เขมรตั้งแง่ขอไปประชุมที่มาเลเซีย ถก‘จีบีซี’อลเวง! ไทยไม่ยอมต้องที่จันทบุรี

เขมรตั้งแง่ขอไปประชุมที่มาเลเซีย  ถก‘จีบีซี’อลเวง!  ไทยไม่ยอมต้องที่จันทบุรี

เขมรตั้งแง่ขอไปประชุมที่มาเลเซีย ถก‘จีบีซี’อลเวง! ไทยไม่ยอมต้องที่จันทบุรี

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เขมรตั้งแง่ขอไปประชุมที่มาเลเซีย ถก‘จีบีซี’อลเวง! ไทยไม่ยอมต้องที่จันทบุรี ‘ทรัมป์’ชี้ไทยเริ่มสงคราม ‘หนู’สวนเราไม่โจมตีก่อน

ปธน.ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวหาไทยเริ่มก่อนในสงครามกับกัมพูชา ด้านสื่อเขมรรีบงับ รายงานข่าวทันที ชี้ไทยเป็นฝ่ายเริ่มความขัดแย้งกับกัมพูชาในครั้งนี้ “อนุทิน”เดือดโต้ทันควัน ไม่เคยรุกรานใคร ชี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ให้จบระหว่างไทยกับเขมรเท่านั้นเตือนประเทศที่เข้ามาจุ้นต้องเป็นกลาง ในขณะที่ถกจีบีซี 24 ธค.อลเวง กัมพูชาขอให้ไปประชุมที่มาเลเซีย แต่ฝ่ายไทยต้องการประชุมที่จันทบุรีเท่านั้น

เมื่อวันที่ 23ธันวาคม2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ส่งหนังสือถึง พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช รมว.กลาโหมของไทย เสนอเปลี่ยนสถานที่จัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้ จากจังหวัดจันทบุรีของไทย เป็นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย

ทั้งนี้ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา ให้เหตุผลว่า “ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง จากการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา การประชุมจีบีซีจึงควรจัดขึ้นในสถานที่ซึ่งมีความปลอดภัยและเป็นกลาง” พร้อมทั้งเสริมว่า มาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประจำปีนี้ ตกลงที่จะอำนวยความสะดวกในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง นายสิหศักดิ์ พวงแก้ว รมว.การต่างประเทศไทยของไทย เปิดเผยหลังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนวาระพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่าการประชุมจีบีซี ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้ จะเกิดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ภายใต้กรอบของคณะกรรมการชายแดนทวิภาคีที่มีอยู่

ไทยยันต้องประชุมทในไทย

ผ็สื่อข่าวรายงานว่ากรณีฝ่ายเขมรขอไปประชุมที่มาเลเซียนั้น ฝ่ายไทยาทำหนังสือปฏิเสธตอบกลับไป โดยยืนยันให้มาประชุมที่ อ.บ้านแหลม จ.จันทบุรี เพื่อยืนยันการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ไม่ประชุมในประเทศ 3

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า ว่าไทยยังคงยึดหลักการเจรจา แต่การเจรจาครั้งต่อไปจะต้องมีรายละเอียดที่รัดกุมมากขึ้น พร้อมขอให้สื่อมวลชนและประชาชนเชื่อมั่นในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ว่าจะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ถึงแม้หลายประเทศจะแสดงท่าทีเป็นกลาง แต่ไทยไม่พบว่ามีประเทศใดออกมาประณามกัมพูชาในกรณีวางทุ่นระเบิดในเขตไทย ขณะที่กลับเรียกร้องให้ไทยลดการใช้กำลัง

จุดยืนไทยไม่เคยรุกรานใคร

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่ จ.จันทบุรี ในวันที่ 24 ธ.ค.ว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ผ่านมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมหยุดยิง แล้วกัมพูชาไปบอกกับนานาชาติว่าเขาหยุดยิง นานาชาติจึงมาถามว่าทำไมไทยถึงไม่หยุดยิง เราได้ชี้แจงไปว่าการหยุดยิงเป็นสิ่งที่สำคัญต้องพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย อย่างตอนไปประชุมอาเซียนเขาก็ไม่ได้กดดันเรา ขอให้ทั้งสองประเทศมาพูดคุยกัน และขอให้กัมพูชามาพูดคุยกับเรา ไม่ใช่ไปพูดคุยกับโลก แล้วให้โลกมาบอกเรา

เมื่อถามถึงกรณีที่ รมว.กลาโหม กล่าวว่าต่างชาติไม่เชื่อไทยแต่เชื่อกัมพูชามากกว่า จะแก้เกมนี้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจ หากเขาไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราต้องมีจุดยืน ซึ่งเมื่อเรามีจุดยืน ที่เราไม่ไปรุกรานเขา เราต้องการสันติภาพ และการหยุดยิงที่แท้จริง ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเราเช่นกัน และมิตรประเทศก็ควรที่จะเข้าใจเราและฟังเราด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปห่วงใยอะไรมาก เราก็ทำของเราไป มั่นใจในจุดยืนของเราและมั่นใจในตัวของเราเอง

ทรัมป์กล่าวหาไทยเริ่มสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวเปิดตัวแผนสร้างเรือรบลำใหม่ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้งทั่วโลก

. โดยตอนแรกประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนก่อน ระบุว่า “การเจรจาเรื่องยูเครน-รัสเซียยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาสูญเสียทหารไป 27,000 นายเมื่อเดือนที่แล้ว รวมถึงประชาชนด้วย มีความเกลียดชังอย่างรุนแรงระหว่างสองผู้นำ ปูตินและเซเลนสกี และผมหวังว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้”

. จากนั้นทรัมป์กล่าวว่า “ผมยุติสงครามไปแล้ว 8 ครั้ง รวมถึงของประเทศไทยที่กำลังดีขึ้น ที่พวกเขาเริ่มกับกัมพูชา พวกเขาเริ่มก่อสงครามอีกครั้ง แต่ผมคิดว่ามาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เราจัดการเรื่องนั้นได้ดีพอที่จะหยุดยั้งมันได้ ดังนั้นเราจึงหยุดสงครามไปแล้ว 8 ครั้ง”

. ซึ่งหลังทรัมป์พูดประโยคดังกล่าวออกไป ทางสื่อกัมพูชาก็รีบรายงานเรื่องนี้ทันที เพื่อพยายามกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาก่อน

“หนู”ยันไม่เคยรุกรานใคร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุเชิงกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายที่เปิดการโจมตีกัมพูชาก่อน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความจริงทุกคนทราบอยู่แล้ว ไม่มีความกังวลใดๆ เราเป็นฝ่ายถูกรุกราน ถูกโจมตีก่อน สิ่งที่เราทำคือการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา

เมื่อถามว่า หลายประเทศเข้าข้างกัมพูชา จะทำอย่างไรที่จะทำให้นานาชาติกลับมาเข้าใจประเทศไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังไม่เห็นมีประเทศไหนที่บอกว่ายืนอยู่ข้างใคร ประเทศที่มาพูดคุยก็บอกว่าเป็นกลางหมด ก็ยินดีที่ทุกประเทศเป็นกลาง อย่างไรก็ตาม เป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไข และทำให้จบสิ้นให้ได้ระหว่างประเทศเรากับคู่กรณี

ไม่รู้พิพาทจะเขมรจะจบหรือไม่

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯกล่าวในที่ประชุมแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ที่ตอนนี้ยังถือว่ายังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ

ที่ประชุม นายกฯยังพูดคุยถึงสถานการณ์ โดยรวมว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และเมื่อไหร่ โดยรับทราบว่าทางกระทรวงกลาโหม จะเริ่มมีการเจรจากับกัมพูชา ในวันที่ 24 ธันวาคม เป็นต้น โดยไทยยังคงยึดถือแนวทางว่ากัมพูชาจะต้อง

และหากจะกลับไปสู่ปฏิญญา ก็ต้องมาคุยในจุดที่ต้องถอนกําลังกันใหม่ โดยไทยยืนยันว่าจะต้องเป็นจุดที่เราอยู่ ณ ตอนนี้ และก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าวันที่ 24 ธันวาคมนี้จะจบหรือไม่ เพราะความเห็นระหว่างไทยกับกัมพูชายังไม่ตรงกัน

ครม.ทุ่ม846ล. ซื้อรถเอกซเรย์ ตรวจยาเสพติด คุมอาชญากรรม

ครม.ทุ่ม846ล.  ซื้อรถเอกซเรย์  ตรวจยาเสพติด  คุมอาชญากรรม

ครม.ทุ่ม846ล. ซื้อรถเอกซเรย์ ตรวจยาเสพติด คุมอาชญากรรม

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.เคาะ 846 ล้าน ให้ตร.จัดซื้อรถตรวจยานพาหนะแบบเอกซเรย์ เสริมศักยภาพสกัดขนยาเสพติด-ป้อกันภัยงอาชญากรรม

เมื่อวันที่ 23ธันวาคม2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติงบประมาณรายการเงินสำรอง จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 846 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการรถตรวจสอบอย่างพาหนะด้วยระบบเอกซเรย์แบบส่องผ่าน และแบบสะท้อนกลับ จำนวน 3 คัน วงเงิน 846 ล้านบาท ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอ เพื่อนำมาใช้ในการตรวจค้นหายาเสพติด วัตถุอันตรายและสิ่งผิดกฎหมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายในยานพาหนะที่สัญจรผ่านในพื้นที่ และยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ เช่น แนวชายแดน สถานที่จัดงานพิธีสำคัญ ท่าเรือกรมศุลกากร ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติการได้อย่างครอบคลุม

รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้บรรลุผล ครอบคลุมและเสริมประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบและปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ ในทุกพื้นที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เนื่องจากมีรายงานว่ามีการลักลอบเนื่องจากยาเสพติดเข้ามาที่ภาคเหนือ จำนวนมาก ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งว่าอุปกรณ์มีไม่เพียงพอและไม่ไม่สะดวก จึงขอรับการสนับสนุนเอกซเรย์เพื่อตรวจสอบรถต่างๆที่นำเข้ามาและง่ายต่อการเคลื่อนย้าย นายกฯ สั่งการ ให้ดำเนินการทุกอย่างตามระเบียบของราชการให้ครบถ้วน รอบคอบโดยให้สำนักงบประมาณตรวจสอบราคาอีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงการยุบสภา จึงต้องเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับทราบและมีความเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) ต่อไป

‘ศุภจี’แทงกั๊ก อุบไต๋แคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’ กล้าธรรมชง‘ธรรมนัส’นั่งนายกฯ

‘ศุภจี’แทงกั๊ก  อุบไต๋แคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’  กล้าธรรมชง‘ธรรมนัส’นั่งนายกฯ

‘ศุภจี’แทงกั๊ก อุบไต๋แคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’ กล้าธรรมชง‘ธรรมนัส’นั่งนายกฯ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อนุทิน” ยังไม่เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “ภูมิใจไทย” 24 ธันวาคม “พิพัฒน์” ย้ำ“ภท.”ส่งแคนดิเดตนายกฯครบ 3 คนแน่นอน หวั่นถูกใช้คำว่าจริยธรรมวัดมาตรฐานในอนาคต ‘สีหศักดิ์’แจง‘อนุทิน’ไม่เคยทาบทามเป็นแคนดิเดตนายกฯ ย้ำไม่ประสงค์งานการเมือง ประสงค์แต่งานต่างประเทศ ‘ศุภจี’แย้ม‘เดี๋ยวก็รู้’ปมตอบรับแคนดิเดตนายกฯ‘ภูมิใจไทย’ ‘ไชยชนก’ปัดตอบ‘ศุภจี-สีหศักดิ์’ตอบรับนั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’หรือไม่ โยนถาม‘อนุทิน’แคนดิเดต ‘ธรรมนัส” ลั่นเป็นแคนดิเดตนายกฯ กล้าธรรมคนเดียว ประกาศให้รู้ไปเลยเจ้าของพรรคคือผม ไม่หวั่นถูกโจมตี บอกชาวบ้านชินแล้ว โวมีอดีต สส.เกรด Aร่วมงานเยอะ โฆษกรัฐบาล เผยครม.เห็นชอบหลักการงบเลือกตั้ง กกต.ขอมา 8,978 ล้าน ให้สำนักงบฯไปร่วมดูรายละเอียด ใช้จ่ายให้ประหยัดที่สุด

เมื่อเวลา 11.48 น.วันที่ 23 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวันที่ 24 ธ.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทยจะแถลงเปิดนโยบาย ที่ใช้ในการเลือกตั้งจะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 คนหรือไม่ว่า “ยัง ยัง” เมื่อถามต่อว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ นายอนุทิน หยุดฟังคำถาม แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว และเดินออกจากวงสัมภาษณ์

‘พิพัฒน์’ย้ำภท.ต้องพยายามถึงที่สุด

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงการทำพื้นที่เพื่อเตรียมรับศึกเลือกตั้ง ว่า พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามอย่างถึงที่สุดเนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 69 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากว่า 30 กว่าปี ฉะนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนพร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค เรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

เมื่อถามว่า เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี68โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหา และเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า นายกฯได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า97%ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัด โดยจะพยายามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

ย้ำเป้าสส.ใต้ไม่น้อยกว่า30เก้าอี้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส. กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่ายังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส.ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขตที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับภูมิใจไทย

คนภาคใต้14จังหวัดเป็นผู้ชี้ขาด

เมื่อถามว่าขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส.จากพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว ฉะนั้น เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

ภท.ส่งแคนดิเดตนายกฯครบ3คน

เมื่อถามว่า การประชุมพรรคภูมิใจไทยวันที่ 24 ธ.ค. จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

เมื่อถามย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ จะเปิดครบทั้ง 3 คนเลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายอนุทินเป็นเบอร์ 1ส่วนอีก 2 คนขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมา เห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใดเพราะในปัจจุบันหรืออดีต หากมีความผิดพลาดขึ้นมาจะได้มีนายกฯที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

‘สีหศักดิ์’ย้ำไม่ประสงค์งานการเมือง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)หลังมีภาพโปสเตอร์เชิญชวนแถลงนโยบายในวันที่ 24 ธ.ค.ซึ่งเป็นภาพตนเองยืนขนาบข้าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง โดยนายสีหศักดิ์กล่าวว่า”เปล่าครับ ไม่ได้เป็น ผมรับผิดชอบในส่วนของการต่างประเทศเป็นหลักซึ่งเป็นบทบาทของผม”เมื่อถามว่าหากนายอนุทินร้องขอให้เป็นแคนดิเดตนายกฯจะรับหรือไม่นายสีหศักดิ์ตอบว่า ตนไม่มีความประสงค์ทางการเมือง ขอรอดูสถานการณ์อีกที

เผย‘หนู’ยังไม่เคยมีการทาบทาม

เมื่อถามว่าบอกได้หรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยลงตัวแล้วหรือยัง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า”ก็นายกฯคงพิจารณาอยู่มั้งครับ”เมื่อถามต่อว่าแคนดิเดตใช่ตัวนายเอกนิติ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์รมว.พาณิชย์ หรือไม่ นายสีหศักดิ์ระบุว่า ต้องไปถามนายเอกนิติและนางศุภจี เอง

เมื่อถามว่าที่ผ่านมานายอนุทินเคยทาบทามให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยมีการทาบทาม เพราะเข้าใจว่ามี 2 ท่านอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งหน้า จะกลับมาเป็นรมว.ต่างประเทศ อีกใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ขณะนี้ตนดูแลเรื่องการต่างประเทศอยู่

‘เอกนิติ’อุบตอบแคนดิเดตนายกฯ

ขณะที่ นายเอกนิติ เดินทางเข้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย โดยนายเอกนิติอยู่ระหว่างเดินคุยโทรศัพท์

‘ศุภจี’แย้ม‘เดี๋ยวก็รู้’แคนดิเดตนายกฯ

เวลา 13.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนหลังมีกระแสข่าวว่าได้ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)แล้วว่า“เดี๋ยวก็ได้ยิน เดี๋ยวก็รู้”

เมื่อถามย้ำว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มาพูดคุยอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นางศุกจี กล่าวว่า“คุยกันเสร็จแล้ว”ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที

‘ไชยชนก’ปัดตอบปม‘ศุภจี-สีหศักดิ์’

เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.)กล่าวถึงความชัดเจนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่นอกเหนือจากรายชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคแล้วจะชื่อของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ใช่หรือไม่ว่า เรื่องนี้ต้องรอหัวหน้าพรรค เป็นผู้ประกาศ จะเป็นใครอย่างไรก็เป็นอำนาจของหัวหน้าพรรค แม้ว่าจะปรากฏภาพของตนอยู่ในโปสเตอร์แต่ไม่ใช่หนึ่งในรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน เพราะยังต้องเก็บประสบการณ์อีกเยอะ

โยนถาม‘อนุทิน’แคนดิเดตนายกฯ

เมื่อถามถึงเหตุผลที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังปฏิเสธแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายไชยชนกกล่าวว่า ขอให้ไปถามนายอนุทิน เพราะนายเอกนิติ พูดคุยกับนายอนุทิน เป็นการส่วนตัว

เมื่อถามว่าการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคจะมีเซอร์ไพรส์อะไรหรือไม่ นายไชยชนก เลี่ยงที่จะตอบคำถามดังกล่าวระบุเพียงว่า”คำถามนี้อีกแล้ว คราวที่แล้วถามผมว่าจะมีเซอร์ไพรส์เรื่องแคนดิเดตไหม แล้วถามผมว่าจะมีลุงเนป้าต่ายหรือไม่ ผมก็บอกว่าไม่มี พวกพี่ก็เอาไปบิดว่าจะเป็นไปตามที่ทุกคนคาดคิด เรื่องนี้อ่อนไหวในช่วงเวลาใกล้เลือกตั้งดังนั้นขอให้รอฟังการแถลงอย่างเป็นทางการจากนายอนุทิน ดีกว่า”

ผู้สื่อข่าวถามถึงในวันรับสมัครสส.บัญชีรายชื่อ แกนนำของพรรคภูมิใจไทยจะนำทัพผู้สมัครไปสมัครพร้อมกันใช่หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ก็คงเป็นไปตามปกติ คือไปด้วยกัน ส่วนจะมีสีสันในการเดินทางไปอย่างไรก็ขอให้รอวันนั้น

‘ธรรมนัส’ลั่นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมว่ามีคนเดียวก็คือตนเอง เราไม่อยากให้มองว่า เอาคนนั้นคนนี้เข้ามา เอาคนเดียวให้ชัดไปเลย เมื่อถามว่าไม่กลัวว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า”การเมืองต้องกล้าได้กล้าเสีย”

ไม่หวั่นถูกโจมตี บอกชาวบ้านชินแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวจะส่งผลกระทบหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ก็เป็นเป้าถูกโจมตี ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า โดนมาตลอดอยู่แล้ว โดนจนชิน จนแถวบ้านเขารับได้ ส่วนที่เปลี่ยนมาเป็นแคนดิเดตเพียงคนเดียวเพราะการเมืองตนคิดไม่เหมือนคนอื่น

“การเมืองถ้าจะเดินให้ชัดเจน เราไม่อยากให้มองว่า พรรคนี้รู้ทั้งรู้ว่าเจ้าของพรรคคือผมก็ให้รู้ไปเลย”ร้อยเอกธรรมนัสย้ำ เมื่อถามว่าส่วนตัวแล้วพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนอยากนำให้ลูกพรรคมีชัยชนะเยอะที่สุด ไม่ได้คิดเรื่องนั้น

เปิดผู้สมัครสส.ชิงศึกเลือกตั้ง25ธค.

ส่วนวันที่ 25ธันวาคมนี้ จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม จะเป็นในรูปแบบใด ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคที่ได้วางแผนเอาไว้ ส่วนสโลแกนหาเสียงของพรรคก็เป็นไปตามข่าวคือ “ทำมากกว่าพูด”

เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมตั้งเป้าจำนวน สส.ที่จะเข้าไปทำงานในสภาไว้จำนวนเท่าไหร่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า คนที่เป็นการเมืองจริงๆ ก็จะประเมินต่ำไว้ก่อน แต่การตั้งเป้าก็ต้องเป็นไปตามที่ทางยุทธศาสตร์ของพรรควางไว้ ตนอยู่การเมืองมานานก็ไม่อยากตั้งเป้าไว้สูงเกินไป และการเมืองก็ไม่มีอะไรแน่นอน

โวมีอดีตสส.เกรด Aร่วมงานเยอะ

เมื่อถามว่าอดีตสส.ที่ย้ายมาสังกัดพรรคและรวมกับสส.เดิมของพรรคกล้าธรรมนั้นขณะนี้มีจำนวนเท่าไหร่ ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า จำไม่ได้น่าจะประมาณ 60 กว่าคน อดีต สส.เกรด A อยู่กับพรรคกล้าธรรมมากพอสมควร ส่วนผู้สมัครที่พลาดครั้งที่แล้ว ก็อยู่กับตนมานาน ก็เชื่อว่าเขาจะเข้าใจดี

ส่วนคาดหวังจังหวัดใดเป็นพิเศษหรือไม่ที่จะได้สส.ยกจังหวัด เช่นจังหวัดพะเยา ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ก็มีหลายจังหวัดแต่ไม่อยากพูด ส่วนภาคใต้เราก็ตั้งเป้าตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์วางไว้ ตนไม่แม่นเรื่องตัวเลข ซึ่งครั้งนี้ตนไม่ได้ลงสมัครสส. แบบแบ่งเขต เพราะให้น้องชายลง ตนเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสหมายเลข 1

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนประกาศจะไม่จับมือกับพรรคภูมิใจไทย หากเป็นรัฐบาล นั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ยังไกลไป อย่าเพิ่งไปพูด พอทำไม่ได้แล้วจะเสียคน

‘ทสท.’เปิดตัว‘สุรเดช’แม่ทัพเศรษฐกิจ

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยประกาศเปิดตัวนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย เข้าร่วมงานการเมืองอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบหมายภารกิจสำคัญในการกำกับดูแล“นโยบายเศรษฐกิจและความยั่งยืนของประเทศ”โดยครั้งนี้ จะได้นำประสบการณ์และความสำเร็จมาต่อยอดเพื่อ เชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ ประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ท้องถิ่น และส่วนกลางให้ทำงานสอดประสานกัน พร้อมกับ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยนโยบายที่เข้าใจปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่าพรรคไทยสร้างไทยยืนยันการเฟ้นหาบุคลากรคุณภาพตาม Motto พรรค“ไม่โกง มีประสบการณ์ ทำงานสำเร็จ”โดยนายสุรเดชถือเป็นบุคลากรที่หาได้ยาก ด้วยความสามารถที่ผสมผสานอย่างลงตัวทั้งด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี การเงิน และการบริหารรัฐกิจ อีกทั้งยังมีประสบการณ์เป็นอาจารย์ผู้สอนด้านนโยบายสาธารณะมายาวนานกว่า 10 ปี จึงเชื่อมั่นว่าจะช่วย Restart Thailand” สร้างไทยให้ “ยืนหนึ่ง”ปฏิรูประบบราชการ ปราบคอร์รัปชัน ยกเครื่องกฎหมาย พัฒนาคน และฟื้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือ 5 คลื่นยักษ์ที่กำลังถาโถมประเทศ

“นายสุรเดชเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมผลักดัน“ขอนแก่นโมเดล”ต้นแบบการพัฒนาเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือของภาคเอกชนและท้องถิ่นจนได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ครั้งนี้นายสุรเดช จะนำบทเรียนและความสำเร็จดังกล่าวมาต่อยอด เชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทำงานสอดประสานกันระหว่าง ภาคเอกชน ท้องถิ่นและส่วนกลาง”หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ย้ำ

‘ครม.เคาะงบลต.กกต.ขอ8,978ล้าน

เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักน่ยกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องขอรับงบประมาณรายจ่ายกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และการทำประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบฯ เป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง 6,750 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายสำหรับการออกเสียงประชามติ 525 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ทั้งกรมการปกครอง กระทรวงต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กทม. กรมประชาสัมพันธ์ อีก 1,700 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 8,978 ล้านบาท ซึ่งครม.เห็นชอบในหลักการไม่เกินวงเงินที่ กกต. ขอมา ทั้งนี้ ให้สำนักงบประมาณ ไปดูรายละเอียดร่วมกับ กกต. ขอให้ใช้จ่ายให้ประหยัดที่สุด

ศาลอาญาฯสั่งกกต. แจง10ข้อคดีฮั้วสว. นัดฟังคำสั่ง27ม.ค.

ศาลอาญาฯสั่งกกต.  แจง10ข้อคดีฮั้วสว.  นัดฟังคำสั่ง27ม.ค.

ศาลอาญาฯสั่งกกต. แจง10ข้อคดีฮั้วสว. นัดฟังคำสั่ง27ม.ค.

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง กกต.แจง 10 ข้อ คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ตามที่ สว.สำรอง ยื่นฟ้อง 8 กกต.นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง ครั้งที่ 3 วันที่ 27 ม.ค.2569

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องคดี อท.185/2568 คดีที่นายอัครวัฒน์พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.กับพวก กกต.และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.รวมทั้งหมด 8 คน เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 157พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ปี 2561 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง,88 ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 ข้อ 92,93จากคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36

ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันเดียวกันนี้ โจทก์เดินทางมาศาล ก่อนหน้านี้ศาลเคยนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน วันดังกล่าวศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง โดยทำคำฟ้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาลภายในวันที่ 4 ธันวาคม โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ต่อศาลซึ่งเป็นการยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงให้รับฟ้องฉบับดังกล่าวไว้ เพื่อตรวจฟ้อง

ศาลสอบโจทก์เกี่ยวกับการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสว.ในคดีนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยโจทก์แถลงว่าเพื่อต้องการให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งสว.ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดต่อศาลฎีกา

ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า หากจำเลยที่ 1-7 และ 8 ไม่สั่งรับเรื่องและไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ย่อมทำให้พ้นกำหนดระยะเวลาในการดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาจำเลย229 คนนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลดังกล่าว ซึ่งสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้โดยไม่จำต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด เพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีเห็นควรมีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมแนบสำเนาคำฟ้อง และสำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้1.การสั่งรับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวน และการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ตามฟ้องเกิดขึ้นเมื่อใด

2.การสั่งรับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวน และการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ดังกล่าวเป็นไปโดยล่าช้าหรือไม่ เพราะเหตุใด 3.การสืบสวนและไต่สวนดังกล่าวมีการขยายระยะเวลาหรือไม่ เพราะเหตุใด เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับใด พร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง 4.การสืบสวนและไต่สวนดังกล่าวมีกรอบระยะเวลาเท่าใด เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับใด พร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการดำเนินการสืบสวนและไต่สวนเป็นไปตาม กรอบระยะเวลาหรือไม่ เพราะเหตุใด

5.หากคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ดำเนินการภายในกรอบระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะส่งผลอย่างไร

6.การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับใด เหตุใดจึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคณะดังกล่าว พร้อมจัดส่ง เอกสารที่เกี่ยวข้อง7.ปัจจุบันการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ผลเป็นประการใด พร้อมจัดส่ง เอกสารที่เกี่ยวข้อง 8.กรณีตามฟ้อง เอกสารในสำนวนคดีของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 เป็นเอกสารใด มีลักษณะเป็นความลับหรือไม่ และมีการนำเอกสารในสำนวนคดีดังกล่าวเผยแพร่ สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ พร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง

9.การยื่นขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนอกจากต้องยื่นคำร้องคัดค้าน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สามารถทำได้โดยวิธีใด และมีกรอบระยะเวลาหรือไม่ อย่างไร และ 10.นอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ผู้ใดมีสิทธิยื่นขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับ เลือกตั้งเป็นสว.ต่อศาลฎีกา และหากมีการยื่นขอให้เพิกถอนดังกล่าวมีกรอบระยะเวลาหรือไม่ เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับใด เห็นควรมีหนังสือถึง สน.ทุ่งสองห้อง พร้อมแนบสำเนาคำฟ้อง และสำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนใด ผลเป็นประการใด พร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและ สน.ทุ่งสองห้อง ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ภายในวันที่ 23 มกราคม 2569 เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณามีคำสั่งหรือพิพากษา จึงให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.30น.

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“จากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาดหรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯ ที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม

แกนนำพรรคภูมิใจไทย

รบ.หนุนทุกเหล่าทัพสู้ศึกเขมร ไฟเขียว5พันล. อนุมัติงบกลางอีก206ล.ให้ทบ.

รบ.หนุนทุกเหล่าทัพสู้ศึกเขมร  ไฟเขียว5พันล.  อนุมัติงบกลางอีก206ล.ให้ทบ.

รบ.หนุนทุกเหล่าทัพสู้ศึกเขมร ไฟเขียว5พันล. อนุมัติงบกลางอีก206ล.ให้ทบ.

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.หนุนทุกเหล่าทัพสู้ศึกเขมร ไฟเขียว5พันล. อนุมัติงบกลางอีก206ล.ให้ทบ. ‘ทภ.2’ถล่ม18เป้าหมาย ทหารไทยพลีชีพอีก1นาย

ทภ.2 เจาะ 18 เป้าหมายฐานทหารกัมพูชาผามออีแดง-ช่องอานม้า เขมรระดม BM-21 และปืนใหญ่ตอบโต้ พบรถถังติดอาวุธยิงควบคุมช่องภูผี พื้นที่รอบภูมะเขือ ปะทะต่อเนื่องด้าน‘สุรินทร์’ปะทะหนัก เขมรจ้องประชิดปราสาทตาเมือนธมชาวบ้านเฝ้าระวัง‘โดรน-สายลับ’ครม.ไฟเขียวงบกลาง206ล้าน เสริมเขี้ยวเล็บทบ.พร้อมอนุมัติอีกกว่า5พันล้าน ให้ทุกเหล่าทัพสู้ศึกชายแดน เผยอนุมัติแก้กรอบเวลาเยียวยาผู้ประสบเหตุชายแดน เป็นตั้งแต่ 16ก.ค.68 ไปถึงจนกว่าสถานการณ์จะปกติ ยัน มีปูนบำเหน็จทหาร-ขรก.ในพื้นที่แน่ รอคลี่คลายก่อน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ธ.ค. 2568 มีกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานใต้วานนี้ (22 ธันวาคม)โดยตลอดทั้งวันเกิดการปะทะและการใช้กำลังทางทหารหลายจุดสำคัญ

ทภ.2เจาะ18เป้าหมายฐานทหารเขมร

ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ฝ่ายไทยใช้การยิงสนับสนุนแบบรวมอำนาจ โดยมุ่งเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา ที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอย่างน้อย 18 เป้าหมาย ในพื้นที่ผามออีแดงและช่องคานม้า ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาตอบโต้ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และปืนใหญ่จำนวนมาก แต่ความแม่นยำต่ำส่วนใหญ่ตกนอกพื้นที่สำคัญ ด้านการใช้ UAV ของฝ่ายกัมพูชายังเป็นการบินลาดตระเวนเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่สามารถหยุดหรือทำลายระบบการยิงของฝ่ายไทยได้ โดยภาพรวม ไทยยังได้เปรียบทั้งด้านการควบคุมพื้นที่ จังหวะการรบ และการเลือกเป้าหมายเชิงยุทธการ

กองทัพภาคที่ 2 เผยว่า ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีพื้นที่ช่องบก มีการเฝ้าตรวจของกำลังฝ่ายไทยต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้า ช่วงกลางวันไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญของทหารกัมพูชา ก่อนที่ช่วงค่ำ ไทยตรวจพบฐานที่มั่นที่เป็นภัยคุกคามกับประเทศไทยโดยฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาในพื้นที่ ฝ่ายไทยจึงจำเป็น ต้องใช้อาวุธยิงใส่เป้าหมายกำลังฝ่ายกัมพูชา ที่มีกำลังพลอยู่ประมาณ 30 นาย บริเวณทิศใต้ของช่องอานม้า

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษพื้นที่แนวซำแต–โดนตรวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนัก ปืนใหญ่ ปืน ค. และรถถัง ยิงเข้ามายังฝ่ายไทย พร้อมพยายามค้นหาที่ตั้งรถถังของไทย โดยฝ่ายไทยตรวจพบรถถัง ฝ่ายกัมพูชาอย่างน้อย 4 คัน และใช้อาวุธปืนใหญ่ยิงควบคุมพื้นที่รอบภูผี ซึ่งเป็นฐานยิงหลักของทหารกัมพูชา ส่งผลให้ไทยทำลายเป้าหมายได้หลายจุด

เขมรบินโดรนสอดแนม-ยิงโจมตีไทย

บริเวณผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงอาวุธ ปืนใหญ่ จากเนิน 281 เข้าสู่พื้นที่ภูมะเขือ จาก ตรวจพบรถบรรทุก 2 คันเคลื่อนที่จากบ้านโกมุย รวมถึงมีการยิงปืนใหญ่และ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามาพื้นที่ฝ่ายไทยหลายระลอก กระสุนบางส่วนตกในพื้นที่บ้านภูมิซรอล ขณะที่ฝ่ายไทยใช้อาวุธปืนใหญ่และปืนค. ยิงตอบโต้บริเวณผามออีแดงและช่องคานม้า เพื่อทำลายเส้นทางลำเลียง ยุทโธปกรณ์และกำลังพลของกัมพูชานอกจากนี้ ในพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ตรวจพบโดรนขนาดใหญ่ของกัมพูชาใช้โดรนบินจากภูมะเขือไปยังผามออีแดง เพื่อตรวจดูสภาพพื้นที่ของฝ่ายไทย

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ส่วนหลังของจังหวัดศรีสะเกษ มีรายงานกระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบชนิดตกในพื้นที่บ้านภูมิซรอลและบ้านซำเม็ง ส่งผลให้สายไฟฟ้าแรงสูงขาด ทำให้ไฟฟ้าดับในทั้งสองหมู่บ้าน

เขมรยิงBM-21ใส่ตาควรทหารไทยเจ็บ1

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี ตรวจพบบุคคลอยู่บนอาคารสูง ก่อนมีโดรนหลายลำบินขึ้น ขณะที่กัมพูชาร้องขอการสนับสนุนกระสุนเสบียงให้เข้ามาส่งพื้นที่พื้นที่คนาและตาควาย ฝ่ายไทยสถาปนาที่มั่นและตรึงกำลังต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทหารกัมพูชายังยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามาในพื้นที่ตาควาย ทำให้กำลังพลไทยบาดเจ็บ 1 นาย และพบการบินโดรนหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณเนิน 350

ส่วนพื้นที่ช่องกร่าง พบการเสริมกำลังของกัมพูชา ขณะที่พื้นที่ปราสาทตาเมือนธมมีการยิงปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามาในพื้นที่ รวมถึงใช้อาวุธ RPG ยิงใส่ฐานฝ่ายไทยส่งผลให้มีกำลังพลบาดเจ็บอีก 1 นาย และตรวจพบ UAV ช่วงค่ำ

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์พื้นที่ช่องสายตะกู ทั้งสองฝ่ายยังตรึงกำลังตลอดแนว ไม่มีรายงานการปะทะรุนแรงเพิ่มเติม

สุรินทร์เดือด-เขมรเคลื่อนพลประชิดชายแดน

ที่จ.สุรินทร์ รายงานสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมตลอดทั้งวัน ไทยกับกัมพูชามีการปะทะกันต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่เช้าถึงเย็น มีการยิงปะทะกันด้วยปืนใหญ่ตอบโต้กันอย่างหนักหน่วง ฝั่งกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้ามาฝั่งไทย 5-6 ชุดการปะทะหนักกว่าช่วงที่ผ่านมา BM-21 หลายลูกเข้ามาตกเขตพื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะสวนยางพารา ป่ามันสำปะหลัง บางส่วนตกในป่าอ้อยทำให้เกิดไฟลุกไหม้

ขณะที่ช่วงค่ำฝั่งไทยพบความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝั่งกัมพูชาที่พยายามเข้ามาประชิดชายแดนบริเวณด้านปราสาทตาเมือนธม จึงระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่เพื่อกดดันแนวรบกองกำลังกัมพูชาที่จะเข้ามา มองเห็นดวงไฟลูกกระสุนปืนใหญ่มุ่งหน้าไปทางปราสาทตาเมือนธมอย่างชัดเจนจนถึงเวลา 18.30 น. วันที่ 22 ธ.ค.68 เสียงปืนใหญ่ฝั่งไทยจึงเงียบเสียงลง

ชาวบ้านเฝ้าระวังโดรน-สายลับ

ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงนำผ้ามาคลุมหลอดไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์นอกบ้าน เพื่อพรางแสงให้เหลือน้อยที่สุด ป้องกันตกเป็นเป้าโดรนพลีชีพของกัมพูชา นอกจากนี้ในพื้น อ.พนมดงรัก ได้ปิดไฟส่องสว่างบนถนนตามหมู่บ้าน และถนนสายหลัก 224 ตลอดเส้นทาง ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียด ต้องเฝ้าระวังต่อสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ด้านนายอภิรักษ์ อนุทูล ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ต.ตาเมียง ซึ่งมีพื้นที่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธม กล่าวว่า เรื่องสำคัญขณะนี้ต้องเฝ้าระวังเข้มงวดคือ บุคคลแปลกหน้าที่จะเข้ามาในพื้นที่ตอนนี้กัมพูชามีความพยายามเข้ามาประชิดชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธมไปจนถึงช่องกร่าง และเนิน 350 ซึ่งต้องขอความร่วมมือผู้อพยพที่อยู่ยังศูนย์พักพิง ตอนนี้สถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ยังไม่ให้กลับเข้าพื้นที่

ครม.ไฟเขียว206ล.เสริมเขี้ยวเล็บทบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.มีมติอนุมัติงบกลางสำหรับกองทัพบก (ทบ.) จัดหายุทธภัณฑ์เพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพของกำลังพลอีก 206 ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดอยู่ในชั้นความลับ แต่เรียนให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลได้สนับสนุนกองทัพในการเสริมศักยภาพครั้งนี้ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อสนับสนุนกระทรวงกลาโหมโดยผ่านกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศเพิ่มเติมอีกในกรอบวงเงิน 5,050,871,138 บาทรายละเอียดอยู่ในชั้นความลับเช่นกัน แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนกำลังพลอย่างเต็มที่ต่อภารกิจที่กำลังปฏิบัติอยู่ เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอมติครม.ในการทบทวนมติครม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เนื่องจากมติ ครม.ดังกล่าว ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม- 2 สิงหาคม มติซึ่งครม. ครั้งนั้นทำให้ผู้ที่ประสบเหตุหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ไปเหยียบกับระเบิด หรือกรณีมีการปะทะกันหลังจากวันนั้นมา ผู้ที่ประสบเหตุจะไม่เข้าหลักเกณฑ์เลย ดังนั้น สมช.จึงขอปรับมติ ครม.ใหม่ โดยใช้กรอบวงเงินเดิมจากวันที่ 16 กรกฎาคมไปจนกว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งหลักเกณฑ์การเยียวยาเป็นเช่นเดิมทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจบเหตุ จะมีงานเยียวยาปูนบำเหน็จทหารในภาพรวมหรือไม่ นายศิริพงษ์กล่าวว่า วันนี้พูดคุยกันประเด็นนี้ ไม่ได้หมายถึงทหารเท่านั้น แต่หมายถึงข้าราชการในพื้นที่อพยพทั้งหมด ที่ไม่ว่าจะเป็นในศูนย์อพยพหรือ ผู้ที่ต้องไปอำนวยความสะดวกจะพูดคุยกันครั้งถัดไปในที่ประชุมครม.

เมื่อถามย้ำว่า จะมีความชัดเจนว่าให้เป็นเงินหรือปูนบำเหน็จ นายสิริพงษ์กล่าวว่า มีแน่นอน เพราะเป็นแนวทางของรัฐบาลอยู่แล้ว ปัจจุบันอาจเร็วเกินไปที่จะพูดถึง การให้ขวัญและกำลังใจและการปูนบำเหน็จ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ได้คลี่คลาย แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ตอนนี้คือ การสนับสนุนตามคำขอของฝ่ายความมั่นคงในทุกรูปแบบเท่าที่ รัฐบาลสามารถจะดำเนินการได้ ซึ่งจากข้อสั่งการนายกฯกรณีที่ทายาทกำลังพลเสียชีวิตจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ทายาทของเขาเหล่านั้นสามารถบรรจุได้ ส่วนเรื่องการปูนบำเหน็จรางวัล ทั้งในส่วนของกำลังพลและส่วนข้าราชการพลเรือนจะเป็นเรื่องที่จะนำมาพูดคุยกันในครั้งต่อไป

ปราชญ์ สามสี สดุดี จ่าเริง วีรบุรุษเนิน 350 ผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิต

ปราชญ์ สามสี สดุดี จ่าเริง วีรบุรุษเนิน 350 ผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิต

ปราชญ์ สามสี สดุดี จ่าเริง วีรบุรุษเนิน 350 ผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิต

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.37 น.

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี”  ระบุว่า 

ผมอยากเริ่มต้นด้วยคำธรรมดาที่สุด
แต่เป็นคำที่ออกมาจากใจจริงที่สุดคำหนึ่ง
ขอบคุณครับ…จ่าเริง
ขอบคุณที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นว่า
คำว่า ความกล้าหาญ ยังมีอยู่จริง
ไม่ใช่ในภาพยนตร์ ไม่ใช่ในคำปราศรัย
แต่เป็นความกล้าหาญที่แลกมาด้วยลมหายใจสุดท้ายของมนุษย์คนหนึ่ง
วันนี้ เราไม่ได้เพียงสูญเสียทหารสองนาย
แต่เราได้เห็นชัดเจนว่า
อธิปไตยของประเทศนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนเส้นหมึกในแผนที่
แต่วางอยู่บนชีวิตของคนที่ยืนอยู่แนวหน้า
คนที่ยอมรับความตายไว้กับตัว
เพื่อให้คนอื่นยังได้กลับบ้าน
ภารกิจของ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน
เกิดขึ้นบนเนิน 350
พื้นที่ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเนินเขา
แต่เป็นที่มั่นที่ฝ่ายตรงข้ามเตรียมการมาอย่างแน่นหนา
มีบังเกอร์ มีแนวป้องกัน
และเป็นจุดที่รู้กันดีว่า “เข้าไม่ง่าย และออกไม่ง่าย”
อาวุธที่เขาใช้
เป็นอาวุธหนัก
ต้องใช้คนยิง ต้องใช้คนคุ้มกัน
แต่ในวินาทีที่สถานการณ์บีบคั้น
เขาเลือกจะยืนอยู่ตรงจุดที่อันตรายที่สุด
เพื่อให้เพื่อนที่เหลือมีโอกาสรอด
เขาไม่ถอย
เขาไม่ทิ้งที่มั่น
และเขาไม่ยอมให้ความกลัวพาเขาหนีจากหน้าที่
ความกล้าหาญแบบนี้
ไม่ใช่เรื่องของความฮึกเหิม
แต่คือการตัดสินใจที่หนักหนาที่สุดในชีวิต
ระหว่าง “ฉันจะรอด” กับ “เพื่อนฉันต้องรอด”
และเขาเลือกอย่างที่มนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีเลือก
เลือกยืนอยู่จนวินาทีสุดท้าย
หลังการปะทะ
ร่างของเขาและเพื่อนทหารอีกนาย
ยังค้างอยู่บนเนินนั้นหลายวัน
ไม่มีใครไม่รู้ว่าการนำร่างลงมา
เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย
แต่นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมเคารพกองทัพไทยอย่างสุดหัวใจ
เราไม่ทิ้งคนของเราไว้ข้างหลัง
ไม่ว่าศพจะอยู่ตรงไหน
ประเทศนี้จะพาเขากลับบ้าน
และตรงจุดนี้เอง
ที่คำว่า จริยธรรมบนสนามรบ ปรากฏชัดขึ้นมาอย่างเจ็บลึก
เพราะในขณะที่ฝ่ายหนึ่งยอมเสี่ยงชีวิต
เพื่อนำร่างเพื่อนกลับมา
อีกฝ่ายกลับมีเรื่องเล่าจากแนวหน้า
ว่าผู้บาดเจ็บสาหัสถูกทอดทิ้ง
หรือถูกกำจัดเพื่อ “ประหยัดภาระ”
นั่นอาจเป็นตรรกะของสงคราม
แต่มันไม่ใช่ตรรกะของมนุษย์
กองทัพที่ไม่เห็นค่าชีวิตของคนตัวเอง
ย่อมไม่เข้าใจคำว่าศักดิ์ศรี
แต่สำหรับเรา
ถ้าทหารล้ม
เราจะอาบน้ำศพ
เราจะทำพิธี
และเราจะบอกลูกหลานของเขาว่า
การจากไปครั้งนี้…ไม่สูญเปล่า
เรื่องของจ่าเริง
ไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้
แต่เป็นเรื่องที่ต้องเล่าให้ลูกหลานฟัง
ว่าเนิน 350 เอายากเพียงใด
และแผ่นดินที่เราเหยียบอยู่นี้
ได้มาอย่างไร
มันได้มาจากคนธรรมดา
ที่ยอมเป็นคนสุดท้ายในสนามรบ
เพื่อให้คนอื่นได้มีวันพรุ่งนี้
ขอบคุณจ่าเริง
ขอบคุณความกล้าหาญ
ขอบคุณความเป็นมนุษย์
และขอบคุณที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศ
ยังกล้าพูดได้เต็มปากว่า
ประเทศนี้ ยังมีคนที่ยอมตายเพื่อรักษามันอยู่จริง ๆ
#ทำความเคารพ

อดีตพรรคส้มโวยแหลก ถูกถอดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. พร้อมลาออกทันที

อดีตพรรคส้มโวยแหลก ถูกถอดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. พร้อมลาออกทันที

อดีตพรรคส้มโวยแหลก ถูกถอดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. พร้อมลาออกทันที

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.20 น.

เลือดพรรคส้ม ไหลออกอีกราย หลังมีชื่อติด 1 ใน 100 สส.บัญชีรายชื่อ แต่ถูกลบชื่อทิ้งหลังจากพรรคประกาศรายชื่อแล้ว อ้างใส่ชื่อผิดเชื่อแค่คำอ้าง

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายสมชาย จันทร์แก้ว อดีตสมาชิกพรรคประชาชน(ปชน.) ชาว จ.กระบี่ เปิดเผยว่า ตามที่พรรคประชาชนได้เปิดเผยรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทางกรรมการคัดสรรเลือกตนเป็นว่าที่ผู้สมัครฯ ซึ่งมีชื่อติดอยู่ 1 ใน 100 ด้วย  

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า แต่หลังจากที่ทางพรรคฯมีการประกาศออกสื่อต่างๆไปได้ไม่นาน ก็มีคนในพรรค ได้โทรศัพท์มาหาตน แจ้งว่าตนไม่ผ่านการคัดเลือก สาเหตุที่ประกาศชื่อตนออกไปก่อนหน้านี้ เกิดจากความผิดพลาด ซึ่งหลังคุยกันทางโทรศัพท์ได้ไม่นาน สัญญาณไม่ดี จากนั้นตนก็ขอแอดไลน์เป็นเพื่อนกับคนที่โทรมาหาตน และก็ได้มีการคุยผ่านแชทไลน์

โดยตนถามไปว่าพรรคฯนี้อยากจะเอาใครออกหรือเข้าได้ตามความต้องการอย่างนั้นหรือ คือพรรคฯ ไม่ได้จัดสรรคนทำความสามารถแต่จัดสรรตามเส้นสาย จากนั้นบุคคลดังกล่าวๆไม่ตอบ บอกตนว่าจะให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไป แต่ก็เงียบ

จากนั้นหลังจากกลับมาจากทำกิจกรรมกับพรรคฯที่ กทม.เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมาตนจึงได้เดินทางไปที่ กกต.จังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน เพราะตนมองว่าการที่พรรคประกาศรายชื่อของตนออกสื่อไปแล้ว กลับแจ้งถอดชื่อตนออกอ้างเพียงแค่ใส่ชื่อผิด ฟังไม่ขึ้น รับไม่ได้จริงๆกับคำอ้างให้พ้นตัว เพราะตนเชื่อว่าตัวอักษรทุกอักษร รายชื่อของทุกคนต้องผ่านการพิจารณามาแล้วอย่างแน่นอน อย่าคิดว่าพรรคตัวเองเก่ง จะทำอะไรก็ได้ เพราะประชาชน เป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเลือกพรรคไหนหรือใครเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ

และตอนนี้ตนเตรียมสมัครเป็นสมาชิกเข้าไปอยู่ในพรรคเศรษฐกิจ เพื่อทำงานการเมือง รับใช้พี่น้องตามที่ตนมุ่งหวังต่อไป อีกทั้งตนประสงค์ที่จะลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคนี้ด้วย…

เตือนนักการเมือง! ‘ดร.นิว’ชี้การเมืองไทยจะดีได้ ต้องยึดอุดมการณ์ ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ เหนือประโยชน์ส่วนตน

เตือนนักการเมือง! 'ดร.นิว'ชี้การเมืองไทยจะดีได้ ต้องยึดอุดมการณ์ ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ เหนือประโยชน์ส่วนตน

เตือนนักการเมือง! ‘ดร.นิว’ชี้การเมืองไทยจะดีได้ ต้องยึดอุดมการณ์ ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ เหนือประโยชน์ส่วนตน

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ว่า  การเมืองไทยจะดีได้ ถ้าอุดมการณ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว อย่างแท้จริง

‘อภิสิทธิ์’ ประกาศชัด ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

'อภิสิทธิ์' ประกาศชัด ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

‘อภิสิทธิ์’ ประกาศชัด ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.06 น.

’อภิสิทธิ์‘ ประกาศลั่น ’ปชป.‘ ไม่ร่วมรัฐบาลกับ ’กล้าธรรม‘ ชี้ผู้นำพรรคมีประวัติโยงคดีร้ายแรง-เอี่ยวสแกมเมอร์

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวช่วงหนึ่งในรายการดีเบตอีกสักตั้งไทยรัฐเลือกตั้ง ’69 ทางช่องไทยรัฐทีวี ว่า “วันนี้ผมตัดสินใจได้แล้ว หนึ่งเรื่องว่า ด้วยประวัติของผู้นำแคนดิเดตนายกฯ ที่มีประวัติในเรื่องของคดีที่ร้ายแรง และมีหลักฐานที่ปรากฏชัดว่าเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสแกมเมอร์ที่เป็นภาพปรากฏออกมาในเรื่องของ MOU ผมขอพูดว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกับพรรคกล้าธรรมได้”