‘Thailand SRI Index 2025’ เข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ ยกระดับการแข่งขัน – พัฒนาดัชนีระบบ ววน.

‘Thailand SRI Index 2025’ เข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ ยกระดับการแข่งขัน - พัฒนาดัชนีระบบ ววน.

‘Thailand SRI Index 2025’ เข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ ยกระดับการแข่งขัน – พัฒนาดัชนีระบบ ววน.

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และธนาคารโลก (World Bank) คิกออฟความร่วมมือครั้งสำคัญในงาน ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2569 : Thailand SRI Index 2025’ มุ่งพัฒนา ‘ดัชนีระบบ ววน.ของไทย’ ให้เป็นเข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ของประเทศ ที่ไม่เพียงกำหนดเป้าหมายการลงทุนด้านนวัตกรรมได้อย่างแม่นยำ แต่ยังเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาคมวิจัย ให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกัน 

โดย .สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยว่า การจัดทำ SRI Index 2025 หรือ ดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย 2568 ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกสว. สอวช. และธนาคารโลก เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และติดตามความก้าวหน้าจากปีที่ผ่านมา ผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ผลกระทบจากนวัตกรรม 2.ความร่วมมือและการเชื่อมโยง 3.การใช้ประโยชน์จากผลงาน 4.ผลผลิตทางปัญญา และ 5.การลงทุนด้าน ววน. โดยภาพรวมคะแนนสุขภาพระบบ ววน. ของไทยปีนี้อยู่ที่ 7.77 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพียง 0.04 จากปัจจัยภายนอก ซึ่งแม้จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะผลักดันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับก้าวต่อไปในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปี 2569 คือ เงินทุนงานวิจัยกำลังคนผลลัพธ์ ให้สอดประสานกัน โดยมีวาระเร่งด่วน คือ การส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ ด้วยการเปิดกว้างโอกาสและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และการขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในมิติของกองทุนและทุนวิจัยร่วม เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ

สอดคล้องกับ นายแซงบู คิม รองประธานฝ่ายดิจิทัลและAI ธนาคารโลก ที่ระบุว่า การที่ภาครัฐมีหน่วยงานอย่าง สกสว. ถือเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะ สกสว. มีบทบาทในการเชื่อมโยงระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจจริง ผ่านการกำหนดทิศทางการลงทุนวิจัย การออกแบบทุนที่เน้นการใช้ประโยชน์ และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลตลาดต่างๆ บทบาทเช่นนี้ช่วยให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัลไม่หยุดอยู่ในห้องทดลอง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และแพลตฟอร์มใหม่ที่สร้างตลาดและโอกาสการจ้างงานในเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้าน .สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ระบบ ววน. ไทย วันนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางนโยบาย แต่ คือรากฐานความมั่นคงที่เปลี่ยน “ความรู้ ให้เป็น คุณค่า” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สกสว. สอวช. ธนาคารโลก รวมถึงพลังของ 9 PMU จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมเวทีโลก ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินงาน จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยวางรากฐานสำหรับอนาคตของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

จุดประกายเยาวชน สร้างสรรค์ศิลปะเปลี่ยนโลก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง ปลุกกระแสสังคมให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

จุดประกายเยาวชน สร้างสรรค์ศิลปะเปลี่ยนโลก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง ปลุกกระแสสังคมให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

จุดประกายเยาวชน สร้างสรรค์ศิลปะเปลี่ยนโลก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง ปลุกกระแสสังคมให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี จัดกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิทีทีบี มุ่งมั่นจุดประกายเยาวชนผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะ สานต่อโครงการ “Help Kids Make REAL Change” คัดเลือกผลงานศิลปะของเด็กไฟ-ฟ้า จากกิจกรรมเวิร์กชอป รักษ์โลก แล้วโลกจะกลับมารักเรา” ปลุกพลังสร้าง Make REAL Change เปลี่ยนโลกผ่านผลงานศิลปะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง อาทิ แก้วน้ำ กระเป๋า หรือร่ม เพื่อจำหน่ายนำรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

ศิลปิน กนกวรรณ วงษ์หิรัญ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ Sleepy Mint เจ้าของคาแรกเตอร์ “Monie” (โมนี่)” มาจัดเวิร์กชอปให้กับเด็กไฟ-ฟ้า เพื่อสร้างสรรค์ผลงานคาแรกเตอร์ในจินตนาการของน้องๆ ที่เป็นรูปแบบของตัวเอง ภายใต้คอนเซปต์ รักษ์โลก แล้วโลกจะกลับมารักเรา” กล่าวว่า การใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีที่เข้าถึงง่าย สนุกสนาน และมีประสิทธิภาพในการปลุกกระแสรักษ์โลก ซึ่งเวิร์กชอป รักษ์โลก แล้วโลกจะกลับมารักเรา ไม่ได้จบลงแค่ในห้องเวิร์กชอป แต่ผลงานที่สร้างสรรค์โดยเด็กไฟ-ฟ้า ได้ถูกนำไปต่อยอด เป็นของพรีเมียมเพื่อจำหน่ายด้วย สะท้อนให้สังคมเห็นว่าศิลปะไม่ได้จำกัดแค่บนกระดาษหรือผืนผ้าใบในขณะเดียวกันยังมีคุณค่าในมุมอื่นๆ ที่นำไปเพิ่มมูลค่าได้อีก เช่น ของขวัญพรีเมียม หรือ Art Toy เป็นต้น

อยากให้น้องๆ มีพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานและนำความรู้ไปต่อยอด ได้จริงในชีวิต พร้อมผลักดันโอกาสให้เข้าถึงแบบเปิดกว้าง ไม่ถูกจำกัดแค่เด็กบางกลุ่ม ซึ่งมิ้นท์ได้มีส่วนร่วม ในการจัดเวิร์กชอปสอนเด็กๆ รวมถึงช่วยดูการจัดวางและ ต่อยอดลายเส้นคาแรกเตอร์น้องโลกบนของขวัญพรีเมียมถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เวิร์กชอปในครั้งนี้มิ้นท์ตั้งใจถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงให้เด็กๆ เข้าใจง่าย ซึ่งก็ได้รับฟีดแบคจากเด็กๆ ว่าชอบและสนุกมาก สิ่งที่มิ้นท์อยากฝากถึงเด็กทุกคน ถ้ามีความฝันอย่ารอช้า ลงมือทำเลย ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แม้ครั้งแรกจะทำได้ไม่ดีพอ อย่าท้อ อยากให้มองเป็นโอกาสในการพัฒนาที่จะทำให้เราเติบโตต่อไป” Sleepy Mint กล่าว

อีกหนึ่งเสียงจากเจ้าของผลงานลายคาแรกเตอร์น้องโลกที่ได้รับคัดเลือกนำไปสร้างสรรค์เป็นของพรีเมียม น้องบ๊วย” ศศิประภา สุธรรมมา เด็กไฟ-ฟ้า คลาสวาดเส้นและคลาสเต้น ศูนย์ไฟ-ฟ้าสมุทรปราการ บอกว่า เข้ามาเป็นเด็กไฟ-ฟ้า เพราะอยากพัฒนาฝีมือการวาด และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำในโรงเรียน ซึ่งการออกแบบคาแรกเตอร์น้องโลกมีแรงบันดาลใจมาจากทะเลและป่าไม้ สะท้อนผ่านภาพโลกที่คอยโอบอุ้มเมล็ดพันธุ์พืชด้วยความรักและความอบอุ่น เพื่อเป็นตัวแทนของความปรารถนา ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและอากาศดีๆ ของโลก เพิ่มเติมด้วยรายละเอียดน่ารักๆ เช่น ดอกไม้ ปลา ปะการัง และกังหัน ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนของความสวยงามและความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ 

รู้สึกภาคภูมิใจ ตื้นตัน และดีใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผลงานถูกนำไปเป็นสิ่งของจับต้องได้ และมีคนเห็นคุณค่า อยากให้ทุกคนใช้ของพรีเมียมของทีทีบีกันเยอะ  ทั้งกล่องข้าว และกระบอกน้ำลายน่ารัก  ที่ใช้ซ้ำได้ เพื่อช่วยกันดูแลโลกอีกทางหนึ่ง ซึ่งการเข้าร่วมเวิร์กชอปในคลาสครูมิ้นท์ ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่  มากมาย เช่น การจัดวางองค์ประกอบ การเลือกใช้สีสร้างความโดดเด่น โดยสิ่งที่ท้าทายคือ ความยากในการออกแบบคาแรกเตอร์ให้ไม่ซ้ำใคร และมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง น้องบ๊วยกล่าวทิ้งท้าย

LEO จับมือ มรภ.สวนสุนันทา ปั้นนักศึกษาทุนคุณภาพด้านโลจิสติกส์รุ่นที่ 3 พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

LEO จับมือ มรภ.สวนสุนันทา ปั้นนักศึกษาทุนคุณภาพด้านโลจิสติกส์รุ่นที่ 3 พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

LEO จับมือ มรภ.สวนสุนันทา ปั้นนักศึกษาทุนคุณภาพด้านโลจิสติกส์รุ่นที่ 3 พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (LEO) และวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในโครงการ “ผลิตบัณฑิตปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการซัพพลายเชนธุรกิจ แขนงวิชาธุรกิจพาณิชยนาวี” มุ่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมี ผศ.ดร.ชณิชา หมอยาดี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และนายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  LEO ร่วมลงนาม พร้อมประกาศความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทย รวมถึงเป็นการดำเนินธุรกิจตามแนว ESG และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนในมิติสังคม (S) มิติสิ่งแวดล้อม (E) และธรรมาภิบาล (G) ที่เป็นการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ในด้านการพัฒนาบุคลากร โดยทาง  SSRU มีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับธุรกิจโลจิสติกส์ พาณิชยนาวี และการจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศให้กับนักศึกษา ในส่วนของ  LEO จะสนับสนุนทุนการศึกษา เบี้ยเลี้ยงการทำงาน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าฝึกปฏิบัติงานจริงในองค์กรตลอดระยะเวลาโครงการ 2 ปี 1 เทอม และมีโอกาสรับบรรจุเป็นพนักงานเต็มตัวหลังสำเร็จการศึกษาและผ่านการทดลองงาน

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO เปิดเผยว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนและการตอบแทนสังคมมาโดยตลอด ภายใต้นโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์กรที่มุ่งสร้างพนักงานรุ่นใหม่ที่เติบโตภายใต้ DNA ของบริษัท   LEO จึงได้ริเริ่มโครงการนักศึกษาทุนตั้งแต่ปี 2561 และพัฒนาต่อเนื่องจนเกิดเป็นความร่วมมือเชิงลึกกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้สนับสนุนทุนการศึกษา การให้ความรู้เชิงปฏิบัติที่ไม่มีในหลักสูตร การฝึกประสบการณ์จริงในหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมองค์กรให้แก่ผู้รับทุน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจการทำงานในโลกโลจิสติกส์อย่างแท้จริง

โครงการนี้มุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีความตั้งใจได้ก้าวสู่สายอาชีพโลจิสติกส์อย่างเต็มศักยภาพ เราให้การสนับสนุนทุนการศึกษา พร้อมการฝึกปฏิบัติงานจริง เพื่อหล่อหลอมพวกเขาให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มี DNA ของ LEO อย่างแท้จริง โดยปี 2569 นี้ เรามีแผนที่จะให้ทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน และหากมีผู้สมัครที่มีคุณภาพมากกว่า 10 คน เราก็พร้อมพิจารณาขยายโอกาสให้มากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการมอบทุนของบริษัทดำเนินมาแล้ว ทั้งหมด 2 รุ่น มีผู้ได้รับทุนรวม 17 คน และมีผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัทแล้ว 14 คน ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นกำลังสำคัญในสายงานหลักของ LEO และเติบโตต่อเนื่องในเส้นทางอาชีพด้านโลจิสติกส์

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศ โครงการตอบปัญหาธรรมะ‘ทางก้าวหน้า’ครั้งที่ 43

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศ โครงการตอบปัญหาธรรมะ‘ทางก้าวหน้า’ครั้งที่ 43

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศ โครงการตอบปัญหาธรรมะ‘ทางก้าวหน้า’ครั้งที่ 43

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศ โครงการตอบปัญหาธรรมะ‘ทางก้าวหน้า’ครั้งที่ 43 ผู้ร่วมเข้า 6.6 แสนกว่าคน จากสถานศึกษา 3,269 แห่ง

20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 พระครูสมุห์ธานินทร์ ปุญฺญนนฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเยาวชนโลก เป็นประธานสงฆ์ ในพิธีมอบโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โล่เกียรติยศ เกียรติบัตร และทุนการศึกษา ในโครงการตอบปัญหาธรรมะ “ทางก้าวหน้า” ครั้งที่ 43  โดยรอบชิงชนะเลิศระดับชาติ จัดโดย ชมรมพุทธศาสตร์สากล (ชพส.) ร่วมกับสมาคมพุทธศาสตร์สากล ชมรมพุทธศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษา 34 แห่ง และวัดพระธรรมกาย

นายสันติ รุ่งสุขพลากร ประธานชมรมพุทธศาสตร์สากล กล่าวว่า “โครงการตอบปัญหาธรรมะ “ทางก้าวหน้า” ครั้งที่ 43  รอบชิงชนะเลิศระดับชาติ จัดขึ้น ณ ห้องแก้วสารพัดนึก 2 วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี มีผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับชาติ จากโรงเรียน 756 แห่ง แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษาตอนต้น 3,180 คน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย 372 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 163 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 188 คน และครูอาจารย์  451 คน รวมจำนวน 4,354 คน จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ รวม 664,819 คน จากสถานศึกษา 3,269 แห่ง”

ก่อนเริ่มทำการสอบ ผู้เข้าสอบทั้งหมด ได้ ยืนสงบนิ่ง เจริญสมาธิภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นจึงทำการสอบ และในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโล่รางวัลเกียรติยศ สำหรับผู้สอบได้รางวัลชนะเลิศด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อโครงการฯและเยาวชนทั่วประเทศ

โครงการตอบปัญหาธรรมะ “ทางก้าวหน้า” เปิดโอกาสให้ผู้สนใจ ศึกษาธรรมะ ตั้งแต่ในระดับอนุบาล ประถม มัธยม อุดมศึกษา รวมทั้งทหาร ตำรวจ พยาบาลเหล่าทัพ ครูอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้ธรรมะจากมงคลสูตร และหลักธรรมต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้ศึกษา และนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม ในปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ รวม 664,819 คน จากสถานศึกษา 3,269 แห่งทั่วประเทศ โดยจัดสอบ 3 รอบ 1.รอบคัดเลือก 2. รอบรองชนะเลิศ 3.รอบชิงชนะเลิศ

ทั้งนี้ โครงการตอบปัญหาธรรมะ “ทางก้าวหน้า” ประสบความสำเร็จอย่างดีได้ จากความร่วมมือ ส่งเสริม สนับสนุนจากวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ได้ทุ่มเท เสียสละ เพื่อช่วยกันยกระดับศีลธรรมและจริยธรรม สร้างเยาวชนที่จะเติบโตเป็นคนดีที่สังคมโลกต้องการ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะสร้างความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขสู่ประเทศชาติและโลกสืบไป

ด่วน! ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พัก-อพยพไปยังศูนย์ฯ

ด่วน! ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พัก-อพยพไปยังศูนย์ฯ

21 ธ.ค. 2568 16:01 น.

ด่วน! ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พัก-อพยพไปยังศูนย์ฯ

ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พักอาศัย – ขอให้อพยพไปยังศูนย์ฯ ที่ทางราชการจัดให้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

วันที่ 21 ธ.ค 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 แจ้งว่า เนื่องจากปัจจุบัน กกล.บูรพา มีการปฏิบัติการทางทหารต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน 4 อำเภอชายแดน จ.สระแก้ว “งดเข้าพื้นที่พักอาศัยของตน และให้อพยพไปยังศูนย์ฯ ตามที่ทางราชการจัดให้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

ทั้งนี้ ขอให้รับฟังข่าวสารและติดตามการแจ้งประกาศจากส่วนราชการในพื้นที่ อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ.

โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

21 ธ.ค. 2568 13:11 น.

โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

21 ธ.ค. 2568 12:30 น.

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ของเดือนในแอฟริกาใต้ เมื่อมือปืนไม่ทราบฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฝูงชนในย่านที่พักอาศัยใกล้เหมืองทองคำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ตำรวจเร่งระดมทีมสืบสวนระดับชาติลงพื้นที่ล่าตัวคนร้าย

เหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นที่ผับ “ความาโซโล” ในเขตแทมโบ ของเมืองเบกเกอร์สดาล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร รายงานระบุว่า กลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายได้เปิดฉากยิงแบบไม่เลือกหน้าใส่กลุ่มลูกค้าที่กำลังใช้บริการ รวมถึงผู้คนที่อยู่บริเวณด้านนอกร้าน

สำนักงานตำรวจได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว

นายเฟรด เคคานา รักษาการผู้บัญชาการตำรวจประจำรัฐเกาเตง เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ทั้งทีมจัดการที่เกิดเหตุระดับชาติและระดับรัฐ รวมถึงหน่วยข่าวกรองอาชญากรรมและทีมสืบสวนคดีร้ายแรง ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานและสอบปากคำพยานอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัดของการก่อเหตุ

เมืองเบกเกอร์สดาลที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ยากจนที่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองทองคำขนาดใหญ่หลายแห่งของแอฟริกาใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าปัจจัยทางสภาพแวดล้อมหรือความขัดแย้งในพื้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการกราดยิงสังหารหมู่ครั้งที่ 2 ของแอฟริกาใต้ในเดือนธันวาคมนี้ โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ (6 ธันวาคม) เพิ่งเกิดเหตุกลุ่มมือปืนบุกถล่มหอพักใกล้กรุงพริทอเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 12 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงวัยเพียง 3 ขวบ

ปัจจุบันแอฟริกาใต้ซึ่งมีประชากรกว่า 63 ล้านคน กำลังเผชิญกับวิกฤตอัตราอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมที่ติดอันดับสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง.

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

21 ธ.ค. 2568 11:57 น.

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาแถลงวันนี้ (21 ธ.ค.) ว่า เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 5 แสนคน ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนและโรงเรียนเพื่อหลบหนีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ จรวด และการทิ้งระเบิด

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า “ปัจจุบัน ประชาชนชาวกัมพูชามากกว่าครึ่งล้านคน รวมทั้งสตรีและเด็ก กำลังประสบกับความยากลำบากอย่างสาหัส เนื่องจากการถูกบังคับให้พลัดถิ่นจากบ้านและโรงเรียน เพื่อหนีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ จรวด และการทิ้งระเบิดทางอากาศจากเครื่องบินรบ F-16 ของไทย” โดยระบุจำนวนผู้ถูกอพยพทั้งหมด 518,611 คน

ขณะที่ฝั่งประเทศไทย รายงานระบุว่ามีประชาชนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นแล้วประมาณ 400,000 คน โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมจากการสู้รบในเดือนนี้อยู่ที่อย่างน้อย 22 รายในไทย และ 19 รายในกัมพูชา

ความขัดแย้งครั้งนี้หยั่งรากลึกมาจากปัญหาเขตแดนยาว 800 กิโลเมตรที่ลากเส้นตามยุคอาณานิคม และพื้นที่ทับซ้อนบริเวณซากปราสาทโบราณ โดยสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อกรกฎาคม ได้เกิดการปะทะครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ก่อนที่สหรัฐฯ จีน และมาเลเซียจะช่วยเจรจาหยุดยิง ต่อมาในเดือนตุลาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนคำแถลงร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อขยายเวลาหยุดยิงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ส่วนเดือนพฤศจิกายน ไทยประกาศระงับข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวน โดยไทยกล่าวหากัมพูชาว่าวางทุ่นระเบิดใหม่ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และในเดือนธันวาคม เกิดการปะทะด้วยรถถัง โดรน และปืนใหญ่รายวัน โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร

แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยอ้างว่าเขาสามารถคลี่คลายสงครามนี้ได้แล้ว แต่รัฐบาลไทยปฏิเสธว่ายังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงใหม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติต่างเร่งเข้าแทรกแซงเพื่อยุติความรุนแรง นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ภายในวันที่ 22 หรือ 23 ธ.ค. นี้

ด้านจีนส่งทูตพิเศษ “เติ้ง สีจวิน” เข้าพบ นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต เพื่อเร่งรัดให้เกิดการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีกำหนดนัดหารือเร่งด่วนในวันจันทร์นี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ล่าสุด กัมพูชาระบุว่ากองกำลังไทยยังคงเปิดฉากโจมตีตั้งแต่รุ่งเช้าของวันนี้ (21 ธ.ค.) บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเคยเป็นจุดปะทะรุนแรงในปี 2008 แม้ศาลโลกจะมีคำตัดสินไปเมื่อปี 2013 แต่ความขัดแย้งระลอกใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้ หลังทหารกัมพูชาเสียชีวิตในการปะทะ.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือลั่นต้องหยุดยั้ง “ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์” ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

เกาหลีเหนือลั่นต้องหยุดยั้ง "ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์" ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

21 ธ.ค. 2568 11:31 น.

เกาหลีเหนือลั่นต้องหยุดยั้ง “ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์” ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

กระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือออกโรงประณาม หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของญี่ปุ่นเผยหนุนรัฐบาลครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยระบุว่าความทะเยอทะยานของญี่ปุ่นในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “ต้องถูกสกัดกั้นไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม” ชี้เป็นการล้ำเส้นและอาจนำมาซึ่งหายนะต่อมวลมนุษยชาติ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) กระบอกเสียงหลักของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่แถลงการณ์จากผู้อำนวยการสถาบันญี่ปุ่นศึกษา สังกัดกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อตอบโต้กรณีที่สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่น รายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ไม่ระบุชื่อรายหนึ่งในทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ระบุว่า “ผมคิดว่าเรา (ญี่ปุ่น) ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง”

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า “ในท้ายที่สุดแล้ว เราทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้น” ซึ่งรายงานระบุว่าบุคคลนี้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำหนดนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่น

เกาหลีเหนือระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังเปิดเผยความทะเยอทะยานในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย และเป็นการ “ก้าวข้ามเส้นตาย”  พร้อมย้ำว่าความพยายามนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการพูดผิด แต่เป็นความปรารถนาที่มีมาอย่างยาวนานของรัฐบาลญี่ปุ่น

แถลงการณ์ระบุว่า “ความพยายามของญี่ปุ่นในการเป็นรัฐนิวเคลียร์ต้องถูกสกัดกั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะมันจะนำมาซึ่งภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อกลุ่มประเทศในเอเชียและมวลมนุษยชาติ” 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในแถลงการณ์ฉบับนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเอง ซึ่งถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์และละเมิดมติสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การทดสอบครั้งแรกในปี 2006

ปัจจุบันเชื่อกันว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองหลายสิบหัว โดยรัฐบาลเปียงยางยืนกรานมาตลอดว่าจะไม่มีวันยอมสละอาวุธเหล่านี้ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เพื่อยับยั้งภัยคุกคามทางทหารจากสหรัฐฯ และพันธมิตร

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายคิม ซอน กยอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ได้แถลงต่อสหประชาชาติว่า นโยบายนิวเคลียร์ถือเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นอำนาจอธิปไตยที่เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมจำนน ขณะที่ผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน เคยกล่าวว่าเขาพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตให้เกาหลีเหนือยังคงครอบครองคลังแสงนิวเคลียร์ต่อไปได้เท่านั้น.

ที่มา Reuters

วิศวกรหญิงเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ ผู้ใช้วีลแชร์คนแรกเดินทางสู่อวกาศ

วิศวกรหญิงเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ ผู้ใช้วีลแชร์คนแรกเดินทางสู่อวกาศ

21 ธ.ค. 2568 10:17 น.

วิศวกรหญิงเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ ผู้ใช้วีลแชร์คนแรกเดินทางสู่อวกาศ

มิคาเอลา เบนต์เฮาส์ วิศวกรหญิงจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ผู้ที่ต้องใช้รถเข็นวีลแชร์มาตลอด 7 ปี หลังจากประสบอุบัติเหตุทางจักรยานภูเขาจนบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้ใช้วีลแชร์คนแรกที่ได้ขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์บนห้วงอวกาศ

จุดเริ่มต้นของภารกิจนี้เกิดจากการที่เธอติดต่อกับ ฮันส์ โคนิกส์มันน์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของสเปซเอ็กซ์ ผ่านทางออนไลน์ เพื่อตั้งคำถามว่า “คนอย่างเธอสามารถเป็นนักบินอวกาศได้หรือไม่?” ความมุ่งมั่นของเธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาช่วยประสานงานกับบลู ออริจิน บริษัทการท่องเที่ยวอวกาศของ เจฟฟ์ เบโซส์ จนเกิดเป็นเที่ยวบิน 10 นาทีที่โลกต้องจารึก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 ธ.ค.) ยาน New Shepard ได้ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยในรัฐเท็กซัส เมื่อเวลา 14:15 ตามเวลาท้องถิ่น โดยในเที่ยวบินนี้มิคาเอลาและผู้ร่วมทางอีก 5 คน ได้พุ่งทะยานขึ้นไปเหนือ “เส้นคาร์มัน” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างชั้นบรรยากาศโลกกับอวกาศ

ทั้งนี้ มิคาเอลาเคลื่อนที่จากวีลแชร์เข้าสู่แคปซูลด้วยตัวเอง โดยใช้ม้านั่งพิเศษที่ต่อขยายมาจากประตูยาน โดยบลูออริจินได้ติดตั้งอุปกรณ์ภาคพื้นดินเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการเข้าและออกจากแคปซูลให้สะดวกยิ่งขึ้น

เธอให้สัมภาษณ์หลังลงจอดว่า “มันเป็นประสบการณ์ที่เจ๋งที่สุด! ฉันไม่ได้ชอบแค่ทิวทัศน์และสภาวะไร้น้ำหนัก แต่ฉันชอบทุกขั้นตอนตอนที่ยานพุ่งทะยานขึ้นไป”

มิคาเอลาเปิดเผยว่า หลังจากอุบัติเหตุเธอตระหนักว่าโลกใบนี้ยังมีความยากลำบากในการเข้าถึง สำหรับผู้พิการอีกมาก การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการพิสูจน์ระบบ

ด้าน ฟิล จอยซ์ รองประธานอาวุโสของบลูออริจิน ระบุว่า “เที่ยวบินของมิคาเอลามีความหมายอย่างยิ่ง เป็นการแสดงให้เห็นว่าอวกาศมีไว้สำหรับทุกคน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ฝันของเธอเป็นจริง”

ภารกิจนี้ถือเป็นเที่ยวบินท่องเที่ยวอวกาศครั้งที่ 16 ของบลูออริจิน แม้จะไม่มีการเปิดเผยราคาค่าตั๋ว แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของบริษัทเอกชน เช่นสเปซเอ็กซ์ และเวอร์จิน กาแลกติก ที่พยายามแย่งชิงความเป็นหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวอวกาศ โดยก่อนหน้านี้ บลูออริจินเพิ่งนำเซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง เคที เพอร์รี และ ลอเรน ซานเชซ ขึ้นสู่อวกาศมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC