‘เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ’ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

‘เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ’ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

‘เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ’ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

สภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยพระปรีชาสามารถและพระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงเป็นดั่ง “เสาหลักของแผ่นดิน” ในด้านการอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้ยั่งยืน ทรงเป็นองค์ดีไซเนอร์ระดับโลก ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SIRIVANNAVARI แต่ยังทรงเป็น “ครู” และ “แรงบันดาลใจ” ให้แก่ช่างทอผ้าทั่วทุกภูมิภาค พระราชทาน “การบ้าน” เพื่อพัฒนาลวดลายผ้าไทยให้ร่วมสมัย  ทรงจุดประกายแนวคิด “ผ้าไทยใส่สนุก” ให้กับคนรุ่นใหม่ และทรงผลักดันหนังสือ Thai Textiles Trend Book ให้เป็นคลังความรู้สำคัญของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประจำปีการศึกษา 2567 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสำเร็จการศึกษาศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ ๑ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทรงศึกษาต่อ ณ สถาบันเอกอล เดอลา ฌอมบ์ แซงดิกัลป์ เดอ ลา กูตูร์ ปารีเซียน กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ทรงนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ มาบูรณาการศาสตร์แขนงต่าง ๆ ทั้งศิลปะ ประวัติศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เข้ากับการออกแบบแฟชั่นได้อย่างล้ำลึก ทรงก่อตั้งแบรนด์ SIRIVANNAVARI และทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ทรงงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานคอลเลกชันต่างๆ ที่ผสมผสานความเป็นไทย และความเป็นสากลได้อย่างลงตัว จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ ดังประจักษ์จากการได้รับทูลเชิญ ให้ทรงจัดแสดงผลงานในงานสัปดาห์แฟชั่นกรุงปารีส และ กรุงมิลานหลายครั้ง

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทรงเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ สอดคล้องกับปรัชญาของหลักสูตรนวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มุ่งเน้น “การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางนวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สูงสุด ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ” พระองค์ได้พระราชทานแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ช่างทอผ้า และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัย โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ แนวพระดำริดังกล่าวสอดคล้องกับ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” ที่หลักสูตรฯ ได้น้อมนำมาเป็นแนวทางในการเรียนการสอน เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

พระกรณียกิจที่สำคัญยิ่งคือ การเสด็จไปทรงเยี่ยมและพระราชทาน “การบ้าน” แก่ช่างทอผ้าและกลุ่มผู้ประกอบการในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งพระราชทานลายผ้าพระราชทาน อาทิ “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และ “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้ช่างทอนำไปสร้างสรรค์ผลงานตามอัตลักษณ์ของตน ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น “ดอนกอยโมเดล” และ “นาหว้าโมเดล” ซึ่งช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน

ในด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระเมตตา ต่อแวดวงวิชาการเป็นอย่างยิ่ง โดยได้เสด็จมาทรงบรรยายพิเศษ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในหัวข้อ “การสร้างสรรค์ผลงานภายใต้แบรนด์ สิริวัณณวรี และสิริวัณณวรี เมซอง” เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 และครั้งที่สองในหัวข้อ “แบรนด์ Sirivannavari กับการก้าวสู่ความเป็นสากลด้วยภูมิปัญญาไทย” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 เพื่อพระราชทานความรู้ และประสบการณ์แก่นิสิต คณาจารย์ และผู้ประกอบการ อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และบ่มเพาะบุคลากรด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ

นอกจากนี้ ทรงรับเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือ “Thai Textiles Trend Book” ซึ่งเป็นดังคลังความรู้และเข็มทิศนำทางให้แก่นักออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉบับ Autumn/Winter 2025-2026 ที่ทรงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเส้นใยสร้างสรรค์จากธรรมชาติ อันเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาไทย สู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน และยังทรงก่อตั้ง “สมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย” เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่เวทีโลก พระอัจฉริยภาพ และพระกรณียกิจ เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล โดยองค์การยูเนสโกได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดี ในฐานะที่ทรงมบทบาทสำคัญ ในการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นหลักชัยในการธำรงรักษา และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของชาติด้วยพระปรีชาสามารถ ด้านนวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นอย่างแท้จริง พระกรณียกิจนานัปการ ได้สร้างคุณูปการอันไพศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทย และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศชาติในเวทีโลก

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’มอบวีลแชร์ช่วยผู้ป่วยเบาหวานและไต

'มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์'มอบวีลแชร์ช่วยผู้ป่วยเบาหวานและไต

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’มอบวีลแชร์ช่วยผู้ป่วยเบาหวานและไต

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับรายการสถานีประชาชน ลงพื้นที่เขตดอนเมือง ส่งต่อความห่วงใย มอบวีลแชร์ช่วยเหลือผู้ป่วยเบาหวานและโรคไต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงาน และรายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ลงพื้นที่เขตดอนเมือง เพื่อมอบรถเข็นวีลแชร์ให้แก่ นางสาววณิชา ยอดน้ำคำ อายุ 40 ปี  ผู้พิการที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวจากโรคเบาหวานซึ่งเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้ต้องตัดขาขวา และเป็นโรคไตต้องฟอกไตเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 วัน

โดย นางสาววณิชา เปิดเผยว่า ตนเองมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนอยู่ใกล้ที่พัก มีความจำเป็นต้องใช้รถเข็น ในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสือที่โรงเรียน ซึ่งรถวีลแชร์ที่ได้รับบริจาคมาล้อชำรุดใช้การได้ไม่สะดวกขณะที่ครอบครัวยังขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือ จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านรายการสถานีประชาชน

จากกรณีดังกล่าว มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยมอบรถเข็นวีลแชร์กับคุณครูวณิชา จำนวน 1 คัน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และเพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการมอบอุปกรณ์ที่จำเป็น แต่ยังเป็นการส่งต่อความห่วงใย กำลังใจ และความหวัง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความช่วยเหลือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับ และทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส เติมเต็มกำลังใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบางในสังคมต่อไป

– 006

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งตับอ่อน จัดเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นลำดับที่ 10 ในเพศชายของประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล ปี 2563 แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบมากที่สุด แต่กลับเป็นหนึ่งในชนิดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหาร อยู่บริเวณด้านหลังต่อกระเพาะอาหารและด้านหน้ากระดูกสันหลัง มีความยาวประมาณ 12–15 เซนติเมตร ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยสำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อการทำงานของตับอ่อนผิดปกติ จึงส่งผลทั้งต่อระบบย่อยอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดมะเร็งตับอ่อน แต่พบความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น เพศชาย อายุที่มากกว่า 55 ปี การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 2–3 เท่า โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ รวมถึงโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่แทบไม่แสดงอาการจำเพาะ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามและไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้

แม้อาการในระยะแรกจะไม่ชัดเจน แต่อาการที่มักพบเมื่อโรคเริ่มลุกลาม ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจปวดร้าวไปด้านหลัง รวมถึงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม และควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์

การวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการส่องกล้องอัลตราซาวนด์ผ่านทางเดินอาหาร (Endoscopic Ultrasound: EUS)

แนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อนที่ให้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายตับอ่อนออก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคอยู่ในระยะลุกลาม โดยวิธีการรักษามะเร็งตับอ่อน เราจะแบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ  กรณีผ่าตัดได้ (resectable) – การผ่าตัด (Surgical resection) ในกรณีที่มะเร็งตับอ่อนอยู่ส่วนหัวของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัด Whipple’s operation เป็นการผ่าตัดใหญ่เอาส่วนหัวของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และท่อน้ำดีออกไปเป็นก้อนเดียวกัน (Enbloc resection) ร่วมกันกับเลาะต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งในตับอ่อนและอวัยวะใกล้เคียง

กรณีมะเร็งอยู่ส่วนท้ายของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัดเอาตับอ่อนส่วนปลายและม้ามออก  ซึ่งการผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน ถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่และซับซ้อน ไม่สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องแบบทั่วไปได้ ต้องได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท่อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งสามารถผ่าตัดได้เทียบเคียงการผ่าตัดแบบเปิด แต่ฟื้นตัวเร็วกว่า แผลเล็กและเจ็บน้อย

กรณีก้ำกึ่ง (borderline) – กรณีที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดก่อน  และ กรณีผ่าตัดไม่ได้ – ให้การรักษาด้วยการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด

มะเร็งตับอ่อน อาจเป็นโรคที่เงียบและรุนแรง แต่การรู้เท่าทันความเสี่ยง การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ คือโอกาสสำคัญในการเพิ่มทางเลือกในการรักษาและยืดอายุผู้ป่วย หากมีความกังวลหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดหลัง หรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

วิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาด ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’  เมื่อความกลัวความผิดพลาด  ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาด ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเป็น “มืออาชีพ” คือเป้าหมายในการทำงานของใครหลายคน แต่เคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งความตั้งใจที่อยากทำให้ทุกอย่างออกมาดี กลับกลายเป็นแรงกดดันที่ตัวเองทนแทบไม่ไหว ความรู้สึกนี้เองอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังติดอยู่ในภาวะ กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ จนปล่อยวางไม่ลง อาจนำไปสู่ความเครียดสะสมและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

พญ. นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต

พญ. นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต  ชวนคนทำงานมาสำรวจใจและปลดล็อกกับดักนี้ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความเป็นมืออาชีพให้เป็นพลังบวก ไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้งอีกต่อไป

“กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ภัยเงียบที่ทำลายใจคนทำงาน

กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ไม่ใช่โรคทางกายภาพ แต่เป็นภาวะทางใจที่คล้ายกับโรคบุคลิกภาพย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Personality Disorder: OCPD) มักเกิดขึ้นกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบ ความเป็นระเบียบ และความถูกต้องมากเกินไป รวมถึงผู้ที่ตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้สูง หรือเติบโตมาในครอบครัวที่เน้นความสมบูรณ์แบบ อีกทั้งอาจได้รับแรงกดดันจากสังคมที่ทำงานซึ่งมีการแข่งขันสูง ปัจจัยเหล่านี้เองที่ค่อย ๆ พาเราเข้าไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกว่าตัวเองต้อง “ดีที่สุด” ตลอดเวลา

เช็กด่วน! คุณกำลังติด “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” อยู่หรือเปล่า

แม้ภาวะ Professionalism Trap จะไม่ใช่โรคที่มีแบบวินิจฉัยชัดเจน แต่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) การไม่กล้าพูดคำว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะกลัวถูกมองว่าไร้ความสามารถ 2) การพยายามวางมาดเข้มแข็งตลอดเวลาเพราะเชื่อว่าความอ่อนแอคือความล้มเหลว 3) ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนไม่ยอมรับข้อผิดพลาดใด ๆ และ 4) รู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์และภาพลักษณ์อยู่เสมอจนกลายเป็นภาระใจ หากพบว่ามีหลายข้อที่ตรงกับตัวเอง อาจถึงเวลาทบทวนว่าความเป็นมืออาชีพที่คุณรักษาไว้ ว่ากำลังช่วยสร้างคุณค่าหรือบั่นทอนสุขภาพใจอยู่กันแน่

ซึมเศร้า-วิตกกังวล-ภาวะหมดไฟ ปลายทางของ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน”

สมองของมนุษย์ทำงานร่วมกันระหว่าง Prefrontal Cortex ซึ่งควบคุมเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ กับ Amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความกลัว และความกังวล หากสมดุลระหว่างสองส่วนนี้ถูกรบกวน สมองจะตอบสนองต่อความผิดพลาดแรงเกินจริงจนรู้สึกว่าความล้มเหลวเล็กน้อยคือเรื่องใหญ่ ส่งผลให้สมองหลั่งสารกระตุ้นความตึงเครียดซ้ำ ๆ จนระบบควบคุมอารมณ์อ่อนแรงลง “ในระยะยาว ภาวะนี้อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และภาวะหมดไฟ (Burnout) โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหาร นักวิชาการ หรือศิลปิน ที่เผชิญแรงกดดันให้ต้องดีพอตลอดเวลา ดังนั้นหากใครที่พบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ อยากให้เริ่มดูแลสุขภาพใจตัวเองทันทีเพื่อป้องกันโรคทางจิตใจที่อาจตามมา” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าว

เมื่อ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” เริ่มทำร้ายคนรอบข้าง

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวว่า “กับดักความเป็นมืออาชีพนอกจากจะทำร้ายตัวเอง อาจส่งผลกระทบให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน แบบแรกคือการสร้างบรรยากาศความกดดัน เพราะผู้ที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมักคาดหวังว่าคนอื่นต้องมีมาตรฐานที่สูงเท่ากับตัวเอง ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเครียด อึดอัด และเหมือนถูกจับตามองอยู่เสมอ อีกแบบคือการสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะการกลัวความผิดพลาดอาจทำให้เกิดนิสัยที่ละเอียดเกินจำเป็น เช่น การเช็กงานซ้ำ ๆ หรือถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแม้จะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่กลับสร้างความน่ารำคาญให้คนในทีมโดยไม่รู้ตัว”

ปลดล็อก “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ด้วยความเข้าใจตนเอง

การออกจากกับดักความเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานของตนเอง แต่คือการเรียนรู้ที่จะมีสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเมตตาต่อตัวเอง เริ่มจากการต้องเข้าใจว่าคุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความพยายามและความตั้งใจด้วย ลองเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ไกลเกินเอื้อม มาเป็นการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับความสามารถ เพราะทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มและตอกย้ำว่าเรามีคุณค่าในทุกก้าวที่เดิน

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวเสริมว่า “นอกจากการปรับความคิดแล้ว สิ่งที่คนทำงานควรทำควบคู่ไปด้วยคือการทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รวมถึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) แต่ถ้ารู้สึกว่าความกดดันมันหนักจนรับไม่ไหว ก็อยากให้ลองเข้ามาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะการมาขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นการดูแลสุขภาพใจอย่างมืออาชีพเช่นกัน”

“การจะเป็นมืออาชีพที่มีความสุขย่อมทำได้ ตราบใดที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้ เพราะความล้มเหลวมันไม่เคยฆ่าใคร มันเป็นแค่บทเรียนให้เราเติบโตขึ้น ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราหมดความน่าชื่นชม คุณยังเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีคุณค่า เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สมบูรณ์ ทั้งในวันที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัย หรือมีอาการของ ภาวะ ‘Professionalism Trap’ สามารถขอรัยคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-079-0078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

เบเยอร์ส่งพลังสีร่วมฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

เบเยอร์ส่งพลังสีร่วมฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

เบเยอร์ส่งพลังสีร่วมฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เบเยอร์ส่งพลังสี ร่วมฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ผนึกกำลังมูลนิธิรักษ์ไทย และมูลนิธิเพจอีจัน บรรเทาความเดือดร้อนอย่างยั่งยืน

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบ้านเรือน ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความเสียหายและความยากลำบากในการดำรงชีวิต ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต

บริษัท เบเยอร์ จำกัด ตระหนักถึงความเดือดร้อนดังกล่าว และพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม โดย นางสาวพวงเพ็ญ แสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ตัวแทนผู้บริหาร บริษัท เบเยอร์ จำกัด ได้มอบสีทาอาคารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ให้แก่ มูลนิธิรักษ์ไทย และ มูลนิธิเพจอีจัน เพื่อสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

การสนับสนุนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย อาคารสาธารณประโยชน์ โรงเรียน วัด และพื้นที่ชุมชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยผลิตภัณฑ์สีและวัสดุที่มอบให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในการซ่อมแซมและฟื้นฟูพื้นที่ รองรับทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พวงเพ็ญ แสงเพชร 

นางสาวพวงเพ็ญ แสงเพชร กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ของประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เบเยอร์หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย และสนับสนุนการฟื้นฟูให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติโดยเร็วที่สุด เบเยอร์ขอขอบคุณมูลนิธิรักษ์ไทย และมูลนิธิเพจอีจัน ที่ช่วยประสานงานและสนับสนุนการส่งมอบความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง”

ผู้ประสบอุทกภัยที่ต้องการรับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์สี สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่มูลนิธิรักษ์ไทย : https://www.raksthai.org/

คุณแหน : 20 มกราคม 2569

คุณแหน:20 มกราคม 2569

คุณแหน:20 มกราคม 2569

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

●● อย่างนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า “TIT-FOR-TAT” กล่าวคือวิวาทตบตีกันคนละทีสองที ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ยังคงมุ่งมั่นเซาะกร่อนบ่อนทำลายความอยู่รอดขององค์การสหประชาชาติ (UN) ล่าสุดสั่งการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศในสังกัด UN จากจำนวน 60 แห่งเหลือเพียง 30 กว่าแห่งเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ไม่มีหลักฐานว่า องค์การเหล่านี้ล้มเหลวมีแต่คอร์รัปชั่น-รั่วไหล-อยู่บนความเพ้อฝันไร้สาระแม้แต่องค์การสำคัญที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ปัญหา “โลกร้อน” ทรัมป์ ก็ยังประณามว่าเป็นเรื่องจัดฉากทั้งนั้น โดยประเทศเสรีนิยมและนักวิชาการสติเฟื่องจน UN ทนไม่ไหวออกมาตอบโต้แฉว่า สหรัฐฯ ติดค้างค่าบำรุงสมาชิกถึง 2 ปีแล้ว ซึ่ง UN มีบทลงโทษเบื้องต้นด้วยการ “ตัดสิทธิ” ไม่ให้สมาชิกดังกล่าวออกเสียงในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UN… เมื่อถึงวันประชุมใหญ่ UN ท่านคิดว่า ทรัมป์ เขาจะนั่งเฉยยอมให้ UN หักหน้าสหรัฐฯ ต่อหน้าสมาชิกสองร้อยกว่าประเทศหรือ? ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่าถึงวันนั้นอาจจะถึง OPTIONS ที่ไม่คาดคิดเช่น ทรัมป์อาจจะ “ไล่ที่” สนญ. UNที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก แล้วย้อนมาประมูลซื้อUN คอมเพล็กซ์พร้อมติดตั้งป้ายชื่อ “TRUMPTOWER” แทนคำว่า “UN” เลย !…

●●สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงทายาทไทคูนยุคใหม่ ดร.อุดมศักดิ์ อภิชาติธนพัฒน์ วันนี้นำเสนอทายาทไทคูนอีกท่านหนึ่ง ช่วงระวี กรรณสูตบุคคลที่รู้จักกันดีในแวดวงการอนุรักษ์วัตถุโบราณล้ำค่า ซึ่งริเริ่มจากบิดาผู้ล่วงลับ นพ.วิโรจน์ กรรณสูต แอนติกในครอบครองบางชิ้นมิวเซียมชื่อดังของโลกต้องมาติดต่อเพื่อขอไปร่วมนิทรรศการ เรื่องกิจการธุรกิจนั้นเขามีมากแต่ไม่ต้องห่วง เพราะมีทีมงานดูแลอยู่แล้ว ความสนใจในขณะนี้คือ การอุทิศตนในฐานะจิตอาสา อาทิ ในฐานะนายก “สมาคมเพื่อนแคลิฟอร์เนีย” ติดต่อประสานงานกับศิษย์เก่าจำนวนมากในประเทศไทย และอีกหลายแสนคนในมลรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อความเป็นสายใยของสังคม อีกภารกิจที่อุทิศเวลาให้ในฐานะ กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.บกน.7) ให้ความช่วยเหลือความเดือดร้อนของชาวบ้าน อีกทั้งติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของ สน.บวรมงคลให้เป็นไปตามนโยบายภาค 7…

●● ก่อนเจอะเจอเพื่อนๆ วารสารฯ มธ.ร่วมรุ่นทุกครั้ง ภุชงค์ ตัณฑ์ไพโรจน์ จะต้องเตรียมดูว่าร้านไหนมีอาหารอร่อย เดินทางสะดวก หากใกล้สถานีรถไฟฟ้าได้ยิ่งดี เพื่อนๆ ซาบซึ้งใจยิ่งนัก…

●● หลังเกษียณมานาน พอย่างวัยเลข “7” สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ มีกิจกรรมเพิ่มใหม่ เรียนลีลาศ นอกจากเรียนร้องเพลง ไปแอโรบิกในน้ำ ไปทัวร์ไหว้พระตามวัดในต่างจังหวัดแล้ว…●● ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร รับเชิญไปพูดให้ความรู้ในรายการฯทางสถานีวิทยุศึกษา เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา ซึ่งรายการนี้ กวิภัฏ วสุวานิช เป็นผู้จัด…

●● ธนษร กีรติบุตร เจอะเจอเพื่อนรักคนแรก โรงเรียนราชินี เมื่อวันไปมีทติ้งเพื่อนๆครั้งล่าสุดที่ผ่านมา…

●● เพื่อฉลองความเป็นเพื่อนครบ 50 ปี ในปีพ.ศ.2569 นี้ สุมนา ศุขนิทร นัดเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งเป็นอดีตเฟรชชี่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)รหัส 19 (เข้าเรียนปี 2519) รวมตัวกันตั้งแต่เช้าวันที่ 18 ก.พ.ที่ วัดฝายหิน จ.เชียงใหม่ เพื่อทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนร่วมรุ่นที่จากไปขึ้นสวรรค์ก่อนหน้าหลายสิบคน หลังเลี้ยงพระเสร็จ ก็เลี้ยงคนกันเอง ตกบ่ายพากันไปเยี่ยมคณะมนุษย์ฯ พร้อมร่วมพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่รุ่นน้องนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านท่าน คณบดีคณะมนุษย์ฯ ด้วย…จากนั้นตกเย็น ก็จะไปสังสรรค์รำลึกความหลังเมื่อครั้ง ONLY EIGHTEEN ที่บ้านอันกว้างขวางของ พ่อเลี้ยงดิษฐ์ (เพื่อนรหัส 19เช่นกัน) ที่แม่แตง…ใครเข้าข่ายเป็น ศิษย์เก่าคณะมนุษย์ฯ มช.รหัส19 อยากร่วมงานติดต่อ ป้อม-สุมนา ด่วน !!…●●

บารอนเนส

เปิดตัว NightLase® รักษานอนกรนแบบองค์รวม ยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพการนอนหลับ

เปิดตัว NightLase® รักษานอนกรนแบบองค์รวม ยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพการนอนหลับ

เปิดตัว NightLase® รักษานอนกรนแบบองค์รวม ยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพการนอนหลับ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

VitalSleep & Wellness Clinic คลินิกเฉพาะทางรักษานอนกรนแบบองค์รวมผสมผสาน และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการนอน ประกาศความร่วมมือกับ Fotona ผู้นำด้านเทคโนโลยีเลเซอร์ทางการแพทย์ระดับโลก เปิดตัวโปรแกรม NightLase® เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษานอนกรนโดยไม่ต้องผ่าตัด พร้อมต้อนรับ Dr. Linhlan Nguyen ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากออสเตรเลีย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment)

VitalSleep & Wellness Clinic โดดเด่นด้วยการให้บริการแก้ปัญหาการนอนหลับแบบองค์รวมและผสมผสาน (Holistic & Integrated Sleep Solutions) มุ่งเน้นการออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ให้บริการครอบคลุม ได้แก่ การรักษานอนกรนแบบไม่ผ่าตัด (Non-surgical treatment) การใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรมเพื่อลดการนอนกรน (Oral Appliance) การตรวจการนอนหลับจากที่บ้าน (Home Sleep Test) การตรวจประสิทธิภาพการหายใจ (Breathing Test) การวิเคราะห์โครงสร้างร่างกาย (Posture Analysis) การใช้โปรแกรม Exomind เทคโนโลยีบำบัดเสริมทางประสาท (Neuro-modulation Adjunct Therapy) เพื่อกระตุ้นให้หลับได้ลึกและมีคุณภาพ รวมไปถึงการออกแบบโปรแกรมสำหรับควบคุมน้ำหนักเพื่อให้สามารถจัดการภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทีมสหวิชาชีพที่ประกอบด้วยทันตแพทย์เฉพาะทางด้าน Dental Sleep Medicine และนักกายภาพบำบัดวิชาชีพ

เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการออกแบบโปรแกรมรักษาแบบองค์รวมผสมผสาน VitalSleep & Wellness Clinic จับมือกับ Fotona นำเทคโนโลยีเลเซอร์ขั้นสูงเข้ามาเสริมบริการด้วยโปรแกรม NightLase® เลเซอร์รักษานอนกรนและกระชับเนื้อเยื่อในลำคอ ช่วยเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพเมื่อใช้ร่วมกับแนวทางผสมผสานอื่นๆ

**NightLase®** คือเทคโนโลยีเลเซอร์วิธีรักษาด้วยเลเซอร์แบบไม่รุกราน (non-invasive) ที่ออกแบบมาเพื่อรักษา *“นอนกรน”* และ *“ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ”* (Sleep apnea) โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้ยาชา ด้วยพลังงานแสงเลเซอร์ชนิด **Er:YAG** ที่อ่อนโยนและแม่นยำ   

ในโอกาสนี้ คลินิกได้รับเกียรติจาก Dr. Linhlan Nguyen Dentist Dermal Therapist และ Laser and Health Academy’s International Expert Lecturer จาก Fotona ประเทศออสเตรเลีย เดินทางมาเยี่ยมชมคลินิก พร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และเทคนิคเชิงลึกด้านการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ในการแก้ปัญหาการนอนหลับ ร่วมกับ ทพ.ดร.อมรพงษ์ วชิรมน แพทย์ผู้บริหารและแพทย์ผู้ออกแบบโปรแกรมการรักษาผสมผสานของ VitalSleep & Wellness Clinic

ทพ.ดร.อมรพงษ์ วชิรมน ย้ำว่า “หัวใจสำคัญของ VitalSleep คือการเข้าใจว่าผู้ป่วยแต่ละคนมีสาเหตุของการนอนกรนและการหยุดหายใจขณะหลับที่แตกต่างกัน การนำเทคโนโลยี NightLase® เข้ามาไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องมือใหม่ แต่คือการเพิ่มทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เราสามารถออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้แม่นยำและครอบคลุมที่สุด การแลกเปลี่ยนความรู้กับ Dr. Linhlan Nguyen ในครั้งนี้ยืนยันว่าแนวทางของเราทัดเทียมกับมาตรฐานการรักษาระดับสากล และสามารถที่จะดูแลผู้ที่มีปัญหาได้หลากหลาย ครอบคลุม และได้ผลลัพธ์ตามที่มีงานวิจัยรับรอง”

ทพ.ดร.อมรพงษ์ วชิรมน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่มีปัญหานอนกรน หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้อีกหลายอย่าง เช่น การนอนกัดฟันที่อยู่ในระดับอันตราย และนำไปสู่ภาวะข้อต่อขากรรไกรอักเสบ หรือเสื่อมได้ หรืออาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำเกินง่ายได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือนำไปสู่ความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน ความดัน ไขมัน มากกว่าคนทั่วไป ความจำเสื่อม เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ที่ร้ายแรงอาจจะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และเป็นอันตรายร้ายแรงได้

ความร่วมมือและการนำเข้านวัตกรรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ VitalSleep & Wellness Clinic การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการรักษาปัญหานอนกรน และปัญหาที่เกี่ยวกับการนอนหลับ ให้มีมาตรฐานสูงและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศเเละระดับนานาชาติ และที่สำคัญสามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า “Better Sleep for Better Tomorrow”

VitalSleep & Wellness Clinic เน้นการรักษานอนกรนแบบไม่ผ่าตัด ออกแบบการรักษานอนกรน และปัญหาเกี่ยวกับการนอน ด้วยโปรแกรมการรักษาแบบองค์รวมผสมผสาน ออกแบบการักษาเฉพาะบุคคลโดยทันตแพทย์เฉพาะทาง Dental Sleep Medicine ด้วยการตรวจที่ละเอียด หลากหลาย เช่น การตรวจ Sleep Test การตรวจ Breathing Test การตรวจ Posture Analysis การทำ X-Ray / CT Scan การตรวจส่องกล้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบและมากพอที่จะวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการได้อย่างเเม่นยำ และออกแบบโปรแกรมการรักษาเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ตามที่งานวิจัยรองรับ VitalSleep & Wellness Clinic ตั้งอยู่ที่อาคารพญาไท พลาซ่า ติดรถไฟฟ้าสถานีพญาไท เดินทางสะดวก มีที่จอดรถเยอะ

หากสงสัยว่าจะมีปัญหานอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาวะด้านการนอนหลับ สามารถโทรศัพท์สอบถามเจ้าหน้าที่เฉพาะทางเกี่ยวกับปัญหาการนอน ได้ที่เบอร์ 02 109 9998 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อแอดเพิ่มเพื่อนใน Line และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ได้เป็นส่วนตัวติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: FOTONATHAILAND Website: https://fotonathailand.com

-(016)

ภาคเอกชนจับมือราชประชาสมาสัย ส่งเทคโนโลยีดูแลสมองผู้สูงอายุถึงพื้นที่ห่างไกล

ภาคเอกชนจับมือราชประชาสมาสัย  ส่งเทคโนโลยีดูแลสมองผู้สูงอายุถึงพื้นที่ห่างไกล

ภาคเอกชนจับมือราชประชาสมาสัย ส่งเทคโนโลยีดูแลสมองผู้สูงอายุถึงพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด โดย พญ.ธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ ทำพิธีส่งมอบ เครื่องมือตรวจภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น Eyetronix มูลค่ากว่า 7,000,000 บาท ให้แก่สถาบันราชประชาสมาสัย เพื่อติดตั้งในรถพระราชทาน นำไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารที่เข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ โดยรถพระราชทานที่ได้รับการติดตั้งคเรื่อง Eyetronix ได้ออกให้บริการประชาชนเป็นครั้งแรก ในวันสัปดาห์ราชประชาสมาสัย ระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม 2569  ณ โรงพยาบาลราชประชาสมาสัย จ.สมุทรปราการ

รถพระราชทาน เป็นรถที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่สถาบันราชประชาสมาสัยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนและตรวจรักษาประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย รถคันนี้จึงถูกปรับปรุงให้กลับมาให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนอีกครั้ง โดยบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เครื่องมือตรวจภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น Eyetronix ได้ให้การสนับสนุนในการติดตั้งเครื่อง Eyetronix ซึ่งเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ออกแบบเฉพาะสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ ช่วยตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเพียงไม่กี่นาที เหมาะสำหรับผู้สูงอายุทุกท่าน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลใหญ่ได้

พญ.ธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ปัญหาภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล เครื่อง Eyetronix ที่เรามอบให้สถาบันราชประชาสมาสัยในวันนี้ สามารถตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ทำให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม การตรวจพบโรคสมองเสื่อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาและดูแลได้ทันท่วงที ช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อพบภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยควรได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพสมองด้วยเครื่อง Neurosight ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและลดภาระของครอบครัวในการดูแล”

พญ.สราญจิต วิมูลชาติ  ผู้อำนวยการสถาบันราชประชาสมาสัย กล่าวว่า “ขอขอบคุณความร่วมมือจากภาคเอกชน และมั่นใจว่าเครื่องมือนี้จะช่วยการให้บริการเคลื่อนที่ของสถาบันราชประชาสมาสัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานในการพัฒนาสาธารณสุขให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม”

ในช่วงวันสัปดาห์ราชประชาสมาสัย ระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม 2569 รถพระราชทานที่ติดตั้งเครื่อง Eyetronix แล้วได้ออกให้บริการประชาชนเป็นครั้งแรก มีประชาชนมากกว่า 250 คนเข้ารับบริการตรวจสุขภาพและคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แสดงให้เห็นถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และความตระหนักในความสำคัญของการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเครื่องตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อม Eyetronix ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจพบและดูแลรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยชะลอการดำเนินของโรคและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว

“การมอบ เครื่องมือตรวจภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น Eyetronix นี้ เป็นความมุ่งมั่นของ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ที่ต้องการแสดงความจงรักภักดี และสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยสุขภาวะของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ มีสุขภาพอนามัยที่ดีอย่างเท่าเทียม” พญ.ธีรธร ทองก้อนใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย

พี่เบิร์ดเคลื่อนไหวแล้ว โพสต์ภาพสยบข่าว ยันสุขภาพแข็งแรงดี หลังFCแห่เป็นห่วงคลิปพูดไม่ชัด

พี่เบิร์ดเคลื่อนไหวแล้ว โพสต์ภาพสยบข่าว ยันสุขภาพแข็งแรงดี หลังFCแห่เป็นห่วงคลิปพูดไม่ชัด

พี่เบิร์ดเคลื่อนไหวแล้ว โพสต์ภาพสยบข่าว ยันสุขภาพแข็งแรงดี หลังFCแห่เป็นห่วงคลิปพูดไม่ชัด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

“พี่เบิร์ด” เคลื่อนไหวแล้ว! โพสต์ภาพสยบข่าวลือ ยันสุขภาพแข็งแรงดี หลังแฟนคลับแห่เป็นห่วงคลิปพูดไม่ชัด

20 มกราคม 2569 ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ Bird Thongchai ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคลายความกังวลของเหล่า “คนรักพี่เบิร์ด” โดยโพสต์ข้อความระบุว่า

“สวัสดีครับ พี่เบิร์ดมารายงานตัวครับ พี่เบิร์ดสบายดีครับ ขอขอบคุณในความห่วงใยจากทุกๆ คนครับ”

พร้อมกันนี้ยังมีภาพที่พี่เบิร์ดมีสีหน้าสดใส เพื่อเป็นการยืนยันว่าสภาพร่างกายและจิตใจยังคงเต็มร้อยเหมือนเดิม ทำเอาแฟนคลับแห่เข้าไปกดไลก์และคอมเมนต์แสดงความดีใจกันยกใหญ่ อาทิ “ใจชื้นขึ้นเยอะเลยค่ะ”, “ดูแลสุขภาพด้วยนะพี่เบิร์ด”, และ “รอติดตามผลงานอยู่นะคะ”