น้อมรับทุกผลโพล! ‘ยศชนัน’เชื่อจะทำงานไปข้างหน้าต้องพร้อมรับฟัง

น้อมรับทุกผลโพล! ‘ยศชนัน’เชื่อจะทำงานไปข้างหน้าต้องพร้อมรับฟัง

น้อมรับทุกผลโพล! ‘ยศชนัน’เชื่อจะทำงานไปข้างหน้าต้องพร้อมรับฟัง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

“ยศชนัน”น้อมรับทุกผลโพล เชื่อจะทำงานไปข้างหน้าต้องพร้อมรับฟัง ไม่ใช่แค่ตัวแคนดิเดตนายกฯ แต่รวมถึงพรรคด้วย ขณะ”จุลพันธ์”ชี้โพลเป็นแค่ข้อคิด ไม่ใช่ข้อตัดสิน สุดท้ายวัดกันวันเลือกตั้ง มั่นใจนโยบายตรงใจคนกรุง

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่จ.สุพรรณบุรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่คะแนนจากสวนดุสิตโพลทั่วประเทศ พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมขึ้นมาลำดับ 2 แต่ผลนิด้าโพลล่าสุดพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายยศชนัน ยังอยู่ลำดับ 10

โดย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนของโพลก็เป็นข้อคิด แค่ไม่ใช่ข้อตัดสิน เพราะการเลือกตั้งสุดท้ายอยู่ในมือประชาชน ซึ่งจะตัดสินกันในวันเลือกตั้ง ต้องไปทำความเข้าใจและเข้าหาประชาชน เมื่อเปิดตัวผู้สมัครและมีเบอร์แล้วก็จะต้อง ลงพื้นที่ทำความเข้าใจนำนโยบายไปให้ประชาชน เราเชื่อมั่นว่าแต่ละโพลที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วเราจะทำได้ดีขึ้น ขณะที่ในส่วนของกรุงเทพฯ มีหลายนโยบายที่ตรงใจคนกรุงเทพ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย บ้านเพื่อคนไทย รถเมล์ปรับอากาศ 10 บาท เชื่อว่านโยบายตอบโจทย์เรื่องค่าครองชีพคนกรุงเทพ และขณะนี้โพลที่ออกมา คนยังไม่ตัดสินใจเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นโอกาสของทุกพรรคการเมืองที่จะทำนโยบายให้ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยก็เช่นเดียวกัน

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ก็เป็นกำลังใจที่ดีที่อยู่ในอันดับ 2 ถือว่าขึ้นมาได้เร็ว หลังจากเราเปิดตัวนายยศชนันได้ไม่นาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะทำงานหนักต่อไป เพื่อครองใจประชาชนและให้ประชาชนหันกลับมอง และเกิดความเชื่อมั่นว่าเพื่อไทยทำได้ นโยบายของเพื่อไทยจะแก้ไขปัญหาเป็นทางออกและโอกาส

นายยศชนัน กล่าวเสริมว่า ไม่เป็นอะไร ผลโพลเป็นเสียงสะท้อน ตนเชื่อเสมอว่าการจะทำงานไปข้างหน้าต้องพร้อมรับฟังทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ตอนนี้พยายามทำเต็มที่เพื่อที่จะเป็นคนของประชาชน โพลแต่ละสำนัก เราพร้อมที่จะรับฟัง ตรงไหนไม่ดีพร้อมที่จะปรับปรุง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวแคนดิเดตคนเดียว สิ่งที่สำคัญคือโพลนี้จะทำให้ทุกคนในพรรคทำงานอย่างเต็มที่ เปิดใจรับฟังโพลไหนออกมาดีก็เป็นกำลังใจทำให้รู้สึกว่าเราทำมาถูกทางอันไหนที่ยังไม่ดีเราน้อมรับและจะทำให้ดีขึ้น

เมื่อถามว่า วางแผนอย่างไร เพื่อให้ความนิยมขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราเข้าใจพี่น้องประชาชน แต่ไม่ใช่ที่เดียวทั้งประเทศ แต่ละเขต แต่ละพื้นที่มีปัญหาของตัวเอง การพยายามสื่อสารบางอย่างให้ลึกลงไป โดยที่ทุกคนรับทราบว่าวันนี้ประเทศมุ่งไปในทิศทางไหน เป็นส่วนสำคัญมาก ประเทศไทยในการเลือกตั้งปี 2569 จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้ นี่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ ที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าวันนี้มีหลายเรื่อง มีข่าวสารบางอย่างที่อาจจะทำให้ลืมเป้าหมายหลักใหญ่ แต่ถ้ามองเป้าหมายว่าวันนี้เราต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น สิ่งเล็กน้อย เราไม่ว่ากันเดินทางไปข้างหน้าด้วยความสามัคคีกัน

ด่วน!‘จาตุรนต์’ไขก๊อก ลาออกประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย

ด่วน!‘จาตุรนต์’ไขก๊อก ลาออกประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย

ด่วน!‘จาตุรนต์’ไขก๊อก ลาออกประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

“จาตุรนต์”ลาออกประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย บอกเปลี่ยนม้ากลางศึก ไม่เหมาะยุทธศาสต์พรรค

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568  นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยได้มีคำสั่งที่ 0008/2568 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ความทราบอยู่แล้วนั้น ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์และได้ร่วมทำงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยดี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นต้นมา แต่จากการทำหน้าที่นี้มาระยะหนึ่ง พบว่าแกนนำของพรรคได้ร่วมกันวางยุทธศาสตร์ของพรรคและยุทธศาสศาสตร์ในการเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว เมื่อการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน การที่จะกำหนดกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวขึ้นใหม่ก็ดี หรือการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นก็ดีในระยะกระขั้นชิดเช่นนี้ ย่อมจะทำได้ยาก

นายจาตุรนต์ ระบุด้วยว่า การมอบให้ตนมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคจึงเปรียบเสมือนเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก อาจจะไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่พรรคได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ในส่วนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้น ตนเห็นว่าหากให้แกนนำของพรรคที่ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะเป็นการเหมาะสมกว่า

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 ที่ประชุมได้มีมติอย่างท่วมทันเห็นชอบให้ส่งคำขอไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดให้มีการลงประชามติโดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้คงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง การจัดทำประชามตีในครั้งนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาขนหรือไม่เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ผมได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด

“ผมจึงเห็นว่าผมมีความจำเป็นในในการมีส่วนร่วมชี้แจงและรณรงค์ให้การจัดทำประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของพรรคนอกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะทำให้ผมมีเวลาในการทำงานให้กับพรรคน้อยลงในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2568 นี้เป็นต้นไป”

‘เป็นธรรม’เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ พร้อมสโลแกนพรรค’ประชาธิปไตยที่เป็นธรรม’

'เป็นธรรม'เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ พร้อมสโลแกนพรรค'ประชาธิปไตยที่เป็นธรรม'

‘เป็นธรรม’เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ พร้อมสโลแกนพรรค’ประชาธิปไตยที่เป็นธรรม’

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

“เป็นธรรม”เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “ปิติพงศ์-ปุณยวีร์-มนต์วลี” พร้อมสโลแกนพรรค”ประชาธิปไตยที่เป็นธรรม” ชู 6 นโยบาย ปฏิเสธการเมืองทุนสีเทา-ทุจริตทุกรูปแบบ ลั่นลาก”ฮุนเซน”เป็นอาชญากรสงคราม หากเป็นรัฐบาล มั่นใจรอบนี้มี สส.ในสภาแน่นอน หวัง 5 ที่นั่ง

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ พรรคเป็นธรรม (ปธ.) มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2568 โดยมีวาระสำคัญเพื่อเลือกตั้งคณะผู้บริหารและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยมี นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ อดีตหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุม และมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการประชุม นายปิติพงศ์ กล่าวว่า หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาตนแสดงเจตจำนงในการลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งตามที่เป็นข่าวตลอดมาว่าตนลาออกเพราะพรรคมีความขัดแย้ง ขอบอกว่าไม่เป็นความจริง พรรคเป็นธรรมมีความแข็งแกร่งและมีความสามารถในการที่จะทำงานทางการเมืองต่อไปโดยไม่คำนึงว่าตนจะอยู่หรือไม่อยู่ การที่ตนลาออกไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งในพรรค แต่ลาออกเพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้ง พรรคเป็นธรรมมีมติเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากเลขาธิการพรรค เนื่องจากไปยกมือสนับสนุนนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ขอมติพรรค จึงขอแจ้งให้ทราบว่านายกัณวีร์ไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้กรรมการบริหารพรรคทราบ และวันนี้ได้แสดงเจตนาขอลาออกจากสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ภายหลังการประชุม นายปิติพงศ์ แจ้งผลการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดย นายปิติพงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค นายนันทวิชช์ วรรณเสน เลขาธิการพรรค น.ส.ปุณยวีร์ เต็มเจริญ เหรัญญิกพรรค นายกร โอสถานุเคราะห์ นายทะเบียนพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรค ได้แก่ นายบุญธร อุปนันท์ นายศุรศักดิ์ คันธพรสิริ และ น.ส.วีระนุช ธีระภูธร กรรมการบริหารพรรคและผู้อำนวยการพรรค ขณะทีมโฆษกพรรค ประกอบด้วย นายประสิทธิชัย หนูนวล โฆษกพรรค นายอริญชัย กาวิกุล รองโฆษกพรรค และ น.ส.ศรัณย์รัชต์ อัศววงศ์ธาดา รองโฆษกพรรค และว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 32 พร้อมเปิดตัว นายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ 1.นายปิติพงศ์ 2.น.ส.ปุณยวีร์ และ 3.น.ส.มนต์วลี พันธโนทัย พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “ประชาธิปไตยที่เป็นธรรม”

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า สัญญากับท่านว่ารอบนี้พรรคเป็นธรรมจะมี สส.ในสภามากกว่าหนึ่งคนทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขต เท่าที่ตนทำข้อมูลไว้พรรคเป็นธรรมข้อนี้จะมาเต็มสตรีมกว่าเดิม เนื่องจากเราเริ่มจากศูนย์และยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาเราเปิดตัวพรรคในการเลือกตั้งปี 2566 และการเลือกตั้งปีนี้พรรคเป็นธรรมพร้อมเป็นฝ่ายบริหารสร้างงานให้กับพี่น้องประชาชน ตามที่มุ่งเป้าไว้ พรรคเป็นธรรมจะมีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อสู้รณรงค์ครั้งนี้ ฝากพี่น้องช่วยพิจารณาและช่วยกันสนับสนุนด้วย

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า นอกจากตนแล้วจะมีทีมงานคนอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ดร.นันทวิชช์ เป็นเลขาธิการพรรค เป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดจากศูนย์ เป็นคนพื้นบ้านแต่อาสามารับใช้ทำงาน กิจกรรมที่เขาทำตลอดมาและตนร่วมทำงานด้วยชื่นชมตลอดมาคือการทำซอฟต์พาวเวอร์เรื่องการฟ้อนรำเป็นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งพูดจริงทำจริง และรอบนี้จะลงตัวแทน สส.ขอนแก่น เขต 4 ด้วย

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า แล้ววันนี้เรามีปัญหาชายแดนไทยมีความสามารถก็มาช่วยกัน ตนจะเอาสมเด็จฮุน เซน ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ถ้าพรรคเป็นธรรมเป็นรัฐบาล ตนจะเอา สมเด็จฮุน เซน เป็นอาชญากรสงคราม และจะยึดพื้นดินของไทยไว้ทั้งหมด แล้วค่อยมาคุยกันทั้งทางบกและทางทะเลของเราต้องเป็นของเราทั้งหมด โดยเฉพาะเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางขึ้นก็ขึ้นทางเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นของเรา เราต้องรักษาไว้ ตนเชื่อว่าศักยภาพของทหารไทยปัจจุบัน ถ้าฝ่ายการเมืองสนับสนุนจริงไม่เกินปลายปีนี้สามารถปิดจ๊อบกัมพูชาได้แน่ ถ้าไม่ได้เดี๋ยวรอรัฐบาลใหม่เอามาปิดจ็อบได้แน่นอน

ต่อจากนั้น นายปิติพงศ์ กล่าวเจตนารมณ์และนโยบายพรรคว่า พรรคเป็นธรรมไม่ได้แข่งขันว่าใครจะเก่งกว่าใคร แต่เราสัญญาได้ว่าเราจะทำให้ดีที่สุด โดยเราตั้งนโยบายบนพื้นฐาน 6 ประการที่ชัดเจนคือ 1.อำนาจต้องไม่อยู่เหนือหลักการ 2.การบริหารต้องออกจากเกมการเมือง 3.การบริหารต้องมาจากความสามารถ 4.ระบบตรวจสอบถ่วงดุลต้องทำงานได้จริง 5.การเมืองต้องตรงไปตรงมารักษาคำพูด และ 6.ปฏิเสธการเมืองสีเทาและการทุจริตถูกรูปแบบ ส่วนนโยบายหลักของพรรคตั้งอยู่บน 3 แนวคิด คือ1.ความมั่นคงด้านอาหาร 2.ความมั่นคงของผู้คน และ 3.ความมั่นคงของสังคม สังคมจะมั่นคงไม่ได้ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ หรือศักดิ์สิทธิ์เฉพาะบางคนเท่านั้น เพราะถ้าองค์กรอิสระไม่รับผิดชอบต่อศาล และถ้าการเมืองถูกซื้อด้วยเงินเทาและอำนาจนอกระบบ พรรคเป็นธรรมขอยืนยันว่าเราจะไม่เอาโจรมาจับโจรและไม่ยอมให้เงินผิดกฎหมายมากำหนดทิศทางของประเทศนี้

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้คนเก่งต้องไม่แพ้การเมือง เด็กไทยไม่ควรถูกกำหนดอนาคตด้วยฐานะหรือสายสัมพันธ์ทางการเมือง และชีวิตของประชาชนต้องมาก่อนดีลทางการเมือง พรรคเป็นธรรมไม่มีที่ว่างให้กับคนไร้ความสามารถตำแหน่งบริหารประเทศไม่ใช่รางวัลทางการเมืองแต่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชน ประเทศ ไม่ควรถูกบริหารด้วยการลองผิดลองถูกอีกต่อไปและไม่ควรเอาอนาคตของประชาชนมาเป็นเดิมพัน ดังนั้นพรรคเป็นธรรมไม่ขอชนะเกมการเมือง

จากนั้น พรรค ปธ.ร่วมแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือกับมูลนิธิอิมมานูเอล ประเทศไทย (IMF) เป็นพันธมิตรขับเคลื่อนปราบปรามการค้ามนุษย์ อย่างการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์จากปัญหาสแกมเมอร์

ต่อมา นายปิติพงศ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เป็นพรรคเล็กคิดว่าจะสามารถดำเนินทางการเมืองแข่งกับพรรคใหญ่ได้หรือไม่ ว่า จุดมุ่งหมายของพรรคเป็นธรรมไม่ได้ต่อสู้กับพรรคใหญ่ เราทำจุดของเราให้ดีที่สุด และเสนอตัวเป็นทางเลือกกับประชาชน ถ้าพรรคใหญ่พรรคไหนเห็นความสำคัญของเราก็ดึงเราไปร่วมรัฐบาลได้ เราอาจไม่ใช่แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแต่เรามั่นใจว่าพรรคเป็นธรรมจะทำต่อไป จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแน่นอน และรัฐบาลไหนใช้พรรคเป็นธรรมก็ขอให้สบายใจได้ว่าพรรคเป็นธรรมยืนอยู่บนหลักการในการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง เป็นพรรคการเมืองที่ขาวสะอาด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ครั้งนี้คาดหวังว่าจะได้กี่ที่นั่ง นายปิติพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลฐานของตนอย่างน้อยเรามีสส. ที่ส่งทั้งบัญชีรายชื่อและเขต คิดว่าเราน่าจะมี สส.มากกว่าเดิม อาจจะ5คนทั้งบัญชีรายชื่อและเขต เมื่อถามว่า พรรคเป็นธรรมเน้นส่งผู้สมัครในพื้นที่ไหน นายปิติพงศ์ กล่าวว่า ครั้งนี้เลขาธิการพรรคลงสมัครระบบเขตเองเพราะฉะนั้นเราเชื่อมั่นในพื้นที่ขอนแก่น ซึ่งคู่แข่งมี 3 – 4 พรรคเท่านั้น จึงเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านการเลือกตั้งในครั้งนี้

เมื่อถามว่า จะใช้กลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์อะไรในการเจาะเสียงให้ได้มา นายปิติพงศ์ กล่าวว่า สำหรับที่ขอนแก่นมีการเจาะมา 2 ปีกว่าแล้ว เพราะเลขาธิการพรรคทำงานอยู่กับประชาชนมาตลอด ซึ่งประชาชนเห็นแล้วว่าต้องการคนแบบไหนเข้าไปทำงาน ซึ่งเลขาธิการพรรคสามารถเชื่อมโยงกับผู้นำในหมู่บ้านและขีดความสามารถทำงานในสภาได้ ตนยืนยันว่าพรรคเป็นธรรมจะเล่นการเมืองอย่างตรงไปตรงมา และนี่ถือเป็นจุดขายของพรรคเป็นธรรม

– 006

ไม่สนบ้านใหญ่! ‘ยศชนัน-จุลพันธ์’ลุยปักธงสุพรรณบุรี ขอก้าวข้ามประเด็นการเมือง

ไม่สนบ้านใหญ่! ‘ยศชนัน-จุลพันธ์’ลุยปักธงสุพรรณบุรี ขอก้าวข้ามประเด็นการเมือง

ไม่สนบ้านใหญ่! ‘ยศชนัน-จุลพันธ์’ลุยปักธงสุพรรณบุรี ขอก้าวข้ามประเด็นการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

2 แคนดิเดตเพื่อไทย “ยศชนัน-จุลพันธ์”ลุยปักธงสุพรรณบุรี ไม่สนบ้านใหญ่ ขอก้าวข้ามประเด็นการเมือง มั่นใจนโยบาย-บุคคล ชนะใจประชาชนได้

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่ จ.สุพรรณบุรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี

โดย นายยศชนัน กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลงพื้นที่ เนื่องจากเรามีความชัดเจนเรื่องผู้สมัครครบถ้วน ซึ่งผู้สมัครเราก็ได้ลงพื้นที่มาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้เห็นปัญหาต่างๆ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้อยากจะสื่อไปยังทุกคนที่มีความรับผิดชอบและพรรคการเมืองว่าความเดือดร้อนต่างๆ มีการแก้ไข 2-3 ระยะ ซึ่งบางอย่างสามารถแก้ปัญหาได้ทันที พรรคเพื่อไทยจึงสะท้อนปัญหา และบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายให้พี่น้องประชาชนเพื่อปรับแก้นโยบายให้ตรงกับประชาชนมากที่สุด ก่อนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา มองว่าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่าแจกของเมื่อน้ำท่วม และเยียวยาเมื่อน้ำลด บ้าง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการบริหารจัดการต้นทุนน้ำ บางครั้งการบริหารจัดการเขื่อนก็มีปัญหาจริงๆ อย่างปีนี้ เมื่อเขื่อนกักน้ำจนน้ำล้น สุดท้ายก็ต้องปล่อย ซึ่งพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทยลงมาหลายรอบแล้ว เพราะต้องการเตือนรัฐบาลรักษาการว่าวันนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังมีเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงพื้นที่หาดใหญ่ด้วย แม้น้ำลดแล้วแต่ปัญหายังไม่จบ ทั้งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปบอกว่าจะทำความสะอาดอ.หาดใหญ่ ให้กลับมาเป็นปกติในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งไปดูสภาพจริง เห็นกับตา ก็ยืนยันได้ว่าไม่มีทางสามารถคืนสภาพเดิมได้

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจ.พระนครศรีอยุธยา ก็ยังท่วมอยู่หลายเดือน ปัญหาภัยพิบัติ ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ขณะที่เพื่อไทยก็มีนโยบายชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนน้ำ และการบริหารจัดการทั้งระบบ ส่วนการเกษตร เราก็ได้เปิดนโยบายไป ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการรับฟังความเห็นประชาชนที่สะท้อนมาก็เชื่อว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยตรงใจประชาชน

เมื่อถามว่า นโยบายจะตรงใจพร้อมสู้กับบ้านใหญ่ โดยเฉพาะ จ.สุพรรณบุรี จะสามารถปักธงพื้นที่ได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องกลไกที่ต้องทำให้เป็นไปได้ ซึ่งในส่วนพรรคเพื่อไทยได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพ เพื่อมาลงพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจและเข้าถึงประชาชน อีกทั้งต้องมีความสม่ำเสมอ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถชนะใจประชาชนได้

ถามย้ำว่า บ้านใหญ่ จ.สุพรรณบุรี ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในพื้นที่ก็มีกระแสไม่พอใจบ้าง เรื่องนี้มีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะปักธงได้หรือไม่ เพราะต้องไปสู้กับพรรคแกนนำรัฐบาลขณะนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า หากมองว่าเป็นเรื่องพรรคการเมือง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่เพื่อไทยก้าวข้ามเรื่องนั้นไปแล้ว สิ่งที่เราพยายามทำคือการทำนโยบายเพื่อประชาชน เราจึงคัดเลือกและคัดสรรผู้สมัคร สส.ที่มีความสามารถในการนำนโยบายไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง และเชื่อว่าจะสามารถชนะใจประชาชนได้

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวเสริมว่า เราไม่ได้ดูเรื่องของบ้านเล็กบ้านใหญ่อีกต่อไป เพราะเราก้าวข้ามประเด็นเหล่านั้นแล้ว การต่อสู้กับอำนาจรัฐพวกเราชินอยู่แล้ว เพราะเราเจอบ่อย เราผ่านการถูกปฏิวัติมา และเลือกตั้ง เราก็ชนะได้ เราผ่านการเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งมีอำนาจรัฐ เราก็ไปทำความเข้าใจกับประชาชน และชนะเลือกตั้งมาได้เช่นกัน ครั้งนี้จึงไม่ได้กลัว และไม่ได้เป็นห่วงอะไร มั่นใจในนโยบายและเชื่อมั่นในตัวบุคคล เพราะวันนี้ไปในพื้นที่ใด กระแสตอบรับนายยศชนัน ก็อยู่ในระดับที่พอใจมาก ขณะที่ตัวผู้สมัครเองก็ลงพื้นที่ต่อเนื่องทุกวัน เรายังเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการเดินเข้าหาประชาชน

– 006

จับเข่าคุยวิกฤตไทย-กัมพูชา!‘เจ้ากรมแผนที่ทหาร’ชี้ปัญหาเกิดตั้งแต่ยุค‘อาณานิคม’ ย้ำ MOU คือทางแก้

จับเข่าคุยวิกฤตไทย-กัมพูชา!‘เจ้ากรมแผนที่ทหาร’ชี้ปัญหาเกิดตั้งแต่ยุค‘อาณานิคม’ ย้ำ MOU คือทางแก้

จับเข่าคุยวิกฤตไทย-กัมพูชา!‘เจ้ากรมแผนที่ทหาร’ชี้ปัญหาเกิดตั้งแต่ยุค‘อาณานิคม’ ย้ำ MOU คือทางแก้

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

หลากแง่มุมจับเข่าคุยวิกฤตไทย-กัมพูชา! ‘เจ้ากรมแผนที่ทหาร’ชี้ปัญหา‘เขตแดน’ลากมาตั้งแต่มรดกยุค‘อาณานิคม’ ย้ำ MOU คือกลไกแก้ปัญหาที่สั่งสมกว่า 20 ปี ขณะที่‘สว.ชิบ’กาง 8 เหตุผล‘วุฒิสภา’ยกเลิก MOU 2544 ป้องเสียผลประโยชน์ทางทะเล ขณะที่‘นักวิชาการ’เตือนยกเลิกข้อตกลงอาจทำปัญหาลามบานปลาย

21 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ได้จัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “วิกฤตไทย–กัมพูชา : ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โอกาสธุรกิจและบทบาทสื่อในยุคสงครามข่าวสาร” ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กทม. เมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา(สว.) และรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา พลโทชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน ของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เข้าร่วมเวทีเสวนาอย่างพร้อมเพียง

พล.ท.ชาคร กล่าวบรรยายพร้อมเปิดคลิปวิดีโอเล่าประวัติการจัดทำแผนที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ดำเนินการมากว่า 20 ปี โดยระบุว่าแนวเขตแดนไทย–กัมพูชามีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร พาดผ่าน 7 จังหวัด ได้แก่บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว จันทบุรี และตราด แนวเขตแดนส่วนหนึ่งอาศัยสันปันน้ำของเทือกเขาดงรัก ลำน้ำ และแนวภูมิประเทศตามธรรมชาติ

เส้นเขตแดนดังกล่าวยึดหลักจากสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1904 และ 1907 และเป็นฐานของการดำเนินการตาม MOU ไทย–กัมพูชา ปี 2543 ซึ่งถือเป็นมรดกจากยุคอาณานิคมที่การปักปันเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ หลายพื้นที่ยังมีความคลุมเครือในทางปฏิบัติ โดยหากเส้นเขตแดนทางกฎหมาย (Boundary) ไม่ชัดเจน ย่อมส่งผลให้การบริหารพื้นที่ชายแดน (Border) เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง

สนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ปี 1904 และ 1907 ถือเป็นต้นตอทางกฎหมายของเส้นเขตแดนไทย–กัมพูชา และยังส่งผลต่อข้อพิพาทชายแดนและการเจรจาจนถึงปัจจุบัน ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งเป็นแผนที่มาตราส่วนหยาบ มีความคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบกับสภาพพื้นที่จริง และนำไปสู่การตีความเส้นเขตแดนที่ไม่ตรงกันระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการปักปันเขตแดน ไทยไม่ได้ยึดแผนที่มาตราส่วน1:200,000 หรือ 1:50,000 เป็นตัวตั้งตามที่สังคมเข้าใจกัน แต่ยึดแนวเขตแดนตามที่สนธิสัญญากำหนดไว้เป็นหลักโดยแผนที่เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการทำงาน

สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปักปันหรือดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น LiDAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เข้ามาช่วยในการจัดทำแผนที่โดยเฉพาะการใช้แนวสันปันน้ำ ลำคลองและการลากเส้นตรงในจุดที่ไม่มีการปักหมุดอย่างชัดเจนเช่นพื้นที่ชายแดนศรีสะเกษไปจนถึงอุบลราชธานี ซึ่งการใช้เทคโนโลยี LiDAR อาจใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีจึงจะแล้วเสร็จ เมื่อการปักปันเขตแดนแล้วเสร็จ จะมีการจัดทำแผนที่อ้างอิงหลักในมาตราส่วน 1:25,000 เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานต่อไป อย่างไรก็ดี หากมีการยกเลิก MOU ปี 2543 จะทำให้กลไกการควบคุมและบริหารสถานการณ์ชายแดนที่ดำเนินมากว่า 20 ปีสิ้นสุดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายต่อความพยายามที่สั่งสมมาโดยตลอด

ด้านผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า MOU ไทย–กัมพูชา ปี 2543 และข้อตกลงที่เกี่ยวเนื่อง เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความขัดแย้ง ไม่ใช่การยอมรับเส้นเขตแดน โดยการแก้ไขปัญหาควรใช้การเจรจาแบบทวิภาคี ผ่านกลไกหลัก 3 ระดับ ได้แก่ 1) GBC ระดับนโยบาย 2) JBC ระดับเทคนิคและการสำรวจเขตแดน และ 3) RBC ระดับปฏิบัติในพื้นที่ซึ่งควรใช้กลไกทั้งสามระดับควบคู่กัน โดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นฐาน

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวอีกว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพด้านความมั่นคงสูงกว่ากัมพูชาในหลายมิติ แต่การใช้กำลังไม่ใช่คำตอบ เพราะอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศอีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเครื่องมือในเกมภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค

ผศ.อัครพงษ์ เสนอให้ปรับกรอบความคิดจากการยึดติดกับอารมณ์ชาตินิยม มาเป็นการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความร่วมมือเชิงธุรกิจ ใช้การทูต การเจรจาด้วยความสุจริตใจ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคม ร่วมกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ลดความเข้าใจผิด และยกระดับวุฒิภาวะทางสังคมในการจัดการปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างมีเหตุผล

“MOU ปี 2543 เป็นกลไกป้องกันความขัดแย้ง ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา การรักษาผลประโยชน์ของชาติจำเป็นต้องอาศัยความแม่นยำทางแผนที่ การเจรจา และวุฒิภาวะทางการเมือง ขณะที่การใช้กำลังหรือการยกเลิกข้อตกลง อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาว” ผศ.อัครพงษ์กล่าวย้ำ

ขณะที่นายชิบ กล่าวว่า วุฒิสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อหาของ MOU ทั้งสองฉบับตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีการขยายระยะเวลาการศึกษาเพิ่มเติมอีก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีข้อมูลในชั้นความลับที่ต้องศึกษาอีกมาก จึงมีการขยายระยะเวลาศึกษาอย่างต่อเนื่อง

นายชิบ กล่าวต่อว่า MOU ปี 2543 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางบก ซึ่งเป็นกรอบความเข้าใจเพื่อบริหารจัดการข้อพิพาทชายแดนที่มีมาอย่างยาวนาน ขณะที่ MOU ปี 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ซึ่งไทยและกัมพูชามีพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยประมาณกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนทางทะเลอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกMOU ปี 2544 ด้วยเหตุผล 8 ประการ อาทิ การประกาศเส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย การไม่ปฏิบัติตาม MOU และการละเมิดอธิปไตยอย่างต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชา การอ้างสิทธิเกาะกูดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล การเจรจาตามกรอบ UNCLOS 1982 ที่ยืดเยื้อโดยไม่เกิดผล รวมถึงปัจจัยทางการเมืองและสังคมของกัมพูชาที่ไม่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเสนอให้แสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่เพื่อแก้ทางตัน และเสริมอำนาจต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นายชิบ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้แถลงผลการศึกษาอย่างเป็นทางการแล้ว และส่งรายงานให้วุฒิสภาเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ดี เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายหลังการยุบสภา เรื่องดังกล่าวจึงอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของรัฐบาลชุดถัดไป โดยคณะกรรมาธิการยังได้เสนอข้อแนะนำ 8 ประการต่อรัฐบาล อาทิ การดำเนินการยกเลิกข้อตกลงตามกรอบอนุสัญญากรุงเวียนนา และการเร่งเจรจาแบ่งเขตทางทะเลตามมาตรฐานสากล

อย่าทนหายใจไปวันๆ! ‘อภิสิทธิ์’ ระดมปลุกคนไทยผนึกร่วมมือกันล้างบาง ‘สีเทา-คอร์รัปชัน’

อย่าทนหายใจไปวันๆ! ‘อภิสิทธิ์’ ระดมปลุกคนไทยผนึกร่วมมือกันล้างบาง ‘สีเทา-คอร์รัปชัน’

อย่าทนหายใจไปวันๆ! ‘อภิสิทธิ์’ ระดมปลุกคนไทยผนึกร่วมมือกันล้างบาง ‘สีเทา-คอร์รัปชัน’

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

อย่าทนหายใจไปวันๆ! ‘อภิสิทธิ์’ ระดมปลุกคนไทยผนึกร่วมมือกันล้างบาง ‘สีเทา-คอร์รัปชัน’

21 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 30,000 คน ภายใต้คำถามสำคัญที่ว่า “ประเทศไทยจะไม่ทนกับอะไร?” ว่า คำตอบที่ได้รับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขสถิติ แต่คือเรื่องราวชีวิตจริงที่สะท้อนถึงความหวังและความเจ็บปวดของคนไทยในหลากหลายมิติ ซึ่งเสียงสะท้อนที่น่ารับฟัง อาทิ เสียงจากผู้ปกครองที่ส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา แต่ต้องพบกับอุปสรรคในการหางานจากระบบเส้นสายที่ทำลายโอกาสของผู้มีความสามารถ เสียงจากผู้ประกอบการที่แบกรับต้นทุนแฝงจากการทุจริตเชิงนโยบายและการเรียกรับผลประโยชน์ เสียงจากกลุ่มเปราะบางเช่น ผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Scammer)

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้มีรากเหง้ามาจากการทุจริตคอร์รัปชันและระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตรหรือคุณภาพการศึกษา ทั้งหมดล้วนต้องการการแก้ไขที่ต้นเหตุคือจริยธรรมทางการเมือง ร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ตนขอเสนอแนะแนวทางที่สร้างพลังบวก คือนักการเมืองต้องร่วมมือกับประชาชน ใช้โอกาสจากการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าเราจะไม่ยอมรับระบบเดิมๆ อีกต่อไป เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเพียงแค่ทนหายใจไปวันๆ แต่ร่วมกันสร้างอนาคตที่มีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

‘ประธานวุฒิสภา’กำชับ‘สว.’ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยเหลือปชช.-ให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย

‘ประธานวุฒิสภา’กำชับ‘สว.’ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยเหลือปชช.-ให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย

‘ประธานวุฒิสภา’กำชับ‘สว.’ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยเหลือปชช.-ให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

‘ประธานวุฒิสภา’กำชับ‘สว.’ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ลุยช่วยเหลือประชาชน-ให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย เผยส่งหรีดสดุดี‘ทหารกล้า’พลีชีพเพื่อชาติทุกนาย หวังสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว ชี้คนไทยด้วยกัน ต้องรักและสามัคคีกันไว้

21 ธันวาคม 2568 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า วุฒิสภามีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพจากบ้านมานาน ตนหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว ทั้งนี้ วุฒิสภาได้ส่งพวงหรีดไปให้กับทหารกล้าทุกนายที่พลีชีพเพื่อรักษาอธิปไตยไทยและบูรณภาพแห่งดินแดน เราขอสดุดีพี่น้องทหารกล้า พวกท่านกล้าหาญและเสียสละเลือดเนื้อ ความสะดวกสบายของท่านเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองของเราไว้ความกล้าหาญ ความเสียสละของท่านจะจดจำอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

“ในนามวุฒิสภาขอสดุดี ขอชื่นชมความกล้าหาญที่รักษาบ้านเมืองไว้ให้เรา และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวรวมถึงขอให้กำลังใจครอบครัวพี่น้องประชาชนขอส่งกำลังใจให้กัน เราคนไทยด้วยกัน ต้องมีความรักความสามัคคีกันในยามที่เราต้องทุกข์ยากลำบาก“ ประธานวุฒิสภา กล่าว

ประธานวุฒิสภา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้กำชับให้ สว. ในทุกพื้นที่ลงไปเยี่ยมเยียนครอบครัวทหาร พี่น้องประชาชนที่ประสบความยากลำบาก ประสบสูญเสีย พร้อมย้ำว่าเราคือคนไทยด้วยกันที่มีความรักความสามัคคี มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน ส่วนจะลงพื้นที่ด้วยตนเองหรือไม่นั้น วันที่ 22-24 ธ.ค.นี้ จะมีการประชุมวิสามัญ ทำให้ไม่สามารถลงพื้นที่ไปด้วยตนเองได้ ตนลงไปได้เพียงบางจังหวัดเท่านั้น แต่เราจะมี สว.ในพื้นที่ลงไปเยี่ยมเยียนทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งตนมีความห่วงใยคนที่อยู่ในศูนย์อพยพด้วย เนื่องจากอยู่กันมาหลายวันแล้ว อย่างที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้อพยพหลายหลายคนก็อยากกลับ ซึ่งสถานการณ์การสู้รบการตอบโต้กันบางพื้นที่ก็น้อยลงไปมากแล้ว ประชาชนหลายส่วนก็มีความรู้สึกว่าการสู้รบใกล้จะยุติแล้ว

“ผมหวังว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ลงไปโดยเร็ว ขอให้สถานการณ์ดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่าย หลายคนเข้าไปทำงานในพื้นที่แล้ว เช่น ผู้นำครอบครัวที่ต้องเข้าไปดูแลสวนยางพารา ดังนั้น ก็ขอให้เกิดความสงบโดยเร็ว” ประธานวุฒิสภา กล่าว

ในหลวงพระราชทาน‘ตุ๊กตา’ดร.เสรี ป่วยเนื้องอกในสมอง หลังทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงพระราชทาน‘ตุ๊กตา’ดร.เสรี ป่วยเนื้องอกในสมอง หลังทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงพระราชทาน‘ตุ๊กตา’ดร.เสรี ป่วยเนื้องอกในสมอง หลังทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.20 น.

ในหลวงพระราชทาน‘ตุ๊กตา’ดร.เสรี ป่วยเนื้องอกในสมอง หลังทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

21 ธันวาคม 2568 ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา อายุ 76 ปี สื่อมวลชนอิสระ ซึ่งป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานครไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานตุ๊กตา ซึ่งมีข้อความว่า Feel Better Soon ขอให้หายไวๆ เยี่ยม รศ.ดร.เสรี ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อ รศ.ดร.เสรี อีกด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ในหลวง ทรงรับ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘นายกฯ’ลั่นทหารไทยยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมดแล้ว ลั่นประเทศที่ 3 อย่าเพิ่งยุ่ง

‘นายกฯ’ลั่นทหารไทยยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมดแล้ว ลั่นประเทศที่ 3 อย่าเพิ่งยุ่ง

‘นายกฯ’ลั่นทหารไทยยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมดแล้ว ลั่นประเทศที่ 3 อย่าเพิ่งยุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

‘นายกฯ’ลั่นทหารไทยยึดพื้นที่เป้าหมายได้เกือบหมดแล้ว ย้ำพร้อมแสดงความเสียใจครอบครัวทหารกล้า ขอปูนบำเหน็จบำนาญเต็มที่ แจงยังไม่ให้ประเทศที่ 3 เข้ามาเป็นคนกลาง มอบ‘กระทรวงการต่างประเทศ’แจงวงถก รมต.อาเซียน ไทยไม่เคยรุกรานหรือละเมิดก่อน

21 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดสุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์สู้รบชายแดนว่า ในด้านการทหาร กองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ ได้ยึดพื้นที่เป้าหมายเกือบทั้งหมด และได้ผลักดันฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังออกจากพื้นที่ เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะรุนแรงเพิ่มเติม ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยว่า ไม่เคยเป็นฝ่ายรุกรานหรือคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหรือปฏิญญาใดๆ การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อสถาปนาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ หากต้องการยุติการปะทะ ต้องหยุดยิง หยุดคุกคาม และหยุดการรุกราน รวมถึงการใช้โดรนในพื้นที่ชายแดน

นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต และยืนยันว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งบำเหน็จ ปูนบำเหน็จ และเงินชดเชยตามระเบียบที่กำหนดไว้ พร้อมย้ำว่าการสูญเสียครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลข แต่คือชีวิตของผู้ที่อุทิศตนเพื่อชาติ และขอให้การเสียสละของทหารกล้า 2 นาย เป็น 2 ชีวิตสุดท้าย

สำหรับประเด็นการเจรจา นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ยังไม่มีการให้ประเทศใดเข้ามาเป็นคนกลาง เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยตรง ส่วนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพ จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ครอบคลุมทุกครอบครัว ทั้งนี้ย้ำว่าแม้อยู่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลประชาชน และป้องกันประเทศ ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จะได้รับการดูแลทั้งในเรื่องบำเหน็จ ปูนบำเหน็จ และเงินชดเชยตามระเบียบที่กำหนด

นายกรัฐมนตรี กล่าวยังกล่าวถึงกรณีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคมว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศนำเสนอนโยบายและจุดยืนของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหรือรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องการยุติความสูญเสีย โดยไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

‘นายกฯ’กราบทหารกล้า ‘จ่าเริง-พลฯภานุพัฒน์’ ด้วยสำนึกบุญคุณปกป้องแผ่นดินไทย

‘นายกฯ’กราบทหารกล้า 'จ่าเริง-พลฯภานุพัฒน์' ด้วยสำนึกบุญคุณปกป้องแผ่นดินไทย

‘นายกฯ’กราบทหารกล้า ‘จ่าเริง-พลฯภานุพัฒน์’ ด้วยสำนึกบุญคุณปกป้องแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

‘นายกฯ’ กราบทหารกล้า จ่าเริง-พลฯภานุพัฒน์ ด้วยสำนึกคารวะต่อบุญคุณปกป้องรักษาแผ่นดิน

21 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีส่งศพทหารกล้า จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา นักรบสมรภูมิเนิน 350 

โดยบรรยากาศภายในพิธีเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเศร้าของครอบครัวทหารกล้าทั้งสองครอบครัว รวมทั้งมีประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ ยืนเข้าแถวโบกธงชาติไทยบริเวณถนนทางออกของโรงพยาบาลฯเพื่อร่วมส่งทหารกล้าทั้งสองนาย กลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

จากนั้นเวลา 11.05 น.นายอนุทิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กราบทหารกล้าด้วยสำนึกคารวะต่อบุญคุณที่ท่านได้ปกป้องรักษาแผ่นดินให้เรา