มาเลเซียเตรียมรื้อฟื้นเจรจา หลังไทยระงับข้อตกลงกัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด

มาเลเซียเตรียมรื้อฟื้นเจรจา หลังไทยระงับข้อตกลงกัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด

11 พ.ย. 2568 14:44 น.

มาเลเซียเตรียมรื้อฟื้นเจรจา หลังไทยระงับข้อตกลงกัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวในวันนี้ว่า ได้มอบหมายให้ พล.อ. นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าไปดำเนินจัดการเจรจาครั้งใหม่ หลังประเทศไทยได้ประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา เมื่อวานนี้

นายอันวาร์กล่าวในช่วงการตอบคำถามรัฐมนตรีว่า เขาได้ติดต่อประสานงานกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายคนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จนนำไปสู่การลงนามในปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นสักขีพยานระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่ผ่านมา

นายอันวาร์อธิบายว่า การตัดสินใจของนายอนุทินในการระงับการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานเหตุระเบิดจากทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 4 นาย

“ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาในขณะนี้คือเหตุระเบิดทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับทหารกัมพูชา” นายอันวาร์กล่าวว่า “ดังนั้น นายอนุทินจึงกล่าวว่า ตราบใดที่เรื่องนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจะชะลอการอนุมัติไว้ก่อน แต่ท่านไม่ได้ตอบโต้ (เพื่อโจมตีกัมพูชา)”

นายอันวาร์ระบุว่า ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซียกำลังเจรจาต่อ โดยกล่าวว่าข้อตกลงเดิมคือ การถอนกำลังออกจากชายแดนและแก้ไขปัญหาเหตุระเบิดจากทุ่นระเบิด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

นายอันวาร์เน้นย้ำว่า “แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ย่อมทำให้คนไทยโกรธเคือง และเกิดคำถาม ว่า ‘ข้อตกลงนี้ถูกละเมิดแล้วหรือไม่?’ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไทยไม่ได้ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบหรือบทบาทของเรา” พร้อมเสริมว่า ไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงอย่างครบถ้วน

นายอันวาร์กล่าวตอบ นายชาฮิดาน กัสซิม ส.ส. พรรคพีเอ็น ที่กล่าวถึงรายงานข่าวทั้งในและต่างประเทศล่าสุดที่นำเสนอคำวิจารณ์ต่อปฏิญญาสันติภาพ ไทย – กัมพูชา จาก พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5

โดยมีรายงานว่า พล.อ. รังษี กล่าวหานายอันวาร์ว่าก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยผ่านปฏิญญาสันติภาพ ไทย – กัมพูชา โดยอ้างว่าปฏิญญาดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจของไทย นายอันวาร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยกล่าวว่าแม้จะมีผู้วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ แต่ชาวมาเลเซียควรสวดภาวนาเพื่อสันติภาพแทน

นายอันวาร์กล่าวว่า “การโต้เถียงเพื่อแสดงว่านายกรัฐมนตรีล้มเหลวเป็นเรื่องสนุกหรือ? ต้องการให้ข้อตกลงล้มเหลวเพียงเพื่อพิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีมาเลเซียล้มเหลว ไม่เอาน่า ผมขอเลือกสวดภาวนาเพื่อสันติภาพดีกว่า เพราะหากความขัดแย้งเกิดขึ้น มันก็จะส่งผลกระทบต่อเราด้วย” 

“ส่วนเรื่องที่พล.อ. รังษี แสดงความไม่เห็นด้วย ผมไม่มีปัญหากับเรื่องนั้น ไม่ว่าเขาจะน่าเชื่อถือหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่สำคัญ ที่นี่ก็มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิญญาเช่นกัน”

“หลายคนในกัมพูชามองว่าไทยเป็นผู้รุกราน ขณะที่หลายคนในไทยคิดว่ากัมพูชาละเมิดหลักการ นั่นคือเหตุผลที่เราเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย” นายอันวาร์กล่าวย้ำถึงจุดยืนของมาเลเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยกระบวนการนี้.

ที่มา Malaysiakini

เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

11 พ.ย. 2568 12:55 น.

เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผย การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์สำคัญในรอบ 50 ปี

นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเขียนบทความเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025  ตามคำเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนประเทศมหาอำนาจอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สะท้อนชัดว่าผู้นำสูงสุดของไทยให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

นายเจี้ยนเว่ย ระบุว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยที่แข็งแกร่งและมั่นคง ราชวงศ์ไทยทรงสนับสนุนความสัมพันธ์จีน-ไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี ค.ศ. 1975 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้นำจีนหลายท่านเข้าเฝ้าฯ เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง, เจียง เจ๋อหมิน, หลี่ เผิง, หู จิ่นเทา และเวิน เจียบา เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1978 รองนายกรัฐมนตรีจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เยือนประเทศไทย และได้เข้าร่วมพระราชพิธีทรงผนวชในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาสัมพันธ์จีน-ไทย 

ในปี ค.ศ. 2000 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีได้เสด็จแทนพระองค์เยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และในระหว่างปี ค.ศ. 1987 ถึง 1998 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จเยือนจีนถึง 4 ครั้ง โดยได้พบกับผู้นำจีนหลายท่าน และเสด็จพระราชดำเนินเยือนกว่า 10 มณฑล เมืองและเขตปกครองตนเองในประเทศจีน อาทิ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู, ซินเจียง, และซึจั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้เสด็จเยือนจีนมาแล้วกว่า 50 ครั้ง และทรงเป็นมิตรที่ใกล้ชิดของจีนและเป็นทูตสันถวไมตรีที่โดดเด่นระหว่างจีน-ไทย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ รัฐมิตรภรณ์ แด่กรมสมเด็จพระเทพ ฯ  สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเยือนจีนหลายครั้งเพื่อจัดคอนเสิร์ต “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” พร้อมทรงบรรเลงกู่เจิงด้วยพระองค์เอง อีกทั้งทรงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อส่งเสริมความร่วมมือจีน-ไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่น ๆ  พระบรมวงศานุวงศ์ไทยทรงมีไมตรีจิตอันจริงใจและทรงปฏิบัติอย่างแข็งขัน เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น และส่งเสริมความผูกพันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เจริญก้าวหน้า โดยในปี ค.ศ. 2011 ฯพณฯ สี จิ้นผิงซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และในปี ค.ศ. 2012 จีนและไทยได้ประกาศความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 2016 และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี ค.ศ. 2019 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ส่งสาส์นถวายพระพร และแสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 2022 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์จีน-ไทยให้เข้าสู่ระดับใหม่ของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น  และเพื่อเป็นเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี  ได้เสด็จฯ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่สำคัญระหว่างจีนไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024  อาทิ การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งจีน-ไทย และพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง มาประดิษฐานในประเทศไทย เป็นต้น และด้วยการสนับสนุนอย่างมั่นคงของพระบรมวงศานุวงศ์ไทยต่อมิตรภาพจีน–ไทย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จึงยิ่งฝังแน่นอยู่ในหัวใจของประชาชนทั้งสองปะเทศ

ด้วยการวางยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยจึงสามารถพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง เดือนตุลาคมปีนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องในโอกาสครบรอบ 76 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้แสดงพระราชประสงค์ว่า ภายใต้จุดเริ่มต้นใหม่ของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน ไทยมีความยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกสาขาให้ลึกซึ้งและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น  ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวในการพบปะกับนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อไม่นานมานี้ว่า จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน เมื่อยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานสิ่งดีงามในอดีตและสร้างสรรค์อนาคต ร่วมกันผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยให้ลึกซึ้งและมั่นคงยิ่งขึ้น ส่งเสริมกระบวนการสร้างความทันสมัยของกันและกัน และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน รัฐบาลและประชาชนจีนต่างตั้งตารอการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย จีนมุ่งหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยเกิดผลลัพธ์ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสืบสานมิตรภาพอันดีของสองประเทศและเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ พร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน–ไทยสู่ 50 ปีถัดไปที่รุ่งเรืองยิ่งขึ้น.

นักวิทย์ออสเตรเลียค้นพบ “ลูซิเฟอร์” ผึ้งสายพันธุ์ใหม่ มีเขาคล้ายปีศาจ

นักวิทย์ออสเตรเลียค้นพบ "ลูซิเฟอร์" ผึ้งสายพันธุ์ใหม่ มีเขาคล้ายปีศาจ

11 พ.ย. 2568 12:55 น.

นักวิทย์ออสเตรเลียค้นพบ “ลูซิเฟอร์” ผึ้งสายพันธุ์ใหม่ มีเขาคล้ายปีศาจ

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียค้นพบผึ้งสายพันธุ์พื้นเมืองชนิดใหม่ที่มี “เขาขนาดเล็ก” คล้ายปีศาจ และตั้งชื่อว่า “เมกาไคล์ ลูซิเฟอร์” (Megachile lucifer) ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินว่า “ผู้นำแสงสว่าง”

ทีมนักวิจัยพบผึ้งสายพันธุ์ใหม่นี้ระหว่างการสำรวจดอกไม้ป่าหายากในเทือกเขาเบรเมอร์เขตโกลด์ฟิลด์ส รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ทไปทางตะวันออกประมาณ 470 กิโลเมตร

ดร.คิท เพรนเดอร์แกสต์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ผู้นำทีมวิจัย เปิดเผยว่า ผึ้งเพศเมียของสายพันธุ์นี้มี “เขาเด่นชัดบริเวณใบหน้า” ซึ่งอาจใช้เพื่อป้องกันตัว เก็บเกสร หรือดูดน้ำหวาน และอาจใช้รวบรวมวัสดุอย่างยางไม้สำหรับสร้างรัง

เธอกล่าวว่าแนวคิดในการตั้งชื่อ “ลูซิเฟอร์” มาจากช่วงเวลาที่กำลังเขียนรายงานจำแนกสายพันธุ์ และบังเอิญกำลังดูซีรีส์ “ลูซิเฟอร์” ทางเน็ตฟลิกซ์ อยู่พอดี “มันเป็นชื่อที่เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ และฉันก็เป็นแฟนตัวยงของตัวละครลูซิเฟอร์ในซีรีส์นี้ด้วย”

ดร.เพรนเดอร์แกสต์อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อ “ลูซิเฟอร์” ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินว่า “ผู้นำแสงสว่าง” ยังมีความหมายถึงการ “ส่องแสงแห่งความรู้” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ผึ้งพื้นเมืองและการทำความเข้าใจบทบาทของมันในการผสมเกสรให้กับพืชใกล้สูญพันธุ์

รายงานการค้นพบซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Hymenoptera Research เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศพื้นที่เทือกเขาเบรเมอร์และบริเวณรอบ ๆ เป็นเขตอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ ห้ามการรื้อถอนหรือพัฒนา เพราะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของทั้งผึ้งสายพันธุ์ใหม่และดอกไม้ป่าหายาก

ดร.เพรนเดอร์แกสต์กล่าวว่า “เนื่องจากผึ้งสายพันธุ์ใหม่นี้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกับดอกไม้ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ทั้งสองจึงอาจได้รับผลกระทบจากการรบกวนถิ่นอาศัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  พร้อมเตือนว่าหลายบริษัทเหมืองแร่ไม่เคยรวมผึ้งพื้นเมืองไว้ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของตน

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราอาจสูญเสียสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ถูกค้นพบ รวมถึงสายพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและพืชใกล้สูญพันธุ์ หากเราไม่รู้ว่าผึ้งพื้นเมืองชนิดใดมีอยู่บ้าง และพวกมันพึ่งพาพืชชนิดใดเป็นอาหาร เราอาจสูญเสียทั้งสองสิ่งไปก่อนที่จะได้รู้จักพวกมันด้วยซ้ำ.”

ที่มา BBC

พายุ “ฟงวอง” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน จ่อถล่มตอนใต้ของไต้หวัน

พายุ "ฟงวอง" อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน จ่อถล่มตอนใต้ของไต้หวัน

11 พ.ย. 2568 11:44 น.

พายุ “ฟงวอง” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน จ่อถล่มตอนใต้ของไต้หวัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางไต้หวัน รายงานว่า พายุ “ฟงวอง” ได้อ่อนกำลังลงจากพายุไต้ฝุ่นเป็นพายุโซนร้อน ขณะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไต้หวัน แต่ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อพื้นที่ตอนใต้และน่านน้ำโดยรอบ ขณะที่ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 3,000 คน

จู เหม่ยหลิน นักพยากรณ์อากาศของ CWA เปิดเผยว่า แม้พายุจะอ่อนกำลังลง แต่ยังมีแนวโน้มก่อให้เกิดฝนตกหนักและลมแรง โดยเมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากแหลมเอ่อหลวนปี ซึ่งเป็นจุดใต้สุดของไต้หวันประมาณ 360 กิโลเมตร เคลื่อนตัวไปทางเหนือค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางสูงสุด 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 137 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดลงจากช่วงเวลา 07.00 น. ซึ่งในขณะนั้นยังจัดอยู่ในระดับพายุไต้ฝุ่นที่มีความเร็วลมสูงสุด 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกระโชกถึง 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนประชาชนให้งดการเดินทางขึ้นเขา ลงทะเล หรือไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยอื่น ๆ ด้านรัฐบาลได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนแล้วในเมืองกวางฝู ซึ่งเคยเกิดเหตุอุทกภัยรุนแรงจากพายุเมื่อเดือนกันยายน ที่คร่าชีวิตผู้คนไป 18 ราย โดยล่าสุดมีประชาชนอพยพรวม 3,337 คนใน 4 มณฑลและเมือง

CWA ได้ออกประกาศเตือนภัยบนบกเมื่อเวลา 05.30 น. ครอบคลุมพื้นที่เมืองเกาสง ผิงตง  และคาบสมุทรเหิงชุน และต่อมาได้ขยายพื้นที่เตือนภัยไปถึงไถหนาน และไถตง โดยคาดว่าจะประกาศเพิ่มเมืองเจียอี้ ในเวลาต่อมา

ตามการคาดการณ์ พายุฟงหว่องจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือในวันพุธ (12 พ.ย.) และมีแนวโน้มจะขึ้นฝั่งตอนใต้ของไต้หวันในช่วงบ่ายถึงค่ำวันเดียวกัน จากนั้นจะอ่อนกำลังลงต่อเนื่องจากปัจจัยทางภูมิประเทศ ก่อนเคลื่อนออกทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันในคืนวันพุธหรือตอนเช้าวันพฤหัสบดี

จู เหม่ยหลิน ระบุเพิ่มเติมว่า อิทธิพลของพายุฟงหว่องจะทวีความรุนแรงขึ้นจากลมฤดูตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ของไต้หวันในช่วงที่พายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้มากที่สุด.

ที่มา Focus Taiwan 

ผู้เชี่ยวชาญเบรกทรัมป์ ขายฝันแจกเงินประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ ยากที่จะเกิดขึ้นจริง

ผู้เชี่ยวชาญเบรกทรัมป์ ขายฝันแจกเงินประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ ยากที่จะเกิดขึ้นจริง

11 พ.ย. 2568 11:14 น.

ผู้เชี่ยวชาญเบรกทรัมป์ ขายฝันแจกเงินประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ ยากที่จะเกิดขึ้นจริง

ผู้เชี่ยวชาญชี้แนวคิดขายฝันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะแจกเงินปันผลให้ประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และยังไม่มีร่างกฎหมายใดรองรับในสภาคองเกรส

ผู้เชี่ยวชาญออกมาแตะเบรกกันเป็นแถว หลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่าอาจมีการจ่ายเงินปันผล ให้ชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากรายได้ภาษีศุลกากร โดยได้โพสต์บน Truth Social เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนว่า “คนที่ต่อต้านภาษีศุลกากรคือพวกโง่! เราจะจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์ต่อคน (ไม่รวมคนรายได้สูง!) ให้กับทุกคน”  โดยผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าแนวคิดนี้แทบไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

ขณะที่ทรัมป์ยังย้ำแนวคิดนี้อีกครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์ในทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยกล่าวว่า “เราจะออกเงินปันผลให้กับประชาชนรายได้กลางและรายได้น้อยคนละประมาณ 2,000 ดอลลาร์ และเราจะนำรายได้ภาษีศุลกากรที่เหลือไปใช้ลดหนี้สาธารณะ ซึ่งถือเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ”

ขณะที่ก่อนหน้านี้ สภาคองเกรสได้มีการเสนอร่างกฎหมายให้จ่ายคืนรายได้ภาษีศุลกากรในรูปแบบ “rebate” แล้วเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านคณะกรรมาธิการพิจารณา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พูดถึงแนวคิดแจกเงินโดยตรงให้ประชาชน ก่อนหน้านี้เขาเคยเสนอว่าจะคืนเงินบางส่วนจากงบประมาณที่ตัดลดจากหน่วยงานรัฐบาลภายใต้โครงการ Department of Government Efficiency (DOGE) ซึ่งทำงานโดย อีลอน มัสก์ แต่แนวคิดนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

โดยคำพูดของทรัมป์ล่าสุดมีขึ้นหลังจาก ศาลฎีกาสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาคดีว่ามาตรการภาษีศุลกากรของเขาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในขณะที่เขาพยายามฟื้นภาพลักษณ์ด้านเศรษฐกิจหลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในหลายรัฐเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อต เบสเซนต์ กล่าวในรายการ This Week with George Stephanopoulos ของช่อง ABC News ว่า แนวคิดของทรัมป์อาจไม่ได้หมายถึงการส่งเช็กเงินสดจริงๆ โดยระบุว่า”ผมยังไม่ได้คุยกับประธานาธิบดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เงินปันผล 2,000 ดอลลาร์อาจมาในหลายรูปแบบ เช่น การลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่อยู่ในวาระของท่าน เช่น ไม่เก็บภาษีทิป ไม่เก็บภาษีล่วงเวลา ไม่เก็บภาษีเงินประกันสังคม หรือให้หักดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีมูลค่ามหาศาล”

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ประธานาธิบดีไม่สามารถจ่ายเงินให้ประชาชนได้โดยลำพัง เพราะอำนาจด้านงบประมาณอยู่ในมือของ สภาคองเกรส ตัวอย่างเช่น เช็กเยียวยาที่แจกในช่วงโควิด-19 ก็เป็นมาตรการที่ผ่านการลงมติของสภาทั้งสองก่อนที่ทรัมป์จะลงนามอนุมัติ

ด้านองค์กรไม่แสวงกำไร Committee for a Responsible Federal Budget (CRFB) ประเมินเบื้องต้นว่า หากรัฐบาลจ่ายเงินปันผล 2,000 ดอลลาร์ให้ประชาชนทุกคน จะต้องใช้เงินราว 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น หมายความว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ารายได้เท่าตัว

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้เริ่มพิจารณาคดีสำคัญว่าทรัมป์มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ในการเรียกเก็บ ภาษีศุลกากรในวงกว้างกับสินค้านำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยศาลชั้นต้นก่อนหน้านี้ตัดสินว่า ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขต เมื่ออ้างกฎหมายปี 1977 ที่มีไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในการเก็บภาษีดังกล่าว

หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลล่าง รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีศุลกากรหลายพันล้านดอลลาร์ ให้กับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า.

ที่มา : USAtoday

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์แจกเงิน

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

11 พ.ย. 2568 11:01 น.

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรียคนใหม่ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะห์ และเพิ่งถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ

การเยือนกรุงวอชิงตันของนายชาราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้นำซีเรีย และเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซีเรียในขณะนั้น

นายอัล-ชารา วัย 43 ปี ขึ้นสู่อำนาจเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกองกำลังติดอาวุธของเขาโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้น ซีเรียได้ปรับทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว จากการพึ่งพาอิหร่านและรัสเซีย ไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับตุรกี กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และล่าสุดคือสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ซีเรียประสบความสำเร็จ” พร้อมยกย่องนายชาราว่าเป็น “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และยอมรับถึงอดีตอันขัดแย้งของเขาว่า “ทุกคนต่างก็เคยมีอดีตที่ยากลำบาก”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตาม “กฎหมายซีซาร์” ออกไปอีก 180 วัน เพื่อเปิดทางให้ซีเรียเริ่มกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ย้ำว่าการยกเลิกทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ในด้านความมั่นคง สหรัฐฯ กำลังเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างซีเรียและอิสราเอล เพื่อทำข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน แม้อิสราเอลยังคงระแวงต่อประวัติการก่อการร้ายของนายชาราก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐฯ มีแผนจัดตั้งฐานทัพในกรุงดามัสกัส

ก่อนการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทางการซีเรียเปิดเผยว่าได้สกัดแผนลอบสังหารนายชาราของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) สองครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อสุดสัปดาห์ ซีเรียได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน

ชารายังมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ยกเลิก “กฎหมายซีซาร์” เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาฟื้นฟูประเทศที่ผ่านสงครามยาวนานกว่า 14 ปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ในสภาคองเกรส สส. หลายรายทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว แม้บางฝ่ายยังคงคัดค้าน แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนได้หากทรัมป์ออกแรงกดดันทางการเมือง

ภายในประเทศ ซีเรียยังคงเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและความขัดแย้งภายใน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 2,500 คนตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ซึ่งสร้างคำถามถึงศักยภาพของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

การมุ่งความสนใจของทรัมป์ต่อซีเรียมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและฮามาส และผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อของเขาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

เส้นทางชีวิตของนายชาราถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เขาเข้าร่วมกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักหลังการรุกรานของสหรัฐฯ ปี 2003 และเคยถูกคุมขังโดยกองทัพสหรัฐฯ ก่อนกลับไปซีเรียเข้าร่วมการต่อต้านอัสซาดในปี 2011 ต่อมาในปี 2013 สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้ชื่อ “อาบู มูฮัมหมัด อัล-โกลานี” จนกระทั่งเขาประกาศตัดขาดจากอัลกออิดะห์ในปี 2016

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกรางวัลนำจับมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้กับตัวนายชารา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ถอดชื่อเขาและรัฐมนตรีมหาดไทยของซีเรียออกจากบัญชีคว่ำบาตรด้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ใกล้ยุติภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเปิดรัฐบาล

สหรัฐฯ ใกล้ยุติภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเปิดรัฐบาล

11 พ.ย. 2568 10:12 น.

สหรัฐฯ ใกล้ยุติภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเปิดรัฐบาล

วุฒิสภาสหรัฐเห็นชอบร่างงบประมาณรัฐบาล ด้วยคะแนนเสียง 60 ต่อ 40 ส.ว.รีพับลิกันเห็นชอบเกือบหมด ส.ว.เดโมแครตจำนวนหนึ่งสนับสนุน เตรียมส่งร่างต่อไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายประนีประนอมเมื่อวันจันทร์ เพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ หลังเกิดทางตันทางการเมืองยาวนานหลายสัปดาห์ ส่งผลกระทบหนักต่อประชาชนและหน่วยงานรัฐบาลทั่วประเทศ

การลงมติดังกล่าวผ่านด้วยคะแนนเสียง 60 ต่อ 40 โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมด และเดโมแครต 8 คน แม้ฝ่ายเดโมแครตจะพยายามผลักดันให้ผูกเงื่อนไขการเปิดงบประมาณเข้ากับ เงินอุดหนุนด้านสุขภาพ ที่จะหมดอายุปลายปีนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ข้อตกลงนี้จะเปิดทางให้มีการโหวตใหม่ในเดือนธันวาคมเพื่อพิจารณาเงินอุดหนุนดังกล่าว ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์มากถึง 24 ล้านคน แต่ยังไม่มีการรับประกันว่าจะขยายต่อไปหรือไม่

การอนุมัติร่างกฎหมายนี้จะฟื้นงบประมาณให้หน่วยงานรัฐบาลกลางที่หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม รวมถึงยุติผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งการหยุดจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคน การชะงักของระบบการบิน และการขาดแคลนงบประมาณด้านอาหารสำหรับประชาชนหลายล้านคน

ร่างกฎหมายนี้ยังจะ ชะลอแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ และจะห้ามเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาล จนกว่าจะถึงวันที่ 30 มกราคมปีหน้า

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยัง สภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน โดย ไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนฯ กล่าวว่าต้องการให้มีการลงมติภายในวันพุธนี้ เพื่อส่งต่อให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามรับรองต่อไป

ด้านนายทรัมป์กล่าวถึงร่างข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ดีมาก และแสดงความพร้อมจะลงนามเพื่อเปิดทำเนียบขาวและหน่วยงานรัฐบาลให้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง

ข้อตกลงดังกล่าวจะขยายการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 30 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลกลางสามารถกลับมาดำเนินงานตามปกติได้ชั่วคราว แต่ก็หมายความว่ารัฐบาลยังคงมีแนวโน้มจะเพิ่มหนี้สาธารณะปีละราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากหนี้รวมปัจจุบันที่สูงถึง 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในหลายรัฐ เช่น นิวเจอร์ซีย์ เวอร์จิเนีย และการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กที่มาจากสาย สังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งสร้างแรงกดดันให้วุฒิสภาเร่งหาทางยุติทางตัน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากข้อตกลงนี้ ไม่ได้รับประกันการต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพ

ด้านผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ปลายเดือนตุลาคมพบว่า 50% ของชาวอเมริกัน มองว่าพรรครีพับลิกันต้องรับผิดชอบต่อการปิดรัฐบาลครั้งนี้ ขณะที่ 43% โทษพรรคเดโมแครต

ข่าวความคืบหน้าในการเปิดรัฐบาลยังช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ โดยนักลงทุนมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาวะชัตดาวน์

พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน

พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน

11 พ.ย. 2568 09:22 น.

พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดของปี ทิ้งความเสียหายเป็นวงกว้างให้ฟิลิปปินส์ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 4 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหาย

แม้ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองจะพัดผ่านฟิลิปปินส์ไปแล้วตั้งแต่เช้าวานนี้ แต่ความแรงของพายุที่พัดถล่มด้วยความเร็วลมสูงสุดระหว่าง 120–150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมฝนกระหน่ำและคลื่นสูงซัดฝั่ง ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ขณะที่ประชาชนนับล้านต้องอพยพหนีภัย 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มในเมืองคายาปา จังหวัดนูเอวาวีซคายา ทำให้บ้านหลังหนึ่งถูกฝังทั้งหลัง มีเด็กเสียชีวิต 2 ราย ส่วนอีก 2 รายเสียชีวิตจากการจมน้ำและถูกเศษซากถล่มใส่

อย่างไรก็ตาม สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตโดยรวมน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากหลายพื้นที่มีการอพยพประชาชนได้ทัน

ในจังหวัดออโรรา ซึ่งเป็นจุดที่พายุฟงวองขึ้นฝั่งโดยตรง มีรายงานว่ามีอย่างน้อย 4 เมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะถนนและสะพานพังเสียหายจากดินถล่ม

ปีนี้ฟิลิปปินส์เผชิญพายุแล้วถึง 21 ลูก โดยก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้คร่าชีวิตชาวฟิลิปปินส์กว่า 224 คน และอีก 5 คนในเวียดนาม

การเกิดพายุรุนแรงสองลูกซ้อนในเวลาเพียงไม่กี่วัน ยิ่งเน้นให้เห็นผลกระทบของวิกฤตภูมิอากาศโลก ในขณะที่ผู้นำจากกว่า 190 ประเทศเพิ่งเปิดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล เพื่อหาทางรับมือปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง

ล่าสุดพายุฟงวองกำลังเคลื่อนตัวขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าไปยัง เกาะไต้หวัน โดยคาดว่าจะพัดขึ้นฝั่งทางตะวันตกของเกาะในวันพุธขณะที่ฝั่งตะวันออกที่เป็นพื้นที่ภูเขาอาจเผชิญ ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน อีกระลอก

รัฐบาลไต้หวันได้สั่งอพยพประชาชนในเมือง กว่างฝู่  ซึ่งเคยเกิดเหตุโศกนาฏกรรม น้ำท่วมคร่าชีวิต 18 คนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

แมทธิว อิงแลนด์ นักวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่าอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ซึ่งหมายความว่าพายุที่ก่อตัวในบริเวณนี้จะมีพลังมหาศาลและความเร็วลมรุนแรงขึ้น.

ที่มา : รอยเตอร์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุฟงวอง

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

11 พ.ย. 2568 08:10 น.

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 6 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่มเป็น 76 ราย

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ว่า เรือทั้งสองลำที่ถูกโจมตีมีผู้โดยสารลำละ 3 คน ทุกคนเสียชีวิต ไม่มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ  หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการขนลำเลียงยาเสพติด แต่จนถึงขณะนี้ยัง ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานชัดเจน ว่าเรือที่ถูกโจมตีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาหรือเป็นภัยต่อสหรัฐฯ จริงหรือไม่ โดยเฮกเซธระบุว่า เรือทั้งสองลำอยู่ภายใต้การดำเนินงานขององค์กรก่อการร้ายที่ได้รับการขึ้นบัญชี แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อของกลุ่มดังกล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปกป้องมาตุภูมิภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 

กระทรวงกลาโหมระบุเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการนี้ทำลายเรือที่ต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 20 ลำ รวมถึงเรือกึ่งดำน้ำหนึ่งลำ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การปราบยาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ

ด้านนักวิเคราะห์และนักสิทธิมนุษยชนหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า การโจมตีดังกล่าว ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจเข้าข่าย การประหารชีวิตโดยมิชอบ แม้เป้าหมายจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม

องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คน จากเหตุโจมตีทั้งหมด และทั้งคู่ถูกส่งกลับประเทศต้นทางคือเอกวาดอร์และโคลอมเบีย โดยไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญาใด ๆ

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักใช้ยุทธวิธีจับกุมเรือที่ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติด ไม่ใช่ทำลายเรือหรือสังหารลูกเรือทั้งหมด เพราะการขนยาเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ความผิดที่มีโทษถึงประหารชีวิต ตามกฎหมายอเมริกัน

โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีหลักฐานชี้ชัดอย่างมาก ว่าการโจมตีเหล่านี้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนอย่างโปร่งใส

เติร์กกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และถามตัวเองว่า ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นการสังหารนอกกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ เขาเห็นว่ามีสัญญาณชัดเจนมากว่ามันเป็นเช่นนั้น

การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่มกำลังในภูมิภาคแคริบเบียน โดยนอกจากเรือรบ 6 ลำที่ประจำการอยู่แล้ว ยังมีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford กำลังเดินทางเข้าสมทบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

วอชิงตันระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด แต่รัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเฉพาะประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร มองว่าการเสริมกำลังทางทะเลของสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจเป็นข้ออ้างเพื่อพยายามโค่นล้มรัฐบาลของเขา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

ทรัมป์เรียกร้อง ให้ จนท.หอบังคับการบินกลับไปทำงาน ขู่ลดค่าจ้างหากไม่ทำตาม

ทรัมป์เรียกร้อง ให้ จนท.หอบังคับการบินกลับไปทำงาน ขู่ลดค่าจ้างหากไม่ทำตาม

11 พ.ย. 2568 05:52 น.

ทรัมป์เรียกร้อง ให้ จนท.หอบังคับการบินกลับไปทำงาน ขู่ลดค่าจ้างหากไม่ทำตาม

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินกลับมาทำงาน หลังรัฐบาลชัตดาวน์ทำให้พวกเขาต้องทำงานฟรีจนขาดรายได้ พร้อมขู่จะหักเงินเจ้าหน้าที่ที่ไม่มาทำงาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศของสนามบินต่างๆ ในสหรัฐฯ กลับไปทำงาน หลังการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐ ทำให้ผู้เดินทางต้องเผชิญกับการยกเลิกเที่ยวบินเป็นจำนวนมากอีก 1 วัน

นายทรัมป์ขู่ว่าจะลดค่าจ้างของผู้ควบคุมจราจรทางอากาศคนใดก็ตามที่ไม่กลับไปทำงาน หลังจากการชัตดาวน์คลี่คลายแล้ว พร้อมกล่าวว่าเขาจะมอบโบนัส 10,000 ดอลลาร์ ให้กับผู้ที่ไม่ได้ลาหยุดในช่วงการชัตดาวน์ 41 วันที่ผ่านมา และยินดีรับการลาออกของคนอื่น ๆ ที่เหลือ

“ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศทุกคนต้องกลับไปทำงาน เดี๋ยวนี้!!! ใครที่ไม่กลับไปจะถูก ‘หัก’ เงินจำนวนมาก” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social “รายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทันที”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังเผชิญการชัตดาวน์ครั้งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ บีบให้ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ 13,000 คน และ เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยด้านการคมนาคม (TSA) กว่า 50,000 คน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง บางคนตัดสินใจขาดงานเนื่องจากต้องไปทำงานที่สอง หรือไม่สามารถจ่ายค่าดูแลเด็กได้

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ในช่วงการชัตดาวน์ที่ผ่านมา มีผู้ควบคุมจราจรทางอากาศของสนามบินที่ใหญ่ที่สุด 30 แห่งของสหรัฐฯ ขาดงานประมาณ 20% ถึง 40% ในแต่ละวัน

โพสต์ของนายทรัมป์ทำให้หุ้นของสายการบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง อเมริกัน แอร์ไลน์, เดลตา แอร์ไลน์ส และยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ลดลงทันที

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า ทำเนียบขาวจะสามารถปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาของสหภาพผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ หลังจากรัฐบาลกลับมาเปิดทำการอีกครั้งตามที่ทรัมป์ขู่ไว้ได้อย่างไร หรือประธานาธิบดีจะหาเงินจากที่ใดมาจ่ายโบนัสที่เสนอไว้ 10,000 ดอลลาร์

การชัตดาวน์และการขาดงานของเจ้าหน้าที่ทำให้สนามบินต่างๆ ของสหรัฐฯ ต้องยกเลิกเที่ยวบินนับพันเที่ยวบินในแต่ละวัน โดยในวันจันทร์ (10 พ.ย.) มีการยกเลิกเกือบ 2,000 เที่ยว ขณะที่มีเที่ยวบินออกเดินทางล่าช้า 5,825 เที่ยว ลดลงจากเมื่อวันอาทิตย์ที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกถึง 2,950 เที่ยว และดีเลย์อีก 11,200 เที่ยว

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเลวร้ายลงในช่วงสุดสัปดาห์ และจำนวนศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศที่มีบุคลากรไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นเป็น 81 แห่งเมื่อวันเสาร์ มากที่สุดนับตั้งแต่การชัตดาวน์เริ่มขึ้นเมื่อ 1 ต.ค.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters