บ้านใหญ่พรึบ! ส่องบิ๊กเนมปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย ‘อนุทิน’นำทีม ‘ไชยชนก-ซาบีดา’ยืนเบอร์ต้น

บ้านใหญ่พรึบ! ส่องบิ๊กเนมปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย 'อนุทิน'นำทีม 'ไชยชนก-ซาบีดา'ยืนเบอร์ต้น

บ้านใหญ่พรึบ! ส่องบิ๊กเนมปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย ‘อนุทิน’นำทีม ‘ไชยชนก-ซาบีดา’ยืนเบอร์ต้น

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.28 น.

ส่องบิ๊กเนมปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย บ้านใหญ่พรึ่บ ‘รมต.-นายกเบี้ยว’ลงด้วย 

21 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จำนวน 100 คน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างจัดลำดับ ยังเป็นเพียงการเรียงตามตัวอักษรเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะอยู่ในลำดับที่ 1

ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แน่นอนเช่นกัน จะอยู่ในลำดับที่ 2 ตามที่ให้สัมภาษณ์ และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จะลงส่วนของบัญชีรายชื่อ ตามที่เปิดเผยเช่นกัน

ขณะที่รายชื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจนั้น อาทิ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ จะลงบัญชีรายชื่อ

รวมถึงนายสันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ อดีต สส.สตูล พรรคภท. นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ อดีตคณะที่ปรึกษารองนายกฯ

ขณะที่อดีต สส. ที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่น หลายคนมีชื่อลงสมัครบัญชีรายชื่อ อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายนิกร จำนง อดีตผอ.พรรคชทพ. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีต สส.นครปฐม ส่วนของกลุ่มที่มาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ นายเกรียงยศ สุดลาภา นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ นายอนุชา บูรพชัยศรี และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

รวมถึง นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน รองนายกอบจ.กระบี่ นายพิกิฏ ศรีชนะ อดีต สส.ยโสธร นายปิติ ปิตุเตชะ  นายพงศกร อรรณนพพร อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต สส.ลำปาง พรรคพท. และนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี

เปิด 100 บัญชีรายชื่อเพื่อไทย ‘ยศชนัน’นำทีมเอง

เปิด 100 บัญชีรายชื่อเพื่อไทย ‘ยศชนัน’นำทีมเอง

เปิด 100 บัญชีรายชื่อเพื่อไทย ‘ยศชนัน’นำทีมเอง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.48 น.

21 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเปิดเผย 100 รายชื่อ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ 2569 ของพรรคเพื่อไทย (พท.) อัพเดต ณ วันที่ 21 ธ.ค.68 โดยเรียงตามตัวอักษร ดังนี้

กฤช เอื้อวงศ์
กฤษณา สีหลักษณ์
กล่ำคาน ปาทาน
ก่อแก้ว พิกุลทอง
เกชา ศักดิ์สมบูรณ์
เกษม อุประ
ขัตติยา สวัสดิผล
คุณปิณ ติรณศักดิ์กุล
จรัญ แก้วเป็ง
จรูญ แสนพิมพ์
จักรพงษ์ แสงมณี
จักรภพ เพ็ญแข
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ นกขมิ้น
จิตติพจน์ วิริยะโรจน์
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ฉัตริน จันทร์หอม
ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ
ชัย วัชรงค์
ชูศักดิ์ ศิรินิล
เชิดชัย ตันติศิรินทร์
ญาณิกา เทียนทอง
ณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช
ณริยา บุญเศรษฐ
ณัฐธิดา เทพสุทิน
ดนุพร ปุณณกันต์
ตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์
ต่อศักดิ์ อัศวเหม
ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย
เทวัญ ลิปตพัลลภ
ธงธรรม เวชยชัย
ธนประเสริฐ จันทรักษรังษี
ธรรมนูญ มั่นคง
ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล
ธีราภา ไพโลหกุล
นภาพร เพ็ชร์จินดา
นรวิชญ์ หล้าแหล่ง
นลินี ทวีสิน
นิคม บุญวิเศษ
นิทัศน์ ศรีนนท์
บรรจง ยางยืน
ปนันรัตน์ วิริยะกุลศานต์
ประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา
ประยุทธ์ ศิริพานิชย์
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ปุณยวัชร์ เหลืองวิจิตร
ผ่านพบ รักตพงศ์ไพศาล
เผ่าภูมิ โรจนสกุล
พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ
พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ
พลนชชา จักรเพ็ชร
พิชัย นริพทะพันธุ์
พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์
พีรวิชญ์ ขันติศุข
ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร
ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร
ภูมิธรรม เวชยชัย
ภูวเดช นพฤทธิ์
มังกร ยนต์ตระกูล
เมธาพัฒน์ ศรีมนัส
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
รวิ สอดส่อง
รวีภัทร จิรศักดิ์วัฒนา
ละออง ติยะไพรัช
ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
วิชชา กลิ่นประทุม
วิเชียร ขาวขำ
วิโชติ วัณโณ
วิรัตน์ มีนชัยนันท์
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
ศลิษา หิรัญโชคอนันท์
ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ
ศุภรดา เลาหพงศ์ชนะ
สกาวใจ พูนสวัสดิ์
สงคราม กิจเลิศไพโรจน์
สมคิด เชื้อคง
สมศักดิ์ เทพสุทิน
สยาม หัตถสงเคราะห์
สหัสชัย อนันตเมฆ
สีหภณ ดีนาง
สุชาติ ตันเจริญ
สุชาติ ธาดาธำรงเวช
สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
สุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช
สุทิน คลังแสง
สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา
สุรเกียรติ เทียนทอง
สุรชัย เบ้าจรรยา
สุรภี รุ้งโรจน์
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
อดิศร เพียงเกษ
อนงค์ ล่อใจ
อนุตตมา อมรวิวัฒน์
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด
อรวรรณ สมวงศ์
อิสรา สุจารี
อุทัย ทัพอาสา
อุเมสนัส ปานเดย์
เอกพร รักความสุข

โพลชี้! สนามเลือกตั้งยังเปิด ‘ภูมิใจไทย’ นำพรรคใหม่ขยับ ‘ปวงชนไทย’ ติดกลุ่มมวยรอง

โพลชี้! สนามเลือกตั้งยังเปิด 'ภูมิใจไทย' นำพรรคใหม่ขยับ 'ปวงชนไทย' ติดกลุ่มมวยรอง

โพลชี้! สนามเลือกตั้งยังเปิด ‘ภูมิใจไทย’ นำพรรคใหม่ขยับ ‘ปวงชนไทย’ ติดกลุ่มมวยรอง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.29 น.

โพลชี้ สนามเลือกตั้งยังเปิด “ภูมิใจไทย”นำ พรรคใหม่ขยับ “ปวงชนไทย” ติดกลุ่มมวยรอง

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง คะแนนเสียงของพรรคการเมืองวันนี้ สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,134 ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้มาแล้วในอดีต เช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โพลชี้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566 ที่โพลชี้ว่าพรรคก้าวไกลจะได้รับคะแนนเสียงเกินกว่า 10 ล้านคะแนน ซึ่งผลจริงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อ้างอิงจาก https://www.dailynews.co.th/news/1073585/ และโพลเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2566 https://www.matichon.co.th/politics/news_3979683  โดยการทำโพลครั้งนี้ ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 19 – 20 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บนฐานประชากรจริง และสามารถสะท้อนพลวัตทางการเมืองในระดับประเทศได้

ภาพรวมความตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง: ฐานโครงสร้างของพฤติกรรมทางการเมือง

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 53,057,546 คน มีประชาชนที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวนประมาณ 38,307,548 คน ขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจว่าจะไปใช้สิทธิ มีจำนวน 14,749,998 คน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอัตราการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยมีประชาชนมากกว่าสองในสามของผู้มีสิทธิทั้งหมดแสดงความตั้งใจจะไปเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ยังไม่แน่ใจหรือไม่ไปเลือกตั้งยังมีขนาดใหญ่ และมีบทบาทสำคัญในเชิงพฤติกรรม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีได้ตามบริบททางการเมือง กระแสสังคม และการสื่อสารของพรรคการเมืองในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

ผลประมาณการคะแนนเสียงพรรคการเมือง: ตัวเลขที่สะท้อน “กระแส” และ “ความรู้สึก”

เมื่อพิจารณาผลประมาณการคะแนนเสียงของพรรคการเมืองในภาพรวม พบว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่ยังคงเป็นแกนหลักของระบบการแข่งขันทางการเมืองไทย โดยพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงประมาณการสูงสุดที่ 8,436,150 คะแนน รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย จำนวน 7,587,229 คะแนน และพรรคประชาชน จำนวน 4,509,891 คะแนน

ในขณะเดียวกัน กลุ่ม “เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่” มีคะแนนเสียงรวมกันถึง 5,199,640 คะแนน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าพรรคขนาดเล็กและพรรคการเมืองใหม่ยังคงมีพื้นที่ทางการเมือง และมีบทบาทในฐานะ “ทางเลือก” สำหรับประชาชนบางส่วนที่ยังไม่ผูกพันกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ กลุ่มประชาชนที่ยังลังเล ไม่ตัดสินใจ หรือไม่ตอบคำถาม มีจำนวนสูงถึง 12,574,638 คน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคะแนนเสียงของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งโดยลำพัง และถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดในการกำหนดทิศทางผลการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย

เมื่อรวมกับกลุ่มที่ไม่ไปเลือกตั้งจำนวน 14,749,998 คน จะเห็นได้ว่ามีประชาชนมากกว่า 27 ล้านคน ที่ยังอยู่นอกการตัดสินใจทางการเมืองโดยตรง ซึ่งสะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงเป็น “สนามเปิด” ในเชิงพฤติกรรม ไม่ใช่การแข่งขันที่ปิดเกมแล้วจากตัวเลขคะแนนเสียงปัจจุบัน

พรรคเปิดตัวใหม่: สัญญาณของ “มวยรอง” หรือ Underdog Effect ที่เริ่มปรากฏ

สำหรับพรรคการเมืองที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ผลการสำรวจพบว่า พรรคเศรษฐกิจได้รับคะแนนเสียงประมาณการ 742,806 คะแนน พรรคปวงชนไทยได้รับ 477,518 คะแนน และพรรคไทยก้าวใหม่ได้รับ 265,288 คะแนน จะเห็นได้ว่าพรรคโนเนม หรือ พรรคที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในการรับรู้กำลังพุ่งขึ้นสู่กลุ่มพรรคมวยรอง เช่น พรรคเศรษฐกิจ พรรคปวงชนไทย กำลังกลายเป็นพรรคที่ถูกจับตามองอยู่ในเวลานี้ด้วยนโยบายเรื่อง เมกะโปรเจกต์ เศรษฐกิจการเกษตร สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นต้น 

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับหลักแสนเมื่อเทียบกับพรรคขนาดใหญ่ แต่ในเชิงพฤติกรรมการเลือกตั้ง ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเริ่มก่อตัวของ “มวยรอง” หรือ “อันเดอร์ด็อก เอฟเฟกต์” Underdog Effect กล่าวคือ การที่ประชาชนบางส่วนเลือกสนับสนุนพรรคที่ยังไม่ใช่ผู้เล่นหลัก ด้วยแรงจูงใจด้านความหวัง การให้โอกาส และความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

การเชื่อมโยงคะแนนเสียงกับพฤติกรรมการเลือกตั้ง: มวยต่อ กับ มวยรอง (Bandwagon vs. Underdog)

เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขคะแนนเสียงเข้ากับกรอบการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม พบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีพลวัตที่สำคัญอยู่สองด้านควบคู่กัน ได้แก่ Bandwagon Effect และ Underdog Effect

ในด้านหนึ่ง พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีคะแนนนำอยู่ เช่น พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย อยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการเกิด Bandwagon Effect กล่าวคือ ประชาชนกลุ่มลังเลอาจตัดสินใจสนับสนุนพรรคที่ถูกมองว่ามีโอกาสชนะสูง เพื่อให้เสียงของตน “ไม่สูญเปล่า” และมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือทิศทางประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่ง คะแนนเสียงของพรรคเปิดตัวใหม่และพรรคขนาดเล็ก รวมถึงจำนวนประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจในระดับสูง สะท้อนว่า Underdog Effect ยังมีพื้นที่และสามารถขยายตัวได้ หากพรรคการเมืองสามารถสื่อสารนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง ความเป็นธรรม และคุณภาพชีวิตได้อย่างน่าเชื่อถือ

ใครคือ “ตัวชี้ขาด” (Kingmaker) ของการเลือกตั้งครั้งนี้

จากการสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง หากแต่อยู่ที่ พฤติกรรมการตัดสินใจของประชาชนกลุ่มลังเลและไม่ตัดสินใจ ซึ่งมีขนาดใหญ่และยังเปิดรับข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง หากกระแส “มวยต่อ” หรือ “แบนด์วากอน” Bandwagon เด่นชัดขึ้น ผลการเลือกตั้งอาจเอนเอียงไปสู่พรรคที่นำอยู่ แต่หาก “มวยรอง” หรือ “อันเดอร์ด็อก เอฟเฟกต์” Underdog Effect ถูกกระตุ้นผ่านการสื่อสารเชิงนโยบายและอัตลักษณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน โครงสร้างคะแนนเสียงอาจกระจายตัวมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างจากความคาดหมายเดิม

กล่าวโดยสรุป ผลการสำรวจของซูเปอร์โพลครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการจัดอันดับพรรคการเมือง หากแต่ต้องการสะท้อน “เสียงของประชาชนในช่วงเวลาปัจจุบัน” และชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งยังคงเป็นกระบวนการที่มีชีวิต มีพลวัต และเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบาย ความจริงใจ และความรับผิดชอบต่อสังคม

หากพรรคการเมืองทุกพรรคใช้ข้อมูลชุดนี้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงการสื่อสารและการกำหนดนโยบาย โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เพียงเป็นการแข่งขันทางการเมือง แต่จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมไทย เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง และนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน

‘ทภ.2’สรุปสถานการณ์ แนวชายแดนไทย-กัมพูชา วางกำลังตั้งรับ-คุมพื้นที่สำคัญ

'ทภ.2'สรุปสถานการณ์ แนวชายแดนไทย-กัมพูชา วางกำลังตั้งรับ-คุมพื้นที่สำคัญ

‘ทภ.2’สรุปสถานการณ์ แนวชายแดนไทย-กัมพูชา วางกำลังตั้งรับ-คุมพื้นที่สำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.10 น.

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2568

พื้นที่ช่องบก : ฝ่ายกัมพูชาใช้อากาศยานไร้คนขับ บินจากทิศใต้ ไปทางทิศเหนือ สลับกัน บินสูงประมาณ 1-1.5 กิโลเมตร คาดว่าเป็นการบินตรวจการวางกำลังของฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการวางกำลังตั้งรับในพื้นที่ ยึดควบคุมภูมิประเทศสำคัญ และเตรียมพร้อมยิงตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามตามเหตุการณ์

พื้นที่โดนตรวล – ซำแต – สัตตะโสม – ช่องตาเฒ่า : ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีฝ่ายเราด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ประปรายในพื้นที่ และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับในพื้นที่ทั้งแบบตรวจการณ์ และโดรนพลีชีพ FPV ฝ่ายเราวางกำลังตั้งรับเสริมความมั่นคง และใช้ปืนใหญ่ยิงตอบโต้ตามเหตุการณ์

พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่เบาบางในพื้นที่ มีการใช้อากาศยานไร้คนขับทั้งแบบแบบตรวจการณ์ และทิ้งระเบิด ฝ่ายเราใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ยิงทำลายต่อที่ตามเหตุการณ์

พื้นที่ปราสาทตาควาย และ บริเวณเนิน 350 : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยปืนเล็กยาว เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ ใส่ฝ่ายเราอย่างประปราย และมีการใช้โดรนพลีชีพ FPV ฝ่ายเราวางกำลังตั้งรับเสริมความมั่นคง และใช้ปืนใหญ่ยิงตอบโต้ตามเหตุการณ์

จากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ ปราสาทตาควาย และเนิน 350 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ และปัจจุบันร่างของกำลังพลทั้ง 2 นาย ได้ถูกนำออกจากพื้นที่การรบ และหน่วยได้จัดพิธีกองทหารเกียรติยศ ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา ณ ภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อย

ซึ่งในวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ให้แก่กำลังพลทั้ง 2 นาย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

กองทัพภาคที่ 2 ขอสดุดีดวงวิญญาณ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สองวีรบุรุษ ในเหตุปะทะพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 รวมถึงทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตในเหตุการณ์การปะทะครั้งนี้ อีกทั้ง 19 นาย ผู้เสียสละชีพปกป้องผืนแผ่นดินไทย วีรกรรมของทุกท่าน คือเกียรติยศสูงสุดของทหาร ในการปกป้องอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทย ซึ่งจะตราตรึงในความทรงจำ และเป็นเกียรติภูมิแก่กองทัพสืบไป

– 006

ทหารมียุทธวิธีตอบโต้ นายกฯลั่น!ไม่มีทางปล่อยกำลังพลเจ็บ-ตายฟรี

ทหารมียุทธวิธีตอบโต้ นายกฯลั่น!ไม่มีทางปล่อยกำลังพลเจ็บ-ตายฟรี

ทหารมียุทธวิธีตอบโต้ นายกฯลั่น!ไม่มีทางปล่อยกำลังพลเจ็บ-ตายฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

นายกฯลั่น!ไม่มีทางปล่อยกำลังพลเจ็บ-ตายฟรี ยันทหารมียุทธวิธีในการดำเนินการตอบโต้ หลังกำลังพลนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิดเป็นรายที่ 8 ชี้สิ่งที่กัมพูชาพยายามแสดงให้ชาวโลกเห็นเป็นเพียงการโกหกประชาคมโลกเท่านั้น เชื่อทุกคนเห็นใครพูดจริง ใครโกหก

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กำลังพลนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิดที่บริเวณบ้านสามหลัง ชายแดน จ.ตราด ว่า ขอให้ถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งทุกครั้งเราก็ใช้มาตรการการป้องกันประเทศ กลับกันประเทศกัมพูชาพยายามจะบอกว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม ก็ชัดเจนแล้ว ซึ่งเราจัดให้มีการประชุมป้องกันสแกมเมอร์ระดับโลก ทั่วโลกก็มาหมด แต่ประเทศกัมพูชาก็ไม่มา แล้วมาบอกว่าเราไม่จริงจังเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเขาก็โกหกประชาคมโลกไปแบบนี้เรื่อยๆ แต่ไม่เป็นไร ตนเชื่อว่า ตอนนี้ทุกคนก็คงเห็นแล้วว่าใครพูดจริง ใครโกหก

ส่วนที่ทหารเหยียบกับระเบิดมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้รอช้า ตอนนี้ทหารของเราอยู่ระหว่างดำเนินการสถาปนาความมั่นคงในทุกพื้นที่ ซึ่งเราก็ได้เข้ายึดครองพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายของเราไว้เกือบหมดแล้ว เหลืออยู่ 1 – 2 แห่งเท่านั้น

ส่วนตอนนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากำลังพลเหยียบกับระเบิดเป็นนายที่ 8 แล้ว นายกฯ กล่าวว่า อย่าไปพูดแบบนั้น เชื่อว่าทหารมีวิธีการทางการทหารอย่างเต็มที่ และไม่มีทางปล่อยให้พี่น้องกำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยไม่ทำอะไรเลย

จากนั้น นายกฯ ได้เดินทางออกจาก จ.สุรินทร์ ด้วยเครื่องบินส่วนตัว ซึ่งมีรายงานว่า นายกฯ จะเดินทางไปที่ จ.จันทบุรี เพื่อไปเยี่ยมให้กำลังใจนายทหารนาวิกโยธินที่เหยียบกับระเบิดนายล่าสุดด้วย

วันแรกเกือบแสนราย! กกต.สรุปจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

วันแรกเกือบแสนราย! กกต.สรุปจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

วันแรกเกือบแสนราย! กกต.สรุปจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

วันแรกเกือบแสนราย! กกต.สรุปจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในประเทศ-นอกราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข้อมูลว่าผู้มายื่นขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร เมื่อวานนี้ (20 ธ.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ปรากฏว่า มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า รวมจำนวน 98,900 คน โดยเป็นผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งในเขต ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง จำนวน 48 คน
ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 90,491 คน และผู้ลงทะเบียนนอกราชอาณาจักร จำนวน 8,361 คน

สำหรับช่องทางการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้งและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สามารถทำได้ 3 ช่องทาง คือ ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักนายทะเบียนท้องถิ่น นายทะเบียนอำเภอ สำนักงานเขตทั้ง 50 กรุงเทพมหานคร หรือ สถานเอกอัครราชทูต ช่องทางลงทะเบียนทางไปรษณีย์ และลงทะเบียนทางออนไลน์ ซึ่งสามารถลงทะเบียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

– 006

โฆษก ทร.ประณาม’กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร

โฆษก ทร.ประณาม'กัมพูชา' ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร

โฆษก ทร.ประณาม’กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.12 น.

“โฆษกกองทัพเรือ”ประณาม”กัมพูชา” ฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างโจ่งแจ้ง

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ออกแถลงประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างชัดเจน

ภายหลังจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและตรวจสอบพื้นที่ บ้านหนองรี และ บ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยเข้ายึดครองและใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร ได้ตรวจพบวัตถุพยานจำนวนมากที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อันแสดงถึงการวางแผนและการกระทำโดยเจตนาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้แก่

– การตรวจพบ แผนผังแสดงตำแหน่งการฝังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและทุ่นระเบิดดัดแปลง ในพื้นที่บ้านหนองรี ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อประสงค์ต่อชีวิตทหารไทย

– การตรวจพบ คลังอาวุธและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบดัดแปลงจำนวนมาก ในพื้นที่บ้านท่าเส้น (คาสิโนทมอดา) ซึ่งยืนยันถึงการที่ฝ่ายทหารกัมพูชาได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ โดยมีครอบครองและการใช้อาวุธต้องห้ามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

– การกระทำดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นรายที่ 8 ซึ่งถือเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยไม่เลือกเป้าหมาย ทั้งต่อทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ ขอยืนยันว่า การใช้ การวาง และการคงไว้ซึ่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในลักษณะดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นพฤติการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้ในประชาคมระหว่างประเทศ กองทัพเรือจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในระดับรัฐต่อไป รวมถึงการแจ้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบถึงการละเมิดอย่างต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชา

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องอธิปไตย ความปลอดภัยของกำลังพล และความมั่นคงของประชาชนไทยอย่างถึงที่สุด และจะไม่ยอมให้การกระทำอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ถูกเพิกเฉยหรือบิดเบือนจากข้อเท็จจริงโดยเด็ดขาด

– 006

เปิดตัว‘พรรควิชชั่นใหม่’ แถลงนโยบายหลัก 4 ด้าน ชูแนวคิด‘เศรษฐกิจมนุษย์-การเงินไร้ดอกเบี้ย’

เปิดตัว‘พรรควิชชั่นใหม่’ แถลงนโยบายหลัก 4 ด้าน ชูแนวคิด‘เศรษฐกิจมนุษย์-การเงินไร้ดอกเบี้ย’

เปิดตัว‘พรรควิชชั่นใหม่’ แถลงนโยบายหลัก 4 ด้าน ชูแนวคิด‘เศรษฐกิจมนุษย์-การเงินไร้ดอกเบี้ย’

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

เปิดตัว”พรรควิชชั่นใหม่” แถลงนโยบายหลัก 4 ด้าน ชูแนวคิด”เศรษฐกิจมนุษย์-การเงินไร้ดอกเบี้ย” หัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ ขณะที่”ธงรบ-พิเชษฐ”เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศพร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้ง เป็นทางเลือกใหม่ประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2658 ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จ.ปทุมธานี พรรควิชชั่นใหม่ จัดกิจกรรมเปิดตัวพรรคและแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ โดยมี นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ , นายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค , นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส.และผู้สนับสนุนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งนี้ พรรควิชชั่นใหม่ ได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ นายธงรบ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และนายพิเชษฐ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2

จากนั้น ได้แถลงนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ผลักดันการเสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย ด้านการเมือง เสนอนโยบาย “1 พรรค 1 กระทรวง” และกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งไม่เกิน 8 ปี หรือไม่เกิน 2 สมัย ด้านสังคม เสนอนโยบาย “บ้านหลังที่ 2 เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย” และด้านความมั่นคง ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายพิเชษฐ กล่าวว่า พรรควิชชั่นใหม่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2562 ในนามกลุ่มวิชชั่นใหม่ จากการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาอาชีพที่เห็นตรงกันว่า ปัญหาประเทศชาติที่สะสมมายาวนานไม่อาจแก้ไขได้หากปราศจากกลไกทางการเมือง จึงนำไปสู่การก่อตั้งพรรควิชชั่นใหม่ขึ้นมา เดิมพรรคตั้งเป้าส่งผู้สมัคร สส.ครอบคลุมทั่วประเทศตามไทม์ไลน์การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ แต่จากสถานการณ์ความไม่ปกติของประเทศ ทั้งปัญหาน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาก่อนกำหนด ทำให้พรรคสามารถส่งผู้สมัคร สส.เขตได้เพียง 7 จังหวัด อย่างไรก็ตาม พรรคได้ส่งรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 100 คน ตามกติกาการเลือกตั้ง และตั้งเป้าหมายที่จะได้ สส.เข้าสภาให้มากที่สุด

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวต่อว่า เรามุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เนื่องจากเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต การคิดดอกเบี้ยในระบบการเงินปัจจุบันส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนทุกภาคส่วน ขณะนี้มีกองทุนและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมากพร้อมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ติดข้อจำกัดทางกฎหมายพรรคจึงเห็นความจำเป็นในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย เพื่อเปิดทางเลือกใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ด้าน นายธงรบ กล่าวว่า ตนพร้อมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยจะนำประสบการณ์จากการเป็นผู้บริหารธนาคารอิสลามมาใช้ในการบริหารประเทศ พรรควิชชั่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเชื่อว่าคนที่ไม่มีเงินแต่มีความรู้ ความสามารถ และศักยภาพ สามารถนำความสามารถมาประเมินมูลค่าเป็นหุ้นส่วนได้ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย และเป็นแนวทางแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม

ขณะที่ นายสุโท กล่าวว่า พรรควิชชั่นใหม่มีความพร้อมเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งผู้สมัคร สส.เขต และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคจะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารนโยบายให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงในระยะเวลาจำกัด พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า พรรคจะสามารถคว้าที่นั่ง สส.ได้มากกว่า 25 คน เพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเข้าสู่สภา

“การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่เพียงการเลือกบุคคล แต่เป็นการเลือกทิศทางประเทศ พรรควิชชั่นใหม่ขอเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์มากกว่าการเงิน พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายสุโท กล่าว

นอกจากนี้ พรรควิชชั่นใหม่ยังประกาศนโยบาย “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล : บ้านหลังที่สองของผู้สูงอายุไทย” โดยมีเป้าหมายยกระดับ รพ.สต.ให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับตำบลอย่างครบวงจร ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และเจ้าหน้าที่บริบาล รวมถึงการยกระดับ อสม.ผ่านการอบรมมาตรฐาน เพื่อรองรับทั้งผู้สูงอายุทั่วไปและผู้ป่วยติดเตียง ลดภาระครอบครัว และลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ คำปราศรัยนโยบายของหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศวิสัยทัศน์ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ปรับรากฐานสู่ประเทศศิวิไลซ์ ด้วยเศรษฐกิจมนุษย์และการเงินไร้ดอกเบี้ย” โดยชี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากความยากจนปลายเหตุ หากแต่เป็นผลจากโครงสร้างที่ให้คุณค่ากับเงินมากกว่าคน พร้อมเสนอแนวคิดเศรษฐกิจมนุษย์เป็นทางออกเชิงโครงสร้างของประเทศ

– 006

นายกฯเยี่ยมศูนย์อพยพที่สุรินทร์ นั่งระบายสี’รถฮัมวี’ร่วมกับเด็กๆ

นายกฯเยี่ยมศูนย์อพยพที่สุรินทร์ นั่งระบายสี'รถฮัมวี'ร่วมกับเด็กๆ

นายกฯเยี่ยมศูนย์อพยพที่สุรินทร์ นั่งระบายสี’รถฮัมวี’ร่วมกับเด็กๆ

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

นายกฯเยี่ยมศูนย์อพยพที่สุรินทร์ นั่งระบายสีรถฮัมวีร่วมกับเด็กๆ เดินทักทาย-ให้กำลังใจชาวบ้าน-จนท. พร้อมขอให้อยู่ที่ศูนย์ไปก่อน รัฐบาลจะดูแลเต็มที่ ก่อนไปเยี่ยมทหารเหยียบระเบิดที่จันทบุรีต่อ

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมกำลังพลภายในมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน ได้เดินทางต่อมาที่ศูนย์อพยพและพักพิงชั่วคราวแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะ ให้การต้อนรับ

โดยนายกฯ ได้เดินเข้าไปพูดคุยให้กำลังใจพร้อมขอบคุณบรรดาเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรวมถึงแม่ครัว ที่ทำหน้าที่ประจำอยู่ที่ศูนย์อพยพแห่งนี้ โดยได้มีการเดินดูวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารให้กับชาวบ้านที่ศูนย์อพยพ โดยช่วงหนึ่งนายกฯบอกกับคณะฯ และสื่อมวลชนว่า “อาหารทุกอย่างดูดี ดูน่ารับประทาน และใช้ของดีทั้งหมด ซึ่งจะรู้ว่าดีหรือไม่ดีต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนรับประทานก่อนหากอร่อยและดีถึงจะให้ชาวบ้านรับประทานได้” ก่อนจะเดินไปให้กำลังใจแม่ครัวที่กำลังประกอบอาหารอยู่บริเวณโรงครัวเคลื่อนที่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามกับนายกฯ ว่า ตอนนี้ครบ 2 อาทิตย์แล้วผู้สูงอายุตามศูนย์อพยพเริ่มบ่นคิดถึงบ้าน และอยากกลับบ้าน นายกฯจึงตอบว่า เรายังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต เพราะชายแดนตอนนี้ยังมีการสู้รบตอบโต้กันอยู่ เวลาการตอบโต้ของฝั่งตรงข้ามยิงลูกจรวดมาแบบบังคับทิศทางไม่ได้ ไม่รู้จะตกมาจุดไหน เราต้องดำเนินมาตรการไม่ให้ชาวบ้านต้องไปเสี่ยงกับชีวิต ซึ่งหากชาวบ้านอพยพกลับเข้าไปอยู่ที่บ้านตอนนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นครอบครัวของกำลังพลด้วย ก็จะทำให้กำลังพลแนวหน้าปฏิบัติภารกิจได้ไม่เต็มที่ ต้องคอยเป็นห่วงแนวหลัง ดังนั้น การให้อพยพออกไปอยู่พื้นที่ปลอดภัยเพื่อทำให้แนวหน้าไม่ต้องมีความกังวล และจะได้มีสมาธิในการสู้รบ ซึ่งการปกป้องอธิปไตยในตอนนี้ของเราทำได้อย่างเต็มที่สุดความสามารถ และต้องทำให้สูญเสียน้อยที่สุด หรือต้องไม่มีความสูญเสียเลยหากเทียบกับประเทศฝั่งตรงข้าม

จากนั้น นายกฯ ได้มามาเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตรงจุดที่จัดกิจกรรมนันทนาการ โดยในจุดนี้ นายกฯได้เข้าไปเป็นช่วงกิจกรรมสำหรับเด็กๆ โดยได้ทักทายเจ้าหน้าที่พร้อมขอบคุณที่เสียสละเวลามาช่วยดูแลชาวบ้านที่ศูนย์อพยพ ก่อนจะแจกแซนด์วิชที่บรรดาชาวบ้านกลุ่มแม่บ้านได้ใช้กิจกรรมยามว่างร่วมกันทำกับเจ้าหน้าที่ โดยได้แจกให้กับเด็กเล็กที่อยู่ภายในศูนย์อพยพที่กำลังทำกิจกรรมอยู่

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้มุ่งตรงไปที่กลุ่มของเด็กๆ ที่กำลังวาดรูประบายสี โดยทันทีที่นายกฯ เดินเข้าไปถึงได้บอกกับกลุ่มเด็กๆ ว่า ลุงขอนั่งด้วย ก่อนที่นายกฯ จะนั่งขัดสมาธิ และร่วมระบายสีกับเด็กๆ โดยนายกฯ เลือกระบายสีรูปฮัมวีติดปืนกล โดยเน้นระบายสีธงชาติไทยลงไปที่ตัวรถด้วย พร้อมเซ็นลายเซ็นคู่กับ ด.ญ.ศุภาวีร์ ถุงทอง หรือ น้องเอิร์น ซึ่งนายกฯ ได้เซ็นชื่อตัวเองว่า ด.ช.อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมมอบสมุดที่หน้าปกเซ็นลายเซ็นและเขียนอวยพร ว่า “ขอมอบให้กับน้องเอิร์นด้วยความรัก”

ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า มีช่วงหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อพยพได้สอบถามเด็กๆ ว่าคำขวัญวันเด็กปีนี้มีว่าอย่างไร ซึ่งนายกฯ ได้พูดติดตลก “โอ้โห ถ้าใครจำได้พากลับกรุงเทพฯ เลย” ก่อนจะพูดแซวตัวเองว่า “ลุงยังจำไม่ได้เลย” จากนั้นเด็กๆ ได้พูดคำขวัญวันเด็กปี 2569 พร้อมกันว่า “รักชาติไทยใส่ใจโลก” นายกฯ ถึงกับยิ้มชอบใจ และใช้เวลาอยู่ตรงจุดที่ระบายสีกับเด็กเด็กนานกว่า 20 นาที

จากนั้น นายกฯ ได้ร่วมถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกับเด็กๆ พร้อมแจกสมุดและดินสอปากกาให้กับเด็กๆ ภายในศูนย์ ซึ่งเด็กที่อยู่ภายในศูนย์อพยพต่างเข้ามาสวมกอดนายกรัฐมนตรี โดยนายกฯ บอกว่า “อย่าเรียกลุงให้เรียกพี่หนู” ก่อนจะมีช่วงหนึ่งที่นายกฯ สร้างเสียหัวเราะ ให้กับชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อพยพ หลังจากพยายามที่จะลุกขึ้น แต่ลุกไม่ไหวต้องบอกให้เด็กๆช่วยกันพยุงให้ลุกขึ้น พร้อมกับบอกว่า “ช่วยยกลุงขึ้นหน่อย”

จากนั้นก่อนจะไปทักทายเจ้าหน้าที่พร้อมให้กำลังใจในการเสียสละปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆ พร้อมถ่ายรูปกับชาวบ้านโดยเน้นย้ำว่าขอให้อยู่ที่ศูนย์อพยพแห่งนี้ไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัยอีกไม่นานนี้ และไม่ต้องห่วงบ้านเจ้าหน้าที่และรัฐบาลจะช่วยดูแลอย่างเต็มที่

ต่อมาเวลา 15.30 น.นายกฯ เดินต่อไปยัง จ.จันทบุรี เพื่อไปเยี่ยมนายทหารเรือที่เหยียบระเบิด ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า

– 006

สพฐ. เร่งฟื้นการเรียนพื้นที่ชายแดน – น้ำท่วม ​พร้อมจัดมหกรรมส่งเสริมประวัติศาสตร์ฯ

สพฐ. เร่งฟื้นการเรียนพื้นที่ชายแดน - น้ำท่วม ​พร้อมจัดมหกรรมส่งเสริมประวัติศาสตร์ฯ

สพฐ. เร่งฟื้นการเรียนพื้นที่ชายแดน – น้ำท่วม ​พร้อมจัดมหกรรมส่งเสริมประวัติศาสตร์ฯ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 47/2568 โดยมีนายพิเชฐร์ วันทอง และนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมประชุม พร้อมผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชายังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสถานศึกษา โดยมีโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนแล้ว 1,112 แห่ง ใน 7 จังหวัด 14 เขตพื้นที่การศึกษา ขณะเดียวกันมีโรงเรียนอีก 79 แห่งถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงร่วมกับชุมชน ซึ่งต้องทำหน้าที่ทั้งจัดการเรียนการสอนให้เด็กนักเรียน และดูแลประชาชนควบคู่กับฝ่ายปกครอง 

ด้านการจัดการเรียนการสอน สพฐ. ได้ปรับรูปแบบให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ด้วยแนวทาง “Anywhere Anytime” ทั้งการเรียนที่บ้านและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายในศูนย์พักพิง โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ มหาวิทยาลัย ครู นักเรียน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมผ่อนปรนการวัดและประเมินผล เพื่อลดความกังวลของนักเรียนและผู้ปกครอง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ หนังสือ และกิจกรรมเสริมต่างๆ โดยประสานความร่วมมือกับมูลนิธิสารานุกรมไทย รวมถึงสื่อด้านประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

สพฐ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมลงพื้นที่เพิ่มเติม โดยหากสถานการณ์คลี่คลาย จะเร่งกลับสู่การจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ พร้อมพิจารณาขยายวันสอบในพื้นที่เสี่ยง และจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ให้เหมาะสม ควบคู่กับการปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ผ่านกิจกรรมและบทเพลงที่สร้างความผูกพันในหมู่เยาวชน ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังให้การช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนและเงินบริจาคเพิ่มเติม รวมถึงความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มอบเงินสนับสนุนจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจำนวน 50 แห่ง

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติ ยังมีกิจกรรมด้านการศึกษาที่พร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งจะจัดงานใหญ่ที่จังหวัดพะเยา ในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ และเตรียมขยายสู่ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเดือนมกราคม 2569 ต่อด้วยกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ วันที่ 10 มกราคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกิจกรรมและของรางวัลจาก สพฐโรงเรียนในสังกัด และภาคเอกชน เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดงานนวัตกรรมการศึกษา วันนักประดิษฐ์ 2569” ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาครู บุคลากร และระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต