อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน “JGAB 2026” ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีแห่งอาเซียน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน “JGAB 2026” ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีแห่งอาเซียน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน “JGAB 2026” ผลักดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีแห่งอาเซียน

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสความนิยมของสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม และเทรนด์เครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมเฉพาะตัว โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีที่สำคัญของโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยและยกระดับอุตสาหกรรมสู่เวทีสากล อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จับมือ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน เตรียมจัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 ระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 17,000 ตารางเมตร

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub ศูนย์กลางแหล่งผลิตและจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับของอาเซียน” มุ่งยกระดับงานแสดงสินค้าสู่เวทีสำคัญของภูมิภาค ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ผลิต และแหล่งวัตถุดิบคุณภาพเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ประตูสู่ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ภายในงานคาดว่าจะมีผู้ประกอบการกว่า 350 บริษัทจาก 15 ประเทศ เข้าร่วม จัดแสดงสินค้าและบริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ เครื่องประดับสำเร็จรูป (Fine Jewellery) เครื่องประดับเงิน (Silver) พลอยสี (Gemstone) เพชรแท้ (Diamond) เพชร สังเคราะห์ (Lab-Grown Diamond) เครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยี (Tools & Equipment) พร้อมคาดการณ์ผู้เข้าชมงานมากกว่าหนึ่งหมื่นสองพันราย รายจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ วางตำแหน่งงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) ให้เป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกให้ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในภูมิภาคอย่างยั่งยืน”

“เราเชื่อมั่นว่า JGAB จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับ (Sourcing Hub) ที่สำคัญในอาเซียน โดยรวบรวมผู้ผลิตและผู้จำหน่ายชั้นนำของภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับตลาดโลก สะท้อนถึงคุณภาพ ความประณีต และความเป็นเลิศด้านงานฝีมือที่ทำให้ไทยและอาเซียนโดดเด่นบนเวทีการค้าอัญมณีระดับนานาชาติ”

กิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน JGAB 2026 สะท้อนแนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub” ครบทั้งด้านธุรกิจ การเรียนรู้ และแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการ อาทิ

– Seminar & Workshop: เวทีสัมมนาและเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ถ่ายทอดเทรนด์ตลาดและองค์ความรู้เพื่อยกระดับผู้ประกอบการอาเซียน

– The Next Gem Contest: เวทีประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้โชว์ผลงานสร้างสรรค์ พร้อมผลักดันสู่ระดับนานาชาติ

– Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 (กิจกรรมใหม่): เวทีประชันฝีมือช่างทองไทยภายใต้แนวคิด “The Secret of Thai Legacy” สะท้อนความประณีตของศิลปะไทย และตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะ Sourcing Hub ที่ครบทั้งวัตถุดิบและบุคลากรคุณภาพ

– Jewellery & Gem ASEAN Summit: เวทีเสวนาพิเศษที่รวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของภูมิภาค

– JGAB Runway: แฟชั่นโชว์อัญมณีสุดตระการตา ผสานศิลปะ ความหรูหรา และนวัตกรรมของเครื่องประดับเอเชีย

– Networking Night: งานพบปะของผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ และผู้นำในวงการ เพื่อสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

มากกว่างานแสดงสินค้า Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 คือหัวใจของชุมชนอัญมณีแห่งอาเซียน ที่ซึ่ง ศิลปะงานฝีมือมาบรรจบกับนวัตกรรม และเป็นจุดเชื่อมโยงของความร่วมมือที่จุดประกายโอกาสทางธุรกิจอย่างไร้ขอบเขต JGAB 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

สนใจจองพื้นที่ออกงานแสดงสินค้า https://www.jewellerygemaseanbkk.com/2026/en/Exhibit_RequestForm.asp หรือโทร: +66 37 965 464 อีเมล thitima.s@informa.com

สนใจเข้าชมงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://ers-th.informa-info.com/jgb26?cid=PR

ปวดท้องเฉียบพลัน อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณ ‘ภาวะลำไส้บิดขั้ว”

ปวดท้องเฉียบพลัน อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณ ‘ภาวะลำไส้บิดขั้ว”

ปวดท้องเฉียบพลัน อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณ ‘ภาวะลำไส้บิดขั้ว”

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจเคยรู้สึกปวดท้องแบบเฉียบพลันจนแทบจะทนไม่ไหว แล้วเข้าใจว่าอาจเป็นเพียงอาหารเป็นพิษหรือท้องอืดชั่วคราว แต่รู้หรือไม่ว่าอาการแบบนี้อาจเป็น “สัญญาณเตือนของภาวะลำไส้บิดขั้ว (Volvulus)” ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่อาจคุกคามถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล 

พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า “ภาวะลำไส้บิดขั้ว” คือภาวะที่ลำไส้บิดตัวรอบแกนของตัวเอง หรือรอบหลอดเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้ ส่งผลให้ลำไส้เกิดการอุดตัน และหากรุนแรงอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิด “ภาวะลำไส้ขาดเลือด” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยด่วน

สาเหตุของการเกิดภาวะลำไส้บิดขั้ว เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีสาเหตุแตกต่างกัน ในเด็ก (โดยเฉพาะทารกแรกเกิด) มักเกิดจากภาวะที่ลำไส้ไม่ได้หมุนตัวตามปกติในขณะอยู่ในครรภ์ ทำให้การจัดเรียงลำไส้ผิดปกติ

อาจเกิดร่วมกับความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด ส่วนในผู้ใหญ่ พบมากในผู้สูงอายุ สาเหตุที่พบบ่อย เช่น ลำไส้ส่วนปลายยาวกว่าปกติ (โดยเฉพาะบริเวณซิกมอยด์โคลอน), พังผืดหลังการผ่าตัดช่องท้อง, การตั้งครรภ์ หรือภาวะที่ช่องท้องเปลี่ยนตำแหน่งจนลำไส้เคลื่อนไหวผิดปกติ

ภาวะลำไส้บิดขั้วมักแสดงอาการอย่างเฉียบพลัน และอาการสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว โดยอาการที่ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ท้องอืดมาก คลื่นไส้ หรืออาเจียน ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้ อ่อนเพลีย เหงื่อออก ตัวเย็น หรือมีไข้ ในบางรายอาจมีภาวะช็อกจากลำไส้ขาดเลือด ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะลำไส้บิดขั้ว ผู้ป่วยมักต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยอาจต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อคลี่คลายการบิดของลำไส้ และฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดให้กลับมาปกติ หากลำไส้บางส่วนเกิดภาวะขาดเลือดจนเสียหายแล้ว อาจต้องตัดส่วนที่ตายออกเพื่อป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน

อาการปวดท้องเฉียบพลันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเบื้องหลังอาจเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว การสังเกตอาการและรีบไปพบแพทย์คือสิ่งสำคัญที่จะช่วย “รักษาชีวิต” ของคุณได้

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนป่วย และโรคที่พบได้บ่อย คือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ล่าสุดหลายคนคงอาจได้ยินข่าวการระบาดของ “ไวรัส hMPV” ที่ทำให้มีไข้ ไอ คัดจมูก จนเกิดกระแสว่าอาจเป็นโรคใหม่เหมือนโควิด แต่ความจริงไวรัสชนิดนี้มีมานานแล้ว โดยมักเป็นแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาและหายเองได้  แต่ในบางรายก็อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เช่นกัน

พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต

พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า hMPV หรือ ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ โดยโรคนี้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่การตรวจหาเชื้อในอดีตทำได้ยาก เพราะข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัย ส่วนปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองที่ช่วยให้ตรวจพบเชื้อ hMPV ได้           

ทุกคนสามารถติดเชื้อ hMPV ได้ แต่มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยการแพร่กระจายเชื้อเกิดจากการไอ จาม พูดคุย การหายใจเอาละอองเชื้อในอากาศ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วเอามือมาแตะบริเวณตา จมูก ปาก ผู้ใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง มักมีไข้ ไอ และน้ำมูกเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะระบบทางเดินหายใจยังบอบบางและภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดี เด็กเล็กจึงมักมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ไอมาก จนอาจลุกลามเป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบได้ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจำสัญญาณ 3 อย่างของปอดอักเสบไว้ให้ดี คือ ไข้ ไอ และหอบเหนื่อย สังเกตได้จากการหายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม หายใจเร็ว หายใจติดขัด หายใจแล้วจมูกบานผิดปกติ ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ให้รีบพาเด็ก ๆ ไปพบแพทย์ทันที

เนื่องจากโรค hMPV มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา, โรค RSV และโควิด ทำให้ผู้ปกครองอาจไม่แน่ใจว่าลูกของเราเป็นอะไรกันแน่ แต่ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองโรคเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำด้วยการ swab หรือ RT-PCR  แม้ขณะนี้จะยังไม่มียาต้านไวรัส hMPV โดยตรง แต่สามารถรักษาตามอาการได้ เช่น จ่ายยาลดไข้หรือยาแก้ไอ โดยทั่วไปผู้ใหญ่จะหายดีภายใน 2 – 3 วัน ส่วนเด็กเล็กจะใช้เวลา 5 – 7 วัน แต่ในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อพ่นยาขยายหลอดลม ดูดเสมหะ หรือเคาะปอด ในบางรายอาจมีเหนื่อยมาก ออกซิเจนต่ำ จนต้องให้ออกซิเจน เพื่อช่วยลดอาการดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลารักษานานกว่าปกติ

“hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ สามารถรักษาได้ แล้วก็ป้องกันได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หมั่นล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการกินอาหารร่วมกัน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้สังเกตอาการของลูกให้ดี หากมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากทุกคนรับมืออย่างเข้าใจ” พญ.สีวลี สีดาฟอง กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 0-2079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

‘Pink Ribbon Run 2025’ นักวิ่งนับพัน ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม’

‘Pink Ribbon Run 2025’ นักวิ่งนับพัน ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม’

‘Pink Ribbon Run 2025’ นักวิ่งนับพัน ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ในเครือบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด รวมพลังส่งต่อความหวัง เพื่อหยุดยั้งมะเร็งเต้านม กับกิจกรรม “Pink Ribbon Run 2025” ที่ปิดฉากอย่างงดงาม ณ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ด้วยภาพความประทับใจของนักวิ่งหลากหลายช่วงวัยที่มารวมตัวเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันมะเร็งเต้านม และส่งมอบกำลังใจให้ผู้ป่วยทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเส้นทางวิ่งจัดทั้งในระยะ 5 กม. และ 10 กม. ผ่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เสริมสร้างแรงบันดาลใจ และการรักษาความปลอดภัยแก่นักวิ่งทั่วบริเวณการจัดงาน

Pink Ribbon Run 2025 เกิดจากความร่วมมือของ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) เพื่อเปลี่ยนสัญลักษณ์ “โบว์สีชมพู” ให้กลายเป็นพลังที่จับต้องได้ผ่านกิจกรรมวิ่งการกุศลกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศในวันงาน นักวิ่งจำนวนมากกว่า 1,300 คน ได้มาออกสตาร์ตพร้อมกันตั้งแต่เช้าตรู่ เติมสีสันให้กับย่านถนนวิทยุด้วยการตกแต่งริบบิ้นสีชมพูเพื่อส่งมอบกำลังใจซึ่งกันและกันตลอดเส้นทาง สะท้อนเจตนารมณ์งาน Pink Ribbon Run 2025 ว่านี่ไม่ใช่แค่งานวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่คือสัญลักษณ์ของการส่งต่อความห่วงใยและความหวัง พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการดูแลตัวเองเพื่อหยุดยั้งมะเร็งเต้านม (Time to End Breast Cancer) หลังจบงาน คณะผู้จัดงานยังนำรายได้จากค่าสมัครทั้งหมด 100% โดยไม่หักค่าใช้จ่าย รวมกว่า 1.2 ล้านบาท มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทย

นางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด

นางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Breast Cancer Campaign ของ Estée Lauder Companies ริเริ่มจัดขึ้นในปี ค.ศ. 1992 เพื่อขับเคลื่อนการระดมทุนวิจัย การให้ความรู้ และบริการทางการแพทย์ เพื่อสร้าง “โลกที่ปลอดมะเร็งเต้านมสำหรับทุกคน” และทำให้แคมเปญฯ ถูกจัดขึ้นอย่างแพร่หลายในนานาประเทศทั่วโลก ในปีนี้ เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย สานต่อภารกิจขจัดภัยมะเร็งเต้านม ผ่านแคมเปญ ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม – Beautifully United to Help End Breast Cancer’ โดยนำกิจกรรม Pink Ribbon Run กลับมาจัดอีกครั้ง อย่างยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าที่เคย สะท้อนพลังแห่งการรวมใจของทุกภาคส่วนในการสร้างโลกที่ปลอดภัยจากมะเร็งเต้านมอย่างแท้จริง ซึ่งงานนี้ช่วยมอบประสบการณ์วิ่งแนวใหม่ เพื่อให้ทุกก้าววิ่งเปี่ยมด้วยความหมาย ทั้งต่อสุขภาพของผู้เข้าร่วมงานและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่กำลังรอความช่วยเหลือ อีกทั้ง ยังช่วยยกระดับการตระหนักรู้เรื่องการป้องกันและการตรวจคัดกรองในสังคมไทยได้อย่างกว้างขวาง

กิจกรรม Pink Ribbon Run 2025 ได้สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สู่สังคม เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนร่วมสานต่อภารกิจ “Time to End Breast Cancer” อย่างต่อเนื่อง ด้วยการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจคัดกรองตามคำแนะนำแพทย์ และร่วมสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ของเราจะกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงในอนาคต

ไทยเบฟ ‘รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 26 ส่งมอบ ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’

ไทยเบฟ ‘รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 26 ส่งมอบ ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’

ไทยเบฟ ‘รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 26 ส่งมอบ ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ภายใต้โครงการ“ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 26 ส่งมอบ “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” จำนวน 12,000  ผืน แก่พี่น้องชาวจังหวัดยโสธร โดยมี นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และ นายขรรค์ไชย ทันธิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร รับมอบจาก นายอภัย จันทนจุลกะ ประธานคณะกรรมการ    การบูรณะปฎิสังขรณ์ศาสนสถาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ณ โรงเรียนบ้านสร้างมิ่งมิตรภาพที่ 191 ตำบลสร้างมิ่ง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 

โครงการ “ไทยเบฟ… รวมใจต้านภัยหนาว” ได้ส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาความหนาวเย็นปีละจำนวน 200,000 ผืน ด้วยความมุ่งมั่น และเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจแห่งการ “ให้” ตลอดมานับตั้งแต่ปี 2543 จนถึงวันนี้ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว”  ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยให้ได้ห่มคลุมคลายหนาว  ไปพร้อมกับการลงพื้นที่เข้าถึงชุมชนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนด้านต่างๆ ทั้งในด้านของสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา กีฬา และสาธารณสุข อีกทั้งยังได้แผ่ขยายการแบ่งปันให้ก่อเกิดเป็นพลังแห่งความร่วมมือของพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อ

ไทยเบฟ ยังมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อน โครงการ  “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ด้วยการสร้างพลังความร่วมมือของทุกคนในสังคมให้ตระหนัก และใส่ใจ ในสิ่งแวดล้อม พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนปรับเปลี่ยนและ “ลงมือทำ” ด้วยการคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ซึ่งการนำขวดพลาสติก PET จำนวน 38 ขวด มาเข้าสู่กระบวนการรีดเส้นใย rPET ก็สามารถถักทอให้กลายมาเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” (Eco Friendly Blanket)” ได้จำนวน 1 ผืน  และสามารถนำขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับมาสู่กระบวนรีไซเคิลได้ปีละจำนวน 7,600,000 ขวด เพื่อที่จะนำมาผลิตผ้าห่มได้มากถึงจำนวน 200,000 ผืนต่อปี จนถึงวันนี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องที่สามารถนำขวดพลาสติกกลับมาสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วทั้งสิ้น 30,400,000 ขวด ที่ได้ถักถอความอบอุ่นมาเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ที่ได้ส่งมอบไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวมาโดยตลอด

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน มีชุมชนของ “คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน” หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “จีนฮ่อ” จำนวนประมาณ 50,000 คน   เรื่องราวของพวกจีนฮ่อผูกพันกับเส้นทางค้าขายโบราณและการอพยพครั้งใหญ่ที่ข้ามพรมแดนมาจากมณฑลยูนนานของประเทศจีน

เส้นทางชีวิตจาก “จีนฮ่อ” สู่ “คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน” คำว่า “จีนฮ่อ” หมายถึง ชาวจีนชนเผ่าหุย (回族) นับถืออิสลามจากมณฑลยูนนานที่เป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ เดินทางด้วย ม้า และ ล่อ เพื่อขนส่งค้าขายสินค้าตามเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนานกับพม่าและภาคเหนือของไทยมานานหลายศตวรรษ พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางการค้าเส้นทางสายไหมตอนใต้ ในยุคที่การคมนาคมยังเป็นเรื่องยากลำบาก เส้นทางเหล่านี้มักจะเริ่มต้นจากเมืองสำคัญของจีนเช่น คุนหมิง และ เชียงรุ่ง ในเขต สิบสองปันนา ผ่านภูเขาสูงและเลาะเลียบไปตามแม่น้ำโขงมายังรัฐฉานของพม่า และภาคเหนือของไทย  สินค้าที่นำมาขายได้แก่ สมุนไพร  ชา  ฝิ่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์  ผักผลไม้ดอง เนื้อสัตว์แห้ง  หม้อ เครื่องประดับ  หยก   โดยมีที่ขายสินค้าสำคัญที่ตลาดนัดบ้านฮ่อ  ใกล้มัสยิดอัตต์กวา ในเชียงใหม่ 

การอพยพครั้งสำคัญที่สุดของคนจีนยูนนานมายังประเทศไทยเกิดขึ้นช่วงพ.ศ. 2492 หลังสงครามกลางเมืองของจีน เมื่อ “ทหารกองพล 93” ของพรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยนายพลต้วน (General Tuam) ได้พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์ไม่สามารถกลับไปประเทศจีนได้ จึงอพยพเข้าสู่พรมแดนไทย-พม่า และได้รับอนุญาตให้ตั้งรกรากในพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในไทยของทหารเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานวัฒนธรรมและการสร้างชุมชนจีนยูนนานขึ้นในประเทศไทย

ชุมชนคนจีนยูนนานในประเทศไทย     ปัจจุบัน ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานอาศัยอยู่กระจัดกระจายในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ แต่ชุมชนใหญ่ที่รู้จักกันดีคือ บ้านสันติคีรี ที่ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง ในจังหวัดเชียงราย, บ้านรักไทย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ดอยอ่างขาง   อ.ฝาง  อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีชุมชนเล็กๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดตาก ลำปาง พะเยา และน่าน    ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

จากไร่ฝิ่นสู่สวนพืชเมืองหนาว     ในอดีต พื้นที่สูงหลายแห่งที่ชาวจีนยูนนานเข้ามาตั้งรกรากเคยเป็นแหล่งปลูก ฝิ่น ที่สร้างปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ด้วยโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทน ชาวจีนยูนนานได้เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นปลูกพืชเมืองหนาว เช่น ชา, กาแฟ, บ๊วย, ท้อ, และ พลับ  ซึ่งสร้างรายได้และพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบัน พืชเหล่านี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนจีนยูนนาน และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและชิมผลผลิตจากไร่ในพื้นที่สูง

นอกจากนี้ การค้าขายยังคงเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของพวกเขา โดยมีการจำหน่ายสินค้าหลากหลาย ทั้งชาคุณภาพดี, ของแห้ง, และอาหารจีนยูนนานต้นตำรับ เช่น ขาหมูหมั่นโถว, ก๋วยเตี๋ยวจีนยูนนาน, และซาลาเปาไส้ต่างๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ชุมชนจีนยูนนานในประเทศไทยมีความหลากหลายทางศาสนา โดยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า แต่ก็มีชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานที่นับถือ ศาสนาอิสลาม ด้วย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากการเดินทางค้าขายในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมในยูนนานที่เชื่อมต่อกับชุมชนมุสลิมในเอเชียกลางและจีน นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่างประเพณีจีนกับวิถีชีวิตแบบไทยยังคงดำเนินต่อไป เช่น การเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญของจีนอย่างเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลกินเจ ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมประเพณีไทยอย่างเทศกาลสงกรานต์

สรุป

ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนอพยพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ได้นำเอาวัฒนธรรม, ความรู้, และความสามารถในการปรับตัวมาสร้างสรรค์ชุมชนใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมาจากต่างแดน แต่ก็สามารถใช้ชีวิตและเติบโตในแผ่นดินไทยได้อย่างกลมกลืนและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม เรื่องราวของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่งดงามในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

คุณแหน : 11 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 11 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 11 พฤศจิกายน 2568

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • กลางเดือนที่แล้วมีข่าวช็อคโลก เมื่อแก๊งคนร้ายใช้เวลาเพียง 7 นาทีบุกเข้าโจรกรรมเครื่องประดับขององค์จักรพรรดิและมเหสีของประเทศฝรั่งเศสจากพิพิธภัณฑ์ LOUVRE ทรัพย์สิน 7 ชิ้นที่ถูกปล้นไปไม่เพียงแต่หาค่ามิได้ทางตัวเงินแต่ยังเป็นสิ่ง “หาค่ามิได้” ทางประวัติศาสตร์ของยุโรปทีเดียว อาทิ เทียร่าของจักรพรรดินี EUGENIE พระมเหสีของจักรพรรดินโปเลียน III, สร้อยพระศอเพชรและต่างหูแซฟไฟร์ของพระราชินี MARIE ARNELIE พระชายาของกษัตริย์ LOUIS-PHILIPPE กล่าวกันว่าชุดนี้ตกทอดมาจากพระนาง JOSEPHINE พระมเหสีของจักรพรรดิ NAPOLEON เหตุการณ์โจรกรรมอุกอาจนี้เกิดขึ้นกลางวันแสกๆ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติฝรั่งเศสที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งของโลก และน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้พิพิธภัณฑ์สำคัญอื่นๆรวมทั้งในประเทศไทยด้วย เพราะถ้าระบบรักษาความปลอดภัยอันทันสมัยของฝรั่งเศสยังถูกตำหนิว่าหละหลวมแล้วระบบในไทยจะประเมินว่าระดับไหน ? …ดังกรณีหลายปีก่อนที่ประเทศไทยจัดนิทรรศการครั้งสำคัญโดยอัญเชิญพระพุทธรูปและเทวรูปยุค “ยุคทวารวดี” สุวรรณภูมิไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์กีเม่ย์ฝรั่งเศส ปรากฏว่าประสบความสำเร็จได้รับคำยกย่องมาก ต่อมานำกลับไทยยังได้นำไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติให้คนไทยได้ชื่นชม ทราบว่าทางฝรั่งเศสได้ติดต่อในทางลับเพื่อเตือน (TIP-OFF) ทางการไทยว่ามีรายงานว่าแก๊งมิจฉาชีพฝรั่งเศสมีการเคลื่อนไหวสนใจเกี่ยวกับสมบัติล้ำค่าชุดนี้ ในช่วงนั้นเราได้เข้าชมนิทรรศการ “ทวารวดี” สังเกตเห็นมีความเข้มงวดในเรื่องการเข้าออกเท่านั้น…
  • สัปดาห์ที่แล้วเราได้พูดคุยกับกูรูอาวุโส ศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล ในหลายเรื่องครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ท่านได้ทัชออนเรื่องขุนพล “คนนอก” มีฝีมือที่ พณฯ นายกฯได้เชิญเข้ามาร่วม ครม. สำหรับรายอื่นท่านก็ปล่อยผ่านไปเพราะถือว่าเป็นอาวุโสในแวดวงการเมืองมาโชกโชน ส่วนขุนพลหญิงที่สังคมให้ความสนใจ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ท่านกูรูอาวุโสคอมเม้นท์เพราะเป็นห่วงและหวังดีในฐานะคนคุณภาพดีเข้าทำนองฟอร์มดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ทราบว่าแบ็คกราวด์ท่านมาเพียวๆจากภาคเอกชนไม่มีประสบการณ์การเมืองหรือบริหารราชการ แต่กระทรวงพาณิชย์ที่ท่านได้รับมอบหมายนี่ซิ การเมืองยกให้เป็นกระทรวงเกรด A ก็จริงอยู่ แต่วงการเขารู้ว่าเป็นสนามปราบเซียน นักวิชาการที่ขาดประสบการณ์ที่กล่าวไว้เบื้องต้นนำชื่อเสียงมาทิ้งไว้หลายคนแล้ว ท่านศาสตราจารย์มีข้อแนะนำว่า เนื่องจากวาระ (TENNURE) ของท่าน รมว.มีจำกัด ไม่อยากให้สูญไปกับพวกงานอีเว้นท์เช่นเป็นประธานตัดริบบิ้น หรือเดินทางไปประชุมสัมมนานานาชาติ อย่าลืมท้ายที่สุดผลงานท่านจะถูกวินิจฉัยที่ “BACK OFFICE” เท่านั้น…
  • ก่อนไปทริปต่างประเทศเดือนหน้า ศ.ดร.เภสัชกรหญิง กฤษณา ไกรสินธุ์ ฝึกฝนการใช้เครื่องช่วยเดิน Hypershell Exoskeleton ใช้ระบบAI ทั้งหมด เครื่องจะช่วยยกขาเองทำให้เดินได้ไกลและเร็วโดยไม่เมื่อยเลย เอาไว้สำหรับเดินทางหรือต้องเดินไกลๆ ไม่ควรใช้ประจำเพราะต้องให้กล้ามเนื้อทำงานเอง เครื่องนี้ซื้อจากประเทศจีน ราคา50,000 บาทค่ะ ต้องเรียนรู้การใช้เล็กน้อยและต้องฝึกก่อนนำไปใช้จริง ดร.กฤษณา ยืนยันมา…
  • มีเวลาหลังเกษียณอายุราชการ พ.อ.พิเศษ ประไพพรรณ ไตรโยธี กับคู่ชีวิตไปเที่ยวจีน ตรงกับฤดูใบไม้ร่วงที่อู่หลง ชานเมืองฉงชิ่ง สวยงามมาก แถมยังไปเที่ยวเฉิงตูอีกด้วย…
  • เพิ่งฉลองเบิร์ธเดย์ไปหมาดๆ น.ต.ศิธา ทิวารี มีน้องๆโพสต์รูป “แดดดี้ปุ่น” ลงโซเชียลว่า ฉลอง 61 ปี ด้วยหุ่นลีนสุดๆ ซิกแพกมาเต็ม หล่อระเบิดเถิดเทิงมาก…แต่จะเป็นรูปจริง หรือ AI ประดิษฐ์ ต้องถามใจ เบิร์ธเดย์บอยดูแล้วละค่ะ !!…

บารอนเนส

‘Thailand Yoga Art & Dance 2025’ สุดฟิน กับ 134 คลาสเรียน ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

'Thailand Yoga Art & Dance 2025' สุดฟิน กับ 134 คลาสเรียน ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

‘Thailand Yoga Art & Dance 2025’ สุดฟิน กับ 134 คลาสเรียน ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

กลับมาอีกครั้ง กับการจัดงาน “Thailand Yoga Art & Dance 2025” ซึ่งถือเป็นการจัดงานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม จนถึง 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม มณเฑียร ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ โดยภายในงาน ยังมีการจัดปาร์ตี้ ภายใต้ธีม ฮาโลวีนอันรื่นเริง ที่มาพร้อมกับคลาสเรียนโยคะ กว่า 132 คลาสเรียน ตลอด 3 วันของการจัดงาน

นางสาว ชญาดา มาตรเจริญ ผู้บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท เมคเฟรนส์ ฟอร์ยู จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน Thailand Yoga Art & Dance (TYAD) เปิดเผยว่า งาน “Thailand Yoga Art & Dance 2025” ครั้งนี้ ถือเป็นงานโยคะ และสุขภาพที่เป็นการรวมพล คนรักสุขภาพใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประเทศไทยที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 แล้ว ซึ่งมาพร้อมกับกิจกรรมการออกกำลังกาย และกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเต้นรำ ศิลปะ รวมถึง การดูแลสุขภาพในแบบต่างๆ การนวด และมวยไทย รวมไปถึง คลาสการทำอาหาร โดยผ่านครูผู้สอนกว่า 60 คน จากต่างประเทศ ที่ไม่เพียงจะมาสร้างความสนุกสนานในกิจกรรมการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังบอกเทคนิค การออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน จาก 14 ประเทศ อาทิ เกาหลี เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ที่จะได้เพลิดเพลินไปกับพื้นที่เรียนทั้งในร่ม และ กลางแจ้ง รวม 12 จุด ท่ามกลางบรรยากาศสุดฟิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในโรงแรม มณเฑียร ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของการจัดงาน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้เข้าร่วมงาน ยังได้สนุกสนานไปกับงานเลี้ยง ภายใต้ธีม ฮาโลวีน อันรื่นเริง ที่มา พร้อมกับแสดงสุดครีเอทบนเวที จากตัวแทนของผู้เข้าร่วมงานแต่ละประเทศ รวมไปถึงการโชว์ชุดแต่งกาย “ฮาโลวีน” ที่สร้างความครื้นเครงให้กับทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมี คุณดี้-ชนานา นุตาคม นักแสดงชื่อดังของไทย มาร่วมสร้างสีสัน ให้กับงานในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี ผู้จัดงาน TYAD ยังได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดงาน Thailand Yoga Art & Dance 2025 ด้วยว่า “รู้สึกขอบคุณ ผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ทำให้การจัดงานครั้งนี้ สำเร็จไปได้ด้วยดี” โดยผู้สนับสนุนงาน Thailand Yoga Art & Dance 2025 ประกอบด้วย Tourism Authority of Thailand สำนักงานกรุงเทพฯ และสำนักงานกัวลาลัมเปอร์ คุณชุลีพร ยุปานนท์ Director of Health Solution AIA Thailand, คุณธัชพล ศรีชาญกิจ Director Manager Grand Sport Group บัตรเครดิต KTC และ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ ที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมตลอด 3 วันของการจัดงาน Thailand Yoga Art & Dance 2025

พบกับกิจกรรมสนุกๆ กับงาน Thailand Yoga Art & Dance ครั้งต่อไป โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเพี่มได้ที่ Line Official : makefriendsforu หรือที่ เพจ :thailandyogaart&dance/IG:thailand_yogaartanddance

-(016)

‘เบลล่า ราณี’งามสง่าออร่าพุ่ง!ใน KUMA 8th ANNIVERSARY THE INFINITY OF DREAMS ครบรอบ 8 ปี

'เบลล่า ราณี'งามสง่าออร่าพุ่ง!ใน KUMA 8th ANNIVERSARY THE INFINITY OF DREAMS ครบรอบ 8 ปี

‘เบลล่า ราณี’งามสง่าออร่าพุ่ง!ใน KUMA 8th ANNIVERSARY THE INFINITY OF DREAMS ครบรอบ 8 ปี

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

ปรากฏตัวด้วยความน่ารักสดใสนางเอกสาวสวยมากความสามารถ “เบลล่า-ราณี แคมเปน” ในฐานะพรีเซนเตอร์ 4 ปีซ้อนของแบรนด์คุมะ (KUMA) ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมียอดจำหน่ายแล้วกว่า 130 ล้านชิ้น ในงาน KUMA 8th ANNIVERSARY พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความพิเศษผ่านธีม THE INFINITY OF DREAMS: Endless Dreams, Infinite Possibilities โลกแห่งความฝันที่ไร้ขีดจำกัด

เบลล่า-ราณี แคมเปน กล่าวว่า “รู้สึกอบอุ่นในการเป็นสมาชิกครอบครัว คุมะ ปีที่ 4 ได้เห็นการเติบโตขึ้นของแบรนด์ในทุกปีและปีนี้จัดงานฉลองครบรอบปีที่ 8 ก็ขอแสดงความยินดีในความสำเร็จและขออวยพรให้มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นเยอะๆ ซึ่งตัวเองก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้จริง หลายผลิตภัณฑ์ของคุมะคือมีคุณภาพ ชอบที่กลิ่นหอมด้วย แล้วก็ดูแลผิวแพ้ง่ายได้ดี ชอบมาก สะดวกเวลาใช้และในงานวันนี้ก็มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่ม Kuma Premium Soft Baby Tender และ Kuma Premium Soft Hanging Tissue ทิชชู่พรีเมี่ยมที่มีความนุ่มพิเศษสำหรับแม่และเด็ก รวมถึงทุกคนที่ต้องการผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดหน้าที่มีความอ่อนโยน นุ่มนวล ไม่ระคายเคืองผิว อยากให้ได้ทดลองใช้กัน”

ล่าสุดปีนี้เบลเองได้มีโอกาสร่วมลงทุนธุรกิจกับทางคุมะ ประเทศไทย เปิดตัวแบรนด์ Masis ในความตั้งใจมอบสิ่งที่ดีเป็นของขวัญจาก Bella ให้กับ My sis ทุกคน ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ้าอนามัยแบบกางเกงใน ???????????????????????????????????? ???????????????????????????????? ???????????????????? ออกแบบมาสวยหวานสีเนื้อ ให้สัมผัสนุ่ม เรียบเนียนไปกับทุกลุค มีให้เลือก 2 ไซซ์ S–M / M–L ที่พอดีกับทุกสรีระ มีความยาวถึง 47 เซนติเมตรและยังบางเพียง 0.1 ซม. ซึมซับได้ 300 มล. ปกป้องรอบด้านทั้งกลางวัน–กลางคืน เอวกระชับ ยืดหยุ่น ใส่สบายทุกการเคลื่อนไหวในทุกกิจกรรมไม่มีสะดุด ซึ่งสินค้ามีจำหน่ายแล้ววันนี้ทางออนไลน์ที่ Shopee / TikTok Shop รวมถึงหาซื้อได้ที่ Lotus ทุกสาขา  เบลล่าย้ำว่า “ผู้หญิงทุกคนคู่ควรกับการดูแลที่มั่นใจ” ขอฝากสินค้าใหม่ของเบลล่า อยากให้ติดตามเป็นกำลังใจและลองใช้กัน เชื่อว่าทุกคนจะชื่นชอบและประทับใจแน่นอน

สำหรับงาน KUMA 8th ANNIVERSARY THE INFINITY OF DREAMS ในโอกาสครบรอบ 8 ปี บริษัท คุมะ(ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระดาษเช็ดทำความสะอาด หลากหลายประเภท เช่น ทิชชู่เช็ดหน้าพรีเมียม ทิชชู่เปียก ทิชชู่แห้งอเนกประสงค์ ภายใต้แบรนด์คุมะ (KUMA) ซึ่งมีความมุ่งมั่นจะเป็นแบรนด์คุณภาพ มอบคุ้มค่าคุ้มราคา ตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลาย ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมแทนคำขอบคุณ เชิญชวนลูกค้าร่วมเฉลิมฉลองและสนุกกับเกมกิจกรรมแลกรับของรางวัลพิเศษตลอดการจัดงานในวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00- 22.00 น.ณ ลานกิจกรรมโซน Eden1 เซ็นทรัลเวิล์ด ซึ่งได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งวันจำนวนมาก

ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์ ‘Vijit Chao Phraya 2025’สองฝั่งเจ้าพระยา 9 พ.ย. – 23 ธ.ค.

ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์ 'Vijit Chao Phraya 2025'สองฝั่งเจ้าพระยา 9 พ.ย. – 23 ธ.ค.

ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์ ‘Vijit Chao Phraya 2025’สองฝั่งเจ้าพระยา 9 พ.ย. – 23 ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Vijit Chao Phraya 2025” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดเต็มมหาปรากฏการณ์แสดงแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น. รวมระยะเวลา 45 คืนแห่งความงดงามที่จะเปลี่ยนบรรยากาศริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สว่างไสวและเปี่ยมมนต์เสน่ห์กว่าที่เคยใน 15 จุดการแสดง โดยปีนี้นำเสนอภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งยังมุ่งหมายให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นเวทีของอีเวนต์ระดับโลกที่ทุกคนไม่ควรพลาดการมาเยือน

นายอรรถกร  ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญ ตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานเป็น 45 วันเต็ม

ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีให้มีชีวิตชีวาและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้วกว่า 26.9 ล้านคน ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยงาน Vijit Chao Phraya 2025 จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับกิจกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นกิจกรรมระดับโลก (World Events) พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้า โรงแรม และชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างทั่วถึง ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแก่นักท่องเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 ในปีนี้ ททท. ได้เนรมิตมหาปรากฏการณ์การแสดง แสง สี เสียงแห่งปี ตลอดแนวริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” โดยใช้การแสดงแสง สี สุดล้ำสมัย เนรมิตตั้งแต่สะพาน วัด อาคารประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแลนด์มาร์กใหม่ที่เรียงรายสวยงามไปตามโค้งน้ำตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ทั้งยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจยามค่ำคืน หรือ Night Economy ให้กลับมา มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนในช่วงไฮซีซั่น เพื่อมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอันน่าประทับใจที่เปิดให้เข้าชมความสวยงามได้ฟรีทุกวัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วม 1,500,000 คน และเกิดรายได้หมุนเวียนในช่วงจัดงาน ไม่น้อยกว่า 6,200 ล้านบาท

 สำหรับพื้นที่การจัดกิจกรรม “Vijit Chao Phraya 2025” ในปีนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน รังสรรค์การแสดงตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งหมด 15 จุดแสดง โดยแต่ละจุดสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านแนวคิดและเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่แตกต่างกัน

เริ่มต้นที่ สะพานพระราม 8 ภายใต้แนวคิด “พระมหากรุณา สายธาราสู่รามา 8” ถ่ายทอดความงดงามของสายน้ำผ่านการแสดงเลเซอร์ประกอบ Light & Sound วันละ 6 รอบ ตั้งแต่เวลา 19.00–21.30 น. ต่อเนื่องด้วยบริเวณ ปากคลองบางกอกน้อย–ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช) ภายใต้แนวคิด “สายธารา พระเมตตาสู่ขุนเขา” พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช)  กับแนวคิด “สายธารแห่งเวลา   มหาธาราสู่ปวงชน” ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของสายน้ำและพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยง ผู้คนสองฝั่งเจ้าพระยา บริเวณ อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา กองทัพเรือ จัดแสดงในแนวคิด “Might of the Royal Thai Navy มหานุภาพ ราชนาวีไทย” ด้วยการแสดง Light & Sound ผสานเทคนิคพิเศษ สะท้อนพลังแห่งสายน้ำและกองทัพเรือไทยอันทรงเกียรติ ต่อมากับ สวนนาคราภิรมย์ ผู้ชมจะได้ดื่มด่ำกับแนวคิด  “Chao Phraya Rhapsody บทกวีแห่งเจ้าพระยา” ที่ถ่ายทอดความงามของแม่น้ำผ่านบทเพลงแห่งแสง ส่วน วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Dawn of Siam อรุณรุ่งแห่งมหานครสยาม” เนรมิตแสงยามค่ำคืนให้เปล่งประกายดั่งอรุณรุ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถัดมา ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ถ่ายทอดพลังแห่งผู้พิทักษ์สายน้ำในแนวคิด “Guardians of the Sea ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล”  และ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กับแนวคิด “Lamp of Kindred Spirit ธรรมประทีปแห่งกัลยาณมิตร” พร้อมการแสดง Light & Sound และสื่อประสมสุดพิเศษ และบริเวณ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Threads of Glory สายใยแห่งความรุ่งเรือง” ด้วยเทคโนโลยีแสง  สี เสียงสุดล้ำสมัย Light & Sound ผสานเทคโนโลยีพิเศษ พร้อมการแสดงโดรนสุดอลังการกว่า 500–1,000 ลำ ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” ที่จะส่องสว่างเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาในค่ำคืนพิเศษ  โดยการแสดงโดรน 500 ลำ จัดแสดง วันที่ 14, 21, พฤศจิกายน และ วันที่ 5, 12, 19 ธันวาคม 2568  วันละ 1 รอบ (เวลา 20.45 น.) และการแสดงโดรน 1,000 ลำ จัดแสดง วันที่ 9, 15, 22, 28, 29 พฤศจิกายน และ วันที่ 6, 13, 20 ธันวาคม 2568 วันละ 1 รอบ (เวลา 20.45 น.)  ขณะเดียวกัน สะพานพระปกเกล้า จัดแสดงแนวคิด “Luminary Golden Threads สายใยทองแห่งสยาม” สื่อถึงความรุ่งเรืองของชาติ ส่วนบริเวณ ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ผ่านแนวคิด “Siam Ghostly Heritage  สยามวิญญาณรัตติกาล” ด้วยเทคนิค Light on Balloon ที่เล่นแสงและเงาอย่างมีมิติ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงที่ วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) ภายใต้แนวคิด “Beacon of Ambition แสงไฟแห่งความรุ่งเรือง” และที่ RIVER CITY BANGKOK กับแนวคิด “Thailand Land of Smiles เมืองไทย เมืองแห่งรอยยิ้ม” ถ่ายทอดรอยยิ้มแห่งสยามที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ได้จัดแสดงต้นคริสต์มาสสุดยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “The Thai-conic Lighting Symphony” พร้อมการแสดง ICONIC Multimedia Water Feature ที่จัดขึ้นวันละ 3 รอบ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขริมสายน้ำเจ้าพระยา และปิดท้ายที่ ปั้นจั่น / เครนก่อสร้างทางน้ำ บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด กับการจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Crystal of Life ดวงแสงแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” Art Installation สื่อถึงพลังงานแห่งความหวังและความงดงามของการท่องเที่ยวสีเขียว ที่จะเปล่งประกายไปพร้อมกับสายน้ำแห่งชีวิต

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสีสันบรรยากาศความงดงาม บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในแต่ละพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : Vijit Chao Phraya 2025  หรือ http://www.thailandfestival.org