ศาลสั่งระงับจดทะเบียนตั้ง 9 กรรมการใหม่การบินไทย

ศาลสั่งระงับจดทะเบียนตั้ง 9 กรรมการใหม่การบินไทย

ศาลสั่งระงับจดทะเบียนตั้ง 9 กรรมการใหม่การบินไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.48 น.

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นฯ ประจำปี 2568 และที่ประชุมมีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการบริษัทฯ ผลปรากฏว่ามีกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งฯในครั้งนี้ 9 คน เมื่อรวมกับกรรมการในปัจจุบัน 6 คน ส่งผลให้กรรมการบริษัทฯ มีจำนวน 15 คน นั้น (อ่านประกอบ : ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น‘การบินไทย’ไฟเขียวตั้ง 9 บอร์ดใหม่-ตีตก‘ชาญศิลป์-ผศ.ดร.ประชา’)

ล่าสุดมีรายงานว่า ศาลแพ่ง มีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท การบินไทยฯ ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธ.ค.2568 และห้ามมิให้คณะกรรมการที่มาจากมติที่ประชุมดังกล่าว มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยในฐานะกรรมการของจำเลยในกิจการทั้งปวงจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ศาลฯเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 98 และตามข้อบังคับของบริษัท การบินไทยฯ ข้อ 32 กำหนดว่า คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายใน 4 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชีของบริษัท และตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 40 กำหนดว่า รอบปีบัญชีของบริษัทเริ่มต้นในวันที่ 1 ม.ค. และสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธ.ค. ตามปีปฏิทิน

การจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของบริษัท การบินไทยฯ จึงต้องดำเนินการภายในเดือนเม.ย. 2568 การที่บริษัท การบินไทยฯ มีการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธ.ค.2568 จึงอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ ทางไต่สวนปรากฏว่า ในวันนี้โจทก์ทั้งห้าได้นำหนังสือแจ้งมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของจำเลยที่มีถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า มีการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และทางจำเลยมีหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าวยืนยันว่า มีการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จริง

ซึ่งโจทก์อ้างว่าตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 98 และตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 32 กำหนดว่า คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชีของบริษัท และตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 40 กำหนดว่า รอบปีบัญชีของบริษัทเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม ตามปีปฏิทิน

การจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของจำเลย จึงต้องดำเนินการภายในเดือนเมษายน 2568 การที่จำเลยมีการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จึงอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้จำเลยต้องขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการตามมติที่ประชุมให้แล้วเสร็จภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ ภายในวันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งหากจำเลยนำมติที่ประชุมดังกล่าว ไปจดทะเบียนต่อสำนักงกงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จะทำให้โจทก์ทั้งห้าและผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย กรณีมีเหตุสมควรและมีเหตุฉุกเฉิน

ในส่วนที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการเดิมจำนวน 11 คน ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการจำเลยแทน จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น เห็นว่า กรณียังไม่แน่ชัดว่า หากนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการ คณะกรรมการเดิมจะยังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการจำเลยได้หรือไม่ กรณีจึงยังไม่มีเหตุให้คุ้มครองชั่วคราวในส่วนนี้

จึงมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และห้ามมิให้คณะกรรมการที่มาจากมติที่ประชุมดังกล่าว มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยในฐานะกรรมการของจำเลยในกิจการทั้งปวงจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

หมายแจ้งคำสั่งให้นายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ทราบ การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ให้โจทก์ทั้งห้านำส่งภายในวันรุ่งขึ้น”

รายงานกระบวนพิจารณา คดีหมายเลขดำที่ พ5421/2568 ของศาลแพ่ง ลงวันที่ 23 ธ.ค.2568 ระหว่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับพวกรวม 5 คน ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท การบินไทยฯ (โจทก์) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ

ประเสริฐ เข้าให้ปากคำ DSI ปม MOU ดีอี-บ.เอกชนสิงคโปร์ เชื่อเรื่องนี้เป็นการเมือง

ประเสริฐ เข้าให้ปากคำ DSI ปม MOU ดีอี-บ.เอกชนสิงคโปร์ เชื่อเรื่องนี้เป็นการเมือง

ประเสริฐ เข้าให้ปากคำ DSI ปม MOU ดีอี-บ.เอกชนสิงคโปร์ เชื่อเรื่องนี้เป็นการเมือง

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

“ประเสริฐ” เข้าให้ปากคำ DSI ปม MOU ดีอี-บ.เอกชนสิงคโปร์ โยงคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล พ้อ มองเป็นการถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง – ดิสเครดิตก่อนเลือกตั้งใหญ่ ‘69 เหตุ MOU เซ็นปี 67ยัน MOU จัดทำเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย มั่นใจไม่มีปัญหา  ขณะที่ DSI เตรียมเรียกบุคคลในภาพถ่ายรวมหมู่วันเซ็น MOU”  ที่ถูกซัดทอดว่าอยู่เบื้องหลังลงนาม27 มี.ค.67 มาให้ปากคำ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ทราบว่าการลงนามดังกล่าว พบว่าการลงนาม MOU มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 นายไชยชนก มีคำสั่งยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องสำนักงานรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ชั้น 8 ศูนย์ราชการฯ อาคารบี ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ได้ดำเนินการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสาร ขยายผล สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง โดยก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้สอบปากคำพยาน นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ,เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ,เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ,เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ และพนักงานบริษัทบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ Bitkub  เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเหรียญ Worldcoin   ซึ่งการสอบปากคำพยานในส่วนของข้าราชการประจำไปแล้ว โดยยังเหลือในส่วนของข้าราชการฝ่ายการเมือง คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายวัลลภ รุจิรากร  เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เวลา 14.40 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้เดินทางมามาที่ห้องสำนักงานรองอธิบดีดีเอสไอ โดยก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่าวันนี้ตนเดินทางมาให้ข้อมูลดีเอสไอในฐานะพยาน ส่วนข้อมูลที่จะให้แก่ดีเอสไอถึงที่มาที่ไปของ MOU หรือไม่นั้น ตนยังไม่ทราบว่าคำถามมีอะไรบ้าง แต่ตนยืนยันว่าพร้อมให้ข้อมูลทุกอย่าง

ต่อมาเวลา 16.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนขออนุญาตว่าข้อมูลที่ให้ดีเอสไอถือเป็นความลับ ขอไม่เปิดเผย ส่วนจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่นั้น ก็มองได้ และเมื่อถามว่า MOU ฉบับดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 แต่เพิ่งมาเกิดประเด็นในตอนนี้ นายประเสริฐ กล่าวว่า ก็มองได้ว่าเป็นประเด็นทางการเมือง ส่วนจะเป็นเหมือนการดิสเครดิตก่อนการเลือกตั้งใหญ่หรือไม่นั้น นายประเสริฐ ตอบว่า ครับ และระบุว่าการลงนามMOUเป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายและมั่นใจว่าไม่มีประเด็นปัญหาใด 

ด้าน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า นายประเสริฐ มาให้ปากคำในฐานะพยานในเรื่องการทำเอ็มโอยูฉบับดังกล่าวว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับที่มีการสแกนม่านตาคนไทย จำนวน 1.2 ล้านคน ว่าเอาไปเพื่ออะไร โดยนายประเสริฐ ให้การว่าไม่ทราบเรื่องการสแกนม่านตาว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายประเสริฐ ได้ให้การยืนยันกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า มีคนหนึ่งในรูปภาพรวมหมู่ที่ปรากฏในเหตุการณ์การบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง MOU ฉบับดังกล่าวซึ่งดีเอสไอจะได้เชิญมาสอบปากคำในฐานะพยานต่อไปด้วย

ประชาชาติ มั่นใจฐานเสียงแดนใต้ กวาดได้ สส เขต มากกว่า 10 ที่นั่ง

ประชาชาติ มั่นใจฐานเสียงแดนใต้ กวาดได้ สส เขต มากกว่า 10 ที่นั่ง

ประชาชาติ มั่นใจฐานเสียงแดนใต้ กวาดได้ สส เขต มากกว่า 10 ที่นั่ง

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

(วันที่ 23 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ แกนนำพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เปิดเผยถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคประชาชาติ โดยแสดงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมและแผนการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค

นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า ปัจจุบันพรรคประชาชาติ มีความพร้อมเต็มที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งหมด 15 เขตเลือกตั้ง โดยตั้งเป้าหมายหลักไว้ที่ สส.เขต อย่างน้อย 10 ที่นั่ง บวกลบอีก 1-2 ที่นั่ง ส่วนในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคมีฐานเสียงเดิมจากคราวที่แล้วประมาณ 5 แสนคะแนน และยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกกว่า 9 แสนคน ซึ่งพรรคจะเร่งนำเสนอนโยบายใหม่ๆ เพื่อดึงดูดคะแนนส่วนนี้มาเติมเต็มให้ได้มากที่สุด

ซูการ์โน มะทา

ในส่วนของจุดขายทางการเมือง นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ เน้นย้ำถึงผลงานในช่วงเกือบ 3 ปีที่พรรคประชาชาติได้ร่วมรัฐบาลและกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่าพรรคได้ทำหน้าที่ “คืนความยุติธรรม” ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว “ที่ไหนมีความยุติธรรม ที่นั่นจะสร้างผลประโยชน์และความสุขให้ประชาชนได้มากที่สุด” 

ซูการ์โน มะทา

นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า ผลงานที่สำคัญที่สุดคือการผลักดัน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งช่วยลดสถิติการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องไทยพุทธหรือไทยมุสลิม

สำหรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ พรรคประชาชาติจะใช้จุดแข็งจากอดีต สส. ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่ออุดช่องว่างและตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่มในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่านโยบายภาพรวมของพรรคจะถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบในแต่ละกระทรวงหากได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง

‘ภาณุรัช ดำรงไทย’ ประกาศชูนโยบายพลังงานเข้าถึงประชาชนในราคาที่ถูกและดี

'ภาณุรัช ดำรงไทย' ประกาศชูนโยบายพลังงานเข้าถึงประชาชนในราคาที่ถูกและดี

‘ภาณุรัช ดำรงไทย’ ประกาศชูนโยบายพลังงานเข้าถึงประชาชนในราคาที่ถูกและดี

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.01 น.

บุคคลสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่อีกคนหนึ่ง คือ “นายภาณุรัช ดำรงไทย” ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรมกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานว่า ต้องสามารถทำให้พลังงานเข้าถึงประชาชนในราคาที่ถูกและดี

“ธรรมชาติของคน กลางวันมันร้อน กลางคืนคนร้อนก็ปิด แทนที่จะส่งไฟก็ส่งแอร์แทน  โดยอย่างแรกเรียกว่า ดิสทริก คูลลิ่ง(District  Cooling) อย่างที่สอง พลังงานใต้พิภพ เพราะว่าจริงๆ ทำงานด้านนี้ 9 ปี ที่เคยทำงานอยู่เทคโนโลยี เซ็นเตอร์ ที่ฮิวส์ตัน ทำด้านหินดินดาน คือ หลักการเดียวกัน แต่เขาไม่ทำให้แตกในหินดินดาน  เขาทำให้แตกในหินร้อน หินแกรนิต ซึ่งประเทศไทยมันร้อน แล้วถามว่าผมรู้ได้ยังไงว่ามันร้อน ก็เจาะเองไม่รู้ได้ไง ไม่ต้องไปถามใคร ยังมีอยู่ในแฟ้มอยู่เลย ในอ่าวไทยยังร้อน 200 ตอนนั้น คิดง่ายๆ ประเทศไทยเห็นไหม น้ำพุร้อน แล้วทำไมพี่ไม่ทำ

ผมมองว่าเทคโนโลยีใหม่ไม่ต้องแบอินโดนีเซีย เพราะที่ที่อินโดนีเซียต้องมีน้ำ มีรอยแตก แต่โลกตอนนี้ที่ทำกัน เช่น ที่ยูท่าห์ทำ แล้วคนที่ให้เงินยูท่าห์ทำ คือ บิล เกตส์ และ มาร์ค  ซัคเคอร์เบิร์ก เขาใช้วิธีคิดร้อนแห้ง เขาคิดอย่างนี้ คือ ถ้ามันร้อน เจาะหลุมเข้าไปให้มันแตก ไม่มีน้ำ เอาน้ำยัดมันไป น้ำออกจากรูหนึ่งไปหาอีกรูหนึ่งขึ้นมา ไม่ต้องมีเชื้อเพลิง ความเย็นถูกกว่าเยอะ อันนั้นก็คือ หลักการพลังงานใต้พิภพ มันเป็นไฟ 24 ชั่วโมง ต้นถูกถูกกว่าแอลเอ็นจี (LNG) แน่นอน วันนี้แอลเอ็นจี (LNG) นำเข้าราคา 5 บาทกว่า พลังงานใต้พิภพไม่น่าเกิน 3 บาทกว่า สะอาดด้วย ร้อยเปอร์เซนต์ด้วย

อีกตัวหนึ่งที่เหลือคือ โซล่าร์ เอ็นเนอร์จี้ (Solar Energy) แต่พลังงานโซล่าร์ ประเทศที่เขาชั้นนำ เขาติดโซล่าร์​จนเป็นเคิฟรูปเป็ด เขาติดจนเป็นกราฟ ตอนกลางวันเป็นหัวระฆังคว่ำ มันควรจะเอามาให้เป็นเส้นตรงก่อน คือ โซล่าร์ผลิตประมาณนี้ เช้าสูงกลางวันเที่ยงเยอะ เย็นสูง  มันเป็นระฆังคว่ำ จะได้ 4 หน่วยต่อวัน ประเทศไทยยังไม่ได้เลย ประเทศอื่น จนเขาเกิดท้องช้างไปแล้ว ประเทศไทยขาดเยอะมาก เคยได้ยิน เน็ต มิเตอร์ริ่ง (Net Metering) ไหม คือ เน็ตมิเตอร์ริ่ง เขามันเข้าใจว่าคือไฟผ่านสาย คิดง่ายๆ โซล่าร์ ถ้าติดบนหลังคา ต้นทุน 50 ปี ติด 50 ปีเลย จำได้ไหมแอลเอ็นจี 5 บาท ก็ขึ้นโซล่าร์ หลักการคือว่า เทคโนโลยีไม่ได้ใหม่ แต่ราคามันถูกลง  มันพร้อมที่จะขายให้ชาวบ้าน ย้ายไฟกันเอง เอกชนเขาไม่ติดให้ชาวบ้านเพราะ เขาต้องติดในปริมาณที่มาก หลายหลังจึงคุ้มค่า ดังนั้น เราควรรวมตัวกันของฝั่งชาวบ้าน และ ผู้ติดโซล่า และ แบตเตอรี่ให้มีความต้องการ และปริมาณมาก จึงจะได้ประโยชนทั้งสองฝ่าย” นายภาณุรัช กล่าว

นายภาณุรัชกล่าวให้แง่คิดการแก้ปัญหาพลังงานในไทยว่า ประเทศไทยต้องเป็นเน็ตซีโร่ (Net Zero) และ เราต้องก้าวสู่การใช้พลังงานแอลเอ็นจี (LNG) เพราะ เน็ตซีโร่ถูก อย่างที่อินโดนีเซีย ค่าไฟแค่ 3 บาทต่อหน่วย และ ประเทศไทยต้องไม่ใช่แก๊สแล้ว ต้องก้าวสู่การใช้พลังงานราคาถูก และ ดี

“งานหลักๆคือ การผลิตก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ผมทำรีเสริช์ทำกับเขาที่เป็นโปรเฟสเซอร์ พอมามองประเทศเรายังไม่พูดถึงตรงนี้เลย อย่างเท็กซัส ถ้าไปเจาะ หลับตาเจอพลังงานแน่นอน แต่จะเจอมาก เจอน้อยแล้วแต่ ขณะที่ภาคอีสานถ้าเจาะ ก็เจอพลังงาน ไม่มากก็น้อย สี่ถึงห้าจังหวัด เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง เทคโนโลยี แอดไวเซอร์ ต้องทำประสิทธิภาพให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการทำงานของหลายคนจะต้องรอให้นายสั่งว่าทำอะไร แต่สำหรับผม ผมต้องบอกว่า นายจะทำอะไร การที่เราทำงานต่างประเทศเขาคาดหวังสูง” นาภาณุรัช กล่าว

“พรรคไทยก้าวใหม่” ในมิติแห่งความแตกต่างด้านการเมือง นับว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับการเมืองไทย ด้วยการดึงมืออาชีพแต่ละด้านที่พร้อมกอบกู้ประเทศไทยขึ้นมายืนหนึ่งในทุกๆด้าน

ประธานวุฒิสภา มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็ก ปี 2569 รักชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมรับเทคโนโลยี

ประธานวุฒิสภา มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็ก ปี 2569 รักชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมรับเทคโนโลยี

ประธานวุฒิสภา มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็ก ปี 2569 รักชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมรับเทคโนโลยี

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

“ประธานวุฒิสภา” มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็กปี 69“รักชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมรับเทคโนโลยี”

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มอบคำขวัญเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2569 เพื่อเป็นคติธรรมและแนวทางในการปฏิบัติตนสำหรับเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ความว่า“รักชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมรับเทคโนโลยี”   ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ มีจิตสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และมีความพร้อมในการปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกปัจจุบัน

นอกจากนี้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา  ขอเชิญทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติวุฒิสภา 2569 “ใต้ร่มพระบารมี แม่ฟ้าของแผ่นดิน” ใน วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา)
 

กกต.ไฟเขียว ‘อินฟลูฯ-ยูทูบเบอร์’ สมัครชิง ส.ส.ได้ เข้ม ตั้งคณะกรรมการสอบเงินใช้หาเสียง

กกต.ไฟเขียว ‘อินฟลูฯ-ยูทูบเบอร์’ สมัครชิง ส.ส.ได้ เข้ม ตั้งคณะกรรมการสอบเงินใช้หาเสียง

กกต.ไฟเขียว ‘อินฟลูฯ-ยูทูบเบอร์’ สมัครชิง ส.ส.ได้ เข้ม ตั้งคณะกรรมการสอบเงินใช้หาเสียง

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.41 น.

กกต. ชี้ชัดอินฟลู-ยูทูปเบอร์  สมัคร สส.ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ไม่เป็นเจ้าของ-ถือหุ้นสื่อ แต่เป็นผู้ใช้สื่อ  

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จัดประชุมชี้แจงสื่อมวลชนประเด็นการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร  ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงวิธีการหาเสียงซึ่งเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 40 ฐานความผิด การหาเสียงที่ไม่ผิดกฎหมายคือการขายความคิด การขายนโยบายและการขายเครดิต  โดยไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องจะถือว่าเป็นการหาเสียงที่แท้จริง 

สำหรับฐานความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การทำลายเครื่องมือและกระบวนการในการจัดการเลือกตั้ง เช่น การทำให้บัตรเสียหาย  รวมถึงการทำลายเจตนารมณ์การเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ ทำให้การเลือกตั้งไม่มีเสรีภาพ มีการจ้างให้สิ่งของ ข่มขู่ หรือการพนันจัดการเลือกตั้ง  กกต.จะต้องมีการออกกฎระเบียบและรายละเอียดของฐานความผิดต่อไป   อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนห้ามทำโพลโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน มีความผิดตามมาตรา 72 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ทั้งนี้ ห้ามไม่ให้มีการเปิดเผยผลโพลในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนน

ร.ต.อ.ชนินทร์ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีสัญญาว่าจะให้ จัดการเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด  โดยขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งระมัดระวังเรื่องการทำบุญใส่ซอง หาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพรื่นเริง รวมถึงห้ามจูงใจว่าจะจัดเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงให้แก่ผู้ใด ส่วนที่เป็นปัญหามากคือ การปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ สื่อมวลชนต้องระมัดระวังอย่ากลายเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง พร้อมทั้งเน้นย้ำลักษณะต้องห้ามทั้งกรณีติดยาเสพติดให้โทษ ล้มละลายหรือเคยล้มละลายทุจริต เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน 

ส่วนกรณีผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น อินฟลูเอนเซอร์-ยูทูปเปอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์  สื่อออนไลน์ ที่มีการทำคอนเทนต์ในลักษณะเอนเตอร์เทนต์เมนต์หรือ สื่อสารสาธารณะเผยแพร่วิเคราะห์ข่าวสารทางการเมือง  โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้จากบริษัทหรือผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ถือเป็นเพียงผู้ใช้สื่อไม่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชน อันเป็นลักษณะต้องห้ามที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง สามารถลงสมัครได้   

ขณะที่ นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวในจัดประชุมชี้แจงสื่อมวลชนประเด็นการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร  โดยตอนหนึ่งกล่าวเน้นย้ำถึงการกำหนดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหรือนโยบายประชานิยม ว่าพรรคการเมืองต้องรับฟังความเห็นของสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  โดยนโยบายหาเสียงที่ต้องใช้เงินจะต้องมีการรายงาน กกต. โดยนโยบายจะต้องมีรายละเอียดวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ  ความคุ้มค่าและประโยชน์ รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยง ต้องมีการกำหนดข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน และส่งให้ กกต.ทราบได้ตั้งแต่บัดนี้ หรืออย่างช้าที่สุดก่อนการเลือกตั้ง 20 วัน หรือประมาณวันที่ 10 ม.ค.2569   ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดส่งนโยบายมาให้ กกต. 

เมื่อ กกต.ได้รับนโนบายของพรรคการเมืองแล้ว ครั้งนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยประกอบด้วยผู้แทน 8 หน่วยงานที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเงินการทางเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.ผู้แทนของกระทรวงการคลัง 2.กระทรวงพาณิชย์ 3.สำนักงบประมาณ 4.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5.ธนาคารแห่งประเทศไทย 6.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 7.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ 8. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก่อนที่จะเสนอให้ กกต.พิจารณา หากพบว่าพรรคการเมืองใดเสนอไม่ครบถ้วนก็จะแจ้งให้แก้ไข ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 มีพรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงมาให้ กกต. 743 นโยบาย และ กกต.ได้สั่งให้แก้ไข 10 พรรคการเมือง โดยทุกพรรคให้ความร่วมมือ 

“ครั้งนี้เราจะเข้มกว่าทุกครั้ง เราแจ้งให้พรรคการเมืองไปแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร  มีการส่งแบบฟอร์มให้กรอก เราให้ความสำคัญกับการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง จึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งในวันพรุ่งนี้(24 ธ.ค.)ทั้ง 8 หน่วยงานจะส่งรายชื่อตัวแทนมาทำหน้าที่มายัง กกต.และเมื่อ กกต.มีคำสั่งแต่งตั้งก็จะมีการประชุมทันที เพื่อจะกำหนดกรอบการทำงาน”

นายเกรียงไกร ยังกล่าวอีกว่าการตรวจสอบนโยบาย กกต.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมาย ซึ่งต้องแยกกับการที่พรรคการเมืองหาเสียงแล้วได้นำนโยบายนั้นไปปฏิบัติหรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง เคยหาเสียงไว้แล้วว่าต้องทำนโยบายนั้นนี่ เมื่อได้เป็นรัฐบาล แต่ได้เป็นรัฐบาลแล้วได้ทำหรือไม่ เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องไปติดตามและตัดสินว่าพรรคเคยสัญญาและได้ทำตามที่สัญญาไว้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นสำนึกและความรับผิดชอบที่แต่ละพรรคการเมืองต้องพิจารณา บางเรื่องเขาอาจไม่ได้เป็นรัฐบาลก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่บางเรื่องเขาได้เป็นรัฐบาล ได้คุยกับพรรคร่วม แล้วนโยบายนั้นตกไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประชาชนต้องดูว่าเขาผลักดันนโยบายนั้นไปสู่สัญญาที่ได้ให้ไว้หรือเปล่า หรือได้พยายามผลักดันนั้นต่อพรรคร่วมเพื่อให้เป็นนโยบายของพรรคร่วมหรือเปล่า ซึ่งเป็นข้อมูลที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในการเลือกเป็น สส.หรือไม่ 

ส่วน นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวในจัดประชุมชี้แจงสื่อมวลชนประเด็นการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร  โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ส่งข้อมูลเรื่องการทำประชามติมายัง กกต.แล้ว ซึ่งตามกฎหมาย หลังจากนี้ 15 วันรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะประกาศวันออกเสียงประชามติ คาดว่าเป็นวันที่ 2 ม.ค.2569  เมื่อประกาศแล้ว เป็นหน้าที่ กกต.จะต้องเผยแพร่ข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา และต้องเปิดให้มีการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต ซึ่งจะลงทะเบียน 3 วัน  อาจเป็นช่วงวันที่ 3-5  ม.ค. 2569  ช่วงเวลาดังกล่าวจะทับซ้อนกับช่วงเวลาทับซ้อนกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร ที่ กกต.เปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ธ.ค.  2568 – 5 ม.ค. 2569  จึงเกรงว่าหากประชาชนไม่ลงทะเบียนแต่เนิ่นๆ และไปลงทะเบียนในช่วง 3 วันสุดท้ายอาจทำให้ระบบล่มได้ จึงขอให้ประชาชนที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ.69 ได้รีบลงทะเบียนก่อนและหากจะใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องไปออกเสียงในวันที่ 8 ก.พ. เท่านั้น ก็ค่อยไปลงทะเบียนในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. ส่วนการนับคะแนนประชามติ จะนับที่หน่วยออกเสียงทั้งในประเทศและนอกราชอาณาจักร แตกต่างจากการเลือกตั้ง สส.ที่บัตรลงคะแนนทั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักรจะถูกส่งกลับไปนับคะแนนตามหน่วยที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน 

ขณะที่ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้อธิบายขั้นตอนการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งจะรับสมัครระหว่างวันที่ 27-31 ธ.ค. ซึ่งวันแรกของการรับสมัคร หากผู้สมัครมาถึงก่อนเวลารับสมัคร ถือว่ามาพร้อมกันในเวลา 08.30 น. ก็จะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการจับสลากยื่นใบสมัครโดย ผอ.กกต. ส่วนครั้งที่สอง ผู้สมัครเป็นจับสลากหมายเลข เพื่อนำไปหาเสียง  จากนั้นก็ยื่นใบสมัครต่อเจ้าหน้าที่ จะมีการตรวจสอบเบื้องต้น  หากเอกสารสมัครหรือเงินค่าสมัคร 10,000 บาทไม่ครบถ้วน ก็จะต้องมายื่นใบสมัครในวันถัดไป  ซึ่งจะมีการเลื่อนลำดับผู้สมัครคนถัดไปขึ้นมาแทน และเมื่อมาสมัครวันอื่นจะได้หมายเลขใหม่ เน้นย้ำว่าจะต้องตรวจสอบเอกสารและเงินค่าสมัครให้ครบถ้วน
 

สถานีวิจัยลำตะคอง เปิด ‘PORTFOLIO CAMP’ ค่ายพัฒนาศักยภาพ…เตรียมความพร้อมเข้าสู่มหา’ลัย

สถานีวิจัยลำตะคอง เปิด ‘PORTFOLIO CAMP’ ค่ายพัฒนาศักยภาพ…เตรียมความพร้อมเข้าสู่มหา’ลัย

สถานีวิจัยลำตะคอง เปิด ‘PORTFOLIO CAMP’ ค่ายพัฒนาศักยภาพ…เตรียมความพร้อมเข้าสู่มหา’ลัย

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานีวิจัยลำตะคอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดตัวกิจกรรมค่ายสร้างความรู้ คู่กับการสร้างพอต (Portfolio) สำหรับน้องๆ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เริ่มกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569 โดยมีให้เลือกจำนวน 2 ค่าย 2 สไตล์ อาทิ 1.ค่ายสำรวจโลกแห่งชีวิต จะจัดขึ้นในวันที่ 17 – 18 มกราคม 2569 ซึ่งจะช่วยค้นหาตัวตน เสริมทักษะ และสร้างผลงานลงพอร์ตอย่างมีคุณภาพ! หากสมัครภายในเดือนธันวาคม 2568 จ่ายเพียง 1,800 บาท/คน (จากราคาปกติ 2,000 บาท) โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จำนวนจำกัดเพียง 30 คนเท่านั้น

และ 2.ค่ายจักรวาลแห่งแมลง จะจัดในวันที่ 24 มกราคม 2569 เพื่อให้น้องๆได้เปิดจักรวาลใหม่ของไอเดียและ PORTFOLIO ของตัวเอง ทุกคนจะได้เรียนรู้ สร้างสรรค์และปลดล็อกจินตนาการผ่านโลกของ “แมลง” ที่ไม่ธรรมดา สมัครภายในเดือนธันวาคม 2568 จ่ายเพียง 1,200 บาท/คน (จากราคาปกติ 1,500 บาท) รับจำนวนจำกัดเพียง 30 คนเท่านั้น

เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ ‘กู้เงิน-ยืมเงิน’ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน รร.ในระบบ-รร.สอนศาสนา

เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ ‘กู้เงิน-ยืมเงิน’ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน รร.ในระบบ-รร.สอนศาสนา

เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ ‘กู้เงิน-ยืมเงิน’ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน รร.ในระบบ-รร.สอนศาสนา

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข การกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. …. และ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. ….

ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศฯ ทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มเติมคำว่า ภัยพิบัติ ในบทนิยามกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับโรงเรียนในระบบ ร้อยละ 2 ต่อปี และปลอดดอกเบี้ยสำหรับเหตุจากภัยพิบัติให้สิทธิกู้ยืมซ้ำสำหรับผู้กู้เดิม ส่วนร่างประกาศฯ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ กำหนดเกณฑ์/ลักษณะต้องห้ามโรงเรียนที่มีสิทธิยืมเงินกำหนดเกณฑ์พิจารณาให้ยืมเงินมาตรการช่วยเหลือผู้ยืมเงิน การลด/งดเบี้ยปรับ ขอพักชำระหนี้ การขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกไม่เกินสามปี เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าประกาศดังกล่าว จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับโรงเรียน และช่วยเหลือเยียวยาสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆได้เป็นอย่างดี ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกอบด้วย เลขาธิการ กช. เป็นที่ปรึกษา นายอรรถพล ตรึกตรอง เป็นประธานอนุกรรมการ มีอนุกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนภาคเอกชนและนิติกร สช.จำนวน 16 ราย เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือเสนอแนะการพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป 

นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานการสำรวจข้อมูลนักเรียนและโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนักรเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 81,891 คน และโรงเรียนเอกชน 480 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 389 ล้านบาท ซึ่งทาง สช. ได้นำข้อมูลส่งให้ สป. รวบรวมเพื่อเสนอ ครม.อนุมัติให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนในภาพรวมของ ศธ. เพื่อเยียวยาชดเชยเป็นเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าหนังสือเรียน ส่วนมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน อาคารเรียน ครุภัณฑ์/อุปกรณ์การศึกษา อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรับรองข้อมูลความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่ 

มองเมือง..‘ผ่านเลนส์’ วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ‘พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน’ เชื่อมโยง ‘เมือง – วิทยาศาสตร์ – ชีวิตประจำวัน’

มองเมือง..‘ผ่านเลนส์’ วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ‘พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน’ เชื่อมโยง ‘เมือง - วิทยาศาสตร์ - ชีวิตประจำวัน’

มองเมือง..‘ผ่านเลนส์’ วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ‘พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน’ เชื่อมโยง ‘เมือง – วิทยาศาสตร์ – ชีวิตประจำวัน’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิด “พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” (Night at the Museum) 2568 โดยมี .ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และ .ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน  ลานอะตอม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ความสำคัญและความพิเศษของพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีคือการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอผลงานทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับประสบการณ์ตรงที่สนุกสนาน วิทยาศาสตร์อยู่รอบตัว แนวคิดการจัดงานคือ”มองเมืองผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์” เป็นการผสมผสานความรู้และความสนุกสนานเข้าด้วยกัน

รศ.ดร.วิเชฏฐ์ คนซื่อ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ไฮไลท์สำคัญของนิทรรศการคือการนำเสนอเรื่องราวของปูราชินี ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดเดียวในประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานพระนามาภิไธย สิริกิติ์ เป็นชื่อสายพันธุ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเป็น พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”  นิทรรศการยังมีการจัดแสดงกบทูดซึ่งเป็นสัตว์ที่พระองค์ท่านทรงอนุรักษ์ไว้เพื่อให้คู่กับประเทศไทยด้วย 

พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” (Night at the Museum) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด มองเมืองผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์ เพื่อให้สาธารณชนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเมือง วิทยาศาสตร์ และชีวิตประจำวัน ผ่านการอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมเมืองด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสื่อว่าวิทยาศาสตร์ช่วยให้เมืองน่าอยู่และยั่งยืนได้อย่างไร  

การจัดงาน “พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน “Night at the Museum” ประจำปี 2568 เป็นการรวมพิพิธภัณฑ์ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ให้ชมยามค่ำคืน ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาฯ นำเสนอนิทรรศการ กู้โลก – Chamber Secret” ถ่ายทอดความลับของระบบนิเวศและบทบาทของสิ่งมีชีวิต เช่น ปูราชินี ซึ่งเป็นปูที่หาได้ยาก ค้นพบโดยอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง , นิทรรศการ “Geo-Lens มองโลกใหม่ด้วยสายตานักธรณีวิทยา” นำเสนอหิน แร่ ฟอสซิล และภูมิประเทศผ่านอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่เลนส์ขยายถึงกล้องจุลทรรศน์ พร้อมภาพถ่ายธรรมชาติระดับโลกและตัวอย่างจริง , พิพิธภัณฑ์พืช ศ.กสิน สุวตะพันธุ์ นำเสนอนิทรรศการ พืชเพื่อชีวิตดี๊ดี (Plant for a Better Life)” นำเสนอการใช้ประโยชน์จากพืชด้านอาหาร สมุนไพร และมิติทางวัฒนธรรมตามหลักวิทยาศาสตร์ , พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ นำเสนอนิทรรศการ “Through the Lens” ชุดภาพถ่าย Faces of Bangkok และการเดินทางของแสงผ่านเลนส์ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจเทคโนโลยีการมองเห็นและศิลปะการถ่ายภาพ

นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ปูราชินี โดยภาควิชาชีววิทยา พระพันปีหลวง ผู้ชุบชีวิต ผ้าไทย โดยภาควิชาวัสดุศาสตร์ ยาดมไทย : เปลี่ยนผ่านภูมิปัญญา สู่มาตรฐานสากลโดยภาควิชาจุลชีววิทยา และภาควิชาพฤกษศาสตร์ และ “Mona Lisa: Night Light Scan” โดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์งานศิลปะ (SCICCA)

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สังกัดมิวเซียมสยามและร่วมโครงการ Muse Pass มาตั้งแต่ปี 2559 ต่อมาพัฒนาเป็น Thailand Museum Pass ในปี 2562 และร่วมจัดงาน เทศกาลชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน (Night at the Museum)” เป็นประจำทุกปี โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ของคณะวิทยาศาสตร์ตลอดสามคืนที่จัดงานมากกว่า 10,000 คน 

ตามรอย ‘เจ้าฟ้านักอนุรักษ์’ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล เปิดตัว ‘SIRIN MUSEUM’ แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม

ตามรอย ‘เจ้าฟ้านักอนุรักษ์’ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล เปิดตัว 'SIRIN MUSEUM' แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม

ตามรอย ‘เจ้าฟ้านักอนุรักษ์’ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล เปิดตัว ‘SIRIN MUSEUM’ แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดพิธีเปิดตัว Soft Opening “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” (SIRIN MUSEUM) อย่างเป็นทางการ ภายใต้งบประมาณกว่า 350 ล้านบาท ชูแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล” มุ่งเป้าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รศ.ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดีฝ่ายแผนยุทธศาสตร์และธรรมภิบาล เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ

.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวลเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่กว่า 9,545 ไร่ ให้เป็น อุทยานการศึกษาเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสนองงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” เมื่อปี 2564

ล่าสุดได้รับการจัดอันดับจาก UI Green Metric World University Rankings 2025 ให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว อันดับ 1 ของภาคใต้ (6 ปีซ้อนอันดับ 6 ของไทย และอันดับ 82 ของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน อธิการบดี มวล. กล่าว

นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า SIRIN MUSEUM ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราชและภาคใต้ เป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีมาตรฐานสากล เชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ สร้างประโยชน์ด้านการศึกษาและเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ด้าน รศ.ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี ได้บอกเล่าถึงความพิเศษของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่เปรียบเสมือนบันทึกการเดินทางของธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด ตามรอยเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล โดยที่นี่จะพาทุกคนไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรไทย ผ่านการจัดแสดงผลงานวิจัยของ มวล. และเครือข่าย อพ.สธ. ที่ร้อยเรียงผ่าน 8 ห้องจัดแสดง เริ่มต้นตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ของ เขาหลวง ไหลลงสู่ ลุ่มน้ำปากพนัง ไปจนถึง ชายฝั่งและอ่าวไทย” เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ

สำคัญที่สุด คือการได้ซึมซับพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสืบสานงานอนุรักษ์จากในหลวง .9 ทรงมุ่งหวังให้คนในชุมชนรู้จัก หวงแหน และนำทรัพยากรที่มีอยู่ไปพัฒนาให้เกิด “ประโยชน์แท้แก่มหาชน” อย่างยั่งยืน รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ (SIRIN MUSEUM) พร้อมเปิดให้บริการแก่สาธารณชนแล้ววันนี้ ผู้สนใจเข้าชมสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ ม.วลัยลักษณ์