ราชวงศ์อังกฤษ ร่วมพิธีสวนสนามฉลองวันพระราชสมภพคิงชาร์ลส์

ราชวงศ์อังกฤษ ร่วมพิธีสวนสนามฉลองวันพระราชสมภพคิงชาร์ลส์

14 มิ.ย. 2569 05:06 น.

ราชวงศ์อังกฤษ ร่วมพิธีสวนสนามฉลองวันพระราชสมภพคิงชาร์ลส์

ราชวงศ์อังกฤษร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 โดยที่ประชาชนจำนวนหลายพันคนมาร่วมชม

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 ประชาชนจำนวนมากได้รวมตัวกันใจกลางกรุงลอนดอนเพื่อร่วมชมพิธีสวนสนาม “ทรูปปิง เดอะ คัลเลอร์” (Trooping the Colour) เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

พิธีสวนสนามนี้ถือเป็นหนึ่งในรัฐพิธีและการแสดงทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การบินแสดงความเคารพของฝูงบินผาดแผลง “เรดแอร์โรวส์” (Red Arrows) ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ได้ร่วมทอดพระเนตรจากบริเวณสีหบัญชรของพระราชวังบัคกิงแฮม

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จออกพร้อมด้วยเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ รวมถึงพระโอรสและพระธิดา โดยเจ้าชายหลุยส์ซึ่งมักจะทรงขโมยซีนและสร้างสีสันในอดีต ในครั้งนี้พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษาและทรงอยู่ในพระอิริยาบถที่เรียบร้อยกว่าเดิม พร้อมทั้งมีปฏิสันถารกับพระบิดาและพระมารดาในขณะที่เครื่องบินบินผ่าน

ช่วงเวลาบนสีหบัญชรนี้ยังคงเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสืบเนื่องอันมั่นคงของราชวงศ์อังกฤษ โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงประทับยืนเคียงข้างกับผู้สืบทอดราชบัลลังก์ในอนาคตอีกสองพระองค์ นั่นคือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายจอร์จ

ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงประทับรถม้าเปิดประทุนท่ามกลางแสงแดดจ้า เสด็จพระราชดำเนินผ่านประชาชนหลายพันคนที่มารอรับเสด็จฯ ตลอดสองข้างทางตั้งแต่พระราชวังบักกิงแฮม เลียบถนนเดอะมอลล์ (The Mall) ไปจนถึงลานพิธีสวนสนามทหารม้าองครักษ์

ทั้งนี้ ชื่อพิธี “ทรูปปิง เดอะ คัลเลอร์” มาจากคำว่า “คัลเลอร์ส” (Colours) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกธงประจำกองพันต่าง ๆ ของกองทัพบกอังกฤษ พิธีนี้มีกำลังพลจากกองทัพมากกว่า 1,400 นาย รวมถึงม้า 200 ตัว และนักดนตรีอีก 400 คนเข้าร่วม

ในแต่ละปีจะมีการเชิญธงชัยเฉลิมพลของกองพันที่แตกต่างกันมาทำพิธีสวนสนาม โดยในปีนี้เป็นธงของกองทหารรักษาพระองค์ เกรนาเดียร์ การ์ดส์ (Grenadier Guards)

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสวนสนาม สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงรับการถวายความเคารพแบบกองทหารเกียรติยศสูงสุด พร้อมด้วยการยิงสลุต 41 นัด โดยกองร้อยทหารปืนใหญ่ในพระองค์

จากนั้น พระองค์ทรงเริ่มการตรวจพลสวนสนาม ซึ่งตามด้วยพิธีเชิญธงชัยเฉลิมพลประจำกองพันเดินสวนสนามผ่านแถวทหารราบรักษาพระองค์ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงนำขบวนทหารรักษาพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งมีการถวายความเคารพอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี พิธีในครั้งนี้ก็มีความโศกเศร้าปนอยู่ด้วยสำหรับกองทัพที่เข้าร่วม เนื่องจาก พลทหารปืนใหญ่ เซียรา ซัลลิแวน ที่ควรจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ควบม้าร่วมพิธี “ทรูปปิง เดอะ คัลเลอร์” ในปีนี้ ทว่าเธอได้เสียชีวิตลงอย่างน่าสลดใจหลังประสบอุบัติเหตุตกม้าในระหว่างการแสดง Royal Windsor Horse Show เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าทหารหาญจากกองร้อยทหารม้าปืนใหญ่ในพระองค์ ต่างร่วมกันจัดกิจกรรมน้อมรำลึกถึงเธอในระหว่างการเตรียมงานและพิธีต่าง ๆ ก่อนจะถึงวันเสาร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออสเตรเลียปิดหาด ฉลามกัดผู้หญิงเจ็บสาหัส ที่ชายหาดซิดนีย์

ออสเตรเลียปิดหาด ฉลามกัดผู้หญิงเจ็บสาหัส ที่ชายหาดซิดนีย์

14 มิ.ย. 2569 04:01 น.

ออสเตรเลียปิดหาด ฉลามกัดผู้หญิงเจ็บสาหัส ที่ชายหาดซิดนีย์

หญิงรายหนึ่งถูกฉลามกัดบริเวณชายหาดนครซิดนีย์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นับเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนครั้งล่าสุดในออสเตรเลีย หลังมีผู้ถูกกัดเสียชีวิตไปแล้วหลายรายในปีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของกรมตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลียว่า หญิงรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากถูกฉลามกัดที่ชายหาด “คูจี” (Coogee) ทางตะวันออกของนครซิดนีย์ เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนครั้งล่าสุดในประเทศแห่งนี้

ตำรวจระบุว่า หญิงวัย 35 ปีรายดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากพลเมืองดี ที่พากันนำตัวเธอขึ้นจากน้ำทะเลและเริ่มปฐมพยาบาลในทันที โดยเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณแขนและขา จากนั้น เธอก็ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

หลังเกิดเหตุ ทางการท้องถิ่นมีคำสั่งปิดชายหาดหลายแห่งในพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นิโคลา โลแกน ผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เธอเห็น “กองเลือดขนาดใหญ่” ในน้ำ จากนั้นก็เห็น “ผู้หญิงคนหนึ่งพยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำ มีน้ำสาดกระจายอย่างรุนแรง แล้วก็มีคนพายเซิร์ฟสกีออกไปเพื่อช่วยพาเธอเข้าฝั่ง”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เพิ่งมีนักดำน้ำชายรายหนึ่งเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน จากการถูกฉลามที่คาดว่ามีความยาวถึง 4.5 เมตร กัดบริเวณชายหาดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีคุณพ่อลูกสองคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกฉลามโจมตีใกล้กับเมืองเพิร์ทเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 2334 มีรายงานเหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียแล้วเกือบ 1,300 ครั้ง โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 260 ราย อย่างไรก็ตาม แหล่งว่ายน้ำและจุดเล่นเซิร์ฟยอดนิยมหลายแห่งในออสเตรเลียมักจะมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการโจมตีจากฉลามอยู่เสมอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำแก๊งอาชญากรรมเวเนซุเอลา

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำแก๊งอาชญากรรมเวเนซุเอลา

14 มิ.ย. 2569 02:41 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำแก๊งอาชญากรรมเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารหัวหน้าแก๊ง “เทรน เด อารากวา” องค์กรอาชญากรรมรายใหญ่ได้สำเร็จ หลังจากชายคนนี้ขยายอิทธิพลองค์กรไปหลายประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำของ “เทรน เด อารากวา” (Tren de Aragua) แก๊งอาชญากรรมในเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐฯ ประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติได้สำเร็จ

“ภายใต้คำสั่งของผม กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางทหารอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จนสามารถปลิดชีพ ‘นินโญ เกร์เรโร’ ได้สำเร็จ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

นินโญ เกร์เรโร หรือชื่อเต็มคือ เอกตอร์ รุสเทนฟอร์ด เกร์เรโร ฟลอเรส เป็นผู้นำที่ควบคุมแก๊ง มาอย่างยาวนาน โดยแก๊งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชญากรอื้อฉาวที่สุดในลาตินอเมริกา และตกเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวหาว่ากลุ่มนี้ดำเนิน “สงครามนอกรูปแบบ” ต่อสหรัฐฯ และได้ประกาศให้แก๊งนี้เป็นองค์กรผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์คลิปวิดีโอที่คาดว่าเป็นภาพเหตุการณ์โจมตีทางอากาศดังกล่าว ซึ่งเผยให้เห็นอาคารสีเขียวและโรงเรือนข้างเคียงถูกระเบิดจนพังยับเยิน โดยมีเศษซากปรักหักพังปลิวว่อนไปในอากาศ

ทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เป็นการ “ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมิตรประเทศของเราในเวเนซุเอลา ซึ่งเรากำลังร่วมมือกันเป็นอย่างดี” ขณะเดียวกัน ทางการเวเนซุเอลาได้ออกมาสอดรับและยืนยันถึงการมีส่วนร่วมใน “ปฏิบัติการร่วม” ครั้งนี้

อนึ่ง ภายใต้การนำของเกร์เรโร แก๊งเทรน เด อารากวา ขยายอิทธิพลไปยังโคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู และชิลี ทั้งยังขยายประเภทอาชญากรรมจากการรีดไถเงินจากกลุ่มผู้นำเข้าสู่ธุรกิจค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี การรับจ้างฆ่า และการเรียกค่าไถ่

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เดิมทีแก๊งนี้เริ่มต้นจากการเป็นแก๊งในคุก ก่อนที่นินโญ เกร์เรโร จะพัฒนาจนกลายเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ซึ่งทางสหรัฐฯ เคยตั้งเงินรางวัลนำจับมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่ให้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมเขา

เกร์เรโรใช้ชีวิตเข้าๆ ออกๆ คุกอยู่หลายปี โดยในปี 2555 เขาเคยหลบหนีออกจากคุกด้วยการติดสินบนผู้คุม ก่อนจะถูกจับกุมตัวได้อีกครั้งในปี 2556

เมื่อกลับเข้าสู่เรือนจำโตโครอน ในรัฐอารากวา ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา เขาได้เปลี่ยนคุกแห่งนี้ให้กลายเป็นสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งมีทั้งสวนสัตว์ ร้านอาหาร ไนท์คลับ โต๊ะพนัน และสระว่ายน้ำ

ต่อมาในเดือนกันยายน 2566 นิโคลัส มาดูโร ซึ่งตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ส่งกำลังทหารกว่า 11,000 นายเข้าบุกโจมตีเพื่อยึดอำนาจควบคุมเรือนจำคืน ทว่าเกร์เรโรก็สามารถหลบหนีไปได้อีกครั้ง ก่อนจะมาถูกปลิดชีพในปฏิบัติการล่าสุดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

14 มิ.ย. 2569 01:20 น.

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า จะมีการลงนามข้อตกลงกับอิหร่านในวันอาทิตย์นี้ แม้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านเพิ่งปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ข้อตกลงกับอิหร่านมีกำหนดการ “ลงนามในวันพรุ่งนี้” พร้อมเสริมว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดสำหรับเรือทุกลำทันทีที่มีการลงนามข้อตกลงดังกล่าว

“ข้อตกลงของ บารัค ฮุสเซน โอบามา ที่ทำกับอิหร่าน หรือ JCPOA นั้น มันคือเส้นทางไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่แสนง่ายดาย สวยงาม และราบรื่น ซึ่งจริง ๆ แล้วอิหร่านควรจะมีมันตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน และคงจะเอามันมาใช้ไปนานก่อนหน้านี้แล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“แต่ข้อตกลงของผมกับอิหร่านนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันคือ “กำแพงกั้นไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์!” อันที่จริง ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไปแล้ว และจะไม่มีวันได้ครอบครองมันด้วย ไม่ว่าจะผ่านการซื้อ การพัฒนา หรือการจัดหาด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม”

“ข้อตกลงนี้มีกำหนดจะลงนามในวันพรุ่งนี้ (วันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย.) และทันทีหลังจากลงนามสำเร็จ ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้ทุกคนผ่านได้ ความสัมพันธ์ของเรากับอิหร่านในตอนนี้แตกต่างและดีกว่าที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ เคยมีมาอย่างสิ้นเชิง และไม่เหมือนกับยุคโอบามาที่จ่ายเงินให้พวกเขาหลายแสนล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสดเป็นฟ่อนอีก 1.7 พันล้านดอลลาร์ เพราะข้อตกลงนี้จะไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินกันแม้แต่ดอลลาร์เดียว!”

“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและทุกอย่างสงบลง เราจะเข้าไปขนเศษฝุ่นนิวเคลียร์ที่ฝังลึกอยู่ใต้ภูเขาหินแกรนิตอันแข็งแกร่งกลับมา ซึ่งต้องขอบคุณเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ที่แสนสวยงามของเราและเหล่านักบินที่ชาญฉลาด จากนั้นเราจะนำมันมาลดสมรรถนะและทำลายทิ้ง ไม่ว่าจะทำในอิหร่านหรือในสหรัฐอเมริกาก็ตาม”

“เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับอิหร่าน รวมถึงทั่วทั้งตะวันออกกลางไปอีกยาวไกลในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการทั้งหมดนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และราบรื่น แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้น เราก็ยังมีทางเลือกขั้นเด็ดขาด ซึ่งหวังว่าคงจะไม่ต้องนำมาใช้ซ้ำอีก! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!!! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ข้อความของนายทรัมป์ถูกโพสต์หลังจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าจะมีการลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์นี้ แต่เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ระบุว่าหากมีการลงนาม ข้อตกลงนี้จะเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาใน “ระดับเทคนิค”

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะกำหนดกรอบข้อผูกพันหลัก ๆ ที่อิหร่านต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์ การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการที่สหรัฐฯ จะเข้าไปทำลายวัสดุเสริมสมรรถนะของอิหร่าน แต่การเจรจาในระดับเทคนิคขั้นสูงต่อจากนั้น จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดวิธีการนำประเด็นเหล่านั้นไปปฏิบัติและลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

14 มิ.ย. 2569 00:05 น.

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

ชาวสวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ ว่าจะยอมรับแผนการจำกัดจำนวนประชากรประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการรับผู้อพยพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวสวิตเซอร์แลนด์เตรียมเดินทางไปลงคะแนนเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อตัดสินว่าพวกเขาเห็นด้วยกับ ข้อเสนอในการจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการรับผู้อพยพที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก พรรคประชาชนสวิส (Swiss People’s Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา โดยพวกเขาอธิบายว่าเป็น “ข้อคิดริเริ่มเพื่อความยั่งยืน” ที่มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ บริการสาธารณะ และสิ่งแวดล้อม

ในทางกลับกัน รัฐบาล, พรรคการเมืองอื่น ๆ, ผู้นำทางธุรกิจ และสหภาพแรงงาน ต่างขนานนามข้อเสนอนี้ว่าเป็น “ข้อคิดริเริ่มที่สร้างความโกลาหล” โดยแย้งว่ามันจะทำให้โรงพยาบาลและโรงแรมต่าง ๆ ขาดแคลนบุคลากรที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังจะทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมาอย่างยากลำบากกับสหภาพยุโรป (EU) จนอาจทำให้สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก EU ตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวท่ามกลางโลกที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้

จำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งในขณะนั้นมีประชากรอยู่ที่ 7.3 ล้านคน แต่ในปัจจุบันตัวเลขพุ่งสูงถึง 9.1 ล้านคนแล้ว โดย 27% ของจำนวนนี้คือชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เกิดในต่างประเทศ

ระบบประชาธิปไตยทางตรงของสวิตเซอร์แลนด์หมายความว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญทั้งหมดจะทำผ่านคูหาเลือกตั้ง โดยผู้รณรงค์เพียงแค่รวบรวมรายชื่อให้ครบ 100,000 รายชื่อ ก็สามารถจัดให้มีการลงประชามติทั่วประเทศได้แล้ว

ชาวสวิสจำนวนมากกำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นบนรถไฟ ราคาอพาร์ตเมนต์ที่แพงขึ้นอย่างมาก และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสวิตเซอร์แลนด์ชี้ว่า การลงคะแนนเสียงครั้งนี้อาจมีผลลัพธ์ที่สูสีกันมาก โดยโพลระบุว่าผู้ลงคะแนนเสียงเริ่มเอนเอียงไปทาง “ไม่เห็นด้วย” ด้วยคะแนนฉิวเฉียดที่ 52% ขณะที่มีผู้เห็นด้วย 45% และยังมีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

สำหรับผู้ลงคะแนนเสียงที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ คำถามสำคัญคือมาตรการจำกัดเพดานประชากรนี้จะทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ

การกำหนดเพดานขั้นเด็ดขาดกับจำนวนผู้อยู่อาศัยนั้น ไม่ใช่มาตรการที่ประเทศอื่นเคยทดลองใช้มาก่อน แม้ว่าจีนจะเคยพยายามชะลอการเติบโตของประชากรผ่านนโยบายลูกคนเดียว (ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว) ก็ตาม

ภายใต้ข้อเสนอใหม่ จำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์ต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2593 และสั่งการให้รัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทันทีที่ตัวเลขประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน

มาตรการต่าง ๆ ที่ว่าอาจรวมถึงการจำกัดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ลี้ภัยในสวิตเซอร์แลนด์ และการยกเลิกสิทธิ์สำหรับแรงงานต่างชาติในการพาครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน

หากจำนวนประชากรแตะเพดาน 10 ล้านคน ข้อตกลงระหว่างประเทศที่สวิตเซอร์แลนด์ได้ลงนามไว้ รวมถึงข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีของสหภาพยุโรป (EU) ก็จะต้องถูกยกเลิกไป

ความเป็นไปได้ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสมาคมธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง “อีโคโนมีสวิส” (Economiesuisse) อย่างมาก โดย รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาคมฯ กล่าวว่า หากญัตตินี้ผ่านความเห็นชอบ สวิตเซอร์แลนด์ “อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป”

นั่นเป็นเพราะว่า EU เตือนประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกมาโดยตลอดว่า พวกเขาไม่สามารถเลือกรับแต่ผลประโยชน์จากตลาดร่วมของ EU แล้วบ่ายเบี่ยงข้อผูกพันต่าง ๆ เช่น เรื่องการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างเสรีได้

“จนถึงตอนนี้ EU ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์” มินช์อธิบาย พร้อมเสริมว่า “มันเป็นผลประโยชน์ของเราที่จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและชัดเจนกับคู่ค้ารายหลักเอาไว้”

นอกจากนี้ บรรดานายจ้างชาวสวิสยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งแรงงานทักษะสูงจากทั่วทั้งยุโรป ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมดในภาคธุรกิจโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้อพยพ ขณะที่โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุต่างก็ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเช่นเดียวกัน

แต่ฝ่ายสนับสนุนจากพรรคประชาชนสวิสแย้งว่า การอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์เป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลและที่เรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด และการจำกัดผู้อพยพจะช่วยลดแรงกดดันเหล่านี้ลงได้

ส่วนฝ่ายคัดค้านมองว่าแนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประชากรชาวสวิสถึง 20% มีอายุเกิน 65 ปีแล้ว และประเทศจำเป็นต้องมีแรงงานรุ่นใหม่และผู้เสียภาษีรุ่นใหม่เข้ามาทำงานและสนับสนุนความต้องการของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถสร้างแรงงานรุ่นใหม่เหล่านี้ได้เพียงพอด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก แม้ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้บรรลุ

อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก แม้ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้บรรลุ

13 มิ.ย. 2569 22:48 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก แม้ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้บรรลุ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเพิ่มเติมอีก หลังสั่งอพยพประชาชนกว่า 20 จุด ท่ามกลางรายงานว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในเมืองมาร์ราเกห์ ในเขตไทร์ ทางตอนใต้ของประเทศอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้กองทัพยิวสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ประมาณ 20 จุด โดยการโจมตีทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ

การโจมตีทางอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชาริฟ ของปากีสถาน ซึ่งเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “เราใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพมากกว่าครั้งไหน ๆ” พร้อมกล่าวเสริมว่า คาดว่าการสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้าย “น่าจะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า”

แม้ฝ่ายอิหร่านจะออกมาปฏิเสธเรื่องการลงนามภายในวันอาทิตย์ แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วยเช่นกัน

ส่วนเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน นายอารักชีกล่าวว่าจะเริ่มต้นขึ้นในภายหลัง

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมายืนยันรายละเอียดบางส่วนของข้อตกลง โดยระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านจะได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับการที่กรุงเตหะรานต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของตัวเอง แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า เลบานอนจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับล่าสุดนี้ด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลาง ก่อนจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน แต่สหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังคงมีการปะทะกันประปราย รวมถึงการโจมตีตอบโต้กันไปมาอีก 2 ระลอกในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้ยกเลิก “แผนการโจมตี” อิหร่าน เนื่องจากทีมเจรจา “เพิ่งจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันครั้งใหญ่” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่น่าจะมีการลงนามในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ สื่อของอิหร่านได้เผยแพร่รายละเอียดบางส่วนของสิ่งที่อ้างว่าเป็นข้อตกลง 14 ข้อ ซึ่งทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธว่า “ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดที่ได้ตกลงกันไว้เลย” และ “ไม่ใกล้เคียงกับความจริงเลยแม้แต่น้อย”

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีของปากีสถานเปิดเผยว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้รับการเห็นชอบร่วมกันแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างรอการสรุปขั้นสุดท้าย

และในวันเสาร์ นายชาริฟได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประเทศของเขา “กำลังเตรียมการสำหรับการลงนามในข้อตกลงสันติภาพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์… ซึ่งจะตามด้วยการเจรจาในระดับเทคนิคในสัปดาห์หน้า”

ด้านนายอารักชียอมรับว่า ภายในสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรความมั่นคงระดับสูงสุดของอิหร่าน มีทั้ง “ผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่คัดค้าน” ต่อข้อกำหนดล่าสุดของข้อตกลงนี้ และยังไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นมติร่วมกัน “สำหรับตอนนี้เราต้องรอก่อน หากได้รับการอนุมัติ ข้อตกลงนี้จะถูกลงนามจากระยะไกล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านปัดข่าวลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ แต่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

อิหร่านปัดข่าวลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ แต่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

13 มิ.ย. 2569 21:42 น.

อิหร่านปัดข่าวลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ แต่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธรายงานที่ว่า พวกเขาจะลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์นี้ แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานในวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 ว่า นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า การลงนามในกรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะ “ยังไม่เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้” แม้ว่าปากีสถานซึ่งเป็นตัวกลางรายสำคัญจะส่งสัญญาณว่าอาจเกิดขึ้นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นายบากาอีระบุด้วยว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นในอีก “ไม่กี่วันข้างหน้า” โดยย้ำว่า “เนื่องจากความไร้เสถียรภาพของอีกฝ่าย เราจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งต่อถ้อยแถลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวเสริมว่า “นี่ไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจที่ระบุถึงประเด็นหลัก ๆ ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และชี้แจงให้ชัดเจนว่าสงครามจะสิ้นสุดลง”

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของนายบากาอี ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกทีมเจรจาของอิหร่าน มีขึ้นหลังจากที่ทางการปากีสถานคาดการณ์ว่า ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เป็นไปได้จะได้รับการสรุปขั้นสุดท้ายภายใน “24 ชั่วโมงข้างหน้า”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเจรจาครั้งนี้ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN เช่นกันว่า คาดว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในสิ้นวันพรุ่งนี้ หรืออาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา  : cnn

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.22 น.

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

จากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีภาพรวมการตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ว่า ขณะนี้กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่าคดีการฮั้วสว.จะไปถึงศาลหรือไม่ คือ กกต.ทั้ง 7 คน โดยเราต้องย้อนไปตอนที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ขึ้นมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่างกกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หลังการพิจารณาข้อเท็จจริงคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ก็มีมติออกมาเห็นว่าบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดเรื่องการฮั้ว สว.อย่างน้อย 229 คน โดยมีมติเห็นควรให้ กกต. ดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เพราะหลักฐานหนักแน่นเพียงพอ หวั่นกกต.เป็นเครื่องมือฟอกขาว เตือนหากไม่ส่งอาจถูกตั้งข้อครหาปฏิบัติหน้าที่แบบปิดตาข้างเดียว นอกจากนี้ โยน กกต.แจงปมอนุญาตนำโพยเข้าสถานที่เลือกนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามกรณีดังกล่าวไปยังนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะมีการประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่อง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเอกสารข่าวชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาส่งให้สื่อได้รับทราบ

ปค. แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่นการเมือง

ปค. แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่นการเมือง

ปค. แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่นการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

กรมการปกครอง แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่น การเมือง ยันเกณฑ์ รัดกุม-ตั้งคณะทำงานปราบทุจริตสวมสัญชาติไทย

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ “ประเด็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” มีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่สื่อโซเชียลได้เสนอข่าวข้อมูลว่า รัฐบาลจะแก้กฎหมายสัญชาติอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเปิดช่องให้ผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยภายใต้กฎหมายใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอนาคตนั้น โดยกรมการปกครองยืนยันว่า ได้ดำเนินการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ เนื่องจากได้รับรายงานความเป็นมาและสภาพปัญหาใน 3 ประเด็น ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้ 1. การแก้ไขประเด็นการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” เพื่อให้ผู้ได้สัญชาติไทยดังกล่าวได้ใช้สิทธิในการเป็นพลเมืองไทยสมบูรณ์และเท่าเทียม ซึ่งยังเป็นข้อเสนอที่ได้รับการสนับสนุนในเชิงวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 โดยในชั้นของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ รมว.มหาดไทย ยังไม่เคยได้ทราบเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้มาก่อน

2. การแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า “หญิง” “ชายหรือหญิง” เป็นคำว่า “คน” “บุคคล” และแก้ไขเพิ่มเติม คำว่า “ภริยา หรือสามี” เป็นคำว่า “คู่สมรส” ตามลำดับ เกิดจากผลของการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 (มักเรียกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม) 

3. การกำหนดสิทธิอาศัยให้กับบุคคลซึ่งเสียสัญชาติไทย ตามหมวด 2 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ เนื่องจากมีบุคคลสัญชาติไทยได้สละสัญชาติไทย เสียสัญชาติไทย หรือถูกถอนสัญชาติไทย เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการไปอาศัยยังต่างประเทศ และได้สัญชาติในประเทศที่อาศัยปัจจุบัน ซึ่งพบว่าเกิดความยากลำบากในการกลับมายังประเทศไทย เพื่อเยี่ยมญาติในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเสนอแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แก่ผู้ที่เคยมีสัญชาติไทย ฯลฯ 

เอกสารข่าวกรมการปกครอง ชี้แจงด้วยว่า ในปัจจุบัน การเสนอแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.-21 มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในระยะที่ 1 ของการจัดทำร่างกฎหมายของหน่วยงาน จึงยังไม่ถึงขั้นตอนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกัน การพิจารณาให้สัญชาติไทยในปัจจุบันมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัดกุม รวมถึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความละเอียดรอบคอบ อีกทั้งมีการจัดตั้งคณะทำงานต่อต้านความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ในการตรวจสอบเพื่อดำเนินการทางอาญาและวินัยข้าราชการต่อเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดในกรณีที่พบการทุจริตให้สัญชาติไทยอย่างไม่ถูกต้อง โดยยึดหลักความมั่นคงของประเทศควบคู่กับหลักสิทธิมนุษยชน และไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้บุคคลต่างด้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองตามที่เป็นข่าว

อวสานมวยเด็ก? ห้ามต่ำกว่า 15 ขึ้นชก พรรคส้ม ค้านแหลก ชี้ทำลายรากแก้วมวยไทย

อวสานมวยเด็ก? ห้ามต่ำกว่า 15 ขึ้นชก พรรคส้ม ค้านแหลก ชี้ทำลายรากแก้วมวยไทย

อวสานมวยเด็ก? ห้ามต่ำกว่า 15 ขึ้นชก พรรคส้ม ค้านแหลก ชี้ทำลายรากแก้วมวยไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.02 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการกีฬาประจำชาติ เมื่อนายกิตติพันธ์ เสาร์แก้ว สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สังกัดพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลและคัดค้านกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมพิจารณาออกกฎหมายควบคุมการชกมวยของเด็กและเยาวชน

สาระสำคัญของร่างกฎหมายที่ถูกตั้งคำถาม
ตามข้อมูลที่ สส.กิตติพันธ์ ระบุ ร่างกฎหมายหรือกฎระเบียบฉบับใหม่นี้ มีข้อกำหนดที่เข้มงวด ได้แก่
ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขึ้นชกมวยโดยเด็ดขาด
เยาวชนอายุ 15-18 ปี ห้ามขึ้นชกหากไม่มีการกำหนดมาตรฐาน เงื่อนไข กติกา หรืออุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยที่รัดกุม
 

ผลกระทบต่อ “รากแก้ว” ของมวยไทย

นายกิตติพันธ์ ได้ตั้งคำถามอย่างหนักแน่นว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการ คุมกำเนิดมวยไทย” หรือไม่ พร้อมชี้ให้เห็นว่า มวยเด็กและมวยภูธรเปรียบเสมือนรากแก้วที่หล่อเลี้ยงวงการมวยไทยมาอย่างยาวนาน นักมวยไทยที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกล้วนมีจุดเริ่มต้นจากมวยเด็กและเวทีภูธรทั้งสิ้น

นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันค่ายมวยต่างๆ มีระบบการฝึกซ้อมและการดูแลนักมวยที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานแล้ว การสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดจึงเป็นการปิดกั้นความฝันและโอกาสของเด็กๆ ที่ฝึกซ้อมและขึ้นชกด้วยความเต็มใจ
 

แนะปรับกติกาแทนการสั่งห้าม หวั่นต่างชาติแซงหน้า

การห้ามไม่ได้แปลว่าปกป้องเสมอไป แต่นี่คือการปิดโอกาสหรือไม่?” นายกิตติพันธ์ ระบุ

เขาได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาว่า ภาครัฐควรเปลี่ยนจากการ “สั่งห้าม” มาเป็นการ ส่งเสริม” โดยการจัดพื้นที่ให้มวยเด็ก ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การชก หรือออกแบบกติกาให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย เพื่อให้เยาวชนยังมีพื้นที่แสดงฝีมือและสร้างรายได้

สส.กิตติพันธ์ ยังแสดงความกังวลถึงขีดความสามารถของนักมวยไทยบนเวทีโลกในปัจจุบันที่ต่อสู้กับชาวต่างชาติได้ยากขึ้น เนื่องจากในต่างประเทศมีการสนับสนุนให้เยาวชนเริ่มฝึกซ้อมและขึ้นชกมวยไทยอย่างถูกต้องตั้งแต่ยังเด็ก
 

เรียกร้องคนวงการมวยรวมพลังคัดค้าน

ในช่วงท้ายของการโพสต์ นายกิตติพันธ์ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า วงการมวยไทยอาจถึงคราววิกฤตหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้คนในวงการมวยและภาคประชาชน เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานรัฐ เพื่อแสดงพลังปกป้องมวยเด็กไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งหากปล่อยผ่านไป วงการมวยไทยจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน