ฟาดนักการเมืองทุนสีเทา ‘มารค’รุกหนัก อ้างชาวบ้านอยากล้างบาง

ฟาดนักการเมืองทุนสีเทา ‘มารค’รุกหนัก อ้างชาวบ้านอยากล้างบาง

ฟาดนักการเมืองทุนสีเทา ‘มารค’รุกหนัก อ้างชาวบ้านอยากล้างบาง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟาดนักการเมืองทุนสีเทา ‘มารค’รุกหนัก อ้างชาวบ้านอยากล้างบาง ‘กล้าธรรม’ดูดไม่ยั้ง ซิวงูเห่าเข้าพรรคอื้อ

“อภิสิทธิ์” ปลื้ม! คนไทยตอบรับ “ประเทศไทย จะไม่ทน” ล้นหลาม เผยเสียงสะท้อนอยากล้าง “นักการเมืองเทา-ทุนใหญ่” จี้ปฏิรูปการศึกษา-แก้ประชานิยม พร้อมชวนทำโพลใหญ่ เพื่อจัดทำนโยบายทางออกประเทศ ด้าน‘ธรรมนัส’เปิดตัว‘ไชยา’พร้อม 2งูเห่าเพื่อไทยย้ายซบ หลังดิวภูมิใจไทยไม่สำเร็จ กกต.ประกาศสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสส.เขตเลือกตั้ง27-31 ธ.ค.ที่สถานที่รับสมัคร 76 จว.ส่วน กทม.สมัคร ที่ศูนย์กีฬาไทยญี่ปุ่น (ดินแดง )

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดเผยความคืบหน้าแคมเปญรณรงค์รับฟังความคิดเห็น“ประเทศไทยไม่ทน”หลังเปิดตัววันแรก พบว่า มีพี่น้องประชาชนร่วมส่งเสียงสะท้อนปัญหาหมักหมมของประเทศอย่างล้นหลาม เตรียมนำทุกข้อเสนอเข้าสู่การจัดทำนโยบาย พร้อมชวนคนไทยร่วมทำโพลสำรวจความคิดเห็นครั้งใหญ่

นายอภิสิทธิ์ระบุว่าจากการเปิดรับฟังความอัดอั้นตันใจของประชาชนว่า”ประเทศไทยไม่ควรทนกับอะไรอีกต่อไป” พบว่ามีคำตอบที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆคือการปฏิรูปธรรมาภิบาลในภาครัฐ

อยากล้าง”นักการเมืองเทา-ทุนใหญ่”

โดยประชาชนสะท้อนว่าไม่ต้องการทนกับนักการเมืองที่รับใช้กลุ่มทุนมากกว่ารับใช้ประชาชน รวมถึงกลุ่มข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อส่วนรวม

เรื่องการปฏิรูปการศึกษามีเสียงสะท้อนว่าความล้มเหลวของการศึกษาไทยในปัจจุบัน คือต้นตอที่ไม่สามารถสร้าง “คนดีและคนเก่ง”ให้กับสังคมได้ ประชาชนรุ่นใหม่เสนอว่าไม่ต้องการนโยบายประชานิยมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนแต่อยากเห็นรัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และ “สร้างคนมากกว่าสร้างตึก”เสียงจากพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ย้ำชัดว่า”จะไม่ยอมทนกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก” อีกต่อไป

เตรียมนำทุกข้อเสนอสู่จัดทำนโยบาย

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงบ่น แต่คือ”ขุมทรัพย์ทางความคิด” ที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำไปกลั่นกรองและร้อยเรียงเป็นนโยบายที่จับต้องได้ เพื่อเสนอเป็นทางออกให้กับประเทศในสัปดาห์หน้า

“ทุกความคิดเห็นคือประโยชน์ต่อบ้านเมืองครับพรรคประชาธิปัตย์จะนำเสียงของพวกท่านไปใช้ในการนำเสนอนโยบายที่จริงจังและเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ประเทศไทยไม่ต้องทนกับปัญหาเดิมๆอีกต่อไป”นายอภิสิทธิ์ย้ำ

นอกจากนี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ร่วมแสดงพลังผ่านช่องทางออนไลน์ในวันที่ 20 ธันวาคม)โดยพรรคจะเปิด”โพลสำรวจความคิดเห็นครั้งใหญ่”ตลอดทั้งวันเพื่อรวบรวมสถิติและลำดับความสำคัญของปัญหาที่คนไทยอยากให้แก้ไขเร่งด่วนที่สุด เพื่อนำไปสู่การแถลงแผนปฏิบัติการล้างปัญหาประเทศในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ปชป.โว‘ประเทศไทยไม่ทน’ล้นหลาม

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคปชป.กล่าวว่า จากดิจิทัลแคมเปญ“ประเทศไทยไม่ทน”ที่ได้เปิดตัวไว้ พบว่ามีประชาชนร่วมส่งเสียงสะท้อนปัญหาที่อัดอั้นมานานอย่างล้นหลามซึ่งทุกความคิดเห็นเป็นดั่งขุมทรัพย์ทางความคิดเพื่อจัดทำนโยบายทางออกของประเทศจากการติดตามเสียงสะท้อนจากแคมเปญดังกล่าวอย่างใกล้ชิดโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคพบว่าประเด็นที่ประชาชนไม่ต้องการ“ทน”อีกต่อไปมีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างยิ่งจึงเป็นที่มาของโพลที่เพจพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำขึ้น

“โพลที่เพจพรรคได้จัดทำนั้นมีหัวข้อที่น่าสนใ อาทิไม่ทนโจรในเครื่องแบบ ไม่ทนการศึกษาล้าหลัง ไม่ทนอดอยากหลังเกษียณ ไม่ทนปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก เป็นต้นจึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนร่วมกันโหวตได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1BnXG2hRnu/อึดอัดปัญหาอะไรบอกมาให้รู้ทั่วกันร่วมกันโหวตเสียงดัง #ประเทศไทยไม่ทน”นายพงศกร กล่าว

‘พท.‘ต้อนรับ‘เทวัญ‘นำทีมโคราช

เวลา 11.00 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาและคณะประกอบด้วยว่าที่ผู้สมัครสส.นครราชสีมา เขต 1 นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรมว.อุตสาหกรรม และ อดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เขต 2 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ อดีตสส.หลายสมัย ขวัญใจชาวโคราชและอดีตกรรมการผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข เขต 3 นายสมบัติ กาญจนวัฒนา อดีตสมาชิกสภาจังหวัด อดีตประธานสภา และอดีตนักการเมืองท้องถิ่นหลายสมัย ขณะที่นายเทวัญจะลงรับสมัครแบบสส.บัญชีรายชื่อ

โดยนายชูศักดิ์ กล่าวว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยขอแถลงข่าวในเรื่องการสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 ก.พ.69 ซึ่งวันนี้ขอต้อนรับนายเทวัญและคณะโดยทราบจากการแถลงของประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนาว่าได้มีมติจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคชาติพัฒนาและให้สิทธิ์สมาชิกพรรคในการใช้ดุลยพินิจสมัครรับเลือกตั้งในพรรคการเมืองต่างๆ และเป็นที่ทราบกันต่อมาว่านายเทวัญและคณะได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคชาติพัฒนา และประสงค์จะมาสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย

“ในนามพรรคเพื่อไทยขอต้อนรับนายเทวัญและคณะผู้สมัครทั้ง3คน ยินดีต้อนรับมาสู่พรรคเพื่อไทย ช่วยกันรณรงค์ในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อนำชัยชนะมาสู่พรรคเพื่อไทย”นายชูศักดิ์ กล่าว

มั่นใจเสริมทัพผนึกกำลังคว้าชัย

ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่าในฐานะเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอต้อนรับนายเทวัญและคณะที่จะได้ขับเคลื่อนเรื่องต่างๆในหลายเรื่อง ร่วมกับพรรคเพื่อไทยมีการเข้ามาทำงานให้กับชาติบ้านเมืองต่อไป ในการเลือกตั้ง เดิมในจังหวัดนครราชสีมามีสส. 16 คน สส.พรรคเพื่อไทย 12 คน ครั้งนี้เรามีความมั่นใจว่าทั้ง 3 คน เป็นบุคคลที่มีศักยภาพและทำการเมืองอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

“ในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้เป็นวันเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้มีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วโดยจะมีการส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต และจะมีการเปิดผู้สมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 25 ธ.ค.เวลา 11.00 น. จึงขอให้ติดตามการเปิดตัวผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยครบทุกเขตเลือกตั้ง”นายประเสริฐ ย้ำ

มั่นใจกวาดทั้ง3เขตนครราชสีมา

นายเทวัญ กล่าวถึงตัดสินใจในขณะที่กระเเสของพรรคเพื่อไทยกำลังตกว่าตนได้หารือ หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองโคราช ซึ่งหากจากชาติพัฒนามีฐานที่โคราชอยู่แล้ว โดยเฉพาะเขต 1-3 หากเราได้มีโอกาสร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทย น่าจะเกิดกับประโยชน์กับชาวโคราช ซึ่งโคราชมี สส. 16 คน เป็นรองจากกรุงเทพมหานคร ถือเป็นจังหวัดใหญ่และเป็นประตูสู่อีสาน มีพร้อมทุกอย่าง หากจะรวมสส.เป็นปึกแผ่นได้ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ให้เกียรติ ซึ่งมั่นใจทั้ง 3 เขตของนครราชสีมา จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การเข้ามาเสริมทีมได้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีให้จังหวัดนครราชสีมาจะได้เป็นปึกแผ่น

กธ.เปิดตัว‘ไชยา’พร้อม2งูเห่าพท.ซบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีตสส.ศรีสะเกษ เขต 4 นาง นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีตสส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และล่าสุดได้โบกมือลาพรรคภูมิใจไทย หันมาย้ายซบ พรรคกล้าธรรม(กธ.)หลังข้อตกลงเป็นหมันถูกผลักให้ขึ้นปาร์ตี้ลิสต์

ที่พรรคกล้าธรรม นำโดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าทำ แถลงเปิดตัวสมาชิกพรรคใหม่ ประกอบด้วย นายไชยา พรหมา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย รวมถึง นายศักดา คงเพชร อดีต สส.ร้อยเอ็ด นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส.นครนายก และลูกชาย คือ นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร และคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.นนทบุรี พรรคประชาชน

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าวันนี้ทั้ง7คน จะมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ พร้อมขอต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวกล้าธรรม ส่วนจะคว้าชัยการเลือกตั้งครั้งนี้ได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่คือคนที่ทำงาน ติดดินอยู่กับชาวบ้าน ตนก็มีความต้องการคนแบบนี้ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้วนำมาแก้ไขปัญหา

เลขาฯปชน.มั่นใจกวาด33เขตกทม.

ด้านนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ กทม.ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่างๆ ความนิยมของพรรคประชาชนใน กทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้

รับผลโพลพรรคลดลงเหตุหนุน‘หนู’

ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชน ลดลงจากการยกมือให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ รวมถึงไม่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ กล่าวว่าจากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา

เชื่อเวลาที่เหลือสามารถแจงปชช.ได้

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง เรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรค แม้ผลโพลจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ

กกต.ประกาศสถานที่รับสมัคร.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกําหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้ง และกําหนดให้วันที่ 27–31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สถานที่ที่ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งกําหนด สํานักงาน กกต.ขอประชาสัมพันธ์ ประกาศ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกต้ัง เรื่อง กําหนดสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวน 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร

ผู้ใดประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง ให้นําหลักฐานเอกสารที่ใช้ในการสมัครรับเลือกตั้งมายื่นด้วยตนเองต่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งภายในระยะเวลาการรับสมัครรับเลือกตั้งเช่น กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขต สมัคร ที่ศูนย์กีฬาเยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทยญี่ปุ่น (ดินแดง )

ทั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถขอรับใบสมัครหรือ สอบถามข้อมูลคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ได้ที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดทุกแห่ง

แจ้งออกระเบียบผู้สมัครสส.เขต

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประชาสัมพันธ์ ว่า ด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ)

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทราบว่า ได้มีการแก้ไขข้อความหมายเหตุด้านล่างของแบบ ส.ส. 4/6(แบบเอกสารสรุปย่อประวัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ …….จังหวัด ………) จากให้บันทึกข้อมูลแบบสรุปย่อประวัติฯนี้ ลงในแผ่น CD จำนวน 1 แผ่น แก้ไขเป็น ให้บันทึกข้อมูลแบบสรุปย่อประวัติฯนี้ ลงใน Flash Drive หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลรูปแบบอื่นใดที่มีพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th

“ยศชนัน” เปิดวง YPP Dialogue

ที่พรรคเพื่อไทย PTP Academy จัดกิจกรรม YPP Dialogue ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “นโยบายความมั่นคง และนโยบายการพัฒนากำลังคน” เปิดพื้นที่ให้สมาชิก YPP Club รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น โดยช่วงแรกของกิจกรรมเป็นการพูดคุยด้าน นโยบายความมั่นคง โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์เบื้องหลังการทำงานด้านความมั่นคง ภาพรวมสถานการณ์ ปัญหาและความท้าทายในการขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงในฉบับพรรคเพื่อไทย

ช่วงที่สองเป็นการพูดคุยด้านนโยบายการพัฒนากำลังคน โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยในการพัฒนาศักยภาพคน รวมถึงทิศทางและแผนการพัฒนากำลังคนในฉบับพรรคเพื่อไทย โดยนายยศชนัน ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่เชื่อมโยงระหว่าง “การศึกษา-อุตสาหกรรม-เศรษฐกิจ” ย้ำว่าประเทศไทยในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยมิติเดียว ทั้งเรื่องค่าเงิน เทคโนโลยีดิสรัปชัน และกติกาโลกใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของกระทรวงอุดมศึกษาฯ เป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว การพัฒนากำลังคนจึงต้องเปลี่ยนจากเพียงแค่การเรียนการสอน ไปสู่การสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) อย่างแท้จริง

ต้องกล้าคิดกล้าทำแบบยักษ์

นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้เราต้องกล้าคิดใหม่แบบยักษ์ เป้าหมายของเราต้องชัดเจนคือการพาประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยใช้กระบวนการ Backward Design ย้อนกลับมาดูว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องการคนแบบไหน ปริมาณเท่าไหร่ แล้วจึงออกแบบบทบาทของสถาบันอาชีวะศึกษาและมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์นั้น เราต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิจัยให้กล้าที่จะล้มเหลวได้อย่างสุจริต สร้างระบบที่เอื้อให้นักวิจัยทำโครงการที่มีความเสี่ยงเชิงสร้างสรรค์ได้โดยไม่ถูกลงโทษด้วยระบบงบประมาณแบบเดิม ความรู้จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการพาคนไทยหลุดพ้นจากกับดักความยากจน และเปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดของสังคมได้ไม่ว่าเขาจะเกิดที่ไหนก็ตาม

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า สำหรับการยกระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา เสนอให้ปรับเปลี่ยนโมเดลการเรียนรู้ให้เป็นแบบทุกช่วงวัยผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่มีความยืดหยุ่น สามารถสะสมและโอนย้ายหน่วยกิตได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ Talent ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Semiconductor, Data Center, เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ (BioTech/Medical), ยานยนต์ไฟฟ้าและการซ่อมบำรุงทางน้ำ (EV/Marine) และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (ESG/Low Carbon) ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

นายยศชนัน กล่าวว่า ในส่วนของปัญหาเชิงระบบของการวิจัยในปัจจุบัน เสนอแนวทางปรับปรุงระบบทุนวิจัยให้เป็นแบบ “Rule-based Automation” เพื่อลดความล่าช้าและขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการงวดงานและเงื่อนไขการเบิกจ่ายให้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งผลักดันการจัดทำ “Patent Landscape” หรือศูนย์ข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาระดับประเทศ เพื่อให้นักวิจัยและภาคเอกชนไทยมองเห็นช่องว่างในการแข่งขัน และสามารถจดสิทธิบัตรในระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการเสนอมาตรการดึงดูดและรักษาบุคลากรทักษะสูง (Talent Magnet) ทั้งไทยและต่างประเทศ ผ่านรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น การให้ Talent ที่อยู่ต่างประเทศสามารถร่วมเป็นโค้ชหรือเมนเทอร์ในโครงการสำคัญของไทยได้ รวมถึงการพัฒนา “ครูแนะแนวดิจิทัล” (Personalized Guidance) ที่ใช้ฐานข้อมูลอาชีพและเส้นทางสกิล (Skill Path) มาช่วยให้เด็กและเยาวชนมองเห็นขั้นตอนที่ชัดเจนในการก้าวไปสู่งานเป้าหมายในอนาคต

แนวหน้าวาทะเด็ด : 21 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด : 21 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด : 21 ธันวาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“การเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดการย้ายพรรคกัน เป็นว่าเล่น และอาจกล่าวได้ว่า เป็นการทำการเมือง แบบ Money Politics คือ การใช้เงินกันมหาศาลเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองและเข้ามาถอนทุน ซึ่งวงจรอุบาทว์เหล่านี้เคยเกิดขึ้น
และอันตรายต่อประเทศ”

นายชูศักดิ์ ศิรินิล
รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ไม่ใช่ปิดข่าว แต่ไม่มีศพให้รายงาน! เปิดความจริงจากแนวหน้า ไทยพลิกเกมด้วยโหมดรบยุคใหม่

ไม่ใช่ปิดข่าว แต่ไม่มีศพให้รายงาน! เปิดความจริงจากแนวหน้า ไทยพลิกเกมด้วยโหมดรบยุคใหม่

ไม่ใช่ปิดข่าว แต่ไม่มีศพให้รายงาน! เปิดความจริงจากแนวหน้า ไทยพลิกเกมด้วยโหมดรบยุคใหม่

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.45 น.

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พีระชาติ อินตา” ทหารแนวหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยปักหลักอยู่ที่ปราสาทตาควาย โพสต์ข้อความระบุว่า หลายคนทักผมมาด้วยความสงสัยว่า อาจารย์ครับ “ทำไมพักหลังข่าวความสูญเสียฝั่งไทยเงียบจัง? ปิดข่าวหรือเปล่า?”

ผมขอตอบตรงนี้ให้ฟังชัดๆ แบบไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย…

“เราไม่ได้ปิดข่าวครับ… แต่เพราะมันไม่มีศพทหารไทยให้รายงานต่างหาก!”

ในขณะที่วิทยุสื่อสารฝั่งกัมพูชา กำลังร้องระงมขอความช่วยเหลือ เพราะยอดคนตายเพิ่มขึ้นรายวัน… ฝั่งเรากลับนั่งจิบกาแฟดูมอนิเตอร์

ทำไมผลลัพธ์มันต่างกันราวฟ้ากับเหว? ทั้งที่ปืนยังยิงกันอยู่?

คำตอบมันสั้นและเจ็บแสบที่สุดสำหรับคนฟังฝั่งโน้น…

“เพราะเราเลิกเล่นบทพระเอกเดินลุยไฟ… แล้วเปลี่ยนมาเล่นบท ‘นักฆ่า’ ที่มองไม่เห็นตัว!” 

เรายอมรับแบบลูกผู้ชาย ช่วงแรกเราเจ็บ เราพลาด เลือดเราไหลจริง… แต่นั่นคือราคาค่าเทอมที่แพงระยับ ที่ทำให้กองทัพไทย “ตาสว่าง”

วินาทีนี้… เกมในสนามรบถูกเรา “Reset” ใหม่หมดแล้ว:

1.เลิกเอา “เนื้อหนัง” ไปแลก “ลูกตะกั่ว” 

ใครที่คิดว่าจะเห็นทหารไทยวิ่งดาหน้าเข้าใส่ดงกระสุน… ลืมภาพหนังสงครามเก่าๆ ไปได้เลย!

วันนี้ทหารเราเปลี่ยนโหมดเป็น “Phantom Hunter” (นักล่าไร้เงา)

เราไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงในระยะที่มันมองเห็น แต่เราส่ง “ของขวัญหนักๆ” บินไปเคาะประตูบ้านมันแทน

แม่น… รุนแรง… และไร้ร่องรอย

รู้ตัวอีกที เพื่อนข้างๆ ก็นอนจมกองเลือดไปแล้ว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระสุนมาจากทิศไหน!

2.ตัดท่อน้ำเลี้ยง… ปล่อยให้แห้งตายคาป่า 

ทำไมเสียงปืนฝั่งโน้นแผ่วลง? ไม่ใช่เพราะมันเป็นคนดีรักสงบ… แต่มัน “ไม่มีปัญญาจะยิงBM- 21และปืนใหญ่สาดใส่เราเหมือนเดิม!”

ยุทธวิธีเราตอนนี้เลือดเย็นมาก… เราไม่ยิงคน แต่เรายิง “รถเสบียง”ยิ่งรถจรวด ทำลายรถถัง ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธ

ข้าวไม่ถึง น้ำไม่มี กระสุนไม่เติม…

ปืนที่ไม่มีลูก ก็เหมือนท่อนไม้โง่ๆ ท่อนนึง

ทหารฝั่งโน้นตอนนี้สภาพไม่ต่างจาก “ซอมบี้” ที่ถูกปล่อยเกาะ รอเวลาร่างกายร่วงโรยไปเองโดยที่เราไม่ต้องเปลืองกระสุนซ้ำ!

3.นรกที่มีตา (The Eyes of Doom) 

ป่าทึบที่มันมั่นใจนักหนาว่าใช้ซ่อนตัวได้… วันนี้เราเปลี่ยนมันเป็น “ตู้ปลา”

โดรนของเราบินว่อนเป็นฝูง สแกนเห็นทุกความร้อน ทุกการขยับตัว

คำว่า “ซุ่มโจมตี” ของฝั่งโน้น กลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาสำหรับเรา

เพราะทันทีที่มันคิดจะขยับ… พิกัดหัวของมันก็ถูกล็อกเป้าเรียบร้อยแล้ว

“เห็นก่อน = ชนะ” และตอนนี้… เราเห็นพวกมันชัดแจ๋วเหมือนดูหนัง 4K!

UPDATE ล่าสุด: ทวงคืนครบ จบแบบไร้เจ็บ!

และนี่คือข่าวที่ทำเอาฝั่งโน้นหน้าซีด… พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่เราเคยถูกกดดัน “ตอนนี้เรายึดคืนกลับมาได้เกือบทุกจุดแล้ว!”

ที่พีคที่สุดคือปฏิบัติการทวงคืนแผ่นดินครั้งหลังๆมานี้…

“ไม่มีรายงานกำลังพลสูญเสียแม้แต่นายเดียว” (Zero Casualties)
เดินเข้าไปปักธงไทยแบบเท่ๆ ในขณะที่อีกฝั่งแตกกระเจิงหนีตายไม่คิดชีวิต นี่แหละครับคือความเหนือชั้นของจริง!

หมายเหตุ (สำหรับพวกช่างกังวล):

สิ่งที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังนี้ ไม่ใช่ความลับทางราชการ หรือ ข้อมูลเชิงลึกที่กระทบความมั่นคง แต่อย่างใด

มันคือ “ยุทธวิธีพื้นฐาน” และ “ผลลัพธ์ที่ปรากฏชัดเจน” ในสนามรบยุคใหม่ที่ทั่วโลกเขารู้กัน

ผมเซฟพี่น้องทหารเราเสมอ ข้อมูลพิกัดหรือแผนลับ ลึกกว่านี้ผมรู้… แต่ผมไม่พูด!

สบายใจได้ครับ ผมรู้ลิมิตดีว่าเส้นไหนคือเส้นตาย!

สรุปสุดท้าย:

ตัวเลข “ศูนย์” ในรายงานความสูญเสียของเรา… ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่มันคือผลลัพธ์ของ “ความเขี้ยวลากดิน” ทางยุทธวิธี  วันนี้เราไม่ได้รบเพื่อความสะใจบ้าบอ แต่เรารบเพื่อ “พาพี่น้องทหารกลับบ้านแบบครบ 32” ความเงียบที่คุณได้ยินที่ชายแดนไทย… คือเสียงแห่งความปลอดภัย แต่ความเงียบที่ฝั่งโน้น… คือความเงียบงันชั่วนิรันดร์!ใครที่เคยดูแคลนทหารไทยไว้… เบิกตาดูผลงานตอนนี้ แล้วจะรู้ว่า “ของจริง” เขาไม่เห่า… แต่เขากัดจมเขี้ยวครับ!

พีระชาติ อินตา
#ความจริงจากแนวหน้า #สมรภูมิเดือด #กองทัพไทย #SaveOurSoldiers #TacticalWarfare #ของจริงไม่พูดเยอะ #ยึดคืนพื้นที่

วิโรจน์ เปิดหมดเปลือก ทำไมลงปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 100 ลั่นถ้าอยากเห็นในสภา เลือกพรรคประชาชนเยอะๆ

วิโรจน์ เปิดหมดเปลือก ทำไมลงปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 100 ลั่นถ้าอยากเห็นในสภา เลือกพรรคประชาชนเยอะๆ

วิโรจน์ เปิดหมดเปลือก ทำไมลงปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 100 ลั่นถ้าอยากเห็นในสภา เลือกพรรคประชาชนเยอะๆ

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.38 น.

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงที่มีชื่อ เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 100 

โดยระบุว่า “ทำไมผมถึงลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สุดท้าย ลำดับที่ 100”

คนที่ทำงานกับผมมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จะรู้ดีว่า เหตุผลที่ผมเข้ามาทำงานการเมือง คือ ความตั้งใจที่อยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้น ผมไม่เคยคิด ไม่เคยหวังเลยว่า ตัวเองจะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในสมัยพรรคอนาคตใหม่ ผมเป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 33 ซึ่งสถานการณ์ในตอนนั้น โอกาสจะได้เข้าสภาแทบไม่มีอยู่แล้ว แต่เมื่อประชาชนมอบโอกาสให้ ผมก็คิดว่าเราต้องตั้งใจทำหน้าที่ สส. ให้ดีที่สุด สมกับความไว้วางใจนั้น ผมตั้งใจที่จะเป็น สส. ที่เอาการเอางาน ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติ งานสภา และงานกรรมาธิการ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้ได้มากที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ผมย้ำกับตัวเองเสมอ คือ วิโรจน์ ยังต้องเป็นวิโรจน์คนเดิม ต้องไม่ลืมตัว ไม่หลงใหลในอำนาจ ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติประชาชนทุกคนเสมอ

ผมเข้าใจดีว่า นักการเมืองย่อมมีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบ เราคงทำให้ทุกคนชอบเราไม่ได้ แต่เราทำให้คนที่ไม่ชอบเรา ให้ไม่ชอบเราด้วยเหตุผลอื่น ที่ไม่ใช่การทุจริต คอร์รัปชั่นได้ ซึ่งผมก็สามารถครองตน และทำเช่นนั้นได้สำเร็จ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ สส. มาแล้ว 2 สมัย สมัยแรก 2 ปี 10 เดือน 10 วัน สมัยที่สอง 2 ปี 6 เดือน 27 วัน รวมทั้งหมด 5 ปี 5 เดือน 7 วัน

ผมยึดมั่นอยู่เสมอว่า ตำแหน่งมีไว้ให้ทำหน้าที่ อำนาจมีไว้ให้ตัดสินใจและรับผิดชอบ ไม่ใช่มีไว้ให้เรายึดติด เราไม่ควร เป็น สส. เพียงเพราะแค่เราอยากเป็น แต่เราจำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เป็น สส. แล้วจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งใดๆ จนหลงลืมตัวตนของตัวเองเลย

วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง สส. เพื่อสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เชื่อไหมครับว่าหลังจากที่ได้รับข้อเสนอจากพรรค ผมใช้เวลาตัดสินใจตอบรับไม่ถึง 2 นาที ทั้งๆ ที่ผู้บริหารพรรคหลายคนบอกกับผมในภายหลังว่า ไม่อยากให้ผมตอบรับเลย

มีคนถามด้วยซ้ำว่า “ไม่รู้หรือว่า โอกาสที่จะชนะนั้นมีน้อยมากๆ” ซึ่งผมก็ตอบไปตามตรงว่า “ทำไมผมจะไม่รู้ว่าโอกาสชนะมีน้อย แต่เมื่อไหร่ที่พรรคต้องการใครสักคน จะมีผมยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ งานในสภาที่ทำอยู่ มาคิดดูดีๆ ก็ทำมาเกือบครบทุกบทบาทแล้ว แต่การลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. คือ ความท้าทายใหม่ และเป็นโอกาสที่พรรคจะได้นำเสนอนโยบายต่อสาธารณะอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นผลดีกับพรรค ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป และหากได้รับชัยชนะขึ้นมา งานในฐานะ ผู้ว่าฯ กทม. ก็เป็นงานที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับชาวกรุงเทพฯ ได้ ผมจึงไม่ลังเลใจเลย ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนาม “วิโรจน์ ก้าวไก่” ในวันนั้น

เช่นเดียวกับวันที่พรรคต้องการ สส. ไปเป็นแม่งาน ช่วยวางระบบฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชนจากโคลนถล่มที่เชียงราย ที่ต้องการคนผละจากครอบครัว ไปอยู่กึ่งประจำในพื้นที่ที่ จ.เชียงราย นานถึง 1–2 เดือน พอพรรคถามไถ่มาว่าผมพอจะช่วยพรรคได้ไหม ผมก็รับอาสาทันที จำได้ว่าไปเริ่มงานที่นั่นแบบเริ่มต้นจากศูนย์ จากพื้นโล่งๆ กลายมาเป็นศูนย์อาสาสมัครล้างทำความสะอาดบ้านให้ชาวเชียงราย ต้องกินอยู่กับเพื่อนๆ อาสาสมัครตามอัตภาพ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ผมภาคภูมิใจ และมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมงาน และจิตอาสาทุกคนที่นั่น

เมื่อพรรคต้องการใครสักคน เห็นไหมล่ะว่าผมจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ

ตำแหน่งประธานกรรมาธิการทหารก็เช่นกัน ผมไม่เคยร้องขออยากเป็นประธาน กมธ.ทหาร เลย แต่เมื่อพรรคเห็นว่าจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของผมในการบุกเบิก และวางรากฐานการทำงานระหว่างพรรคกับกองทัพ ที่มีความเข้าอกเข้าใจกัน มีเส้นแบ่งหน้าที่ที่เคารพต่อกัน และยืนอยู่บนหลักการที่มั่นคง ผมจึงได้ตัดสินใจรับตำแหน่งประธาน กมธ.ทหาร และตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ จน กมธ.ทหาร ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกรรมาธิการที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และสามารถทำงานกับกองทัพได้อย่างราบรื่น โดยที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใดๆ

พอเป็นประธานได้ 2 ปี ผมเป็นคนที่แสดงความประสงค์กับพรรคเองเลยว่า ผมต้องการสละตำแหน่งประธาน เพื่อเปิดโอกาสให้ สส. คนอื่นได้มีประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมาธิการบ้าง แม้ผู้บริหารพรรคหลายคนพยายามทักท้วง และอยากให้ผมดำรงตำแหน่งประธานต่อ ไป แต่ผมก็ยังยืนยันว่า ถึงเวลาที่คนอื่นควรได้ก้าวขึ้นมาบ้าง ถ้าผมยังคงยึดติดกับตำแหน่งนี้ แล้วงานใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยง และท้าทาย ผมจะไปทำเพื่อพรรคได้อย่างไร

ผมถึงสามารถมาจับงาน “การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน” ได้ ซึ่งถือปัจจุบันทุกคนต่างรู้ดีว่า ปัญหาสแกมเมอร์ ถือเป็นภัยความมั่นคงอย่างร้ายแรงต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างมาก

การตัดสินใจลงสมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 100 ในครั้งนี้ ก็มีเหตุผลไม่ต่างกันหรอกครับ ทุกคนรู้ดีว่าลำดับที่ 100 ผมไม่มีทางที่จะกลับมาเป็น สส. ได้อย่างแน่นอน อ้าว! ถ้าไม่ได้เป็น สส. แล้วจะสมัครทำไม ผมก็ขอตอบตรงนี้ว่า ที่ผมยังคงลงรับสมัครเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ก็เพราะว่า ผมต้องการยืนยันว่าผมยังคงอยู่กับพรรค และยังคงทำงานให้กับพรรคอย่างทุ่มเท “เต็ม 100” เหมือนเดิม

“เมื่อไหร่ที่พรรคต้องการผม ผมจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ”

งานของพรรคไม่ได้มีแค่งาน สส. ในสภา หากได้เป็นรัฐบาล ยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร และการขับเคลื่อนนโยบายอีกมาก ในมุมของการสร้างพรรค ก็ยังมีงานมวลชน งานสมาชิกสัมพันธ์ ที่ต้องการคนไปสร้างการมีส่วนร่วม และหลอมรวมความเห็นที่แตกต่าง เพื่อสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่แข็งแรงในระยะยาว ผมจึงเลือกที่จะไปเติมในจุดที่พรรคยังขาด มากกว่ายึดติดกับตำแหน่ง ในจุดที่มีคนแทนที่ได้

ใครที่ทำงานกับผมจะรู้ดี งานไหนมีคนอาสาแข่งขันกันเยอะแยะ ผมจะถอยออกมาเสมอ แต่ถ้างานไหนหาคนทำไม่ได้ คนนั้นก็ติด คนนี้ก็มีข้อจำกัด ชื่อของผมจะผุดขึ้นมาในหัวของผู้บริหารพรรคโดยพลัน และเมื่อหันมา ก็จะเห็นผมยิ้ม และชูมือรอรับคำสั่งอย่างไม่อิดออดอยู่เสมอ เพราะผมเชื่อว่าทีมที่แข็งแรง จำเป็นต้องมีคนที่พร้อมที่จะหน้าที่ปิดช่องว่างให้กับทีม

ถามว่าผมยังอยากเป็น สส. ไหม ใครจะไม่อยากเป็นครับ ตอบตรงๆ ก็ยังอยากเป็น แต่ผมเชื่อว่าเราไม่ควรเป็น สส. เพียงเพราะแค่การอยากเป็น หากมีงานอื่นที่ท้าทายกว่า และเป็นประโยชน์กับพรรค และประชาชนมากกว่า คนที่เป็นเสาหลักของพรรค ต้องพร้อมอาสาไปทำงานในจุดนั้น และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้เข้ามาแทนที่ องค์กรมันถึงจะเติบโตได้

ผมคิดว่าการทำหน้าที่ สส. ที่ผ่านมา ผมทำได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว อาจจะมีข้อบกพร่องบ้าง ผมก็พร้อมน้อมรับคำติติง และขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ความอยากเป็น สส. มันมีครับ แต่ความอยากไปบุกเบิกงานใหม่ และความอยากเห็นคนรุ่นใหม่ได้เปล่งประกาย มันมีมากกว่า หากคนเก่าไม่ลุกจากเก้าอี้ คนใหม่ก็ไม่มีวันได้นั่ง แทนที่จะบอกให้ใครลุก ผมเลือกที่จะลุกเอง น่าจะดีกว่า

หากจะถามต่อว่า แล้วถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลล่ะ แล้ววิโรจน์จะไปทำอาชีพอะไร ผมคิดอย่างนี้ครับว่า ประเทศนี้ไม่ควรมี สส. ที่ต้องมาเป็น สส. เพียงเพราะไม่รู้ว่าถ้าไม่ได้เป็น สส. แล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร

เอาเป็นว่าเมื่อถึงเวลานั้น ก็คงไปว่าเอาครับ ผมเชื่อว่า คนเราถ้าดิ้น มันก็มีพื้นที่ว่างให้ดิ้นเสมอครับผม

ผมมองในแง่ดีนะครับว่า หากได้ไปทำอะไรอย่างอื่น มันก็เป็นโอกาสที่ผมจะได้พัฒนาตัวเอง ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ทำความเข้าใจกับความเป็นไปของโลกยุคใหม่ ได้รู้จักกับเครือข่ายประชาคมใหม่ๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ผมกลับมาช่วยงานพรรคในมิติที่ลึก และแข็งแรงกว่าเดิม การเป็น สส. มา 5 ปีเศษ ในทุกๆ วัน มีแต่งานวิ่งมาชนตัว ไม่มีเวลาที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้อย่างลึกซึ้งเลยครับ

ตลอดเส้นทางกว่า 5 ปี 5 เดือน 7 วัน ผมอาจไม่ได้เป็นนักการเมืองที่สมบูรณ์แบบ แต่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ผมไม่เคยใช้ตำแหน่งเพื่อตัวเอง ไม่เคยยึดเก้าอี้ไว้เพราะความอยาก และไม่เคยลืมว่าอำนาจทั้งหมดที่มีนั้น เป็นของประชาชน

สำหรับผม การเมืองไม่ใช่เรื่องของการได้ “เป็นอะไร” แต่คือการได้ “ทำอะไร” ให้ประเทศนี้ดีขึ้น

เอาเป็นว่าเลือกพรรคประชาชนกันให้เยอะๆ ครับ ใครจะไปรู้ ผมอาจจะได้กลับเข้าสภา เพื่อมาตอบกระทู้ของเพื่อน สส. ก็ได้ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าสไตล์การอภิปรายในสภาของผมนั้นเป็นอย่างไร ไม่อยากเห็นสไตล์การชี้แจง หรือการตอบกลับของผมในสภาบ้างหรือครับ

นพ.ทศพร ไม่ไปต่อกับเพื่อไทย จ่อย้ายเข้าพรรคไทยก้าวใหม่

นพ.ทศพร ไม่ไปต่อกับเพื่อไทย จ่อย้ายเข้าพรรคไทยก้าวใหม่

นพ.ทศพร ไม่ไปต่อกับเพื่อไทย จ่อย้ายเข้าพรรคไทยก้าวใหม่

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.43 น.

“หมอทศ” ไม่ไปต่อกับเพื่อไทย จ่อย้ายเข้าพรรคไทยก้าวใหม่ พท.หาผู้สมัครแทนแล้ว

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทย มีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ตัดสินใจไม่ลงสมัคร สส.กับพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 2569

โดยก่อนหน้านี้ นพ.ทศพร มีความเคลื่อนไหวด้วยการโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กว่า “ย้าย? หมออยู่ที่ไหนก็เลือกค่ะ หมอย้ายเถอะครับ หมออย่าไปไหนนะ ผมจะเชื่อท่านใดดีครับ”

จนกระทั่งล่าสุดในวันนี้ (20 ธ.ค.2568) นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้แจ้งแกนนำพรรคเพื่อไทยให้ทราบแล้ว

โดยมีรายงานว่า นพ.ทศพร เตรียมย้ายไปสมัครเข้าพรรคใหม่ อย่างพรรคไทยก้าวใหม่ ที่มีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ

ส่วนผู้สมัคร สส.แพร่ ที่จะลงแทน นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคเพื่อไทย ได้ทาบทามและมีบุคคลที่เหมาะสมแล้วมาแทนแล้ว โดยเป็นคนใกล้ชิดกับบ้านเอื้ออภิญญกุล ที่ถือเป็นบ้านใหญ่ในจ.แพร่

ในหลวง ทรงรับ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง ทรงรับ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง ทรงรับ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.29 น.

วันที่ 20 ธันวาคม 2568  พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรกกระหม่อมรับ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา อายุ 76 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานครไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ทั้งนี้ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา สื่อมวลชนอิสระ อดีตประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากมีบทบาทสำคัญแวดวงวิชาการและการศึกษาด้านวิชาชีพนิเทศศาสตร์ การโฆษณาและประชาสัมพันธ์แล้ว ยังมีชื่อเสียงในฐานะนักพูด นักบรรยาย และพิธีกร รวมถึงเป็นนักแสดงในภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์ หรือละครเวที ด้วยในบางโอกาส 

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา เดินงานโอทอป ชมสินค้า ชิมอาหาร ประชาชนทักทายขอถ่ายรูป

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา เดินงานโอทอป ชมสินค้า ชิมอาหาร ประชาชนทักทายขอถ่ายรูป

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา เดินงานโอทอป ชมสินค้า ชิมอาหาร ประชาชนทักทายขอถ่ายรูป

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

นายกฯ เดินงานโอทอป ชมสินค้า ชิมอาหาร ปชช.ขอถ่ายรูป

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย วันที่ 20 ธ.ค. เวลา 16.30 น. นายอนุทินใช้เวลาช่วงวันหยุดราชการไปเดินเที่ยวงาน OTOP City 2025 ที่เมืองทองธานี ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 ธ.ค.68 โดยมี น.ส.ธนนนท์ มิรามิษ ภริยา และนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน ร่วมด้วย  นายอนุทิน ได้เดินดูสินค้าและชิมอาหารภายในงาน โดยช่วงหนึ่งได้แวะชิมน้ำมะพร้าวสด ทั้งนี้ระหว่างเดินเยี่ยมชมงานได้รับความสนใจจากประชาชนเข้ามาทักทายขอถ่ายรูปเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ 

เพื่อไทย ฟังเสียง คนชายแดน ภาคธุรกิจ ชี้ ส่งออกเดินสู่ทางตัน มาตรการช่วยล่าช้า

เพื่อไทย ฟังเสียง คนชายแดน ภาคธุรกิจ ชี้ ส่งออกเดินสู่ทางตัน มาตรการช่วยล่าช้า

เพื่อไทย ฟังเสียง คนชายแดน ภาคธุรกิจ ชี้ ส่งออกเดินสู่ทางตัน มาตรการช่วยล่าช้า

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

‘เพื่อไทย’ ฟังเสียง ‘คนชายแดน’ ภาคธุรกิจชี้  ปิดด่านเหมือนทางตันภาคธุรกิจ  มาตรการช่วยประชาชนล่าช้า  

วันที่ 20 ธ.ค.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.ท่องเที่ยวฯ, น.ส. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต รมช.มหาดไทย, น.ส. ขัตติยา สวัสดิผล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ, นายสุรเกียรติ เทียนทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และว่าที่ผู้สมัคร สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปยังโรงแรมโอดินา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อรับฟังปัญหาและพูดคุยกับภาคธุรกิจ หาแนวทางแก้ไขและการเยียวยาประชาชน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันไปโฟกัสเรื่องเลือกตั้งมากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชนตามชายแดน ซึ่งตนเห็นว่าพื้นที่ชายแดนที่โดนปิดด่าน ส่งผลกระทบภาคธุรกิจอย่างหนัก เพราะไม่สามารถส่งออกได้ ซึ่งมาตรการการช่วยเหลือภาคธุรกิจนั้น ตนเห็นว่าต้องมีความเหมาะสม และไม่ควรใช้ตามเกณฑ์เดิม เพราะผลกระทบครั้งนี้ต่อภาคธุรกิจถือว่ารุนแรง

“พรรคเพื่อไทยพยายามอย่างยิ่งที่ไม่ให้เกิดการปะทะ เพราะคนที่เชียร์ไม่รู้ว่าคนชายแดนจะทรมานแค่ไหน ไม่มีสงครามไหนจบด้วยกระสุน ผมห่วงท่าทีรัฐบาลอนุทินนะ เพราะยังไม่มีแนวโน้มที่จะเดินหน้าไปสู่การเจรจาเพื่อจบปัญหา คนหลายคนต้องมานอนตามวัด ไม่มีใครมีความสุขหรอกครับ เรารับทราบปัญหาและจะนำเรื่องนี้เพื่อไปหาทางออกให้เป็นรูปธรรม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยต้องการคืนความปกติให้เร็วที่สุด”

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวย้ำว่า วันนี้เพื่อไทยไม่ได้มาหาเสียง แต่เพื่อไทยต้องการมารับฟังปัญหาและข้อเสนอจากประชาชนโดยตรง เพื่อนำไปจัดทำนโยบายให้ครอบคลุมทุกมิติ เพราะปัญหาที่สระแก้วรอบนี้ถือว่ากระทบหนัก ทั้งในส่วนภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่เจอปัญหาปิดด่านชายแเดน

“ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันเรื่องปัญหาของสระแก้วเข้าไปในรัฐสภา เพื่อหาทางออกให้ประชาชน จริงๆ แล้วสระแก้วคือพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่ก็ต้องมาเจอปัญหาอย่างสงคราม”

ตัวแทนหอการค้า จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า หลังจากการปิดด่านชายแดน เหมือนเป็นทางตันของภาคธุรกิจ เพราะสูญเสียโอกาสที่จะดำเนินการธุรกิจส่งออก 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังเสริมว่า เงินเยียวยาครั้งก่อนเพียง 2,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดกระทบไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่นเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ทำให้เด็กที่สระแก้วต้องเสียเปรียบจังหวัดอื่นในแง่พัฒนาการด้านการศึกษา ในส่วนการฟื้นฟู รัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาทั้งภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน รัฐบาลควรจะเติมสภาพคล่องเพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กกลับมายืนได้อีกครั้ง

ขณะที่ตัวแทนฝ่ายปกครองในพื้นที่การสู้รบ ระบุว่า วันนี้ภาคธุรกิจเสียโอกาสในการส่งสินค้าไปยังกัมพูชา นอกจากนี้คู่ค้าจากกัมพูชาก็ไม่สามารถจ่ายค่าสินค้าที่เคยส่งออกไปก่อนความขัดแย้งจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย จากสินค้าที่ไม่สามารถส่งออกมานานหลายเดือน

ประชาชนตามแนวชายแดนรู้สึกไม่มั่นคง เพราะไม่รู้ว่าระเบิดจะลงตอนไหน จึงอยากให้เรื่องนี้จบและอยากให้ภาครัฐออกมาให้ความชัดเจนเรื่องเยียวยา 

สิ้น มนัส ปิติสานต์ ศิลปินแห่งชาติ ครูเพลงชื่อดัง ผู้ประพันธ์ เหมือนคนละฟากฟ้า

สิ้น มนัส ปิติสานต์ ศิลปินแห่งชาติ ครูเพลงชื่อดัง ผู้ประพันธ์ เหมือนคนละฟากฟ้า

สิ้น มนัส ปิติสานต์ ศิลปินแห่งชาติ ครูเพลงชื่อดัง ผู้ประพันธ์ เหมือนคนละฟากฟ้า

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ “นายมนัส ปิติสานต์” ศิลปินแห่งชาติ 

 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้รับประสานจากทายาทของ นายมนัส ปิติสานต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล) พุทธศักราช 2555 ว่า นายมนัส ปิติสานต์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 04.16 น. ณ โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์ เขตประเวศ กรุงเทพฯ สิริอายุ 97 ปี

กำหนดการสวดพระอภิธรรมและบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

วันที่ 22 ธันวาคม 2568
– เวลา 16.00 น. พิธีรดน้ำศพ
– เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
– เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ

วันที่ 23 – 26 ธันวาคม 2568 สวดพระอภิธรรม ตั้งแต่เวลา 18.30 น.

ทั้งนี้ จะมีการบรรจุศพไว้ 100 วัน เพื่อขอพระราชทานเพลิงศพในลำดับต่อไป

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและผู้ที่เคารพรัก “นายมนัส ปิติสานต์” ร่วมรำลึกถึงเกียรติประวัติและผลงานอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างสรรค์ผลงานดนตรีอันน่าประทับใจให้แก่ผู้ฟังมาทุกยุคทุกสมัย ด้วยลีลาทางดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ ไพเราะกินใจ จนเกิดเป็นบทเพลงอมตะมากมาย และเป็นแบบอย่างให้แก่เหล่าศิลปินรุ่นใหม่

ประวัติครู ”มนัส ปิติสานต์“ ศิลปินแห่งชาติ

พันจ่าอากาศเอก มนัส ปิติสานต์

เกิด 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2471 เป็นนักดนตรี และนักประพันธ์เพลง ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากคณะกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(ดนตรีไทยสากล) ประจำปี 2555 เกิดที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นบุตรของนายมูล และนางจำเริญ ปิติสานต์ บิดารับราชการจึงติดตามบิดามาเรียนหนังสือที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แล้วย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนเนติศึกษา ย่านราชวัตร จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ย้ายไปเรียนที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ เป็นลูกศิษย์ของพระเจนดุริยางค์ รุ่นเดียวกับ สง่า อารัมภีร, ปรีชา เมตไตรย์, ชลหมู่ ชลานุเคราะห์ และฑีฆา โพธิเวส เข้ารับราชการเป็นนักดนตรีกองดุริยางค์ทหารอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486 จนเกษียณอายุราชการ

มนัส ปิติสานต์ มีโอกาสร่วมงานกับ สง่า อารัมภีรและ ปรีชา เมตไตรย์ เล่นดนตรีและแต่งเพลงร้อง เพลงละครเวที ให้กับคณะศิวารมณ์ของ หม่อมหลวงทรงสอางค์ ฑิฆัมพร ต่อมาทั้งสามท่านได้ร่วมกันก่อตั้ง วงดนตรีกระชับมิตร ในปี พ.ศ. 2498

มนัส ปิติสานต์ มีผลงานแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงเช่น เพลง “เสน่หา” (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2507 ขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อ พ.ศ. 2509) “เหมือนคนละฟากฟ้า” (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2503 คำร้องโดย จงรัก จันทร์คณา ขับร้องโดยธานินทร์ อินทรเทพ เมื่อ พ.ศ. 2506) “ระฆังใจ”, “คืนนั้น”, “ไม่มีเสียงเรียกจากใจ”, “เพื่อเธอที่รัก”, “เปลวไฟรัก”, “ฝนรักฝนเศร้า”, “คืนคำรัก” “เธอก็รู้” และ “ฝันกลางฤดูฝน” ฯลฯ

มนัส ปิติสานต์ ยังได้ประพันธ์เพลงประกอบละครโทรทัศน์ที่สร้างชื่อเสียงไว้เกือบร้อยเรื่อง ได้แก่เพลง “พิภพมัจจุราช” (ชับร้องโดย วิเชียร ภู่โชติ [2]) “กระสือ”, “หุ่นไล่กา”, “อมฤตาลัย”, “ปอบผีฟ้า”, “แม่นาคพระโขนง”, “สิงหไกรภพ”, “สี่ยอดกุมาร”, “แก้วนพแก้ว”, “ขุนแผนผจญภัย”, “ห้องหุ่น”, “ดาวพระศุกร์”, “ซ่อนกลิ่น”, “กฏแห่งกรรม”, “ละอองดาว”, “จินดาสมุทร”, “เจ็ดสุริยัน”, “จุดเจ็บในดวงใจ”, “เจ้าสาสชุดสีดำ”, “ขวานฟ้าหน้าดำ”, “เจ้าหญิงแตงอ่อน”, “นางสิบสอง”, “ฉนวนบาป”, “ช้างเพื่อนแก้ว”, “บาอาลี”, “ความรักมักเป็นอย่างนี้” ฯลฯ

ผลงานเพลง “เหมือนคนละฟากฟ้า” (คำร้องโดย จงรัก จันทร์คณา) ขับร้องโดย ธานินทร์ อินทรเทพได้รับรางวัลพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ ครั้งที่ 1 จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประเภทนักร้องชายชนะเลิศ เพลงไทยสากล ประเภท ก. ประจำปี พ.ศ. 2507

ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมอยุธยา ชมรมพุทธฯ 33 สถานศึกษา ร่วมจัดงานรวมพลังเด็กดี V-Star ครั้งที่ 18

ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมอยุธยา ชมรมพุทธฯ 33 สถานศึกษา ร่วมจัดงานรวมพลังเด็กดี V-Star ครั้งที่ 18

ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมอยุธยา ชมรมพุทธฯ 33 สถานศึกษา ร่วมจัดงานรวมพลังเด็กดี V-Star ครั้งที่ 18

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมอยุธยา ชมรมพุทธฯ 33 สถานศึกษา ร่วมจัดงานรวมพลังเด็กดี V-Star ครั้งที่ 18

พระสมุห์ธีรพงษ์ ธีรวํโส เจ้าอาวาสวัดป่าโค  ประธานศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานสงฆ์ ใน “งานรวมพลังเด็กดี ผู้นำฟื้นฟูศีลธรรมโลก” เด็กดี V-Star ครั้งที่ 18 ณ ศูนย์อบรมเยาวชนบางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา และได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์  คลังทรัพย์  ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

“งานรวมพลังเด็กดี V-Star” ครั้งนี้ มีผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน จำนวนกว่า 500 คน จากสถานศึกษา 33 แห่ง จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมกิจกรรม โดยภายในงานมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่มากมาย อาทิ  พิธีกล่าวแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ร่วมกันสวดมนต์บทธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ฐานกิจกรรม V-Star Active Learning ชมภาพยนตร์ Animation พุทธประวัติ และ “ภูมินรก ภพสวรรค์ แดนอัศจรรย์หลังความตาย” พร้อมทั้งพิธีมอบเกียรติบัตร และทุนการศึกษาสนับสนุนโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

สำหรับการจัดงานนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือจากศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชมรมพุทธศาสตร์สากล วัดพระธรรมกาย และสถานศึกษา 33 แห่ง จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ ที่ได้ร่วมมอบของขวัญ ออกร้านอาหาร มอบความสุขให้กับเด็ก ๆ เยาวชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นกำลังใจให้เยาวชนเหล่านี้ได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณธรรม ให้เป็นเด็ก “เก่งและดี” พร้อมเติบโตเป็นกำลังที่เข้มแข็งต่อสังคม และประเทศต่อไปในอนาคต