นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

11 พ.ย. 2568 04:57 น.

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้วหลังอยู่ในนั้น 3 สัปดาห์จากทั้งหมด 5 ปี เนื่องจากศาลอนุญาตให้ออกมาอยู่นอกเรือนจำระหว่างรอการอุทธรณ์คดีได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว หลังจากถูกจำคุกมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จากทั้งหมด 5 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดก่ออาชญากรรม หลังศาลอุทธรณ์กรุงปารีสให้การอนุญาตภายใต้เงื่อนไขหลายข้อ รวมถึงห้ามออกนอกประเทศ

นายซาร์โกซี วัย 70 ปี ถูกส่งเข้าเรือนจำเมื่อวันที่ 21 ต.ค. หลังศาลกรุงปารีสตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 5 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดระดมทุนอย่างผิดกฎหมายสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2550 ของเขาด้วยเงินจาก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบียที่เสียชีวิตไปแล้ว

อดีตผู้นำฝรั่งเศสรายนี้ปฏิเสธการกระทำผิดมาตลอด หลังได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสินดังกล่าวแล้ว โดยมีการกำหนดการพิจารณาคดีอุทธรณ์ครั้งใหม่ในฤดูใบไม้ผลิหน้า โดยในระหว่างนั้น นายซาร์โกซีจะต้องอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากผู้พิพากษาตัดสินว่า ความผิดของเขาร้ายแรงเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความของซาร์โกซีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกรุงปารีส เพื่อขอให้ปล่อยตัวเขาออกมาอยู่นอกเรือนจำในระหว่างรอการพิจารณาคดีอุทธรณ์ ซึ่งในวันจันทร์ ศาลได้อนุมัติคำขอปล่อยตัวดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขว่า นายซาร์โกซีจะถูกห้ามไม่ให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ใด ๆ จากกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนั้น เขาจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด และถูกห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ ก่อนการพิจารณาคดีอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น

หลังจากได้รับการปล่อยตัว นายซาร์โกซีโพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า พลังงานของเขาทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวคือการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา “ความจริงจะปรากฏ… จุดจบของเรื่องราวนี้ยังไม่ได้ถูกเขียนขึ้น”

ทั้งนี้ มีผู้เห็นรถยนต์ของนายซาร์โกซีออกจากเรือนจำลา ซองเต (La Santé) ในกรุงปารีส ก่อนเวลา 15:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากที่ศาลอนุมัติให้ปล่อยตัวก่อนกำหนด และจากนั้นก็มีผู้พบเห็นเขาเดินทางถึงบ้านพักทางตะวันตกของกรุงปารีส

ในการพิจารณาอดีตคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลกรุงปารีส นายซาร์โกซีบรรยายถึงความยากลำบากระหว่างถูกขังคุก โดยระบุว่ามันทั้ง “ทรมาน” และเป็น “ฝันร้าย” พร้อมยืนยันว่า เขาไม่เคยมีความคิดที่จะขอเงินจากนายกัดดาฟี และเขาจะไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ

นายซาร์โกซียังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ทำให้เขาทนช่วงเวลาที่อยู่ในคุกได้ โดยระบุว่า “พวกเขาแสดงความเป็นมนุษย์ที่พิเศษมากออกมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , the guardian

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

11 พ.ย. 2568 03:27 น.

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

ทางการมาเลเซียขยายพื้นที่ค้นหาผู้สูญหายเหตุเรือขนผู้อพยพล่มใกล้เกาะลังกาวีเพิ่มอีก โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 หน่วยลาดตระเวนทางทะเลของประเทศมาเลเซียยกระดับการค้นหา ผู้สูญหายจากเหตุเรือขนผู้อพยพล่มที่นอกชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยตอนนี้มีการพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ โดย 12 รายในน่านน้ำของมาเลเซีย ขณะที่อีก 9 ราย พบในน่านน้ำไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน มาเลเซียกำลังดำเนินการค้นหาผู้สูญหายร่วมกับทางการไทย ภายในพื้นที่ขนาด 877 ตร.กม.ใกล้เกาะลังกาวี ทางตอนเหนือของมาเลเซีย กับเกาะตะรุเตา ทางตอนใต้ของไทย

นายไครูล อาซฮาร์ นูรุดดิน ผู้บัญชาการตำรวจเกาะลังกาวีกล่าวว่า ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนลงเรือมุ่งหน้ามายังมาเลเซียเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และถูกย้ายลงเรือเล็กในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่เรือลำเล็กซึ่งบรรทุกผู้อพยพประมาณ 70 คน ล่มใกล้เกาะลังกาวีในวันเดียวกัน ขณะที่ชะตากรรมของเรืออีกลำที่บรรทุกผู้โดยสาร 230 คนยังคงไม่ชัดเจน

ด้านนายรอมลี มุสตาฟา หัวหน้าสำนักงานกิจการทางทะเลของมาเลเซีย กล่าวว่า หากไม่มีเสื้อชูชีพ การอยู่รอดเป็นเวลา 24 ชั่วโมงนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่บางคนอาจกำลังยึดเกาะวัตถุที่ลอยน้ำอยู่ ทำให้ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไป แม้สภาพอากาศจะไม่เป็นมิตรนัก โดยตอนนี้ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 คน

นายรอมลีบอกอีกว่า หน่วยกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 5 ศพ ในวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมตอนนี้อยู่ที่ 21 ศพแล้ว โดยไม่ได้เปิดเผยสัญชาติหรือเชื้อชาติของพวกเขา ส่วนร่างที่กู้คืนได้ 7 ศพในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันว่าเป็นชาวโรฮิงญาทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง ตำรวจมาเลเซียเปิดเผยในวันจันทร์ว่า ผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือถูกตำรวจควบคุมตัวเอาไว้แล้ว เพื่อรอการสอบสวนในความผิดฐานลักลอบเข้าเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

11 พ.ย. 2568 01:10 น.

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

กัมพูชาออกแถลงการณ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยที่ว่าพวกเขาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยยืนยันว่าเป็นระเบิดเก่าที่ยังไม่ได้เก็บกู้ พร้อมแสดงความกังวลที่ไทยระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วม

กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของสื่อหลายฉบับที่อ้างคำพูดของผู้นำไทยซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วม หลังมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บอีกครั้งในวันเดียวกันนี้

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชามีความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของสื่อหลายฉบับที่อ้างคำกล่าวของผู้นำไทย ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและไทย ซึ่งได้ลงนามและเป็นสักขีพยานโดย ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025”

“มีรายงานว่า เหตุทุ่นระเบิดระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทยบริเวณ พนมทรอป ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ถูกใช้เป็นเหตุผลในการระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมของไทย และยังรวมถึงการยกเลิกการกำหนดการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025”

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาของไทยที่ว่า กัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่บริเวณชายแดนติดกับประเทศไทย เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ทราบกันดีคือ เขตทุ่นระเบิดส่วนใหญ่จากสงครามกลางเมืองกัมพูชาเมื่อเกือบสามทศวรรษก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ตลอดแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ยังไม่ได้รับการเก็บกู้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน”

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอยืนยันว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามปฏิญญาร่วม ซึ่งได้รับการลงนามท่ามกลางเสียงชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศ กัมพูชาในฐานะผู้สนับสนุนและรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) ไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ และจะไม่มีทางทำเช่นนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Facebook

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

10 พ.ย. 2568 23:49 น.

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายขู่จะมีมาตรการทางกฎหมายกับสำนักข่าว BBC จากกรณีอื้อฉาวที่สื่อเจ้านี้ตัดต่อคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ จนดูเหมือนว่าเขาสนับสนุนการก่อจลาจลที่รัฐสภา

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ยืนยันว่า พวกเขาได้รับจดหมายขู่จะดำเนินคดีทางกฎหมายจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อันเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาวเรื่องการตัดต่อคำปราศรัยของนายทรัมป์ ทำให้ดูเหมือนว่าผู้นำสหรัฐฯ รายนี้สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564

ข้อความในจดหมายระบุว่า ทีมทนายความของทรัมป์ยังยื่นคำขาดต่อ BBC ด้วยว่า ให้ถอนสารคดีที่มีการตัดต่อ ดังกล่าวออกทั้งหมด รวมถึงขอโทษ และชดเชยอย่างเหมาะสมให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ภายในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย.นี้

หาก BBC ไม่ปฏิบัติตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิทางความยุติธรรม… รวมถึงการ ยื่นฟ้องร้องทางกฎหมายเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกของ BBC บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “เราจะทบทวนจดหมายฉบับนี้ และจะตอบสนองโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม”

ทั้งนี้ การตัดต่อดังกล่าวเกิดขึ้นในสารคดี “Panorama” โดยหนังสือพิมพ์ เดอะ เทเลกราฟ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความภายในของ BBC ที่รั่วไหลออกมา ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าในสารคดีนี้มีการตัดต่อคำพูดสองส่วนจากคำปราศรัยของนายทรัมป์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 นำมาต่อกัน ทำให้ดูเหมือนว่านายทรัมป์สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภา

ในคำปราศรัยจริง นายทรัมป์กล่าวในส่วนหนึ่งว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา และเราจะให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกรัฐสภาที่กล้าหาญของเรา” แต่ในการตัดต่อของ Panorama ได้นำส่วนที่แยกกันกว่า 50 นาทีมาต่อกัน ทำให้เขาดูเหมือนพูดว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา… และผมจะอยู่กับพวกคุณที่นั่น และเราจะสู้ เราจะสู้จนตาย”

กรณีอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลให้ BBC ได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จนกระทั่งในวันอาทิตย์ นายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC กับนาง เดโบราห์ เทิร์นเนส หัวหน้าฝ่ายข่าวของ BBC ตัดสินใจยื่นใบลาออก ขณะที่นายซาเมียร์ ชาห์ ประธานบริษัท BBC ออกแถลงการณ์ขอโทษในวันจันทร์ สำหรับความผิดพลาดในการตัดสินใจที่เกิดขึ้น

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฟ้องร้องสำนักข่าวต่าง โดยเขาฟ้องสื่อในสหรัฐฯ ไปแล้วหลายเจ้านับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เมื่อปี 2567 บริษัท Disney ต้องจ่ายเงิน 15 ล้านดอลลาร์ ให้กับมูลนิธิประธานาธิบดีทรัมป์ และอีก 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับค่าทนายความของเขา เพื่อยุติคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับนายจอร์จ สเตฟาโนพูลอส ผู้ประกาศข่าวของ ABC News

ส่วน Meta ตกลงที่จะจ่ายเงิน 25 ล้านดอลลาร์ เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของทรัมป์ ภายหลังเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคม ขณะที่นายทรัมป์ได้ตกลงระงับข้อพิพาททางกฎหมายกับ CBS News เกี่ยวกับการสัมภาษณ์รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ที่ออกอากาศในรายการ 60 Minutes

และปัจจุบัน เขากำลังมีคดีความกับหนังสือพิมพ์ The New York Times และ The Wall Street Journal

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องอื้อฉาวนี้กำลังขยายวงกว้างออกไป จนอาจกลายเป็นวิกฤตต่อการดำรงอยู่ของ BBC เนื่องจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังใช้ความผิดพลาดนี้โจมตี BBC อย่างรุนแรง และในอังกฤษกำลังเกิดกระแสเลิกจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นรายได้หลักของสื่อเจ้านี้

“BBC กำลังเผชิญกับการโจมตีที่มีการประสานงานและมีแรงจูงใจทางการเมือง” นายจอห์น ซิมป์สัน นักข่าวอาวุโสของ BBC เขียนไว้บน X เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมกับชื่นชมนายเดวีกับนางเทิร์นเนส และระบุว่า “ตอนนี้เรากำลังมีการต่อสู้อย่างแท้จริงที่ต้องทำเพื่อการแพร่ภาพสาธารณะ เพราะสิ่งนั้นก็กำลังถูกคุกคามอยู่เช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , the guardian

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

10 พ.ย. 2568 22:57 น.

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใกล้กับ “ป้อมแดง” หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญในกรุงนิวเดลี ทำให้รถยนต์หลายคันถูกไฟลุกไหม้ และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ

เมื่อ 10 พ.ย. 2568 สำนักงานตำรวจกรุงนิวเดลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดใกล้กับ “ป้อมแดง” (Red Fort) หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่มีประชากรหนาแน่นของเมืองหลวงแห่งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 11 คน

นายสันชัย ตยากี โฆษกตำรวจนิวเดลี ระบุว่า ระเบิดเกิดขึ้นภายในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้กับ “ป้อมแดง” แต่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนว่า สาเหตุของการระเบิดเกิดจากอะไรกันแน่

ขณะที่ภาพจากสื่อท้องถิ่นแสดงให้เห็นเปลวไฟและควันพวยพุ่งออกมาจากรถยนต์มากกว่าหนึ่งคัน บนถนนที่ผู้คนพลุกพล่านเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินในส่วนเมืองเก่าของเดลี ทำให้ตำรวจต้องพยายามเคลียร์ฝูงชนที่มารวมตัวกันบริเวณที่เกิดเหตุ

รองหัวหน้าหน่วยดับเพลิงของกรุงนิวเดลีกล่าวว่า มีรถยนต์อย่างน้อย 6 คัน กับรถสามล้อเครื่องอีก 3 คัน ถูกไฟลุกไหม้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว

“เราได้ยินเสียงดังมาก หน้าต่างของเราสั่นเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนามบอกกับสถานีโทรทัศน์ NDTV ของอินเดีย

ทั้งนี้ “ป้อมแดง” หรือเป็นที่รู้จักกันในอินเดียว่า “ลาล กิลา” (Lal Qila) เป็นป้อมปราการในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในสมัยจักรวรรดิโมกุล เป็นสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของอินเดีย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมตลอดทั้งปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

11 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมรายงานการดำเนินงาน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 3,011 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง และไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ตามลำดับ โดยที่ผ่านมากรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาในขณะนี้ที่ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มลดลง ซึ่งคาดว่าการระบายปริมาณน้ำนี้จะเป็นชุดสุดท้ายของฤดูฝน ปี 2568 ด้านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีการปรับลดการระบายเหลือ 200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลผ่านเขื่อนพระรามหก และมีการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ เพื่อลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง และอ่าวไทยตามลำดับ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก รวมถึงช่วยบรรเทาและลดผลกระทบในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ร้อยเอกธรรมนัสฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทาน ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชน พร้อมกันนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งที่ยังมีศักยภาพรองรับ เพื่อเอื้อต่อการเตรียมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรในการทำนาปรังที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน ยังคงบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำฝน–น้ำท่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.

‘ธรรม​นัส’ชี้​‘น้ำเหนือ-น้ำหนุน’เริ่มลด​ ยืนยัน​การ​ระบายท้าย‘​เขื่อน​เจ้าพระยา’​ที่​ 2,900​ ลบ.ม./วินาที​ เป็นอัตรา​สูง​สุด​แล้ว​ ห่วง​ประชา​ช​นจังหวัดท้าย​เขื่อน​ที่​ได้รับ​ผลกระทบ​ จึงคงอัตราดังกล่าว​เพียง​ 1 สัปดาห์​ แล้ว​ทยอย​ลดลง​ในอีก​ 2 – 3 วัน​ ส่วน‘ภาคใต้’ฝน​จะเพิ่ม​ขึ้น​ กำชับ​ชลประทาน​พื้นที่​พร้อมรับมือ

11 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็น​ประธาน​การประชุม​ติดตาม​สถานการณ์​น้ำที่กรมชลประทาน​ โดย​เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาในช่วงนี้ ว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลยังคงระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน ส่วน​เขื่อน​กิ่วลมระบายที่​ 6 ล้าน​ลบ.ม./ วัน​ ส่งผลให้​ปริมาณ​น้ำที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยามีมาก​ แม้ได้แบ่งน้ำเข้าระบบชลประทาน​ทั้ง​ 2 ฝั่งเหนือ​เขื่อน​อย่าง​เต็ม​ศักยภาพ​แล้ว​ ยังจำเป็นต้องระบายท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้​ประชาชน​จังหวัด​ท้าย​เขื่อน​ได้​รับผลกระทบ​กว้าง​ขึ้นโดยยืนยัน​ว่า การระบายในอัตราดังกล่าว​ เป็น​อัตราสูงสุด​ซึ่ง​จะดำเนินต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนทยอยปรับลดลงตามปริมาณน้ำเหนือที่เริ่มลดลง​ รวมทั้ง​ภาวะ​น้ำ​ทะ​เ​ลหนุน​ที่​คลี่คลาย​ลง

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำตอนปลายลุ่มเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทยที่จังหวัด​สมุทรปราการ​และ​จังหวัด​ฉะเชิงเทรา​ ตลอด​จนจะระบาย​น้ำเข้า​คลองบางสายของกทม.​ ในอัตราเล็กน้อย​ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม การระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงเหลือประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับเข้าสู่ระดับปกติราว 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเดือนมกราคม ขณะที่รัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเป็นพิเศษให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบยาวนานจากน้ำท่วม โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

“สถานการณ์อากาศในภาพรวมปีนี้​ ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากพายุหลายลูก ทำให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวนและน้ำท่วมในหลายพื้นที่  โดยสถานการณ์​น้ำ​ลุ่ม​เจ้าพระยา​จะไม่รุนแรง​ไปกว่านี้​ เนื่องจาก​ฝนจะลงสู่ภาคใต้​ซึ่ง​ได้​สั่งการ​ให้​ชลประทาน​ในพื้นที่​เตรียม​มาตรการ​รับมือ​แล้ว” ร.อ.​ธรรม​นัส กล่าว​

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมติดตาม’รองนายกฯและรมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ร่วมติดตาม'รองนายกฯและรมว.กษ.' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมติดตาม’รองนายกฯและรมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.23 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) ร่วมลงพื้นที่ติดตาม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดตรัง พบปะพี่น้องเกษตรกร และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.ตรัง จ.ตรัง ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นางปาริชาต รัตนมนตรี ปฏิรูปที่ดินจังหวัดตรัง นายรักศักดิ์ รักเดช ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพังงา นายสุทธวัชร นาคสวาทดิ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสราวุธ แต่งสถิตย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง จ่าเอกวันชัย เกิดด้วยทอง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวินัย จะระนิล ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ นายมานิต เอกสุวรรณ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

นอกจากนี้ รองนายกฯ และ รมว.กษ.ได้เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อ การเกษตร จำนวน 228 ราย 292 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,106-2-55 ไร่ และมอบโฉนดต้นไม้จำนวน 10 ราย 10 แปลง เนื้อที่ประมาณ 170-0-55 ไร่ และปัจจัยการผลิต อาทิ โฉนดยางพารา โฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร (กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) เกียรติบัตรสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ได้รับการวัดชั้นระดับความเข้มแข็ง ชั้น 1 ต่อเนื่อง 3 ปี เงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มผลิตด้านการประมงชุมชนละ 100,000 บาท พันธุ์สัตว์น้ำจืด จำนวน 5 ชุมชน (ศูนย์ฯ สัตว์น้ำจืด) สารปรับปรุงบำรุงดิน (โดโลไมท์) โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โครงการฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ หญ้ามักอาหารสัตว์ ต้นพันธุ์พืชผักและเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นพันธุ์หม่อนไหม ต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ชีวพันธุ์เห็ดเรืองแสงศิรินรัศมี

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ตรัง มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินครอบคลุม 10 อำเภอ 62 ตำบล เนื้อที่ประมาณ 586,962 ไร่ มีการจัดที่ดินและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ใน เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้เกษตรกร จำนวน 21,877 ราย 30,746 แปลง เนื้อที่ประมาณ 304,746 ไร่ โดยเปลี่ยนเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 4,924 ราย 6,580 แปลง เนื้อที่ประมาณ 54,260 ไร่

– 006

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.17 น.

“ธรรมนัส”ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังปัญหา พร้อมสั่งหน่วยงานเดินหน้ายกระดับราคาสินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง และรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารเกษตรเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรและประชาชน เข้าร่วมกว่า 2,000 คน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา พัทลุง สตูล และตรัง ร่วมกับคณะ เพื่อรับฟังประเด็นจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา การท่องเที่ยว สาธารณสุข คมนาคม และสังคม เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาหาแนวทางแก้ไขและเร่งผลักดันให้เกิดผลโดยเร็ว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย 6 ด้าน ได้แก่ เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและความมั่นคงกรรมสิทธิ์ บริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั้งระบบ ยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพและบริการมูลค่าสูง เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรกล จัดการทรัพยากรเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG และ Carbon Credit และเข้มงวดปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับปัญหาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดตรังที่เกษตรกรได้นำเสนอให้มีการแก้ไขเร่งด่วน อาทิ 1.ด้านการบริหารจัดการน้ำระบบชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอในการเกษตร 2.ด้านประมง เสนอขอให้ปรับเงื่อนไขโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ จัดตั้งหน่วยย่อยศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมง และผลักดันการขุดลอกร่องน้ำกันตังเพื่อการสัญจรและประมง และ 3.ผลักดันราคายางพารา และปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น และเพิ่มผลผลิตต่อไร่

“ทุกประเด็นที่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้เสนอ จะถูกนำมาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง หากเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ จะสั่งการให้เร่งแก้ไขทันที ส่วนเรื่องที่ต้องประสานกระทรวงอื่น รัฐบาลจะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง ขอย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ทั้งในกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ยางพารา และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ก่อนหน้านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ส่วนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรภาคใต้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศเขตควบคุมการขนย้ายยางใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และเชียงราย หากมีการขนย้ายโดยไม่ขออนุญาตจะถือเป็นยางสวมสิทธิ์และต้องถูกดำเนินคดีทันที พร้อมเดินหน้าเข้มงวดตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขับเคลื่อนราคายางพาราผ่านการทำ MOU กับหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศ รวมถึงการขยายตลาดส่งออกไปจีนและประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และการยางแห่งประเทศไทย

– 006

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน...สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ โดยการนำพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นำมาซึ่งประโยชน์สุข และความเจริญมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเป็น “ผู้บุกเบิกแนวคิดความยั่งยืน” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง มาจัดแสดง ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  นำโดย  ชฎาทิพ จูตระกูล ร่วมชมนิทรรศการ

นิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เป็นนิทรรศการทรงคุณค่าที่ได้รวบรวมภาพและเรื่องราวในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชกรณียกิจหลายๆ ด้านสะท้อนถึงความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในด้านนี้มาก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ ทรงริเริ่มและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า โดยทรงเน้นแนวคิดให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังทรงเน้นการสร้างอาชีพให้กับราษฎรเพื่อจะได้มีอาชีพที่มั่นคงในท้องถิ่น  โดยจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยในทุกด้าน

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน ภายในงานจะได้พบกับการประมวลภาพพระราชกรณียกิจตลอดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม ทรงมีพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม การเสริมสร้างไมตรีกับมิตรประเทศ รวมถึงงานศิลปาชีพฯ การอนุรักษ์ผ้าไทย การต่อลมหายใจให้กับโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ฯลฯ ล้วนเป็นรากฐานของความยั่งยืนทางสังคมและจิตใจ

“ชุดไทยพระราชนิยม” เครื่องแต่งกายประจำชาติ สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดง “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จ   พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อวงการศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรากฐานและความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูนานัปการ ซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่ทรงเห็นความสำคัญของการแต่งกายแบบไทยในเวทีนานาชาติ โดยทรงต้องการแสดงความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ จึงโปรดให้มีการศึกษาค้นคว้า ฟื้นฟู และออกแบบชุดไทยสำหรับสตรี โดยทรงฉลองพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.2503

สำหรับ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบที่นำมาจัดแสดงล้วนมีความประณีต และความเหมาะสมต่อโอกาสต่างๆ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น เหมาะสำหรับงานกึ่งทางการ ชุดไทยจิตรลดา เหมาะสำหรับงานทางการ ชุดไทยอมรินทร์ เหมาะสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ชุดไทยบรมพิมาน เหมาะสำหรับงานพิธีการระดับสูงทั้งงานช่วงกลางวันและงานราตรี ชุดไทยดุสิต เหมาะสำหรับงานพิธีตอนกลางคืน แทนชุดราตรีแบบตะวันตก ชุดไทยจักรี เหมาะสำหรับงานแต่งงานหรืองานกลางคืน ชุดไทยศิวาลัย เหมาะสำหรับงานพระราชพิธี หรือพิธีทางศาสนา และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับงานพระราชพิธีสำคัญหรือในงานราตรีพิธีเต็มยศ

“ชุดไทยพระราชนิยม” สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านศิลปะการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า ลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม งานช่างฝีมือเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้และฝีมือช่างไทยในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยพระราชกรณียกิจด้านการสนับสนุนผ้าไทยนั้นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ จะเห็นได้จากการที่ “ชุดไทยพระราชนิยม” กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ.2569 อันเป็นก้าวสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หัวโขน จากโขนพระราชทานสู่ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ของโลก

ภายในงานนิทรรศการยังได้เชิญหัวโขน จากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดง 4 หัว ได้แก่ พิเภก น้องชายของทศกัณฐ์ กายสีเขียว ตาจระเข้ ปากแสยะ หนุมาน พญาวานร ทหารเอกของพระราม อากาศตะไล มีลักษณะตาโพลง ปากแสยะ เป็นยักษ์เสื้อเมืองที่รักษาด่านกรุงลงกา และพญานกสัมภาที พี่ชายของนกสดายุ

การอนุรักษ์โขนคือหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขน ในปีพ.ศ.2546 จากนั้นทรงให้การสนับสนุนโขนเรื่อยมา และในปีพ.ศ.2550 มีการแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในตอน “พรหมาศ” พระราชกรณียกิจการฟื้นฟูโขนนับเป็นการพลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา โดยองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” นับเป็นการขึ้นทะเบียน “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย

ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมลงนามถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปงานฝีมือเพื่อน้อมรำลึก และสืบสานพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์งานฝีมือช่างไทย และร่วมซื้อสินค้าที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และมูลนิธิศิลปาชีพฯ ที่นำงานฝีมือมาร่วมจำหน่ายได้ในงานนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน