจึงต้องพิจารณากันว่าจะใช้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากไหน จะเสนอยืนยันตามร่างเดิมของพรรคประชาชนหรือไม่ หรือจะตัดที่มาจากประชาชนออก และต้องถามว่าประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องตรงไหน แต่เท่าที่ฟัง คือให้มีบุคคลไปสมัครและส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือก ส่วนจะเป็นการล็อกสเปกได้หรือไม่นั้น ในการประชุมกมธ.เมื่อวันที่12พ.ย.ที่ผ่านมา พูดประเด็นนี้กันทั้งวันว่าจะป้องกันการล็อกสเปกอย่างไร  นายพริษฐ์ ก็เสนอโมเดล 20 หยิบ1 คำถามคือจะป้องกันได้จริงหรือไม่

เมื่อถามว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเปิดประชุมวิสามัญ ส่วนตัวคิดว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา ก็ควรจะเป็นประมาณช่วงวันที่ 8 -10ธ.ค. เพื่อให้ผ่านวาระ2

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะยังยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณากันว่าจะเป็น เมื่อไหร่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องใหญ่ต้องไปคุยกันว่าไทม์มิ่งจะเป็นเมื่อไหร่

‘พรรคส้ม’โร่แจงปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง ยันเดินหน้าถกเกณฑ์เลือก‘กมธ.ยกร่าง’จ่อเสนอสูตร 20 หยิบ 1

‘พรรคส้ม’โร่แจงปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง ยันเดินหน้าถกเกณฑ์เลือก‘กมธ.ยกร่าง’จ่อเสนอสูตร 20 หยิบ 1

‘พรรคส้ม’โร่แจงปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง ยันเดินหน้าถกเกณฑ์เลือก‘กมธ.ยกร่าง’จ่อเสนอสูตร 20 หยิบ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.05 น.

‘พรรคส้ม’โร่แจงปมตัด‘ส.ส.ร.’ทิ้ง ยันเป็นไปตามเสียงข้างมากใน‘กมธ.แก้รธน.’ ไม่เอาด้วยกับ‘เพื่อไทย’ที่เสนอเพิ่มมาคั่นกลาง ชี้ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน หวั่นถูกผูกขาด-ตัดสภาฯที่ปรึกษาออก ยันเดินหน้าถกเกณฑ์เลือก‘กมธ.ยกร่าง’ จ่อเสนอสูตร 20 หยิบ 1 ย้ำต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญถึงจะทัน ปัดตอบผิด MOA หรือไม่

13 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วชิรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ …. พ.ศ… รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติในที่ประชุมกมธ.ฯ โดยมีกระแสว่าพรรคประชาชนตัดสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ทิ้งว่า พรรคประชาชนยืนยัน และลงมติสนับสนุนร่างหลักของพรรคประชาชน ตามที่เสนอเข้ามาทุกประการ ซึ่งพรรคประชาชนพยายามออกแบบกลไกให้มีส่วนร่วมกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเสนอ 2 กลไกขึ้นมา โดยกลไกแรกจะเป็นการเลือกกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งจะมาจากสมาชิกรัฐสภา โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบ ขณะที่ของพรรคเพื่อไทยมีการเสนอ ส.ส.ร. เข้ามาคั่นกลาง ก่อนเลือก กมธ. ยกร่างซึ่งมองว่าเป็น ส.ส.ร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เราจึงเห็นว่าควรคงไว้ตามร่างเดิมของพรรคประชาชน เพราะการเพิ่ม ส.ส.ร. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนเลือกตั้งโดยตรง อาจทำให้ผู้ร่างกับประชาชน มีระยะห่างมากขึ้น และกังวลว่าการเพิ่ม ส.ส.ร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อาจทำให้ กมธ. ยกร่าง ถูกผูกขาดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง

“ยืนยันว่าข้อเสนอของ กมธ. เสียงข้างมากลงมติไม่ให้เพิ่มเข้ามา คือไม่ให้เพิ่ม ส.ส.ร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และให้คงไว้ซึ่งกลไกตามร่างของพรรคประชาชน ดังนั้นการไปพาดหัวข่าวว่าตัด ส.ส.ร. ออกไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกลไกที่2 คือสภาที่ปรึกษารับฟังความเห็นของพรรคประชาชน มีแค่ กมธ. ในสัดส่วนของพรรคประชาชน 8 คนให้คงไว้ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่เสียงข้างมากในกมธ. เห็นว่าให้ตัดสภาที่ปรึกษาฯ ออกไป เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“พรรคประชาชน ลงมติยืนยันตามร่างของพรรคประชาชนทุกประการ เรื่องแรกเราอยู่มนเสียงข้างมาก ที่เห็นว่าไม่ควรมีการเพิ่ม สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะเป็นการเพิ่มระยะห่าง ระหว่างประชาชน อย่างที่สองเราลงมติยืนยันให้มีสภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่กรรมาธิการจากพรรคอื่น และวุฒิสภาลงมติตัดกลไกเดียวที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนออก” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจารณาในวันนี้ จะพิจารณาในมาตรา 256/5 ถึงเกณฑ์การคัดเลือก กมธ. ยกร่างซึ่งพรรคประชาชนได้เสนอสูตร 20 หยิบ 1 คือนำสมาชิกรัฐสภา 700 คนมาหารด้วย กมธ.ยกร่าง  35 คน หาก สส. สว. รวมตัวกันมา 20 คน ก็จะเสนอ กมธ. ได้ 1 คน ซึ่ง จะเป็นหลักประกันว่ากมธ. ยกร่าง จะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คาดว่าจะมีข้อสรุปในวันนี้และเห็นว่าทุกพรรคอาจเห็นตรงกันในประเด็นนี้

เมื่อถามว่าโมเดลเช่นนี้ จะไม่ไปถูกบล็อกในวาระ 2 ของการพิจารณาใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องไปต่อสู้ แต่ตอนนี้ต้องต่อสู้ในชั้นกมธ. ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราพยายามโน้มน้าว กมธ. คนอื่นอย่างเต็มที่ ให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชน แต่เมื่อเห็นต่างกันก็ต้องพยายามหาทางออก เพื่อคงไว้ซึ่งฉันทามติของรัฐสภา

เมื่อถามว่าจะไม่เป็นหลุมลวง ให้กลับไปใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สองร่างมีความแตกต่างกันในหลายประเด็น ต้องอธิบายกันไปทีละประเด็น

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะมีการเปิดประชุมวิสามัญนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามนั้น หากตามเงื่อนไขการยื่นซักฟอกมาตรา 151 ของพรรคประชาชน คือเราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้าเกิดถ้าเกิดการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เสร็จภายในสิ้นปี โดยมีความจำเป็นต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญในวาระ 2 ก่อนวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งยืนยันว่าจะต้องมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ซึ่งกรรมาธิการ จะหาข้อสรุปส่งรายงาน และบรรจุสู่ระเบียบวาระได้ทัน

เมื่อถามว่า โมเดลออกมาแบบนี้ถือว่าผิด MOA หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องทำเต็มที่เพื่อปกป้องร่างของพรรคประชาชน หากมีประเด็นไหนที่เห็นต่าง 2 หลักการที่เรายึดถือคือป้องกันการผูกขาด และการมีส่วนร่วมของประชาชนท้ายที่สุดร่างจะออกมาอย่างไร กมธ. ทุกคน ก็ต้องตระหนักว่าร่างที่ออกมา ต้องเป็นฉันทามติของสภา และต้องตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

เสริมเขี้ยวเล็บ! ‘ทบ.’รับมอบอาวุธจรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่ 105 มม.-รถยิงจรวด D11A

เสริมเขี้ยวเล็บ! ‘ทบ.’รับมอบอาวุธจรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่ 105 มม.-รถยิงจรวด D11A

เสริมเขี้ยวเล็บ! ‘ทบ.’รับมอบอาวุธจรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่ 105 มม.-รถยิงจรวด D11A

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.14 น.

‘ทบ.’รับมอบอาวุธ‘จรวดหลายลำกล้อง’แบบ DTI-1G ‘ปืนใหญ่’105 มม. ‘รถยิงจรวด D11A’ เตรียมใช้งานจริง ปกป้องอธิปไตย ‘ประธาน สทป.’เผยส่ง‘หุ่นยนต์ลาดตระเวน’ให้กองทัพภาคที่ 2 ใช้งานแล้ว จ่อพัฒนารถเก็บกู้ทุ่นระเบิด-โดรน

13 พฤศจิกายน 2568 สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) จัดพิธีส่งมอบยุทโธปกรณ์ให้แก่หน่วยผู้ใช้เพื่อนำเข้าประจำการ โดยมีพลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหาร เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองทัพบก เป็นผู้แทนรับมอบจำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย

1. ต้นแบบรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A

2. ปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร แบบ CS/AH2  มอบให้ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ (ศป)

3. จรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ส่งมอบให้กับกองพลทหารปืนใหญ่ (พล.ป.)

ด้านพลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กล่าวว่า วันนี้เป็นการส่งมอบอาวุธที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมมือกับกองทัพบก ในการวิจัยจำนวน 3 รายการ ซึ่งในส่วนของปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีน และนำมาประกอบโดยเจ้าหน้าที่ของ สทป.ในประเทศไทยเอง

ส่วนจรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ก็ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีนเช่นกัน ซึ่งรถดังกล่าวได้ใช้จริงในสนามรบมาแล้ว ในเหตุการณ์ชายแดนที่ผ่านมา

ขณะที่รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ที่สามารถทำการยิงจรวดได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ ขนาด 122 มม. ระยะยิง 40 กิโลเมตร, แบบที่ 2 คือ ขนาด 306 มม. ระยะยิง 150 กิโลเมตร, 3.ขนาด 170 มม. ระยะยิง 300 กิโลเมตร และได้รับการถ่ายทอดจากบริษัท Elbit Systems ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศอิสราเอล สามารถยิงได้ไกลที่สุดมากกว่า 450 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถทำการบินแบบอเนกประสงค์ ซึ่งเมื่อปล่อยออกไปแล้วสามารถตรวจการณ์หาเป้าหมาย และสามารถแปรสภาพเป็นจรวดทำลายต่อเป้าหมายได้เลย โดยหากไม่ใช้ก็สามารถบินกลับมาที่เดิมได้ เพื่อใช้ในรอบต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A และจรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ถือเป็นจรวดนำวิถีทั้งสิ้น

ส่วนความมั่นใจในการรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น พลเอก นภนต์ ระบุว่า จรวดนำวิถีที่เราวิจัยมามีความแม่นยำ ที่จะใช้ในเรื่องของความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลก็เน้นย้ำอยู่แล้วว่า เพื่อเป็นการป้องกัน ป้องปรามการลุกลามของประเทศอื่น ซึ่งไม่มีเจตนาที่จะไปรุกรานประเทศใด ดังนั้นต้องใช้อยู่ในกรอบที่มีความจำเป็น อย่างไรก็ตามช่วงนี้ต้องประสานงานกับกองทัพบก เพื่อรับทราบว่า มีความต้องการ จะใช้จรวด 2 ประเภทดังกล่าวอย่างไร รวมถึงปืนใหญ่ 105 มม.ด้วย ซึ่งยุทโธปกรณ์ลักษณะดังกล่าวได้มีการใช้ในสถานการณ์จริงมาแล้ว

พลเอก นภนต์ ยังย้ำว่า มีนโยบายในการผลิตยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบกต้องการเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า การพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งงานวิจัยถือเป็นงานต้นน้ำ ส่วนงานผลิตเป็นงานปลายน้ำ ดังนั้นเมื่อมีการวิจัยแล้วก็ต้องนำเข้าสู่สายการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายในอนาคตที่เราจะทำ

เมื่อถามย้ำว่า จะนำอาวุธดังกล่าวไปสนับสนุนการปฏิบัติในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้หรือไม่ พลเอก นภนต์ ระบุว่า ต้องสอบถามกองทัพบก เพราะจะเป็นหน่วยงานที่จะต้องพิจารณา ซึ่งเรามีหน้าที่ทำในสิ่งที่กองทัพต้องการ โดยสิ่งที่เราทำ เวลาจะทำอะไร เรามองถึงอนาคต และจะต้องก้าวไปข้างหน้า หากทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ และประเทศชาติ สทป. ก็จะไม่ดำเนินการ ซึ่งเมื่อทำแล้วก็จะต้องปกป้องเอกราช และอธิปไตยของชาติได้ รวมถึงปกป้องกำลังพลของกองทัพ

เมื่อถามว่า การสู้รบครั้งที่ผ่านมา จะนำไปเป็นประเด็นในการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ให้สอดรับกับสถานการณ์หรือไม่ พลเอก นภนต์ ยอมรับว่า มีแผน ซึ่งได้มีการพบกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงหน่วยใช้ทั้งหมดว่า กองทัพมีความต้องการอะไร เราก็จะทำตามที่กองทัพต้องการ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และประหยัดงบงบประมาณ อีกทั้งพึ่งพาการผลิตในประเทศเป็นหลัก ที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง

ส่วนนอกจากยุทโธปกรณ์ทั้ง 3 แบบ มีผลงานวิจัยอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พลเอก นภนต์ ระบุว่า มีหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ซึ่งได้มีการวิจัยเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งได้ส่งมอบให้กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ ซึ่งถือว่า มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเป็นหุ่นยนต์ที่ติดปืน และติดอาวุธ แทนกำลังพลที่ออกไปลาดตระเวนข้างหน้า และสามารถบรรทุกของได้ อีกทั้งยังมีกล้อง 360 องศาควบคุมอยู่ที่ฐานปฏิบัติการของรถ สามารถเดินหน้าได้ 3 ถึง 5 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้กำลังสอบถามกองทัพว่า มีความต้องการหรือไม่

ส่วนเก็บกู้ทุ่นระเบิด กำลังพิจารณาว่า จะทำแบบใดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะได้ปรึกษากับกรมการทหารช่างครั้งหนึ่ง โดยที่ปรึกษาของ สทป. มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องการสร้างสะพานเครื่องหนุนมั่นหนุนลอย

ส่วนอาวุธอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนนั้น ก็กำลังวิจัยอยู่ และจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดย สทป. มีการวิจัย 3 ระดับคือ 1. ยุทโธปกรณ์ทั่วไปที่มีการใช้ในนายทหารราบ-ม้า-ปืน  2. ยุทโธปกรณ์พิเศษ เช่น แอนตี้โดรน รวมถึงหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี 3. ยุทโธปกรณ์เหนือชั้น ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่นในเรื่องของ ดาวเทียมบอลลูนเหนือชั้นบรรยากาศ ซึ่งอยู่ในแผนในอนาคต

สำหรับรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A นับเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องนำวิถีพร้อมระบบควบคุมการยิง สามารถรองรับจรวดขนาด 122 มิลลิเมตร ระยะยิง 40 กิโลเมตร จรวดขนาด 306 มิลลิเมตร ระยะยิง 150 กิโลเมตรและจรวดขนาด 370 มิลลิเมตร ระยะยิง 300 กิโลเมตร โดยสทป. และบริษัทผู้ผลิตร่วมออกแบบวิจัยและพัฒนารักฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ให้เป็นไปตามความต้องการของกองทัพบกสามารถนำไปใช้เป็นอาวุธระยะยิงไกลได้ทั้งในระดับยุทธวิธี ยุทธการและยุทธศาสตร์

สำหรับปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร แบบ CS/AH2  เป็นปืนใหญ่ประเภทลากจูงติดตั้งระบบค้นหาพิกัดและชี้ทิศอัตโนมัติ GPS/INS ใช้เป็นระบบเล็งหลัก มีกล้องเล็ง พาโนรามิก เป็นระบบสำรอง  สามารถทำการยิงได้โดยไม่ใช้งานแผนที่และสามารถพับลำกล้องปืนจากตำแหน่งพร้อมยิงเป็นตำแหน่งเคลื่อนที่ได้ โดยระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร ใช้เป็นอาวุธใช้ยิงสนับสนุนในกองพันปืนใหญ่สนาม

ขณะที่จรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ถือเป็นอาวุธทางยุทธการ ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ สำหรับยิงทำลาย เป้าหมายระยะไกลทางลึก ได้แก่ ที่ตั้งหน่วยทหาร กองบัญชาการ คลังอาวุธ สนามบินและเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ ใช้เป็นอาวุธยิงสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม สำหรับการ ยิงทำลายที่ตั้งปืนใหญ่ที่ตั้งระบบจรวด สถานีเรดาร์ ศูนย์ควบคุมและสั่งการและที่ตั้งยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ มีคุณลักษณะเป็นอาวุธนำวิถีแบบศูนย์สูตรพื้นนิสัยยิ่งไกล 150 กิโลเมตร

ใช้ระบบนำวิถีที่แม่นยำสูง (GPS/INS) ระบบติดตั้งบน รถฐานยิงจรวดที่มีหัวเกราะป้องกันสะเก็ดระเบิด สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวและทำการยิงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ มีค่า CEP น้อยกว่า 40 เมตร รัศมีการทำลายมากกว่า 70 เมตร ทำการยิงได้ทีละนัดและยิงแบบต่อเนื่อง สำหรับระยะห่างในการยิงต่อนัดคือ 10 วินาทีในขณะที่จำนวนจรวดต่อรถฐานยิง 4นัด ต่อคัน

‘สมคิด’เชื่อ’ปชน.’แกล้งโง่เดินตามเกม’ภท.’อัด 2 พรรคจับมือแหกตาปชช.ไม่เอาส.ส.ร. แก้รธน.

'สมคิด'เชื่อ'ปชน.'แกล้งโง่เดินตามเกม'ภท.'อัด 2 พรรคจับมือแหกตาปชช.ไม่เอาส.ส.ร. แก้รธน.

‘สมคิด’เชื่อ’ปชน.’แกล้งโง่เดินตามเกม’ภท.’อัด 2 พรรคจับมือแหกตาปชช.ไม่เอาส.ส.ร. แก้รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

‘สมคิด’เชื่อ’ปชน.’แกล้งโง่เดินตามเกม’ภท.’อัด 2 พรรคจับมือแหกตาปชช.ไม่เอาส.ส.ร. ไม่ต้องการแก้รธน. ชี้ตัดตอนไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม 

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ลงมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.ว่า เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการขัดต่อหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเลือกที่จะตัดโอกาสที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

นายสมคิด กล่าวต่อว่า มติของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ต้องการให้มีการเลือก ส.ส.ร.เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การลงมติของคณะกมธ.ฯ เห็นชัดว่าไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อมีการยุบสภาคณะกรรมาธิการชุดที่จะมีการแต่งตั้งโดยสภาก็จะสิ้นสภาพตามไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งความต้องการพรรคภูมิใจไทยต้องการตัดร่างของพรรคประชาชนออกจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นหากพรรคประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงและให้ประชาชนมีส่วนร่วม จำต้องมาสู้กันในสภารอบใหม่

นายสมคิด กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ชัดเจนว่าพรรคประชาชนรู้ตั้งแต่ต้นครั้งมีการลงนามใน MOA ว่าถูกพรรคภูมิใจไทยหลอกให้หลงเหลี่ยมการเมือง แต่ยอมให้หลอก เพราะพรรคประชาชนรู้ดีว่าเกมพรรคภูมิใจไทยจะออกมาแบบนี้ แต่แกล้งโง่ เพราะรู้ดีว่าสุดท้ายหากเป็นร่างของพรรคประชาชน ก็ไม่สามารถผ่านด่าน สว.อย่างแน่นอน การตั้งคณะกมธ.ฯ ยกร่างเพราะไม่ต้องการให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่  เพราะเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย คือไม่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับคสช. แต่เมื่อทั้งพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยสมประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ รวมทั้งเป็นการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย แม้พรรคประชาชนรู้ดีว่าพรรคภูมิใจไทยไม่อยากแก้ สุดท้ายคนที่ถูกหลอกมากที่สุดคือประชาชนเมื่อสองพรรคจับมือกันตัดตอนป้องกันไม่ให้ประชาชนได้มามีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จในที่สุด 

‘นิพิฏฐ์’อ้าง‘อนุทิน’ส่งฮ.รับคนเจ็บไฟไหม้ปอยเปต ตั้งคำถาม‘บ่อน’ของใคร?

‘นิพิฏฐ์’อ้าง‘อนุทิน’ส่งฮ.รับคนเจ็บไฟไหม้ปอยเปต ตั้งคำถาม‘บ่อน’ของใคร?

‘นิพิฏฐ์’อ้าง‘อนุทิน’ส่งฮ.รับคนเจ็บไฟไหม้ปอยเปต ตั้งคำถาม‘บ่อน’ของใคร?

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

‘นิพิฏฐ์’อ้าง‘อนุทิน’ส่งฮ.รับคนเจ็บไฟไหม้ปอยเปต ตั้งคำถาม‘บ่อน’ของใคร?

13 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตอนนายกรัฐมนตรีอนุทิน เป็นรมว.สธ. เกิดเพลิงไหม้บ่อนการพนันที่ปอยเปต รมว.สธ.อนุทิน ให้เฮลิคอปเตอร์ของไทย ไปรับผู้บาดเจ็บมารักษาที่เมืองไทย ช่วยถามหน่อย ว่า บ่อนนั้นเป็นของใคร”

‘โรม’ติง‘อนุทิน’แช่แข็ง‘ดีลสันติภาพ’ ทำแผนปราบ‘สแกมเมอร์’ชะงัก เชื่อมีคนได้ผลประโยชน์

‘โรม’ติง‘อนุทิน’แช่แข็ง‘ดีลสันติภาพ’ ทำแผนปราบ‘สแกมเมอร์’ชะงัก เชื่อมีคนได้ผลประโยชน์

‘โรม’ติง‘อนุทิน’แช่แข็ง‘ดีลสันติภาพ’ ทำแผนปราบ‘สแกมเมอร์’ชะงัก เชื่อมีคนได้ผลประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘โรม’ ชี้สังคมรู้ทันเหลี่ยม ‘กัมพูชา’ ติง ‘นายกฯ’ แช่แข็ง ‘ข้อตกลงสันติภาพ’ ทำแผนปราบ ‘สแกมเมอร์’ หยุดชะงักทันที เชื่อมีคนแสยะยิ้มอยู่เพราะได้ผลประโยชน์ ถามรบ.ยึดประโยชน์ชาติ หรือปูทางเลือกตั้ง69 มีคนขออย่าเป็นรบ.ไทยเหยียบกับดักลูกที่2เสียเอง  

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่มีต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังประเทศกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงสันติภาพว่า ตนรู้สึกเสียใจกับผู้สูญเสียทุกคนและไม่อยากให้เกิดขึ้น รู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลไม่ได้ลงทุน กับการรับมือสถานการณ์ชายแดนอย่างเพียงพอ ซึ่งรัฐบาลควรอนุมัติงบกลางที่มากกว่านี้ ขอตั้งข้อสังเกตให้สังคมคิดตามว่ากัมพูชาต้องการอะไร จากที่โลกพุ่งเป้าล้อมกัมพูชาแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ แต่เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นประเด็นเปลี่ยน หากรัฐบาลงับประเด็นที่กัมพูชากำลังทำอยู่ในขณะนี้ ถามว่าใครได้ประโยชน์ 

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ช่วงที่ไทยและกัมพูชาไปทำข้อตกลงสันติภาพที่ประเทศมาเลเซีย มี 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องแรร์เอิร์ธ และ2.สถานการณ์ชายแดน ซึ่งมีเรื่องสแกมเมอร์อยู่ในข้อตกลงสันติภาพชายแดน เมื่อวันนี้รัฐบาลแช่แข็งข้อตกลงสันติภาพ ทำให้การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์หยุดลงทันทีเช่นกัน ตนเชื่อว่าการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ กัมพูชาเสียเปรียบไทย เขาจึงต้องการยกเลิกอยู่แล้ว หากเราแช่แข็งทันทีโดยที่ไม่นึกถึงแผนต่อไป ถามว่ากัมพูชาได้เปรียบใช่หรือไม่

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เดิมประเทศไทยมีเพื่อนเพื่อจัดการปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็นขณะนี้โลกจะหันมาล้อมไทยแทน หากคิดไม่รอบคอบกลายเป็นว่าไทยไม่ได้ปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริงซึ่งเรื่องสแกมเมอร์ กัมพูชาไม่อยากปราบ ฝ่ายไทยปราบแล้วก็เจอตอ มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง รัฐบาลนายอนุทินไม่อยากแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างแท้จริง อยากให้สังคมคิดว่ามีการเบี่ยงประเด็น เพราะมีคนสมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายใช่หรือไม่ ถามว่ารัฐบาลนี้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติหรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพื่อปูทางไปถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยไม่สนใจว่าประเทศไทยจะมีใครเป็นศัตรูเพิ่ม ขณะนี้เรากำลังเจอกับสงครามลูกผสม ที่มีการใช้ข่าวสารกำลังทางอาวุธ อุปกรณ์ไซเบอร์ กัมพูชามีนักรบไซเบอร์ ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับคนทั่วโลก เพื่อเล่นงานประเทศไทย หากยังไม่แก้ไขจะได้เห็นเงินสีเทาไหลเข้าพรรคการเมือง แล้วใช้ซื้อเสียงอย่างมหาศาล ปัญหาที่เกิดขึ้นมีคนแสยะแยะยิ้มอยู่เพราะได้ผลประโยชน์ 

เมื่อถามว่าแนวทางต่อไปที่รัฐบาลควรต้องทำหลังประกาศท่าทีแล้วคืออะไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า 1.ควรเปิดปฏิบัติการเชิงรุกให้มากขึ้น ออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถ้าตรวจสอบกันดีๆอาจเจอเส้นเงินของสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และหากยื่นไปที่อินเตอร์โพล จะทำให้กัมพูชาเกิดแผ่นดินไหว 10 ริกเตอร์ และ2.ต้องตัดแขนขาทุนสีเทา เขาคือไส้ศึกและทรยศต่อชาติ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของสถานการณ์ชายแดนเห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด และทั้งหมดเสริมด้วยเทคโนโลยีได้ เพราะกล้องจะเป็นตัวมอนิเตอร์ เราจะมีหลักฐานเพื่อส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ รัฐบาลควรดึงประเทศอื่นๆ มากดดันกัมพูชา ให้โลกล้อมกัมพูชา ภาระการพิสูจน์การวางกับดักระเบิด ทุ่นระเบิด ไม่ใช่อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ประเทศกัมพูชาที่ต้องเป็นผู้พิสูจน์

“สังเกตหรือไม่ว่าเขาพร้อมมาก เขามาทุกชั่วโมง เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่อย่าให้กับดักลูกที่สอง รัฐบาลเราเป็นคนเหยียบ ไม่เช่นนั้นจะเสียหายจริงๆ” นายรังสิมันต์ กล่าว

เข้าร่องแข้ง!‘โรม’ฮึ่มวันนี้ต้องไม่ใช่แค่‘ชนนพัฒฐ์’ ฉะยึดทรัพย์น้อยไป แค่เบี่ยงประเด็น-ลดกระแส

เข้าร่องแข้ง!‘โรม’ฮึ่มวันนี้ต้องไม่ใช่แค่‘ชนนพัฒฐ์’ ฉะยึดทรัพย์น้อยไป แค่เบี่ยงประเด็น-ลดกระแส

เข้าร่องแข้ง!‘โรม’ฮึ่มวันนี้ต้องไม่ใช่แค่‘ชนนพัฒฐ์’ ฉะยึดทรัพย์น้อยไป แค่เบี่ยงประเด็น-ลดกระแส

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.51 น.

เข้าร่องแข้ง!‘โรม’ฮึ่มวันนี้ต้องไม่ใช่แค่‘ชนนพัฒฐ์’ แต่ต้องถึง‘ธรรมนัส’ บี้ถาม‘อนุทิน’ปลดคนนี้ ประเทศเสียอะไรชี้ยึดทรัพย์น้อยไป แค่เบี่ยงประเด็น-ลดกระแส ลั่นกัดไม่ปล่อยหาก‘นายกฯ’ยังปล่อยจอย หวั่นลามช่วงเลือกตั้งใช้‘ทุนเทา’ สุดท้ายอาจเกิดอำนาจรัฐที่มาปกป้อง

13 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่าวาระการพิจารณากมธ.วันนี้ จะมีการตรวจสอบนักการเมืองที่มีชื่อเกี่ยวโยงกับเว็บพนันและมีการเชิญนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มาชี้แจงด้วย หลักๆเป็นเรื่องของเว็บพนัน เส้นเงินที่เกี่ยวข้องกับนายชนนพัฒฐ์ และนักการเมือง ส. และยังมีการเชื่อมโยงกับนายตำรวจ ทั้งอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)และตำรวจ PCT4 ซึ่งเราไม่ได้เชื่อทันที ต้องให้ทุกคนได้มาชี้แจงต่อกมธ.ฯ และเมื่อดำเนินการไปแล้วก็คงต้องส่งต่อให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ล่าสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ได้ยึดอายัดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์แล้ว ต้องดูทรัพย์ที่อายัดไปมีรายการอะไรบ้าง ถ้าทรัพย์ที่เกี่ยวกับ สแกมเมอร์หรือเว็บพนัน น่าจะมีรูปแบบของคริปโต

นายรังสมันต์ กล่าวต่อว่า ไม่รู้ว่ามีการยึดอายัดทรัพย์คริปโตบ้างหรือไม่ รถหรู บ้าน ที่ดิน มีการยึดอายัดบ้างหรือไม่ ที่เราเห็นเป็นเพียงตัวเลขออกมาเท่านั้นเอง ซึ่ง 159 ล้านบาท น่าจะเป็นเงินหมุนเวียนในบัญชี และไม่มั่นใจว่าเป็นบัญชีทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้ายึดอายัดทรัพย์จริงต้องไล่ให้หมด ทำให้เกิดคำถามว่าที่ยึดอายัดมีใครบ้าง และตำรวจที่ไปเกี่ยวข้องต้องถูกยึดอายัดทรัพย์ด้วยหรือไม่ เราพยายามทำให้ทุกคนได้อธิบายอย่างเต็มที่ นอกจากนายชนนพัฒฐ์แล้ว ยังมีนายสมยศ พลายด้วง สส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ด้วย ซึ่งเบื้องต้นนายสมยศ น่าจะมาไม่ได้ เพราะติดภารกิจต่างประเทศ ส่วน นายชนนพัฒฐ์ก่อนที่จะมีการยึดอายัดทรัพย์ได้รับทราบว่าจะมาชี้แจง และจะมาพร้อมกับนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรมด้วย แต่ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนใจหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่ได้รับการติดต่อว่าจะไม่มา

เมื่อถามว่ากรณีของนายชนนพัฒฐ์ กับนายสมยศ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ว่าเส้นเงินที่มีการโอนถึงกันเป็นเหตุผลอะไร แต่เบื้องต้นมีเส้นเงินที่ถึงกัน ก็ต้องรอให้ทุกฝ่ายชี้แจง ซึ่งเส้นเงินของนายชนนพัฒฐ์ เยอะกว่ามาก จึงเป็นเหตุผลว่านายชนนพัฒฐ์ เป็นเป้าหมายในการตรวจสอบ ซึ่งข้อมูลที่ตนมีเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายชนนพัฒฐ์ และได้เชิญกรมสรรพากรมาให้ข้อมูลในการเสียภาษี ว่ามีการจงใจเลี่ยงภาษีหรือไม่

เมื่อถามว่ามีนักการเมืองอีก 3 คนที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นใคร นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขอให้ไล่ไปทีละส่วนดีกว่า จะได้ไม่สูญเสียโฟกัส ส่วนจะไปถึงใครก็ต้องรอดู ตอนนี้ยอมรับว่ามีหลายคน สิ่งที่ตนเป็นห่วงมากกว่านักการเมืองคือตำรวจ ตำรวจยังไปรับเงินเว็บพนัน สแกมเมอร์แล้วใครจะมาปราบสแกมเมอร์

“อันนี้ก็ชวนคิดกันดีๆ เราต้องยอมรับว่าสังคมไทย ประเทศไทยตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่าทุนเทายึดประเทศ ถ้าเราไม่จัดการเรื่องนี้ดีๆ เราจะพบว่าท้ายที่สุดประเทศของเราอาจจะเต็มไปด้วยทุนสีเทาแล้วก็ได้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องเส้นทางการเงิน ตนมอบหมายให้นายปิยรัฐ จงเทพ สส. กทม.พรรคประชาชน เป็นผู้พิจารณารายละเอียด แต่อย่างไรก็ต้องฟังคำชี้แจงของผู้ร้องด้วย ทั้งนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรช่วยเหลืออาญชากรรม และ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร.

เมื่อถามว่าเส้นเงินของนายชนนพัฒฐ์ จะเชื่อมโยงไม่ถึงพรรคการเมืองหรือไม่นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องรอฟังว่า นายชนนพัฒฐ์ ซัดทอดหรือไม่ ซึ่งการซัดทอดในกระบวนการก็ไม่ได้หมายความว่า 100% เพราะอาจมีเหตุผลและแรงจูงใจอื่นก็ได้ และต้องดูเส้นเงิน ซึ่งตนเชื่อว่าเส้นเงินที่เห็นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบางบัญชีอาจจะมีการปิด แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นถ้าเงินที่ไหลเวียนไปยัง สส. ต่างๆก็ต้องดูว่า นายชนนพัฒฐ์อยู่ในฐานะใด ลูกมุ้ง หรือหัวหน้ามุ้ง ตนเข้าใจว่าการเมืองใช้เงินสด แต่ก็ไม่แน่ เพราะถ้าใช้เงินสดเราก็ไม่ได้ข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงิน

เมื่อถามว่า อยากเรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มันคือการแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกพรรคอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเรื่องของลูกพรรคอย่างเดียวก็คงมีกระบวนการอื่นจัดการได้ แต่วันนี้ ประเทศไทยมีภัยคุกคามคือทุนสีเทา ร.อ.ธรรมนัส คือหนึ่งในตอสำคัญที่ทำให้คนที่มองประเทศไทยข้าราชการไทยไม่เชื่อมั่น

“คุณธรรมนัสไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว จริงๆก่อนหน้านี้ก็อาจจะไม่เคยมี ฉะนั้นเมื่อมาถึงจุดนี้ คุณธรรมนัสต้องพิจารณาตนเอง ผมไม่เรียกร้องให้คุณธรรมมนัสแสดงสปิริตอะไร ไม่ได้สนใจว่าคุณธรรมนัสจะมีหรือไม่มี แต่ตั้งคำถามกลับไปที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่าท่านจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย จะปล่อยจอยกับเรื่องนี้ใช่มั้ย ผมคิดว่าการตัดสินใจแบบนั้น เป็นการตัดสินใจที่ทำร้ายประเทศไทย การตัดสินใจของนายกฯแบบนี้เป็นการปล่อยจอย ปล่อยให้ทุนสีเทายึดประเทศได้โดยง่าย ใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ผมถามจริงๆ การปลดคุณธรรมนัสประเทศเสียอะไร นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งคำถามกับคนที่ชื่ออนุทิน ว่า ธรรมมนัสถูกปลดประเทศไทยเสียอะไร ในทางตรงกันข้าม ธรรมนัสถูกปลดประเทศไทยได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นการขจัดทุนสีเทา เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนตามที่นายกฯ ประกาศสงครามกับทุนเทา สแกมเมอร์ ว่าต้องการจะทำสงครามกับพวกนี้ แต่ก็ยังปล่อยให้พวกนี้มีอำนาจรัฐประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่นายกฯ ทำอยู่ไม่ได้แสดงถึงความจริงใจต่อการแก้ปัญหานี้เลย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เราต้องซีเรียสจริงจัง ว่าจะปล่อยให้ทุนเทามีอำนาจรัฐต่อไปจริงๆ หรือ” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีของนายชนนพัฒฐ์ จะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนยังเป็นห่วงอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งคือการลดกระแส วันนี้ยึดอายัดทรัพย์แล้ว แต่อย่างที่ตนบอกมันน้อยไป และยังไม่เห็นรายละเอียดการยึดอายัดทรัพย์ สองเป็นการเบี่ยงประเด็น การที่นายชนนพัฒฐ์ถูกยึดอายัดทรัพย์ 90 วัน สังคมอาจจะไม่สนใจว่าสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์รอดหรือไม่ ดังนั้นวันนี้ต้องไม่ใช่แค่นายชนนพัฒฐ์ ถ้ารัฐบาลจริงใจในการทำเรื่องนี้ มันต้องร.อ.ธรรมมนัส นี่คือตัวชี้วัดที่สำคัญ เราถึงจะยอมรับได้ว่าพอจะมีความก้าวหน้า หรือการแสดงออกที่จริงใจ แต่ขณะนี้ที่ทำอยู่มีแต่คำพูด ตนยืนยันจะไม่ปล่อยเรื่องนี้อย่างแน่นอน

“หากนายอนุทินยังทำตัวแบบนี้ไปเรื่อยๆ แบก ร.อ.ธรรมนัส อยู่แบบนี้ นายอนุทินก็มีแต่เสียกับเสีย และคงจะได้รับความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สุดแล้ว ต้องเอาผลประโยชน์ของประเทศมาวาง ถ้าไม่คิดถึงเรื่องผลประโยชน์ของประเทศให้มาก ยังแบกทุนเทาแบบนี้ไปเรื่อยๆ นายอนุทินจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า ประเมินมูลค่าทุนเทาไว้จำนวนเท่าไหร่ นายรังสิมันต์ ร้องโหและกล่าวว่า มหาศาล ไม่อั้น อันลิมิเต็ดแน่นอน แค่ปริ๊นส์ กรุ๊ป ก็มี 5 แสนล้านบาทแล้ว และนี่ตั้งกี่เครือข่าย ถ้าเงินทุนเทาใช้สำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้าจริงจะเกิดอำนาจรัฐ มาปกป้องทุนสีเทา ทุนสีเทาจะซื้อธุรกิจของไทย ซื้อบริษัทพลังงาน บริษัททางยุทธศาสตร์ และมีการเปิดร้านรายย่อยแข่งกับคนไทย สุดท้ายเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจของการฟอกเงิน ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน ยังไม่รวมถึงการท่องเที่ยวและประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน จะทำลายเศรษฐกิจการเงินการคลังอย่างไร ตนไม่อาจจะนึกภาพได้ ความเสียหายของประเทศไทยนับเฉพาะเงินที่ไหลเข้าไหลออก 1.15 แสนล้าน แต่ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่มีใครประเมินได้ อาจจะมากกว่านั้นเป็นล้านล้านแล้วก็ได้

เปิดไทม์ไลน์’เขมร’สร้างสถานการณ์ เปิดฉากยิงใส่’บ้านหนองหญ้าแก้ว’ แล้วแสร้งรับบทเหยื่อ

เปิดไทม์ไลน์'เขมร'สร้างสถานการณ์ เปิดฉากยิงใส่'บ้านหนองหญ้าแก้ว' แล้วแสร้งรับบทเหยื่อ

เปิดไทม์ไลน์’เขมร’สร้างสถานการณ์ เปิดฉากยิงใส่’บ้านหนองหญ้าแก้ว’ แล้วแสร้งรับบทเหยื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.01 น.

เปิดไทม์ไลน์’เขมร’สร้างสถานการณ์ เปิดฉากยิงใส่บ้านหนองหญ้าแก้ว ป่วนทหารไทย 10 นาที วานนี้ แล้วแสร้งรับบทเป็นเหยื่อ

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 จากกรณีวานนี้ (12 พ.ย.2568) เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการณ์ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงจากฝั่งกัมพูชามายังบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยคาดว่าเป็นอาวุธปืนเล็ก AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด โดยกองกำลังบูรพา ได้ยิงเตือนและดำเนินการโต้ตอบเหตุการณ์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง ตรวจสอบฝ่ายไทยไม่ได้รับการสูญเสีย โดยทางกัมพูชาได้ก่อเหตุ เริ่มตั้งแต่เวลา 

เวลา 16.05 น.ฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธปืนยิงข้ามแดนจากบ.ไปรจัน เข้ามายังฝ่ายไทย บริเวณบังเกอร์จต.ส.34 – 35 ในพื้นที่ บ.หนองหญ้าแก้ว โดยฝ่ายไทย ได้ทำการยิงตอบโต้กลับ 22 นัด

เวลา 16.20 น. ผบ.ร้อย.ลว.5 แจ้ง มว.1 ร้อย.ลว.5 พื้นที่ บ.โจกเจย กำลังพล ชุดสนับสนุนมาถึง และให้กำลังพลเข้าประจำหลุมบังเกอร์

เวลา 16.32 น. สำนักข่าว Grand News ของ กพช.รายงานว่า ทหารไทย เปิดฉากยิงพลเรือนในหมู่บ้านเปรยจัน ต.อูเบโจน อ.อูชรอฟ จ.บันเตียเมียนเจย ส่งผลให้ พลเรือนได้รับบาดเจ็บ 5 ราย

เวลา 16.40 น. นายอุม เรียไตร ผวจ.บันเตียเมียนเจย เปิดเผยกับ สำนักข่าว Fresh News ว่า ทหารไทยใช้อาวุธปืนยิงข้ามแดนเข้าสู่ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา ในพื้นที่ บ.ไปรจัน ประชาชนกัมพูชาบาดเจ็บ จำนวน 5 คน

เวลา 17.00 น. หน่วย ปชด.503 พื้นที่ตรงข้าม อ.โคกสูง จ.สระแก้ว สั่งการ นขต.ว่าให้ เตรียมพร้อมรบ 100 % พร้อมกับทาง โฆษก จ.บันเตียเมียนเจย ออกแถลงข่าวระบุว่า ทหารไทยใช้ปืน RPD ยิงประชาชนกัมพูชา
ในเวลาเดียวกัน ทางพล.ท.หญิง มาลี โชะเจียตา โฆษก กห.กพช. แถลงว่า ไทยเปิดฉากยิงโจมตีใส่พลเรือนชาวกัมพูชา ผู้บาดเจ็บ5 คน หลังจากที่กองทัพไทยได้กระทำการยั่วยุต่อเนื่อง

เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ กัมพูชาอพยพราษฎร บ.ไปรจัน ออกไปยังพื้นที่หลุม หลบภัยริมถนนหมายเลข 58 และไปรจัน มีรถยนต์พยาบาล และรถยนต์หน่วยงานรัฐ จำนวนหลายคันจอดรอในวัดไปรจัน

เวลา 18.30 น. กลุ่มสื่อมวลชน กัมพูชาทยอยเดินทางเข้ามาติดตามสถานการณ์ในพื้นที่วัดไปรจัน พร้อมกับทาง ดร.ปานแข็ม บุนทอน รมช.ประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าตนสังเกตการณ์ ในพื้นที่ดังกล่าว ทหารไทยได้ตะโกน ด่าฝ่ายกัมพูชา ต่อมา ได้ใช้อาวุธปืน ยิงเข้าไปในเขตกัมพูชา

เวลา 18.37 น. ฮุน มาแนต นายกฯกัมพูชา ออกแถลงการณ์ ประณามไทย ระบุ ว่าการกระทำดังกล่าวขัดกับความตกลงเรียกร้องให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามา

เวลา 18.48 น. เพจข่าว “Koh Santepheap Daily”โพสต์ข้อความระบุว่า ทหารไทยใช้ปืน RPD ยิงพลเมืองกัมพูชา ดับ 1 เจ็บ 3

เวลา 19.24 น. PNN News เผยแพร่ข่าวสาร กรณีโฆษก จ.บันเตียเมียนเจย ยืนยันว่า พลเมืองกัมพูชา 1 คน ถูกทหารไทยยิงเสียชีวิต

เวลา 19.44 น. Fresh news เผยแพร่ข่าวสาร กรณี ฮุน มานี ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ ปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาในหมู่บ้านเปรยจัน พร้อมกับ เพจข่าว “Koh Santepheap Daily” โพสต์ข้อความ ระบุว่า ทหารไทยใช้ปืน RPD ยิงพลเมืองกัมพูชา

เวลา 20.04 น. Michael B Alfaro โพสต์ข้อความว่า กำลังอยู่บนเที่ยวบินถัดไปที่วอชิงตัน ดี.ซี. จะรายงานและแจ้งไปยัง ทำเนียบขาว กรณี ไทยเปิดฉากยิงพลเรือนชาวกัมพูชา

โดยเวลา 08.00 น. วันที่ 13 พ.ย.2568 นายอุม เรียไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย นำคณะ AOT ฝ่าย กัมพูชา เยี่ยมราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ ที่กำลังพักรักษาตัวที่ รพ.มงคลบุรี