‘แพทองธาร-จุลพันธ์’ร่วมงาน MOONSHOT FORUM ลั่น!ต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

‘แพทองธาร-จุลพันธ์’ร่วมงาน MOONSHOT FORUM ลั่น!ต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

‘แพทองธาร-จุลพันธ์’ร่วมงาน MOONSHOT FORUM ลั่น!ต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.59 น.

“แพทองธาร-จุลพันธ์”ร่วมงาน MOONSHOT FORUM ลั่นต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง จ่อนำเอไอพัฒนานโยบาย บอกขอให้มั่นใจจะมีนโยบายดีๆ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยได้แน่นอน

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ โรงภาพยนต์ที่ 13 พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดงาน MOONSHOT FORUM ครั้งที่ 1 ภายใต้ หัวข้อ “ยกเครื่อง 30 บาท ด้วย AI รักษาดี อยู่ดี ตายดี” โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมงาน

โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวเปิดงานว่า ตนรู้สึกว่าเป็นเกีรยติอย่างยิ่งที่ได้มาพบทุกคน ตนไม่ได้ขึ้นเวทีมานาน รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ของโลกมักจะเริ่มคำถามที่ว่าง่ายๆ ว่าเราจะสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนดีขึ้นได้อย่างไร เราจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นได้อย่างไร คำถามง่ายๆ เช่นนี้ได้สร้างนโยบายใหญ่ๆให้กับโลก ให้กับประเทศมานับไม่ถ้วน การที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ตนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ คงไม่ได้มาจากการที่เราไปดูตัวเลข คำนวณหรือเอกสาร วิจัยหนาเป็นเล่มๆ และสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ แต่มันมาง่ายกว่านั้นเยอะ มาจากความฝันของคน มาจากประสบการณ์ของคนที่เจอมาแล้วว่าทำอย่างไรให้โลกนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำอย่างไรให้มีเครื่องมือสำหรับทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นได้

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า ความฝันที่มีเป้าหมายนั่นคือพลังที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ นโยบายดีๆ ของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่สมัยไทยรักไทยก็เช่นกันเกิดจากการที่เรามารวมตัวกันแล้วมองเห็นว่าคุณภาพชีวิตของคนสามารถดีขึ้นได้ เราเกิดนโยบายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศเมื่อ 24 ปีที่แล้ว นั่นคือนโยบายที่ทุกคนรู้จัก และคิดว่ามีโอกาสได้ใช้กันถ้วนหน้าคือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

น.ส.แพทองธาร กล่าวด้วยว่า นโยบายนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เกิดความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้คนที่ไม่สบายเป็นโรคเรื้อรัง หรือมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย มีความหวังว่าหากเราป่วยขึ้นมาจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องล้มละลาย เราไม่จำเป็นต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือสร้างหนี้ให้กับตัวเองและครอบครัว มี 30 บาทจ่ายได้ หายได้ รักษาได้ นี่คือสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ฃที่ทุกคนในประเทศควรจะได้รับ และพรรคไทยรักไทยในวันนั้น ภายใต้การนำของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดขึ้นจริง พอส่งต่อมาถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เราทราบดีว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีเป็นที่สำคัญมาก เราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนา เข้ามาปรับปรุงนโยบายให้สามารถใช้ได้ดีมากขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และเกิดประโยชน์กับคนหมู่มากยิ่งขึ้น

“วันนี้อุปสรรคที่เข้ามาเป็นเรื่องของเทคโนโลยี และเรื่องของเอไอเป็นสำคัญ หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นๆ ในโลกก็อาจจะมีการตกขบวนไปบ้าง แต่แน่นอนว่าเราต้องการศักยภาพในเรื่องของการเมืองด้วย ฉะนั้น การพัฒนาอย่างต่อเนื่องมีส่วนสำคัญอย่างมาก” น.ส.แพทองธาร กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า วันนี้เราต้องสร้างนโยบายเช่นนี้ให้เกิดขึ้น นโยบายที่กล้าฝันไปเกินกรอบ เกินในสิ่งที่เรารู้สึกว่าอาจเป็นไปไม่ได้ เพราะโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ตอนนั้นที่ทำขึ้นมาก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำนโยบายนี้ได้สำเร็จ มีคำพูดว่ากล่าวนโยบาย 30 บาทมากมาย แต่วันนี้พิสูจน์ได้เห็นแล้วว่ามันเกิดขึ้นจริงและช่วยชีวิตของคนในประเทศได้จริงๆ นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยอยากผลักดันให้เกิดเกิดขึ้นจริง ให้ได้นโยบายที่กินได้ นโยบายที่ดีต่อชีวิตคนจริงๆ นี่คือการที่เป็นดีเอ็นเอแท้ๆ ของพรรคเพื่อไทย

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า สำหรับ Moon Shot Forum ตนอยากให้ทุกคน มีความหวัง มีความฝันมากยิ่งขึ้น กล้าฝันให้ไกลแล้วไปถึง ทำมันให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ วันนี้ Moon Shot Forum ได้มีการเชิญคนมีความรู้มาสนทนากัน และคิดถึงนโยบายใหม่ๆ ด้วยว่าอะไรบ้างที่จะเป็นพื้นฐานคุณภาพชีวิต และสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่วางแผนกันต่อ และอยากให้คนไทยทุกคนมีความฝันเล็กๆ ที่สามารถทำให้ใหญ่ขึ้นได้ และเกิดขึ้นจริงได้ และขอให้มั่นใจว่าเราจะมีนโยบายดีๆ ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยได้แน่นอน

ขณะที่ นายจุลพันธ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ว่า ตนแสดงความปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่งกับกิจกรรมนี้ ซึ่งเป็นวันที่เราจะมาปลุกจินตนาการ ปลุกความฝันร่วมกัน ขอเรียนว่าเพื่อไทยตั้งแต่ทำนโยบาย ต้องใช้คำว่าชาเลนจ์จำนวนมาก มีนโยบายที่แหวกแนว หรือมีนโยบายที่ก้าวหน้า ซึ่งหลังจากที่เลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีโอกาสไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มีสื่อมวลชนจำนวนมากถามคำถามโดยเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์หลังที่เป็นหัวหน้าพรรคว่า หลังจากเป็นรัฐมนตรีพบว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรในการทำงานบ้าง

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า คำตอบที่ตนให้คือสำคัญในเรื่องของอุปสรรคและเรื่องของรัฐราชการที่เข้มแข็งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเดินหน้า เนื่องจากมีการปฏิวัติรัฐประหาร และครองอำนาจยาวจนถึง 10 ปีภาครัฐราชการที่แข็งและขาดความยืดหยุ่น สิ่งที่ตามมาคือจินตนาการและความฝันหายไปจากสังคม และหายไปจากภาคข้าราชการ มีนโยบายที่ล้ำหน้าและแปลกแหวกแนว เมื่อนำเสนอเข้าไปกลับพบแรงต้านที่ค่อนข้างมาก วันนี้สิ่งที่ต้องทำคือปลุกความฝันกลับคืนมา

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ตนได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่ม ซึ่งพูดถึงเรื่องการทำนโยบายของภาครัฐ ต้องตั้งเป้าให้ไกลและครบวงจร ซึ่ง จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคยจะส่งจรวดไปที่ดวงจันทร์ ซึ่งในวันนั้นไม่มีใครเชื่อ สิ่งที่เขาเคยระบุว่า ที่เราส่งจรวดไปดวงจันทร์ ไม่ใช่เพราะง่ายแต่เพราะยาก และเป็นสิ่งที่จำเป็นกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของมนุษยชาติ และนโยบายที่เราทำมาในอดีต ในวันที่เราออกนโยบายมา เราถูกปรามาสตั้งข้อสงสัย จนกระทั่งวันนี้เราทำมันสำเร็จและก้าวกระโดดกลายเป็นสวัสดิการที่สำคัญของประชาชน และวันนี้เราต้องตั้งโจทย์สำคัญในการเดินหน้านโยบายต่างๆ เช่น 30 บาท หรือการแก้ไขระบบน้ำทั้งระบบ หรือการแก้ไขเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งหมดนี้เราต้องตั้งโจทย์ให้ไกล แล้วไปให้ถึง ซึ่งเป็นภารกิจของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเดินหน้านโยบายและนำส่งสู่ประชาชน

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า นโยบายที่ถูกใจประชาชนเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นจากนักคิด จินตนาการ และความฝันในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องชาเลนจ์ตัวเองในการทำนโยบายที่ตอบโจทย์จริงๆ ซึ่งคำว่าชาเลนจ์ตัวเอง มีอยู่ 2 – 3 มิติ คือ 1.ในฐานะพรรคการเมือง เรามีผู้สมัครสส. และต้องทำเวิร์กช็อปเพื่อให้เขาตอบคำถามประชาชนให้ได้ 2.เราต้องนำนโยบายของเราไปเวิร์กช็อปไปอธิบายให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียฟัง ทั้งเกษตร กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข หรือนโยบายด้านเศรษฐกิจ เราก็ต้องไปคุยกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม เราต้องไปตอบคำถามให้ได้ว่านโยบายของเรา ตอบโจทย์เขาได้หรือไม่ และ 3.Moon Shot Forum เราต้องนำนโยบายของเราไปตอบคำถามกับภาควิชาการให้ได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้ทุกมิติหรือไม่ หรือนำสู่การปฎิบัติได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคหรือคนคิดนโยบายสาธารณะต่างๆ จะต้องระลึกและนำเอาเดินหน้า หรือเกิดประโยชน์กับประชาชนได้จริง

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ Moon Shot Forum ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 1 และเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเราตั้งโจทย์เอาไว้ว่าเราจะดึงเอาเอไอเข้ามาพัฒนา 30 บาทอย่างไร อย่างแรกคือการให้บริการที่ครบถ้วนและเกิดประโยชน์กับประชาชนหรือผู้ให้บริการ และมิติที่ 2 คือภาระด้านงบประมาณของ 30 บาทที่เกิดขึ้นรัฐที่สูงขึ้นทุกวัน ซึ่งการนำเอาเอไอจะสามารถบริหารจัดการให้เกิดศักยภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น จะสามารถประหยัดงบประมาณได้อย่างไร และงบประมาณส่วนนี้ จะได้นำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประเทศในมิติอื่นๆ ต่อ

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า พวกเราในฐานะพรรคการเมืองหรือฝ่ายวิชาการหรือคนมาร่วมรับฟัง เป็สผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับนโยบาย 30 บาท ต้องช่วยกันคิดและช่วยกันวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่คำตอบที่ดีขึ้นกว่าเก่า และที่เกิดประโยชน์ นำสู่ด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

– 006

‘นฤมล’หนุนเด็กไทยเล่นกีฬา ผลักดัน’หมอนทองฟีเวอร์’ สร้างโอกาสเท่าเทียม

'นฤมล'หนุนเด็กไทยเล่นกีฬา ผลักดัน'หมอนทองฟีเวอร์' สร้างโอกาสเท่าเทียม

‘นฤมล’หนุนเด็กไทยเล่นกีฬา ผลักดัน’หมอนทองฟีเวอร์’ สร้างโอกาสเท่าเทียม

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.58 น.

กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าใช้โมเดลประสานความร่วมมือ เชื่อมภาครัฐ-ภาคเอกชน-ภาคประชาสังคม ผลักดันระบบการพัฒนากีฬานักเรียนให้เป็นเส้นทางสู่อาชีพอย่างยั่งยืน

ตามที่ปรากฏกระแส “หมอนทองฟีเวอร์” จากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน รายการ “แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ 2025” ซึ่งจัดโดยสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ร่วมกับภาคเอกชน มีโรงเรียนจากทุกสังกัดทั่วประเทศกว่า 500 โรงเรียน ส่งนักเรียนอายุระหว่าง 15-18 ปี เข้าร่วมแข่งขัน โดยรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามศุภชลาศัย กรุงเทพมหานคร เป็นการพบกันระหว่าง โรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา และ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท เอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 คว้าแชมป์ไปครอง ท่ามกลางแรงเชียร์แน่นสนามและความประทับใจของประชาชนทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเห็นพลังของเยาวชน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนความฝันของเด็กไทยอย่างงดงาม จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งประเทศชื่นชม ถือเป็นพลังบวกที่สะท้อนคุณค่าของระบบการศึกษาซึ่งเติบโตได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย พร้อมระบุว่าสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการมีแผนการดำเนินการต่อจากนี้ คือ เปลี่ยนพลังการสนับสนุนที่มาจากความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนเชื่อมต่อเป็นระบบสนับสนุนที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคน จากทุกพื้นที่ได้เติบโตเต็มศักยภาพ

โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินโครงการห้องเรียนกีฬา เพื่อพัฒนานักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ปัจจุบัน มีโรงเรียนที่จัดให้มีห้องเรียนกีฬา กระจายอยู่ใน 8 จังหวัด 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้รับการสนับสนุนทั้งสนามฝึกซ้อม ที่พักนักเรียน อุปกรณ์กีฬา และงบประมาณสำหรับการแข่งขัน แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณไม่สามารถดำเนินการให้ครบทุกพื้นที่ได้ แต่โครงการดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของการสร้างโอกาสอย่างเป็นระบบที่กระจายในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีพหุปัญญา สามารถต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพด้านกีฬาอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเตรียมนำโมเดลการประสานพลังความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนกว่า 7,000 แห่ง ภายใต้โครงการ Connext ED และ โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) มาปรับใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนด้านกีฬา เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับจังหวัดและเขตพื้นที่ สนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ฝึกสอน และโอกาสการแข่งขันสำหรับนักเรียนในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

“ขอขอบคุณความมุ่งมั่นของครู ชุมชน และเด็กไทย ที่ไม่ยอมให้ข้อจำกัดมาหยุดความฝันของตนเอง หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการในวันนี้ คือทำให้ความทุ่มเทเช่นนี้ได้รับการต่อยอดเป็นระบบสนับสนุนที่มั่นคง เป็นพลังขับเคลื่อนระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ กระแส “หมอนทองฟีเวอร์” คือ พลังของเด็กไทยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัด กระทรวงศึกษาธิการจะทำให้พลังนี้ไม่จบลงแค่เสียงเชียร์ แต่กลายเป็นระบบที่สร้างโอกาสให้เด็กไทยทุกคน เพราะทุกสนามคือห้องเรียน และทุกโรงเรียนคือพื้นที่แห่งความหวังของประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

กกต.นัดเลือกปธ.ใหม่ 18 พ.ย. ลุ้น ‘สิทธิโชติ-ณรงค์’ ชิงเก้าอี้ ก่อนส่งชื่อวุฒิฯนำขึ้นทูลเกล้าพร้อม 2 ว่าที่ กกต.

กกต.นัดเลือกปธ.ใหม่ 18 พ.ย. ลุ้น 'สิทธิโชติ-ณรงค์' ชิงเก้าอี้ ก่อนส่งชื่อวุฒิฯนำขึ้นทูลเกล้าพร้อม 2 ว่าที่ กกต.

กกต.นัดเลือกปธ.ใหม่ 18 พ.ย. ลุ้น ‘สิทธิโชติ-ณรงค์’ ชิงเก้าอี้ ก่อนส่งชื่อวุฒิฯนำขึ้นทูลเกล้าพร้อม 2 ว่าที่ กกต.

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

10 พ.ย. 68 รายงานแจ้งว่า จากกรณีสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ขอให้สำนักงานกกต.พิจารณาดำเนินการจัดให้นายอนันต์  ฃสุวรรณรัตน์ และนายณรงค์ รักร้อย ว่าที่กกต. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาและได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ตามที่มาตรา 13 ประกอบ มาตรา 10(20) (21) (22) และ (23) พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. กำหนดแล้ว ได้ประชุมร่วมกับกกต.5 คนที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ นายชาย นครชัย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกกต. แทนนายอิทธิพร บุญประคอง ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ ก่อนที่จะแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ เพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้า ให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งในคราวเดียวกันนั้น มีรายงานว่าวันนี้ กกต.ได้เห็นชอบตามที่สำนักงานฯเสนอว่าได้มีการประสานกับ 2 ว่าที่กกต.ใหม่ และกกต.ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันแล้ว โดยพร้อมที่จะมีการประชุมร่วมกันในวันอังคารที่ 18 พ.ย.นี้ เวลา13.00 น.

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแคนดิเดตตำ แหน่งประธานกกต.ขณะนี้พบว่านายสิทธิ โชติ อินทรโชติ กกต.ปัจจุบัน ได้มีการพูดคุยและแสดงความพร้อมที่จะเสนอตัวดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่นายณรงค์ รักร้อย 1 ใน 2 ว่าที่ กกต.ใหม่ ซึ่งสนใจที่จะดำรงตำแหน่งนี้ก็ได้รับสนับสนุนจากภายนอกโดยเฉพาะจากทางสว.สีน้ำเงิน

ทั้งนี้ นายสิทธิโชติ ก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง กกต.เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้า คณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามรัฐธรรม นูญมาตรา 222 (2)

ส่วนนายณรงค์ รักร้อย ก่อนได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกกต.เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2561 -2564 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี และถูกระบุว่ามีความสนิทสนมกับนายชาดาและนางมนัญญา ไทยเศรษฐ์

เปิดบันทึก‘พยาน’คดี‘ฮั้ว สว.’ ยื่นถึง‘DSI’ขอกลับคำให้การ ปมซัดทอด-ใส่ร้ายโยง‘ภูมิใจไทย’

เปิดบันทึก‘พยาน’คดี‘ฮั้ว สว.’ ยื่นถึง‘DSI’ขอกลับคำให้การ ปมซัดทอด-ใส่ร้ายโยง‘ภูมิใจไทย’

เปิดบันทึก‘พยาน’คดี‘ฮั้ว สว.’ ยื่นถึง‘DSI’ขอกลับคำให้การ ปมซัดทอด-ใส่ร้ายโยง‘ภูมิใจไทย’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

เปิดบันทึก”พยาน”คดี”ฮั้ว สว.” ยื่นถึง”ดีเอสไอ”ขอกลับคำให้การ อ้างถูก”ข่มขู่-ล่อลวง-ยัดคดี” ให้ซัดทอด-ใส่ร้ายโยง”ภูมิใจไทย”

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา พยานในคดีฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การ ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และได้ลงเลขรับไว้เมื่อวันที่ 31 ต.ค.68 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้าพเจ้าเคยได้ให้การต่อพนักงานสวนสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษในคดีพิเศษ ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวหา หรือพยาน ซึ่งเป็นการให้การว่ามีการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีข้าพเจ้า และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งให้การกับสถานที่ที่เกี่ยวข้องกล่าวหาว่าได้สนับสนุนให้บุคคลต่างๆ ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมีการจัดทำโพยฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม รายละเอียดปรากฏตามคำให้การของข้าพเจ้าแล้วนั้น

ข้าพเจ้าจึงขอให้การยืนยันว่า คำให้การของข้าพเจ้าในบันทึกคำให้การคดีพิเศษที่ผ่านมา เป็นการให้การอันเกิดจากการถูกข่มขู่ ข้าพเจ้าจึงขอให้การใหม่ ดังนี้

1.ข้าพเจ้าเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และมีความขัดแย้งกับพรรคอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ชายคนดังกล่าวจึงเข้ามาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า ข้าพเจ้าจะต้องถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยในอนาคต รวมถึงบุตรชายด้วย ชายคนดังกล่าวอ้างว่ารู้จักคนในรัฐบาล และยังได้อ้างว่าเขาสามารถช่วยเหลือให้ข้าพเจ้า หลุดพ้นจากข้อหาได้ โดยเปลี่ยนข้าพเจ้าจากผู้ต้องหามาเป็นพยานในคดี แต่มีเงื่อนไขว่า ข้าพเจ้าจะต้องให้การตามบทที่ได้กำหนดไว้ มิเช่นนั้นข้าพเจ้าจะต้องหมดอนาคตทางการเมือง รวมถึงจะมีคดีความติดตาม และบุตรชาย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวข้าพเจ้าและบุตรชายได้ถูกร้องเรียนจากหน่วยงานต่างๆ จริง จึงเกิดความกลัวเป็นอย่างมาก โดยคำให้การดังกล่าวถือว่าข้าพเจ้าได้ให้การในฐานะผู้ต้องหาในคดีนี้

2.บุคคลดังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย โดยขณะนี้มีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยข้าพเจ้าต้องพ้นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรับโทษทางอาญา แต่หากข้าพเจ้า คณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการกันตัวข้าพเจ้าไว้เป็นพยาน โดยข้าพเจ้าไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา และไม่ต้องกลัวเรื่องการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน เนื่องจากรัฐบาลได้ควบคุมหน่วยงานของรัฐต่างๆ ไว้หมดแล้ว

ทั้งยังอ้างว่า มีผู้ให้ความร่วมมือจำนวนมากแล้ว เนื่องจากบางส่วนได้รับผลประโยชน์ตอบแทน และบางส่วนถูกข่มขู่จนเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาล พร้อมทั้งกำซับให้ข้าพเจ้าเก็บเป็นความลับ จะมีการเล่นงานทางการเมือง เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเกิดความกลัว และยินยอมให้ความร่วมมือเพื่อ ป้องกันภยันตรายต่อตนเองและครอบครัว รวมทั้งบุตรของข้าพเจ้า

3.ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ตามคำให้การที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้นั้น ความจริงแล้วไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ข้าพเจ้าเคยให้การไว้แต่อย่างใด ข้าพเจ้าได้ให้การไปตามบทที่อ้างว่ามีการคิดคำนวนทางคณิตศาสตร์ไว้ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าผู้สมรู้ร่วมคิดอาจนำคลิปการนับคะแนนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ แล้วจัดสร้างโพยฮัวขึ้นมา เพื่อเป็นพยานหลักฐานเท็จให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะไม่มีประจักษ์พยาน และไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ใดก็จัดทำขึ้นได้ ในส่วนพยานบุคคล ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีหลายคนได้ถูกว่าจ้างหรือถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวงหรือกระทำการโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ เพื่อจัดตั้งบุคคลมาให้การเป็นพยานเท็จตามที่มีการสมคบ คิดวางแผนไว้อย่างเป็นกระบวนการ

4.ผลของการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐข้างต้น และพยายามใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย เป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภารวมชื่อมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสั่งให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานกรรมการคดีพิเศษตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสอง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

5.เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ข้าพเจ้ารู้สึกในความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ของตนเองและครอบครัว เนื่องจากกลุ่มคณะบุคคลที่สมรู้ร่วมคิด ซึ่งมีการข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจในรัฐบาลแล้ว จึงเป็นเหตุที่ข้าพเจ้าต้องการแก้ไขข้อความให้ตรงกับความเป็นจริง จึงขอให้ถ้อยคำเพิ่มติมเป็นหนังสือเพื่อแก้ไขข้อความดังกล่าวต่อไป

“ข้าพเจ้าขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง และมิได้เจตนาจะให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อให้บุคคลใด ให้รับโทษทางอาญา แต่การให้ถ้อยคำของข้าพเจ้าเกิดจากการถูกข่มขึ้นใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำพาดพิงใส่ร้ายตามบทที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และข้าพเจ้าขอยืนยันว่าถ้อยคำของข้าพเจ้าในครั้งนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการคำให้การใดๆ ที่ขัดหรือแย้งกับคำให้การครั้งนี้ให้ถือคำให้การครั้งนี้ เป็นคำให้การที่ถูกต้องและเป็นความสัตย์จริงทุกประการ และข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด อนึ่ง ข้าพเจ้าได้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นไว้แล้ว”

– 006
 

‘อนุทิน’สั่งเบรก! ตีกลับมติ’ครม.’ชุดก่อน ปัดตกแรงงานกัมพูชาหมดอายุ ชี้สุ่มเสี่ยงภัยมั่นคง

'อนุทิน'สั่งเบรก! ตีกลับมติ'ครม.'ชุดก่อน ปัดตกแรงงานกัมพูชาหมดอายุ ชี้สุ่มเสี่ยงภัยมั่นคง

‘อนุทิน’สั่งเบรก! ตีกลับมติ’ครม.’ชุดก่อน ปัดตกแรงงานกัมพูชาหมดอายุ ชี้สุ่มเสี่ยงภัยมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

นายกฯ อนุทิน ตีกลับไม่อนุญาตแรงงานกัมพูชาที่ใบอนุญาติหมดอายุอยู่ในประเทศไทยตามที่รัฐบาลก่อนเสนอไว้ใน ครม. เมื่อ 19 ส.ค. ย้ำตรวจสอบเคร่งครัด เตรียมทบทวนมติรอบคอบ 

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งชะลอการลงนามในร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ซึ่งเสนอในสมัยรัฐบาลก่อนที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีแรงงานสัญชาติกัมพูชาเกือบ 1 แสนคน  ที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือน ก.พ. 68 และไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือที่อยู่ได้อย่างชัดเจน หากอนุญาตให้อยู่ต่อโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง รวมถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองหรืออาชญากรรมข้ามชาติ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกำชับให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานร่วมกันทบทวนรายละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยหลังจากนี้จะมีทบทวนมติ ครม. ใหม่เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบคอบอีกครั้ง 

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีสาระสำคัญคือการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ สามารถอยู่และทำงานต่อได้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แต่ยังต้องได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้

“รัฐบาลชุดนี้ยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะไม่เร่งรัดดำเนินการใด ๆ จนกว่าข้อมูลและหลักฐานทุกอย่างจะถูกต้องสมบูรณ์ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

‘สกลธี’ นำทัพคนรุ่นใหม่หลากอาชีพ เข้าพบ ‘อภิสิทธิ์-ชวน’ เสนอตัวลงสมัคร สส.กทม.

'สกลธี' นำทัพคนรุ่นใหม่หลากอาชีพ เข้าพบ 'อภิสิทธิ์-ชวน' เสนอตัวลงสมัคร สส.กทม.

‘สกลธี’ นำทัพคนรุ่นใหม่หลากอาชีพ เข้าพบ ‘อภิสิทธิ์-ชวน’ เสนอตัวลงสมัคร สส.กทม.

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.20 น.

ปชป.ปลุกพลังเมืองหลวง! “สกลธี” นำทัพคนรุ่นใหม่หลากอาชีพ เข้าพบ “อภิสิทธิ์-ชวน” เสนอตัวลงสมัคร สส. กทม.

10 พ.ย. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำทีมกลุ่มคนคุณภาพจากหลากหลายสาขาอาชีพเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค เพื่อแสดงความจำนงในการเสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย  พ.ต.ต.กฤติ ม่วงศิริ อาจารย์สอนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ดร.นริศรา ลิ้มธนากุล อดีตที่ปรึกษาด้านขนส่งสาธารณะอยู่กับบริษัทกรุงเทพธนาคม นางสาววิเวียน จุลมนต์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท Growth2geter นางสาวฐิตยากร พรโรจนากูร ดร. เจษฎา เลิศธนสาร ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลระยอง ผศ.ดร. ชญณา ศิริภิรมย์  เจ้าของแบรนด์ “Chayanna Silk” ดร.ไปรพร  แสงจันทร์ อาจารย์จาก สาขาวิชาการบริหารการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

กลุ่มผู้เสนอตัวในครั้งนี้มีความโดดเด่นและหลากหลายอย่างยิ่ง ประกอบด้วย อดีตข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ (Startup) เจ้าของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SME) ไปจนถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ซึ่งทุกคนล้วนมีประสบการณ์ตรงในการทำงานจริง

ผู้สมัครรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้เหตุผลของการเข้ามาร่วมอุดมการณ์กับประชาธิปัตย์ว่า เพราะเชื่อมั่นใน “อุดมการณ์ ความซื่อสัตย์ สุจริต” ของผู้นำ และแนวทางการทำงานที่ยึดมั่นหลักการของพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในภาวะที่การเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประชาธิปัตย์ยังคงเป็นสถาบันหลักที่คนรุ่นใหม่มองหาความชัดเจนทางด้านจริยธรรม

นายสกลธี ระบุว่า การรวมตัวกันของบุคคลเหล่านี้ เป็นการตอบรับแคมเปญ “สส.ที่ดี…คุณเองก็เป็นได้นะ” ซึ่งเป็นการเปิดกว้างอย่างแท้จริงของพรรคฯ เพื่อค้นหาผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยกลุ่มผู้เสนอตัวเหล่านี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อเตรียมพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการชิงพื้นที่ สส.กรุงเทพมหานครต่อไป

นอกจากนี้ ยังมี นายเมธวิน  อังคทะวานิช (วิน) ซึ่งเป็นนักธุรกิจและนักการตลาดในแวดวงมีเดีย สื่อสารมวลชนและวงการบันเทิง ก็เดินทางมาแสดงความจำนงเพื่อลงสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ อีกด้วย

คำสั่งหยุดยิงบานปลาย! ‘กมธ.ทหารฯ สว.’นัดถกด่วนพรุ่งนี้ เตรียมร่อนหนังสือเชิญ‘บิ๊กกุ้ง’ให้ข้อมูล

คำสั่งหยุดยิงบานปลาย! ‘กมธ.ทหารฯ สว.’นัดถกด่วนพรุ่งนี้ เตรียมร่อนหนังสือเชิญ‘บิ๊กกุ้ง’ให้ข้อมูล

คำสั่งหยุดยิงบานปลาย! ‘กมธ.ทหารฯ สว.’นัดถกด่วนพรุ่งนี้ เตรียมร่อนหนังสือเชิญ‘บิ๊กกุ้ง’ให้ข้อมูล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.55 น.

คำสั่งหยุดยิงบานปลาย! “กมธ.ทหารฯ สว.”นัดถกด่วนพรุ่งนี้ เตรียมร่อนหนังสือเชิญ”บิ๊กกุ้ง”ให้ข้อมูล หลังปูดมี‘ผู้ใหญ่’สั่งหยุดยิงปมปะทะไทย-กัมพูชา ชี้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงชาติ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ที่มี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ.ฯ ได้หารือต่อกรณีที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวในกิจกรรม “สานต่อความดี” ที่พุทธสถานปฐมอโศก อ.เมือง จ.นครปฐม โดยได้กล่าวถึงการสู้รบกับกัมพูชา ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค.2568 ว่าหลังจากรบวันแรกได้เพียง 6 ชั่วโมง ก็มีคำสั่งจากผู้ใหญ่ให้หยุดยิง โดยทาง กมธ.จะเร่งเปิดประชุมเป็นการด่วน เพราะเห็นว่า สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา มีความละเอียดอ่อน และกระทบต่อความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน

จึงมีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องรับทราบข้อมูลโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกรณีดังกล่าวอาจมีผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงของชาติ ทาง กมธ.จึงได้นัดประชุมด่วนในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ย.) เวลา 08.00 – 09.10 น.ที่ห้องประชุม 327 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา ฝั่ง สว.และเห็นควรที่จะทำหนังสือเชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบ และให้ข้อมูลข้อเท็จจริง รวมถึงหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์แนวชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจ ตามบทบาท หน้าที่ และอำนาจของ กมธ.โดยกำหนดเรื่องที่จะพิจารณา คือ หารือวาระพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์พิเศษที่กระทบต่อความมั่นคงที่สำคัญไว้ด้วย

ไม่อยากรื้อฟื้น-พาดพิงใคร? ‘แม่ทัพกุ้ง’แจงปมเปิดข้อมูลถูกสั่งให้’หยุดยิง’

ไม่อยากรื้อฟื้น-พาดพิงใคร? 'แม่ทัพกุ้ง'แจงปมเปิดข้อมูลถูกสั่งให้'หยุดยิง'

ไม่อยากรื้อฟื้น-พาดพิงใคร? ‘แม่ทัพกุ้ง’แจงปมเปิดข้อมูลถูกสั่งให้’หยุดยิง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.50 น.

“แม่ทัพกุ้ง”แจงปมเปิดข้อมูลถูกสั่งให้”หยุดยิง”ช่วงเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ชี้ไม่อยากรื้อฟื้นอดีต หรือพาดพิงใคร และผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พร้อมระบุ ผบ.ทบ.ได้ให้กำลังใจ และให้ทำหน้าที่สื่อสารกับเยาวชนเพื่อสร้างความรักสามัคคีในชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ระบุถึงเหตุการณ์ทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า ขอแสดงความเสียใจกับน้องทหารทั้ง 2 นาย ที่ประสบเหตุ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้บังคับบัญชา-ผู้บังคับหน่วย ได้มีกำลังใจ เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ เท่าทราบว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ และเป็นเส้นทางที่กำลังพลใช้เดินลาดตระเวนเป็นประจำ ส่วนเรื่องการประท้วง หรือดำเนินการใดๆ ก็ขอให้เป็นเรื่องที่ทางกองทัพจะทำตามขั้นตอน

อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ยังระบุถึงกรณีไปบรรยายพิเศษที่พุทธสถานปฐมอโศก อ.เมือง จ.นครปฐม และพูดถึงเหตุการณ์ปะทะช่วง 6 ชั่วโมงแรกของวันที่ 24 ก.ค.68 ที่มีผู้สั่งให้หยุดยิง ว่า สืบเนื่องจากมีประชาชนที่มาร่วมฟังบรรยาย สอบถามถึงประเด็นปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกถามบ่อยครั้ง

โดยได้ยืนยันว่า ไทยไม่ได้ยอมรับให้ปราสาทตาควายเป็นของกัมพูชา เพราะเป็นพื้นที่ของไทย และในห้วงวันที่ 28 ก.ค.68 ทางรัฐบาลไปลงนามในการประชุมวาระพิเศษ เรื่องการหยุดยิง จึงทำให้การใช้กำลังยุติลงในเวลา 24 นาฬิกา ของวันที่ 28 ก.ค.ทำให้ผู้ที่มาร่วมฟังบรรยายเกิดความสนใจว่า ปราสาทตาควายจะเป็นของไทยได้เมื่อไหร่

ทั้งนี้ ยอมรับว่า ช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์ปะทะ เป็นเรื่องปกติของการรบที่อาจจะมีความสับสนในหลายอย่าง แต่เมื่อถึงเวลานี้ไม่ควรไปพูดถึงอดีต และขอให้ยุติการพาดพิง เพราะไม่ใช่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในอนาคต เพราะทุกคนทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว และเหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้ว ขอให้เริ่มต้นกันใหม่ และให้กำลังใจผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่

พร้อมย้ำว่า ไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องในอดีตขึ้นมา และขอเป็นกำลังใจให้ทหารที่ทำหน้าที่อยู่ในตอนนี้ และยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้ช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างดีที่สุดแล้ว

ทัังนี้ ขอให้มองที่ปัจจุบันและอนาคตจะดีกว่า ซึ่งบางเรื่องก็เป็นเรื่องเฟกนิวส์เพื่อทำให้คนในชาติแตกความสามัคคีกัน จึงขอให้ทุกคนช่วยกันเพื่อส่วนรวม

พร้อมยืนยันว่า ยังคงทำหน้าที่ตามที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มอบหมาย โดยเฉพาะการพูดคุยกับเยาวชน ในเรื่องความรักชาติรักแผ่นดิน และจะไม่ไปก้าวล่วงผู้ที่ทำหน้าที่ในกองทัพ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ให้กำลังใจ และให้เน้นสื่อสารเรื่องการสร้างความรักความสามัคคีภายในชาติต่อไป

‘กมธ. ป.ป.ช. สภาฯ’ ดักคอ ‘องค์การค้าฯ’ อย่าตุกติกพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน

‘กมธ. ป.ป.ช. สภาฯ’ ดักคอ ‘องค์การค้าฯ’ อย่าตุกติกพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน

‘กมธ. ป.ป.ช. สภาฯ’ ดักคอ ‘องค์การค้าฯ’ อย่าตุกติกพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

‘กมธ. ป.ป.ช. สภาฯ’ ดักคอ ‘องค์การค้าฯ’ อย่าตุกติกพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน ย้ำต้องใช้ ‘E-Bidding’ เท่านั้น  ห่วงเขียน ‘ทีโออาร์’ พิสดารอีก หวัง ‘นฤมล’ ร่วมวงถก กมธ.พุธนี้

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ทางองค์การค้าฯ ได้ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซี้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ 2569 ออกมาทั้งสิ้น 19 รายการ รวมวงเงิน 1,112 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าร้อยละ 90 เป็นโครงการจัดจ้างผลิตหนังสือแบบเรียนปีการศึกษา 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการ มูลค่า 1,010 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.) ที่มี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานบอร์ดฯ ได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้ ซึ่งต้องยอมรับว่า โครงการจัดพิมพ์แบบเรียนที่องค์การค้าฯ รับผิดชอบดำเนินการมักมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่องคุณภาพของหนังสือแบบเรียน รวมถึงความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตลอด โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีการศึกษาที่ผ่านมา ที่มีข้อร้องเรียนมายัง กมธ.ฯ และได้ทำการติดตามตรวจสอบ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ฯ รวมถึงเชิญ ผู้แทนองค์การค้าฯ มาสอบถาม ซึ่งหลายกรณีน่าเชื่อว่าไม่ชอบมาพากลตามข้อร้องเรียน ตลอดจนคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า โครงการฯ มีความไม่โปร่งใส และขัดต่อหลักการกฎหมาย

“กมธ.ป.ป.ช. โดย ท่าน สส.อภิชาติ (ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย) ประธาน กมธ.ฯ ได้มีหนังสือเชิญ อาจารย์นฤมล รมว.ศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุม กมธ.ฯ พุธที่ 12 พ.ย.68  เพื่อให้ข้อมูลต่อ กมธ. ซึ่งมีวาระเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ รวมอยู่ด้วย น่าจะเป็นโอกาสดีในการแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอต่อโครงการผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาฯ ที่กำลังเริ่มดำเนินการ และในปีถัดๆไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน อนาคตของชาติ และลดข้อครหาต่อหน่วยงานมากที่สุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อาจารย์นฤมล จะตอบรับคำเชิญของ กมธ.ฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย” นายปรีติ กล่าว

นายปรีติ กล่าวต่อว่า ตามที่ กรมบัญชีกลาง เคยให้ข้อมูลกับ กมธ.ไว้ เฉพาะปีการศึกษา 2567 และปีการศึกษา 2568 ได้วินิจฉัยว่า การกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) ของโครงการฯ ทั้ง 2 ปีการศึกษา ขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ) มีลักษณะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่นเดียวกับอีกหลายโครงการจัดจ้างที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพิมพ์แบบเรียน ก็ถูกวินิจฉัยว่า  มีลักษณะกีดกันไม่ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งเข้าร่วมการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม จากข้อมูลทั้งหมดที่ กมธ.ฯ ได้จาก กรมบัญชีกลาง พบว่า เกือบทั้งหมดของโครงการที่ถูกชี้ว่า ขัดต่อกฎหมายนั้น จะเริ่มต้นด้วยการเปิดประกวดราคาแบบ E-Bidding ตามปกติ แต่ต่อมาก็จะเกิดปัญหาจนเป็นเหตุต้องยกเลิกการประกาศเชิญชวน หรือยกเลิกผลการประกวดราคา จากนั้นเมื่อประกาศเชิญชวนครั้งใหม่ก็จะเปลี่ยนเป็นวิธีการคัดเลือก ที่มีความรัดกุมในแง่การตรวจสอบน้อยกว่า โดยอ้างเรื่องเงื่อนเวลากระชั้นชิด เพราะระเบียบกำหนดว่า ต้องส่งหนังสือแบบเรียนของแต่ละปีการศึกษาต้องถึงมือนักเรียนและสถานศึกษาก่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษานั้นๆ หรือวันที่ 16 พ.ค.ของทุกปี อย่างไรก็ดีทาง กรมบัญชีกลาง ก็ทราบดีถึงปัญหาขององค์การค้าฯ ที่ผ่านมาจึงได้มีการเน้นย้ำให้ องค์การค้าฯ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีการคัดเลือกในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และให้ใช้การประกวดราคาแบบ E-Bidding ที่มีความโปร่งใสมากกว่า รวมถึงการร่างขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ให้มีความเป็นธรรมด้วย

“หากผู้เกี่ยวข้องยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และเด็กนักเรียนทั่วประเทศเป็นสำคัญ โดยทำทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมาตามระเบียบ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ยึดแนวทางประกวดราคาแบบ E-Bidding ตามข้อแนะนำของ กรมบัญชีกลาง อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการกระทำที่สุ่มเสี่ยงทำให้โครงการมีปัญหา เหมือนกรณีร่างทีโออาร์ที่มีปัญหา และถูกวินิจฉัยว่าขัดหลักการกฎหมาย แค่นี้โครงการจ้างผลิตหนังสือแบบเรียน ปี 2569 หรือโครงการอื่นใดในอนาคต ก็จะเป็นไปตามกรอบเวลา มีความชอบธรรม ทุกฝ่ายยอมรับ จนไม่เป็นเหตุให้ถูกร้องจนกระบวนการต้องชะงัก และกลายเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนวิธีจัดซื้อจัดจ้าง กลายเป็นคดีและเรื่องร้องเรียนเหมือนที่ผ่านๆ มาอีก” นายปรีติ กล่าว

นายปรีติ กล่าวถึงกรณีที่ บอร์ด สกสค. ที่มี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน มีมติเชิญสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมสังเกตการณ์ และตรวจสอบ ทุกขั้นตอนของการจัดพิมพ์แบบเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใสว่า ไม่น่าจะได้ประโยชน์เท่าไรนัก และคงไม่พ้นเชิญไปโชว์ตัวถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ว่า กราบโกงแล้วเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาทุกปี องค์การค้าฯ ก็เชิญหน่วยงานภายนอก รวมถึงสถาบันการศึกษา มาลงนามบันทึกความเข้าใจ (ทีโออาร์) เพื่อให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์โครงการพิมพ์แบบเรียนทุกขั้นตอน จัดแถลงข่าวใหญ่โต แต่ก็เกิดปัญหาอย่างที่เห็น โดยที่คณะผู้สังเกตการณ์ไม่พบ และในขณะที่ กรมบัญชีกลาง วินิจฉัยชัดเจนว่า ทีโออาร์ของโครงการพิมพ์แบบเรียนปีที่ผ่านๆมา มีเนื้อหาขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ กรณีกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือยังมีกรณีที่องค์การค้าฯ ค้างจ่ายค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนให้แก่ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาเกือบ 10 ปี จนมีหนี้คงค้างกันมากกว่า 219 ล้านบาท ปรากฏว่า ทั้งฝ่าย สพฐ.ที่เป็นเจ้าหนี้ ไม่คิดจะติดตามทวงถาม ส่วนองค์การค้าฯ ที่เป็นลูกหนี้ก็ไม่ได้แจ้งขอผลัดผ่อนเป็นกิจลักษณะ คิดกันเองว่า องค์การค้าฯ มีหนี้สะสมอยู่ จึงยังไม่สะดวกชำระหนี้ มองผิวเผินก็อาจเห็นความถ้อยทีถ้อยอาศัยของหน่วยงานในสังกัดเดียวกัน แต่ในฐานะหน่วยงานรัฐ ถือว่า เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้รัฐเสียหายด้วย

“เหตุที่เกิดขึ้นและทราบผลว่า มีการกระทำความผิดมาแล้วเป็นปีๆ แต่ยังไม่เห็นผู้มีอำนาจทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำ หรือหน่วยงานใดๆ ที่จะเริ่มดำเนินการในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตลอดจนนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างไร ที่ชวน สตง. และ ป.ป.ช.มาร่วมสังเกตการณ์โครงการปี 2569 ก็คงคาดหวังได้ยาก แล้วเมื่อคนผิดไม่โดนเช็คบิลเป็นตัวอย่าง ก็เลยเกิดเหตุช้ำซาก จนเดี๋ยวนี้เลิกถามกันแล้วว่า ประมูลปีนี้ องค์การค้าฯ จะมีกระบวนท่าพิสดารอีกหรือไม่ แต่ถามกันว่า ยังต้องมีองค์การค้าของ สกสค. หรือตัว สกสค.อยู่อีกหรือไม่ อย่างน้อยก็อาจจะไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการพิมพ์ตำราเรียนที่ควรมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

“โครงการระดับ 1 พันล้านบาท ที่ต้นทุนแบบเรียนต่อเล่มถูกกว่าราคาขายบนปกเกือบครึ่ง เป็นรูปแบบธุรกิจในฝัน ควรจะกอบโกยกำไรมโหฬาร นำมาดูแลบุคลากรตามพันธกิจ แต่ความเป็นจริง ตลาดแบบเรียนที่ตัวเองเคยผูกขาด ยอดขายตกลงทุกปี องค์กรอยู่ในภาวะขาดทุน แล้วยังไปก่อหนี้ไม่คิดชดใช้ด้วย จากที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลผู้อื่น กลายมาเป็นภาระของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาฯ แล้วยังมีแต่ข้อครหา เป็นขี้ปากชาวบ้าน ให้รัฐเสียหายอีก” นายปรีติ ระบุ

‘ทภ.2’เร่งตรวจสอบ เหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด’ห้วยตามาเรีย’

'ทภ.2'เร่งตรวจสอบ เหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด'ห้วยตามาเรีย'

‘ทภ.2’เร่งตรวจสอบ เหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด’ห้วยตามาเรีย’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.14 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอชี้แจงกรณีกำลังพลเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 เวลา 09.36 น.กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามของ กองร้อยทหารราบที่ 1611 ได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามเส้นทางที่ใช้ตามปกติ ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ รวมทั้งป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย ขณะลาดตระเวนได้เกิดเหตุเหยียบกับระเบิดบริเวณทิศตะวันออกห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่

1) จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 16 ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวา

2) พลทหาร วชิระ พันธะนา สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก

ในเบื้องต้นหน่วยได้เข้าควบคุมสถานการณ์ และนำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี สำหรับการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ ปัจจุบันอยู่ระหว่างส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับประเภท และที่มาของวัตถุระเบิด ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ได้เดินทางเข้าควบคุมสถานการณ์และอำนวยการปฏิบัติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
#กองทัพภาคที่2
#กองทัพบก #RTA
#truthfromthailand
#รวมใจไทยเป็นหนึ่ง

– 006