ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

16 เม.ย. 2569 12:00 น.

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ประกาศเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.19 แสนล้านบาท) แก่ชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันดิบ หวั่นวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงจากช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่การผลิตลามถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตร เช่น ไทย, ออสเตรเลีย, อินเดีย และเกาหลีใต้ ว่าเงินช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังน้ำมันสำรองในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC)

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิระบุว่า “ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในเอเชีย ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน”

เงินสนับสนุนจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดทั้งปี โดยญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังน้ำมันสำรองจำกัดประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าส่งออกมายังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

วิกฤตการณ์ครั้งนี้รุนแรงขึ้นจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มประสบปัญหาในการชำระค่านำเข้าน้ำมันที่ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นย้ำชัดว่า มาตรการช่วยเหลือนี้เป็นรูปแบบของการสนับสนุนทางการเงิน ไม่ใช่การนำน้ำมันจากคลังสำรองของญี่ปุ่นออกมาแจกจ่าย ดังนั้นจึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศญี่ปุ่นเอง ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีคลังน้ำมันสำรองในระดับที่สูงมากเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้แก่ ไทย, ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, บรูไน, กัมพูชา, ติมอร์-เลสเต, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ศรีลังกา และเวียดนาม ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเห็นพ้องร่วมกันถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือดังกล่าว.

ที่มา KYODO NEWS

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

16 เม.ย. 2569 11:38 น.

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ผู้นำของอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดการหารือร่วมกันในวันนี้ (16 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปีที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะพูดคุยกันโดยตรง โดยทรัมป์ระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มี “พื้นที่หยุดพัก” ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่ทวีความรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทรูธโซเชียลว่า “พยายามสร้างพื้นที่หยุดพักเล็กน้อยระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ผู้นำทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมานานแล้ว ประมาณ 34 ปี การสนทนาจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เยี่ยมไปเลย!” ทรัมป์เขียนข้อความดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุว่าจะมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง หรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานที่ว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันพุธเพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการประกาศหยุดยิงในเลบานอน หลังจากอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อสู้กับกลุ่มเฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมานานกว่า 6 สัปดาห์

ด้านนางคาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงด้วยความมั่นใจว่า “เรามีความรู้สึกที่ดีต่อโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลง” พร้อมระบุว่าการเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางนั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นหลักคือการหาข้อยุติในเลบานอน และข้อตกลงที่อาจนำไปสู่การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันโลก

ขณะเดียวกัน พลเอกอัสซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ในฐานะตัวกลางการเจรจา ได้เดินทางถึงกรุงเตหะรานแล้ว เพื่อพยายาม “ลดช่องว่าง” ระหว่างคู่ขัดแย้ง หลังจากที่การเจรจาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

แม้จะมีข่าวดีด้านการทูต แต่สถานการณ์ภาคสนามยังคงวิกฤต โดยมีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงในเมืองบินต์จเบลทางตอนใต้ของเลบานอน ระหว่างนักรบฮิซบอลเลาะห์และกองกำลังอิสราเอล ซึ่งมีการใช้ทั้งเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์โจมตีอย่างหนัก

นอกจากนี้ สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า เครื่องบินเจ็ตของอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดโจมตีเมืองเทบนีน ส่งผลให้โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไปเพื่อสร้าง “เขตกันชน”  หลังจากที่สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 2,000 ราย และประชาชนต้องพลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคน

ความคาดหวังเรื่องข้อตกลงหยุดยิงส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าสงครามที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ อาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเริ่มทรงตัวจากความหวังในการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา Al Jazeera / Reuters

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

16 เม.ย. 2569 10:58 น.

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงและเสียงระเบิดดังสนั่นภายในโรงกลั่นน้ำมัน “วีวา เอนเนอร์ยี” ในเมืองจีลอง ซึ่งผลิตเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ คิดเป็น 10% ของออสเตรเลีย ซ้ำเติมสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานที่ตึงเครียดอยู่แล้วจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันพุธที่ผ่านมา (15 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้และระเบิดขึ้นภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท วีวา เอนเนอร์ยี (Viva Energy) ในย่านคอริโอ เมืองจีลอง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครเมลเบิร์น ซึ่งเป็น 1 ใน 2 โรงกลั่นที่ยังคงเหลืออยู่ในออสเตรเลีย โดยโรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเชื้อเพลิงกว่าครึ่งหนึ่งของรัฐวิกตอเรีย และคิดเป็นร้อยละ 10 ของความต้องการใช้เชื้อเพลิงทั่วประเทศ

หน่วยกู้ภัยรัฐวิกตอเรีย ระบุว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่โรงงานโมแกส ซึ่งเป็นส่วนการผลิตน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนสูง โดยมีรายงานว่าเกิดการรั่วไหลอย่างรุนแรงของไฮโดรคาร์บอนเหลวและก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเปิดเผยเบื้องต้นว่า สาเหตุน่าจะมาจากอุปกรณ์ขัดข้อง อาทิ การรั่วไหลหรือวาล์วทำงานผิดปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปปิดวาล์วด้วยตัวเองได้เนื่องจากความร้อนสูง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีพนักงานได้รับบาดเจ็บและไม่มีเหตุการณ์ต้องสงสัยว่าเป็นการวางเพลิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับภาวะเชื้อเพลิงตึงตัวจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน แม้ว่านายสก็อตต์ ไวแอตต์ ซีอีโอของ วีวา เอนเนอร์ยี จะระบุว่าบริษัทไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่การหยุดชะงักของสายการผลิตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันเบนซินในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายคริส โบเวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องดีต่อสถานการณ์พลังงาน โดยระบุว่า “การผลิตน้ำมันเบนซินจะได้รับผลกระทบไปอีกระยะหนึ่ง” แม้ว่าในส่วนของน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานจะยังคงดำเนินการผลิตได้ในระดับที่ลดลงเพื่อความปลอดภัยก็ตาม

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ได้ออกมาเตือนถึงภาวะการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยรัฐบาลได้บรรลุข้อตกลงกับผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อย่าง Ampol และ Viva Energy เพื่อรับประกันราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการซื้อในตลาดสปอต เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงจนกระทบประชาชนเกินไป

ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้เข้าตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำในบริเวณโดยรอบแล้ว เบื้องต้นยังไม่พบสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อชุมชน และได้ประกาศยกเลิกคำเตือนให้ประชาชนหลบอยู่ในที่พักอาศัยแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters / The Guardian

เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

16 เม.ย. 2569 10:53 น.

เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัวดีกว่าที่คาด แม้สงครามในตะวันออกกลางกระทบพลังงานโลก ขณะส่งออกเริ่มชะลอ นักวิเคราะห์เตือนไตรมาสถัดไปเสี่ยงอ่อนแรง

เศรษฐกิจจีนยังคงแสดงความแข็งแกร่งเกินคาดในช่วงต้นปี โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกขยายตัว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ราว 4.8%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเปิดเผยตัวเลข GDP ครั้งแรก หลังจากจีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีลงมาอยู่ที่ 4.5%–5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1991

แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้มาจากภาคการผลิต ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว

ด้าน ไคล์ ชาน นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution ระบุว่าการส่งออกรถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจุดเด่นสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังไม่ปรากฏเต็มที่ และคาดว่า GDP ในไตรมาสถัดไปอาจอ่อนตัวลง จากความปั่นป่วนด้านการค้าและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลล่าสุดจาก General Administration of Customs ระบุว่าการเติบโตของการส่งออกจีนในเดือนมีนาคมชะลอลงเหลือ 2.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

ก่อนหน้านี้ การส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เติบโตมากกว่า 20% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน การนำเข้าของจีนในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นเกือบ 28% ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงเหลือเพียงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี

โจว อี้เซียว นักเศรษฐศาสตร์จาก Australian National University ระบุว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสะท้อนต้นทุนสินค้าทั่วโลกที่สูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน

โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ดีกว่าคาด แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบริโภคภายในที่อ่อนแอ จำนวนประชากรที่ลดลง และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

ปัจจุบัน สินค้าจีนส่วนใหญ่เผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 10% โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า อาจมีการปรับกลับไปใช้อัตราภาษีเดิมในช่วงก่อนคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐภายในเดือนกรกฎาคม

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง อาจพบกันในประเทศจีนช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ.

ที่มา : BBC

ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

ได้ชื่อทางการแล้ว "ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์" ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

16 เม.ย. 2569 10:19 น.

ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

ทำเนียบขาวประกาศชื่อทางการของซุ้มประตูขนาดมหึมาว่า “United States Triumphal Arch” นับเป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นสัญลักษณ์ความทะเยอทะยานส่วนตัว

ทำเนียบขาวสหรัฐประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของโครงการก่อสร้างซุ้มประตูขนาดยักษ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกสื่อเรียกว่า “Arc de Trump” โดยระบุชื่อใหม่ว่า “United States Triumphal Arch”

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 เมษายนว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา

เธอระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และกระทรวงมหาดไทยสหรัฐ จะเสนอแผนก่อสร้างซุ้มประตูแห่งนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมชูว่าเป็น “อนุสรณ์สถานระดับมหึมา”

ซุ้มประตูดังกล่าวมีความสูงประมาณ 76.2 เมตร และจะมีรูปปั้นเทพีเสรีภาพสีทองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านบน โดยความสูงรวมจะมากกว่าซุ้มประตูชื่อดังอย่าง Arc de Triomphe ในกรุงปารีสอย่างชัดเจน

หากสร้างเสร็จ จะกลายเป็นซุ้มประตูที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้า Monument to the Revolution และ Arch of Triumph

แผนโครงการนี้เริ่มถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังผู้สื่อข่าวพบแบบจำลองตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานรูปไข่ของทรัมป์ ก่อนจะถูกตั้งฉายา “Arc de Trump” 

โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายโครงการด้านสถาปัตยกรรมที่ทรัมป์ผลักดันในวาระที่สอง ทั้งการสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ในทำเนียบขาว และการปรับปรุงศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center for the Performing Arts)

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่อต้านว่า เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความทะเยอทะยานส่วนตัวของทรัมป์ โดยซุ้มประตูสีทองจะมีขนาดใหญ่จนบดบังอนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial)

ด้านงบประมาณ มีรายงานว่าโครงการจะได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชนบางส่วน โดยได้รับงบประมาณเริ่มต้น 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนเพื่อมนุษยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐ (National Endowment for the Humanities) และอาจเพิ่มได้ถึง 13 ล้านดอลลาร์เพื่อสมทบเงินบริจาค

อย่างไรก็ตาม แคโรไลน์ เลวิตต์ ย้ำว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนความภาคภูมิใจของชาติ โดยระบุว่า อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะยังคงอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 เม.ย. 2569 09:34 น.

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่าน เล็งเป้าเครือข่ายขนส่ง-การเงินกว่า 20 ราย ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวังตัดรายได้หลักของอิหร่าน

วันที่ 16 เมษายน 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านระลอกล่าสุดมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เชื่อมโยงกับนายโมฮัมหมัด โฮสเซน ชามคานี นักธุรกิจด้านการขนส่งปิโตรเลียม โดยครอบคลุมบุคคล บริษัท และเรือมากกว่า 20 ราย

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังประกาศคว่ำบาตรนายเซย์เอ็ด ไนเอมาอี บาดรอดดิน มูซาวี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงอีก 3 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินซับซ้อน โดยมีการแลกเปลี่ยนน้ำมันอิหร่านกับทองคำจากเวเนซุเอลา

โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกดดันทางเศรษฐกิจ เพื่อจำกัดความสามารถของรัฐบาลอิหร่านในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะจากภาคพลังงาน พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า เป้าหมายคือการตัดขีดความสามารถของอิหร่านในการสร้างรายได้  ขณะที่อิหร่านยังคงใช้ช่องแคบฮอร์มุซ  เป็นเครื่องมือตอบโต้สหรัฐฯ.

ที่มา AFP

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

16 เม.ย. 2569 09:16 น.

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

เกิดดราม่าวิพากษ์วิจารณ์เดือด เมื่อศิลปินหญิงจับช้างมาเพ้นตัวเป็นสีชมพูทั้งตัว เพื่อถ่ายภาพงานศิลปะ ก่อนที่ช้างตัวนี้จะตายใน 3 เดือนต่อมา 

วันที่ 16 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรมในการทำงานศิลปะของ จูเลีย บูรูเลวา ช่างภาพชาวรัสเซีย ที่เดินทางไปทำงานศิลปะในอินเดีย เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว โดยนำช้างชื่อ “จันชาล” มาทาสีชมพูทั้งตัว โดยมีนางแบบหญิงซึ่งถูกทาตัวสีชมพูเช่นกัน นั่งอยู่บนหลังช้าง ทำให้เกิดข้อกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างกว้างขวาง

รายงานข่าวระบุว่า หลังจากนั้น ช้างที่ชื่อว่าจันชาล ได้ตายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีการเผยแพร่ภาพและคลิปการถ่ายแบบของศิลปินรายนี้ ซึ่งอ้างว่าผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ศิลปะธีมสีชมพู ที่เธอทำในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยตัวแทนของช่างภาพชี้แจงว่า สีที่ใช้เป็น “กุลาล” ซึ่งเป็นผงสีที่นิยมใช้ในเทศกาลโฮลี และถูกล้างออกภายในไม่กี่นาทีหลังถ่ายทำ

แม้จะมีคำชี้แจง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ผงสีบางชนิดจะผลิตจากธรรมชาติ แต่ก็อาจระคายเคืองต่อผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจของช้างได้ โดยเฉพาะหากเป็นผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่มีสารเคมีผสม พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองสัตว์ในอุตสาหกรรมการทำงานศิลปะในอินเดีย

ทางด้าน สถานีข่าว NDTV รายงานอ้างคำเปิดเผยของ ดร.อาร์วินด์ มาธุร์ ซึ่งอยู่ในคณะแพทย์ชันสูตรศพ ยืนยันว่าช้างจันชาล มีอายุ 67 ปีแล้ว และมันตายจากภาวะหัวใจและระบบหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การทาสีผงกุลาล

ล่าสุดกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ รวมถึงรูปาลี กังกูลี นักแสดงและนักเคลื่อนไหวองค์กรพิทักษ์สัตว์ พีตา (PETA) ได้เรียกร้องให้มีการห้ามใช้ช้างเพื่อการท่องเที่ยวและการแสดง โดยส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอินเดีย นอกจากนี้เกิดกระแสเรียกร้องการนำสัตว์มาใช้ในงานศิลปะลักษณะที่เข้าข่ายทารุณกรรม พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบทั้งเจ้าของช้าง ช่างภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา The Independent / NDTV

ภาพ Instagram/julia.buruleva

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

16 เม.ย. 2569 08:34 น.

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

อิหร่านและปากีสถานนัดหารือในกรุงเตหะรานวันนี้ หลังปากีสถานเสนอทำหน้าที่ตัวกลางส่งสารระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ท่ามกลางความพยายามฟื้นการเจรจารอบใหม่

อิหร่านและปากีสถานเตรียมจัดการหารือสำคัญในวันพฤหัสบดีนี้ ที่กรุงเตหะราน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาเจรจา ที่มีการส่งต่อระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา หลังการเจรจาในปากีสถานล่มลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

รายงานจากสำนักข่าว Tasnim News Agency ระบุว่า การหารือครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่อิหร่าน และผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน อาซิม มูเนียร์ เข้าร่วม เพื่อหารือความคืบหน้าของการสื่อสารทางการทูตระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน

ก่อนหน้านี้ อาซิม มูเนียร์ ได้เดินทางถึงอิหร่านเมื่อวันพุธ และเข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี โดยคณะผู้แทนปากีสถานที่นำโดยมูเนียร์ ได้นำสาร จากสหรัฐอเมริกามาด้วย ตามการเปิดเผยของกองทัพปากีสถาน

ด้าน อับบาส อารักชี ระบุหลังการพบปะว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับผู้นำกองทัพปากีสถาน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของอิหร่านในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าในการหารืออย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้ อับบาส อารักชี จะเข้าร่วมด้วยหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกายังคงส่งสารถึงกันผ่านปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญ ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อผลักดันการเจรจารอบใหม่ระหว่างสองประเทศ

สถานการณ์นี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ และเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะต่อไป.

ที่มา : CNN

ยังจับไม่ได้! หมาป่าแหกกรงสวนสัตว์หนีในเกาหลีใต้ ล่องหนนานกว่าสัปดาห์

ยังจับไม่ได้! หมาป่าแหกกรงสวนสัตว์หนีในเกาหลีใต้ ล่องหนนานกว่าสัปดาห์

16 เม.ย. 2569 08:14 น.

ยังจับไม่ได้! หมาป่าแหกกรงสวนสัตว์หนีในเกาหลีใต้ ล่องหนนานกว่าสัปดาห์

ภารกิจไล่ล่าหมาป่าหลุดจากสวนสัตว์ในเกาหลีใต้ยังไร้ผล แม้ระดมกำลังกว่า 300 นาย ท่ามกลางกระแสไวรัล เหรียญมีม และความกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ยังไม่สามารถจับตัว “นึกกู” (Neukgu) หมาป่าวัย 2 ปี ที่หลบหนีออกจาก โอเวิลด์ ในเมือง แทจอนได้ แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยนึกกูหลบหนีออกจากสวนสัตว์ออกไปได้หลังขุดดินและลอดรั้วออกไป

ภารกิจค้นหาถูกยกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย ทั้งตำรวจ นักผจญเพลิง และทหาร พร้อมใช้อุปกรณ์ทันสมัย เช่น โดรนและกล้องตรวจจับความร้อน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีรายงานพบตัวหลายครั้ง เจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถเข้าถึงตัวได้ทัน

หนึ่งในจังหวะสำคัญเกิดขึ้นเพียงวันถัดจากการหลบหนี เมื่อโดรนตรวจพบสัญญาณความร้อนของนึกกูใกล้พื้นที่สวนสัตว์ แต่มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยในช่วงเปลี่ยนแบตเตอรี่

ต่อมา มีรายงานพบนึกกูบนภูเขาห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร พร้อมคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นหมาป่าวิ่งอยู่บนถนนในเวลากลางคืน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก็ไม่พบตัวอีก

การค้นหานึกกูกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด มีรายงานพบเห็นจำนวนมากจากประชาชน บางกรณีเป็นความเข้าใจผิด เช่น การมองสุนัขเป็นหมาป่า

นอกจากนี้ ยังมีภาพที่อ้างว่าเป็นนึกกูเดินในเมืองถูกแชร์อย่างกว้างขวาง ก่อนจะพบภายหลังว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องขยายพื้นที่ค้นหาโดยไม่จำเป็น

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงกรณีในปี 2018 เมื่อเสือพูมาชื่อ “โพรงกี” (Porongi) ซึ่งหลุดจากสวนสัตว์เดียวกัน ถูกยิงเสียชีวิต

ผู้นำเกาหลีใต้ อี แจ มยอง ออกมาแสดงความหวังว่าจะสามารถจับตัวนึกกูได้โดยไม่มีผู้ได้รับอันตราย และไม่เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ

ขณะที่กลุ่มสิทธิสัตว์ Animal Freedom Solidarity วิจารณ์ว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาด้านการจัดการและความปลอดภัยของสถานที่เลี้ยงสัตว์อย่างชัดเจน

นึกกูเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูหมาป่าเกาหลี ซึ่งสูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว และเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หมาป่าตัวนี้อาจขาดทักษะการล่าและเอาชีวิตรอดในธรรมชาติ โดยอาหารมื้อสุดท้ายก่อนหลบหนีมีรายงานว่าเป็นไก่เพียง 2 ตัว

ขณะเดียวกัน ทาง โอเวิลด์ ได้ปิดให้บริการชั่วคราว และพยายามใช้เสียงหอนของหมาป่าเพื่อดึงดูดให้นึกกูกลับมา.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านต่อเนื่อง

สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านต่อเนื่อง

16 เม.ย. 2569 06:04 น.

สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง เพื่อกดดันอิหร่านต่อเนื่อง

สหรัฐฯ เดินหน้าเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางอีกกว่า 10,000 คน ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน แม้สถานการณ์จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอยู่

วันที่ 16 เมษายน 2569 หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์รายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งปัจจุบันและอดีตว่า สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารกว่า 10,000 คน ในตะวันออกกลาง โดยกองกำลังใหม่จะประกอบด้วยทหารราว 6,000 คน ที่ประจำอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช (USS George HW Bush) และเรือคุ้มกัน

นอกจากนี้ ยังมีกำลังทหารอีกประมาณ 4,200 คน จากกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบก “บ็อกเซอร์” (Boxer Amphibious Ready Group) และหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจที่ 11 ซึ่งมีกำหนดเดินทางถึงภูมิภาคในช่วงปลายเดือนเมษายน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ามีกำลังทหารสหรัฐฯ ราว 50,000 คน เข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามกับอิหร่านตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เมื่อเมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช เดินทางถึงพื้นที่ จะทำให้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินในตะวันออกกลางรวม 3 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด (USS Gerald Ford) ที่เข้าร่วมปฏิบัติการก่อนหน้านี้.

ที่มา Aljazeera