ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย! ‘ในหลวง’เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย! 'ในหลวง'เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย! ‘ในหลวง’เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.05 น.

นายกฯ เผย เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของสยาม ตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน 50 ปี ย้ำไม่มีคุยนอกรอบ เพราะไปในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

13 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 07.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติ เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลก็จะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ก็มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายกรัฐมนตรี และ นายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้ติดตามขบวนเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ 

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี จะมีภารกิจนอกเหนือจากนี้ ที่จะหารือกับจีนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มี เพราะนี่เป็นองค์ประกอบของขบวนเสด็จ 

เมื่อถามว่า การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ จะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี เผยว่า การเสด็จพระราชดำเนินของพระเจ้าอยู่หัว ที่เยือนประเทศจีนในครั้งนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ เป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ของสยาม ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศจีน ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การทรงจำ เป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งในปีนี้ก็ครบรอบ 50 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ มีสืบเนื่องกันมาเป็นหลายร้อยปี

‘เทพไท’แนะ‘อนุทิน’เดินเกมดึง‘ทรัมป์’เป็นพวก ชิงความได้เปรียบศึกไทย-กัมพูชา

‘เทพไท’แนะ‘อนุทิน’เดินเกมดึง‘ทรัมป์’เป็นพวก ชิงความได้เปรียบศึกไทย-กัมพูชา

‘เทพไท’แนะ‘อนุทิน’เดินเกมดึง‘ทรัมป์’เป็นพวก ชิงความได้เปรียบศึกไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.50 น.

‘เทพไท’แนะ‘อนุทิน’เดินเกมดึง‘ทรัมป์’เป็นพวก ชิงความได้เปรียบศึกไทย-กัมพูชา

13 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “แนะอนุทิน ดึง โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นพวก” ระบุว่า…

แนะอนุทิน ดึง โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นพวก

จากกรณีเหตุการณ์ทหารไทย 4 นาย เหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาร้อนแรงขึ้นทันที

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงท่าทีจุดยืนต่อเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อย่างน้อยเพื่อให้ประชาชนคนไทย ซึ่งมีความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่เอาจริงเอาจัง และแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชาไม่ได้ดั่งใจคนไทย

ทำให้เห็นท่าทีของนายอนุทินในลักษณะขึงขัง ประกาศชัดเจนว่า จะระงับ ยุติหรือยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ลงนามกัน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน

ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่านายอนุทินควรจะเดินเกมการเมือง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อศาลสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับสถานการณ์ในประเทศ นายอนุทินต้องแสดงบทบาทขึงขัง เอาจริงเอาจัง ประกาศสู้รบกับประเทศกัมพูชา อย่างชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน การเร่งประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. และออกมาตรการให้ยุติปฏิญญาสันติภาพ ไว้ก่อน และเปิดโอกาสให้ฝ่ายกองทัพ ฝ่ายทหารตัดสินใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลพร้อมสนับสนุน ก็ถือว่าได้ใจประชาชนในระดับหนึ่ง

การลงพื้นที่ไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บ ไปร้องเพลงชาติที่ภูมะเขือ ไปเยี่ยมเยียนประชาชน ก็ถือว่าเป็นการทำงานเชิงรุก  เมื่อนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ก็ถือว่าได้คะแนนจากประชาชน อย่างน้อยก็จะทำให้เห็นว่า รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนให้กองทัพตอบโต้ และดำเนินการต่อทหารกัมพูชาที่มารุกรานประเทศไทย และพร้อมจะดำเนินการทันที ถ้าหากมีการวางระเบิด และทำให้ทหารไทยประสบเหตุบาดเจ็บขึ้นมาอีก กองทัพก็พร้อมที่จะตอบโต้ เพราะถือว่าเตรียมพร้อม

การนายอนุทินส่งสัญญาณว่า ได้เตรียมพร้อมให้ทหารพร้อมที่จะสู้กัน ก็ถือว่ารัฐบาลได้เตรียมความพร้อมให้ประชาชนเห็น

ส่วนการเดินเกมในต่างประเทศ ซึ่งควรจะควบคู่กันไปกับการเดินเกมการเมืองในประเทศของรัฐบาล การเดินเกมในต่างประเทศ นายอนุทินควรส่งสัญญาณไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานอาเซียน ในฐานะสักขีพยานการลงนาม ให้รับผิดชอบ ต่อกรณีการละเมิดปฏิญญาสันติภาพของประเทศกัมพูชา สร้างความเสียหาย เสียเครดิตของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ และนายอันวาร์อย่างปฏิเสธไม่ได้

ต้องประโคมข่าวให้สังคมโลกหรือประชาคมโลกรับรู้ว่า ประเทศกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน เป็นฝ่ายเกเร เป็นฝ่ายละเมิดปฏิญญาสันติภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้สมเด็จ ฮุน เซน และนายฮุน มาเนต ได้เคลื่อนไหวบิดเบือนข้อเท็จจริงของไทยต่อประชาคมโลก รัฐบาลไทยต้องเดินเกมทางการฑูตกับนานาชาติ ในประชาคมโลก ให้มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ต้องพยามสร้างภาพ หรือเปิดโปงข้อเท็จจริงให้ประชาคมโลกเห็นว่า ประเทศกัมพูชาคือผู้ร้าย คือผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ ที่เซ็นเอาไว้เป็นการละเมิด

แม้ว่านายอนุทินจะกล่าวตัดบทไม่รายงานการละเมิดปฏิญญาสันติภาพต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และนายอันวาร์ โดยข้ออ้างประเทศไทยเป็นอธิปไตย ไม่ต้องรายงานใคร

ผมคิดว่าเป็นการหลงประเด็น เป็นการคิดผิด ถ้าหากเราไม่เอาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายอันวาร์ มาเป็นพวก เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ ถ้าเราสามารถให้มาอยู่ฝ่ายเราได้ อย่างน้อยก็เป็นแบ็คอัพที่สำคัญ

เราไม่ควรหลงใหลกับวาทกรรมที่บอกว่า เราเป็นอธิปไตย ไม่ง้อใคร ไม่อยู่ภายใต้ประเทศใด แต่การเดินเกมทางการเมืองทางการทูต ต้องใช้ความระมัดระวัง และยึดประโยชน์ของประเทศชาติให้มากที่สุด

จึงเสนอให้นายอนุทินเดินเกมการเมือง ให้ได้เปรียบทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ จะดีที่สุด

‘นายกฯ’ยันกองทัพพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน ลั่น’แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’

'นายกฯ'ยันกองทัพพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน ลั่น'แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ'

‘นายกฯ’ยันกองทัพพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน ลั่น’แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.37 น.

‘นายกฯ’ยันกองทัพพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ลั่น’แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ’ รับได้อ่านโพสต์’ฮุน มาเนต’แล้ว แต่เราก็มีแนวทางของตัวเอง ยันศูนย์อพยพ – เงินเยียวยา เตรียมพร้อมหมดแล้ว 

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 เวลา 07.45 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ในระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ว่า ไม่มีปัญหา ตนได้เปิดช่องทางการสื่อสารกับที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบต่อสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนที่ประชาชนมีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน เนื่องจากเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) มีเหตุการณ์เสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณบ้านหนองจาน – หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เราจะทำให้ดีที่สุด พร้อมยืนยันว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะไปรุกรานใคร แต่เราก็ไม่ยอมให้ใครมาคุกคามอธิปไตยของเรา ทั้งจะไม่ยอมให้ประชาชน และทหารต้องประสบภัยอันตราย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนว่าทางกัมพูชามีการใช้ปืนเล็กยิงก่อกวนเข้ามาในฝั่งไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทหารมียุทธวิธี ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ส่วนหากมีความจำเป็นต้องอพยพ เรื่องของศูนย์พักพิง และเงินเยียวยา มีความพร้อมใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว 

ส่วนเรื่องเงินเยียวยาจะต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเบิกจ่ายได้ทันทีหรือไม่นั้น ตนก็เป็น รมว.มหาดไทย แต่คราวที่แล้วตนไม่ได้เป็น รมว.มหาดไทย แต่ก็ได้ดำเนินการในเรื่องศูนย์อพยพในอีสานใต้ ร่วมกับมี สส. จนสามารถดูแลพี่น้องประชาชนที่ต้องย้ายมายังศูนย์อพยพได้ และมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ยังได้รับธารน้ำใจจากประชาชนทั้งประเทศที่เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลจะใช้รูปแบบดังกล่าวในการดูแลพี่น้องประชาชนตามความจำเป็น

ผู้สื่อข่าวย้ำว่าหน่วยงานรัฐจะต้องไม่ช้าใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คราวที่แล้วตนเป็นฝ่ายค้าน พวกตนยังทำได้ วันนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนมีการประเมินสถานการณ์อย่างไร เนื่องจากบรรยากาศตอนนี้เข้าใกล้สู่การปะทะ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” เพราะมีคำสั่งสอนมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว พร้อมยืนยันว่า ได้ให้อำนาจทหารในการตัดสินใจตั้งแต่วันแรกที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึง การเตรียมความพร้อมชายแดนไทย – กัมพูชา บริเวณ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน กล่าวว่า จะมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีข้อสั่งการที่มีกรอบอยู่แล้ว การประชุม สมช.แต่ละครั้งถือเป็นการรับฟังรายงานความพร้อม และปฏิบัติงาน ที่จะต้องปรับไปตามสถานการณ์ และความเหมาะสม รวมถึงให้การสนับสนุนสิ่งที่กองทัพร้องขอมา 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า กองทัพมีความพร้อมที่จะรับมือสถานการณ์และปกป้องแผ่นดิน อธิปไตย และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

ส่วนที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์กล่าวอ้างว่า ทหารไทยมีการยิงใส่พลเรือนของกัมพูชา จนบาดเจ็บ และเสียชีวิต นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงว่า ได้อ่าน แต่เราก็มีแนวทางของเรา

‘อนุทิน’บอก‘สิริพงศ์’ร่วมเฟรม‘วราวุธ’คงรียูเนียนชาติไทย รับคุย‘บ้านใหญ่ชลบุรี’

‘อนุทิน’บอก‘สิริพงศ์’ร่วมเฟรม‘วราวุธ’คงรียูเนียนชาติไทย รับคุย‘บ้านใหญ่ชลบุรี’

‘อนุทิน’บอก‘สิริพงศ์’ร่วมเฟรม‘วราวุธ’คงรียูเนียนชาติไทย รับคุย‘บ้านใหญ่ชลบุรี’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.29 น.

‘อนุทิน’บอก‘สิริพงศ์ ภูมิใจไทย’ ร่วมเฟรม‘วราวุธ-นิกร’เหตุ‘พรรคชาติไทย’เก่าด้วยกัน เชื่อใกล้เลือกตั้ง ทุกพรรคเปิดกว้าง พร้อมรับคนมีความสามารถ รับคุย‘สนธยา คุณปลื้ม-นายกฯอบจ.ระยอง’ หลังถูกถามร่วมงาน ภท. บอก‘รู้แล้วจะถามทำไม’

เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 13 พ.ย.68  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงบ้านปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทย จะมีสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ ว่า พวกนั้นเขาพรรคชาติไทยเก่า “รียูเนียนมั้ง”

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีโอกาสร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พวกเขาเป็นคนรุ่นเดียวกัน ถ้าอะไรเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยก็พร้อม ทุกคนมีความสามารถ มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไรก็ต้องเปิดกว้าง ขณะนี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกที ทุกพรรค ก็ต้องมีความตื่นตัวและมีความพร้อม

เมื่อถามว่า นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีและบ้านใหญ่ชลบุรี มีโอกาสจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ได้คุยๆกันอยู่

ส่วนนายกอบจ. จังหวัดระยอง นายปิยะ ปิตุเตชะ  หรือ “นายกช้าง” ก็จะมาร่วมงาน กับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนตอบว่า “รู้แล้วถามทำไม”

‘อนุทิน’หนุนเปิดสภาวิสามัญแก้ไขรธน.วาระ 2-3 หวังเสร็จทันสิ้นปี สอดรับเงื่อนไข MOA ภท-ปชน.

'อนุทิน'หนุนเปิดสภาวิสามัญแก้ไขรธน.วาระ 2-3 หวังเสร็จทันสิ้นปี สอดรับเงื่อนไข MOA ภท-ปชน.

‘อนุทิน’หนุนเปิดสภาวิสามัญแก้ไขรธน.วาระ 2-3 หวังเสร็จทันสิ้นปี สอดรับเงื่อนไข MOA ภท-ปชน.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.22 น.

‘อนุทิน’หนุนเปิดสภาวิสามัญแก้ไขรธน.วาระ 2-3 หวังเสร็จทันสิ้นปี สอดรับเงื่อนไข MOA ภท-ปชน.

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 เวลา 07.45 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนที่ต้องการให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ 3 ว่า เราดําเนินการอยู่ ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง เป็นผู้ประสานงานในส่วนของสภากับรัฐบาล ซึ่งทางรัฐสภาก็มีการเตรียมพร้อมที่จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้วาระ 2 และ 3 ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี เป็นไปตามเงื่อนไข เอ็มโอเอ ที่พรรคภูมิใจไทย ทําไว้กับพรรคประชาชน

ขอย้ำว่าเอ็มโอเอเป็นข้อผูกมัด ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ซึ่งเราต้องดําเนินการเป็นไปตามนั้น ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เมื่อถามว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอที่กรรมาธิการยกร่างได้ข้อยุติเกี่ยวกับองค์กรจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียงองค์กรเดียวคือ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รายละเอียดให้ไปถามนายภราดร

‘อนทิน’ท้าปชช. ทำงานไม่ดีไม่ต้องเลือกกลับมา ย้ำอนาคตอยู่ในมือของคนไทย

‘อนทิน’ท้าปชช. ทำงานไม่ดีไม่ต้องเลือกกลับมา ย้ำอนาคตอยู่ในมือของคนไทย

‘อนทิน’ท้าปชช. ทำงานไม่ดีไม่ต้องเลือกกลับมา ย้ำอนาคตอยู่ในมือของคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนทิน’ท้าปชช. ทำงานไม่ดีไม่ต้องเลือกกลับมา ย้ำอนาคตอยู่ในมือของคนไทย

นายกฯเปิดงานวปอ.รุ่น 68 ย้ำความมั่นคงแห่งชาติ คือผลลัพธ์ความร่วมมือภาครัฐ เอกชนและประชาชน เร่งพัฒนายุทธศาสตร์ความมั่นคงชาติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ท้าปชช.ถ้ารบ.ทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา ไปขายเต้าฮวยดีกว่า อ้อนถ้าทำดีขอเลือกกลับมาให้ครบ ลั่นอนาคตอยู่ในมือปชช.ตัดสินใจ บอกแม้ภารกิจรัดตัว แต่ต้องลงมาดูน้ำท่วมให้เห็นกับตา ที่ประชุมกมธ.แก้รธน.มีมติตัดทิ้งสสร.ให้มีกมธ.ยกร่างฯ-กมธ.ฟังความเห็นที่รัฐสภาแต่งตั้ง

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่68และกล่าวบรรยาย หัวข้อบทบาทของภาครัฐ เอกชนและการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พลโท ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 เข้าร่วมด้วย

นายกฯ กล่าวเปิดหลักสูตรว่า ในฐานะเคยเป็นนักศึกษาหลักสูตร วปอ.รุ่นที่61 การได้พบกับพี่น้องชาว วปอ. คือการได้พบกับบุคลากรทรงคุณค่าของประเทศ เป็นผู้นำระดับสูงจากทุกภาคส่วน ทุกท่านมาอยู่ที่นี่ก็ด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นในการจะร่วมกันสร้างความมั่นคง ความก้าวหน้า และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยของเรา เชื่อว่าทุกท่านคงมีประสบการณ์ และตระหนักดีว่าในยุคนี้ “ภัยคุกคามต่อความมั่นคง” ไม่ได้มาในรูปแบบของ”การรบด้วยอาวุธ” เสมอไป แต่แฝงมาในรูปของสงครามการแข่งขันทางข้อมูลการค้า เศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของตลาดโลก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และภูมิรัฐศาสตร์ ทุกครั้งที่ได้ไปร่วมการประชุมนานาชาติจะเห็นได้ชัดว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”กลายเป็น”แนวรบใหม่”ของทุกประเทศ หากเศรษฐกิจสั่นคลอน ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ความไม่พอใจในสังคมก็จะขยายตัว มีผลต่อทั้งเสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงทางสังคม ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องสร้างเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีความสมดุลโดยรัฐบาลนี้มุ่งเน้นประคับประคองผู้มีรายได้น้อยให้มีกำลังพอที่จะยืนได้ด้วยตนเอง เช่น “โครงการคนละครึ่ง พลัส” ที่ดำเนินอยู่นี้ ซึ่งสำคัญที่คำว่า “พลัส” เพราะมีการอบรมผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางการค้าขายออนไลน์ เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสใหม่ ๆ ให้ด้วย

ไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพร้อมในการเป็น“สะพานเชื่อมภูมิภาค”ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงทางพลังงาน ไทยพร้อมเป็นHubในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ หรือแม้กระทั่งการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยภูมิศาสตร์และความพร้อมของไทย จึงได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาคด้วย การหารือในเวที APEC และ ASEAN ทำให้ไทยเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่กว่า 10 ประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงการเจรจาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างความมั่นคงเชิงรุกที่ทำให้ไทยยืนอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค” หรือที่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ไทยได้กลับมาอยู่ในเรดาร์ของโลกแล้ว

นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อเป็นทิศทางในการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง และสมดุล โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และภาคประชาชนที่เป็นหัวใจของการสร้างสังคมที่มั่นคง สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ล้วนมีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดทิศทาง และตัดสินใจในเรื่องที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ ขอให้ท่านใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างเครือข่าย และร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติในทุกมิติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคง และอนาคตที่ดีให้กับประเทศชาติต่อไป

ต่อมา นายอนุทิน เดินทางไปวัดท่าดินแดง ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยเมื่อเดินทางถึง นายกฯ ได้ทักทายประชาชน นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ถือว่ามาดูสถานการณ์น้ำท่วมในเขตจังหวัดภาคกลาง แม้ว่าทุกท่านได้ประสบสถานการณ์จากภัยน้ำท่วม ซึ่งปีนี้ยาวนานกว่าทุกๆ ปี คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบถึงปัญหาอย่างดี จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละท่านดูแลปัญหาน้ำท่วมตามเขตพื้นที่ในแต่ละจังหวัด พร้อมให้อำนาจในการตัดสินใจที่จะแก้ไขสถานการณ์ เพื่อให้ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายหมดสิ้นไปเร็วที่สุด

“ผมมีภารกิจรัดตัวเพียงใดก็จะต้องมาพบพ่อแม่พี่น้องเพื่อให้เห็นกับตาตัวเองว่า สถานการณ์น้ำท่วมมันหนักหนาสาหัสเพียงใด เวลาไปสั่งงานแล้วเราเห็นหน้างาน มันจะทำให้เราสามารถจะเพิ่มความคิดเข้าไป หรือว่าคอยเถียงเขา ถ้าเขาบอกมันไม่ใช่ เราก็จะได้บอกว่า นี่ไงผมไปเห็นมาแล้ว ตอนเป็น รมว.มหาดไทย มันก็สั่งได้แค่นี้ วันนี้เป็นนายกฯ แล้วสั่งให้หมด ใครไม่ทำน่าดู ไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะปีหน้าเลือกตั้ง วันที่ 31 ม.ค.69 ยุบสภาคืนอำนาจให้พ่อแม่พี่น้อง ถ้าพวกเราทำงานไม่ดี ไม่ต้องเลือกกลับมา แต่ถ้าทำดีเลือกกลับมาให้ครบจะได้มาทำต่อ ท้ากันอย่างงี้เลย พี่น้องเป็นคนตัดสินใจ ถ้าไม่เลือกผม ผมก็ต้องไปหางานทำ ไปขายของเซเว่น หรือมานั่งขายสายไหม ขายก๋วยเตี๋ยว ไม่มีปัญหา แต่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด ด้วยหัวใจที่มีอยู่ ด้วยความสำนึกที่พ่อแม่พี่น้องมีพระคุณกับพวกผมจะเลือกพวกผมมาเป็น สส.ทั้งหมด ถ้า สส.ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนไม่ได้ ก็อย่าไปเป็นมันเลย ไปขายเต้าฮวยดีกว่า” นายอนุทิน กล่าว

ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาวาระการลงมติเพื่อตัดสินเนื้อหาของมาตรา256/1ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้ มีแนวทางการลงมติคือ ให้มี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพียงองค์กรเดียว กับ ให้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในการประชุมช่วงเช้า ใช้การลงมติตัดสิน ซึ่งเสียงข้างมากเห็นด้วยต่อการกำหนดให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียงองค์กรเดียว และได้ลงมติให้การแก้ไขเนื้อหา ซึ่งตัดประเด็นสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่เสนอไว้ในร่างของพรรคปชน.ออกไปและเปลี่ยนให้เป็นคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นประชาชนซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกมธ.ให้สัมภาษณ์ว่า หลังผ่านพิจารณามาตรา256/1จะพิจารณารายละเอียดต่อไปในกระบวนการคัดเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ ซึ่งให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ตามขั้นตอนที่พรรคปชน.เสนอ คือ ให้ใช้การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา 20คนเพื่อเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 1คน เบื้องต้นคาดว่าที่ประชุมจะสนับสนุน แต่ต้องหารือกันอีกครั้งเพื่อให้เป็นข้อสรุปที่ชัดเจน จากนั้นจะเป็นประเด็นของที่มาของบุคคลที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นกมธ.ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือก

ลึกลับในสนามข่าว : 13 พฤศจิกายน 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 13 พฤศจิกายน 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 13 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…เริ่มบทบาทใหม่ไปแล้วกับงานใหม่ตำแหน่งใหม่ในฐานะ“ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” สำหรับสาวแกร่งอดีตสส.กทม. “ดร.กานต์ – รัชดา ธนาดิเรก” ที่ได้รับแต่งตั้งมอบหมายงานสำคัญให้ในรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เริ่มงานไปแล้วพร้อมกับไปกราบขอบพระคุณท่านนายกฯ ที่ให้ความไว้วางใจมาทำงานตำแหน่งนี้ ในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาหลายด้าน และระยะเวลาการทำงานสั้นแค่ 4 เดือน เจ้าตัวบอกว่า ที่ผ่านมาคิดเสมอว่าหากวันหนึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นและสังคม ก็จะไม่รีรอและวันนั้นก็มาถึง ดร.กานต์ก็ไม่รีรอที่จะทำตามเจตนารมณ์และเสียงในหัวของตัวเองทันที!!!


รัชดา ธนาดิเรก
 

…ดร.กานต์บอกว่า ขอบคุณน้องกวาง – ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ที่เชื่อมั่นในตัวพี่และจริงจังกับการชักชวนให้มาทำงานด้วยกัน และขอบคุณรมต.ภราดร ปริศนานันทกุล ที่เห็นความถนัดและประสบการณ์ของเรา และมอบหมายงานที่ต้องการคนไปขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบเวลาอันจำกัด เรียกว่า รัฐบาลชุดนี้ มอบหมายงานให้ถูกกับคนถูกกับความสามารถจริงๆ

ส่วนอนาคตการเมืองนั้น พี่กานต์เผยว่า วันนี้ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทยแล้ว จะขออาสาทำเรื่องสังคม สตรีซึ่งเป็นงานถนัดและงานที่เจ้าตัวทำมาก่อนหน้านี้โดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการขับเคลื่อนสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพราะทำเรื่องนี้มาหลายปีสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ฯ ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และทางพรรคมีบุคลากรที่มีศักยภาพร่วมเจตนารมณ์เดียวกัน เรียกว่า การมารับตำแหน่งในรัฐบาลนายกฯอนุทินนี้ ดร.กานต์จะช่วยขับเคลื่อนงานได้เยอะทีเดียว เพราะมีพื้นฐานการทำงานประสบการณ์มาแล้ว…..

…เชื่อว่า หลังจากนี้ ดร.กานต์ก็พร้อมลุยงานหนัก ในเรื่องที่ได้รับมอบหมายแน่นอน แต่สำหรับสาวแกร่งผู้นี้ งานหนักไม่สามารถทำร้ายเธอได้ แค่อาจเบียดเบียนเวลาออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพไปบ้าง หรือเวลาเล่นกับหลานๆ จะน้อยลง แต่สาวกานต์ก็สามารถจัดการได้ ไม่มีขาดตกบกพร่อง เพราะสิ่งที่เจ้าตัวทำมาตลอดคือ การสรรหาอาหารเพื่อสุขภาพ มาเป็นตัวช่วยในการดูแลตัวเอง อย่างวันก่อน เห็นโพสต์แนะนำ High Protein smoothie bowl นมโปรตีนสูงใส่กล้วย นมถั่วเหลือง peanut butterCacao nibs เมล็ดเจีย อัลมอนด์ caramel coffee.. ที่ช่วยให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน พร้อมจำสูตรจากร้านไว้ไปทำเองที่บ้าน ทานนอกบ้านค่าสถานที่มันแพง เจ้าตัวว่าไว้

ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดลับดูแลตัวเองของสาวเวิร์กกิ้งวูแมน ที่ต้องแกร่งทั้งกาย ใจ และสมอง พอมีเคล็ดลับอะไรดีๆ สาวกานต์ก็มักจะนำมาแนะนำเพื่อนๆ คนทำงานได้นำไปใช้ไปลองดู เจ้าตัวบอกว่า “เพราะเข้าใจหัวอกคนทำงานเลยว่า การจะดูแลอาหารและหาเวลาออกกำลัง ไม่ใช่ว่าอยากทำแล้วจะได้ทำในทุกโอกาส ฉะนั้นก็เหมาะกับเวลาและโอกาสเลย เพราะหลังจากเริ่มทำงานในตำแหน่งใหม่ สนุกกับสิ่งที่ได้เรียนรู้และจะได้ทำต่อไป energy ดี แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากคือเวลาส่วนตัว ไม่ได้ออกกำลัง อาหารการกินต้องปรับเป็นตามความสะดวกที่จะหาได้ จะกินคลีนแบบตอนอยู่บ้านก็จะเป็นภาระเกินไป..จึงขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานทุกคน ขอให้เต็มที่กับงานและดูแลตัวเองให้ดี” เคล็ดลับดีๆ ที่ดร.กานต์แนะนำ ใครจะนำไปใช้บ้าง เจ้าตัวก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะพี่น้อง จะได้ทำงานเก่งและสุขภาพดีไปพร้อมกัน…nn

‘อนุทิน’ลั่นเตรียมทหารไว้แล้ว กองทัพพร้อมรบ! เขมรเริ่มป่วน‘หนองหญ้าแก้ว’ ยิงปืนเล็กใส่ฝั่งไทย10นาที

‘อนุทิน’ลั่นเตรียมทหารไว้แล้ว กองทัพพร้อมรบ! เขมรเริ่มป่วน‘หนองหญ้าแก้ว’ ยิงปืนเล็กใส่ฝั่งไทย10นาที

‘อนุทิน’ลั่นเตรียมทหารไว้แล้ว กองทัพพร้อมรบ! เขมรเริ่มป่วน‘หนองหญ้าแก้ว’ ยิงปืนเล็กใส่ฝั่งไทย10นาที

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ลั่นเตรียมทหารไว้แล้ว กองทัพพร้อมรบ! เขมรเริ่มป่วน‘หนองหญ้าแก้ว’ ยิงปืนเล็กใส่ฝั่งไทย10นาที ทหารไทยยิงสวนกลับทันควัน

“นายกฯ”รับเตรียมกำลังทหารพร้อมแล้ว ยัน ไทยมีศักยภาพ หาตลาดใหม่ได้ ไม่อาศัยภาษีทรัมป์ ผบ.ทสส.เมินเขมร ลั่นเราจะทำ ลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดจนครบ 13 พื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของปชช.-ทหาร ทำไมถึงจะทำไม่ได้ ด้านมทภ.2 ลงพื้นที่ตรวจห้วยตามาเรีย จุดทหารเหยียบ ทุ่นระเบิด สั่งเพิ่มมาตรการ รปภ.สูงสุด ย้ำ กำลังพลทุกนาย มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด ส่วนทภ.1ยันความพร้อมป้องกันและทวงคืนอธิปไตยของไทย สั่งเข้มงวดปิดด่านตลอดแนวชายแดน “ผบ.คปอ.” ร่วมบิน เอฟ-16 เตรียมความพร้อมตลอด 24 ชม ส่วนที่ปราสาทโดนตวล ศรีสะเกษ พบทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3 ทุ่น ที่ทหารเขมรลักลอบนำมาวางไว้ในพื้นที่แนวลาดตระเวนเดิม ขณะที่เขมรเริ่มป่วน บ้านหนองหญ้าแก้ว ยิงปืนเล็ก 10 นาที ยั่วยุ หวัง สร้างสถานการณ์ ให้ไทยตอบโต้

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 12 พฤศจิกายน ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระงับข้อตกลงปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีเขมร ต้องชี้แจงกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซียหรือไม่ว่า มันไม่มี 4 ข้อนั้นแล้ว จะมีข้อที่ไทยต้องดำเนินการ Do it My Way ไม่รู้จะพูดอย่างไร

ไทยมีศักยภาพหาตลาดใหม่เมินภาษีทรัมป์

ผู้สื่อข่าวถามว่าบนเวทีที่นายกฯกล่าวว่าเมินมาตรการภาษีทรัมป์ นายอนุทินกล่าวว่า เราต้องพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว เราเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ฉะนั้น ก็มีหน้าที่แสวงหาโอกาส หาตลาดใหม่ใหม่อยู่ตลอดเวลา ก็มีหน้าที่พัฒนาคุณภาพสินค้าของประเทศไทย ให้เป็นที่ต้องการของทั่วโลกให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งศักยภาพของประเทศไทยมีแล้ว เราจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นตัวฉุด หรือทำให้เราเสียเปรียบ หรือทำให้อธิปไตยของเราถูกก้าวล่วง

เมื่อถามว่าจะชี้แจงกับสหรัฐฯหรือไม่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ลงนามปฏิญญาสันติภาพ นายอนุทินกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่

รับเตรียมกำลังทหารพร้อมแล้ว

ถามต่อว่าขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งต้องการให้สู้รบจบโดยเด็ดขาด และอีกส่วนกังวลจะมีการสู่รบ นายอนุทินกล่าวว่า เรามีแผนปฎิบัติอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องความมั่นคงการป้องกันประเทศ ไม่สามารถมาพูดในลักษณะการให้สัมภาษณ์ได้ แต่ในความเป็นรัฐมนตรีและหัวหน้ารัฐบาล เราได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดมาตรการและผู้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออธิปไตยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนต่อเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของทหาร และเจ้าหน้าที่ที่คอยปกป้องดูแลแผ่นดินของเราอยู่ พร้อมย้ำว่าทุกอย่างมีอยู่ในแผนดำเนินการทั้งหมดแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ถามย้ำว่าขณะนี้เตรียมกำลังทหารพร้อมแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินพยักหน้ารับก่อนกล่าวว่า แน่นอนครับ

ผบ.ทสส.เมินเขมรลุยกู้บึ้มให้ครบ13จุด

ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส) ให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังดําเนินการอยู่ปัจจุบันนี้ว่า กําลังทําอยู่ใน 5 พื้นที่นำร่องให้เสร็จก่อน แล้วเราจะเดินต่อไปในพื้นที่อื่นจนครบ 13 พื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าการเก็บกู้ทุนระเบิดเราทํามาก่อนหน้านี้แล้ว หากฝ่ายกัมพูชาไม่ดําเนินการอะไร เราก็แค่ทําหน้าที่เก็บกู้ทุนระเบิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ระบุว่าใน 5 พื้นที่นําร่อง กัมพูชายังไม่ตอบรับ 1 พื้นที่ พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ก็เรื่องของเขา พื้นที่ของเรา เราก็ทําของเรา ไปสนใจอะไรเขา

ถามย้ำว่าเสร็จจาก 5 พื้นที่นําร่องก็จะไปพื้นที่อื่นในเขตอธิปไตยของเราใช่หรือไม่ พล.อ.อุกฤษฎ์กล่าวว่า ถูกต้อง ถามต่อว่าหากเป็นพื้นที่ที่มีกัมพูชาวางฐานกําลังอยู่ เราจะปฏิบัติอย่างไร พล.อ.อุกฤษฎ์กล่าวยืนยันว่า ก็เราจะทํา เราทําเพื่อประชาชนและทหารที่อยู่แนวหน้าให้ปลอดภัย ทําไมเราถึงจะทําไม่ได้ ขอย้ำว่าเราจะทํา

เปิด13จุดรอเคลียร์ทุ่นระเบิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายไทยเสนอเก็บทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่กองกำลังบูรพา 3 พื้นที่ กองทัพภาคที่ 1 บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านเนินสมบูรณ์ จ.สระแก้ว กองทัพภาค 2 กองกำลังสุรนารี 6 พื้นที่คือ ช่องบก-ช่องอ่านม้า จ.อุบลราชธานี, ช่องกร่าง จ.สุรินทร์, ช่องเหว จ.สุรินทร์, ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ และบ้านสายโท 10 ใต้ จ.บุรีรัมย์ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด 4 พื้นที่ คือ บ้านตะกาง อ.เมืองตราด, บ้านคลองม่วง อ.เมืองตราด, บ้านชำราก อ.เมืองตราด และบ้านโขดทราย อ.คลองใหญ่ จ.ตราด แต่กัมพูชาไม่ตอบรับทั้ง 13 พื้นที่ ฝ่ายไทยต่อรองลดเหลือเพียง 5 พื้นที่นำร่อง พร้อมเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องมาร่วมเก็บกู้กับทีมไทย ขอเพียงไม่ขัดขวาง ได้แก่ บ้านสายโท 10 ใต้ จ.บุรีรัมย์ ช่องเหว จ.สุรินทร์ บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว บ้านชำราก จ.ตราด

ทบ.แจงย้ำทุ่นในบังเกอร์ทหารของเก่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีมีการเผยแพร่คลิปทหารไทยรีวิวพบทุ่นระเบิด PMN-2 ในบังเกอร์ พร้อมร้องอุทาน “พุทธโธ่ ใช่มันหรือไม่ ทำงานไปด้วย เสี่ยงขาไปด้วย” ท่ามกลางเสียง วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานพลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ว่า คลิปวีดีโอที่ปรากฏตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณฐานกัมพูชาที่เข้ายึดได้และตรวจสอบพื้นที่บริเวณฐานกัมพูชา บริเวณใกล้หน้าผาฝั่งห้วยตามาเรีย ยืนยันเป็นคลิปจริงเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 22 กันยาวยน เวลา 14.30 น. ที่หน่วยร้อย ร.112 พัน ร.11 ฐานถ้ำพระล่างตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น บริเวณใกล้บังเกอร์กัมพูชา ซึ่งการปฏิบัติของหน่วยในขณะนั้นได้ทำสัญลักษณ์ กั้นเขตพื้นที่ไว้เรียบร้อย และประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดจาก TMAC เข้าเก็บกู้และเคลียร์ พื้นที่ใกล้เคียงให้ปลอดภัย โดยทหารที่โพสต์คลิปดังกล่าวปัจจุบันภารกิจรับผิดชอบพื้นที่ห้วยตามาเรีย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบคลิปดังกล่าวเป็นคลิปเก่าที่บันทึกไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2568 หลังกำลังทหารกัมพูชาถอนกำลังและทิ้งฐานออกจากพื้นที่ดังกล่าวไปแล้ว จึงยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่เพิ่งถูกลอบนำเข้ามาวางใหม่ในช่วงปัจจุบันที่ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณนั้นเรียบร้อยแล้ว

เจอระเบิดPMN-2อีก3ที่ปราสาทโดนตวล

นอกจากนี้ กองทัพบกได้รับรายงานว่า เวลา 12.00 น. วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ที่ปราสาทโดนตวล จ.ศรีสะเกษ หน่วยลาดตระเวนฝ่ายไทยพบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น ที่ทหารเขมรลักลอบนำมาวางไว้ในพื้นที่แนวลาดตระเวนเดิม บริเวณปราสาทโดนตวล ซึ่งหน่วยอีโอดีทหารช่างของกองทัพบก ได้เก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

มทภ.2ตรวจห้วยตามาเรียจุดทหารเหยียบบึ้ม

ด้านพล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผบ.ศปก.ทภ.2 พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุทหารกกล.สุรนารี ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด 4 นาย ภายในพื้นที่เขตอธิปไตยไทย บริเวณห้วยตามาเรีย ที่อยู่ด้านล่างภูมะเขือ ฝั่งตรงข้ามปราสาทพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ โดยแม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการไปยังให้หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด (TMAC) พร้อมตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าพื้นที่เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อาจหลงเหลือ โดยให้พฐ.เก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด และ ดูแลรักษาผู้บาดเจ็บอย่างเต็มความสามารถ ทั้งด้านการแพทย์และสวัสดิการเต็มที่

“ชีวิตของกำลังพลทุกนาย มีคุณค่า เหนือสิ่งอื่นใด ทุกภารกิจต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เป็นอันดับแรก” พล.ท.วีระยุทธ กล่าว

มทภ.1ย้ำเข้มงวดปิดด่านตลอดชายแดน

ด้านพล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมของกกล.บูรพา และส่วนราชการในพื้นที่ โดยประชุมหารือร่วมกับ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการ จ.สระแก้ว, กกล.บูรพา, ตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจภูธร จ.สระแก้ว, ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมนำคณะตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก รับทราบมาตรการควบคุมการปิดด่านชายแดน โดยย้ำให้ทุกภาคส่วนดำรงมาตรการปิดด่านทุกด่านอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจจุดสกัดและการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามช่องทางหลักและช่องทางธรรมชาติ เพื่อสกัดกั้นการทำผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการปราบปรามสแกมเมอร์ นอกจากนี้ ได้ไปตรวจเยี่ยมสถานีรถไฟบ้านคลองลึก เพื่อติดตามมาตรการตัดไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของการไฟฟ้าอรัญประเทศ และกสทช.เขต 14 พร้อมย้ำให้เข้มงวดตรวจสอบการลักลอบส่งไฟฟ้าหรืออินเตอร์เน็ตข้ามไปเขมรทุกพื้นที่

เร่งกู้ระเบิดที่หนองจานเจออีก2ทุ่น

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 พร้อมคณะ เดินทางไปติดตามความคืบหน้าภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนมีพื้นที่ทำกินที่บ้านหนองจาน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ (พื้นที่ A) เรียบร้อย ได้พื้นที่ปลอดภัย 32,000 ตร.ม. โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ร่วมกับจังหวัดได้คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนมีที่ทำกินเพิ่มอีก 4 ราย ปัจจุบันเข้าดำเนินการต่อในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ (พื้นที่ C ประมาณ 336,457 ตร.ม.) ตั้งแต่ 11 พ.ย.68 ได้พื้นที่ปลอดภัย 437 ตร.ม. และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN 2 ทุ่น สภาพพร้อมใช้งาน ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 กำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง และให้เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยไทย

เขมรยิงปืนเล็ก10นาทียั่วยุ-ไทยยิงโต้ไร้เจ็บ

เวลา 17.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก ทบ. แถลงว่า กองทัพบกตรวจสอบกับกองกำลังบูรพาแล้ว ยืนยันว่าเวลาประมาณ 16:00 น.ของวันนี้ ได้ยินเสียงปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชา ประมาณ 10 นาที บริเวณตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว อําเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ฝ่ายไทยจึงได้เตรียมพร้อมและไม่ได้มีการตอบโต้แต่อย่างใด คาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายกัมพูชา

ต่อมาพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกเผยว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพาว่า เกิดเหตุทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จากนั้นฝ่ายไทยได้เข้าแนวกำบัง และได้ยิงแจ้งเตือนไปยังจุดที่มีการยิงเข้ามา ตามกฎการใช้กำลัง เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาประมาณ 10 นาทีจึงสงบลง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เอฟ-16เตรียมพร้อมปฎิบัติภารกิจ24ชม.

ส่วนที่กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา พล.อ.อ.ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (ผบ.คปอ.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมและตรวจความพร้อมปฏิบัติการบินกับเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 โดยร่วมบินกับเครื่องบินเอฟ-16 ในการเตรียมความพร้อมปฏิบัติภารกิจในทุกสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน (24/7)เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ตามเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในการปฏิบัติภารกิจ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน

ผบ.ตร.ย้ำพร้อมหนุนทหารป้องกันปท.

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้อนรับ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ. ที่มาดูงานภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร.กล่าวต้อนรับ สรุปภารกิจและผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตอนหนึ่งได้กล่าวยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมสนับสนุนภารกิจของทหารในการป้องกันประเท ในการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย-เขมรนั้น มอบหมายให้พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เตรียมความพร้อมทุกส่วน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหากได้รับการร้องขอจากกองทัพ และเน้นการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน

นายกฯเห็นกับตาระเบิดที่เขมรวางอยู่เขตไทย

เวลา 15.00 น. ที่วัดท่าดินแดง จ.อยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีละ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งกรณีพบทุ่นระเบิดในบังเกอร์ของทหารไทยล่าสุดว่า ตนยังไม่ได้รับรายงาน แต่ที่เห็นกับตาทุ่นระเบิดที่วางไว้มันอยู่ในเขตไทยแน่นอน และไม่ใช่ทหารไทยไปวางแน่นอน เพราะเราไม่มีของเหล่านี้ จากการตรวจสภาพทางธรณีวิทยาการโดยเทคโนโลยีต่างๆโปรแกรมต่างๆชัดเจนว่าทุ่นระเบิดทั้ง 4 ทุ่น ถูกวางหลังจากที่ลงนามปฎิญญากัวลาลัมเปอร์ได้เซ็นไปแล้ว ฉะนั้น ตรงนี้เราก็ไม่ต้องคุยกันแล้วว่าปฎิญญานี้ถือว่าไม่มีผล เพราะคนที่เป็นคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามไม่โทรหาผู้นำสหรัฐ-เตือนเขมรระวังจระเข้งับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านเสนอให้นายกฯโทรศัพท์ไปหาสหรัฐและมาเลเซียก่อนที่กัมพูชาจะติดต่อไป เรามีแนวทางจะโทรไปหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับสื่อมวลชนประมาณห้าครั้งแล้ว คงไม่ต้องโทร หากเขากดเพลย์เมื่อไหร่ก็เห็น ข้อความของนายกฯไทย ถามถึง กรณีสื่อกัมพูชาวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่นายกฯ ร้องไห้ระหว่างตรวจเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บเป็นน้ำตาจระเข้ นายกฯกล่าวว่า โนคอมเมนต์ ไม่ใช่น้ำตาจระเข้ คอยดูเวลาจระเข้งับไป อย่าหางจุก ตูดละกัน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ชีวิตของกำลังพลทุกนาย มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด ทุกภารกิจต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก”

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์

แม่ทัพภาคที่ 2

ทบ.ซัด’เขมร’แถลงบิดเบือน ย้ำไทยโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง

ทบ.ซัด'เขมร'แถลงบิดเบือน ย้ำไทยโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง

ทบ.ซัด’เขมร’แถลงบิดเบือน ย้ำไทยโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.19 น.

ทบ.ชี้แถลงการณ์กัมพูชา “บิดเบือน”ย้ำฝ่ายไทยตอบโต้กลับเพื่อเตือนและป้องกันตนเอง พร้อมโต้กัมพูชาการใช้โล่มนุษย์ ผิดหลักมนุษยธรรม

จากกรณีเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาคมโลกประณามไทยต่อเหตุการณ์กราดยิงในพื้นที่หมู่บ้านไปรจัน โดยอ้างว่าทหารไทยได้เปิดฉากยิงใส่ประชาชนกัมพูชาในหมู่บ้านดังกล่าว ตามข้อมูลเบื้องต้นมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 5 ราย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทหารไทยได้กระทำการยั่วยุหลายครั้งติดต่อกันหลายวัน โดยมีเจตนาที่จะสร้างการปะทะกันระหว่างสองฝ่าย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ไทยต้องรับผิดชอบต่อการละเมิด และกลับมาเคารพข้อตกลงหยุดยิง

ต่อกรณีดังกล่าว พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า แถลงการณ์ของกัมพูชาดังกล่าวเป็น วิธีการเดิม ๆ ของกัมพูชา ที่เริ่มจากการสร้างสถานการณ์บิดเบือน และออกมาให้ข่าวตามแผนการที่วางไว้

โดยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพบว่า ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ในพื้นที่ชายแดน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ฝ่ายไทยจึงได้เข้าแนวกำบัง และได้ทำการยิงตอบโต้ไปยังจุดที่มีการยิงเข้ามา โดยใช้กำลังเท่าที่จำเป็นตามหลักกฎการใช้กำลัง เพื่อระงับเหตุและปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ การยิงตอบโต้ของฝ่ายไทยกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยทำการยิงไปในทิศทางที่อาวุธยิงฝั่งตรงข้ามจะทำต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่พลเรือนหรือประชาชนโดยเด็ดขาด ซึ่งการใช้อาวุธตอบโต้นั้นเป็นทางเลือกสุดท้ายในสถานการณ์ดังกล่าว และฝ่ายไทยได้ทำการหยุดตอบโต้ในทันทีที่ภาวะคุกคามจากฝั่งกัมพูชาสิ้นสุดลง

ดังนั้น ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ระบุว่าไทยเปิดฉากการยิง ยั่วยุ และละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ล้วนไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น และการที่กัมพูชาเปิดฉากยิงโดยอาศัยพื้นที่ชุมชนเป็นที่กำบัง ยังเข้าข่าย การใช้โล่มนุษย์ ผิดหลักมนุษยธรรม แสดงถึงความไม่ใส่ใจในชีวิตของประชาชนกัมพูชาแม้แต่น้อย