ขอโอกาส! ‘ศิริภา’อาสาลงชิงสส.พญาไท-ดินแดง ลั่นจะแก้ทุกปัญหา-สู้เพื่อชาติไปด้วยกัน

ขอโอกาส! ‘ศิริภา’อาสาลงชิงสส.พญาไท-ดินแดง ลั่นจะแก้ทุกปัญหา-สู้เพื่อชาติไปด้วยกัน

ขอโอกาส! ‘ศิริภา’อาสาลงชิงสส.พญาไท-ดินแดง ลั่นจะแก้ทุกปัญหา-สู้เพื่อชาติไปด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ขอโอกาส! ‘ศิริภา’อาสาลงชิงสส.พญาไท-ดินแดง ลั่นจะแก้ทุกปัญหา-สู้เพื่อชาติไปด้วยกัน

21 ธันวาคม 2568 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขออาสาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กรุงเทพมหานคร เขตพญาไท ดินแดง โดยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

“ประเทศจะพัฒนาได้ การเมืองต้องดี” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตแค่ไหน แต่หากนโยบาลของรัฐไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม มีแต่จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม พอกับกลุ่มทุนพลังงานผูกขาด ที่ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พอกับโครงการเอื้อทุนใหญ่ ทิ้งภาระให้กับพี่น้องประชาชน และพอกับโครงการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย

แนนได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์กว่า 11 ปี จากพรรคประชาธิปัตย์ สถาบันทางการเมืองที่ผลิตนักการเมืองอาชีพมาแล้วนับไม่ถ้วน กับบทบาทรองโฆษกพรรค และบทบาทด้านการต่างประเทศ ในฐานะประธานสภาเสรีภาพและประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (เยาวชน)  2 สมัย คอลัมนิสต์ “เปิดโลก” และได้มีโอกาสเรียนรู้งานฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้ช่วยเลขนุการประธานสภาผู้แทนราษฎร (ชวน หลีกภัย) ตลอดจนการขับเคลื่อนกฎหมายที่สำคัญหลายฉบับ อาทิเช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และได้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชาวกรุงเทพมหานครในประเด็นที่หลากหลายมาโดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

วันนี้ แนนขออาสาลังสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตพญาไท ดินแดง ด้วยความตั้งใจจะนำความรู้และประสบการณ์ มาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เป็นปากเสียงสะท้อนปัญหา ความต้องการของพี่น้องประชาชน เพื่อให้แน่ใจว่าทุนคนจะมี

“รายได้ที่มั่นคง โอกาสการแข่งขันที่เท่าเทียม ระบบการศึกษาที่ทันสมัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน”

แนนขอโอกาสเข้ามาทำงานเคียงข้างพี่น้องประชาชน และขอให้มั่นใจได้ว่าแนนจะเป็นผู้แทนราษฎรคุณภาพที่พี่น้องชาว พญาไท ดินแดงภาคภูมิใจ เราจะแก้ทุกปัญหาและสู้เพื่อประเทศชาติของเราไปด้วยกัน ขอโอกาสจากทุกท่านช่วยสนับสนุน “ศิริภา” กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 6 พญาไท ดินแดง

‘ยศชนัน’ประเดิมลงพื้นที่อยุธยา นำทีม‘เพื่อไทย’ขายฝันแก้น้ำ-โชว์ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

‘ยศชนัน’ประเดิมลงพื้นที่อยุธยา นำทีม‘เพื่อไทย’ขายฝันแก้น้ำ-โชว์ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

‘ยศชนัน’ประเดิมลงพื้นที่อยุธยา นำทีม‘เพื่อไทย’ขายฝันแก้น้ำ-โชว์ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.52 น.

‘ยศชนัน’ประเดิมลงพื้นที่กรุงเก่า นำทีม‘เพื่อไทย’ขายฝันแก้น้ำทั้งระบบ ขณะ‘จุลพันธ์’โชว์นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ‘อนุชา’อ้อนคนไทยเลือก‘เพื่อไทย’เป็นรัฐบาลพรรคเดียว บอกประเทศจะได้ของดีแน่

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ธ.ค.68 ที่ ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ผู้สมัครสส. อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรค และนายอนุชา นาคาศัย ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อพูดคุยแนวทางบริหารจัดการน้ำ

ช่วงหนึ่งมีประชาชนสะท้อนปัญหาว่า ขอให้ดูเรื่องผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่รับน้ำ จึงอยากให้มีการบริหารจัดการกระจายน้ำไปยังพื้นที่อื่นบ้าง เพื่อให้พื้นที่รับน้ำ แล้วน้ำท่วมขังจะได้ไม่รับผลกระทบนานเกินไป อีกทั้งพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ตั้งใจจะรับน้ำ แต่ต้องทำใจรับน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมในพื้นที่เมือง ขณะเดียวกันยังมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำ จึงอยากให้มีการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ตนไม่ได้พูดให้พรรคไหน ไม่ได้พูดให้เฉพาะพรรคเพื่อไทย เพราะในใจตนยังว่าง และขอฝากว่าหากได้เข้าไปทำงาน ขอให้ช่วยดูเรื่องการเยียวยา เพราะที่ผ่านมาจะได้รับเงินเยียวยาก็ต่อเมื่อน้ำลดลงไปแล้ว

นอกจากนี้ อีกส่วนยังสะท้อนถึงราคาข้าวที่ตกต่ำ รวมถึงเรื่องการเผาฟางข้าว ซึ่งมีมาตรการห้ามเผาฟางข้าวและใช้วิธีหมักแทน แต่ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างนาน อาจจะทำให้ทำนาไม่ทัน ดังนั้น จึงอยากให้หาวิธีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และอยากฝากความหวังไว้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าอย่างไรก็ได้เป็นรัฐบาลแน่

นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้ หลายอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน การคิดนโยบายในห้องอย่างเดียวไม่สามารถเห็นความเดือดร้อนได้ชัดเจน วันนี้เราจึงมารับฟังปัญหากับประชาชนให้ได้เห็นกับตาจะได้รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เพื่อให้ประชาชนกินดีอยู่ดี สิ่งสำคัญเรื่องราคาสินค้าเกษตร จำเป็นต้องดูแลทั้งระบบในทุกมิติทั้งเรื่องราคาตกต่ำและการปลูกพืชนอกฤดูกาล รวมถึงต้องไปเจรจากับประเทศคู่ค้าต่างๆ ต้องทำขนานกันไปเพื่อช่วยเหลือทุกคน สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมการเยียวยาต้องเหมาะสม เราต้องทำระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความชัดเจน และการแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่แค่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต้องดูเรื่องต้นน้ำด้วย ที่ผ่านมาเรามีเรื่องเกี่ยวกับเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ และเรื่องน้ำแต่ก็ถูกหยุดโครงการนั้นไป

ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องส่งสัญญาณไปที่รัฐบาล ตนเข้าใจว่าขณะนี้มีปัญหาที่ชายแดน แต่จะลืมคนข้างหลังไม่ได้ ชาวเสนานั่งแช่น้ำมา 3 เดือน เช่นเดียวกับชาวหาดใหญ่ที่ลืมไม่ได้ รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเยียวยาให้จบ วันนี้เสนาน้ำลดไปไม่เกินคืบจากที่ตนเคยมาเมื่อครั้งก่อน ส่วนการเยียวยาจากรัฐบาล 9,000 บาทได้รับกันแล้ว แต่ 20,000 บาทยังไม่ได้ได้รับ ตนจึงขอฝากบอกรัฐบาลให้รีบดำเนินการ เพราะความเดือดร้อนรอไม่ได้ พรรคเพื่อไทยมีโครงการแก้ไขระบบน้ำทั้งระบบ เป็นเมกกะโปรเจค หลายแสนล้านบาท ซึ่ง จ.อยุธยาเป็นหนึ่งในเป้าหมาย ส่วนปัญหาเรื่องการเผาฟางข้าว สิ่งที่จัดทำได้คือการชดเชยการเผา

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีโครงการจำนำข้าว ทำให้เงินถึงมือเกษตรกรอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนกลไก วันนี้พรรคเพื่อไทยขอเปิดนโยบายด้านการเกษตร อาทิ การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่คือนโยบายที่จะเดินหน้า พรรคเพื่อไทยพร้อม หากท่านให้โอกาสทำงาน เราจะแก้ไขทั้งราคาพืชผลเกษตรและปัญหาและปัญหาน้ำ

ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า ตนเข้าใจดีถึงชีวิตชาวไร่ชาวนา ซึ่งถือเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ เรียกเงินบาทแรกของแผ่นดิน วันนี้ทำไมพวกเราจึงคิดถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะทำให้พวกเรากินดีอยู่ดี อนาคตมีความหวัง ซึ่งวันนี้นายยศชนัน เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของเรา จากที่ตนได้คุยถือว่ามีความเก่ง และตนยอมรับในสติปัญญา รวมถึงเมื่อได้ฟังวิสัยทัศน์ของท่าน ยืนยันได้ว่าคนนี้คนเก่งของประเทศ เพราะคิดแต่แบบวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ไม่ต้องคาดเดาหรือพยากรณ์ ซึ่งท่านคิดแบบนี้ตนจึงนิยมชมชอบเป็นอย่างมาก และรับรองได้ว่าประเทศไทยได้ของดีแน่ อยากให้ประชาชนฝากบอกคนไทยทั้งประเทศว่าให้เอานายกรัฐมนตรีคนนี้มาดูแลประเทศของเราให้ได้ และเอาพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียว อยู่ดีอย่างแน่นอนจะได้ทำให้พี่น้องชาวนาอยู่ดีกินดีแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกของนายยศชนัน

‘เพื่อไทย’เปิด 10 หลักคิด‘เศรษฐกิจ’ ก่อนทยอยเปิดนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

‘เพื่อไทย’เปิด 10 หลักคิด‘เศรษฐกิจ’ ก่อนทยอยเปิดนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

‘เพื่อไทย’เปิด 10 หลักคิด‘เศรษฐกิจ’ ก่อนทยอยเปิดนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

‘เพื่อไทย’เปิด 10 หลักคิด‘เศรษฐกิจ’ ก่อนทยอยเปิดนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

21 ธันวาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

1.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

2.สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

3.หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

4.ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อกกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

5.“แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

6.การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

7.เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

8.เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

9.ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

10.ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

‘พีระพันธุ์’ยกย่อง‘กองทัพเรือ’เด็ดขาด บีบทหารเขมรรื้อสันเขื่อนรุกอ่าวไทย

‘พีระพันธุ์’ยกย่อง‘กองทัพเรือ’เด็ดขาด บีบทหารเขมรรื้อสันเขื่อนรุกอ่าวไทย

‘พีระพันธุ์’ยกย่อง‘กองทัพเรือ’เด็ดขาด บีบทหารเขมรรื้อสันเขื่อนรุกอ่าวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

‘พีระพันธุ์’ยกย่อง‘กองทัพเรือ’เด็ดขาด บีบทหารเขมรรื้อสันเขื่อนรุกอ่าวไทย

21 ธันวาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดเจรจาให้ทหารกัมพูชารื้อถอนเขื่อนรุกล้ำบริเวณหลักเขตที่ 73 ว่า แม้จะยังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่หากเป็นเรื่องจริงถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง และขอขอบคุณกองทัพเรือที่ดำเนินการในครั้งนี้ หลังจากที่กัมพูชาสร้างเขื่อนชั่วคราวมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งทางกองทัพเรือได้พยายามผลักดันการแก้ปัญหามาตลอด แต่ที่ผ่านมายังขาดนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล

“ตลอดช่วงเวลา 28 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลไทยทำคือการประท้วง ผมพูดเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส และหลายครั้งที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจจริง ผมได้ไปพูดเรื่องนี้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังระบุว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ผมไม่ตำหนิท่าน เพราะท่านไม่ได้อยู่ในวงการทหารและความมั่นคงมาก่อน แต่คนในวงการนี้น่าจะทราบเรื่องดี และในส่วนของรัฐบาลทำการประท้วง 2 ครั้ง ในปี 2541 หลังจากนั้นก็เงียบหายไป มาประท้วงอีกครั้งเมื่อปี 2564 แล้วก็เงียบหายไปอีก ไม่เคยมีการปฏิบัติการอย่างอื่น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ย้ำถึงความที่ต้องเด็ดขาดว่า ถ้าหากเราเอาจริง เฉียบขาด และลงมือทำ จะสามารถทำได้เสมอ ต้องขอขอบคุณกองทัพเรือที่ปกป้องเขตแดนไทย ครั้งนี้คงไม่มีภาคการเมืองหรือใครกล้ามาขัดขวาง สถานการณ์ที่ผ่านมายืนยันได้ว่า กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ปกป้องแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง หลังจากนี้ต้องไม่ปล่อยให้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำอีก ต้องดำเนินการให้เฉียบขาดและฉับพลัน

ปลุกรณรงค์‘หักหลัง คนซื้อเสียง’ สกัด‘มันนี่โพลิติกส์’ทุนสามานย์ครอบงำการเมืองไทย

ปลุกรณรงค์‘หักหลัง คนซื้อเสียง’ สกัด‘มันนี่โพลิติกส์’ทุนสามานย์ครอบงำการเมืองไทย

ปลุกรณรงค์‘หักหลัง คนซื้อเสียง’ สกัด‘มันนี่โพลิติกส์’ทุนสามานย์ครอบงำการเมืองไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.07 น.

ปลุกรณรงค์‘หักหลัง คนซื้อเสียง’ สกัด‘มันนี่โพลิติกส์’ทุนสามานย์ครอบงำการเมืองไทย

21 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า…

รณรงค์ หักหลังคนซื้อเสียง

ถ้าพูดถึงพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย เริ่มต้นจากนักการเมืองอาชีพ มาสู่นักการเมืองที่มีนักธุรกิจนายทุนอยู่เบื้องหลัง จนมาถึงกลุ่มทุนนักธุรกิจมาเล่นการเมืองเอง พัฒนามาเป็นกลุ่มนักธุรกิจผู้รับเหมา ทำธุรกิจได้เงินจากโครงการต่างๆในการรับเหมาก่อสร้างและฮั้วประมูล จนเป็นนักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นโครงการต่างๆ

เอาเงินทอนมาทำการเมือง พัฒนามาเป็นกลุ่มทุนสามานย์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และทุจริตเชิงนโยบาย จนมาถึงยุคปัจจุบัน ธุรกิจสีเทา ใช้เงินบาป จากแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ เข้ามาเป็นกลุ่มทุนสนับสนุนพรรคการเมือง จึงมีการซื้อเสียงแบบเปิดเผยกันอย่างมโหฬาร

พรรคการเมืองต้องระดมทุนมาใช้ในการหาเสียง และพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเข้าเป็นรัฐบาลให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงจุดยืน อุดมการณ์ หรือศักดิ์ศรีทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น จึงเห็นนักการเมือง พยายามรวมตัวกัน สร้างมุ้งไปสังกัดในพรรคการเมืองใหญ่ หวังจะเป็นฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว พรรคการเมืองบางพรรคทำทุกวิถีทาง ทั้งดูดบ้านเล็ก บ้านใหญ่ ควบรวมพรรค หวังจะมีจำนวนสส.เป็นที่1 ต้องการมีจำนวนสส.มากที่สุด เพื่อลบข้อครหาเรื่องการปล้นอำนาจ ชิงจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงมารยาททางการเมือง

จึงทำให้เห็นสภาพของพรรคการเมืองที่มีพรรคใหญ่อยู่เพียง 5 พรรค และพรรคเก่าแก่ที่มีประวัติทางการเมืองอย่างยาวนานอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนา ต้องเว้นเว้นวรรค ไม่ส่งผู้สมัครสส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อให้อดีตส.ส.ของพรรคเข้าสังกัดพรรคการเมืองใหญ่

นอกจากนั้นคงเหลือพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีจำนวนสส.ประมาณ 10 คน ± และพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ที่เป็นพรรคเล็ก รอเป็นอะไหล่ทางการเมือง เพื่อให้ขั้วการเมืองที่ชิงกันจัดตั้งรัฐบาลซื้อตัว หรือแจกกล้วยกับส.ส.กลุ่มนี้ หวังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในโอกาสต่อไป

การเมืองไทยจึงพัฒนาถอยหลัง จากการเมืองเพียวๆ มาสู่การเมืองทุนสามานย์ มาสู่การเมืองทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ หรือที่เรียกกันว่า มันนี่โพลิติก การเมืองใช้เงินเป็นปัจจัยชี้ขาด จะนำมาซึ่งวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยอย่างไม่จบสิ้น

ผมจะเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียง โดยใช้ข้อความว่า “รอบนี้ หักหลัง คนซื้อเสียง” ซึ่งไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะคนซื้อเสียงได้หรือไม่ แต่จะต่อต้านต่อไป จนกว่าจะเกิดการเมืองสุจริตจริงๆ

‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

21 ธันวาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ

อันดับ 1 ประชาชน 24.55%

อันดับ 2 เพื่อไทย 21.62%

อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.74%

อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.84%

อันดับ 5 พลังประชารัฐ 6.32%

* อื่นๆ (รวมไทยสร้างชาติ, เศรษฐกิจ, กล้าธรรม, ไทยสร้างไทย, ประชาชาติ, ไทยก้าวใหม่, เสรีรวมไทย ฯลฯ) 10.91%

* ยังไม่ตัดสินใจ  11.02%

2. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด

อันดับ 1 ประชาชน 23.48%

อันดับ 2 เพื่อไทย 21.53%

อันดับ 3 ภูมิใจไทย 16.04%

อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.12%

อันดับ 5 พลังประชารัฐ 6.81%

* อื่นๆ (กล้าธรรม, รวมไทยสร้างชาติ, เศรษฐกิจ, ไทยสร้างไทย, เป็นธรรม, ประชาชาติ ฯลฯ) 11.49%

* ยังไม่ตัดสินใจ  13.53%

3. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อันดับ 1 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) 23.97%

อันดับ 2 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) 21.95%

อันดับ 3 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) 16.25%

อันดับ 4 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปชป.) 7.30%

อันดับ 5 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (รทสช.) 3.41%

* อื่นๆ (พล.อ.ประวิตร, พล.อ.รังษี, คุณหญิงสุดารัตน์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, ร.อ.ธรรมนัส ฯลฯ 11.84%

* ยังไม่ตัดสินใจ 15.28%

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 24.55 รองลงมา คือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.62  ภูมิใจไทย ร้อยละ 17.74 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 23.48 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.53 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.04 ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 23.97 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.95 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.25 

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า พรรคประชาชนยังนำทั้งในระดับพรรคและตัวบุคคล ขณะที่ เพื่อไทย การยกเครื่องอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่การรีแบรนด์ผ่านตัวบุคคลที่มาพร้อมความสดใหม่ทำให้ดึงคะแนนกลับมาได้  ด้านภูมิใจไทยแม้แนวโน้มคะแนนลดลง แต่ช่องว่างยังไม่มากและมีโอกาสพลิกเกม เมื่อฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อมั่นเป็นฐาน อีกฝ่ายมีความสดใหม่เป็นแรงส่ง และอีกฝ่ายมีความได้เปรียบทรัพยากร การช่วงชิงจังหวะจากนี้จึงเป็นการบ้านที่ทุกพรรคเร่งทำ เพื่อส่งประชาชนให้ทันวันเลือกตั้ง

ด้าน ผศ.อัญชลี รัตนะ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการตัดสินใจของประชาชนไทยต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง และความต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่จับต้องได้จริง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 ทั้งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและภัยธรรมชาติ เมื่อแยกเป็นประเด็นย่อยต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนให้น้ำหนักกับอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและการเสนอทางออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

ขณะที่การเลือก สส. แบบแบ่งเขตยังเป็นพื้นที่ของการพึ่งพาและความไว้วางใจในตัวบุคคล ผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นที่พึ่งพาในยามวิกฤตหรือมีการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มักจะได้รับความนิยมสูงกว่ากระแสพรรคเพียงอย่างเดียว ส่วนการเลือกผู้นำประเทศ ประชาชนยังคงมองหาบุคคลที่มีส่วนผสมของความรอบรู้เท่าทันโลกยุคดิจิทัลและมีความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ

เคลียร์ชัดๆทำไมศาลรธน.ไม่รับคำร้อง‘วัฒนา เมืองสุข’คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

เคลียร์ชัดๆทำไมศาลรธน.ไม่รับคำร้อง‘วัฒนา เมืองสุข’คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

เคลียร์ชัดๆทำไมศาลรธน.ไม่รับคำร้อง‘วัฒนา เมืองสุข’คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

เคลียร์ชัดๆทำไมศาลรธน.ไม่รับคำร้อง‘วัฒนา เมืองสุข’คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

21 ธันวาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง “วัฒนา เมืองสุข”? ที่ขอให้วินิจฉัยคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร

เมื่อ 18 ธันวาคม 2568 ในคดีที่นายวัฒนา เมืองสุข ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการนำพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบเข้าสู่การพิจารณาคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และการพิพากษาลงโทษผู้ร้องโดยจำคุก 99 ปี พร้อมสั่งริบเงิน 99 ล้านบาท ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับขณะผู้ร้องกระทำความผิด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลรธน.ตีตกคำร้อง’วัฒนา เมืองสุข’ ดิ้นขอวินิจฉัย ปมใช้พยานที่ได้มามิชอบ)

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้

1) มติเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่ง “ไม่รับคำร้อง” ของคุณวัฒนา เมืองสุข ในคดีโต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวบุคคล แต่คือการปักป้ายประกาศเขตอำนาจตุลาการที่ประชาชน “พึงรู้”

2) ทำไมอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้วยัง “จอดสนิท” ตั้งแต่หน้าประตู? นี่คือ 3 ประเด็นเข้มข้นที่เราต้องทำความเข้าใจ:

(1) ศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ของศาลอื่น”

ความพยายามโต้แย้งว่า ศาลฎีกาฯ รับฟังพยานหลักฐานมิชอบ หรือปรับบทกฎหมายอาญาไม่ถูกต้อง คือการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญไป “รื้อคดี” และ “ตรวจการบ้าน” ศาลฎีกา หากศาลรัฐธรรมนูญยอมเปิดประตูนี้แม้เพียงนิดเดียว ระบบยุติธรรมไทยจะพังทลายทันที เพราะคำพิพากษาศาลสูงสุดจะไม่มีความหมาย และคดีความในประเทศนี้จะไม่มีวันจบสิ้น

(2) อำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 211 วรรคสี่ ที่ต้องใช้ให้ถูกทิศ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ผูกพันทุกองค์กร” แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้มีไว้เพื่อ “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ไม่ใช่เพื่อก้าวก่าย “ดุลพินิจการพิจารณา” ของศาลอื่น ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องใช้อำนาจนี้อย่างระมัดระวังด้วยการ “หยุดตัวเอง” ไม่ให้ล้ำเส้นเข้าไปในเขตอำนาจของศาลอื่น (Judicial Restraint) เพื่อรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจตุลาการ

(3) มาตรา 213: ทางออกสุดท้าย หรือ ทางตัน?

เราต้องยอมรับความจริงว่า ช่องทางมาตรา 213 มีไว้เพื่อเยียวยาการละเมิดสิทธิที่เกิดจาก “กฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ” หรือ “การกระทำของรัฐที่ไม่มีกฎหมายรองรับ” เท่านั้น แต่เมื่อใดที่เรื่องนั้นผ่านการสู้คดีจน “ถึงที่สุด” ในศาลอื่นมาแล้ว มาตรา 213 จะไม่ใช่ทางไปต่อยังศาลรัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4)

3) บทสรุปที่ต้องตระหนัก: คำวินิจฉัยนี้คือการยืนยันว่า “ความสิ้นสุดของคดี” (Res Judicata) คือหัวใจของความยุติธรรม แม้ผู้ร้องจะหยิบยกหลักนิติธรรมหรือสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาอ้างอย่างสวยหรูเพียงใด แต่ถ้ามันเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญไป “ทับซ้อน” อำนาจศาลอื่น ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตัดสินอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ระบบนิติรัฐเกิดความสับสน

“รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิ แต่ไม่ได้เปิดช่องให้รื้อฟื้นคดีตามอำเภอใจ”

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ชี้แนวรบชายแดนยังไม่จบ แนะกองทัพทำลายศัตรูให้สิ้นซาก อย่าให้ก่อกวนอีก

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ชี้แนวรบชายแดนยังไม่จบ แนะกองทัพทำลายศัตรูให้สิ้นซาก อย่าให้ก่อกวนอีก

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ชี้แนวรบชายแดนยังไม่จบ แนะกองทัพทำลายศัตรูให้สิ้นซาก อย่าให้ก่อกวนอีก

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ชี้แนวรบชายแดนยังไม่จบ แนะกองทัพทำลายศัตรูให้สิ้นซาก อย่าให้ก่อกวนอีก

21 ธันวาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เนิน​ 350

ทหารไทยยึดเนิน​ 350​ ได้แล้ว​ สู้รบจบยัง ตอบได้เลยยังครับ ต้องให้ทุกแนวรบสงบนิ่ง​ ศัตรูต้องไม่กลับมาก่อกวนไทยอีก อย่าให้สร้างปัญหาให้ต้องอพยพรอบ​ 3

ยังมีแนวรบด้านอื่นที่ยังไม่บรรลุ กองทัพต้องสถาปนาความมั่นคงถาวร ผลักดันกำลังศัตรูให้ห่างชายแดน หรือทำลายศักยภาพให้สิ้นซาก

การเจรจาหยุดยิง​ สร้างสันติภาพ

ไทยต้องกำหนดเงื่อนไข​ อย่าให้เกิดซ้ำซาก

เช็กเรตติ้งการเมือง! นิด้าเปิดผลโพล‘คนกรุง’เชียร์‘พรรค’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

เช็กเรตติ้งการเมือง! นิด้าเปิดผลโพล‘คนกรุง’เชียร์‘พรรค’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

เช็กเรตติ้งการเมือง! นิด้าเปิดผลโพล‘คนกรุง’เชียร์‘พรรค’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.17 น.

เช็กเรตติ้งการเมือง! นิด้าเปิดผลโพล‘คนกรุง’เชียร์‘พรรค’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’      

21 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนกรุงเทพมหานครจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 2 ร้อยละ 16.95 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

อันดับ 3 ร้อยละ 10.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

อันดับ 4 ร้อยละ 9.00 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 5 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

อันดับ 6 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 7 ร้อยละ 2.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

อันดับ 8 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)

อันดับ 9 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

อันดับ 10 ร้อยละ 1.30 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 11 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)

ร้อยละ 3.05 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) , นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) , พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) , นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) , นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ (พรรครักชาติ) , นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) , นายอานันท์ ปันยารชุน และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนกรุงเทพมหานครจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 40.20 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 2 ร้อยละ 26.25 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

อันดับ 3 ร้อยละ 10.05 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 4 ร้อยละ 9.55 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 5 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

อันดับ 6 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

อันดับ 7 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

ร้อยละ 1.90 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ , พรรคไทยภักดี , พรรคพลังประชารัฐ , พรรคกล้าธรรม , พรรคชาติพัฒนา , พรรคประชาชาติ , พรรคเพื่อไทรวมพลัง , พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

ร้อยละ 0.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ทัพไทยยึดเนิน350/นำ2ร่างวีรบุรุษกลับบ้าน F-16ถล่มเขมรกลางดึก บอมบ์สะพานโอร์จิก-กาสิโน

ทัพไทยยึดเนิน350/นำ2ร่างวีรบุรุษกลับบ้าน F-16ถล่มเขมรกลางดึก บอมบ์สะพานโอร์จิก-กาสิโน

ทัพไทยยึดเนิน350/นำ2ร่างวีรบุรุษกลับบ้าน F-16ถล่มเขมรกลางดึก บอมบ์สะพานโอร์จิก-กาสิโน

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทัพไทยยึดเนิน350/นำ2ร่างวีรบุรุษกลับบ้าน F-16ถล่มเขมรกลางดึก บอมบ์สะพานโอร์จิก-กาสิโน สแกมเมอร์หนีตายจ้าละหวั่น กัมพูชาไม่รับศพทหารกลับ

F-16 ทัพฟ้าแผลงฤทธิ์กลางดึก ทิ้งบอมบ์ ถล่มสะพานโอร์จิก–รังกาสิโนยับเยินหลายแห่ง แก๊งสแกมเมอร์หนีตายจ้าละหวั่น ด้านทัพบก ตะลุยฝ่าดงระเบิดยึดคืนพื้นที่ “เนิน 350” ได้เบ็ดเสร็จ นำ 2 ร่างวีรบุรุษนักรบไทยกลับบ้าน ในขณะที่ฝ่ายเขมรปล่อยศพทหารเน่าคาชายแดนไม่ยอมรับกลับ

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า กองกำลังสุรนารีสามารถเข้าควบคุมและยึดคืนเนิน 350 พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้สำเร็จแล้ว หลังจากเปิดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยรบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้จะยึดพื้นที่ได้แต่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ จึงได้สั่งการด่วนให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและรัดกุมที่สุด เนื่องจากตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา (สนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดสังหารบุคคล) โดยการวางทุ่นระเบิดสังหารไว้เต็มพื้นที่ เพื่อดักทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยที่เข้าเคลียร์พื้นที่ ทำให้ทุกย่างก้าวในขณะนี้ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

“เรายึดที่หมายได้แล้ว แต่ภารกิจยังไม่จบ คือการรักษาพื้นที่ให้มั่นคงและพาพี่น้องทหารของเราที่เสียสละกลับบ้านให้ดีที่สุด” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยกย่อง 2 ทหารกล้าที่สละชีพในสมรภูมินี้ว่า ทหารทั้ง 2 นายคือแบบอย่างความกล้าหาญของทหารอาชีพ ที่ยืนหยัดปกป้องแผ่นดินไทยด้วยเลือดเนื้อและชีวิตจนนาทีสุดท้าย ยืนยันว่า เนิน 350 คือสัญลักษณ์ของเกียรติและศักดิ์ศรี และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าลูกหลานไทยพร้อมจะยืนหยัดเฝ้าชายแดนไม่ยอมเสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

นำร่าง2วีรบุรุษเนิน350กลับบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังเข้ายึดคืนพื้นที่เนิน 350 ได้แล้วเจ้าหน้าที่ทหารได้เร่งลำเลียงร่างของ 2 ทหารกล้า “จ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน และ พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา” ผู้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ยึดคืนอธิปไตยลงจากพื้นที่สู้รบสู่พื้นราบเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิธีการและเตรียมส่งศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนายังบ้านเกิดอย่างสมเกียรติชายชาติทหาร

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการปะทะในพื้นที่ปราสาทตาควาย และบริเวณเนิน 350 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมาส่งผลให้กำลังพลเสียชีวิต 2 นาย และก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถนำร่างออกจากพื้นที่ได้ว่า ล่าสุดวันนี้หน่วยทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ได้ตรวจพบร่างทหารทั้ง 2 นายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบพื้นที่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายกัมพูชาอาจมีการวางวัตถุระเบิดไว้ในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะดำเนินการนำร่างทหารทั้ง 2 นายกลับภูมิลำเนา เพื่อประกอบพิธีตามขั้นตอนอย่างสมเกียรติ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วิธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทัพบกได้รับรายงานล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดน บริเวณปราสาทตาควายและพื้นที่เนิน 350 โดยกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าได้พบร่างกำลังพลทหารที่เสียชีวิต 2 นาย จ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน และ พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา ในพื้นที่ปฏิบัติการแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายร่างวีรบุรุษทั้ง 2 นายกลับมายังพื้นนที่ส่วนหลัง สำหรับสถานการณ์การควบคุมพื้นที่ เบื้องต้นมีรายงานว่าฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่ในเบื้องต้นได้แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการสถาปนาความมั่นคง ณ ที่หมายอย่างต่อเนื่อง

ประณามกัมพูชาโจมตีพลเรือน

นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังเปิดเผยด้วยว่า กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่พลเรือนและมิใช่พื้นที่ทางทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานตามหลักสากลอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การใช้กำลังในลักษณะดังกล่าว ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่มั่นคง อันเป็นผลจากการใช้กำลังที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของพลเรือน

สถานการณ์ความไม่สงบและการใช้กำลังทางทหารบริเวณแนวชายแดน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 400,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนเสียชีวิตรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากกรณีอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนโดยตรง จำนวน 1 ราย และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ จำนวน 22 ราย นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าวอีก 6 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนแล้ว การกระทำดังกล่าวยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 หลัง พื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ

กระทบโรงพยาบาล20แห่ง

นอกจากนี้ พบว่ามีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 201 แห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามปกติ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดำรงชีพของประชาชนในระยะยาว


โฆษกกองทัพบกระบุว่าการมุ่งเป้าโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้กำลังในลักษณะไม่เลือกเป้าหมายซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ประชาชนคนไทยไม่ควรต้องตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำทางทหารในลักษณะดังกล่าวกองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันทีพร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด
 

ทบ.ยันทำตามแผน

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทยเป็นไปตามแผนและอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน การดำเนินการของฝ่ายไทยมุ่งปฏิบัติต่อพื้นที่เป้าหมายทางทหารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่สภาพภายนอกอาจจะดูมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้งานด้านพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบละเอียด พบว่าได้ถูกใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารเต็มรูปแบบ โดยใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหารในการควบคุมสั่งการปฏิบัติการเพื่อกิจกรรมทางทหาร และใช้เป็นสถานที่ซ่องสุมกำลัง สั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงใช้เป็นสถานที่เตรียมการใช้งานโดรนดัดแปลงติดอาวุธใช้ปฏิบัติการต่อฝ่ายไทย ด้วยลักษณะดังกล่าวจึงทำให้สถานที่เหล่านั้นถูกระบุเป็นเป้าหมายทางทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งพื้นที่ในลักษณะดังกล่าวมักถูกใช้ควบคู่กัน ทั้งการใช้เพื่อปฏิบัติการทางทหาร และเป็นแหล่งที่ตั้งของขบวนการฉ้อโกงสังคมโลกอย่างสแกมเมอร์ ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ ส่งผลให้กลุ่มสแกมเมอร์เหล่านั้นได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้แหล่งปฏิบัติการของขบวนการสแกมเมอร์ถูกจำกัดและถูกรบกวนอย่างมาก

โฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้ตรวจพบความพยายามของขบวนการดังกล่าวในการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนที่ตั้งไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการดำเนินการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมกันนี้ จากการติดตามข้อมูลและกระแสข่าวสารในโลกออนไลน์ รวมถึงการนำเสนอของสื่อระดับโลกพบว่าแนวโน้มการหลอกลวงออนไลน์ในระดับโลกมีทิศทางลดลงอย่างเห็นได้ชัด
กองทัพบกยืนยันว่า การปฏิบัติการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ การคุ้มครองประชาชน และการลดภัยคุกคามข้ามชาติ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำว่าการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นประเด็นระดับโลกที่ประเทศไทย ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง
 

F-16โจมตีสะพาน”โอร์จิก-กาสิโน”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของวันที่ 20 ธ.ค. 68 กองทัพอากาศไทยได้รับคำสั่งด่วนให้ปฏิบัติภารกิจทำลายเป้าหมายทางทหาร ซึ่งเป็นสะพานยุทธศาสตร์สำคัญ 2 แห่งในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามที่ประเมินว่ากระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยโดยตรง

เป้าหมายหลักในการโจมตีครั้งนี้คือสะพานอูจีก (หรือสะพานโอจิก) บนถนนสายยุทธศาสตร์หมายเลข 68 อำเภอจงกาล จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ เพียง 62 กิโลเมตร โดยเครื่องบินขับไล่ F-16 ได้เข้าทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงหลัก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบภาพความเสียหายล่าสุดผ่านเพจ Army Military Force พบว่าโครงสร้างเหล็กของสะพานโอจิกบิดเบี้ยวเสียหายรุนแรง เศษปูนแตกละเอียดจนไม่สามารถใช้สัญจรได้ทุกชนิด

สำหรับสะพานโอจิก ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางทหารกัมพูชา เชื่อมระหว่างจังหวัดเสียมราฐและจังหวัดอุดรมีชัย แม้จะเปิดใช้งานสัญจรทั่วไปมานานกว่า 10 ปีแต่ในสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน กัมพูชาได้ใช้สะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงหลักในการส่งอาวุธหนักและกำลังพลพลมุ่งหน้าสู่ชายแดนไทย ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 70 กิโลเมตร

ตัดเส้นทางขนส่งเขมร

การตัดสะพานโอจิกในครั้งนี้ส่งผลให้การส่งกำลังบำรุงของฝ่ายตรงข้ามหยุดชะงักทันที เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถบรรทุกทหารหรือรถหุ้มเกราะผ่านจุดดังกล่าวได้ เป็นการลดทอนขีดความสามารถในการกดดันพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุดรมีชัยของไทย และช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่แนวหน้าได้มากขึ้น

ด้านแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ปฏิบัติการนี้เป็นการตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม หลังจากหน่วยข่าวกรองตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทัพกัมพูชาได้เปลี่ยนสะพานที่เคยใช้สัญจรทั่วไปมานานกว่า 10 ปีให้กลายเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธหนักและกำลังพลมุ่งหน้าสู่แนวหน้าชายแดนไทย การทำลายสะพานจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการหยุดยั้งรถบรรทุกทหารและรถหุ้มเกราะไม่ให้เข้าประชิดพื้นที่ไทยได้
 

ทิ้งไข่ทำลายกาสิโนหมอดาม

เวลา 10.50 น.วันเดียวกัน เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทางทหารทั้งฐานที่มั่น ส่งผลให้พวกสแกมเมอร์ที่ซุกอยู่ในกาสิโนหนีกระเจิง
 

เขมรไม่รับกลับศพทหาร

ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก จากสถานการณ์ เรือโทหญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเดิม ระบุว่า การปฏิบัติการหมวดเรือพิทักษ์อ่าวไทย ทางกองทัพเรือได้ตรวจพบเรือฝ่ายกัมพูชาที่มีลักษณะเดินเรือทิศทางเข้าหาในรูปแบบของการติดตาม ประชิดหมู่เรือ กองทัพเรือได้ใช้อาวุธต่อเป้าหมายนั้นและได้มีการเปลี่ยนทิศทางเดินเรือกลับเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อยู่ในการควบคุม ยืนยันว่าประชาชนมีความปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ

ส่วนกรณี ที่ทหารกัมพูชาใช้สไนเปอร์ยิง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือไทย ผู้บัญชาการทหารเรือ นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งมีความคลาดเคลื่อน แต่เป็นผู้นําหน่วยในพื้นที่ บ้าน3หลังจังหวัดตราด และพลาดเป้า
สําหรับศพของทหารกัมพูชาแนวหน้านั้น ทางกองทัพเรือ ได้เปิดโอกาสให้ทางฝ่ายกัมพูชาเข้ามารับศพ จึงมีการประสานไปยังโรงพยาบาลตราดเก็บรักษาศพแต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งรายงานกลับมาแต่อย่างใด

ส่วนการแทรกซึม ทางกัมพูชาได้มีการเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นชุดพลเรือนและแฝงตัวอยู่ในประชาชน ซึ่งข่าวในลักษณะนี้ บ่งชี้แนวโน้มจะมีการบิดเบือนว่ากองทัพไทยจะทําร้ายประชาชนกองทัพไทยขอย้ําเราปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด และเราถือเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นสําคัญ

“สีหศักดิ์”ไปมาเลเซีย21ธค.

ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ที่ประเทศมาเลเซีย 22 ธ.ค. ในวันพรุ่งนี้(21ธ.ค.)นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จะนําคณะผู้แทนไทยที่ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคงเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมทั้งนี้ที่ผ่านมา อาจจะได้ยินการแสดงออกท่าทีความเห็นของประเทศต่างๆ มากขึ้น เช่น รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ผู้แทนพิเศษฝ่ายจีน เดินทางไปประเทศกัมพูชา

ยืนยันว่าการประชุมใน 22 ธ.ค.นี้จะไม่มีอะไรที่จะมากดดันฝ่ายไทย ทําให้ต้องเสียเปรียบ ท่าทีที่เราแสดงมาโดยตลอด ไทยปรารถนาสันติภาพ ไม่ได้เป็นฝ่ายคุกคามหรือรุกเข้าพื้นที่อธิปไตยของอีกประเทศ เรามีความชัดเจนมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยยืนยันมาโดยตลอด และต้องการสันติภาพ ยั่งยืนและแท้จริงกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องแสดงความจริงใจในเรื่องนี้ 1.กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะที่เป็นประเทศโจมตีอีกประเทศ  2.การหยุดยิงจะต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง 3.กัมพูชาจะต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือกับฝ่ายไทย เก็บกู้ทุนระเบิด เป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยรับไม่ได้และต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน และทั้งหมดนี้จะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ที่จะทํางานร่วมกับกระทรวงต่างประเทศเพื่อเดินหน้าต่อไป

นางมาระตี นะลิตา ย้ำว่า เวทีอาเซียนเป็นเวทีที่สําคัญและเป็นเวทีที่จะเป็นคุณกับไทยและเป็นโอกาส ให้เราสามารถแสดงท่าทีชี้แจงข้อมูลหลักฐานทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่ทางการไทยได้รวบรวมตั้งแต่เกิดเหตุรอบที่2 ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าท่าทีของไทยยืนอยู่บนหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

นายพลเขมรบาดเจ็บ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการสู้รบบริเวณชายแดนจังหวัดตราดพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ทำให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงนายพลชกเคง ผู้บัญชาการยุทธบริเวณ ที่เป็นผู้อำนวยการยุทธ์อยู่พื้นที่ดังกล่าว ได้รับบาดเจ็บจากโดรนทิ้งระเบิดโจมตีใส่ที่ตั้งกองบัญชาการยุทธบริเวณ ในพื้นที่บ้านหนองรี ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บ
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งเข้ารับการรักษา โดยปัจจุบันเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงพนมเปญ