‘สว.นันทนา’เฮ!!! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่นประมาท ชี้คำว่า‘คนขายหมู’ไม่ถือว่าด้อยค่า

‘สว.นันทนา’เฮ!!! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่นประมาท ชี้คำว่า‘คนขายหมู’ไม่ถือว่าด้อยค่า

‘สว.นันทนา’เฮ!!! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่นประมาท ชี้คำว่า‘คนขายหมู’ไม่ถือว่าด้อยค่า

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

‘สว.นันทนา’เฮ!!! ศาลยกฟ้องคดีหมิ่นประมาท ชี้คำว่า‘คนขายหมู’ไม่ถือว่าด้อยค่า

10 พฤศจิกายน 2568 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันนี้ เวลา 9.00 น. ศาลแขวงดุสิต คดีหมายเลขดำที่ อ 562 | 2568 ระหว่าง นางแดง กองมา โจทก์ กับนางสาวนันทนา นันทวโรภาส จำเลย มีคำพิพากษายกฟ้อง “คนขายหมู” ไม่หมิ่นประมาท ไม่เป็นการด้อยค่า”

“คำพิพากษาโดยย่อ ….การที่จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน จึงล้วนเป็นข้อเท็จจริงเเละการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกระบวนการคัดสรรบุคคลที่เข้าดำรงตำแหน่งกรรมธิการการพัฒนาการเมืองเท่านั้น และเมื่อไม่มีปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดนอกเหนืออันจะส่อแสดงให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของจำเลย ถือไม่ได้ว่า จำเลยดูหมิ่น พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง”

ขณะที่นางสาวนันทนา นันทวโรภาส โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่องนี้ระบุว่า “ขอขอบพระคุณทนายกระดูกเหล็ก ที่ช่วยซักค้านในการไต่สวนมวลฟ้อง จนศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในที่สุด นี่คือการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรม ให้กับสังคม อย่างแท้จริง”

ป.ป.ช.ตั้ง’สุชาติ’ ปธ.คกก.ไต่สวนแจกกล้วย สส.ช่วงซักฟอก 11 รมต.สมัยรัฐบาล’บิ๊กตู่’

ป.ป.ช.ตั้ง'สุชาติ' ปธ.คกก.ไต่สวนแจกกล้วย สส.ช่วงซักฟอก 11 รมต.สมัยรัฐบาล'บิ๊กตู่'

ป.ป.ช.ตั้ง’สุชาติ’ ปธ.คกก.ไต่สวนแจกกล้วย สส.ช่วงซักฟอก 11 รมต.สมัยรัฐบาล’บิ๊กตู่’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ได้ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวม 99 คน จากเหตุมีพฤติการณ์อันควรสงสัยได้รับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 128 ที่ระบุห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้เว้นแต่การรับทรัพย์ สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม

สำหรับคณะกรรมการไต่สวน มี นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช.ทำหน้าที่ประธานการไต่สวน และ นายประภาศ คงเอียด กรรมการ ป.ป.ช.ร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนด้วย โดยคณะกรรมการไต่สวนชุดดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการสืบสวนไต่สวนตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การไต่สวนคดีนี้สืบเนื่องจากมีการกล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส.หลายรายได้รับเงินค่าเลี้ยงดู หรือมีการแจกกล้วย จากเหตุการณ์ในช่วงของการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 11 ราย ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ซึ่งมีการออกมาเปิดเผยว่ามีนักการเมืองบางกลุ่มมีการแจกเงินให้ สส.พรรคเล็กเดือนละ 100,000 บาท เป็นค่าเลี้ยงดู

บ้านใหญ่มาหมด! ‘ภท.’รุกเปิดตัวผู้สมัคร สส.‘กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี’ สู้ศึกเลือกตั้ง

บ้านใหญ่มาหมด! ‘ภท.’รุกเปิดตัวผู้สมัคร สส.‘กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี’ สู้ศึกเลือกตั้ง

บ้านใหญ่มาหมด! ‘ภท.’รุกเปิดตัวผู้สมัคร สส.‘กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี’ สู้ศึกเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

บ้านใหญ่มาหมด! “ภท.”รุกเปิดตัวผู้สมัคร สส.”กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี”สู้ศึกเลือกตั้ง ด้าน”โสภณ”โวลั่นกระแสพรรคมาแรง ชูผลงานนักปฏิบัติ ทำจริง ไม่ใช่วาทกรรม เชื่อกลับมาเป็นรัฐบาลอีก 4 ปี

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิล์ป รมช.มหาดไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไมย ให้การต้อนรับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กาฬสินธุ์ 6 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายเทิดแผ่นดินทอง ธารชัย, เขต 2 นางวันเพ็ญ เศรษฐรักษา, เขต 3 นายเดชบดินทร์ พยุงแสนกุล, เขต 4 นายวิรัตน์ ภูต้องใจ, เขต 5 น.ส.ภัทรภร วรามิตร, เขต 6 น.ส.สัตบุษย์ บุญเรือง

ขณะที่ จ.ร้อยเอ็ด ประกอบด้วย เขต 1 นายธนชัย สินธุไพร, เขต 2 น.ส.วสกมล อ่อนประทุม, เขต 3 นายกิตติศักดิ์ เลิศศิริรังสรรค์, เขต 4 นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์, เขต 5 นายชัยวุฒิ เอี่ยมรัศมีกุล, เขต 6 น.ส.กวิสรา สมทรัพย์, เขต 7 นายศักดา คงเพชร, เขต 8 นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์ นอกจากนี้ ยังมีว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 5 ได้แก่ นายประวีณวัช บุญยงค์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย

นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครครบทุกเขตใน จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ร้อยเอ็ด และมีความมั่นใจว่าจะได้ที่นั่ง สส.เกินครึ่งในแต่ละจังหวัด ซึ่ง จ.กาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทยเคยมีผู้แทน 1 คน ขณะที่ จ.ร้อยเอ็ด ไม่เคยปักธงมาก่อน แต่จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะจากนโยบายที่ประชาชนพึงพอใจ เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส และการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาหลักของทั้งสองจังหวัด โดยเน้นให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ แยกผู้ป่วยออก ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น

“วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีกระแสการตอบรับของประชาชนอย่างดียิ่ง ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าพรรคเราไม่มีกระแส อย่างที่เป็นเหมือนวันนี้ บวกกับบุคลิกของสส.ของพรรคซึ่งเป็นนักปฎิบัติมากกว่าใช้วาทกรรมคำพูด จึงมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ พร้อมพิสูจน์ผลงานด้วยการกระทำ พรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้มีความพร้อมทั้งในด้านนโยบายและบุคลากรที่เป็นรัฐมนตรีมีความสามารถ โดยเน้นผสมผสานคนรุ่นใหม่มาเสริมพลังพรรค ร่วมกับนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญของประเทศ และเป็นโอกาสให้ประชาชนเลือกพรรคที่ทำงานจริง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวอีกว่า แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและประกาศยุบสภาตามกำหนดของ MOA หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง พรรคภูมิใจไทยจะเดินหน้าทำงานเต็มที่ในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อพิสูจน์ผลงานให้ประชาชนเห็น แม้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน แต่พรรคมุ่งมั่นทำงานเพื่อพิสูจน์ผลงาน หากทำ 4 เดือนนี้ให้ปรากฏชัดเจน ก็เชื่อว่าจะสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้ 4 ปี

– 006

‘นายกฯ’ฮึ่มเขมร ลั่นหยุดทุกข้อตกลง เตรียมบิน’ศรีสะเกษ’ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นพรุ่งนี้

'นายกฯ'ฮึ่มเขมร ลั่นหยุดทุกข้อตกลง เตรียมบิน'ศรีสะเกษ' เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นพรุ่งนี้

‘นายกฯ’ฮึ่มเขมร ลั่นหยุดทุกข้อตกลง เตรียมบิน’ศรีสะเกษ’ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

‘นายกฯ’ฮึ่ม หยุดทุกข้อตกลงกัมพูชา เตรียมบิน’ศรีสะเกษ’ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นระเบิด 11 พ.ย.นี้ พร้อมเรียกประชุมหน่วยความมั่นคงเดินหน้าหยุดปฏิญญาสันติภาพก่อนลงตรวจน้ำท่วม 12 พ.ย.นี้ ด้าน’สิริพงศ์’บอกหยุดข้อตกลงไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีพูดคุย 

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะที่ปฎิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บ 2 นาย ว่า ตนรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ชัดเจนว่าตนเห็นด้วยและสนับสนุนการดำเนินการของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพในเรื่องนี้ สิ่งที่ดำเนินการมาโดยตลอด ณ ตอนนี้ จะหยุดจนกว่าจะมีความชัดเจน ตนจะแจ้งไปยังกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ ว่าต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราคิดว่าความเป็นปฏิปักษ์ที่คิดว่าจะลดลงไปต่อความมั่นคงของชาติมันไม่ได้ลด เมื่อไม่ได้ลด เราจะดำเนินการอะไรนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ 

เมื่อถามว่าหมายรวมไปถึงการส่งตัวทหารกัมพูชาที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวอยู่ 18 คนด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถูกต้อง ทุกอย่างต้องหยุด

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า รายละเอียดจะให้รมว.กลาโหม และกองทัพออกมาชี้แจง สิ่งที่ตนยืนยันกับท่าน ให้ท่านว่าไปเลย ตนอยู่กับท่าน ตามท่านทุกอย่าง 

เมื่อถามว่า วันที่ 11 พ.ย. จะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี หันกลับมาตอบว่า “ต้องไปสิ ทหารของเราถึงขั้นขาขาด” 

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลยอมรับไม่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสนับสนุนในการดำเนินการทุกอย่างแก่กองทัพและการดำเนินการตามข้อตกลง Joint declaration ที่ดำเนินมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ ให้หยุดไปก่อนดังนั้นการดำเนินการที่มีความกังวลว่า จะมีการปล่อยเชลยศึกในวันที่ 12 พ.ย.นั้น เรื่องนี้ก็ต้องหยุดไปก่อนเช่นกัน ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่มีการอ่อนข้อ และไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ กับประเทศกัมพูชา และยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวัง คือให้ประเทศ โดยเฉพาะพื้นทีชายแดนกลับเข้าสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ความเป็นปฏิปักษ์ไม่ได้ลดลง ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องหยุดชะงัก และต้องมาเคลียร์เรื่องนี้ก่อน

เมื่อถามว่าจะหยุดการดำเนินการตามข้อตกลง Joint declaration แบบไม่มีกำหนดหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี่ยังไม่มีกำหนด จนพอจะมีการพูดคุย แต่จะบอกว่าไม่มีกำหนดก็กว้างเกินไป หลังจากนี้เมื่อมีการประท้วงกันแล้ว ก็ต้องมาดูว่าจะต้องมีการดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งตอนนี้ต้องหยุดไปก่อน จนกว่าจะมีการเคลียร์เรื่องการเหยียบทุ่นระเบิด

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ากัมพูชาไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงและเป็นการเล่นนอกเกมใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือหนึ่งในนั้นส่วนที่เหลือก็ขอให้ไปฟังรายละเอียดจากฝ่ายความมั่นคง แต่นี่คือท่าทีของรัฐบาล

ส่วนต้องมีการชี้แจงเรื่องนี้ต่อนานาชาติหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปกติกลไกในการประท้วงก็ต้องมีการอยู่แล้ว ต้องแจ้งกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่เป็นต่างชาติอยู่แล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ได้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เวลา 15.30 น. จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ที่กระทรวงการคลัง จากนั้นเวลา 16.00 น.นายกฯ เป็นประธานการประชุมด่วน เพื่อรับมือและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่อยู่ในช่วงวิกฤตหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางในขณะนี้ โดยการประชุมดังกล่าวนายภราดร ปริศนานันทกุล  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมชลประทาน เข้าหารือเพื่อแก้ไขปัญหา ก่อนที่วันที่ 12 พ.ย. นายกฯ จะลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท และอ่างทอง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ ในวันที่ 11 พ.ย.หลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ จะลงพื้นที่ด่วนไปเยี่ยมทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี และจะเดินทางต่อไปยัง พื้นที่ห้วยตามาเรีย ตรงข้ามปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ และเป็นประธานการประชุมหาแนวทางหยุดปฏิญญาสันติภาพ ที่ได้ลงนาม Joint Declaration ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 

‘พริษฐ์’ซัดหน่วยงานรัฐเหลวแก้น้ำท่วม พบ 3 ปัญหาต้องเร่งแก้ไข แนะเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข

‘พริษฐ์’ซัดหน่วยงานรัฐเหลวแก้น้ำท่วม พบ 3 ปัญหาต้องเร่งแก้ไข แนะเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข

‘พริษฐ์’ซัดหน่วยงานรัฐเหลวแก้น้ำท่วม พบ 3 ปัญหาต้องเร่งแก้ไข แนะเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.27 น.

‘พริษฐ์’ซัดหน่วยงานรัฐไร้เอกภาพ เหลวแก้ปัญหาน้ำท่วม เผยพบ 3 ปัญหาต้องเร่งแก้ไข แนะควรเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข เตรียมให้‘สส.ปชน.’ในพื้นที่ รวบรวมปัญหาสะท้อนผ่านสื่อฝากไปถึง‘ครม.’

10 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ว่า สส.พรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนและสำรวจปัญหา พร้อมทั้งกำลังรวบรวมข้อเสนอที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ ซึ่งมีหลายประเด็นที่อยากเรียกร้องรัฐบาล คือ 1.ทบทวนแผนการระบายน้ำเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในแต่ละพื้นที่ มีการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขไม่กระจุกอยู่ที่ใดที่หนึ่ง 2.เงินเยียวยา ที่ผ่านมามักจะเยียวยาหลังจากน้ำลดแล้ว แต่ความจริงประชาชนประสบปัญหาตั้งแต่น้ำท่วมรายรับหดหายไม่สามารถทำงานในสภาวะปกติได้ และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นดังนั้นจำเป็นที่จะต้องทบทวนเกณฑ์และจังหวะในการเยียวยาที่ต้องสม่ำเสมอ ในช่วงที่น้ำยังท่วมอยู่ด้วยไม่ใช่รอแค่น้ำลดอย่างเดียว และ 3. ต้องประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อจัดหาศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงให้ได้มาตรฐานเพราะประชาชนบางพื้นที่ ที่ต้องอพยพมาอยู่บนถนนแต่บนถนนก็เริ่มท่วมแล้วเช่นกัน

เมื่อถามว่ามีการมองว่ารัฐบาลทำงานล่าช้าและให้อำนาจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินใจมากเกินไป นายพริษฐ์กล่าวว่า นี่คือความไม่เป็นเอกภาพของกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ เห็นได้ชัดจากการบริหารจัดการน้ำที่ต้องใช้หลายหน่วยงานทั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หรือกรมชลประทาน ให้ร่วมมือกัน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดคือการแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ สัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีประกาศสงครามกับสแกมเมอร์มีการเซ็น MOU กัน แต่ก็สงสัยว่าทำไมหน่วยงานรัฐต้องมาเซ็น MOU ร่วมกัน เพราะปกติแล้วการเซ็น MOU ต้องเป็นระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน หรือกับรัฐบาลประเทศอื่น แต่ถ้าเป็นการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานรัฐในประเทศไทยด้วยกันเองไม่ควรที่จะต้องเซ็น MOU ควรจะสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างจริงจังตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงไม่เห็นเอกภาพในการจัดการในหลายปัญหา

‘ไอติม’บี้‘รัฐบาล’ใช้ยาแรงจัดการ‘สแกมเมอร์’หวังผนึกร่วมมือนานาชาติแลกเปลี่ยนข้อมูล

‘ไอติม’บี้‘รัฐบาล’ใช้ยาแรงจัดการ‘สแกมเมอร์’หวังผนึกร่วมมือนานาชาติแลกเปลี่ยนข้อมูล

‘ไอติม’บี้‘รัฐบาล’ใช้ยาแรงจัดการ‘สแกมเมอร์’หวังผนึกร่วมมือนานาชาติแลกเปลี่ยนข้อมูล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.23 น.

‘ไอติม’บี้‘รัฐบาล’ใช้ยาแรงจัดการ‘สแกมเมอร์’หวังผนึกร่วมมือนานาชาติแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำงานเป็นรูปธรรม ยันไม่พุ่งเป้าพรรคไหน ตรวจสอบตามเนื้อผ้า ชี้‘นายกฯ’ต้องรับผิดชอบเป็นหลัก

10 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ของรัฐบาล ว่า มี 2 ข้อเสนอที่อยากเห็นรัฐบาลเอาจริงเอาจังมากขึ้น ข้อแรกเราเห็นรัฐบาลประเทศอื่นใช้ยาแรงกว่ารัฐบาลไทยมาก โดยเฉพาะเรื่องการอายัดทรัพย์ เป็นต้น และข้อสอง รัฐบาลต้องร่วมมือกับประเทศอื่นให้มากกว่านี้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทรัพยากร ซึ่งตนเคยทักท้วงไปในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่นายกรัฐมนตรีอยากให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่รูปธรรมยังเห็นไม่ชัดเพราะกลไกที่จะดึงประเทศอื่นเข้ามาร่วมมือในการแก้ปัญหานี้จะเป็นอย่างไร

“ดังนั้นมาตรการที่มียาแรงมากขึ้นกับการทำงานเชิงรุกในการแสวงหาความร่วมมือกับต่างชาติเป็น 2 ข้อเสนอเบื้องต้น ที่อยากเห็นการขยับของรัฐบาลชุดนี้ในการแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อประชาชนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างชัดเจน” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีการกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไร เพราะขณะนี้เหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องสแกมเมอร์ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทั้งหมดที่ตนเคยวิจารณ์มาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พรรคใดเลยแต่พูดถึงการบริหารงานแบบภาพรวม ทั้งเรื่องน้ำที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกหน่วยงาน และเรื่องสแกมเมอร์ที่ย้ำว่าจะต้องไปร่วมมือกับต่างประเทศมากกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดที่พูดมาความรับผิดชอบหลักอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าเราตรวจสอบไปตามเนื้อผ้า ทุกคนที่อยู่ในฝ่ายบริหารแต่เชื่อว่าหลายปัญหาจะแก้ไขได้ต้องอาศัยนายกรัฐมนตรี

‘พรรคส้ม’ปัดจ้องใช้‘กมธ.แก้รธน.’คุมกลไก‘กติกาประเทศ’ เชื่อ 12 พ.ย.นี้ได้ข้อสรุป

‘พรรคส้ม’ปัดจ้องใช้‘กมธ.แก้รธน.’คุมกลไก‘กติกาประเทศ’ เชื่อ 12 พ.ย.นี้ได้ข้อสรุป

‘พรรคส้ม’ปัดจ้องใช้‘กมธ.แก้รธน.’คุมกลไก‘กติกาประเทศ’ เชื่อ 12 พ.ย.นี้ได้ข้อสรุป

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.19 น.

‘พรรคส้ม’ปัดจ้องใช้‘กมธ.แก้รธน.’คุมกลไก‘กติกาประเทศ’ตามธง อ้างพยายามหาฉันทามติจากสารพัดข้อเสนอ เชื่อ 12 พ.ย.นี้ได้ข้อสรุป

10 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณารัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุมกมธ.แก้รัฐธรรมนูญที่สะดุดซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนพยายามควบคุมให้เป็นไปตามโมเดลที่เสนอ ว่า ไม่ได้เป็นธงแบบนั้น แต่แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายมีความเห็นว่าข้อดีของร่างแก้รัฐธรรมนูญที่เสนอเป็นอย่างไร ยิ่งพอรัฐสภามีมติให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ทำให้ยิ่งต้องมีมีหน้าที่อธิบาย หลักการและเหตุผลให้กมธ.เห็นคล้อยตาม ทั้งนี้ตนพูดตั้งแต่วันแรกของการประชุมกมธ. ในฐานะผู้เสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญว่า ตนเข้าใจดีว่าแต่ละคนมีมุมมองที่ต่างกัน สิ่งที่อยากให้กมธ.แสวงหาคือฉันทามติของทุกฝ่าย เพราะรู้ว่ากรณีผ่านวาระสามไปได้ ไม่ใช่จะใช้เสียงข้างมากของรัฐ แต่ต้องได้ 20% ของฝ่ายค้าน และ 1 ใน 3 ของ สว. ด้วย และแม้ผ่านวาระสามไปได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วย ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่จะคลอดออกมาต้องตอบ 2โจทย์คู่ขนาน คือ ได้ฉันทามติของรัฐสภาระดับหนึ่งและตอบโจทย์เพียงพอที่ประชาชนจะลงคะแนนเห็นชอบตอนประชามติด้วย

“การทำงานของผมที่ผ่านมาไม่ได้เอาความเห็นของตนเองเป็นใหญ่ แต่พยายามแสวงหาฉันทามติในกมธ. ในประเด็นที่เห็นต่างกัน หากหาข้อสรุปร่วมกันได้โดยไม่ลงมติได้ก็ดี แต่หากจำเป็นต้องลงมติ เพราะมีประเด็นที่ต้องลงมติเพื่อหยั่งเสียงว่าแต่ละฝ่ายมีมุมมองเห็นต่างกันมีผู้สนับสนุนเท่าไร” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีประเด็นที่เป็นข้อเห็นต่างระหว่างมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว โดยไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นายพริษฐ์ กล่าวว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่เป็นฉบับหลัก เป็นผู้ร่างชั้นเดียว คือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมให้ประชาชนคัดมาก่อน 70 คน จากนั้นให้รัฐสภาคัดเหลือ 35 คน โดยใช้วิธีการเสนอชื่อตามสัดส่วน ให้ สส.และสว. รวมกลุ่ม 20 คน เสนอผู้ร่าง 1 คน เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เสียงข้างมากลากไป  ส่วนอีกกลไกคู่ขนาน คือ สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มาจากการเลือกตั้งทางตรง เพราะเห็นว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญห้ามเฉพาะประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง แต่สภาที่ปรึกษาไม่มีอำนาจในการทำเนื้อหา จึงสามารถมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ ทั้งนี้โมเดลดังกล่าวเป็นโมเดลคู่ขนานที่เป็นไปตามข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ดียอมรับว่ามีมุมมองที่แตกต่างกัน บางฝ่ายเห็นด้วย กับกมธ.ชั้นเดียว แต่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งทางอ้อม อีกฝ่ายเห็นว่าควรมี สสร. แต่งตั้งจากรัฐสภาทั้งนี้ที่ประชุมได้ถกกันหลายความเห็นว่ามีข้อดีข้อเสียต่างกัน

เมื่อถามว่าเหตุผลที่สัปดาห์ที่ผ่านมาลงมติไม่ได้ เพราะแต่ละฝ่ายยืนยันความเห็นคนละฝั่งหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ลงมติไม่ได้ ที่ผ่านมาพยายามมองว่าอะไรที่ตรงกัน และหากได้ฉันทามติจะเดินหน้าได้โดยไม่ลงมติ แต่หากจำเป็นต้องลงมติ เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องทำเพื่อให้รู้ว่าแต่ละทางเลือกมีผู้ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในการประชุมวันที่ 12 พ.ย. นี้ ประเด็นที่เห็นต่างกันจะหาข้อสรุปได้ในทางใดทางหนึ่ง

เมื่อถามว่ากรณีที่โมเดลของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปรับหรือลดทอนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า มุมหนึ่งต้องยืนยันว่าสิ่งที่เสนอนั้นไม่ขัดแต่อีกมุมเข้าใจว่ามีความกังวล ดังนั้นจึงเป็นความพยายามทำความเข้าใจว่า ฝ่ายที่กังวลนั้นกังวลเรื่องใด สามารถคลายข้อกังวลได้หรือไม่ หากคลายกังวลไม่ได้จะปรับร่างรัฐธรรมนูญเป็นแบบไหนที่ยังคงหลักการที่ยึดถือและคลายกังวลด้วย

“เป็นความพยายามหาฉันทามติในชั้นกรรมาธิการ คือสิ่งที่เราต้องการบรรลุให้ได้มากที่สุด และทำให้เป้าหมายการทำงานเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้โมเดลของพรรคประชาชนได้แนวร่วมมากน้อยแค่ไหน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากจะสรุปเวลานี้คงยากเพราะแต่ละคนอภิปรายประเด็นที่หลากหลาย มีบางประเด็นที่กมธ.เห็นด้วย บางประเด็นไม่เห็นด้วย ดังนั้นหน้าที่ของคระทำงานนพยายามดูว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่คุยกัน ตนเชื่อว่าใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว โดยวันที่ 12 พ.ย. นี้จะได้ข้อสรุปที่ยังเห็นต่างกัน ไม่ว่าข้อสรุปเป็นเช่นไรทุกฝ่ายพร้อมเดินหน้า

เมื่อถามย้ำว่าจะมีทางสายกลาง ที่ไม่มีถือธงนำเฉพาะของพรรคประชาชน หรือฝั่งใดอย่างเดียวหรือไม่ นายพริษฐ์  กล่าวว่า เป้าหมายคือพยายามหาฉันทามติจากทุกฝ่าย  ทุกฝ่ายต้องพร้อมว่า มีหลักการสำคัญของตนเองจะหาจุดกึ่งกลางที่เป็นที่ยอมรับขอทุกฝ่าย ซึ่งกมธ.คาดหวังว่า เมื่อร่างแก้รัฐธรรมนูญที่รับมา ทั้งของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคเพื่อไทย มีสิทธิเสนอเช่นกัน ดังนั้นต้องเอาโมเดลมาผสมในสิ่งที่รับได้ในเชิงหลักการและผ่านความเห็นชอบของประชาชน

‘ปชน.’ปัดโหม‘แก้รธน.’มากกว่าบี้สางปม‘สแกมเมอร์’ ยก‘3 เงื่อนไข’ขู่ถ้ารัฐบาลเมิน เจอยื่นซักฟอก

‘ปชน.’ปัดโหม‘แก้รธน.’มากกว่าบี้สางปม‘สแกมเมอร์’ ยก‘3 เงื่อนไข’ขู่ถ้ารัฐบาลเมิน เจอยื่นซักฟอก

‘ปชน.’ปัดโหม‘แก้รธน.’มากกว่าบี้สางปม‘สแกมเมอร์’ ยก‘3 เงื่อนไข’ขู่ถ้ารัฐบาลเมิน เจอยื่นซักฟอก

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

ให้ความสำคัญทั้งคู่!‘ปชน.’ปัดโหมให้น้ำหนัก‘แก้รธน.’มากกว่าบี้สางปม‘สแกมเมอร์’ ยันเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ยก‘3 เงื่อนไข’ขู่ฝ่อถ้ารัฐบาลไม่เปิดสมัยวิสามัญเข็นแก้ รธน. ทันวาระ 3 ก่อนยุบสภา จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ป้อง‘ศิริกัญญา’ชี้‘พรรคส้ม’พยายามตรวจสอบ-ชี้ให้เห็นรัฐบาลมีข้อกังขาอะไรในการบริหาร

10 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจุดยืนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคว่า ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน เราพร้อมใช้ทุกกกลไกของสภาในการตรวจสอบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย โดยมีเงื่อนไขชัดเจนใน 3 ข้อขั้นต่ำที่จะใช้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ 1. ถ้ารัฐบาลนี้อยู่เกินวันที่ 31 ม.ค. 2569 คือมีวันที่ 121 ก็แสดงว่าอยู่เกิน 4 เดือน ตามข้อตกลงใน MOA ซึ่งถ้าไม่มีการยุบสภา เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที 2. หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 เพื่อปลดล็อกการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สำเร็จในชั้นของสภาในสิ้นปีนี้ เราก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน เพราะถ้าจะให้เสร็จในวาระ 3 ต้องมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาวาระ 2 เป็นขั้นต่ำ เพื่อถ้าไปรอให้เปิดสมัยสามัญในวันที่ 12 ธ.ค. แล้วค่อยมาพิจารณาวาระ 2 และต้องรอ 15 วันถึงจะพิจารณาวาระ 3 ได้ ก็ไม่ทันสิ้นปี ดังนั้นการที่รัฐบาลตัดสินใจเปิดหรือไม่เปิดสมัยวิสามัญ ก็บ่งบอกได้แล้วว่ารัฐบาลจริงใจเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญแค่ไหน ดังนั้น หากไม่จริงใจ เราก็พร้อมใจกลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ 3. 2 เงื่อนไขเบื้องต้น ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่าให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ตามอำเภอใจ เพราะหากมีการดำเนินนโยบายหรือทำอะไรที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส หรือมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เราก็อาจจะยื่นอภิปรายได้อย่างเร็วที่สุดในเชิงธุรการต้องรอเปิดสมัยประชุมในวันที่ 12 ธ.ค. ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บข้อมูล

เมื่อถามว่าหากยื่นอภิปรายไปแล้ว ต้องใช้เวลาคุยเรื่องวันอภิปราย 1 เดือน ซึ่งจะชนกับวันครบกำหนด MOA พอดี คือสิ้นเดือน ม.ค. จะทำอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า กระบวนการ เมื่อยื่นไปแล้ว กรอบเวลาจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือกันซึ่งจะต้องหารือกับพรรคเพื่อไทยด้วย แต่เราก็เคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านมี สส.เกิน 100 คน เขาก็มีสิทธิ์ยื่นได้ด้วยตัวเอง ตนคิดว่าหากเรามีเป้าหมายที่ตรงกัน ก็ควรจะมีการหารือกันว่าแต่ละพรรคมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร ก็จะเป็นประโยชน์

เมื่อถามย้ำว่าหากไม่เปิดประชุมสมัยวิสามัญ จะดำเนินการอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า สมมติว่าเราเปิดสมัยประชุม12 ธ.ค. เราจะรู้ก่อนหน้านั้นแล้ว ว่าจะเปิดประชุมวิสามัญหรือไม่ ถ้าไม่เปิดก็ผิดเงื่อนไข 2 ชัดเจน เพราะไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญผ่านให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีได้ แต่ถ้าเปิดสมัยวิสามัญพิจารณาวาระ 2 เสร็จก่อนวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งในช่วงรอ 15 วันก่อนเข้าวาระ 3 ถ้าเราตัดสินใจรอก็รอ แต่ถ้ามีเหตุอื่นที่ไม่สามารถรอ 15 วันได้ ก็เป็นสิทธิ์ที่พรรคการเมืองจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ และหากวาระ 3 ในปลายเดือน ธ.ค. ไม่ผ่านสภา เราก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

เมื่อถามว่าแบบนี้พรรคประชาชนเห็นว่าแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญกว่าสแกมเมอร์หรือไม่ เพราะพอเป็นเรื่องนี้จะยื่นอภิปรายทันที นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราให้น้ำหนักทั้งคู่ เพราะท้ายที่สุด พรรคประชาชนเรายึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เหตุผลที่ทำ MOA ขึ้นมา เพราะคิดว่าถ้าสำเร็จผลประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว หรือปลดล็อกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเชื่อว่าจะได้กติกาและระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น แต่เมื่อต้องใช้อย่างน้อย 2 เดือนข้างหน้า เพื่อให้ MOA เป็นจริง เรามองว่าถ้า 2 เดือนข้างหน้าต้องแลกมากับความเสียหายอย่างหนักต่อประชาชนในมิติอื่นๆ เราต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่าคนที่โดนวิจารณ์มากที่สุดคือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะระบุว่ายังไม่เห็นความผิดที่ร้ายแรงของรัฐบาลจนต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็พยายามตรวจสอบและชี้ให้เห็นว่ามีข้อกังขาอะไรบ้าง เกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลและสิ่งที่พรรคสื่อสารออกมาชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องสแกมเมอร์ เราจะตรวจสอบต่อไป และเมื่อสภากลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 12 ธ.ค. เราจะมีข้อมูลเพิ่มเติมว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังและตอบข้อครหาของสังคมได้มากแค่ไหน รวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนและการเปิดสมัยวิสามัญหรือไม่ ซึ่ง 2 ข้อมูลนี้จะนำมาประกอบการตัดสินใจของพรรค

‘อนุทิน’สั่งหยุดปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด

‘อนุทิน’สั่งหยุดปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด

‘อนุทิน’สั่งหยุดปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘อนุทิน’สั่งหยุดปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด

เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 10 พ.ย.68 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ว่า ตนรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และชัดเจนว่าตนเห็นด้วยและสนับสนุนการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพในเรื่องนี้

“สิ่งที่เรากำลังดำเนินการมาโดยตลอด ณ ตอนนี้ก็ต้องถือว่าหยุด จนกว่าจะมีความชัดเจน โดยตอนนี้ผมแจ้งไปยังกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การเป็นปฏิปักษ์ที่เราคิดว่าจะลดลงไปต่อความมั่นคงของชาตินั้นไม่ได้ลดลง เมื่อไม่ได้ลดเราก็ดำเนินการอะไรที่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้ โดยหลังจากนี้ทุกอย่างต้องหยุด” นายอนุทิน กล่าว

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกองทัพ ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน โดยสิ่งที่ตนได้ยืนยันไปแล้วนั้น คือ ให้ท่านว่าไปเลย ตนอยู่กับท่าน ตามท่านทุกอย่าง

‘บก.ลายจุด’ตั้ง 3 เงื่อนไขก่อนรับดีเบต’เจ๊ปอง’ หลังโดนท้า ปมโพสต์แซะกปปส.

'บก.ลายจุด'ตั้ง 3 เงื่อนไขก่อนรับดีเบต'เจ๊ปอง' หลังโดนท้า ปมโพสต์แซะกปปส.

‘บก.ลายจุด’ตั้ง 3 เงื่อนไขก่อนรับดีเบต’เจ๊ปอง’ หลังโดนท้า ปมโพสต์แซะกปปส.

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

‘บก.ลายจุด’ตั้ง 3 เงื่อนไขก่อนรับดีเบต’เจ๊ปอง’ หลังโดนท้า ปมโพสต์แซะกปปส.

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 จากกรณีที่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอาวุโส และผู้อำนวยการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า จัดรายการเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 ผ่านทางช่องยูทูป “แนวหน้าออนไลน์” โดยในรายการพูดถึงโพสต์ของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่มีการโพสต์ภาพขณะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี สวมกอดกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และมีนกหวีดอยู่ในปาก พร้อมระบุข้อความเชิงนายอภิสิทธิ์ และ กปปส.คือเนื้อเดียวกัน ซึ่งระหว่างการรายงานข่าวดังกล่าว เจ๊ปอง ได้แสดงความคิดเห็นถึงภาพนั้น ว่ามีการใช้ภาพนี้จนบ่อย ทำไมไม่มีการพูดถึงเรื่องของคน กปปส.ที่ช่วยตีแผ่ความจริงบ้าง พร้อมกับตั้งคำถามกลับไปยังนายสมบัติว่า มีนกหวีดอยู่ในปากแล้วผิดตรงไหน มันคือสัญลักษณ์ของความจริง ความถูกต้อง และไม่ถูกครอบงำ มันเสียหาย และผิดตรงไหน พร้อมท้าคุยออกรายการ หากนายสมบัติเถียงแพ้ จะขอตบหน้าทีหนึ่ง และหากตนแพ้ก็จะให้ตบหน้าทีหนึ่งเช่นกัน ดูคลิปย้อนหลัง 

ล่าสุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้แชร์ลิงก์ยูทูปดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “ก่อนจะตอบว่าพร้อมดีเบตกับ คุณปอง อัญชลี หรือไม่ มี 3 เงื่อนไข

1.ดีเบตเรื่องอะไร ถ้าเรื่องความรับผิดชอบของคุณอภิสิทธิ์ในเหตุการณ์เสื้อแดง 53 ผมพร้อม

2.รูปแบบและเวทีกลางเป็นอย่างไร ลองเสนอมาให้เป็นกลาง มืออาชีพ

3.ผมไม่พร้อมแลกตบ (หน้า) ไม่เห็นจะอารยะ และมันทำให้เนื้อหาคุณค่าของการสนทนาด้วยเหตุผลมันดูด้อยลง”