โซเชียลแห่ชื่นชม! ‘เปิ้ล นาคร’ลุยน้ำท่วม พาทีมหมอช่วยผู้ป่วยติดเตียง

โซเชียลแห่ชื่นชม! 'เปิ้ล นาคร'ลุยน้ำท่วม พาทีมหมอช่วยผู้ป่วยติดเตียง

โซเชียลแห่ชื่นชม! ‘เปิ้ล นาคร’ลุยน้ำท่วม พาทีมหมอช่วยผู้ป่วยติดเตียง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.06 น.

จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ริมน้ำและจังหวัดใกล้เคียงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ชาวบ้านจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่อพยพได้ยาก

ล่าสุด (12 พฤศจิกายน 2568) นักแสดงและจิตอาสาชื่อดัง “เปิ้ล นาคร ศิลาชัย” ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่หยุดพัก โดยเจ้าตัวได้ขับ เจ็ตสกีคู่ใจ พาทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่น้ำท่วมได้

เปิ้ลได้โพสต์คลิปผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @ple_nakorn พร้อมระบุข้อความว่า “ปล่อยน้ำมา 2,800 ลูกบาศก์เมตรยังขนาดนี้ นึกไม่ออกเลยว่าถ้าฝนมาอีกคืนนี้ บวกน้ำทะเลหนุนเข้าไปอีก แม่เฒ่าที่ติดเตียงอยู่บนชั้น 2 นอนอยู่กับน้ำแบบนี้มาหลายคืนแล้วจะไปกันยังงัยต่อ….???……..สาธุ…..เหนื่อยไม่ได้เลยพวกเรา….. ที่ไหนต้องการความช่วยเหลือแจ้งมาใต้คอมเม้นนี้ได้เลยนะคับ”

‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’ สวยละมุนระดับนางเอกซีรีส์เกาหลี

‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’ สวยละมุนระดับนางเอกซีรีส์เกาหลี

‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’ สวยละมุนระดับนางเอกซีรีส์เกาหลี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความละมุนอบอุ่นระดับ “นางเอกซีรีส์เกาหลี” ต้องยกให้ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” ที่ล่าสุดทำโซเชียลใจฟู เมื่อภาพลุคเรียบหรูดูแพงของเธอถูกแชร์ไปทั่วจนแฟน ๆ พากันคอมเมนต์ว่า “ที่เกาหลีมีซนเยจิน ที่ไทยมี เจี๊ยบ พิจิตตรา” เปรียบเทียบความงามละไมในฟีลเดียวกันอย่างน่ารัก

ด้วยเสน่ห์ความอ่อนโยนและบุคลิกอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” กลายเป็นภาพจำของความสวยแบบ Soft Power ของผู้หญิงไทย สง่างาม เรียบง่าย แต่ทรงพลัง และยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าเลนส์ กล้องทุกตัวก็เหมือนหยุดนิ่งเพื่อเก็บทุกความละมุนไว้ในเฟรมเดียว

‘โรม’ติง‘ชนนพัฒฐ์’ไม่ควรหนีการตรวจสอบ หลังเบี้ยวแจง‘กมธ.มั่นคงฯ’โยงเว็บพนัน

‘โรม’ติง‘ชนนพัฒฐ์’ไม่ควรหนีการตรวจสอบ หลังเบี้ยวแจง‘กมธ.มั่นคงฯ’โยงเว็บพนัน

‘โรม’ติง‘ชนนพัฒฐ์’ไม่ควรหนีการตรวจสอบ หลังเบี้ยวแจง‘กมธ.มั่นคงฯ’โยงเว็บพนัน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.36 น.

“โรม”ติง”ชนนพัฒฐ์”ไม่ควรหนีการตรวจสอบ หลังเบี้ยวแจง”กมธ.มั่นคงฯ”โยงเว็บพนัน ทั้งที่รับปาก ย้ำข้อมูลชัด ตร.ระดับสูงรับส่วย หวังองค์กรตำรวจต่อต้านไม่ใช่ไปเป็นส่วนหนึ่ง เผยนัดถกต่อปมยึดทรัพย์นักการเมือง 26 พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังพิจารณาวาระปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบราชการตำรวจด้านการบริหารงานบุคคล กรณีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกกว่า 200 นาย กรณีรับส่วยจากขบวนการเว็บพนันออนไลน์ ว่าฝั่งนักการเมืองมีการยึดทรัพย์ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพวกไปแล้ว มีแนวโน้มว่าจะมีการยึดทรัพย์เพิ่มเติม เบื้องต้น ป.ป.ง.มีข้อมูลต่างๆ พอสมควร ส่วนคดีความยังมีอยู่ 3 – 4 คดี ซึ่งกำลังดำเนินการในคดีที่อาจจะร้ายแรง เช่น คดีฟอกเงิน กระบวนการนี้ กมธ.ให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วว่าระหว่างนี้เป็นช่วงที่ปิดสมัยประชุมสภาฯ สส.จะไม่มีเอกสิทธิ์ในการไม่ให้ความร่วมมือ จึงเป็นช่วงเวลาที่สามารถดำเนินการได้ โดยในวันที่ 26 พ.ย.68 ติดตามรายละเอียดความคืบหน้าคดีและการยึดทรัพย์ที่ยังอยู่ในช่วงการขยายผล ขณะที่กรณีของ นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อยู่ระหว่างการขยายผลว่าจะมีการยึดทรัพย์ด้วยหรือไม่

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ในการประชุม กมธ.วันนี้ น.ส.พิมพ์วิไล พยานปากสำคัญในเรื่องดังกล่าว ถือเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญ ชี้ว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินที่มาจากเว็บพนันทั้งหมด ซึ่งเป็นเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เปิดเผยว่าเชื่อมโยงกับนักการเมืองและเครือข่ายยาเสพติด ดังนั้น การยึดอายัดทรัพย์มีปัญหาเรื่องการถอนอายัด มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีความพยายามในการเอื้อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันหรือกระบวนการค้ายาเสพติด โดยจากนี้ ป.ป.ง.จะรวบรวมข้อมูลมาชี้แจงต่อไปว่า ตกลงแล้วยอดสุทธิในการยึดทรัพย์จะจบอย่างไร

ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แบ่งเป็นก้อนของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก้อนของตำรวจ 24 คน และก้อนของตำรวจ 200 คน ทั้งสามก้อนยังมีประเด็นปัญหาที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการส่งเรื่องมาที่ ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญา ซึ่ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่ามีการส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ส่วนของวินัย มีตำรวจบางส่วนถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้ว โดยเฉพาะตำรวจที่ใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนตำรวจคนอื่นอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงมีปัญหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังรู้สึกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอยู่ จึงจะต้องดูในรายละเอียด ซึ่งข้อมูลทั้งหมดยังไม่ปรากฏว่าเป็นข้อมูลที่ผิด ดังนั้น พยานหลักฐานที่ได้รับจากนายอัจฉริยะ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้อมูลที่มูลความจริง

เมื่อถามว่า มีข้อมูลอะไรที่เชื่อมโยงไปยังแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า บางคนพยายามเชื่อมโยงว่าเว็บพนันไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ แต่หากไปดูบัญชีม้า หรือเซิร์ฟเวอร์ แหล่งข่าวของตนระบุว่าสุดท้ายจะพบว่าเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ต่างประเทศ และอยู่ในแหล่งสแกมเมอร์ เว็บพนันกับสแกมเมอร์เป็นพี่น้องเดินตามคลานกันมา เว็บพนันแทบจะเป็นส่วนย่อยของสแกมเมอร์ ดังนั้น การไปอธิบายว่าเว็บพนันไม่ใช่สแกมเมอร์ เป็นการลดทอนความรุนแรง เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น ขณะที่กรณีของนายชนนพัฒน์ เราคาดหวังว่านายชนนพัฒน์จะมาชี้แจงในที่ประชุม กมธ.แต่การไม่มาดื้อๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับการประสานงานว่ามาแน่ และจะมาพร้อม นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม แต่วันนี้ได้รับแจ้งมาเพียงว่าติดภารกิจในพื้นที่ แบบนี้เป็นเหมือนการจูงใจหนีการตรวจสอบ บุคคลที่เป็นนักการเมือง หรือ สส.ไม่ควรที่จะมีพฤติกรรมแบบนี้ เพราะที่ผ่านมา กมธ.เผชิญกับวิธีการเลี่ยงการตรวจสอบมาโดยตลอด สส.ควรจะทำตัวเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะข้อมูลที่จะมีการพูดคุยในวันนี้เพื่อจะให้นายชนนพัฒน์ มีพื้นที่ในการชี้แจง ไม่น่าหลบเลี่ยงหรือหลีกหนีการตรวจสอบแบบนี้

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่แหลมคมที่สุดในการประชุมวันนี้คือ เค้าความจริงว่าตำรวจจำนวนมาก หลายท่านมีตำแหน่งยศสูงเกี่ยวข้องกับการรับส่วยและเงินสีเทา อย่าไปมองว่าตำรวจแค่ 200 คน รับเงินสีเทา ไม่มีปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่จะต้องขยายผลว่ามีตำรวจที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะตำรวจที่โดนก็เป็นระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เราจึงต้องช่วยกันให้เกิดการชำระสะสางกวาดบ้านตำรวจให้สะอาด ให้องค์กรตำรวจพึ่งพาได้ ต่อต้านทุนสีเทา สิ่งที่เราคาดหวังจากตำรวจคือท่านต้องต่อต้านทุนสีเทาเหล่านี้ ไม่ใช่ไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน

มทภ.1 ตรวจเยี่ยม กกล.สุรสีห์ ติดตามภารกิจป้องกันการรุกล้ำข้ามแดนฝั่งตะวันตก

มทภ.1 ตรวจเยี่ยม กกล.สุรสีห์ ติดตามภารกิจป้องกันการรุกล้ำข้ามแดนฝั่งตะวันตก

มทภ.1 ตรวจเยี่ยม กกล.สุรสีห์ ติดตามภารกิจป้องกันการรุกล้ำข้ามแดนฝั่งตะวันตก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.12 น.

มทภ.1 ตรวจเยี่ยม กกล.สุรสีห์ ติดตามภารกิจป้องกันการรุกล้ำข้ามแดนฝั่งตะวันตก จากเหตุความไม่สงบของประเทศเพื่อนบ้าน และกำชับเตรียมการฟื้นฟูกำลังพลและยุทโธปกรณ์ พร้อมเสริมภารกิจชายแดนฝั่งสระแก้ว

13 พ.ย.68 พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาด้านตะวันตก เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของ กกล.สุรสีห์ ณ กองบังคับการฉก.ลาดหญ้า อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยมี พล.ต. ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ผบ.พล.ร.9/ผบ.กกล.สุรสีห์ ให้การต้อนรับ โดยรับฟังการบรรยายสรุปภารกิจป้องกันชายแดนและติดตามสถานการณ์ความไม่สงบของประเทศเพื่อนบ้าน ป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของไทย โดย ฉก.ลาดหญ้า ได้จัดกำลังเฝ้าตรวจ ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ และเฝ้าระวังการหนีภัยข้ามแดนมาฝั่งไทยร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่เตรียมการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามความเหมาะสม จากนั้นเดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการเนินช้างศึก บ.อีต่อง ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ได้พบปะให้กำลังใจกำลังพลของ กกล.สุรสีห์ ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร, ทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน โดยได้กล่าวให้โอวาทและเน้นย้ำปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง พร้อมกำชับให้ผู้บังคับหน่วยดูแลสิทธิและสวัสดิการของกำลังพลให้ครบถ้วน ตลอดจนความเป็นอยู่ในระหว่างปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 และคณะได้มอบถุงยังชีพและผ้าห่มกันหนาวให้ประชาชนและนักเรียนในพื้นที่ ณ ศาลาประชาคม บ.อีต่อง 

สำหรับการตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ กกล.สุรสีห์ ในครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1/ ผบ.ศปก.ทภ.1 กำชับให้ กกล.สุรสีห์ ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะภารกิจป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของไทย จากสถานการณ์ความไม่สงบของประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ที่สำคัญได้สั่งการให้ ผบ.พล.ร.9/ผบ.กกล.สุรสีห์ ดำเนินการฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกณ์ในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร รองรับภารกิจปกป้องอธิปไตยจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป

‘พีระพันธุ์’เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ’หลักเขต73’ หวังฮุบพลังงานมหาศาลในอ่าวไทย

'พีระพันธุ์'เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ'หลักเขต73' หวังฮุบพลังงานมหาศาลในอ่าวไทย

‘พีระพันธุ์’เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ’หลักเขต73’ หวังฮุบพลังงานมหาศาลในอ่าวไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

‘พีระพันธุ์’เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ’หลักเขต 73′ เพื่อเปลี่ยนเขตแดนทางทะเล หวังฮุบทรัพยากรพลังงานมหาศาลในอ่าวไทย ชี้ไทยสูญโอกาส 52 ปี เพราะไร้’คำสั่งเด็ดขาด’ จี้กองทัพทวงคืนเขตแดนของชาติ

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ระหว่างไทย-เขมร วันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอิสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมๆกันนอกจากปราสาทตาควายแล้วคือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ๆเขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้

ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธินะครับ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมันมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน

ผมเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอิสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเล คือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้ว

ข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล

พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรขอทางางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ผมเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขาคือเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไรหรอกครับ

กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง

รัฐบาลไทยก็ได้แต่ประท้วงตามฟอร์ม ทำได้เท่านั้น…น่าอนาถจริงๆ

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และอีกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 นี่เอง เป็นไงครับ 24 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อๆไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกมั้งครับ

รัฐบาลไทยกองทัพไทยทำได้แค่นี้จริงๆหรือ???

เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้ เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้นะครับ

ช่วงที่เกิดปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่ง!!!

ผมเลยบอกกับทางกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบกเพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่

วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง

ถ้าพร้อม…รออะไรครับ? “

‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’หิ้วพยานปากเอกอ้างเป็นคนโอนเงินเว็บพนันเข้ากระเป๋าตร. แย้มเส้นเงินโยงสส.อีกราย

‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’หิ้วพยานปากเอกอ้างเป็นคนโอนเงินเว็บพนันเข้ากระเป๋าตร. แย้มเส้นเงินโยงสส.อีกราย

‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’หิ้วพยานปากเอกอ้างเป็นคนโอนเงินเว็บพนันเข้ากระเป๋าตร. แย้มเส้นเงินโยงสส.อีกราย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.50 น.

แฉเดือดกลางกมธ.ความมั่นคงฯ ‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’หิ้วพยานปากสำคัญอ้างเป็นคนโอนเงินเข้ากระเป๋าตำรวจ  ขณะที่‘ปปง.’ชี้ชัด‘ชนนพัฒฐ์’เป็นเจ้าของเว็บ‘จิมิ88-จิมิ44’ เผยอายัดทรัพย์แค่ 36 ล้าน ที่เหลือเป็นของพรรคพวก รวม 69 รายการ แย้มเส้นเงินลามโยงสส.อีกรายมากกว่า 1 คดี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา  มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร  ที่มีนายรังสิมันต์ โรม  รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. เป็นประธานการประชุมพิจารณาปัญหาสแกมเมอร์  รวมถึงเว็บพนันที่เชื่อมโยงถึงบุคคลทางการเมืองต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ. ได้เชิญนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม   และนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา มาให้ข้อมูล แต่ ทั้ง 2 คน ไม่มา โดยนายรังสิมันต์ ระบุว่า  นายชนนพัฒฐ์ ตอนแรกแจ้งว่า  จะมาชี้แจง แต่สุดท้ายได้แจ้งมาว่าติดภารกิจในพื้นที่ แต่ไม่มีหนังสือแจ้งมา ส่วนนายสมยศ ทำหนังสือแจ้งว่าติดภารกิจไปต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่น่าสนใจก็คือ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมไปถึง  พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม มาให้ข้อมูล  โดยได้นำ น.ส.พิมพ์วิไล (สงวนนามสกุล) ในฐานะพยานคนสำคัญที่เคยโอนเงินส่วยเว็บพนันให้แก่บิ๊กตำรวจ เข้ามาให้ข้อมูลด้วย ใช้เวลาประชุมร่วม 5 ชั่วโมง

พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์  ได้สอบถาม น.ส.พิมพ์วิไลว่า   เหตุใดถึงโอนเงินไปหลายครั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดสงขลาจำนวนมาก และเป็นเงินค่าอะไร โอนอย่างไร     ทำให้ น.ส.พิมพ์วิไล กล่าวว่า   หลังจากที่ตนโดนจับ ได้ไปสอบถามคนที่ว่าจ้างให้โอนเงินว่า   ทำไมตนถึงได้โดนจับกุม ซึ่งคนที่ว่าจ้างตอบกลับว่า เงินที่โอนให้ตำรวจ  หรือโอนให้ไปในที่ต่างๆ เป็นเงินผิดกฎหมายหรือจากการพนัน

“เป็นเงินที่เป็นส่วยที่ส่งให้กับตำรวจทั้งหมด ซึ่งส่วยดังกล่าว บางรายการก็รู้ บางรายการก็ไม่รู้ว่าเป็นส่วยเกี่ยวกับอะไร แต่ที่รู้คือเป็นส่วยเว็บไซต์การพนันออนไลน์ “น.ส.พิมพ์วิไล ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในการให้ข้อมูลครั้งนี้ น.ส.พิมพ์วิไล ยังได้อ้างว่า มีการโอนเงินให้กับตำรวจชุด PCT4 ซึ่งจะมาเรียกเก็บจากตนทุกวันที่ 5 และ 10 ของเดือน ผ่าน”รองกาโม่ เรื่องนี้ได้มีการแจ้งความไว้ที่ สภ.หาดใหญ่ เพราะตนเป็นแค่คนที่โอนและทำบัญชี   เมื่อโอนเงินให้แล้วทำไมต้องมาจับตนด้วย จึงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ยังซักถามเรื่องการโอนเงินให้กับนักการเมืองท้องถิ่นในหาดใหญ่ จ.สงขลา รวมถึงรายชื่อบัญชีม้า และเส้นเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องกับอดีตบิ๊กตำรวจ   รวมทั้งเส้นเงินของสส.รายหนึ่งที่มีการโอนกลับมาที่น.ส.พิมพ์วิไล

โดยพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้เรียกร้องให้ กมธ.แจ้งไปยังผู้บัญชาการคณะกรรมการข้าราชการตรวจ (ก.ตร.) ส่งเรื่องที่ชี้มูลไปให้ ป.ป.ช. จะได้นำเรื่องไปประกอบสำนวนการสอบสวน รวมถึงปปง.เพื่อให้ยึดอายัดทรัพย์นายตำรวจทั้งหมดที่รับเงินจากเว็บพนัน  และส่งเรื่องไปยังกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังทั้งหมดของตำรวจที่รับเงินจากเว็บพนัน

ขณะที่นายอัจฉริยะ ได้ให้ข้อมูลคดีชบาที่มีส่วนเกี่ยวพันกับบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเว็บพนันออนไลน์ในภาคใต้   และเหนือตั้งแต่ปี 2563 เพราะบัญชีชบามีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 ล้านบาท  ซึ่งปัจจุบันเว็บพนันที่เกี่ยวข้องกับสส.รายหนึ่งมีทั้งหมด 12 เว็บ มีเงินหมุนเวียน 5,000 ล้านบาท ก็ยังเปิดอยู่ จึงอยากให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไปปิดเว็บพวกนี้

ด้านพล.ต.อ. กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ดำเนินการอย่างจริงจังต่อผู้ถูกร้องเรียน กระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมองค์กรตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภายใต้กฎหมายตำรวจ

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้ชี้แจงตลอดการประชุมว่าตนยังไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง บางคำถามก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลมา ตนเตรียมข้อมูลมาแค่ 3 คำถามที่ส่งไปให้แค่นั้น ดังนั้น ขอให้เขียนให้ละเอียดว่าจะถามอะไรบ้าง จะได้มอบหมายให้ผู้ที่รับผิดชอบจริงมาตอบ ซึ่งอีกฝั่งมีข้อมูลเยอะ แต่ฝั่งเราไม่มีข้อมูล ดังนั้น ขอให้เชิญมาอีกรอบ และระบุว่าจะต้องตอบในประเด็นไหนบ้าง

ก่อนจะชี้แจงเส้นเงินที่เกี่ยวกับ น.ส.พิมพ์วิไลว่าได้ดำเนินคดีแล้ว ซึ่งในเส้นเงินนี้ ไม่มีเส้นเงินที่เกี่ยวกับตำรวจ PCT 4 อยู่ในนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของ ป.ป.ช. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกออกหมายจับแล้ว 2 นาย

นอกจากนี้ ยังชี้แจงเส้นเงินที่เกี่ยวกับนายชนนพัฒฐ์ ขณะนี้ คณะตำรวจนครบาลรับผิดชอบไปแล้ว 21 เว็บ ที่มีการปิดไปแล้วและเปิดขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้มีการเสนอปิดกั้นไปที่กระทรวงดีอีฯ แล้วแสนกว่าเว็บ ปิดได้ประมาณ 70%  ซึ่งเว็บแต่ละเว็บขึ้นอยู่กับการจดทะเบียน อาจจะไปจดในประเทศที่ไม่ผิดกฎหมาย พอเมื่อปิดเขาก็สามารถเปิดขึ้นได้ใหม่ แค่เปลี่ยนตัวอักษรนิดหน่อย

ขณะที่ตัวแทน ปปง. กล่าวว่า จากการสอบสวนพบว่ามีเว็บจิมิ 88 และเว็บจิมิ 44 มีการชักชวนให้มีการเล่นการพนันและได้จริง ซึ่งจากคำให้การ นายชนนพัฒฐ์ เป็นเจ้าของเว็บไซต์และได้ผลประโยชน์ มีการกดเงินสดจากเว็บพนันแล้วนำไปมอบให้นายชนนพัฒฐ์ ซึ่งนายชนนพัฒฐ์เป็นผู้ดูแลและจัดการผลประโยชน์ โดยได้ทำธุกรรมทางการเงินร่วมกับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนที่ ปปง.เคยอายัดทรัพย์ มูลค่าหลายสิบล้านบาท จึงไม่น่าเชื่อว่าเป็นการทำธุรกรรมในลักษณะของผู้เล่น แต่เป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ

จากการตรวจสอบพบทรัพย์สินเบื้องต้น รถ 1 รายการ เงินสด 1 รายการ เงินในหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และหน่วยลงทุน 6 รายการ และยังมีที่ดิน ห้องชุด 61 รายการรวมทั้งสิ้น 69 รายการ แบ่งเป็นของนายชนนพัฒฐ์  9 รายการ 36 ล้านบาท และผู้ที่เกี่ยวข้อง 60 รายการ ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติให้ยึดอายัดทรัพย์ไว้ 69 รายการ ประมาณ 159 ล้านบาท ซึ่งที่ต้องอายัดทรัพย์เท่านี้ เพราะอาจจะเป็นการถือครองทรัพย์สินแทน     ส่วนทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดไว้ในคดีอาญาไม่ได้ส่งมอบให้ ปปง. ส่วนที่มีสส.รายหนึ่งทำธุรกรรมร่วมกับนายชนนพัฒฐ์นั้น พบว่าได้ทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกับบุคคลที่ปปง.อายัดทรัพย์ไว้มากกว่า 1 คดี และอยู่ระหว่างการสืบสวน

‘ร้านค้า’เตรียมเฮ!‘โสภณ’บอร์ดน้ำเมา จ่อขยายเวลาขายสุรา ปลดล็อกบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น

‘ร้านค้า’เตรียมเฮ!‘โสภณ’บอร์ดน้ำเมา จ่อขยายเวลาขายสุรา ปลดล็อกบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น

‘ร้านค้า’เตรียมเฮ!‘โสภณ’บอร์ดน้ำเมา จ่อขยายเวลาขายสุรา ปลดล็อกบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.27 น.

ร้านค้าเตรียมเฮ!‘โสภณ’ แย้มคณะกรรมการนโยบายแอลกอฮอล์ จ่อขยายเวลาขายสุรา ปลดล็อกบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยวคุยให้จบ ปมขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืน รับห่วงอุบัติเหตุ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 13 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 ว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากเราบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00 – 17.00 น. ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก ส่วนเรื่องขยายเวลาทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น. ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ระบุว่าไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00 – 03.00 น. จะเกิดจำนวนมาก ตนได้ให้คณะกรรมการฯไปคุยกัน ส่วนเรื่องของสถานประกอบการนั้น ความจริงมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่กระทรวงมหาดไทยควบคุมได้ โดยกำหนดไว้ว่าเวลาไหนดื่มได้ เวลาไหนดื่มไม่ได้ 

นายโสภณ กล่าวว่า ตนได้ให้ข้อสังเกตไปว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีข้อห้ามของกระทรวงสาธารณสุขที่ส่งเสริมให้งดการดื่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตนเห็นว่ามันส่งเสริมได้ แต่อย่าลืมเขาเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล ฉะนั้น มาตรการใดที่นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ รัฐอาจจะส่งเสริมได้ แต่ว่าต้องมีแรงจูงใจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาบอกว่าไม่ให้ดื่ม มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีแรงจูงใจถือว่าเหมาะสม อย่างเช่น ชุมชนไหนไม่มีการดื่มสุราจะต้องมีอะไรให้เขา สรุปคือ ขยายแน่ แต่เวลาให้รอผลการประชุมคณะกรรมการฯก่อน จะ 02.00 น. หรือ 04.00 น. จะมีจุดลงตัวอย่างไร ส่วนเวลา 14.00 – 17.00 น. ให้ยกเลิก ทั้งนี้ หากคณะกรรมการฯมีมติอย่างใด ไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถออกประกาศสำนักนายกฯได้เลย ซึ่งในประกาศดังกล่าวจะต้องรอฟังความเห็นของประชาชนภายใน 15 วันนับจากวันที่คณะกรรมการฯมีมติ และมีผลบังคับใช้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางใดที่เป็นแนวทางกลางๆ นายโสภณ กล่าวว่า ได้บอกไปแล้วว่าให้หาจุดกึ่งกลางโดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น เวลา 01.00 น. เพราะกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า 02.00 น. มีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้สบายใจได้ว่าขยายแน่ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศที่เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ และตนไม่เห็นด้วยที่จะต้องไปกำหนดเป้าจะต้องไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ เพราะถ้ากำหนดเท่าไหร่มันจะไปถึงจุดนั้น ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อถามว่า ที่กำหนดโซนให้ดื่มได้ถึง 04.00 น. ยังกำหนดในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ ตนให้นโยบายเพิ่มเติมคือ โซนนิ่งของการจำหน่ายสุรากับระยะห่างจากสถานศึกษา ตนให้ไปกำหนดชัดเจนว่าต้องเริ่มนับจากจุดไหนถึงจุดไหน จะเริ่มนับจากรั้ว หรือตัวอาคารเรียน ให้มันชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ

‘โฆษก กมธ.แก้รธน.’เผยมติเสียงข้างมากเคาะสูตร’20 จับ 1’เฟ้นหา’35 กมธ.ยกร่างฯ’

‘โฆษก กมธ.แก้รธน.’เผยมติเสียงข้างมากเคาะสูตร’20 จับ 1’เฟ้นหา’35 กมธ.ยกร่างฯ’

‘โฆษก กมธ.แก้รธน.’เผยมติเสียงข้างมากเคาะสูตร’20 จับ 1’เฟ้นหา’35 กมธ.ยกร่างฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

‘โฆษก กมธ.แก้รธน.’เผยมติเสียงข้างมากเคาะสูตร’20 จับ 1’เฟ้นหา’35 กมธ.ยกร่างฯ’ ขีดเส้นให้รัฐสภาเลือกให้ได้ภายใน 60 วัน ดันถกต่อปมที่มา

13 พฤศจิกายน 2568 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุม กมธ. ซึ่งพิจารณารายละเอียดในร่างมาตรา256/5 ว่าด้วยขั้นตอนการเลือกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ของรัฐสภาว่า มติของที่ประชุม 19 เสียงเห็นด้วยกับกระบวนการที่กำหนดสูตรให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มกัน จำนวน 20 คน และเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ 1 คน ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.เป็นผู้เสนอ แต่ได้ปรับรายละเอียดเล็กน้อย ในกรณีที่สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถรวมกลุ่มได้ครบ 20 คน และไม่สามารถเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ครบ 35 คน ได้กำหนดให้รัฐสภาโหวตเลือกจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีที่ถูกชื่อให้เป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามจำนวนที่ขาด โดยใช้มติของรัฐสภา จำนวน 2 ใน 3 เพื่อตัดสิน เหตุผลที่ต้องใช้เกณฑ์เห็นชอบ 2 ใน 3 นั้น เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป และอย่างน้อยการให้ความเห็นชอบผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องมีส่วนผสมระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

“เช่น กรณีที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ไม่ครบ 35 คน ขาดอีก 3 คน การเสนอชื่อให้รัฐสภาโหวต ต้องเสนอชื่อเข้ามาเป็น 2 เท่า หรือ 6 คน จากนั้นให้รัฐสภาลงมติ สำหรับคนที่จะได้รับคัดเลือก ให้พิจารณาตามคะแนนโหวตสูงสุดเรียงตามลำดับที่ขาด ทั้งนี้มีเงื่อนไขต้องได้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ด้วย” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรอบเวลาที่รัฐสภาต้องเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ  ภายใน 60 วันแต่หากครบเวลาแล้ว ไม่สามารถได้ กมธ.ครบ 35 คน แต่ไม่น้อยกว่า 90% หรือ 32 คน ให้ทำหน้าที่ไปตามจำนวนที่มี  ทั้งนี้หลังจากพิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้วเสร็จในช่วงบ่ายจะพิจารณาเนื้อหาของมาตรา 256/2 ว่าด้วยที่มาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตามร่างหลักของพรรคประชาชน เสนอให้ใช้กระบวนการที่มามาจากการเสนอบัญชีรายชื่อ ให้ประชาชนเลือกตั้ง และเสนอให้รัฐสภาเลือก แต่ในรายละเอียดนั้นต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะปรับรูปแบบเป็นอย่างไร

‘ตั๊น จิตภัสร์’ลงพื้นที่สระแก้ว มอบสิ่งของให้กำลังใจ’เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา–จนท.ทส.’

'ตั๊น จิตภัสร์'ลงพื้นที่สระแก้ว มอบสิ่งของให้กำลังใจ'เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา–จนท.ทส.'

‘ตั๊น จิตภัสร์’ลงพื้นที่สระแก้ว มอบสิ่งของให้กำลังใจ’เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา–จนท.ทส.’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

‘รมว.ทส.’มอบ’ตั๊น จิตภัสร์’ประธาน ทปษ. ลงพื้นที่สระแก้ว มอบสิ่งของให้กำลังใจ ‘เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา–จนท.ทส.’ ร่วมปกป้องอธิปไตยไทย

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้มอบหมายให้ตน พร้อมนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วพร้อม พล.ต.ต. จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ผบก.ตชด.ภาค 1 ,พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ร.12 รอ.ในฐานะผู้แทนกองกำลังบูรพา และคณะ เพื่อมอบเครื่องอุปโภค บริโภคและสิ่งของจำเป็นให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังบูรพาเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจต่อทหารหาญ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ รวมกว่า100 นายในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดบุคคลบาดเจ็บสาหัส ขาขาดเป็นรายที่ 7 จนนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) มีมติประกาศให้ยุติและยกเลิกปฎิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา จนกว่าทางกัมพูชาจะไม่มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อไทย ซึ่งล่าสุดได้เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธประจำกายจากการยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาก่อน ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดย น.ส.จิตภัสร์ กล่าวอีกว่า  การลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสนับสนุนและเป็นการสร้างขวัญให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงภัยทุกภาคส่วน ที่เสียสละมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและอธิปไตยของประเทศไทย  สมควรที่เราผู้อยู่แนวหลังที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขร่วมส่งกำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ร่วมปกป้องทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของไทยไม่ให้ถูกแผ้วถางทำลายไปมากกว่านี้

‘บิ๊กเล็ก’คุย‘เตีย เซยฮา’ให้หยุดปฏิบัติการทหารในพื้นที่พลเรือน ขอ‘ผู้รู้-ทหารเก่า’ระวังให้สัมภาษณ์

‘บิ๊กเล็ก’คุย‘เตีย เซยฮา’ให้หยุดปฏิบัติการทหารในพื้นที่พลเรือน ขอ‘ผู้รู้-ทหารเก่า’ระวังให้สัมภาษณ์

‘บิ๊กเล็ก’คุย‘เตีย เซยฮา’ให้หยุดปฏิบัติการทหารในพื้นที่พลเรือน ขอ‘ผู้รู้-ทหารเก่า’ระวังให้สัมภาษณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.49 น.

‘บิ๊กเล็ก’คุย‘เตีย เซยฮา’ให้หยุดปฏิบัติการทหารในพื้นที่พลเรือน เชื่อ‘กัมพูชา’มีแผนใส่ร้ายไทย หวังดึงโลกกดดัน รับบทผู้ถูกกระทำ ‘ฝ่ายไทย’หวัง AOT ตรวจสอบ ชี้ ผบ.หน่วยระดับพื้นที่ ไม่ต้องรอ ผบ.ทบ. สั่ง ตัดสินใจตอบโต้ได้เลย พร้อมขอ ‘ผู้รู้-ทหารเก่า’ ระวังให้สัมภาษณ์ เหตุ ‘กัมพูชา’ ต่อจิ๊กซอว์ได้

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายหลังฝ่ายกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทย ว่า เป็นไปตามสถานการณ์ ซึ่งตนได้เน้นย้ำไป 2 มาตรการ คือ เรามีการระงับปฎิบัติการตามปฏิญญาแล้ว และต้องปกป้องพื้นที่ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทยตามกฎการใช้กำลัง ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12พ.ย.) เป็นการยั่วยุ โดยทางกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ก็ใช้ความระมัดระวังที่จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ ได้แต่ยิงตอบโต้เพื่อให้เขารับทราบว่าอย่ากระทำอย่างนี้อีก เนื่องจากพื้นที่นั้นมีพลเรือนอาศัยอยู่ จึงไม่น่ากระทำ 

ซึ่งตนได้โทรหา พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา การปฎิบัติการในพื้นที่พลเรือน แม้จะบอกว่าไม่เจตนาก็ตาม แต่ก็ยังเป็นพื้นที่พลเรือน 

เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.เตีย เซยฮา ได้ระบุอย่างไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เขาได้พูดเหมือนกับที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาแถลงออกมา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘มาลี’มาแล้ว! แถลงประณาม อ้างทหารไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงพลเรือน)

ส่วนที่ทางกัมพูชาอ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชา บาดเจ็บ 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราไม่ได้รับทราบว่ามีพลเรือนอยู่ในบริเวณ ในเมื่อทหารกัมพูชายิงเข้ามาฝั่งเรา ทางเราก็ต้องตอบโต้ ซึ่งครั้งก่อนจะเห็นว่าการยั่วยุเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ในครั้งนี้ยิงมาระดับบุคคล แสดงว่ามุ่งหวังชีวิต ซึ่งเรามีหลักฐานคือรอยกระสุนบริเวณบังเกอร์ 

ดังนั้นเราต้องยิงตอบโต้ ซึ่งเป็นไปตามกฎใช้กำลังอยู่แล้ว สิ่งที่เขาไม่ควรกระทำอย่างยิ่งคือการปฏิบัติในพื้นที่ที่มีพลเรือนอยู่ อีกทั้งฝ่ายกัมพูชาก็ทราบดีอยู่แล้วว่าบริเวณนั้นมีพลเรือนอยู่ ซึ่งตนยังมองด้วยซ้ำว่าพลเรือนที่อยู่บริเวณนั้นมาร่วมอยู่ด้วย

เมื่อถามว่าทางฝ่ายกัมพูชาต้องการยั่วยุให้เกิดสงครามใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนไม่คิดถึงขนาดนั้น ไม่อยากให้เรียกว่าสงคราม ซึ่งจะดูหนักเกินไป แต่เป็นการจัดฉากเพื่อให้เกิดการปะทะ ว่าเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

เมื่อถามว่าเขาหวังใส่ร้ายฝ่ายไทยเพื่อหวังผลหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คิดว่าเป็นอย่างนั้น โดยมุ่งหวังให้ประชาคมโลกหันกลับมาตรงนี้ เพราะเขาทำลักษณะนี้มาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน โดยการนำพลเรือนมาออกหน้า แม้รัฐบาลกัมพูชาออกมาระบุว่าไม่ได้มีนโยบายเช่นนั้น แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเรามองว่าเป็นเช่นนั้น

เมื่อถามย้ำว่า เขาได้บอกเหตุผลหรือไม่ว่าเหตุใดจึงยิงปืนกลเข้ามาฝั่งไทยถึง 60 นัด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็เขาไม่ยอมรับ

เมื่อถามว่า พล.อ.เตีย เซยฮา ไปขอให้มีการเจรจาขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขออนุญาตที่จะไม่พูด เพราะเป็นการพูดคุยกันส่วนตัว คล้ายโฟว์อาย แต่จุดยืนของเรายังคงเหมือนเดิมคือจะไม่มีการประชุมจีบีซี ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 1 ครั้ง 

ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ โดยต่อจากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์ รวมถึงปีหน้าก็คงจะไม่มี ต่อไปก็ให้ใช้กลไกของรัฐบาล หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ให้ว่ากัน ในส่วนของจีบีซี ไม่มีอะไรคืบหน้าและไม่ปฏิบัติตามปฏิญญา ประชุมไปก็เปลืองภาษีประชาชน 

ในขณะที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ยังคงปฏิบัติงาน เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วก็ต้องพิสูจน์ทราบต่อไป ซึ่งเป็นข้อตกลงของประเทศอาเซียน ไม่เกี่ยวกับปฏิญญสันติภาพ

เมื่อถามว่าจะมีมาตรการอื่นอีกหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือน ก็ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนได้เลย แต่ตนไม่ขอลงรายละเอียด

“ปัจจุบันผมก็เครียดมากพออยู่แล้ว เพราะมีผู้รู้ ทหารเก่า ออกมาพูด จนกระทั่งกัมพูชาสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ ขอความกรุณาสื่อหรือพิธีกรรายการต่างๆ การเปิดเวทีให้บุคคลต่างๆ มาพูด เช่น การกู้ระเบิด ทำให้กัมพูชาสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ เพราะเป็นทหารด้วยกัน ก็จะคิดคล้ายๆ กัน ผมเองก็ต้องคอยดูว่าอะไรที่พูดไปแล้ว ต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะกัมพูชาเขาคาดเดาได้แล้ว นี่คือสิ่งที่ผมห่วงใย ต่อชีวิตน้องๆ ที่อยู่แนวหน้า เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องปฎิบัติการทางทหาร ปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามเขาเตรียมการไว้หมดแล้ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตของน้องๆ 

ซึ่งส่วนตัวเข้าใจสื่อมวลชน รวมถึงพิธีกรในรายการต่างๆ ต้องหาข่าวนำเสนอให้ประชาชนเข้าใจ แต่ขอเรียนในมุมด้านการทหาร บางครั้งคนที่พูดไม่เจตนาก็ตาม เพราะเจตนาของเขาต้องการแสดงว่าเขารู้ แต่สิ่งที่เขารู้ จะทำให้กัมพูชารู้ด้วย แต่คงไม่สามารถไปห้ามได้ อยากฝากไปถึงทุกคน เพื่อขอความร่วมมือ ทุกคนที่จะทำให้ข้อความเหล่านั้นออกสู่สาธารณะ เพราะกัมพูชาก็ดูอยู่” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

เมื่อถามว่าประชาชนมีความเป็นห่วงว่าจะเกิดสิ่งใดบริเวณพื้นที่ตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูดถึง ในเมื่อเราระงับการปฎิบัติตามปฏิญญาแล้ว สิ่งที่ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้บัญชาการทางทหาร อะไรก็ตามที่อยู่ในพื้นที่อธิปไตยของเรา ขอให้ปกป้องตามกฎการใช้กำลัง เพราะฉะนั้นตนจึงไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ จึงขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชา ว่าต้องการจะคลี่คลายสถานการณ์จริงหรือไม่ ที่ผ่านมาเราใช้แนวทางสันติมาตลอด จนบางครั้งยังถูกตำหนิเสียด้วยซ้ำว่าไม่เข้มแข็ง ไม่เด็ดขาด แต่ถึงเวลานี้เราก็เพิ่มความเด็ดขาดมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าระงับปฏิญญา

เมื่อถามว่าความเด็ดขาดในการตัดสินใจอยู่ที่ผู้บัญชาการทหารบกใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีอยู่ 2 ประการ ระดับอำนวยการก็มีคณะผู้บัญชาการทางทหาร แต่กฎการใช้กำลังมีในทุกระดับ แม้แต่ ผบ.ที่คุมกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ที่อยู่แนวหน้า ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ขอพูดลงในรายละเอียด 

ตนอยากให้สื่อมวลชนสบายใจ ไม่ใช่ต้องรอฟังผู้บัญชาการทหารบกเพียงคนเดียว หรือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เขามีระดับ ปฏิบัติการอยู่แล้ว ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจ เช่นกรณีการยิงเข้ามาบริเวณ บ้านหนองหน้าแก้ว เราก็สามารถตอบโต้ได้ทันที แต่หากมีการกระทำที่มากกว่านั้น อำนาจการตัดสินใจก็เลื่อนลำดับขึ้นมา 

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ยังไม่ได้มาหารือฝ่ายความมั่นคง ถึงกรณีจะมีการผลักดันแรงงานกัมพูชา 90,000 คน ที่ใบอนุญาตการทำงานหมดอายุ