มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดตัวโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดตัวโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดตัวโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน เปิดตัวโครงการ GIVE GREEN CBD” ส่งมอบความสุขและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กรุงเทพฯ ในปีที่ 12 ด้วยกิจกรรม CBD Charity Christmas”, “AWC’s Charity Market Around” และ “CBD WE RUN 2026”

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล (Asset World Foundation for Charity: AWFC) ก่อตั้งโดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 50 องค์กร อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน),บริษัท ซีอีเอส จำ กัด, KPMG ประเทศไทย,บริษัท จาร์ดีน ชินด์เล่อร์ (ไทย) จำกัด,บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน),บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟิวเจอร์ วิชวล ซิสเต็ม จำกัด, บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “GIVE GREEN CBD” เนื่องในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพื่อเปลี่ยนย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) ให้เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงชุมชน สุขภาพที่ดี และวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “The Magical Green Christmas” โดยชู 3 กิจกรรมไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ “CBD Charity Christmas”, “AWC’s Charity Market Around” และกิจกรรมวิ่งฮาล์ฟมาราธอนการกุศล “CBD WE RUN 2026”

โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นในการ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” ให้กับชาวกรุงเทพมหานคร ในโอกาสนี้มูลนิธิ AWFC ได้มอบทุนสนับสนุนการติดตั้งจุดบริการน้ำดื่มสะอาด ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สาทร) เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีให้กับประชาชน สนับสนุนไลฟ์สไตล์การออกกำลังกาย และลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว พร้อมส่งมอบคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้แก่ชุมชนในระยะยาว

คริสต์มาสแห่งการแบ่งปัน ใจกลางย่านธุรกิจ

โครงการ “GIVE GREEN CBD” พลิกบทบาทอาคารสำนักงานและย่านธุรกิจให้เป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน สู่การเป็นพื้นที่ชุมชนที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนในการเฉลิมฉลอง แบ่งปัน และดูแลสุขภาวะร่วมกัน โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “CBD Charity Christmas” การจัดแสดงต้นคริสต์มาสรักษ์โลกในธีม The Magical Green Christmas ที่ผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับความคิดสร้างสรรค์  และ “AWC’s Charity Market Around” ตลาดนัดการกุศลที่ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 150 ราย ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและสนับสนุนชุมชน จัดขึ้น ณ อาคาร “เอ็มไพร์” ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญ (CBD) ของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ “CBD WE RUN 2026” งานวิ่งการกุศลประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีควบคู่การสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดยรายได้สุทธิทั้งหมดจากกิจกรรมจะสมทบทุนให้แก่ AWFC เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

พิธีเปิดโครงการจัดขึ้น ณ อาคาร “เอ็มไพร์” โดยได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 องค์กร สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเมืองสู่ความยั่งยืนและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ซึ่ง AWC และพันธมิตรร่วมกันจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพและปลุกกระแสร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชาวกรุงเทพมหานครแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน ขอขอบคุณ AWC ที่สนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกในสวนสาธารณะ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดขยะพลาสติก และร่วมสร้างเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

วัลลภา ไตรโสรัส กล่าวว่า มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล (AWFC) และ AWC ขอขอบคุณกรุงเทพมหานครและพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด 12 ปี ในการขับเคลื่อนโครงการ GIVE GREEN CBD โครงการนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของพันธมิตรและชุมชมในการสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืนให้กรุงเทพฯ สอดคล้องไปกับพันธกิจของ ‘Building Better Future for All’  ของ AWC ในการใช้โครงการและแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อจุดประกายความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชุมชน

Life & Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2568 เป็นปีที่มีการพูดถึงการลงทุนและการใช้เอไอ (AI) ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายค่าย เช่น GitHub Copilot ได้รับการระดมทุนจาก Microsoft ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เฉพาะปี 2568 ประกาศลงทุนเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เปิดเผยว่า ChatGPT พบว่ามีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ส่วน Gemini มีเงินลงทุนในการพัฒนาเอไอต่อปี 13,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี ก็ปรับตัวสูงขึ้น จนมีการวิเคราะห์ว่าเกิดฟองสบู่ในธุรกิจเอไอ

ถ้ามองในเรื่องของการลงทุนและราคาหุ้นของธุรกิจเทคโนโลยีและเอไอ อาจจะมองได้ว่าเป็นฟองสบู่  เพราะการลงทุนจำนวนมากแต่มูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของเอไอ ยังไม่ชัดเจน

แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอไอมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในปี 2569 ผมมองว่าเป็นปีที่ เอไอ จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำธุรกิจของทุกภาคธุรกิจ หรือ เรียกว่า AI Transform ธุรกิจ หลังจากที่เราทุกคนได้เรียนรู้และรู้จักเอไอในช่วงที่ผ่านมา

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีในบริษัทด้านเอไอดาต้าเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า  ปี 2569 เป็นปีของการนำเอไอมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานในโลกธุรกิจแบบที่ใช้งานได้จริง และมีส่วนสำคัญในการช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างกำไร ที่เห็นได้ชัด ถ้าภาคธุรกิจเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีเอไอที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของตัวเอง

จากรายงานล่าสุดของ สตาติสต้า (Statista) แพลตฟอร์มด้านข้อมูลและธุรกิจอัจฉริยะสัญชาติเยอรมัน ระบุว่า ขนาดตลาดของเอไอ ในปี 2567-2573 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 28.46% ต่อปี และ คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 826,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573

ในขณะที่ แมคเคนซี่ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ได้เผยแพร่ผลสำรวจเกี่ยวกับการนำเอไอไปใช้ในภาคธุรกิจตลอด 12 เดือนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จำนวน 419 บริษัท ระบุว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำ เอไอ มาช่วยในกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 5-10% ทั้งในภาคการตลาด การเงิน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน งานบริการ ไปจนถึงงานด้านไอที และ วิศวกรรม

จากผลการศึกษาดังกล่าว เอไอ เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบธุรกิจได้ถ้าผู้ประกอบการรู้จักที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างลูกค้าของ เรียล สมาร์ท เราออกแบบแพลตฟอร์ม ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า เราเข้าไปช่วยพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ช่วยลูกค้าลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

ถ้าเลือกใช้เอไอ เหมาะกับธุรกิจของเรา เอไอก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการปฏิวัติภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และ กำไรให้กับองค์กร  เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ ในด้านเทคโนโลยีแล้ว ผมเชื่อว่า ปี 2569 เป็นปีที่เอไอ จะเป็นตัวปฏิวัติการทำงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างเข้มข้นแบบที่ใช้งานได้จริง และเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เอไอ อย่างชัดเจน

การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้จะกระทบกับการจ้างงานในประเทศไทยไหม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผมมองว่าเอไอ เป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำงานมากกว่าที่จะมาแทนคน งานหลายอย่างที่เป็นงานทำซ้ำ งานประจำ งานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ และ งานที่เป็นงานสำนักงานแบบเดิมๆ เอไอ เข้ามาช่วยได้ ส่วนคนที่เคยทำงานซ้ำๆ ที่เอไอเข้ามาทำงานแทน ก็สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง ไปทำงานที่เอไอทำไม่ได้ อาทิ งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานที่ไปควบคุมการทำงานของเอไอ งาน AI Specialist, Data Engineer, Prompt Engineer, Cyber Security, Customer Experience Analyst, Digital Workforce Manager, และ AI Ethics Officer เป็นต้น

จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ประเทศไทยปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรด้านเอไอมากกว่า 80,000 คน ขณะที่คนที่จบด้านเอไอ กลับไม่ได้ทำงานในด้านไอที ในขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า สถาบันการศึกษาในปัจจุบันสามารถผลิตบุคลากรในด้านนี้ได้เพียง 500 คนต่อปี 

จากความต้องการบุคลากรด้านเอไอ จำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของภาคแรงงานที่ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานร่วมกับเอไอ ไปจนถึงพัฒนาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาเอไอ จึงเป็นโอกาสสำหรับคนไทย ในการที่จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับเอไอ เพราะต้องยอมรับว่า นาทีนี้ เอไอ เข้ามามีบทบาทในการทำงานแน่ๆ โดยเฉพาะในปี 2569 จึงเป็นปีที่จะเกิดการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ที่มีเอไอเข้ามามีส่วนในการทำงานที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องเอไอ และมีพัฒนาเครื่องมือด้านเอไอ กันมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ช่วยสนับสนุนรพ.ในพื้นที่สู้รบ

จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จำเป็นต้องสำรองโลหิต เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุน รพ.ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเชิญผู้ที่พร้อมร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลังได้ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ จันทร์-ศุกร์ เปิด 07.30-19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 08.30-15.30 น. รองรับผู้บริจาคโลหิตวันละ 1,500 คน ลงทะเบียนบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ได้ที่ https://bdbooking.redcross.or.th/  

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  http://www.blooddonationthai.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จัด Night Museum ‘ย้อนเวลา หาอดีต โฮเต็ลวังพญาไท’ ยามค่ำคืน

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จัด Night Museum ‘ย้อนเวลา หาอดีต โฮเต็ลวังพญาไท’ ยามค่ำคืน

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จัด Night Museum ‘ย้อนเวลา หาอดีต โฮเต็ลวังพญาไท’ ยามค่ำคืน

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับการเที่ยวชมนิทรรศการยามค่ำคืน Night at the Museum Festival 2025 โดย มูลนิธิอนุรักษ์พระ ราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคนีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณวดี  จัดนิทรรศการ “ย้อนเวลา หาอดีต โฮเต็ลวังพญาไท” เพื่อเป็น การเทิดพระเกียรติในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า และเพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานด้านวัฒนธรรม ศิลปะ  และความเป็นสากลของสังคมไทยในยุคต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ตลอดจนเป็นการธำรงรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของวังพญาไทในฐานะพื้นที่แห่งความทรงจำและมรดกทางวัฒนธรรม ณ พระราชวังพญาไท ถนนราชวิถี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 13 และวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวา คม 2568

งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมนิทรรศการการกำเนิดโรงแรมพญาไท ย้อนวันวานด้วยบรรยากาศจำลองเมื่อครั้งเป็นโรงแรมที่จัดขึ้น ณ สถานที่พระราชวังพญาไท ซึ่งในห้องที่ครั้งหนึ่งได้ปรากฏหลักฐานของการใช้เป็นห้องพักในโฮเต็ลพญาไท นอกจากนี้ภายในพระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ณ พระราชวังพญาไทจัดให้มีดินเนอร์ในบรรยากาศย้อนยุค พร้อมรับประทานอา หารตำรับชาววังในสมัยรัชกาลที่ 6 ควบคู่ไปการแสดงดนตรีแจ๊สด้วยบทเพลงไทยและสากลอันทรง คุณค่า และร่วมกันถ่ายภาพย้อนยุค ถ่ายภาพโปสการ์ดกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย

ดินเนอร์ในบรรยากาศย้อนยุค ภายในพระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ณ พระราชวังพญาไท

ดินเนอร์ในบรรยากาศย้อนยุค ภายในพระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ณ พระราชวังพญาไท

ผู้ร่วมจัดหาทุนมูลนิธิพระราชวังพญาไท นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช,กุลธิดา ศิวยาธร,นิเศศโสม พุ่มหิรัญ,สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์,สุภาพ อิงคะวัต,สมพิศ เลิศสุมิตรกุล,พรรณิภา ปวนะฤทธิ์,รุจิตร สุธนะเสรีพร

ผู้ร่วมจัดหาทุนมูลนิธิพระราชวังพญาไท นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช,กุลธิดา ศิวยาธร,นิเศศโสม พุ่มหิรัญ,สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์,สุภาพ อิงคะวัต,สมพิศ เลิศสุมิตรกุล,พรรณิภา ปวนะฤทธิ์,รุจิตร สุธนะเสรีพร

นาวาโทหญิง ชูจิต จิตต์แก้ว หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานที่แต่งกายย้อนยุคเข้ากับบรรยากาศของงาน

นาวาโทหญิง ชูจิต จิตต์แก้ว หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานที่แต่งกายย้อนยุคเข้ากับบรรยากาศของงาน

คุณแหน : 24 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 24 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 24 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ นำ อุษณีย์ ลีสุรวณิช กรรมการผู้จัดการ บจ.ตั้งใจกลการ เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล 29 ธ.ค. เวลา 9.00 น. ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา..

ll นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน เป็นประธานในพิธีประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริตของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ภายใต้แนวคิด “หยุดเงียบ หยุดโกง เปิดโปงคอร์รัปชัน” (FIGHT SILENCE AGAINST CORRUPTION) พร้อมมอบโล่รางวัล “จริยธรรม นวัตกรรมสร้างสรรค์ 2568” แก่ส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข..

ll มิตรสหายยินดีกับ ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ที่ได้เป็น ว่าที่รอง ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม..

ll ชาว วตท.14 กว่า 30 คน นัดสังสรรค์เลี้ยงวันเกิดให้เพื่อนๆคนเกิดเดือน ธ.ค. งานนี้ ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์, ทวี ปิยะพัฒนา, อนุชา บูรพชัยศรี, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, ประสงค์ พูนธเนศ, ธีรนันท์ ศรีหงส์, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, พอ.ดร.นที ศุกลรัตน์, พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์, สาลินี วังตาล, นันทวัลย์ ศกุนตนาค, รสริน เธียรนุกุล, ลายคราม เลิศวิทยาประสิทธิ์, ปริศนา ประหารข้าศึก, เอนก พิเชษฐพงศา ไม่พลาด..

ll เพื่อนๆยินดีกับ กมลภพ วีระพละ กก.ผจก.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ “Banker of the Year สุดยอดนักการธนาคารแห่งปี 2568” สะท้อนการเป็นผู้นำธนาคารที่ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน  จัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย..

ll วิศรุต อัศวรักษ์ พร้อม ปวิช ชื่นใจ ให้การต้อนรับ วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ นำคณะนักศึกษาหลักสูตร Digital Jumpstart #3 ไปดูศึกษาดูงาน ณ ไอบีเอ็ม ดิจิทัล ทาเลนท์ฟอร์บิสซิเนส (IBMDT)..

ll ดร.วิโรจน์ ศิริรัตนรักษ์ พร้อมด้วยทีมงาน WELOVEGOLF ได้เป็นตัวแทนนำเงินรายได้จากการจัดงาน “WELOVEGOLF Tournament 2025” พร้อมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันต่างๆ ไปมอบให้แก่ สถานสงเคราะห์เยาวชนมูลนิธิมหาราช รังสิต..

ll ชาว MPPM รุ่น 7 จ.ชลบุรี ร่วมยินดีกับ สัมฤทธิ์ ชาภิรมย์ จบการศึกษา เป็น ด็อกเตอร์ป้ายแดง จาก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสวัสดิการสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ…

ll หอการค้านครสวรรค์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน เตรียมจัดงาน เทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์ ครั้งที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ 23 ธค. – 3 มค. (12 วัน 12 คืน) ณ อุทยานสวรรค์ จ.นครสวรรค์ โดยเปิดให้เข้าชม ฟรีตลอดงาน..

ปิดฉาก ‘Learn Lab Power 2025’ OKMD เวทีเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม AI ยกระดับเศรษฐกิจไทย

ปิดฉาก 'Learn Lab Power 2025' OKMD เวทีเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม AI ยกระดับเศรษฐกิจไทย

ปิดฉาก ‘Learn Lab Power 2025’ OKMD เวทีเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม AI ยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.09 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) เดินหน้าส่งเสริมการยกระดับทักษะ (Upskill – Reskill) และเพิ่มผลิตภาพของคนไทย   จัดงาน “Learn Lab Power 2025” รอบตัดสิน ณ TK PARK ซึ่งเป็นเวทีแห่งการพิสูจน์พลังของไอเดียและนวัตกรรม เสริมสร้าง “มหานครแห่งเอไอ” โดย 30 ทีมสุดท้ายได้ผ่านการบ่มเพาะอย่างเข้มข้น และก้าวขึ้นสู่เวที Final Pitching ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 200,000 บาท  โดย Learn Lab Power 2025 มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ ได้นำความรู้และเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มขีดความสามารถของคนไทย ผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ทั้งนี้ การแข่งขัน Learn Lab Power 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และพัฒนาทักษะให้กับเยาวชน คนทำงาน และผู้ประกอบการ ซึ่งมีถึง 60 ทีม 250 คน ที่สนใจสมัครเข้าร่วม โดยเหล่าผู้สมัครต้องการนำ AI เข้ามาผลักดันเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสุขภาพมากที่สุด รองลงมาคืออุตสาหกรรมด้านอาหาร เกม และดนตรี

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลที่ 1 คือทีม Dino cut  คว้ารางวัลที่ 1 ด้วยผลงานแพลตฟอร์ม AI ที่แปลงเนื้อคลิปยาวเป็นคลิปสั้น ลดปัญหาและค่าใช้จ่ายแก่ Content Creator  รางวัลที่ 2 ทีม Speech Elephant ด้วยผลงาน แอปพลิเคชัน Speech Elephant ระบบ Gamification เข้ามาช่วยกระตุ้นผู้ป่วยที่เสียการสื่อความและบกพร่องทางการพูด และรางวัลที่ 3 ทีม Tourthai ทั่วไทย Platform ที่ใช้ AI ผนวกข้อมูลภาครัฐเข้ากับ Smart Trip Planner วิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้เพื่อวางแผนการเดินทาง

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สบร. (OKMD) กล่าวว่า “งานรอบตัดสินนี้เป็นบทสรุปของความมุ่งมั่นในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพด้าน AI เราจะเห็นการนำเสนอโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย  ซึ่งเป็นผลจากการ Upskill – Reskill อย่างเป็นรูปธรรม เราคาดหวังว่าผลงานที่ได้รับรางวัลจะกลายเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Prototype/MVP) หรือแม้แต่ต้นแบบโมเดลธุรกิจที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้จริง

ขณะที่นายธนาวุฒิ ทิมพิทักษ์ หรือ น้องเอิร์ธ บัณฑิตจากคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงาน Dino cut กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของไอเดียนี้มาจากการติดตามไลฟ์สตรีมของช่อง G-Spotted ที่ประสบปัญหาขาดแคลนคนตัดต่อวิดีโอ ตนจึงเกิดแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหา (Content) และบริบทของภาษา เพื่อคัดเลือกส่วนที่เป็น “ไฮไลท์” ของวิดีโอออกมาโดยอัตโนมัติ

จุดเด่นของงานคือความรวดเร็วที่เหนือกว่าการตัดต่อแบบเดิม (Manual) อย่างเทียบไม่ติด ตัวอย่างเช่น วิดีโอประเภท Podcast ที่มีความยาว 8 ชั่วโมง ซึ่งปกติหากใช้คนตัดต่ออาจต้องใช้เวลาถึง 4-6 วัน แต่ระบบ AI ของ Dino Cut สามารถจัดการให้เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที เท่านั้น ซึ่งโปรแกรม Dino cut รองรับทั้งไฟล์ภาษาไทยเท่านั้น แต่ในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถรองรับภาษาเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย

นอกจากความเข้มข้นบนเวทีแข่งขันแล้ว ภายในงานยังจัดเต็มกิจกรรมส่งเสริมทักษะและการเรียนรู้ที่น่าสนใจ โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมกิจกรรมเวิร์กชอป Life Portfolio เพื่อเรียนรู้วิธีการจัดทำพอร์ตโฟลิโอที่สามารถใช้งานได้จริงตลอดชีวิต พร้อมรับบริการถ่ายภาพโปรไฟล์ระดับมืออาชีพเพื่อเสริมภาพลักษณ์ในพอร์ตโฟลิโอให้ดูดีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ในขณะเดียวกัน เวทีเสวนา Young Power ภายในงาน ก็จะชวนคนรุ่นใหม่มามองอนาคต โดยพูดคุยกับนักนวัตกรรุ่นใหม่ที่เติบโตในตลาดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ คุณธีรพัฒน์ ธิติโสตถิกุล CEO & Co-Founder OneCharge Solutions สตาร์ตอัปแพลตฟอร์มสำหรับรถ EV ชั้นนำของประเทศไทย คุณกนิษฐ์ ธีรชาติธำรง ผู้ร่วมก่อตั้ง RAWMAT Coffee มาร่วมพูดคุยในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทีมสตาร์ทอัปและคนรุ่นใหม่ภายในงานได้อย่างครบถ้วน

-(016)

พญ.อรพิน กิตติพิทยา คว้ารางวัล ‘Lady of the Year’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำ ‘Wellness Tourism ของหัวหิน’

พญ.อรพิน กิตติพิทยา คว้ารางวัล ‘Lady of the Year’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำ ‘Wellness Tourism ของหัวหิน’

พญ.อรพิน กิตติพิทยา คว้ารางวัล ‘Lady of the Year’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำ ‘Wellness Tourism ของหัวหิน’

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

หมอโม – พญ.อรพิน กิตติพิทยา ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Aurapin Wellness Clinic (อรพิน เวลเนส คลินิก) ได้รับรางวัล Lady of the Year สาขาธุรกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว wellness tourism ซึ่งองค์กรนางสาวไทยประจวบคีรีขันธ์จัดขึ้น เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทำความดีเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model) ให้กับสตรีจากหลากหลายวงการ ในการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจและต่อยอดในการช่วยเหลือสังคม อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจเป็นแรงบันดาลใจให้คนในสังคมทำความดี ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่

พญ.อรพิน กิตติพิทยา ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Aurapin Wellness Clinic (อรพิน เวลเนส คลินิก) กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะรางวัล Lady of the Year สาขาธุรกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว Wellness Tourism ไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นการยืนยันว่าแนวคิด “Wellness in Harmony – สุขสมดุล…จากภายใน ที่งดงามในแบบของคุณ”

เป็นทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว รางวัลนี้ทำให้รู้สึกมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นสร้าง อรพิน เวลเนส คลินิก ให้เป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของหัวหินต่อไป และมองว่า wellness tourism ไม่ใช่แค่การให้บริการทางการแพทย์ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์สุขภาพที่ผสมผสานกับเสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหินทำให้ผู้มาใช้บริการได้รับทั้งการดูแลสุขภาพและประสบการณ์การพักผ่อนไปพร้อมๆกัน”

หมอโม ยังกล่าวเพิ่มเติม ถึงมุมมองต่อเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยว่า “เทรนด์ wellness tourism กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยมีความได้ เปรียบอยู่แล้ว จากชื่อเสียงด้านการบริการที่อบอุ่น ความเป็นมิตร และ ราคาสมเหตุสมผล จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ จะผสมผสานจุดแข็งทางวัฒนธรรมไทยเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างประสบการณ์ wellness tourism ที่ไม่เหมือนใคร สู่การเป็น wellness hub ระดับโลก”

ทั้งนี้ อรพิน เวลเนส คลินิก มีแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ด้วยการยกระดับจาก medical tourism แบบเดิมที่เน้นการรักษาโรคไปสู่ preventive care ที่เน้นการป้องกันโรค และยกระดับการดูแลสุขภาพทั่วไปสู่การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล ด้วยการผสานความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนควบคู่ไปกับการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความภาคภูมิใจที่เราสามารถพิสูจน์ศักยภาพจนเป็นที่ยอมรับในระดับท้องถิ่น ส่วนในปี 2569 เราจะ “ต่อยอดความสำเร็จนี้ เพื่อนำ อรพิน เวลเนส คลินิก มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ต่อไป”

สำหรับการมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จทางธุรกิจ แต่คือการยกย่องผู้หญิงยุคใหม่ที่ใช้ความรู้ความสามารถมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม พร้อมผลักดันหัวหินให้ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง 

-(016)

ทีเส็บ ดันกรุงเทพสู่ “Global Design Exhibition Hub” ใช้พลังงานนิทรรศการนานาชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงของประเทศ

ทีเส็บ ดันกรุงเทพสู่ “Global Design Exhibition Hub” ใช้พลังงานนิทรรศการนานาชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงของประเทศ

ทีเส็บ ดันกรุงเทพสู่ “Global Design Exhibition Hub” ใช้พลังงานนิทรรศการนานาชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงของประเทศ

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้าง “New Sector” มุ่งใช้การจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้านานาชาติเป็นกลไกหลักในการผลักดันกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าด้านการออกแบบระดับนานาชาติ (Global Design Exhibition Hub) สอดรับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ทีเส็บได้เปิดตัวโครงการนำร่องระดับนานาชาติ “THE WORLD ENDS_: Bangkok International Design Expo” ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของอุตสาหกรรมงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าของไทย ให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการเชื่อมโยงเครือข่ายนักออกแบบ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และแบรนด์จากนานาประเทศ เปิดโอกาสให้นักออกแบบไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีสากล และเป็นจุดเริ่มต้นของการดึงงานด้านการออกแบบระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่ากว่า 44,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวกว่า 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นกว่า 8% ของ GDP ประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมสาขาการออกแบบและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง สะท้อนศักยภาพของภาคการออกแบบในฐานะอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มและความสามารถการแข่งขันเชิงคุณภาพให้กับประเทศ

ทั้งนี้ นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และมูลค่าสูง โดยทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมไมซ์ จึงเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันอุตสาหกรรมการออกแบบผ่านกลไกการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของทีเส็บ คือการเพิ่มขีดความสามารถในมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไมซ์และเมืองที่มีศักยภาพรองรับการจัดงาน ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม ทีเส็บจึงใช้การจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นภารกิจหลักขององค์กร เป็นแพลตฟอร์มในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการออกแบบ ในเมืองเป้าหมายคือกรุงเทพมหานคร เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าด้านการออกแบบระดับโลก”

ประเทศไทยและกรุงเทพมหานครมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการรองรับการจัดงานนิทรรศการด้านการออกแบบ โดยปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าอันดับหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานที่จัดงาน จำนวนงานระดับนานาชาติที่เข้ามาจัด จำนวนผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศ ตลอดจนความหลากหลายของที่พักและบริการสนับสนุนการจัดงาน
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ พลังของคนรุ่นใหม่ และพลวัตทางสังคมที่หลอมรวมกันอย่างโดดเด่น อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) สาขาการออกแบบ ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ City Branding และศักยภาพในการดึงดูดนักออกแบบ ผู้จัดงาน และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก

ในปี 2568 อุตสาหกรรมนิทรรศการและงานแสดงสินค้าในประเทศไทย สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศรวมกว่า 23.6 ล้านคน เติบโตขึ้น ร้อยละ 5.64 เมื่อเทียบกับปี 2567 และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 98,540 ล้านบาท สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับและเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติในหลากหลายสาขา รวมถึงอุตสาหกรรมการออกแบบ

ทั้งนี้ ในหลายประเทศทั่วโลก งานแสดงสินค้านานาชาติด้านการออกแบบถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าการค้า การลงทุน และการจ้างงานในระดับสูง ด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทีเส็บจึงประกาศวิสัยทัศน์ในการผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้านานาชาติด้านการออกแบบ และเป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการออกแบบของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ และเป็นจุดนัดพบของผู้ผลิต ผู้ซื้อ และนักลงทุนจากทั่วโลก

สำหรับโครงการนำร่อง “THE WORLD ENDS_: Bangkok International Design Expo” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2569 ทีเส็บได้ร่วมมือกับนักออกแบบไทยในการพัฒนาแนวคิดหลักภายใต้ธีม “จุดจบคือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่” สะท้อนบทบาทของการออกแบบในฐานะเครื่องมือสำคัญในการมองอนาคต แก้โจทย์ของสังคมยุคเปลี่ยนผ่าน และสร้างทางเลือกใหม่ให้กับโลก

“งานดังกล่าวจะใช้กรุงเทพมหานคร เมืองที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และพลวัตทางวัฒนธรรม เป็นเวทีหลักในการนำเสนอผลงาน โดยไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงผลงานออกแบบเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทดลองแนวคิด การสร้างธุรกิจ การต่อยอดนวัตกรรม และการเชื่อมโยงเครือข่ายนักออกแบบ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และแบรนด์ระดับโลก พร้อมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นในการปูทางสู่การดึงงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้านานาชาติด้านการออกแบบเข้ามาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต” ดร. ศุภวรรณ กล่าวปิดท้าย

SCGP จับมือ Robinhood ส่งต่อสิทธิประโยชน์ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคง

SCGP จับมือ Robinhood ส่งต่อสิทธิประโยชน์  สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคง

SCGP จับมือ Robinhood ส่งต่อสิทธิประโยชน์ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคง

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

SCGP ร่วมกับ Robinhood Food Delivery แอปไทยเพื่อคนไทย ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด จับมือเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหารคุณภาพผ่านเว็บไซต์ “Doozy Online” เพื่อให้ร้านอาหารสามารถเลือกใช้บรรจุภัณฑ์คุณภาพที่หลากหลาย และเพิ่มความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ SCGP ยังมอบ โค้ดส่วนลดพิเศษ 300 บาท ในการสั่งซื้อครั้งแรก และ 10% ในทุกๆ การสั่งซื้อ สำหรับร้านค้าสมาชิก Robinhood เพื่อเป็นอีกหนึ่งการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคง ย้ำการยืนเคียงข้างผู้ประกอบการร้านอาหารเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง

ผู้บริหาร SCGP นิรมล เพรียวประเสริฐ ผจก.ฝ่ายบริหารช่องทางการขายปลีก, เอกราช นิโรจน์ ปธ.จนท.บริหารสายการตลาด, มรกต ยิบอินซอย ปธ.จนท.บริหาร บจก.เพอร์เพิล เวนเจอร์ส และ แววรัตน์ ชำนาญภักดี  ผอ.สายงานทรัพยากรบุคคลและสื่อสารองค์กร บจก. ยิบอินซอย

ประชุมเตรียมความพร้อมงานแฟชั่นการกุศล

ประชุมเตรียมความพร้อมงานแฟชั่นการกุศล

ประชุมเตรียมความพร้อมงานแฟชั่นการกุศล

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นำโดย รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นประธานจัดการประชุมเตียมความพร้อมการจัดงานแฟชั่นโชว์การกุศล “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” เมื่อวัน 15 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ในการนี้มีคณะกรรมการจัดงาน อาทิ ผศ.พญ.กริชา ไม้เรียง และ อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ รศ.ดร.พิษณุ ตู้จินดา อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตด้านคุณภาพชีวิต  กรรณิกา ศิลปวรางกูร ศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. รวมถึงผู้มีอุปการคุณต่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ประธานชมรมเพลินไทยสมัยนิยม ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด และอุปนายกสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ กรรมการชมรมเพลินไทยสมัยนิยม สุดจิตร์ สุดจิตต์ เจ้าของห้องเสื้อ FINALE WEDDING STUDIO นิรมล จิรปิติ เจ้าของห้องเสื้อ Niramon Coutour ชวัลลักษณ์ มีขันหมาก ผู้แทนจากห้องเสื้อ SUPA East Glamor  ผู้แทนจากห้องเสื้อ TIK Couture และผู้แทนจากร้าน Beauty Gems เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดงาน

ดนัย ไทยวงศ์,สุดจิตร์ สุดจิตต์, นิรมล จิรปิติ, รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย,  ผศ.พญ.กริชา ไม้เรียง, ม.ล. ปุญยนุช เกษมสันต์, รัชต เศรษฐ์วรเดช,  ทอปัด อิงคานุวัฒน์ และ นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ

งานแฟชั่นโชว์การกุศล “ธรรมศาสตร์รวมใจ รักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติจัดขึ้นเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการสืบสานผ้าไทยและโครงการศิลปาชีพ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการก่อสร้างอาคาร “ศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา” (อาคาร 90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ในการให้บริการด้านมะเร็งอย่างครบวงจร อีกทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มการรับรู้ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้เป็นองค์กรสาธารณสุขที่ร่วมสืบสานคุณค่าความเป็นไทยและมีบทบาทเชิงรุกต่อสังคม ตามปณิธาน “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติจะเป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชน” โดยงานจะมีขึ้นในที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ The Event Hall ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย, ผศ.พญ.กริชา ไม้เรียง พร้อมด้วย สุดจิตร์ สุดจิตต์ เจ้าของห้องเสื้อ FINALE WEDDING STUDIO, นิรมล จิรปิติ เจ้าของห้องเสื้อ Niramon Coutour, ผู้แทนจากห้องเสื้อ SUPA East Glamor อมรรัตน์ ชมมณี, ชวัลลักษณ์ มีขันหมาก,  ผู้แทนจากห้องเสื้อ TIK Couture ศักดิ์สิทธิ์ บุญศักดาพร และ มณทล เข็มสุวรรณ

ทั้งนี้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่ออาคาร “ศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา” (อาคาร 90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผ่านบัญชีธนาคารชื่อบัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 069-3-90654-7 และธนาคารทหารไทยธนชาติ เลขที่บัญชี 050-2-00002-9 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2926 9432

1.	รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน อาทิ ผศ.พญ.กริชา ไม้เรียง,อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม,กรรณิกา ศิลปวรางกูร,ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์,ผาณิต พูนศิริวงศ์, กฤติญา เรืองเวช, สุดจิตร์ สุดจิตต์, นิรมล จิรปิติ

1. รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน อาทิ ผศ.พญ.กริชา ไม้เรียง,อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม,กรรณิกา ศิลปวรางกูร,ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์,ผาณิต พูนศิริวงศ์, กฤติญา เรืองเวช, สุดจิตร์ สุดจิตต์, นิรมล จิรปิติ

สุดจิตร์ สุดจิตต์ นำเสนอธีมชุดผ้าไทยจาก ห้องเสื้อ FINALE WEDDING STUDIO

สุดจิตร์ สุดจิตต์ นำเสนอธีมชุดผ้าไทยจาก ห้องเสื้อ FINALE WEDDING STUDIO

4.	นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ, กรรณิกา ศิลปะวรางกูร และ สุดจิตร์ สุดจิตต์

4. นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ, กรรณิกา ศิลปะวรางกูร และ สุดจิตร์ สุดจิตต์

วัดวิษณุ เทวสถานฮินดู วางศิลาฤกษ์วิหารประดิษฐานเทวรูปพระศิวะ องค์มหาเทพ พร้อมเทวรูปองค์เทพฮินดู

วัดวิษณุ เทวสถานฮินดู วางศิลาฤกษ์วิหารประดิษฐานเทวรูปพระศิวะ องค์มหาเทพ พร้อมเทวรูปองค์เทพฮินดู

วัดวิษณุ เทวสถานฮินดู วางศิลาฤกษ์วิหารประดิษฐานเทวรูปพระศิวะ องค์มหาเทพ พร้อมเทวรูปองค์เทพฮินดู

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

สมาคมฮินดูธรรมสภา วัดวิษณุ  จัดงานพิธีวางศิลาฤกษ์วิหารประดิษฐานเทวรูปพระศิวะ องค์มหาเทพเป็นองค์ประธาน พร้อมพระแม่ศรีอุมาเทวี พระพิฆเนศ ซึ่งแกะสลักจากหินอ่อน ประเทศอินเดีย   เดิมอยู่ในเทวสถานส่วนล่างของวัดวิษณุ   พร้อมด้วยเทวรูปองค์เทพฮินดู    โดยเชิญ  HH Dr.Swami Kailasshanand Giri Ji Maharaj ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ชาวฮินดูรู้จักเป็นอย่างดี  เดินทางจากประเทศอินเดีย มาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ ทั้งนี้ ได้รับการต้อนรับจาก  Shri Vinod Kumar Singh ประธานคณะกรรมการสมาคมฮินดูธรรมสภา วัดวิษณุ , Shyam Bihari Singh เลขาฯ พร้อมคณะกรรมการ โดยมีผู้มาร่วมพิธีด้วยความเคารพและศรัทธาจำนวนมาก    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568  ณ วัดวิษณุ  เขตสาทร  

HH Dr.Swami Kailasshanand Giri Ji Maharaj จากประเทศอินเดีย เป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ วิหารพระศิวะ โดยมี สุมนา อภินรเศรษฐ์,ราชตี-ปัทมาวดี สิงหศิวานนท์,พัชรา มาดล, Shri Vinod Kumar Singh,Shyam Bihari Singh  ร่วมด้วย

วัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา  ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์เทพ  เป็นเทวสถานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศไทย  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์มหามณเฑียร เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 นับเป็นความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวฮินดูในประเทศไทยทุกคน  สมาคมฮินดูธรรมสภา วัดวิษณุ ก่อตั้งโดยชาวอุตตระประเทศจากประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.2463  ปัจจุบันวัดวิษณุมีอายุครบ 105 ปี  เป็นวัดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยและเอเซียอาคเนย์ ที่มีเทวรูปศักดิ์สิทธิ์สร้างจากหินอ่อนแกะสลักด้วยมือจากประเทศอินเดียครบ 24 องค์ โดยมี พระวิษณุ-พระแม่ลักษมี เป็นเทพประธาน   

ประธานในพิธี HH Dr.Swami Kailasshanand Giri Ji Maharaj จากประเทศอินเดีย ทำพิธี ณ มหามณเฑียร

โดยมี หัวหน้าปุโรหิต Acharya OM Hari Shamar   ต้อนรับ

สำหรับการดำเนินการก่อสร้างวิหารใหม่ทดแทนอาคารเดิม  เพื่อประดิษฐานเทวรูปพระศิวะ พระแม่ศรีอุมาเทวี พระพิฆเนศ  และ เทวรูปองค์เทพต่างๆ  นั้น เป็นหนึ่งในอาคารศาสนสถานที่สำคัญ  โดยคณะกรรมการ จะนำหินแกะสลักมาจากประเทศอินเดียเพื่อก่อสร้างวิหารให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ได้เปิดให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวฮินดู รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างวิหารเทวรูปพระศิวะ  ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจได้บูชากราบไหว้ขอพร  เสริมศิริมงคลชีวิต  ขอเชิญชวนร่วมบริจาคได้ตามกำลังเพื่อถาวรวัตถุวิหารพระศิวะให้สักการะบูชาอีกยาวนาน   ชื่อบัญชี สมาคมฮินดูธรรมสภา ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 114-4-40544-4  

หัวหน้าปุโรหิต AcharyaOM Hari Shamar ขณะทำพิธี ณ มหามณเฑียร 

 เชิญไปร่วมกราบไหว้ขอพรเทพฮินดู ตามความเชื่อและเป็นที่พึ่งทางใจ เชื่อกันว่าจะประสบความสำเร็จ ทั้งเรื่องการงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ  ความมั่งคั่ง แก้เคล็ด เสริมดวง  ที่ วัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา   แขวงทุ่งวัดดอน  เขตสาทร  เปิดทุกวัน โทร.02-2113840

เทวรูปพระศิวะ พระแม่อุมา พระพิฆเนศ แกะสลักจากหินอ่อนประณีตงดงามมาก   ที่จะประดิษฐานเป็นองค์ประธาน  ณ วิหารที่กำลังจะก่อสร้าง

เทวรูปพระศิวะ พระแม่อุมา พระพิฆเนศ แกะสลักจากหินอ่อนประณีตงดงามมาก ที่จะประดิษฐานเป็นองค์ประธาน ณ วิหารที่กำลังจะก่อสร้าง

ร่วมศรัทธา อาทิ Nakent Pandey ,ปัทมาวดี สิงหศิวานนท์,วิชัย เปรมมณีสกุล นายกสมาคมฮินดูสมาช วัดเทพมณเฑียร และภริยา สลีตา  เปรมมณีสกุล,ราชตี สิงหศิวานนท์,สุมนา อภินรเศรษฐ์, Shyam Bihari Singh

ร่วมศรัทธา อาทิ Nakent Pandey ,ปัทมาวดี สิงหศิวานนท์,วิชัย เปรมมณีสกุล นายกสมาคมฮินดูสมาช วัดเทพมณเฑียร และภริยา สลีตา เปรมมณีสกุล,ราชตี สิงหศิวานนท์,สุมนา อภินรเศรษฐ์, Shyam Bihari Singh

ประธานขณะทำพิธี ณ บริเวณเดิมที่จะก่อสร้างเป็นวิหารพระศิวะ

ประธานขณะทำพิธี ณ บริเวณเดิมที่จะก่อสร้างเป็นวิหารพระศิวะ

พิธีบูชาศิวลึงค์  ตามความเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แทนพลังแห่งการสร้างสรรค์ของพระศิวะ

พิธีบูชาศิวลึงค์ ตามความเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แทนพลังแห่งการสร้างสรรค์ของพระศิวะ

รูปแบบวิหารพระศิวะ ที่จะสร้าง ณ วัดวิษณุ

รูปแบบวิหารพระศิวะ ที่จะสร้าง ณ วัดวิษณุ

ชาวฮินดู ชาวไทยหลากหลายเชื้อชาติทั้งชายหญิงจำนวนมาก มาร่วมพิธี   ด้วยความศรัทธายิ่ง

ชาวฮินดู ชาวไทยหลากหลายเชื้อชาติทั้งชายหญิงจำนวนมาก มาร่วมพิธี ด้วยความศรัทธายิ่ง