ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ '21/3 STUDIO'

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ไทยพีบีเอส ร่วม พม. และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาฯ คัดเลือก 50 ศิลปิน Extra Chromosome” ต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO ปีที่ 2 สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนพิการทางสติปัญญาได้กว่า 200 คน ร่วมแสดงศักยภาพด้านศิลปะ ผ่านการวาดภาพและระบายสีบนกระดาษ ยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  ร่วมกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) จัดกิจกรรม “คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน ปีที่ 2” เพื่อคัดเลือกศิลปินผู้พิการทางสติปัญญา “Extra Chromosome” เข้าร่วมการอบรมเชิงลึกด้านศิลปะ ภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง โดยนางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ

นางเบญจมาส กล่าวว่า โครงการ 21/3 STUDIO เป็นตัวอย่างของการพัฒนา “ศักยภาพ” มากกว่าการมองเพียง “ข้อจำกัด” และสะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สื่อสาธารณะ และภาคประชาสังคมในการสร้างโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเริ่มต้นการทำงานด้านคนพิการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 ผ่านโครงการ “แฮกกาธอนเพื่อคนพิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพใหม่ ๆ การส่งเสริมการทำงานในองค์กร หรือการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ HACK HUG HUG (เติมใจให้งาน) ที่ดำเนินงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทางออกหรือวิธีการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม

“โครงการ “21/3 STUDIO” เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2568 นำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์ศิลปะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย สำหรับผู้พิการทางสติปัญญา ผ่านกระบวนการฝึกฝนเชิงลึก สร้างผลงานศิลปะจากผู้พิการทางสติปัญญาได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้น และจัดแสดงในนิทรรศการ “JUST LET ME BE” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA BANGKOK ระหว่างวันที่ 14–31 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผู้เข้าชมนับพันคนภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งไทยพีบีเอส ได้ทำงานร่วมขับเคลื่อนกับคนพิการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน และต่อยอดสู่การทำงานด้านศิลปะ พัฒนาเป็นโครงการ “21/3 STUDIO ปีที่ 2” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอส ยังได้เปิดตัวรายใหม่ “เหนือพรสวรรค์” Beyond talent เกมโชว์ ที่จะนำผู้พิการมาแสดงความสามารถอันเหนือขีดจำกัดของร่างกาย ทุกวันเสาร์ เวลา 16.05 – 17.00 น. ทางไทยพีบีเอส และสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/BeyondTalent

ภายในงานจัดเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพคนพิการ : ความร่วมมือเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย ประสบการณ์การทำงานจริง และบทบาทของสื่อสาธารณะในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับคนพิการในสังคม  โดยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันถึงความสำคัญของความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และมีพื้นที่แสดงออกอย่างเท่าเทียมในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 21/3 STUDIO ประจำปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างเท่าเทียม แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายใหม่ ผู้พิการทางสติปัญญาที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมด้านศิลปะมาก่อน จำนวน 50 คน และ กลุ่มเป้าหมายเดิม (กลุ่มต่อยอด) จำนวน 15 คน เพื่อพัฒนาทักษะสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกศิลปิน 21/3 STUDIO ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผลงานให้เป็นไปตามเกณฑ์และเป้าหมายของโครงการ

สำหรับการดำเนินงาน 21/3 STUDIO ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 รวมการฝึกอบรมทั้งสิ้น 43 ครั้ง โดยขยายรูปแบบการเรียนรู้จากการวาดภาพไปสู่ศิลปะหลากหลายแขนง อาทิ ปฏิมากรรม การปั้น และการฝึกพูดเพื่อสื่อสารผลงานศิลปะ เพื่อรองรับการแสดงออกที่หลากหลายของผู้พิการทางสติปัญญา และผลักดันการยอมรับในฐานะศิลปินร่วมสมัยอย่างแท้จริง

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ผบ.พัน ร.22 ฉก.2 เผย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบปราสาทตาควาย วางแผนบูรณะ เตือน มีโอกาสทรุด-พัง ยังไม่อนุญาตประชาชนเข้าพื้นที่ พบ สนามทุ่นระเบิดเหลืออื้อ รอเก็บกู้ ชี้ กัมพูชา ถอยร่นกำลังรอฟื้นตัว หลังทหารไทยยึดเนิน 350 วางกำลัง4 กม.

วันที่ 20 มกราคม 2569 พ.ท.ศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่22 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2(ผบ.พัน ร.22 ฉก.2) รับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ระบุถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุด กรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจดูตัวปราสาทตาควายแล้ว และวางแผนบูรณะ แต่เตือนว่ามีโอกาสทรุด พังลงมา ขอให้หลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้จนกว่าจะได้รับการบูรณะ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นเข้ามา ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะยังมีทุ่นระเบิด ที่เคลียร์ไม่เรียบร้อย

“พื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดจํานวนเยอะมาก ทั้งปราสาทตาควาย เนิน 350 จะเห็นได้ว่าเส้นทางที่เดินได้เป็นคอนกรีต ส่วนทางซ้ายทางขวา ขวามีทุ่งระเบิดทั้งหมดเพราะมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อเอาตัวรอดในสนามรบเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นยังไม่ได้เคลียร์  แต่อยู่ในแผนการดําเนินการต่อไป” พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ต้องใช้เวลา10วันในการเข้ายึดควบคุม พื้นที่ส่วนความยากของบริเวณนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่สูงข่ม แต่เราอยู่ต่ํากว่า เขาจึงได้เปรียบในภูมิประเทศ และได้ดัดแปลงที่มั่นรบมาหลายปี ซึ่งจุดนี้ไม่มีการสูญเสีย ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวยังมีทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ทั้งด้านซ้ายและขวามือ ซึ่งส่วนใหญ่วางใหม่ โดยสถานการณ์ล่าสุด ต่างฝ่ายต่างเสริมแนวความมั่นคง

พ.ท.ศรายุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับเนิน 350 จุด ถือเป็นพื้นที่สูงข่ม เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย นอกจากนี้ยังมีป้อมที่สําคัญ คือป้อมปูนบน ซึ่งเป็นจุดตรวจการณ์ รวมถึงเนิน291 

เนิน 350 ก่อนเหตุปะทะ มีกําลังของฝ่ายกัมพูชา 5 กองพัน จำนวน 1,500 นาย ประจําจังหวัดอุดรมีชัยและกองพันสนับสนุน หลังปะทะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้มีการปรับกําลังและถอยร่นออกไปปัจจุบันไปวางกําลังเส้น58 บนถนนคอนกรีต ด้านล่าง 

ส่วนช่องเหว ยังพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา การวางกําลังพลเป็นหย่อมเล็กประมาณ 2-3คน เฝ้าดูการปฏิบัติของฝ่ายเรา ส่วนฝ่ายเรามีการวางกําลัง
ประมาณ 4กิโลเมตร 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีการปรับกําลังใหม่ แล้วห่างจากฝ่ายเรา 1 กม. วางกำลังทางด้านทิศตะวันตกของเนิน350 เขาพยายามปรับปรุงที่มั่นและแนวการวางกําลังใหม่ ได้รับความเสียหายพอสมควร อยู่ระหว่างการฟื้นตัวกําลังใหม่

ส่วนฝ่ายเรา สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ ตามแนวทางทหารและการพัฒนาพื้นที่ หลังจากควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของเราที่ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่กัมพูชารุกล้ำเรามา 20-40 ปี แล้วตามแผนที่ 1:50000 ยอมรับว่าตอนนี้ เราได้เปรียบการปฏิบัติด้านการยุทธ์ต่างๆ กัมพูชาไม่กล้าอยู่ใกล้เราและถอยร่นกำลังออกไป เขากังวลเรื่องการใช้อาวุธของฝ่ายเรา 

ส่วนอนาคตปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่นั้น ต้องรอผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ทําได้ตอนนี้คือการสถาปนาแนวให้เป็นแนวรบหากกรณีมีการรบเกิดขึ้นซึ่งตนก็ยังไม่แน่ใจ  สําหรับการบินโดรนขณะนี้ไม่มี น่าจะเกี่ยวกับการพูดคุยระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้มีจํานวนเยอะมาก 

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว นํากําลังเข้าปฏิบัติในลักษณะนี้ปะทะรอบแรกเดือน ก.ค. ก็เห็นความยาก ความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกน้อง คาใจตั้งแต่รอบแรก ได้เตรียมการจนกระทั้งปะทะรอบสอง ตั้งมั่นว่าจะทําให้ดีที่สุด คุยกับลูกน้องว่าสิ่งที่คาใจต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ทำได้ตามแผนที่ได้วางไว้  ถามว่าดีใจหรือไม่มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ไม่มีดีใจหรือเสียใจ เป็นหน้าที่ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาทําแทนได้เป็นสิ่งที่ผมพูดกับลูกน้องเสมอ”พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ส่วนอุโมงค์ที่กัมพูชาขุดเจาะ พื้นที่350และประสาทตาควายไม่มี ส่วนใหญ่เจาะเป็นซอกหินเป็นหลัก แต่มีความแข็งแกร่ง ส่วนอุโมงค์ที่ปรากฏคือ ช่องกร่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบถึงกัน และจนถึงขณะนี้ประชาชนกัมพูชายังไม่กลับเข้าพื้นที่ ส่วนที่เห็นเป็นทหารกัมพูชาทเข้ามาปรับปรุงที่มั่นใหม่ หลังเส้น58 ยาวไปถึงสระแก้ว ประมาณ 70-80 กม.และช่องจอม 20 กม.

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

20 ม.ค. 2569 16:46 น.

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความส่วนตัวในการสนทนากับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โชว์อำนาจต่อรองปมขอซื้อ “กรีนแลนด์” หลังพลาดหวังรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 เจ้าตัวลั่นโลกไม่ปลอดภัยถ้าสหรัฐฯ ไม่ได้คุมกรีนแลนด์เบ็ดเสร็จ ขณะที่ยุโรปเตรียมงัดมาตรการตอบโต้ทางการค้าครั้งใหญ่

ในข้อความการสนทนากับนายรุตเตอ ซึ่งทรัมป์นำมาเผยแพร่ เลขาธิการนาโตแสดงท่าทีชื่นชมบทบาทของทรัมป์ในประเด็นซีเรีย กาซา และยูเครน พร้อมระบุว่าจะใช้เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส เพื่อสนับสนุนผลงานของทรัมป์ และยืนยันความตั้งใจในการ “หาทางออกเกี่ยวกับกรีนแลนด์” โดยกล่าวว่า “รอคอยที่จะได้พบคุณ”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อความจาก เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ชวนทรัมป์ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ปารีสเพื่อหารือทางออกเรื่องกรีนแลนด์ที่เขายัง “ไม่เข้าใจ” ในสิ่งที่ทรัมป์กำลังทำอยู่ ท่ามกลางคำขู่ของทรัมป์ที่จะเก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศสสูงถึง 200% หากฝรั่งเศสไม่ยอมร่วมวงเจรจาสันติภาพตามเงื่อนไขของเขา พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนสอดคล้องกันในประเด็นซีเรียและอิหร่าน ทั้งนี้ ข้อความตอบกลับของทรัมป์ไม่ปรากฏในภาพที่เผยแพร่ และทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว
การเปิดเผยข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เชื่อมโยงความพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ทวีความเกรี้ยวกราด ส่วนหนึ่งมาจากความผิดหวังที่คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 ให้กับ “มาเรีย คอรีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา แทนที่จะเป็นเขา โดยทรัมป์ส่งข้อความหานายกฯ นอร์เวย์ว่า “ในเมื่อประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลให้ผม ผมก็ไม่มีพันธะที่จะต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป แต่จะคิดถึงสิ่งที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐฯ” 

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและมีอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์ โดยยืนยันว่าเดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากภัยคุกคามของรัสเซียและจีนได้ และขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์

ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของนาโต ซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากสงครามยูเครน และแนวทางของทรัมป์ที่เรียกร้องให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมและตลาดการเงินยุโรปเริ่มผันผวนจากความเสี่ยงการกลับมาของสงครามการค้า

ด้านเดนมาร์กย้ำว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อขายได้ รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กระบุว่า “เราอยู่ในปี 2026 การค้าขายทำได้ แต่ไม่ใช่การซื้อขายผู้คน” ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ยืนยันว่าดินแดนแห่งนี้ต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ภายใต้หลักการเจรจา ความเคารพ และกฎหมายระหว่างประเทศ

สหภาพยุโรปเตรียมหารือมาตรการตอบโต้ในการประชุมฉุกเฉินที่กรุงบรัสเซลส์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางการค้า ขณะที่ผู้นำหลายประเทศยุโรปพยายามนัดพบทรัมป์ที่การประชุมดาวอส เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทั้งนี้ รัสเซียปฏิเสธแสดงความเห็นโดยตรงต่อแผนการของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ แต่ระบุว่า หากทรัมป์สามารถเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ได้จริง เหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Independent

“คัมชัตกา” ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

"คัมชัตกา" ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

20 ม.ค. 2569 16:05 น.

“คัมชัตกา” ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

สถานการณ์ในเมืองปิตราปัฟลอฟสค์-คัมชัตสกี เมืองหลวงของคาบสมุทรคัมชัตกา ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตแม้พายุหิมะจะเริ่มสงบลงแล้วก็ตาม โดยในบางพื้นที่หิมะท่วมสูงกว่า 3 เมตร เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวเมืองต้องเร่งขุดอุโมงค์หิมะเพื่อออกจากอาคารและจัดการกับถนนที่กลายเป็นน้ำแข็ง หลังพายุหิมะกำลังแรงพัดถล่มต่อเนื่องมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เวรา โปลยาโควา หัวหน้าศูนย์อุตุนิยมวิทยาคัมชัตกา เปิดเผยว่า ปริมาณหิมะที่สะสมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมถือเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติเมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยเมื่อเดือนธันวาคม ปริมาณหิมะสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 เท่า ส่วนเดือนมกราคม (1-16 ม.ค.) ปริมาณหิมะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 150%

หิมะในเมืองสูงเฉลี่ย 170 เซนติเมตร แต่ในบางจุดหิมะที่ถูกลมพัดสะสม มีความสูงเกินกว่า 2.5 – 3 เมตร จนท่วมมิดชั้นหนึ่งของอาคารที่พักอาศัยหลายแห่ง

ทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองปิตราปัฟลอฟสค์-คัมชัตสกี ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 ม.ค.) หลังจากเกิดเหตุสลดมีชายสูงอายุ 2 ราย เสียชีวิตจากการถูกหิมะถล่มลงมาจากหลังคาอาคาร ซึ่งนายกเทศมนตรีได้ตำหนิบริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ล่าช้าในการกำจัดหิมะบนหลังคาจนเกิดอันตราย

ด้านนายวลาดิเมียร์ โซโลดอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคัมชัตกา ระบุว่า “สถานการณ์บนท้องถนนเข้าขั้นวิกฤต” โดยได้ขีดเส้นตายให้เจ้าหน้าที่ต้องเคลียร์ถนนสายหลักเพื่อเปิดการจราจรให้ได้ภายในวันที่ 21 มกราคมนี้ พร้อมสั่งการให้เฝ้าระวังความเสี่ยงจากหิมะถล่ม ในเขตที่พักอาศัยและอันตรายจากแท่งน้ำแข็งที่ย้อยลงมาจากหลังคาอาคารด้วย

ปัจจุบัน ชาวเมืองเริ่มออกมาช่วยกันตักหิมะออกจากหน้าบ้านและทางเดินรถ รถประจำทางบางส่วนเริ่มกลับมาวิ่งให้บริการ แต่ในหลายพื้นที่ยังคงต้องใช้รถออฟโรดประสิทธิภาพสูง ในการสัญจรแทน

นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐยังได้สั่งการให้ตรวจสอบการจัดส่งอาหารและเชื้อเพลิงแบบ “รายวัน” เพื่อป้องกันการขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล และสั่งให้โรงเรียนเร่งกลับมาเปิดการเรียนการสอนโดยเร็วที่สุดหากความปลอดภัยเอื้ออำนวย.

ที่มา The Moscow Times

“ทรัมป์” จวกอังกฤษ “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

"ทรัมป์" จวกอังกฤษ "โง่เขลาอย่างยิ่ง" ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

20 ม.ค. 2569 15:03 น.

“ทรัมป์” จวกอังกฤษ “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีแผนของสหราชอาณาจักรในการคืนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส โดยเรียกการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความอ่อนแอด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมใช้เป็นเหตุผลกดดันเดนมาร์กให้ขาย “กรีนแลนด์” แก่สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ระบุทางทรูธโซเชียลว่า “น่าตกใจที่สหราชอาณาจักร พันธมิตรนาโตที่ “ยอดเยี่ยม” ของเรา กำลังวางแผนที่จะยกเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่สำคัญ ให้แก่ประเทศมอริเชียส โดยไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจีนและรัสเซียได้สังเกตเห็นการกระทำที่อ่อนแออย่างสิ้นเชิงนี้แล้ว ประเทศเหล่านี้เป็นมหาอำนาจระหว่างประเทศที่ยอมรับเฉพาะความแข็งแกร่งเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของผม จึงได้รับความเคารพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากเพียงหนึ่งปีเท่านั้น”

“การที่สหราชอาณาจักรยกดินแดนที่สำคัญอย่างยิ่งให้ผู้อื่น เป็นการกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง และเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติมากมายที่ทำให้ต้องได้เกาะกรีนแลนด์มา เดนมาร์กและพันธมิตรในยุโรปต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ -ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ที่น่าสนใจคือ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ เคยอ้างว่าทรัมป์ได้ “แสดงความยินดี” กับข้อตกลงนี้ เช่นเดียวกับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนว่าดีลนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษ

นอกจากจะด่าทออังกฤษแล้ว ทรัมป์ยังใช้ประเด็นนี้ย้อนกลับไปกดดันเดนมาร์กอีกครั้ง โดยระบุว่า “การที่อังกฤษยกดินแดนสำคัญเช่นนี้ให้คนอื่น คือความโง่เขลาครั้งใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลด้านความมั่นคงที่ยืนยันว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์ ” พร้อมเรียกร้องให้เดนมาร์กและพันธมิตรยุโรป “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ภายใต้ข้อตกลงที่รัฐบาลอังกฤษของนายเคียร์ สตาร์เมอร์ อังกฤษตกลงคืนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส (หลังถูกแยกออกมาในปี 1965 ช่วงเป็นอาณานิคม) และอังกฤษจะเช่าเกาะ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-อังกฤษ กลับคืนมาเป็นเวลา 99 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 40 ปี นอกจากนั้น รัฐบาลอังกฤษต้องจ่ายค่าเช่าและชดเชยให้มอริเชียสเป็นเงินปีละ 101 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,231 ล้านบาท)

หมู่เกาะชากอสถูกอังกฤษซื้อไว้ด้วยเงิน 3 ล้านปอนด์ในปี 1965 ท่ามกลางการโต้แย้งจากมอริเชียสว่าถูกบังคับให้ยกเกาะเพื่อแลกกับเอกราช ต่อมาอังกฤษได้ขับไล่ชาวท้องถิ่น (Chagossians) ออกจากบ้านเกิดหลายพันคนเพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ สร้างฐานทัพ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่ในมอริเชียส เซเชลส์ และบางส่วนในสหราชอาณาจักรมาจนถึงปัจจุบัน

การกลับลำของทรัมป์ในครั้งนี้อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษตึงเครียดขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสัญญาเช่าฐานทัพยุทธศาสตร์สำคัญในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้

ที่มา BBC

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น “ไม่ขอปรองดอง” กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น "ไม่ขอปรองดอง" กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

20 ม.ค. 2569 12:36 น.

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น “ไม่ขอปรองดอง” กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

บรูคลิน เพลต์ซ เบ็คแฮม บุตรชายคนโตของเซอร์เดวิด เบ็คแฮม และวิกตอเรีย เบ็คแฮม ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการปรองดองกับครอบครัว พร้อมกล่าวหาพ่อแม่ว่าโจมตีเขาและภรรยาผ่านสื่อ และพยายามบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของเขากับนิโคลา เพลต์ซ เบ็คแฮม อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปล่อยข่าวลือผ่านสื่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วโลก เมื่อ บรูคลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม วัย 26 ปี ตัดสินใจโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน ระเบิดความอัดอั้นที่มีต่อพ่อแม่ของเขา เซอร์เดวิด และ เลดี้เบ็คแฮม (วิกตอเรีย) โดยยืนยันว่าเขา “ไม่อยากปรองดองกับครอบครัว” อีกต่อไป หลังจากถูกคุกคามและพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยา นิโคลา เพลท์ซ เบ็คแฮม มาอย่างยาวนาน

แถลงการณ์ส่วนใหญ่กล่าวถึงภรรยาของเขา นิโคลา เพลต์ซ เบ็คแฮม นักแสดงชาวอเมริกัน บุตรสาวของมหาเศรษฐีเนลสัน เพลต์ซ โดยบรูคลินอ้างว่า ภรรยาของเขาถูกครอบครัวดูหมิ่นมาโดยตลอด แม้ทั้งคู่พยายามประสานความสัมพันธ์แล้วก็ตาม

บรูคลินได้เปิดเผยความจริงในมุมของเขาเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างแม่กับลูกสะใภ้ โดยระบุว่า วิกตอเรียพยายามขัดขวางงานแต่งงานของเขา ตั้งแต่การ “ยกเลิกการทำชุดแต่งงานให้นิโคลาในนาทีสุดท้าย” ทั้งที่รู้ว่าลูกสะใภ้ตื่นเต้นที่จะได้ใส่ชุดแบรนด์ของแม่สามี ทำให้นิโคลาต้องเร่งหาชุดใหม่ด้วยความโกลาหล

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาแม่ของเขาว่า “แย่งซีน” ในช่วงเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเมื่อเขาถูกเรียกขึ้นเวที กลับกลายเป็นวิกตอเรียที่ยืนรอเพื่อเต้นรำกับเขาแทนที่จะเป็นภรรยา และเธอยังเต้นรำในลักษณะที่เขาเรียกว่า “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ต่อหน้าแขกทุกคน จนเป็นสาเหตุให้เขาและนิโคลาต้องจัดพิธีสาบานตนใหม่ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำที่มีความสุขจริงๆ แทนความอับอาย

ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ บรูคลินอ้างว่าก่อนงานแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่ได้พยายามกดดันและ “ติดสินบน” เพื่อให้เขาเซ็นสัญญาสละสิทธิ์ในชื่อของตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงสิทธิ์ในการทำธุรกิจภายใต้ชื่อเบ็คแฮม เมื่อเขาปฏิเสธ ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปทันที โดยเขาวิจารณ์ครอบครัวว่าให้ค่ากับ “การโปรโมตผ่านสื่อและยอดขาย” มากกว่าความรักที่แท้จริง พร้อมประโยคเด็ดว่า “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อนเสมอ”

บรูคลินยังชี้แจงถึงกรณีที่เขาไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดอายุครบ 50 ปีของเดวิดเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยบอกว่าจริงๆ แล้วเขาและภรรยาเดินทางไปลอนดอนเพื่อร่วมงาน แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเดวิดปฏิเสธการพบกันแบบส่วนตัว และยืนยันว่าต้องเจอในงานเลี้ยงที่มีกล้องและแขกนับร้อยเท่านั้น แต่สุดท้ายเดวิดยอมพบเขา แต่มีเงื่อนไขว่า “ห้ามนิโคลามาด้วย” ซึ่งบรูคลินมองว่าเป็นการตบหน้าอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ เขายังแฉว่าวิกตอเรียพยายามชักนำผู้หญิงจากอดีตของเขาให้เข้ามาวุ่นวายในชีวิตเพื่อสร้างความลำบากใจ และเขายังถูกน้องชาย (โรมิโอ และ ครูซ) โจมตีผ่านโซเชียลมีเดียตามคำสั่งของพ่อแม่ ก่อนจะถูกบล็อกการติดต่อทั้งหมดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

บรูคลินทิ้งท้ายว่า เขาถูกควบคุมมาเกือบทั้งชีวิตและต้องอยู่กับความวิตกกังวลมาโดยตลอด แต่หลังจากก้าวออกมาจากครอบครัว ความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นได้หายไปเป็นครั้งแรก “ผมไม่ได้ถูกใครล้างสมอง แต่ผมกำลังยืนหยัดเพื่อตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต”

ขณะนี้ ทางฝั่งตัวแทนของเดวิดและวิกตอเรีย เบ็คแฮม ยังไม่มีการตอบรับหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อแถลงการณ์ที่รุนแรงนี้.

ที่มา BBC

“โต เลิม” ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

"โต เลิม" ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

20 ม.ค. 2569 11:50 น.

“โต เลิม” ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

“โต เลิม” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มั่นใจดันเศรษฐกิจโตเกิน 10% ต่อปีจนถึงปี 2030 พร้อมชูนโยบายปฏิรูประบบราชการ-ขยายการค้าโลก รับมือสงครามภาษีจากสหรัฐฯ ท่ามกลางการจับตามองการควบตำแหน่งประธานพรรคและประธานาธิบดีเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเขาสัญญาว่าจะนำพาเศรษฐกิจเวียดนามให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบจากสภาวะเศรษฐกิจโลก

นายโต เลิม ระบุต่อหน้าตัวแทนพรรคเกือบ 1,600 คนว่า เวียดนามตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีไม่ต่ำกว่า 10% ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 6.5 – 7.0% ในช่วงครึ่งทศวรรษแรก เป้าหมายนี้ถูกกำหนดขึ้นท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ วิกฤตโรคระบาด และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและอาหาร

ในสุนทรพจน์ความยาว 40 นาที นายโต เลิม เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้เวียดนามจะถูกรัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเก็บภาษีนำเข้า 20% เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังเร่งหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผู้นำเวียดนามยังให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง เครือข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ มูลค่าเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับประเทศจีน การสร้างสนามบินแห่งใหม่ ใกล้เมืองใหญ่เพื่อรองรับการขยายตัวของภูมิภาค รวมถึงโรงโอเปร่าแห่งที่ 3 ในกรุงฮานอย ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความชื่นชอบดนตรีคลาสสิกส่วนตัวของเขา

การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญที่นายโต เลิม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ จะพยายามรักษาตำแหน่ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด และอาจควบตำแหน่ง ประธานาธิบดี ซึ่งปัจจุบันตำแหน่งหลังเป็นของนายเลือง เกื่อง นายพลกองทัพที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ ก่อนหน้าเขา

ที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้รับคำชมจากนักลงทุนต่างชาติในเรื่องการปฏิรูประบบราชการที่เด็ดขาด แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลิกจ้างข้าราชการจำนวนมาก รวมถึงการให้อำนาจตำรวจในการตรวจสอบกฎหมายและควบคุมธุรกิจมากขึ้น จนเกิดกระแสการเผชิญหน้าระหว่างฝั่งความมั่นคงและฝั่งกองทัพที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลเช่นกัน.

ที่มา Reuters

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

20 ม.ค. 2569 11:31 น.

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยนำเสียงเพลง ส่งความสุข และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ 150 คน ที่ศูนย์เมอร์ซี่ ชุมชนคลองเตย โดยนักดนตรีชื่อดังชาวอิสราเอล เนียร์ แบรนด์ มาร่วมขับกล่อมดนตรี

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเชิญ เนียร์ แบรนด์  นักดนตรีระดับปรมาจารย์มาแสดงดนตรีส่งความสุขให้แก่เด็กๆ 150 คน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “หนึ่งคน หนึ่งเปียโน” เพื่อสร้างความเพลิดเพลินสนุกสนานให้เด็กๆ ที่มีอายุ 3 ถึง 15 ปี กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างอิสราเอลและประเทศไทย ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และประชาชนต่อประชาชน

งานนี้เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมมม์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มาร่วมฟังดนตรีที่นำความสุขและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วย พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ที่มาฟังดนตรี

มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล ศูนย์เมอร์ซี่ ตั้งอยู่ในชุมชนคลองเตย กรุงเทพฯ ดำเนินงานภายใต้การดูแลของบาทหลวงโจเซฟ เอช.    ไมเออร์ เป็นองค์กรชุมชนที่ให้การสนับสนุนเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชนที่เปราะบางมานานกว่า 54 ปี โดยมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การศึกษา และโอกาสที่เท่าเทียม พร้อมทั้งปลูกฝังคุณค่าด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และความเมตตาผ่านการพัฒนาสังคมแบบองค์รวม 

ขณะที่ เนียร์ แบรนด์ วาทยากรระดับปรมาจารย์ นักแสดง และนักการศึกษาด้านดนตรีชาวอิสราเอล ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะทูตวัฒนธรรมที่เป็นตัวแทนของอิสราเอล ต่อผู้คนทุกเพศทุกวัยและทุกภูมิหลัง พันธกิจตลอดชีวิตของเขาคือการนำความสุขและความงดงามของดนตรีคลาสสิกมาสู่ผู้ชมทั่วโลก เขาเดินทางไปแสดงดนตรีมาแล้วในหลายประเทศในแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา สร้างสายสัมพันธ์ที่เน้นเรื่องความรักในดนตรี และชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

อโลนา ฟิชเชอร์-คัมมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวในงานว่า “ในแต่ละปีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ จะจัดโครงการเพื่อชุมชนตามความตั้งใจที่มีมาโดยตลอด เพื่อตอบแทนสังคมที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นด้วยดีเสมอมา ดนตรีมีพลังพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งยังจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเปิดประตูสู่ความฝันให้เด็กๆ จึงหวังว่าการแสดงในวันนี้จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ เชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง และมองโลกในฐานะที่เป็นสถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยโอกาส ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสามัคคีปรองดองต่อไป”.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สถานทูตอิสราเอล

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” บอร์ดสันติภาพของทรัมป์ มีอำนาจเฉพาะแผนกาซา ไม่เกี่ยวภารกิจโลก

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” บอร์ดสันติภาพของทรัมป์ มีอำนาจเฉพาะแผนกาซา ไม่เกี่ยวภารกิจโลก

20 ม.ค. 2569 11:16 น.

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” บอร์ดสันติภาพของทรัมป์ มีอำนาจเฉพาะแผนกาซา ไม่เกี่ยวภารกิจโลก

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” คณะกรรมการสันติภาพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งขึ้น ได้รับไฟเขียวจากคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นให้ทำงานเฉพาะแผนสันติภาพฉนวนกาซาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับภารกิจโลก 

วันที่ 20 มกราคม 2568 นายฟาร์ฮาน ฮัก รองโฆษกองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น แถลงย้ำว่า คณะกรรมการสันติภาพ” หรือ Board of Peace ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอจัดตั้งขึ้น ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ให้ทำงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนสันติภาพฉนวนกาซาเท่านั้น ไม่ครอบคลุมภารกิจด้านความขัดแย้งระดับโลกอื่น ๆ

รองโฆษกฯ กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า ยูเอ็นเคยทำงานร่วมกับองค์กรลักษณะคล้ายกันมาแล้วหลายแห่ง บางองค์กรมีข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับยูเอ็น ขณะที่บางแห่งไม่มี พร้อมย้ำว่ายังต้องรอดูรายละเอียดว่า Board of Peace จะถูกจัดตั้งและดำเนินงานอย่างไร ก่อนพิจารณาความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป อย่างรัสเซีย เบลารุส และไทย เป็นกลุ่มล่าสุดที่ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมคณะกรรมการนี้ ขณะที่ฝรั่งเศสแม้ได้รับการทาบทาม แต่ยังไม่ตอบรับในระยะนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำงานใกล้ชิดประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสมีความกังวลเกี่ยวกับการเคารพหลักการและโครงสร้างของสหประชาชาติ ทำให้ยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมในเวลานี้

ขณะเดียวกันเกิดคำถามว่า Board of Peace อาจกลายเป็นกลไกคู่ขนานหรือคู่แข่งกับคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ซึ่งเป็นองค์กรด้านความมั่นคงระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน โดยระบุว่า ความริเริ่มคณะกรรมการนี้เป็นผลเสียต่ออิสราเอล  และควรถูกยกเลิก.

ญี่ปุ่นทุบสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 พุ่ง 42 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนดิ่งเกือบครึ่ง

ญี่ปุ่นทุบสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 พุ่ง 42 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนดิ่งเกือบครึ่ง

20 ม.ค. 2569 11:09 น.

ญี่ปุ่นทุบสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 พุ่ง 42 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนดิ่งเกือบครึ่ง

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเผยสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2025 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.7 ล้านคน อานิสงส์เยนอ่อนค่าช่วยหนุน แม้ยอดนักท่องเที่ยวจีนในเดือนธันวาคมจะดิ่งลงถึง 45% หลังเกิดความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและจีน

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศรวม 42.7 ล้านคนในปี 2025 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าปี 2024 ที่เคยทำสถิติราว 37 ล้านคน โดยแรงหนุนสำคัญมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนในเดือนธันวาคมลดลงราว 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือประมาณ 330,000 คน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น หลังนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน ส่งผลให้จีนแสดงท่าทีไม่พอใจและแนะนำพลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น

ข้อมูลระบุว่า คำเตือนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอย่างชัดเจน ทั้งที่จีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 มีนักท่องเที่ยวจีนเกือบ 7.5 ล้านคน คิดเป็นหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และมีการใช้จ่ายในไตรมาสที่สามสูงถึงราว 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ JNTO ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นราว 22% ในปีที่ผ่านมา

ด้านรัฐมนตรีคมนาคม ยาสุชิ คาเนโกะ ระบุว่า การที่ญี่ปุ่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวรวมเกิน 40 ล้านคนเป็นครั้งแรก ถือเป็น “ความสำเร็จที่สำคัญ” แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเดือนธันวาคมจะลดลง แต่ญี่ปุ่นยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศและภูมิภาคอื่นมาทดแทนได้ พร้อมแสดงความหวังว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเดินทางอีกครั้งในเร็ววัน

การเติบโตของการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตั้งแต่ภูเขาไฟฟูจิ ศาลเจ้า ไปจนถึงร้านอาหารท้องถิ่นในพื้นที่ห่างไกล โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้ 60 ล้านคนต่อปีภายในปี 2030

อย่างไรก็ตาม ทางการยอมรับว่าจำเป็นต้องกระจายนักท่องเที่ยวให้ทั่วถึงมากขึ้น หลังหลายเมืองเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้น โดยเฉพาะเกียวโต ที่ชาวบ้านร้องเรียนถึงความแออัด การรบกวนเกอิชาเพื่อถ่ายภาพ ปัญหาการจราจร และขยะ

ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่เริ่มออกมาตรการจัดการนักท่องเที่ยว เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมและจำกัดจำนวนนักปีนเขาต่อวันบนภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงการติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราวหน้าร้านสะดวกซื้อในปี 2024 เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวลงไปยืนกลางถนนถ่ายภาพวิวภูเขาไฟฟูจิที่กลายเป็นกระแสไวรัล.


ที่มา AFP