ส่อง Motto 6 พรรค ‘สมชัย’ถอดรหัส ส่วนใหญ่ใช้คำว่า‘ทำ-เทา’

ส่อง Motto 6 พรรค ‘สมชัย’ถอดรหัส ส่วนใหญ่ใช้คำว่า‘ทำ-เทา’

ส่อง Motto 6 พรรค ‘สมชัย’ถอดรหัส ส่วนใหญ่ใช้คำว่า‘ทำ-เทา’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ส่อง Motto 6 พรรค

ใช้คำว่า “ทำ” 3 พรรค คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม

ใช้คำว่า “เทา” 2 พรรค คือ ประชาชน กับ ประชาธิปัตย์

พรรคประชาชน เน้น เทา เท่า และ ทัน 3 เนื้อหา แต่ ยาวไปหน่อย เวลาจะพูดลิ้นพันกัน ประเด็น “เท่า” อาจได้ใจคนรุ่นใหม่ แต่งานงอกได้

พรรคภูมิใจไทย ใช้คำเดิม พูดแล้วทำ มี “พลัส” เพิ่ม เพื่อกระตุกให้คนคิดถึงคนละครึ่งพลัส เผื่ออยากได้จะได้เลือก โดยเฉพาะคนติดป้ายทวงหนี้

พรรคเพื่อไทย เน้น ทำได้ อาจมีย้อนศร เอ็งทำได้ตอนไหน

พรรคประชาธิปัตย์ มอตโตยาวมาก คนไม่จำ เมฆเทายังต้องจินตนาการหมายถึงอะไร

พรรคกล้าธรรม ทำมากกว่าพูด มิน่า ไม่ยอมขึ้นดีเบต

พรรคไทยก้าวใหม่ วัยรุ่นเกิน คนแก่งง สตรองอะไรวะ

​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย”ภูมิใจไทย” “อนุทิน”นำดรีมทีมเตรียมแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69 ยึดแก้ 4 ปัญหาหลักของประเทศ ครอบคลุมเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-สังคม-ภัยพิบัติ สานต่อคนละครึ่งพลัส-จีดีพี 3% พลัส-ค่าไฟต่ำ 3 บาท-สูงวัยมีรายได้-สร้างกำแพงมั่นคง-ทหารอาสา 1 แสนอัตรา

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ชั้น 3 ซอยรางน้ำ กทม.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดแถลงนโยบายสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำแถลง พร้อมด้วยดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ , นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกพรรค และว่าที่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยทั่วประเทศ ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ เข้าร่วมรับฟังนโยบาย นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการอีกด้วย

ทั้งนี้ นโยบายพรรคภูมิใจไทย จะแถลงภายใต้ 4 ปัญหาหลัก คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ โดยมีนโยบายสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจ ประกอบด้วย คนละครึ่งพลัส , นำเศรษฐกิจเติบโต จีดีพี 3% พลัส , เศรษฐกิจสีเขียว , บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ+ (บัตรคนจนใหม่) , ค่าไฟต่ำ 3 บาท , รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า , Barter trading (เช่น ซื้อเครื่องบิน จ่ายด้วยสินค้าเกษตร ผลผลิตไม่ตกค้าง) , จ้างผู้สูงอายุทำงาน (สูงวัยมีรายได้) , พยาบาลอาสา (15,000/4 ปี ลูกหลานกลับบ้านมีงานทำ ดูแลผู้สูงวัยถึงที่) , กองทุนภัยพิบัติ , เรียนฟรีต้องมีจริง , สร้างกำแพงความมั่นคง ปกป้องคนไทย จากภัยคุกคาม สกัดลักลอบนำเข้า , ทหารอาสา 1 แสนอันตรา เงินเดือน 12,000 บาท Up-skill Re-skill เป็นนายสิบ และศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ เป็นต้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.25 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คิกออฟแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ประกาศพร้อมสูงสุดสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 ยืนยันต้องพร้อมทุกด้าน ดันยกระดับนโยบาย เป็น “พูดแล้วทำพลัส”

คนชอบ คนชัง เป็นธรรมดา! ‘กัญจนา’เล่าย้อนเรื่องเก่า การเมืองกับ’ศิลปอาชา’

คนชอบ คนชัง เป็นธรรมดา! 'กัญจนา'เล่าย้อนเรื่องเก่า การเมืองกับ'ศิลปอาชา'

คนชอบ คนชัง เป็นธรรมดา! ‘กัญจนา’เล่าย้อนเรื่องเก่า การเมืองกับ’ศิลปอาชา’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.47 น.

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หรือ หนูนา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก NuNa Silpa-archa ระบุว่า โพสต์นี้จะพูดเรื่องการเมืองช่วงหนึ่งในอดีตที่เกี่ยวพันกับครอบครัวดิฉันนะคะ…

เห็นมีบางท่านเม้นท์บอกว่าไม่ชอบให้ดิฉันโพสต์การเมือง..
ถ้าท่านใดไม่ชอบก็ผ่านไปเลย เพราะดิฉันจะไม่โพสต์ถ้าไม่รู้สึกแรงจริงๆ…

//////

ช่วงที่พ่อเป็นนายกฯ…
พรรคการเมืองฝ่ายค้านขณะนั้นพรรคหนึ่ง…ได้อภิปรายโจมตีพ่อหนักหนามาก…
หลายคนบอกว่าหนักที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย…
ทั้งการใช้ถ้อยคำและกิริยาท่าทาง…
ตอนนั้นเป็นสมัยแรกของดิฉันในการเป็นผู้แทนราษฎร..ดิฉันจึงอยู่ในเหตุการณ์ตลอด…
ถ้าพวกเขาอภิปรายในเรื่องงาน ดิฉันจะไม่ว่าอะไรเลย เพราะเป็นความชอบธรรมที่ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบ…
แต่พรรคการเมืองพรรคนี้ใช้รูปแบบที่สกปรก กล่าวหาว่าพ่อดิฉันไม่ได้เกิดที่เมืองไทย แต่เกิดที่เมืองจีน…
มีการเอาหลักฐานเท็จมาแสดง…
จนภายหลังมีการพิสูจน์ออกมาชัดเจนว่าพวกเขาพูดเท็จ..
อีกทั้งมีการกล่าวหาดิฉันว่า ดิฉันโทรไปหาบุคคลคนหนึ่งชื่อนายราเกซ สักเสนาซึ่งดิฉันไม่เคยแม้แต่จะรู้จัก อย่าว่าถึงขั้นพูดคุยเลย
และอื่นๆอีกมาก…
หลังการอภิปรายมีการยุบสภา…
ช่วงนั้นพรรคความหวังใหม่ได้ขึ้นเป็นรัฐบาล…
แต่อยู่ได้ไม่ถึงปี ต้องลาออกเพราะวิกฤตต้มยำกุ้ง
พรรคที่เคยอภิปรายพ่ออย่างรุนแรงพรรคนั้น จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีเสียงมากสุด..
แต่จะจัดตั้งไม่ได้ถ้าไม่มีพรรคที่พ่อเป็นหัวหน้าขณะนั้นร่วมด้วย…
พวกเขาจึงยกพลมาที่บ้านจรัญ..
เพราะพ่อบอกไปในเบื้องต้นว่า
ภรรยาและลูกยังทำใจไม่ได้กับพฤติกรรมการอภิปรายที่หยาบคายในครั้งนั้น และไม่อยากให้เข้าร่วมรัฐบาล…
พวกที่มา ..เป็นผู้ใหญ่ของพรรคนั้นที่คิดว่าพอจะคุยกับพ่อได้…
แม้พวกเราจะยังมีความรู้สึกกระทบกระเทือนใจอยู่มากในขณะนั้น..
แต่ถ้าพรรคที่พ่อเป็นหัวหน้าไม่เข้าร่วมกับเขา เขาตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะแม้จะได้เสียงข้างมาก แต่จำนวนเสียงก็ยังไม่พอ
การเมืองก็ถึงทางตัน…
แม่และดิฉันบอกพวกเขาที่มาที่บ้านว่า …พวกคุณทำเกินไปมาก…
แต่ในที่สุดเพื่อเห็นแก่บ้านเมือง…พ่อก็ยอมเข้าร่วมรัฐบาล…

//////////

ที่เอาเรื่องเก่ามาเล่าครั้งนี้…
ก็เพราะอยากจะชี้ให้เห็นว่า…เราหาพรรคการเมืองที่ดีเต็มร้อยน่ะไม่ได้หรอก…
พรรคที่ทะนงตนว่าเป็นพรรคคนดี…
ประสบการณ์ของดิฉันบอกดิฉันว่า…ไม่เชื่อ…
และอย่างที่เล่ามาข้างต้น…พรรคอย่างพวกเขา ก็ต้องขอพรรคที่เขาตราหน้าด่าอย่างรุนแรง ให้ช่วยเข้าร่วมรัฐบาล…
ในเมื่อเราอยู่ในโลกของความเป็นจริงที่มีทั้งคนดีคนเลวปะปนกัน…
เราก็คงต้องเลือกกลุ่มที่มีคนดีเยอะกว่าคนเลว…
กลุ่มคนที่สามารถสร้างผลงานที่ดีให้กับประเทศได้จริง ทำได้จริง ไม่ใช่แค่พูดเก่ง พูดให้ตัวเองดูดี…
และก็ต้องคอยตรวจสอบคนเลว…ไม่ให้ทำอะไรได้ดั่งใจ…

/////////

ปัจจุบันนี้ของดิฉัน…แค่อยู่ขอบๆการเมือง…
ยังไม่หลุดออกมาเสียทีเดียว
เพราะน้องชายยังอยู่บนถนนเส้นนี้…
ในฐานะพี่สาว …ก็เพียงอยากให้เขาได้มีโอกาสใช้ความสามารถทำเรื่องที่ดีให้กับประเทศชาติ…
เขาอาจเคยพูดพลาด ทำพลาดบ้าง…มันกลับไปแก้ไขไม่ได้…ก็เป็นบทเรียนของเขา ที่เขาต้องใช้ปัจจุบันทำแต่สิ่งที่ดี…
คนชอบ คนชัง มีเป็นธรรมดาของโลก…

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดน ชี้เขมรยังยิง BM21 ใส่เป้าหมายพลเรือนไทยต่อเนื่อง

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดน ชี้เขมรยังยิง BM21 ใส่เป้าหมายพลเรือนไทยต่อเนื่อง

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดน ชี้เขมรยังยิง BM21 ใส่เป้าหมายพลเรือนไทยต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.20 น.

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา 23 ธ.ค.68 ปะทะหนักหลายจุด ศรีสะเกษ–สุรินทร์ ตึงเครียด ฝ่ายไทยคุมสถานการณ์ได้ ชี้เขมรยังคงใช้จรวดไร้ทิศทาง หลายลำกล้อง BM21 ยิงเป้าหมายพลเรือนไทยต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 23 ธ.ค. 2568 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในหลายพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2  โดยภาพรวม ยังคงมีการประทะ กันในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ขณะที่ฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์ในสนามรบไว้ได้ โดยทางฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเป็นชุดเข้ามาฝั่งไทย เพื่อหวังกดดันและสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการรวมอำนาจการยิงอย่างเป็นระบบ และใช้โดรนโจมตีเป้าหมายสำคัญ รวมถึงระบบการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ยังสามารถรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ ทั้งนี่กำลังพลได้รับบาดเจ็บบางนาย

ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี จุดผ่านแดนช่องบกไม่มีการปะทะ แต่มีการเตรียมกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวฝ่ายกัมพูชาที่มีนัยสำคัญ

ชายแดนศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่เกิดการปะทะอย่างต่อเนื่องหลายจุด โดยแนว พื้นที่ซำแต–โดนตรวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ฝ่ายไทยวางกำลังเตรียมพร้อมตลอดแนว และยิงตอบโต้การใช้อาวุธ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เป็นระยะตลอดทั้งวัน โดยการตอบโต้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ขณะที่บริเวณผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย เกิดการปะทะอย่างหนาแน่นด้วยปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายกัมพูชายิง ตรวจหลายลำกล้อง BM-21 มาตกในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ก่อนที่ฝ่ายไทยจะยิง ตอบโต้กลับแบบได้สัดส่วน ด้วยปืนใหญ่ ปืนครก และรถถัง ตอบโต้ไปมากกว่า 19 เป้าหมายทางทหารกัมพูชา

ส่วนพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายกัมพูชายิง จรวดหลายลำกล้อง BM-21 หลายชุดเข้าใส่ยอดภูมะเขือ และตรวจพบการใช้โดรนโจมตีแบบ FPV หลายลำ ฝ่ายไทยจึงใช้ปืนใหญ่เข้าควบคุมพื้นที่ ด้านทิศใต้ของภูมะเขือ และยิงกระสุนส่องสว่างในจุดที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา

ชายแดนสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามา ฝ่ายไทยยิงตอบโต้โดยไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ พื้นที่คนา มีการเสริมความมั่นคงและจัดระเบียบกำลังใหม่ พร้อมเพิ่มเติมอาวุธ กระสุน และระบบสื่อสาร

พื้นที่ตาควายและเนิน 350 ฝ่ายกัมพูชา ยังคงยิง จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ปืนใหญ่ และใช้รถถังโจมตีจากระยะไกล กระสุนตกในพื้นที่และบนถนน แต่ยังไม่มีการรุกเข้าประชิด ไฟไทยจึงได้ตอบโต้ในหลักป้องกันตนเองอย่างมีสัดส่วน ขณะที่พื้นที่ช่องกร่างไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญ

ส่วนพื้นที่ตาเมือน เกิดการปะทะอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธปืนเล็กและอาวุธยิงสนับสนุน ฝ่ายกัมพูชาใช้รถถังและ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้ามาในพื้นที่ปราสาทหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบกระสุน ของจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่ และมีการยิงปืนใหญ่จากฝ่ายกัมพูชา โดยพบว่ารถถังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ชำรุด 1 คัน ยังไม่มีรายงานการสูญเสียเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ส่วนหลังของจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะหมู่บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก มีกระสุน จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกจำนวน 9 ลูก รวมถึงพื้นที่ซับหัวช้างและจุ๊บตาโมกที่ได้รับผลกระทบจากกระสุน แต่กำลังพลและประชาชนในบริเวณใกล้เคียงปลอดภัย

ผวา’ลุงป้อม’วางมือ! ‘แรมโบ้’ชิงไขก๊อก พปชร. ก่อนวิ่งซบ’โอกาสใหม่’ทันที

ผวา'ลุงป้อม'วางมือ! 'แรมโบ้'ชิงไขก๊อก พปชร. ก่อนวิ่งซบ'โอกาสใหม่'ทันที

ผวา’ลุงป้อม’วางมือ! ‘แรมโบ้’ชิงไขก๊อก พปชร. ก่อนวิ่งซบ’โอกาสใหม่’ทันที

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.57 น.

“แรมโบ้”ผวาข่าว”ลุงป้อม”วางมือ ยื่นขอลาออก พปชร.เช้านี้ ก่อนวิ่งซบ”โอกาสใหม่”ทันที ยอมรับกังวล กลัวถูกทิ้งกลางทาง หลัง”ประวิตร”ไม่เป็นแม่ทัพนำศึกเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายหลังได้รับทราบข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จะวางมือ ไม่ไปต่อเพราะสุขภาพไม่ดี โดยตนจะไปยื่นขอลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ที่ กกต.ในเช้าวันนี้ และหลังจากนั้น จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคโอกาสใหม่ ทันที ซึ่งคิดว่าพรรคโอกาสใหม่ น่าจะอบอุ่นมากกว่า เพราะส่วนใหญ่เป็นคนที่รู้จักกันทั้งนั้น

นายเสกสกล กล่าวว่า เดิมที่ตนตัดสินใจมาสมัครพรรคพลังประชารัฐ เพราะเห็นว่าเป็นบ้านเก่าเพราะเคยลงสมัครเมื่อปี 62 และด้วยความศรัทธาในตัว พล.อ.ประวิตร

“ที่ผ่านมาก็ยอมรับว่ามีข่าวมาตลอดว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือ ไม่สู้แล้ว ไม่ไหวแล้ว เพราะสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อ ยังคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะ พล.อ. ประวิตร เป็นนักสู้ ถ้าจะถอยก็ต้องมีเหตุมีผล จนกระทั่งล่าสุดผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคได้คุยกับผมว่า พล.อ.ประวิตร สุขภาพไม่ดี และท่านอยากจะวางมือ ส่งต่อพรรคให้คนอื่น ทำให้ผมตกใจ และทุกข์ใจว่าจะไปต่ออย่างไร ถ้า พล.อ.ประวิตร ไม่เป็นแม่ทัพแล้ว เราคงไปต่อลำบาก และเป็นห่วงว่าจะถูกปล่อยทิ้งกลางทาง”

นายเสกสกล กล่าวว่า ตนย้ายไปอยู่พรรคโอกาสใหม่ ก็ยังคงลงพื้นที่เดิม เขต 10 เหมือนเดิม และมั่นใจว่าในพื้นที่เขต 10 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ตนสู้ได้แน่ เพราะเป็นฐานบ้านเกิด ดังนั้น เมื่อพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีความชัดเจน และที่ผ่านมาตนก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนหรือเรียกร้องอะไรจาก พล.อ.ประวิตร ดังนั้น เมื่อไม่ชัดเจน ตนจึงจำเป็นต้องตัดสินใจหาพรรคใหม่

ตรงๆไม่อ้อมค้อม! ‘อภิสิทธิ์’ชัดเจน กล้าประกาศไม่เอา’กล้าธรรม’

ตรงๆไม่อ้อมค้อม! 'อภิสิทธิ์'ชัดเจน กล้าประกาศไม่เอา'กล้าธรรม'

ตรงๆไม่อ้อมค้อม! ‘อภิสิทธิ์’ชัดเจน กล้าประกาศไม่เอา’กล้าธรรม’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.42 น.

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า อภิสิทธิ์ กล้าประกาศ ไม่เอากล้าธรรม

ถ้าใครได้ติดตามเวทีประชันวิสัยทัศน์ หรือเวทีดีเบต ที่จัดโดยไทยรัฐทีวี ซึ่งเป็นเวทีแรกที่เปิดให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่างๆ จำนวน 8 คน 8 พรรค ได้มาแสดงวิสัยทัศน์หรือจุดยืนทางการเมืองของแต่ละคน ของแต่ละพรรค ซึ่งไฮไลท์สำคัญอยู่ที่พิธีกรในรายการ คือคุณกาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ ได้ตั้งคำถามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกคนในคำถามเดียวกันว่า มีเงื่อนไขจะจับมือหรือไม่จับมือกับพรรคการเมืองใดบ้างในการเป็นรัฐบาล ส่วนใหญ่จะมีการตอบคำถามในลักษณะสงวนท่าที ตอบแบบกั๊กบ้าง ตอบแบบคลุมเครือบ้าง ไม่ฟันธงบ้าง แบบสไตล์การเมืองเดิมๆ ที่ถนอมน้ำใจประนีประนอม ไม่กล้าฟันธง โดยพยายามหลีกเลี่ยงระบุชื่อของพรรคการเมือง แต่จะตอบในลักษณะเรื่องไม่ร่วมกับพรรคทุนสีเทา พรรคที่มีคอรัปชั่น พรรคที่ขายชาติ ฯลฯ

แต่ในจำนวน 8 คนที่ตอบคำถามนี้ถูกใจผมมากที่สุด คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความชัดเจน ฟันธงอย่างไม่อ้อมค้อม และประกาศชัดว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการเอ่ยชื่อพรรคชัดเจน ซึ่งเป็นจุดแข็งของนายอภิสิทธิ์ และการที่นายอภิสิทธิ์ประกาศว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมนั้น ทำให้สังคมเชื่อถือ สังคมมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์พูดจริงและปฏิบัติได้ เพราะในอดีตที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์เคยประกาศสมัยเลือกตั้งปี 2562 ว่าจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากการเลือกตั้งแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนทำให้นายอภิสิทธิ์ประกาศลาออกจากตำแหน่งส.ส. เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีสัจจะ ซึ่งหาได้ยากในการเมืองยุคปัจจุบัน ที่มีแต่นักการเมืองศสับปลับ ตระบัดสัตย์ หวังประโยชน์เพื่อตัวเองเท่านั้น

เพราะฉะนั้นนี่คือเวทีแรกของการดีเบตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง แต่น่าเสียดายที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมไม่เข้าร่วมในรายการดีเบตครั้งนี้ ปล่อยให้เก้าอี้ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง2ว่างลง ถ้าเป็นเช่นนี้จะทำให้พรรคการเมืองที่ไม่ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาประชันวิสัยทัศน์จะเสียโอกาส และประชาชนที่ติดตามการเมือง รอฟังวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็จะเสียโอกาสไปด้วย

จึงอยากจะให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของทุกพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ1 ถือว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตัวจริง ส่วนอันดับ2 อันดับ3 ถือว่าเป็นตัวสำรอง ซึ่งประชาชนอยากจะฟังแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตัวจริงของพรรคการเมืองมากกว่าตัวสำรอง

นี่คือครั้งแรกของเวทีการประชันวิสัยทัศน์และเชื่อว่า ยังมีครั้งต่อไปของสื่อสำนักต่างๆ หรือเวทีต่างๆ จัดการประชันวิสัยทัศน์กันอีก และประชาชนจะได้รับฟังข้อมูล เพื่อนำมาพิจารณาในการตัดสินใจว่า ใครควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนต่อไป

‘ทบ.’ซัด’เขมร’ใส่ร้ายไทย ปั้นวาทกรรมปราศจากข้อเท็จจริง ลั่นไทยยึดกม.สากล

'ทบ.'ซัด'เขมร'ใส่ร้ายไทย ปั้นวาทกรรมปราศจากข้อเท็จจริง ลั่นไทยยึดกม.สากล

‘ทบ.’ซัด’เขมร’ใส่ร้ายไทย ปั้นวาทกรรมปราศจากข้อเท็จจริง ลั่นไทยยึดกม.สากล

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

‘ทบ.’ซัด’เขมร’ปั้นวาทกรรมปราศจากข้อเท็จจริง ลั่นไทยยึดกฎหมายสากล ไม่กระทำอาชญากรรมสงครามหรือสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าการเจรจาทวิภาคี

จากถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าว Fresh News เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกล่าวหาฝ่ายไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ตามชายแดน รวมถึงการอ้างว่าไทยกระทำอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมนั้น

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และสะท้อนความพยายามโยนความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ก่อขึ้นมาให้ฝ่ายไทยอย่างไม่เป็นธรรม

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า การปฏิบัติการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่เคยมีนโยบายหรือการกระทำใดที่มุ่งโจมตีพลเรือน บ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติตามที่ถูกกล่าวหา

ในทางตรงกันข้าม เป็นฝ่ายกัมพูชาที่มีพฤติกรรมยั่วยุ ใช้กำลังทางทหาร และเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอ้างแผนที่ฝ่ายเดียวซึ่งไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ขณะที่ข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยกระทำอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม หรือฝ่าฝืนข้อตกลงสันติภาพนั้น เป็นถ้อยคำที่ปราศจากหลักฐาน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใด สะท้อนถึงการใช้วาทกรรมทางการเมือง มากกว่าการยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เลิกใช้ถ้อยแถลงที่ยั่วยุ และหันกลับมาใช้กลไกการเจรจาทวิภาคีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

‘อนุทิน’เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์จิกมี – พระราชินีเจตซุน ในโอกาสเสด็จฯเยือนไทย

'อนุทิน'เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์จิกมี - พระราชินีเจตซุน ในโอกาสเสด็จฯเยือนไทย

‘อนุทิน’เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์จิกมี – พระราชินีเจตซุน ในโอกาสเสด็จฯเยือนไทย

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

‘อนุทิน’เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์จิกมี – พระราชินีเจตซุน ในโอกาสเสด็จฯเยือนไทย

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏานและสมเด็จพระราชินี ในโอกาสที่เสด็จมาเยือนประเทศไทยเพื่อรับการถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

จับตา! ‘ตรีนุช’ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

จับตา! 'ตรีนุช'ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

จับตา! ‘ตรีนุช’ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่มีกระแสข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะวางมือทางการเมือง ก่อนที่แกนนำพรรค พปชร.จะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว

ล่าสุดมีรายงานว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน และเลขาธิการพรรค พปชร. ที่เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค เตรียมจะถอนตัวออกจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยให้เหตุผลว่าอยากทุ่มเทในการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากจะลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จ.สระแก้ว ซึ่งต้องจับตาความชัดเจนในวันที่ 24 ธ.ค. ซึ่งจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค พปชร.

ปิดประตูตัวเอง ‘พรรคส้ม’ เลือกเกมเสี่ยง

ปิดประตูตัวเอง  ‘พรรคส้ม’ เลือกเกมเสี่ยง

ปิดประตูตัวเอง ‘พรรคส้ม’ เลือกเกมเสี่ยง

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.22 น.

การเมืองก่อนวันเลือกตั้งตามตำราของคนเล่นเป็น ไม่ใช่ช่วงเวลาของการรีบประกาศท่าที

แต่คือช่วงเวลาของการเก็บไพ่ไว้ในมือ
ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะตราบใดที่ผลยังไม่ออก ไม่มีใครรู้ว่าใครจะได้กี่เสียง และไม่มีใครรู้ว่าใครจะเป็นคนถือกุญแจจัดตั้งรัฐบาลจริง

คำพูดในช่วงนี้ จึงไม่ใช่แค่การสื่อสารกับประชาชน แต่มันคือการกำหนดกรอบการต่อรองของตัวเองล่วงหน้า

ใครพูดเร็ว มักเดินยากในจังหวะถัดไป
แต่พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม”
เลือกที่จะพูดเร็ว และกำหนดท่าทีของตัวเองตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม

ด้วยการประกาศว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล พรรคส้มจะไปเป็นฝ่ายค้าน

ไม่ใช่คำพูดหลุด ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ

หากเป็นการตัดสินใจที่คิดมาแล้ว
คิดมาแล้วว่าจะเลือกข้างทั้งที่ยังไม่เห็นผลเลือกตั้ง

และเป็นการส่งสัญญาณว่า พรรคส้มเลือกปิดประตู ความเป็นไปได้บางทาง
ตั้งแต่ยังไม่รู้ผลคะแนน

ผลของการตัดสินใจลักษณะนี้ ไม่ได้ซับซ้อนในทางการเมือง

เพราะทันทีที่พรรคเลือกจำกัดทางเลือกของตัวเอง อำนาจในการต่อรอง ย่อมลดลงตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้ สวนทางกับความจริงของการเมืองไทยปัจจุบัน

โครงสร้างการเลือกตั้ง การกระจายฐานเสียง และการแข่งขันในแต่ละเขต แทบไม่เปิดช่องให้พรรคใดพรรคหนึ่ง ได้เสียงเกิน 250 เสียงอยู่แล้ว
 

“รัฐบาลพรรคเดียว” จึงเป็นเป้าหมายเชิงความหวัง มากกว่าแผนที่สอดคล้องกับสนามจริง

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ หากพรรคใดได้อันดับหนึ่ง เส้นทางสู่การเป็นรัฐบาล
ย่อมหนีไม่พ้นการรวมเสียงจากพรรคอื่น

และอีกด้านหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเสียง แต่คือคำถามว่า
จะมีพรรคการเมืองใด พร้อมทำงานร่วมกับพรรคส้มจริง ๆ

ไม่ใช่แค่เรื่องจุดยืนทางนโยบาย
แต่รวมถึงวิธีคิด และวิธีทำงานร่วมกัน

ภาพลักษณ์ของพรรคส้มในสายตาพรรคการเมืองอื่น มักถูกมองว่าแข็งทื่อ
เชื่อว่าตัวเองถูกที่สุด และไม่เปิดพื้นที่ให้ความเห็นที่ต่าง

ท่าทีลักษณะนี้ อาจได้รับการยอมรับในหมู่ผู้สนับสนุน

แต่ในโลกของรัฐบาลผสม กลับกลายเป็นเงื่อนไข ที่ทำให้การทำงานร่วมกัน
เริ่มต้นได้ยาก

และนอกเหนือจากวิธีทำงาน ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

คือจุดยืนของพรรคส้ม ต่อสถาบันหลักของประเทศ และต่อกรอบความมั่นคงของรัฐ

แม้พรรคจะยืนยันว่า ต้องการการปฏิรูป
ไม่ใช่การเผชิญหน้า

แต่ท่าทีของแกนนำบางส่วน การสื่อสารในอดีต และการตั้งคำถามต่อกลไกความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ยังลังเลจะผูกชะตาทางการเมืองร่วมกัน

ในโลกของรัฐบาลผสม ความต่างทางนโยบายสามารถต่อรองได้

แต่ความไม่มั่นใจต่อกรอบอำนาจรัฐ
และเสถียรภาพทางการเมือง คือสิ่งที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่พร้อมรับความเสี่ยง

เหตุผลที่พรรคต้องรีบพูด ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก

แต่การอธิบายว่า พรรคส้มเสียความเชื่อมั่น เพราะโหวต “อนุทิน” เพียงอย่างเดียว
คือการมองการเมืองตื้นเกินไป

เพราะในความเป็นจริง ฐานเสียงจำนวนหนึ่ง ไม่ได้มองว่าอนุทิน ชาญวีรกูล
เป็นปัญหา

ตรงกันข้าม สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
โดยเฉพาะนอกเมืองใหญ่

อนุทินและพรรคภูมิใจไทยมถูกมองว่า
มีภาพ ความมั่นคง ความเด็ดขาด
และความเข้าใจกลไกรัฐ

จุดนี้เองคือพื้นที่ที่พรรคส้ม เสียไปทางการเมืองมานานแล้ว

ภาพจำของพรรคผูกกับการตั้งคำถามต่อกองทัพ การวิจารณ์บทบาททหาร
และการสื่อสารที่ชนกับกลไกความมั่นคงโดยตรง

ท่าทีเหล่านี้ อาจเป็นจุดยืนในสายตาแฟนคลับ แต่สำหรับประชาชนอีกจำนวนมาก
กลับกลายเป็นคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ

ภาพจำดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่อดีต ในทางปฏิบัติ พรรคส้มยังมีแกนนำที่สื่อสารในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งการตั้งคำถามต่อยุทธศาสตร์การรบ
การวิจารณ์การตัดสินใจของกองทัพ
และการสื่อสาร ที่วางกองทัพไว้ในตำแหน่ง ของผู้ที่ต้องอธิบายอยู่เสมอ

สำหรับแฟนคลับ สิ่งนี้อาจถูกมองว่าเป็นการตรวจสอบอำนาจ

แต่สำหรับประชาชนอีกจำนวนมาก
ท่าทีเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า
พรรคส้มพร้อมแค่ไหน กับบทบาทด้านความมั่นคงของรัฐ

เมื่อมองลงไปที่ตัวเลขในสนามจริง
ความเสี่ยงยิ่งเห็นชัดขึ้น

ฐานเสียงเดิมของพรรคส้ม ที่เคยได้ราว 151 เสียง วันนี้ไม่ได้อยู่ในจุดที่มั่นคงเหมือนเดิม

ในวงวิเคราะห์การเมือง เริ่มมีการประเมินว่า การรักษาระดับเดิมให้ได้
ไม่ใช่เรื่องง่าย

บางการประเมินไปไกลกว่านั้น ถึงขั้นมองว่า จำนวน สส. อาจต่ำกว่า 100 เสียงด้วยซ้ำ หากกระแสไม่เอื้อ และคะแนนถูกเฉือนในเขตนอกเมืองใหญ่

เมื่อภาพฐานเสียงยังไม่นิ่ง การพูดถึงเป้าหมายรัฐบาลพรรคเดียว จึงยิ่งห่างจากบริบทความเป็นจริงของสนาม

และทำให้คำถามเดิม ดังขึ้นเรื่อย ๆ พรรคส้มพร้อมแค่ไหน กับการเป็นรัฐบาลจริง?

ความเสี่ยงของพรรคส้มในสนามเลือกตั้ง
จึงชัดเจนขึ้น

หนึ่ง
พรรคส้มเสี่ยงเสียคะแนนจากกลุ่มลังเล
กลุ่มที่ต้องการรัฐบาล ซึ่งเดินต่อได้จริงหลังวันเลือกตั้ง

สอง
พรรคส้มเสี่ยงทำให้คู่แข่ง ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่พร้อมกว่า ในแง่ความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาล

สาม
พรรคส้มเสี่ยงต่อการถูกกำหนดบทบาท
ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ

จากพรรคที่ควรแข่งขัน เพื่อเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล กลับส่งสัญญาณว่า ยอมรับบทบาทฝ่ายค้าน ด้วยคำพูดของตัวเอง

ในเกมที่คำพูดกลายเป็นเงื่อนไข การพูดก่อน ไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นการกำหนดข้อจำกัดให้ตัวเอง

ทั้งในทางเลือก อำนาจต่อรอง และบทบาทหลังเลือกตั้ง ตั้งแต่เกมยังไม่เริ่มนับคะแนน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์