อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

“เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

“เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

“การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“นายกฯ”รุด รพ.คามิลเลียน เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บเหตุรถไฟชนรถเมล์ เผยผู้บาดเจ็บ 2 ใน 6 คือกระเป๋ารถเมล์-ผู้โดยสารรถเมล์ ยังสาหัสอยู่ไอซียู

17 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.20 น.ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , ผู้บริหารของการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้บริหารของ ขสมก. เดินทางเยี่ยมผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์

โดยทันทีที่นายอนุทิน เดินทางมาถึง ได้พูดคุยกับสอบถาม นพ.นัฐพล กาฬปักษี ผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลคามิลเลียน และ บาทหลวงเปโตร ภควี เส็งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคามิลเลียน ถึงอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 6 คน โดยผู้สื่อข่าวสังเกตว่าสีหน้าของนายกฯ ค่อนข้างกังวล ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์ โดยมีคณะแพทย์พาไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่พักรักษาตัวทั้งที่อยู่ในห้องไอซียู และห้องพักปกติ

สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลขณะนี้จำนวน 6 คน โดยมี 2 คน เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส คือ นายณัฐดนัย โชคสกุลทรัพย์ อายุ 42 ปี ผู้โดยสารรถเมล์ กับ นางสุภากรณ์ จันศร อายุ 38 ปี พนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์ ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู

นอกจากนั้นคือ นายลาภิศ ทองบุญ อายุ 56 ปี คนขับรถเมล์ , นายสยมพร สวนกูล อายุ 46 ปี คนขับรถรถไฟ , นายอภิชาติ มีชูนึก อายุ 41 ปี คนขี่รถจักรยานยนต์ และหญิงต่างชาติ Miss Khoeurn Mol อายุ 50 ปี เป็นผู้โดยสารรถกระบะ ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือทางโรงพยาบาลอนุญาตให้กลับบ้านได้ จากจำนวนผู้ประสบอุบัติเหตุที่เข้ารักษา 24 คน

ทั้งนี้ นายกฯ ได้นำกระเช้าผลไม้เยี่ยมผู้ป่วยมามอบให้กับผู้ที่บาดเจ็บด้วย รวมถึงกระทรวงคมนาคมก็มีกระเช้าเครื่องดื่มสุขภาพมามอบให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ขณะเดียวกันมีตัวแทนจากบริษัทประกันภัยได้มาในวันนี้ด้วยเพื่อมาดูเรื่องเงินเยียวยาต่างๆ

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ทภ.1 โดย กกล.บูรพา เจรจาให้ชาวบ้านฝั่งกัมพูชางดทำการเกษตร ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ควบคู่ประสานแม่กองสนามเข้าสำรวจพื้นที่ ยืนยันเดินหน้ารักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา เมื่อ 16 พ.ค.69  เวลา 10.00 น. โดย ฉก.โคกสูงและชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชาวกัมพูชา นำรถไถมาเตรียมทำการเกษตร ในพื้นที่ระหว่าง จต.ส.42 – จต.ส.44 บ.อ่างศิลา ต.โนนหมากหมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

โดย ชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้จัดกำลังพลทำการตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านกัมพูชาเข้ามาไถแปลงเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตเส้นแดง (เลยเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์) เข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยและพบว่ามีทหารฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 จึงนำกำลังทหารพรานเข้าเจรจา พร้อมทั้งเปิดจีพีเอสชี้พิกัดแนวเขตเส้นแดงและเส้นน้ำเงิน ให้ทหารกัมพูชาทราบว่าชาวบ้านกัมพูชากำลังละเมิด MOU 43 ในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ของทั้งสองประเทศ และกำลังรุกล้ำเกินแนวเส้นสีแดง ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย อย่างชัดเจนจึงประสานให้แจ้งหยุดปฏิบัติการต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อ้างสิทธิ์พร้อมนำข้อมูลไปชี้แจงผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายให้รับทราบ

ผลการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เบื้องต้นให้ชาวกัมพูชายกเลิกและยุติการทำแปลงเกษตรดังกล่าว จนกว่าข้อตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฝ่ายไทยที่ได้รับผลกระทบให้เข้าใจสถานการณ์ และดำเนินการประสานแม่กองชายแดนเข้ามาสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการปักปันเขตแดนต่อไป 

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอยืนยันว่าจะดำรงภารกิจในการปกป้องอธิปไตย รักษาผืนแผ่นดินไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มความสามารถในทุกมิติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างดีที่สุด.

พลอยทะเล โต้ พิชาย ยันงบเลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัวคุ้มค่า แนะเอาเวลาไปสร้างผลงาน

พลอยทะเล โต้ พิชาย ยันงบเลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัวคุ้มค่า แนะเอาเวลาไปสร้างผลงาน

พลอยทะเล โต้ พิชาย ยันงบเลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัวคุ้มค่า แนะเอาเวลาไปสร้างผลงาน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“พลอยทะเล”โต้”พิชาย” ยันงบเลี้ยงอาหารเย็น”เจ้าสัว”คุ้มค่า รัฐบาลใช้รอบคอบ แนะเอาเวลาสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อสังคม

17 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “รัฐบาลใจใหญ่ เลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัว เมื่อ 15 พ.ค. ทั้งที่ต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขอถามว่างานเลี้ยงเย็นเมื่อวานใช้งบไปเท่าไหร่?”

โดย นางสาวพลอยทะเล ชี้แจงว่า งบสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารค่ำผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการใช้งบดำเนินงานของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนภารกิจนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่นำมาใช้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การจัดเลี้ยงอาหารค่ำผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริง เพื่อเป็นเวทีให้น้องนักศึกษาภาคการโรงแรม ได้แสดงฝีมือ แสดงศักยภาพปฏิบัติงานจริง โดยอาหารในงานเลี้ยงวันดังกล่าว ไม่ได้จัดอาหารหรูหรา เน้นเสิร์ฟอาหารแบบไทยฟิวชัน (Thai Fusion Set) ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งมุ่งนำเสนอเพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาบริโภควัตถุดิบภายในประเทศ อันจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรไทยมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ใช้บริการจัดเลี้ยงจากโรงแรมชื่อดัง และไม่ได้จัดเลี้ยงแบบฟุ่มเฟื่อยอย่างที่เป็นกังวล แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ตรง เสริมสร้างความมั่นใจให้น้องนักศึกษาภาคการโรงแรม และเป็นเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า คำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับอย่างรอบคอบ ขอให้ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา อย่าเป็นกังวลใจ หากเรื่องงบประมาณจัดเลี้ยงฯ กวนใจ ขอให้ท่านใช้เวลาไปสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อสังคมมากๆ จะได้มีเวลาทำประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“ไผ่ ลิกค์”ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ทั้ง”ปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้”ของพี่น้องประชาชน หลังนั่งควบ 2 ตำแหน่งใหญ่ใน กมธ.สภาฯ

17 พฤษภาคม 2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดตนเองได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาฯ 2 คณะสำคัญ ซึ่งตรงกับปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนโดยตรง 2 เรื่อง คือ เรื่องน้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกษตรกรต้องมีน้ำทำกิน โดยได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ รองประธานกรรมาธิการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คนที่ 1

“ผมจะใช้ตำแหน่งนี้ เข้าไปแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และระบบชลประทานอย่างจริงจัง พี่น้องเกษตรกรต้องมีน้ำใช้ทำมาหากินตลอดปี ไม่ต้องทนแบกรับความเสี่ยงอีกต่อไปครับ”

นอกจากนี้ ตนเองยังได้รับหน้าที่รองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่ 2 ซึ่งยุคนี้ภัยเงียบเยอะมาก ทั้งกลโกงออนไลน์ สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือการถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้น จากนี้ไป นพร้อมใช้กลไกสภาฯ เป็นเกราะป้องกันและเป็นกระบอกเสียงปกป้องสิทธิ์ของพี่น้องทุกคน ใครเดือดร้อน เรื่องโดนโกง ตนเองพร้อมลุยให้เต็มที่ หากใครถูกโกง ถูกเอาเปรียบ ทักหาตนได้ทันที

“ตำแหน่งใหม่คือความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพี่น้องประชาชน พี่น้องเดือดร้อนเรื่องน้ำ หรือถูกเอาเปรียบเรื่องสินค้าและบริการ ทัก inbox หาเพจผมได้ตลอดเวลา ไผ่ ลิกค์ พร้อมลุยเพื่อทุกคนครับ”

ศุภมาส รำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้า ปชต.บนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

ศุภมาส รำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้า ปชต.บนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

ศุภมาส รำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้า ปชต.บนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

“ศุภมาส”ผู้แทนรัฐบาล ร่วมพิธีรำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้าประชาธิปไตยบนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

17 พฤษภาคม 2569 ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม พ.ศ.2535 แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลงในพิธี ดังนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานรำลึกเหตุการณ์สำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งสะท้อนถึงพลังและเจตจำนงของประชาชนในการยึดมั่นหลักนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงของประชาชน

ผู้แทนรัฐบาล กล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่คุณค่าและบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมยังคงมีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของเหตุผล ความเข้าใจ และการรับฟังซึ่งกันและกัน

นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศโดยยึดหลักไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการพูดคุย สร้างความปรองดอง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติ เคารพความเห็นต่าง และธำรงไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย ผู้แทนรัฐบาลได้ร่วมแสดงความไว้อาลัยต่อวีรชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม พร้อมส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบทุกคน โดยย้ำว่า ความเสียสละและความกล้าหาญของวีรชนทุกท่านจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้สังคมไทยก้าวเดินต่อไปบนวิถีแห่งประชาธิปไตย สันติ และความเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีวางมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเสวนา “May Talk ความหวังประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทเรียนทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาชน ญาติวีรชน และองค์กรประชาธิปไตยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

– 006

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

17 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาล หารือร่วมกับภาคธุรกิจ ว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ”

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

“วามสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่รัฐยอมทุน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่ ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน

“ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น”

ชัชชาติ คอนเฟิร์ม! ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2

ชัชชาติ คอนเฟิร์ม! ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2

ชัชชาติ คอนเฟิร์ม! ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

“ชัชชาติ”ไลฟ์ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 วันนี้วิ่งดูงานครั้งสุดท้ายพร้อมทีมรองผู้ว่าฯ

17 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ระหว่างเตรียมตัววิ่งตรวจงาน City run ในช่วงเช้ามืดของวันนี้ บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า ว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์เมื่อวานที่มีรถไฟชนรถเมล์ และมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และผู้บาดเจ็บประมาณ 33 ราย ก็เป็นเรื่องที่แสดงความเสียใจกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิด ก็ต้องพยายามหาทางแก้ไข ตอนนี้สถานการณ์ที่ไปตรวจเมื่อเช้าเรียบร้อย ยกรถออกหมดและเคลียร์สภาพการจราจรได้ หลังจากนี้คงต้องไปเป็นการหาต้นต่อ ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุอะไร จริงๆ แล้วจุดตัดทางรถไฟยังคงเป็นจุดที่มีปัญหาอยู่ ทางเส้นวิภาวดีฯ ได้ยกทางรถไฟหมดแล้ว จุดตัดจึงน้อยลง ทั้งแจ้งวัฒนะและงามวงศ์วาน แต่เส้นที่มาจากทาง จ.ฉะเชิงเทรา มาจากยมราช ก็ยังคงมีอยู่ประมาณ 18 จุด ที่ยังมีรถไฟตัดถนนอยู่ แล้วก็มีเครื่องกั้นระดับหนึ่ง ก็คงต้องไปดูเรื่องของมาตรการให้เข้มข้นขึ้น ต้องขอแสดงความเสียใจกับทุกคนด้วย

ซึ่งวันนี้ก็ได้มีการนัดมาวิ่ง ซึ่งเป็นการนัดไว้แล้ว และมีคนจำนวนมาก จึงไม่ได้มีการยกเลิก ซึ่งเป็นการวิ่งครั้งสุดท้ายของการเป็นผู้ว่าฯ ในสมัยนี้ ก็เป็นการวิ่งตรวจเมือง แล้วก็มีข่าวสับสนว่าจะลาออกหรือป่าว สรุปแล้วก็จะลาออกในวันทึ่ 18 พ.ค.คือวันพรุ่งนี้ เวลา 17.00 น.ถามว่าทำไมต้องลาออก เพราะว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศ แสนดีจะรับปริญญาครั้งสุดท้าย เขาก็อยากให้เราไปร่วมแสดงความยินดีในงานรับปริญญาในช่วงปลายอาทิตย์พอดี มันจึงต้องมีการเดินทาง ซึ่งเราจะหมดวาระจริงๆ ในวันที่ 21 พ.ค.เพราะถ้าเกิดเราไปแล้วเราไม่ได้ลาออกก่อน ก็จะมีเรื่องรักษาการ ซึ่งก็คงเป็นปัญหา และก็ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 จะได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็จะได้ไม่ต้องรักษาการ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่มีการหาเสียง

“สรุป 1.ลาออกวันจันทร์ 5 โมงเย็น 2.ลงสมัครต่อในนามอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด คนที่พยายามจะโยงผมไปพรรคไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวเลย ลงอิสระเหมือนเดิม ทำงานให้กับทุกคน และ 3.การลาออกที่มีระบุว่าอาจทำให้เป็นปัญหา ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ สก.คนละเวลา และทำให้เปลืองเงิน ความจริงแล้วได้คุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่ดูแลเรื่องนี้ ก็ระบุว่าก็เป็นวันเดียวกัน เพราะว่าห่างกันแค่ 3 วัน ก็ไม่ได้เสียงบประมาณอะไรเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นอย่าฟังข่าวที่ไม่ถูก ก็จะเป็นวันเลือกตั้งวันเดียวกันตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด ไม่ได้มีผลทำให้เสียงบประมาณเพิ่ม ส่วนวันนี้ก็มีวิ่งในเมือง วิ่งไปดูงานครั้งสุดท้าย มีรองผู้ว่าฯ กทม.มาหลายคน ทั้งรองวิศณุ และรองศานนท์ ส่วนอาจารย์แก้ว (รองทวิดา) ไม่ไหว เมื่อคืนอยู่ที่หน้างานจนดึก

ไม่ใช่แค่รับฟัง! นายกฯ จ่อชงข้อเสนอ 10 กลุ่มธุรกิจเข้า ครม. ดันนโยบายกินได้

ไม่ใช่แค่รับฟัง! นายกฯ จ่อชงข้อเสนอ 10 กลุ่มธุรกิจเข้า ครม. ดันนโยบายกินได้

ไม่ใช่แค่รับฟัง! นายกฯ จ่อชงข้อเสนอ 10 กลุ่มธุรกิจเข้า ครม. ดันนโยบายกินได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชนจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้า ครม. แปลงสู่การขับเคลื่อนจริง ประโยชน์ถึงมือประชาชน

17 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค/บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ

1.การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน

2.ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว

3.ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว

4.จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น  AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่

5.รัฐบาลรับทราบปัญหา SME  โดยเฉพาะรายย่อย (ไมโครSME)) มีที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน

โฆษกรัฐบาล ย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

“การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

34 ปี พฤษภาประชาธรรม นายกฯย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพ ปชช.

34 ปี พฤษภาประชาธรรม นายกฯย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพ ปชช.

34 ปี พฤษภาประชาธรรม นายกฯย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพ ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.41 น.

“ศุภมาส”ผู้แทนรัฐบาล ร่วมพิธีรำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ด้าน”นายกฯ”ย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน

17 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตอนสายวันนี้ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีวางมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเสวนา “May Talk ความหวังประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทเรียนทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการธำรงไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาของสังคม พร้อมย้ำว่า รัฐบาลเคารพต่อการแสดงออกโดยสงบและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

“รัฐบาลขอร่วมรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม และยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินหน้าประเทศด้วยความปรองดอง สันติ และการยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างสังคมที่มั่นคงและประชาธิปไตยที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว