เอาแล้ว!‘ไชยชนก’เผย DSI สอบพบ‘MOUดีอี-บ.สิงคโปร์’โยง 2 นักการเมือง

เอาแล้ว!‘ไชยชนก’เผย DSI สอบพบ‘MOUดีอี-บ.สิงคโปร์’โยง 2 นักการเมือง

เอาแล้ว!‘ไชยชนก’เผย DSI สอบพบ‘MOUดีอี-บ.สิงคโปร์’โยง 2 นักการเมือง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.32 น.

‘ไชยชนก’ชี้เป็นหน้าที่‘ดีเอสไอ’สอบสวน หลังพบข้อมูล‘นักการเมือง’ 1-2 คน เอี่ยว MOU กระทรวงดีอี-บริษัทสิงคโปร์‘สแกนม่านตา’ หลัง‘อดีตปลัดดีอี’ให้การฝ่ายการเมืองสั่ง ด้าน‘รมว.ยุติธรรม’ย้ำเรื่องนี้น่าเป็นห่วง เพราะกระทบประชาชน

เมื่อเวลา 08.50 น.วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกสอบสวนกรณี MOU ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ มีการสาวไปถึงระดับนักการเมืองหรือไม่ ว่า ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ และได้ยินมาว่าเรียกอดีตปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งจากคำให้การของอดีตปลัดฯ ก็จะมีการเรียกนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ก็ต้องรอดูผลการวินิจฉัย ซึ่งหน้าที่ของตนเบื้องต้น คือ การรวบรวมข้อมูลที่ตรวจสอบพบในกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ตนกำกับดูแล และส่งให้กับทางดีเอสไอ โดยมีเอกสารสำคัญหลายส่วนที่มีข้อน่าสงสัย แต่การวินิจฉัยก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

เมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลที่ดีเอสไอตรวจสอบ เชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็พบเอกสารที่มีลายเซ็น ซึ่งขณะนี้ มีความเชื่อมโยงเพียง 1-2 คน

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดีเอสไอเข้าสอบปากคำอดีตปลัดกระทรวงดีอี พบข้อมูลเชื่อมโยงถึงระดับนโยบาย ว่า รายละเอียดคงต้องถามดีเอสไอ แต่ส่วนตัวไม่ทราบ เพราะได้ให้นโยบาย

เมื่อถามว่าช่วงนี้ใกล้ช่วงเลือกตั้ง เป็นการดิสเครดิตทางการเมืองกันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ เรื่องรูปคดีรวมถึงสำนวน ต้องถามดีเอสไอ ตนได้ให้นโยบายว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะมีประชาชนเกี่ยวข้องมากกว่า 1.2 ล้านคน ในเรื่องการสแกนม่านตา และเราไม่ทราบว่าข้อมูลตรงนี้จะถูกเอาไปทำอะไรบ้าง

มีอะไรในกอไผ่! จับตาประชุมอาเซียนนัดพิเศษ เวทีสุดท้ายบนเก้าอี้ประธานของ‘อันวาร์’

มีอะไรในกอไผ่! จับตาประชุมอาเซียนนัดพิเศษ เวทีสุดท้ายบนเก้าอี้ประธานของ‘อันวาร์’

มีอะไรในกอไผ่! จับตาประชุมอาเซียนนัดพิเศษ เวทีสุดท้ายบนเก้าอี้ประธานของ‘อันวาร์’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.18 น.

มีอะไรในกอไผ่! จับตาประชุมอาเซียนนัดพิเศษ เวทีสุดท้ายบนเก้าอี้ประธานของ‘อันวาร์’

22 ธันวาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “มีอะไรในกอไผ่” ระบุว่า…

มีอะไรในกอไผ่

22 ธันวา จะประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน มีอะไรในกอไผ่ หรือเป็นเวทีสุดท้ายของอันวา ก่อนลงจากเก้าอี้ประธานอาเซียนในปีนี้

อันวาคงเปิดประชุมด้วยการอารัมภบท ขอให้ไทย และกัมพูชา สมาชิกอาเซียนสามัคคีกัน ให้หยุดยิง เลิกรบกัน สามัคคีกัน เพื่อความปรองดองและความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน สมาชิกอาเซียนประเทศอื่นคงมาในกรอบเดียวกัน ไม่น่ามีอะไรพิเศษแตกต่างจากอันวา

 และเชื่อว่า ไม่มีอาเซียนใดโจมตีไทยและกัมพูชา นอกจากบางประเทศที่ประสบปัญหาสแกมเมอร์ อาจสนับสนุนไทยในการจัดการกับศูนย์สแกมเมอร์

ท่าทีของไทยต้องชัดเจน การสู้รบครั้งนี้ ไทยไม่ได้เริ่มก่อนทั้งสองครั้ง แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายลั่นไกก่อน ทำให้คนไทยเสียชีวิตทันที. ทรัพย์สินของคนไทยและโรงพยาบาลเสียหาย จนต้องอพยพคนไทยหลายแสนคนเพื่อหนีภัยการสู้รบ

การสู้รบครั้งนี้ ไทยใช้สิทธิป้องกันตัวตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 51 และการปฏิบัติการของฝ่ายไทยไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา ปฏิบัติตามขอบชายแดนของไทยตามแผนที่มาตราส่วน 1:50,000

ส่วนการทิ้งระเบิด ดำเนินไปเพื่อยับยั้งการรุกคืบหน้าของทหารเขมรรักษาป้องกันชีวิตของทหารไทย

ส่วนการโจมตีบ่อนคาสิโน เพราะตรวจพบว่า เป็นที่ส้องสุมกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นที่ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้าและเป็นศูนย์ฝูงบินโดรนที่เข้ามาปฏิบัติการในเขตไทย

การจะหยุดยิงเมื่อใด

ฝ่ายกัมพูชาต้องแสดงเจตนารมณ์ก่อน ด้วยการหยุดยิงฝ่ายเดียวก่อน เพื่อเป็นการแสดงความพร้อมหยุดยิง และแจ้งฝ่ายไทยด้วยตนเองไม่ต้องผ่านประเทศที่สาม เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีช่องทางในการติดต่อกัน เพื่อขอเจรจาสงบศึก หรือสันติภาพ

เพราะจนถึงวันนี้ กัมพูชายังคงโจมตีชุมชนไทยด้วยอาวุธหนัก ไม่แสดงความพร้อมที่จะหยุดยิง และเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดความตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

แน่นอน กัมพูชาต้องกล่าวโทษไทย และให้อาเซียนกดดันไทย ให้ยอมหยุดยิงและเจรจาสันติภาพ สร้างข้อได้เปรียบของฝ่ายกุมพูชา เสนอเงื่อนไขที่ไทยไม่อาจรับได้

ไทยและกัมพูชาเหลือหัวข้ออะไรที่จะเจรจา เพราะความตกลงที่ผ่านมา กัมพูชาละเมิดหมดทุกข้อ

ไทย ไม่ได้ยึดดินแดนกัมพูชาไว้เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กัมพูชายอมรับเงื่อนการเจรจา  

ประการสำคัญ ไทยต้องแจ้งข้อจำกัดให้อาเซียนทราบว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลรักษาการรอการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ ไม่อยู่ในฐานะทำความตกลงใดๆที่จะผูกพันรัฐบาลใหม่ รวมทั้งเป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่

‘บิ๊กเล็ก’เผยถก’สมช.’ปมพบโดรนใกล้สุวรรณภูมิ

'บิ๊กเล็ก'เผยถก'สมช.'ปมพบโดรนใกล้สุวรรณภูมิ

‘บิ๊กเล็ก’เผยถก’สมช.’ปมพบโดรนใกล้สุวรรณภูมิ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.07 น.

‘บิ๊กเล็ก’เผยถก’สมช.’ปมพบโดรนใกล้สุวรรณภูมิ

เมื่อเวลา 08.35 น.วันที่ 22 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ประเด็นในการหารือวันนี้ คือกรณีตรวจพบโดรนบินในพื้นที่ส่วนหลังตอนในที่สุวรรณภูมิ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าในเบื้องต้นได้ตรวจสอบ กรณีที่พบบริเวณสุวรรณภูมิแล้วหรือยัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กองทัพอากาศตรวจสอบเมื่อวันที่  21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา 

ส่วนเรื่องการเจรจา ที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนฯ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์วันนี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นเรื่องของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศที่จะพูดคุย ต้องรอฟังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก่อน

สีหศักดิ์ ถึงมาเลเซียแล้ว พร้อมย้ำเงื่อนไขหยุดยิง 3 ข้อ

สีหศักดิ์ ถึงมาเลเซียแล้ว พร้อมย้ำเงื่อนไขหยุดยิง 3 ข้อ

สีหศักดิ์ ถึงมาเลเซียแล้ว พร้อมย้ำเงื่อนไขหยุดยิง 3 ข้อ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.03 น.

22 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ เตรียมชี้แจงในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เช้าวันนี้ ถึงสาเหตุของความตึงเครียดและการสู้รบครั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีที่มาจากการละเมิดและไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงใน Joint Declaration ว่าด้วยความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ที่ผู้นำทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันเมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค.

นายสีหศักดิ์ เดินทางมาถึงประเทศมาเลเซียช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา เพื่อร่วมประชุมมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน โดยมีรายงานว่า หลังเดินทางถึงที่พักโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้มีการหารือกับ พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ตัวแทนจากกระทรวงกลาโหม เพื่อกำหนดกรอบการชี้แจงและทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในการประชุมเช้านี้ คาดหลังการประชุมนายกฯ มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนจะออกแถลงการณ์ชี้แจงผลการประชุม

กระทรวงการต่างประเทศได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า การหยุดยิงครั้งใหม่จะต้องอยู่บนสามเงื่อนไข ได้แก่ กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน เนื่องจากเป็นฝ่ายโจมตียิงทหารไทยก่อนในพื้นที่ผลาญหินแปดก้อน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ก่อนเกิดการสู้รบครั้งใหม่ในวันถัดมา การหยุดยิงต้องมีความต่อเนื่อง และกัมพูชาจะต้องแสดงความจริงใจ รวมถึงให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่วางทำร้ายทหารไทยในพื้นที่ชายแดน

ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่กัมพูชาลักลอบวางและทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การสู้รบครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 ก.ค. หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. และต่อมาเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ทหารไทยรายที่ 7 เหยียบกับระเบิดจนขาขาด บริเวณห้วยตามาเรีย บนเขาพระวิหาร ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวปราสาทพระวิหาร เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสาเหตุให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุติการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วม 4 ข้อ ที่ผู้นำทั้งสองประเทศตกลงกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ระหว่างการประชุม ASEAN Summit ที่มาเลเซีย ล่าสุด ทหารนาวิกโยธินไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดเป็นรายที่ 8 เมื่อวานนี้ บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด

ข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วม 4 ข้อ กำหนดกรอบแนวทางที่ทั้งไทยและกัมพูชาต้องปฏิบัติร่วมกันในประเด็นการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อาชญากรรมออนไลน์ และการจัดระเบียบชายแดนในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย จะชี้แจงถึงความจริงใจของไทยที่มีต่อกัมพูชาในเรื่องสันติภาพ พร้อมย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาพิพาท และชี้แจงถึงสาเหตุของความรุนแรงที่นำไปสู่การสู้รบเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ทหารไทยถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 3 นาย บริเวณผลาญหินแปดก้อน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูมะเขือ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. โดยย้ำว่าการเผชิญหน้าในพื้นที่ชายแดนเกิดจากการละเมิดข้อตกลงของฝ่ายกัมพูชา

มีรายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศจากเมียนมาจะไม่เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ และหากมีข้อเสนอจากที่ประชุมให้มีการหยุดยิง จะยังไม่มีการตกลงใดๆ ในประเด็นดังกล่าว โดยจะเป็นหน้าที่ของกองทัพและฝ่ายความมั่นคงไทยในการพิจารณาร่วมกัน

การสู้รบครั้งแรกระหว่างวันที่ 24–28 ก.ค. มีสาเหตุจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. เป็นเหตุให้อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน ผาดกลาง ประกาศปิดชายแดนและปิดปราสาทตาเมือนธมในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ก่อนจะเกิดการปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธมในเช้าวันที่ 24 ก.ค.

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน แสดงความคาดหวังว่าการพูดคุยของผู้นำไทยและกัมพูชาในเช้าวันนี้ จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง ลดความตึงเครียด และนำไปสู่การหยุดยิงเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อันวาร์ อิบราฮิม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงการโทรศัพท์หารือเมื่อวานนี้กับ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จากการสู้รบตลอดช่วง 15 วันที่ผ่านมา

“ข้าพเจ้าได้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่ไทยและกัมพูชาต้องยึดมั่นในแนวทางการเจรจา พูดคุยแก้ไขปัญหา บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อยุติความตึงเครียด และรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค”

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนวาระพิเศษในวันนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เป็นเวทีหารืออย่างสร้างสรรค์สำหรับทั้งสองฝ่าย ในการเจรจาอย่างเปิดเผย และใช้สันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) กล่าวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงความคาดหวังว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันนี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันให้ทั้งไทยและกัมพูชากลับไปปฏิบัติตามข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายลงนามรับรองร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การหยุดยิงและสันติภาพในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ

เช็กสถานการณ์ชายแดนจุดต่อจุด! เขมรระดมกำลัง-อาวุธหนักโจมตีหลายพื้นที่ ทหารไทยค้ำยันโต้กลับ

เช็กสถานการณ์ชายแดนจุดต่อจุด! เขมรระดมกำลัง-อาวุธหนักโจมตีหลายพื้นที่ ทหารไทยค้ำยันโต้กลับ

เช็กสถานการณ์ชายแดนจุดต่อจุด! เขมรระดมกำลัง-อาวุธหนักโจมตีหลายพื้นที่ ทหารไทยค้ำยันโต้กลับ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.53 น.

ไม่หยุดยิง! เขมรระดมกำลัง-อาวุธหนัก โจมตีหลายพื้นที่ ทภ.2 หวังยึดคืน ส่วนทหารไทยค้ำยันโต้กลับ ส่วนช่องสายตะกู วางกำลังเผชิญหน้า พบ BM-21 ตกพื้นที่พลเรือน 4 ลูก

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 22 ธ.ค.2568 กองทัพภาคที่ 2 รายงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประจำวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ตลอดทั้งวันยังคงเกิดการปะทะด้วยอาวุธหนัก โดยเฉพาะการใช้ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างหนาแน่น ในพื้นที่ผามออีแดง และภูมะเขือ

รายงานระบุว่า ฝ่ายไทยยังสามารถคุมจังหวะการยิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความแม่นยำสูง และมีการรวมอำนาจการยิงเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายหลายครั้ง รวมถึงการใช้โดรนทิ้งระเบิดโจมตีที่ตั้งฝ่ายตรงข้ามจนเกิดความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีการใช้รถถังยิงตอบโต้ในช่วงค่ำ แต่ยังไม่สามารถผลักดันแนวรบได้สำเร็จ โดยสถานการณ์ในพื้นที่ช่องอานม้า–ช่องบกยังคงปกติ สะท้อนถึงข้อจำกัดในการขยายสมรภูมิในหลายแนวพร้อมกันของฝ่ายตรงข้าม

อุบลราชธานี พื้นที่ช่องบกพบการยิงอาวุธประจำกายเป็นระยะ ลักษณะยิงตรวจแนว ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายกัมพูชาถอนกำลังไปตั้งแนวรับที่สอง ห่างจากพื้นที่สู้รบราว 10 กิโลเมตร และใช้โดรนบินตรวจการณ์ฝ่ายไทย

ศรีสะเกษ พื้นที่ซำแต–โดนตรวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ถือเป็นพื้นที่ที่มีการยิงปืนใหญ่และปืนครกตอบโต้กันรุนแรงที่สุด ฝ่ายกัมพูชายิงกดดันเป็นระยะ โดยเฉพาะบริเวณเขาสัตตะโสมและภูผี ขณะที่ฝ่ายไทยยิงตอบโต้ไปยังจุดตรวจพบการยิงหลายครั้ง พร้อมใช้โดรนทิ้งระเบิดทำลายที่ตั้งฝ่ายตรงข้ามจนได้รับความเสียหายหนัก

บริเวณผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายปะทะกันตลอดทั้งวันด้วยอาวุธประจำกายและปืนค. ส่วนพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน มีการยิงประปราย โดยฝ่ายกัมพูชายังคงเฝ้าตรวจและยิงกดดันเป็นระยะ

สุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี รวมถึงพื้นที่คนา ฝ่ายไทยสถาปนาที่หมายและตรึงกำลังอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่คนา ฝ่ายกัมพูชาใช้รถถังยิงเข้ามาในฝั่งไทย แต่ไม่เกิดความสูญเสีย

พื้นที่ตาควาย ฝ่ายไทยสามารถยึดที่หมายเนิน 350 และตั้งฐานที่มั่นได้สำเร็จ ระหว่างการใช้รถ JCB เคลียร์พื้นที่ รถเหยียบกับระเบิดทำให้ยางล้อหน้าเสียหาย แต่กำลังพลปลอดภัย ต่อมาพบการยิงจากฝ่ายกัมพูชามายังยอดเนิน และในช่วงเย็นตรวจพบการเคลื่อนยานรบ จึงใช้ปืนยิงสกัดไว้

ขณะที่พื้นที่ช่องกร่าง และตาเมือนธม ฝ่ายไทยตรึงกำลังตลอดแนว โดยพื้นที่ตาเมือนธม ฝ่ายกัมพูชายิงจรวด BM-21 มายังด้านทิศใต้ของปราสาทตาเมือน

บุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังเผชิญหน้ากันตลอดแนว

นอกจากนี้ ในพื้นที่ส่วนหลัง จังหวัดสุรินทร์ ตรวจพบจรวด BM-21 จำนวน 4 ลูก ตกในพื้นที่ทิศใต้บ้านหนองจูบ หมู่ 2 ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก เบื้องต้นยังไม่พบรายงานความเสียหายหรือการสูญเสีย

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า โบราณสถานไม่ใช่สนามรบ การนำพื้นที่โบราณสถานไปใช้ติดตั้งอาวุธ กล้องตรวจการณ์ หรือระบบต่อต้านโดรน ถือเป็นการละเมิดหลักสากลที่ทุกประเทศต้องเคารพ

ฝ่ายไทยยืนยันสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการปฏิบัติการทั้งหมดเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองโดยชอบ หลังมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้พื้นที่โบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารและเป็นจุดโจมตีเข้ามาในฝั่งไทย พร้อมย้ำยึดหลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และมุ่งรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน

จับไต๋‘เพื่อไทย’! ปั่นกระแส‘ยศชนัน’หวังหยุดพรรคแตก ทุบเปรี้ยงไร้ผลอดีตสส.ยังแห่ลา

จับไต๋‘เพื่อไทย’! ปั่นกระแส‘ยศชนัน’หวังหยุดพรรคแตก ทุบเปรี้ยงไร้ผลอดีตสส.ยังแห่ลา

จับไต๋‘เพื่อไทย’! ปั่นกระแส‘ยศชนัน’หวังหยุดพรรคแตก ทุบเปรี้ยงไร้ผลอดีตสส.ยังแห่ลา

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.34 น.

จับไต๋‘เพื่อไทย’! ปั่นกระแส‘ยศชนัน’หวังหยุดพรรคแตก ทุบเปรี้ยงไร้ผลอดีตสส.ยังแห่ลา

22 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “เพื่อไทย ปั่นกระแส ดร.เชน” ระบุว่า…

เพื่อไทย ปั่นกระแส ดร.เชน

หลังจากพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชื่อ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นการตอกย้ำว่า ครอบครัวตระกูลชินวัตร ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ยังไม่ปล่อยมือ จึงส่งบุคคลในครอบครัวตระกูลชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อสื่อสัญลักษณ์ให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทย นายทักษิณ ชินวัตร ยังให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมีการปั่นกระแสจากกลุ่มนายแบก นางแบบ กองเชียร์ รวมไปถึงการปั้นแต่งผลการสำรวจ หรือผลโพล ที่บางคนเรียกว่าโพลจัดตั้งหรือโพลเถื่อนให้คะแนนนิยมของดร.ยศชนัน มาเป็นอันดับ1 ทั้งที่ผลโพลของสำนักต่างๆที่เป็นทางการ ก็ยังเห็นคะแนนนิยมของดร.ยศชนัน ยังอยู่ในลำดับรั้งท้าย

แต่การปั่นกระแสของดร.ยศชนัน ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มีเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ก็เพื่อต้องการที่หยุดกระแสเลือดไหลออกจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังมีข่าวอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยลาออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ให้เห็นอยู่หลายคน

และล่าสุดการลาออกของนายจาตุรนต์ ฉายแสง จากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ได้เกินความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้นายจาตุรนต์ ได้รับการผลักดันจากสมาชิกในพรรคเพื่อไทยให้เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากนายจาตุรนต์เป็นคนที่มีหลักการ ซึ่งนายใหญ่ไม่สามารถบงการหรือสั่งการได้ จึงไม่สนับสนุนให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

การมีตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค ถือว่าเป็นตำแหน่งปลอบใจ และเป็นตำแหน่งที่หาที่ยืนให้กับนายจาตุรนต์ ซึ่งนายจาตุรนต์ก็ทราบดีว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งลอย ตำแหน่งปลอบใจ ไม่สามารถผลักดันหรือมีบทบาทใดๆได้ เห็นได้จากเหตุผลการลาออกของนายจาตุรนต์ว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคได้ผลักดันนโยบายยุทธศาสตร์พรรคได้อย่างเต็มที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งนี้อีกต่อไป จึงขอลาออกเพื่อไปเป็นคณะกรรมการรณรงค์ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ซึ่งไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยจะแต่งตั้งหรือไม่ หรือจะเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด เพราะ2ปีที่เป็นรัฐบาล ก็ไม่แสดงความมุ่งมั่น หรือท่าทีที่ชัดเจนว่า จะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย

จะเห็นได้ว่า ในวันนี้พรรคเพื่อไทยพยายามจะปั่นกระแสดร.ยศชนันในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ออกเดินสายเปิดตัวกับประชาชน เช่น การลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสถานที่แห่งแรก

แต่เชื่อว่าก่อนถึงวันรับสมัครเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ น่าจะมีอดีตสส.พรรคเพื่อไทยลาออกจากพรรค ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นอีก

-005

‘จาตุรนต์’ยัวะเปลี่ยนม้ากลางศึก ‘เพื่อไทย’ร้าวหนัก!

'จาตุรนต์’ยัวะเปลี่ยนม้ากลางศึก  ‘เพื่อไทย’ร้าวหนัก!

‘จาตุรนต์’ยัวะเปลี่ยนม้ากลางศึก ‘เพื่อไทย’ร้าวหนัก!

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘จาตุรนต์’ยัวะเปลี่ยนม้ากลางศึก ‘เพื่อไทย’ร้าวหนัก! ไขก๊อกพ้นปธ.ยุทธศาสตร์พรรค ‘ยศชนัน’บุกสุพรรณบุรี ซุ่มตีท้ายครัวลูกบรรหาร

“จาตุรนต์ ฉายแสง” ลาออกประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย ยัวะเปลี่ยนม้ากลางศึก ไม่เหมาะยุทธศาสตร์พรรค ขณะที่ “ยศชนัน-จุลพันธ์” แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย บุกสุพรรณบุรี ไม่สนบ้านใหญ่ ประกาศปักธงตีท้ายครัวลูกบรรหาร “ปลัดตุ๋ม”เปิดตัวพรรค”โอกาสใหม่’ลั่นไม่ใช่สุสานข้าราชการแต่เป็นคลังสมองของชาติ

ที่พรรคโอกาสใหม่ ที่อาคาร JW TOWER นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ เปิดตัวที่ทำการพรรคฯอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวผู้สมัคร สส.ทั้งหมด โดยมีนายประพัฒน์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟ น.ส. อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแม่ทัพ กทม.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย น.ส.รสริน ศรัณย์เกตุ บุตรสาวนายศรัณย์วุฒิ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคโอกาสใหม่ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและสส.เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โดยนายจตุพร กล่าวว่า เราอาสาตัวมาในวันนี้ไม่ใช่เพราะเราต้องการตำแหน่งหรืออะไร แต่เราต้องการเข้าไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนจริงๆ ที่ผ่านมาเราอาจจะมองว่าการทำงานทางการเมืองเป็นสิ่งที่เราเจอเป็นประจำ จะสังเกตว่าคำพูดของคนที่เป็นนักการเมืองอาจจะมีปัญหา บางครั้งพูดแล้วไม่ทำและหยุดไปเฉยๆ โดยปล่อยให้พี่น้องประชาชนมองว่าเมื่อไรจะได้เห็นสิ่งที่รับปากไว้ ซึ่งเป็นแบบนี้มาตลอด ดังนั้นวันนี้เราได้รวบรวมเพื่อนๆ พี่น้องทั้งหลายมาอยู่ในพรรค มีคนถามว่าพรรคเราเป็นที่รวมเป็นสุสานข้าราชการหรือไม่ ทำให้ตนหัวเราะ เพราะสุสานคือป่าช้าของคนตาย แต่พวกเราไม่ใช่คนตาย เราอยากเอาคนที่มีความรู้มาช่วยคนไทยจริง ๆ เราคือคลังสมองเราจึงไม่ปล่อยคนพวกนี้ไปที่เมื่อถึงเวลารับเบี้ยบำนาญ อย่างนี้ไม่ใช่ จึงเป็นที่มาของโอกาสใหม่เพื่อคนไทยทุกคน

พรรคการเมืองมืออาชีพ

นายจตุพร กล่าวต่อว่า สิ่งที่พูดคือเราต้องเอาการบริหารนำการมเอง พวกเรามีประสบการณ์ เป็นมืออาชีพ ถ้าท่านต้องการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ต้องเลือกเราเข้าไปเยอะๆ เลือกคนเลือกพรรคเข้าไปแล้วท่านจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย โดยนโยบายของพรรคคือ 1.การเป็นรัฐสวัสดิการเข้าไปดูตั้งแต่เกิดจนถึงขึ้นสวรรค์ ในทุกมิติซึ่งสามารถทำได้เพราะเรามีกองทุนต่างๆ จำนวนมากซึ่งสามารถนำมารวมเป็นสวัสดิการทั้งหมดให้คนไทยได้ 2.เรื่องของการจงรักภักดีและการปกป้องสถาบัน ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติและใครจะมาละเมิดอธิปไตยต้องจัดการให้ชัดเจน

3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเรื่องโลกรวน โลกร้อน ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ จะต้องมีการรับมือโดยเครื่องมือพยากรณ์ที่แม่นยำและมีแผนการอพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัย 4.เรื่องเศรษฐกิจ วันนี้ทุกคนบอกว่ามีปัญหาในเรื่องการส่งออก ในสิ้นปีนี้ จีดีพีคงไม่เกิน 2 % ซึ่งจะทำอย่างไร ทั้งที่ประเทศไทยมีจุดแข็งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์แหล่งท่องเที่ยวที่สามารถหารายได้ให้กับประเทศได้ รวมทั้งต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษา ให้ทุกคนจบมาแล้วมีงานทำ เพราะวันนี้การเข้าถึงโอกาสการศึกษายังไม่ครบถ้วน ที่สำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาที่เศรษฐกิจที่วันนี้ทุกคนมีหนี้ ลองถามกันดูว่าคนหนึ่งมีหนี้คนละเท่าไร ดังนั้นเราจะแช่แข็งหนี้ แล้วค่อยแก้ปัญหาต่อไป

แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้พรรคฯจะแก้ปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานาน ทั้งแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ต้องรักษาไว้เพื่อนพื้นที่สีเขียวมาสร้างปอดให้คนไทย เรามีพื้นที่ป่าที่เป็นของส่วนราชการจำนวนมาก ต้องเอาส่วนนี้มาใช้ให้เหมาะสมให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และคนรวยจะต้องเข้ามาช่วยคนจน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลมหายใจของเราต้องมีทุกโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เรามีท้องถิ่น 8,000 แห่ง และมี8 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งท้องถิ่นกับหมู่บ้านต้องไปด้วยกัน การกระจาย อำนาจต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียงวาทะกรรม

“ตอนอยู่ในระบบราชการ ผมก็ทำได้เท่าที่ทำได้ในตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ ลองให้ผมเป็นใหญ่กว่านั้นสิ จะแก้ปัญหาให้ดู ตัวตนของพรรคโอกาสใหม่คือเราจะเปลี่ยนวาทกรรมเป็นวาระงาน คือการทำงานจะเปลี่ยนคำว่าถ้าเป็นคำว่าทำ จะเปลี่ยนส่วนตัวให้เป็นส่วนรวม เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ที่แก้ปัญหาให้กับคนไทยทุกคน ถ้าเลือกเราวันนี้ดีขึ้นแน่”นายจตุพร กล่าว

รทสช.เปิดนโยบายพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เตรียมแถลงเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนโยบายชุดแรก ในวันที่ 22 ธ.ค.68 เวลา 13.00 น. ณ ที่ทำการพรรคฯ โดยต้องจับตาว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรครทสช.ในการเลือกตั้งครั้งจะมีเพียงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค คนเดียวหรือไม่ เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 พรรครทสช.มีแคนดิเดตนายกฯ 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และนายพีระพันธุ์

เพื่อไทยลงพื้นที่กรุงเก่า/สุพรรณ

วันเดียวกัน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี ทั้งประกาศนโยบายแก้น้ำท่วม

เมื่อถามว่า นโยบายจะตรงใจพร้อมสู้กับบ้านใหญ่ โดยเฉพาะ จ.สุพรรณบุรี จะสามารถปักธงพื้นที่ได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องกลไกที่ต้องทำให้เป็นไปได้ ซึ่งในส่วนพรรคเพื่อไทยได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพ เพื่อมาลงพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจและเข้าถึงประชาชน อีกทั้งต้องมีความสม่ำเสมอ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถชนะใจประชาชนได้

ถามย้ำว่า บ้านใหญ่ จ.สุพรรณบุรี ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในพื้นที่ก็มีกระแสไม่พอใจบ้าง เรื่องนี้มีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะปักธงได้หรือไม่ เพราะต้องไปสู้กับพรรคแกนนำรัฐบาลขณะนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า หากมองว่าเป็นเรื่องพรรคการเมือง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่เพื่อไทยก้าวข้ามเรื่องนั้นไปแล้ว สิ่งที่เราพยายามทำคือการทำนโยบายเพื่อประชาชน เราจึงคัดเลือกและคัดสรรผู้สมัคร สส. ที่มีความสามารถในการนำนโยบายไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง และเชื่อว่าจะสามารถชนะใจประชาชนได้

ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวเสริมว่า เราไม่ได้ดูเรื่องของบ้านเล็กบ้านใหญ่อีกต่อไป เพราะเราก้าวข้ามประเด็นเหล่านั้นแล้ว การต่อสู้กับอำนาจรัฐพวกเราชินอยู่แล้ว เพราะเราเจอบ่อย เราผ่านการถูกปฏิวัติมา และเลือกตั้ง เราก็ชนะได้ เราผ่านการเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งมีอำนาจรัฐ เราก็ไปทำความเข้าใจกับประชาชน และชนะเลือกตั้งมาได้เช่นกัน ครั้งนี้จึงไม่ได้กลัว และไม่ได้เป็นห่วงอะไร มั่นใจในนโยบายและเชื่อมั่นในตัวบุคคล เพราะวันนี้ไปในพื้นที่ใด กระแสตอบรับนายยศชนัน ก็อยู่ในระดับที่พอใจมาก ขณะที่ตัวผู้สมัครเองก็ลงพื้นที่ต่อเนื่องทุกวัน เรายังเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการเดินเข้าหาประชาชน

ปชป.เชิญล้างบางสีเทา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 30,000 คน ภายใต้คำถามสำคัญที่ว่า “ประเทศไทยจะไม่ทนกับอะไร?” ซึ่งคำตอบที่ได้รับนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขสถิติ แต่คือ “เรื่องราวชีวิตจริง” ที่สะท้อนถึงความหวังและความเจ็บปวดของคนไทยในหลากหลายมิติ โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถ่ายทอดเสียงสะท้อนที่น่ารับฟัง อาทิ เสียงจากผู้ปกครองที่ส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา แต่ต้องพบกับอุปสรรคในการหางานจากระบบเส้นสายที่ทำลายโอกาสของผู้มีความสามารถ เสียงจากผู้ประกอบการที่แบกรับต้นทุนแฝงจากการทุจริตเชิงนโยบายและการเรียกรับผลประโยชน์ เสียงจากกลุ่มเปราะบางเช่น ผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Scammer)

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้มีรากเหง้ามาจากการ “ทุจริตคอร์รัปชัน” และ “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตรหรือคุณภาพการศึกษา ทั้งหมดล้วนต้องการการแก้ไขที่ต้นเหตุคือ “จริยธรรมทางการเมือง”

ร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ขอเสนอแนะแนวทางที่สร้างพลังบวก ว่า นักการเมืองต้องร่วมมือกับประชาชน ใช้โอกาสจากการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าเราจะไม่ยอมรับระบบเดิมๆ อีกต่อไป เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเพียงแค่ ‘ทนหายใจ’ ไปวันๆ แต่ร่วมกันสร้างอนาคตที่มีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

จาตุรนต์ไขก๊อกพ้นปธ.ยุทธศาสตร์

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยได้มีคำสั่งที่ 0008/2568 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ความทราบอยู่แล้วนั้น ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์และได้ร่วมทำงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยดี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นต้นมา แต่จากการทำหน้าที่นี้มาระยะหนึ่ง พบว่าแกนนำของพรรคได้ร่วมกันวางยุทธศาสตร์ของพรรคและยุทธศาสศาสตร์ในการเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว เมื่อการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน การที่จะกำหนดกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวขึ้นใหม่ก็ดี หรือการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นก็ดีในระยะกระขั้นชิดเช่นนี้ ย่อมจะทำได้ยาก

เปลี่ยนม้ากลางศึก

นายจาตุรนต์ ระบุด้วยว่า การมอบให้ตนมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคจึงเปรียบเสมือนเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก อาจจะไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่พรรคได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ในส่วนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้น ตนเห็นว่าหากให้แกนนำของพรรคที่ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะเป็นการเหมาะสมกว่า

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 ที่ประชุมได้มีมติอย่างท่วมทันเห็นชอบให้ส่งคำขอไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดให้มีการลงประชามติโดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้คงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง การจัดทำประชามตีในครั้งนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาขนหรือไม่เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ผมได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด

“ผมจึงเห็นว่าผมมีความจำเป็นในในการมีส่วนร่วมชี้แจงและรณรงค์ให้การจัดทำประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของพรรคนอกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะทำให้ผมมีเวลาในการทำงานให้กับพรรคน้อยลงในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2568 นี้เป็นต้นไป”

‘อนุทิน’ลั่นยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมด ประเทศที่3อย่ายุ่ง กราบ2วีรบุรุษเนิน350

‘อนุทิน’ลั่นยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมด  ประเทศที่3อย่ายุ่ง  กราบ2วีรบุรุษเนิน350

‘อนุทิน’ลั่นยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมด ประเทศที่3อย่ายุ่ง กราบ2วีรบุรุษเนิน350

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ลั่นยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมด ประเทศที่3อย่ายุ่ง กราบ2วีรบุรุษเนิน350 ทร.เดือดนาวิกฯเสียขาที่8 เขมรลอบกัดวางทุ่นระเบิด ‘สระแก้ว’4อภ.อพยพด่วน

“นายกฯ” กราบ 2 ทหารกล้า “จ่าเริง-พลฯภาณุพัฒน์” ด้วยสำนึกคารวะต่อบุญคุณปกป้องรักษาแผ่นดินลั่นทหารไทยยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมดแล้ว ยันขอปูนบำเหน็จบำนาญดูแลสวัสดิการเต็มที่ แจงยังไม่ให้ประเทศที่3เข้ามาเป็นคนกลาง มอบกต.แจงวงถกรมต.อาเซียนจันทร์นี้ ลั่นไทยไม่เคยรุกรานหรือละเมิดใครก่อน ด้านทภ.2เผยผลตรวจยึดวัตถุระเบิดแสวงเครื่องในพื้นที่ทหารพบดัดแปลงจากทุ่น TM-57 ชี้ชัด เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของกำลังพลไทยทภ.1ลั่นชายแดนรบเดือดผ่านมา 14 วัน ทหารเดินหน้าสู้เพื่อแผ่นดินไทย ส่วนแนวรบด้านตะวันออก ทหารช่างนาวิกโยธินเหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรีเจ็บ 1 นาย ข้อเท้าขาด ทัพเรือ’เดือดประณามเขมรละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา ลอบกัดวางPMN-2 ทำนาวิกฯเหยียบขาขาด

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 ธันวาคม ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีส่งศพทหารกล้า จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา นักรบสมรภูมิเนิน 350

นายกฯกราบ2ทหารกล้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในพิธีเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเศร้าของครอบครัวทหารกล้าทั้งสองครอบครัว รวมทั้งมีประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ ยืนเข้าแถวโบกธงชาติไทยบริเวณถนนทางออกของโรงพยาบาลฯ เพื่อร่วมส่งทหารกล้าทั้งสองนาย กลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

จากนั้นเวลา 11.05 น.นายอนุทิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กราบทหารกล้าด้วยสำนึกคารวะต่อบุญคุณที่ท่านได้ปกป้องรักษาแผ่นดินให้เรา

ไทยยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมดแล้ว

จากนั้นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์สู้รบชายแดนว่า ในด้านการทหาร กองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ ได้ยึดพื้นที่เป้าหมายเกือบทั้งหมด และผลักดันฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังออกจากพื้นที่ เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะรุนแรงเพิ่มเติม ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยว่า ไม่เคยเป็นฝ่ายรุกรานหรือคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหรือปฏิญญาใดๆ การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อสถาปนาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ หากต้องการยุติการปะทะ ต้องหยุดยิง หยุดคุกคาม และหยุดการรุกราน รวมถึงการใช้โดรนในพื้นที่ชายแดน

นายกฯกล่าวต่อว่า รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต และยืนยันว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งบำเหน็จ ปูนบำเหน็จ และเงินชดเชยตามระเบียบที่กำหนดไว้ พร้อมย้ำว่าการสูญเสียครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลข แต่คือชีวิตของผู้ที่อุทิศตนเพื่อชาติ และขอให้การเสียสละของทหารกล้า 2 นาย เป็น 2 ชีวิตสุดท้าย
ยังไม่ให้ปท.ที่3ยุ่ง-ย้ำเรื่องของ2ปท.

สำหรับประเด็นการเจรจา นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ยังไม่มีการให้ประเทศใดเข้ามาเป็นคนกลาง เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยตรง ส่วนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพ จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ครอบคลุมทุกครอบครัว ทั้งนี้ย้ำว่าแม้อยู่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลประชาชน และป้องกันประเทศ ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จะได้รับการดูแลทั้งในเรื่องบำเหน็จ ปูนบำเหน็จ และเงินชดเชยตามระเบียบที่กำหนด

นายกฯยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในจันทร์ที่ 22 ธันวาคมว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศนำเสนอนโยบายและจุดยืนของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหรือรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องการยุติความสูญเสีย โดยไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ทำระเบิดแสวงเครื่องชัดภัยคุกคาม

ด้านกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยรายละเอียดการตรวจยึดวัตถุระเบิดแสวงเครื่องจากพื้นที่ทางทหารซึ่งอยู่ในความควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังพบการรุกล้ำเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารและใช้เป็นพื้นที่เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ จากการตรวจสอบ พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเอง โดยใช้ทุ่นระเบิดต่อสู้รถถังแบบ TM-57 ร่วมกับดินระเบิดคอมโพซิชั่นC-4 หรือสารระเบิดแรงสูง เชื้อปะทุไฟฟ้า สายไฟ เศษโลหะ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุ่น TM-57 ถูกนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นอาวุธแสวงเครื่อง เพื่อใช้เป็นระเบิดบังคับทิศทาง หรืออาจเป็นระบบสั่งระเบิดจากระยะไกล

กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า จากการวิเคราะห์พบข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการ ได้แก่1.การใช้อุปกรณ์ทางทหารมาตรฐานและนำมาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่อง2.มีองค์ประกอบที่บ่งชี้ถึงความตั้งใจให้เกิดแรงระเบิดรุนแรง3.ระบบจุดระเบิดอาจเป็นแบบควบคุมได้ หรือถูกจัดวางเป็นกับดัก

“การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของกำลังพลไทย และอาจก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ผู้ที่เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว”กองทัพภาคที่2ระบุ

รบเดือด14วันทภ.1กร้าวสู้เพื่อแผ่นดิน

อีกด้านเพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่1 โพสต์ข้อความระบุว่า ‘เข้าสู่วันที่14ปฏิบัติการตอบโต้และรักษาอธิปไตย เราจะสู้เพื่อแผ่นดินไทย และเพื่อความปลอดภัย ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขของลูกหลานเราในอนาคต ตราบนานเท่านาน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้า

ทร.เดือดนาวิกฯเหยียบทุ่นขาขาด

ขณะที่นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) รายงานความคืบหน้าเหตุกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อเวลาประมาณ 09.14 น. จ.อ.เทอดพงศ์ ผมนะรา ทหารช่าง สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เหยียบทุ่นระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่ตรึงกำลังพื้นที่บ้านสามหลัง บ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด แรงระเบิดทำให้ข้อเท้าขวาขาดทันที

นาวาเอก ธรรมนูญ ระบุว่า หลังเกิดเหตุเข้าช่วยเหลือทันที โดยทีมแพทย์สนามเข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี เมื่อเวลา 10.00 น. เพื่อเข้ารับการผ่าตัดรักษา จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบว่า เป็นกับระเบิดชนิด PMN-2 สภาพใหม่ ซึ่งถูกนำมาฝังไว้ในเขตอธิปไตยของไทย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) ที่ว่าด้วยการห้ามใช้กับระเบิดสังหารบุคคลอย่างชัดเจนภายหลังเกิดเหตุ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้สั่งการยกระดับความเข้มงวดในการปฏิบัติงานบริเวณแนวหน้าขั้นสูงสุด พร้อมเพิ่มมาตรการกวาดล้างและเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับอันตรายจากกับระเบิดที่อาจมีการลักลอบนำมาวางเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง

ประณามเขมรละเมิดออตตาวา

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ จ.อ.เทอดพงษ์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวา หน่วยในพื้นที่ได้ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และอยู่ระหว่างการส่งกลับสายแพทย์ของกองทัพเรือ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน กองทัพเรือติดตามอาการของกำลังพลอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก พร้อมทั้งให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ สำนักงานโฆษกกองทัพเรือจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ยังปรากฏว่ากองทัพกัมพูชายังคงมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงการกระทำอันขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์

นย.ตราดยึดบ่อนทมอดาปิดภารกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกเข้าควบคุมพื้นที่เป้าหมายบริเวณทมอดาก่อนประสานกองทัพอากาศส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ปฏิบัติการทิ้งระเบิด 10 ลูก ทำลายอาคารกาสิโนทมอดา รวมถึงอาคารที่พักอาศัยของ พ.ท.ตึม ยอ อดีต หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนกัมพูชา–ไทย ซึ่งก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย ทั้งนี้ พื้นที่ปฏิบัติการดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณบ้านท่าเส้น ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ตรงข้ามบ้านซ็องก็อมเมท็ย ตำบลทมอดา อำเภอเวียลเวง จังหวัดโพธิสัต ประเทศกัมพูชา หลังการโจมตีทางอากาศ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดนำกำลังทหารรบ พร้อมยานเกราะ เคลื่อนที่เข้าตรวจค้นพื้นที่และยึดที่หมายทั้งหมดได้อย่างเรียบร้อย ถือเป็นการปิดภารกิจตามแผนที่วางไว้

นาวิกโยธินได้เผยแพร่ถ้อยแถลงย้ำจิตวิญญาณของกำลังพล ระบุว่า แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน แต่จิตวิญญาณของทหารนาวิกโยธินยังคงยึดมั่นในเกียรติประวัติและความกล้าหาญที่บรรพชนได้จารึกไว้ พร้อมสืบสานปณิธานและรักษาเกียรติภูมิแห่งกองทัพเรือไว้ด้วยชีวิตพร้อมย้ำคำขวัญอันเป็นเอกลักษณ์ “เมื่อ นย.เหยียบฝั่งพลัน เหตุคับขัน จักคลี่คลาย”

สระแก้วให้ปชช.4อภ.อพยพด่วน

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้านตะวันออกเกิดตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ฝ่ายปกครองประกาศให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืนกว่า 10 ลูก ในพื้นที่หลังตลาดโรงเกลือ โดยเทศบาลเมืองอรัญประเทศ ประกาศอพยพประชาชนด่วน หลังกัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 โจมตีพื้นที่พลเรือน เนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เทศบาลเมืองอรัญประเทศ และในพื้นที่ใกล้เคียง ให้เดินทางอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิง หากไม่มีรถยนต์ให้เดินทางมาขึ้นรถได้ที่ ลานสยามมินทร์ เทศบาลเมืองอรัญประเทศ ตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป

ต่อมาเวลา 15.30 น. กองทัพภาคที่ 1 ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เนื่องจากปัจจุบัน กกล.บูรพามีการปฏิบัติการทางทหารต่อที่หมายทางทหารของเขมร ในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ และอ.คลองหาด จ.สระแก้ว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จึงขอความร่วมมือประชาชน 4 อำเภอชายแดน จ. สระแก้วงดเข้าพื้นที่พักอาศัยของตน และให้อพยพไปยังศูนย์ฯ ตามที่ทางราชการจัดให้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

กต.ไทยพร้อมถกรมต.อาเซียนยัน3เงื่อนไข

เวลา 14.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน วาระพิเศษ ที่มาเลเซีย วันที่ 22 ธันวาคมว่า ไทยจะไปพูดคุยหารือกับฝ่ายกัมพูชาและชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงหลักฐานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่อเพื่อนประเทศอาเซียนอื่นที่เข้าร่วมการประชุม

ย้ำว่า ไทยปรารถนาต้องการให้เกิดสันติภาพมาโดยตลอดแต่ไม่สามารถที่จะปฏิเสธรูปแบบของการกระทําของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อไทยที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดวันนี้ เสียขาที่8 หรือโจมตีเป้าหมายพลเรือน ขอยืนยันใน3 ปัจจัยที่ฝ่ายไทยรอฟังจากกัมพูชา

1.กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะที่เป็นประเทศโจมตีอีกประเทศ2.การหยุดยิงจะต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง3.กัมพูชาจะต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือกับฝ่ายไทย เก็บกู้ทุนระเบิด เป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยรับไม่ได้และต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน

“ข้อ 2 มีความสําคัญกว่าข้ออื่นการหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ฝ่ายทหารทั้งสองประเทศได้มาพูดคุยกันในขั้นตอนต่อไปที่จะลดความตึงเครียดจะมีความสําคัญต่อคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมวันที่ 22 ธ.ค. จะเป็นโอกาสสําคัญยิ่งและย้ำว่าจะเป็นโอกาสที่ดีไทยมีท่าทีที่ชัดเจนมาโดยตลอด และเราพร้อมรอดูท่าทีของฝ่ายกัมพูชา”นางมาระตีกล่าว

คนกรุงระอา ยังไม่เลือกใครเป็นนายกฯ

คนกรุงระอา  ยังไม่เลือกใครเป็นนายกฯ

คนกรุงระอา ยังไม่เลือกใครเป็นนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนกรุงระอา ยังไม่เลือกใครเป็นนายกฯ ปชป.เรตติ้งเพิ่มขึ้น4เท่า โพลสวนดุสิต‘เท้ง’มาแรง

กางผลสำรวจนิด้าโพล เผยคนกรุงเทพฯยังไม่ตัดสินใจโหวตให้ใครเป็นนายกฯ ส่วน “เท้ง-พรรคประชาชน” ยังอยู่ที่สอง “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ไล่บี้มาติดๆ ด้าน“ประชาธิปัตย์” กระแสดีเพิ่มเกือบ 4 เท่า ขณะที่สวนดุสิตโพล ระบุ“ณัฐพงษ์”ขึ้นเบอร์หนึ่งนายกฯคนต่อไปตามมาด้วย‘ยศชนัน’

เมื่อวันที่ 21ธันวาคม2568ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร” สำรวจระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อถามถึงบุคคลที่คนกรุงเทพฯจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 16.95 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 10.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 9.00 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 5 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 6 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) อันดับ 9 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10 ร้อยละ 1.30 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนกรุงเทพฯจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.20 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 26.25 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 10.05 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 9.55 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

อันดับ 6 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 7 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 1.90 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้าธรรม พรรคชาติพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทรวมพลัง เป็นต้น

ด้านนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณประชาชนชาวกรุงเทพฯต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

นายพงศกร กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง

“พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน”นายพงศกร กล่าว

ขณะเดียวกันสวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,232 คน สำรวจทางออนไลน์และภาคสนามระหว่างวันที่ 16 19 ธันวาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 24.55 รองมา คือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.62 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.04

ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 23.97 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.95นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.25

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า พรรคประชาชนยังนำทั้งในระดับพรรคและตัวบุคคล ขณะที่เพื่อไทยการยกเครื่องอาจยังไม่เห็นผลชัดแต่การรีแบรนด์ผ่านตัวบุคคลที่มาพร้อมความสดใหม่ทำให้ดึงคงคะแนนกลับมาได้ ด้านภูมิใจไทยแม้แนวโน้มคะแนนลดลง แต่ช่องว่างยังไม่มากและมีโอกาสพลิกเกม

“ เมื่อฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อมั่นเป็นฐาน อีกฝ่ายมีความสดใหม่เป็นแรงส่ง และอีกฝ่ายมีความได้เปรียบทรัพยากร การช่วงชิงจังหวะจากนี้จึงเป็นการบ้านที่ทุกพรรคเร่งทำเพื่อส่งประชาชนให้ทันวันเลือกตั้ง”ประธานสวนดุสิตโพล ระบุ

ขณะที่ ผศ.อัญชลี รัตนะ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุลิต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการตัดสินใจของประชาชนไทยต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง และความต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่จับต้องได้จริง

ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 ทั้งความชัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและภัยธรรมชาติ เมื่อแยกเป็นประเด็นย่อยต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนให้น้ำหนักกับอุดมการณ์ที่ลอดอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและการเสนอทางออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

“การเลือก สส. แบบแบ่งเขตยังเป็นพื้นที่ของการพึ่งพาและความไว้วางใจในตัวบุคคล ผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นที่พึ่งพาในยามวิกฤตหรือมีการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มักจะได้รับความนิยมสูงกว่ากระแสพรรคเพียงอย่างเดียว ส่วนการเลือกผู้นำประเทศ ประชาชนยังคงมองหาบุคคคลที่มีส่วนผสมของความรอบรู้เท่าทันโลกยุคดิจิทัลและมีความสามารถในการบริหาร จัดการปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ”ผศ.อัญชลีกล่าวย้ำ

ทางออกใหม่คนไทย! จตุพรนำทัพเปิดพรรค ‘โอกาสใหม่’ย้ำจุดยืน บริหารประเทศไม่ใช่เล่นการเมือง

ทางออกใหม่คนไทย! จตุพรนำทัพเปิดพรรค 'โอกาสใหม่'ย้ำจุดยืน บริหารประเทศไม่ใช่เล่นการเมือง

ทางออกใหม่คนไทย! จตุพรนำทัพเปิดพรรค ‘โอกาสใหม่’ย้ำจุดยืน บริหารประเทศไม่ใช่เล่นการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ เปิดเกมการเมืองจากคนทํางานจริง ชู ‘โอกาสใหม่‘ นําการบริหารสู่ทางออกประเทศ ไม่ใช่เล่นการเมือง 

21 ธ.ค.68 พรรคโอกาสใหม่ นําโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมทีมผู้สมัครกรุงเทพมหานครและตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศเปิดตัวภายใต้แนวคิดหลัก“วิกฤติเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต” โดยพรรคโอกาสใหม่ชี้ชัดว่า การเมืองต้องไม่หยุดอยู่แค่คํามั่นสัญญา แต่จะต้องเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาจริงของประชาชนด้วยการบริหาร จัดการอย่างเชี่ยวชาญ โดยผู้มีประสบการณ์ การทํางานจริงในระบบราชการระดับประเทศ

โดยนายจตุพร ระบุว่า วิกฤติที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือคุณภาพชีวิต ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้าแต่เป็นการสะสมจากโครงสร้างที่ขาดการจัดการอย่างเป็นระบบพรรคโอกาสใหม่จึงก่อตั้งขึ้นบนความเชื่อว่า“ถ้ามองเห็นปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เราจะมองเห็นโอกาสในการ แก้ไข” และโอกาสนั้น ต้องไม่จํากัดอยู่แค่คนบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นโอกาสสําหรับ คนไทยทุกคน

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า นโยบายของพรรค ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น เพื่อความนิยมระยะสั้น แต่เกิดจากประสบการณ์การทํางานจริงในระบบราชการระดับประเทศ “เราทําในสิ่งที่เราเห็น เราพูดในสิ่งที่เราเคยรับผิดชอบและเรานําเสนอในสิ่งที่เรารู้ว่าทําได้จริง” นโยบายทุกด้านของพรรค จึงถูกออกแบบบนฐานข้อมูล ประสบการณ์และการบริหารจัดการเชิงระบบไม่ใช่การ นําเสนอเพื่อเอาใจแต่เป็นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน 

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนเป็นอีกเรื่องที่สําคัญและควรต้องเร่งผลักดันการแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เรื่องตัวเลขอย่างเดียวแต่คือปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งแนวทางของพรรค ได้แก่ แก้หนี้อย่างมีระบบไม่ผลักภาระให้ประชาชน, สร้างรายได้ที่มั่นคง ควบคู่การพัฒนาทักษะอาชีพ, เชื่อมเศรษฐกิจกับ คุณภาพชีวิต หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ย้ำว่า “ประเทศไทยไม่ใช่สนามฝึกมือแต่ต้องการคนที่มีประสบการณ์และพร้อมรับผิดชอบจริง”

ขณะที่ ดร. อาย อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ระบุว่า ปัญหาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณ แต่เกิดจากการขาด“การวางแผนแบบทั้งระบบ”พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอการยกระดับชีวิตประชาชน ตั้งแต่เกิดจนถึงบั้นปลาย ผ่านระบบสาธารณสุขที่ ป้องกันโรคควบคู่ การรักษา ลดการรอเตียง รอคิวด้วยการบริหารทรัพยากร ทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ชีวิตของคนไทย ทุกคนมีค่าเท่ากันในทางปฏิบัติไม่ใช่แค่ในนโยบาย

ดร.อาย ย้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ควรเริ่มจากการแจกเงินแต่ต้องเริ่มจากการทําให้ประชาชน “แข็งแรงพอที่จะแข่งขันได้” ทั้งแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ และแรงงานแพลตฟอร์มผ่านการ คุ้มครองตามกฎหมาย การพัฒนาทักษะที่เรียนรู้ได้ทุกวัยและการยกเครื่อง ระบบราชการให้คล่องตัว โปร่งใส พร้อมปราบทุนเทา สแกมเมอร์ และผู้ทําลายสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาดเพื่อให้ประเทศไทยหลุด จากวงจรแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเดินสู่การบริหารประเทศที่ทําได้จริง พรรคโอกาสใหม่ประกาศชัดว่าการเมืองต้องกลับมาเป็นเรื่องของ “การแก้ปัญหา” ไม่ใช่การแข่งขันของคําสัญญา ด้วยผู้นําที่มากประสบการณ์ทีมงานที่เข้าใจระบบและนโยบายที่ยืนอยู่บนความเป็นจริง โอกาสใหม่จึงไม่ใช่แค่ชื่อพรรคแต่คือความพยายามสร้างทางออกใหม่ให้คนไทยทั้งประเทศ กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ในวิกฤติมักมี “โอกาส” วันนี้ประเทศไทยมี “โอกาสใหม่” “วิกฤติเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต” โอกาสในการลงมือทํา โอกาสในการเปลี่ยนโอกาสของคนทุกคน “โอกาสใหม่” สําหรับคนไทยทุกคน