ไทยงัดหลักฐานโต้เขมร แฉใช้ปราสาทพระวิหาร เป็นฐานทหาร มรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม

13 กันยายน 2569 เวลา 09:52 น.

“ผอ.JIC ไทย” เปิดหลักฐานโต้เขมร ใช้ “พระวิหาร” เป็นฐานทหาร ย้ำมรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม ขอประชาคมโลกตรวจสอบพิกัด-ภาพอาวุธ-ไทม์ไลน์ ใครยิงจากไหน เมื่อใด

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ระบุถึงกรณีที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานว่า ทหารกัมพูชาใช้บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นทางทหาร โดยไทยยืนบนหลักว่า การนำพื้นที่มรดกโลกไปใช้ประโยชน์ทางทหารเป็นประเด็นสำคัญตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อมูลที่ฝ่ายไทยนำเสนอประกอบด้วยภาพทางอากาศ พิกัด และภาพอาวุธที่ระบุว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทั้งอาวุธต่อต้านรถถัง RPG อาวุธประจำกาย และตำแหน่งอาวุธต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่ไทยต้องการคือ ให้มีการตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้อย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ตัดสินจากคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนกรณีที่ไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาใช้พื้นที่มรดกโลกเป็นฐานยิงใส่ทหารไทยใช่หรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้ในกิจกรรมทางทหาร และมีข้อกล่าวหาที่ต้องตรวจสอบว่า มีการใช้อาวุธจากพื้นที่นั้นต่อกำลังไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมนำเสนอพิกัด เวลา ภาพ และข้อมูลประกอบ เพื่อให้พิจารณาจากข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า หากทหารกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานทหาร เท่ากับว่าปราสาทหมดความคุ้มครองหรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ไม่ควรพูดว่าหมดความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายมีรายละเอียดและเข้มงวดกว่านั้น โดยอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 กำหนดให้หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่ทำให้เสี่ยงต่อการถูกทำลายหรือเสียหายจากการสู้รบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยิงจากพื้นที่มรดกโลก ไทยมีสิทธิตอบโต้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในขณะนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะมีทหารหรืออาวุธอยู่แล้วจะโจมตีได้ทันที ภายใต้หลักคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ต้องพิจารณาว่าสถานที่นั้นกลายเป็นวัตถุประสงค์ทางทหารหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และต้องใช้มาตรการที่เป็นไปได้เพื่อลดความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม โดยหลักดังกล่าวปรากฏชัดใน Second Protocol ปี 1999 โดยเฉพาะเรื่อง imperative military necessity และ precautions in attack

เมื่อถามย้ำอีกว่า แล้วใครควรรับผิดชอบต่อความเสียหายของปราสาท ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องดู Full Timeline ว่าใครนำกำลังและอาวุธเข้าไป ใครใช้อาวุธ จากตำแหน่งใด เมื่อใด และฝ่ายที่ตอบโต้มีเป้าหมายอะไร จึงจะประเมินความรับผิดชอบได้อย่างเป็นธรรม ไม่ควรเริ่มเรื่องจากภาพความเสียหายเพียงปลายเหตุ

ส่วนข้อความสำคัญที่ไทยต้องการบอกประชาคมโลกคืออะไร ผอ.JIC ระบุว่า มรดกโลกต้องเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงคราม ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมกัน อย่าใช้มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางทหาร และอย่าโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมโดยปราศจากเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไทยขอเพียงมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย คือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง คุ้มครองชีวิต และคุ้มครองมรดกของมนุษยชาติ

“มรดกโลกไม่ควรถูกใช้เป็นฐานทางทหารหรือเป็นเกราะกำบังการปฏิบัติการทางทหาร หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการยิงจากพื้นที่ดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline ใครยิง จากไหน เมื่อใด และเป้าหมายอะไร ไทยพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรฐานสากล” ผอ.JIC กล่าว

โฆษกรัฐบาลเคลียร์ชัด 3 ประเด็น พรบ.อาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำ!ไม่มีข้อกำหนด ต่อใบอนุญาตทุก 1-2 เดือน

13 กันยายน 2569 เวลา 09:31 น.

13 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากที่มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจตนารมณ์และแนวทางในการควบคุมอาวุธปืนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน

1. มีข้อสังการนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจัดทำระบบทะเบียนการขออนุญาต อัตลักษณ์และประวัติอาวุธปืนแบบอิเล็คทรอนิคส์ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ให้สามารถสืบค้นข้อมูลแบบ real-time ได้
ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ

2. มีมติ ครม. เห็นชอบร่าง พรบ.แก้ไข พรบ.อาวุธปืนที่ใช้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490

สาระสำคัญการแก้ครั้งนี้เพื่อให้มีความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต โดยเปลี่ยนจาก “นายทะเบียนท้องที่” เป็น “นายทะเบียน” ซึ่งหมายถึงอธิบดีกรมการปกครอง

ผู้ที่จะขอมีอาวุธปืน จะต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการตรวจสภาพจิตซึ่งจะออกเป็นกฏกระทรวงต่อไป

การครอบครองอาวุธปืนที่ไม่ใช่ของตน และ มีเครื่องกระสุนที่ไม่ตรงกับรุ่นที่ได้รับอนุญาตครอบครองถือเป็นความผิด

*** ส่วนกรณีผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งกฏหมายอนุญาตให้มีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนได้ จะเป็นการอนุญาตในเวลาที่มีหน้าที่ปฏิบัติภารกิจ ***

เรื่องระยะเวลาของการให้อนุญาต ซึ่งต้องมีการทบทวนคุณสมบัติทุกครั้ง เป็นจุดที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระยะเวลาที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ ซึ่งข้อคิดเห็นต่างๆ จะนำเข้าไปประกอบในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

*** ไม่มีประกาศหรือข้อบังคับใดๆ ที่จะให้ต้องต่อใบอนุญาติและเสียค่าธรรมเนียมทุก 1-2 เดือนตามที่มีข้อมูลเผยแพร่กัน ***

3. ไม่มีการออกเป็น พรก. ใดๆ มีเพียงแต่ร่าง พรบ. ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอเน้นย้ำว่า การดำเนินการปรับปรุงแก้ไขครั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยทุกคน และในขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องครอบครองและพกพาอาวุธปืน รวมถึงนักกีฬาก็ยังสามารถครอบครองและพกพาไปปฏิบัติหน้าที่ได้

จับตา กกต. ฟันคดีฮั้ว สว.! อดีตปลัดยุติธรรมชี้ หากสืบพยานถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาลฎีกา-อย่าตัดจบไร้คำอธิบาย

13 กันยายน 2569 เวลา 08:39 น.

13 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วุฒิสภากับความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจ

วันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกำหนดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องความไม่สุจริตในการเลือก

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความไว้วางใจในระบบตรวจสอบอำนาจของประเทศ เพราะวุฒิสภามีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีบทบาทให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึง กกต. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตของการได้มาซึ่ง สว. เอง ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้การตรวจสอบต้องรอบคอบและโปร่งใสเป็นพิเศษ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าแต่ละองค์กรทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ โดยยึดกฎหมายและประโยชน์ส่วนรวม

หากข้อกังขาเกี่ยวกับที่มาของ สว. ไม่ได้รับคำตอบที่น่าเชื่อถือ ความสงสัยอาจส่งต่อไปถึงผู้ที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และกระทบความไว้วางใจในการทำงานขององค์กรอิสระ แม้บุคคลเหล่านั้นจะทำหน้าที่อย่างซื่อตรงก็ตาม การคลี่คลายเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมจึงเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันเหล่านี้ด้วย

หลัก “ความรับผิดรับชอบ” หรือ “accountability” จึงมีความสำคัญ ผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายการตัดสินใจของตนได้ ยอมรับการตรวจสอบ และรับผลตามกฎหมายเมื่อใช้อำนาจโดยมิชอบ

หลักนี้ใช้กับองค์กรอิสระด้วย

“ความเป็นอิสระ” ช่วยให้องค์กรเหล่านี้ยืนหยัดตามกฎหมายได้แม้เผชิญแรงกดดัน

ส่วน “ความรับผิดรับชอบ” ถูกตรวจสอบได้ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

หลักทั้งสองหลักจึงต้องเดินไปด้วยกัน

ในเรื่องนี้ กกต. มีบทบาทสำคัญในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ภายหลังประกาศผลการเลือก

หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

การยื่นคำร้องยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด เพราะศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป การใช้เกณฑ์พยานหลักฐานในขั้นตอนนี้อย่างถูกต้องจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่เรื่องจะเข้าสู่การตรวจสอบโดยศาล

ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับโอกาสชี้แจงและโต้แย้งพยานหลักฐาน ความรับผิดต้องพิจารณาจากการกระทำของแต่ละบุคคล ความสงสัยของสังคมใช้แทนหลักฐานไม่ได้

ขณะเดียวกัน เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่ก็ต้องดำเนินการต่ออย่างตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน

หาก กกต. เห็นควรยุติเรื่องโดยไม่ยื่นคำร้องต่อศาล ยิ่งต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาสำคัญได้รับการตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานจึงไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการต่อ เพราะการตัดสินใจนี้มีผลต่อการที่ข้อกล่าวหาจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลในช่องทางดังกล่าว

และไม่ว่าผลจะออกมาทางใด กกต. ควรเปิดเผยเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การตรวจสอบต้องแล้วเสร็จภายในเวลาที่สมควรด้วย เพราะระหว่างที่ข้อกล่าวหายังไม่มีข้อยุติ ผู้ดำรงตำแหน่งยังคงใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องที่อาจส่งผลต่อประเทศไปอีกหลายปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องอยู่กับความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อชื่อเสียง หากจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติม จึงควรชี้แจงว่ายังต้องตรวจสอบเรื่องใด และมีแนวทางดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างไร

ในฐานะคนที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมและผลักดันหลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ผมห่วงว่า หากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ากลไกตรวจสอบจะทำงานได้เมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคก็จะอ่อนแอลง และกระทบถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ผู้มีหน้าที่พิจารณาจึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบครั้งนี้ เพราะการตัดสินใจมีผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งวุฒิสภาและระบบตรวจสอบอำนาจทั้งระบบ

ประชาชนจึงมีสิทธิคาดหวังการใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและได้รับคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ผู้ตัดสินใจจึงต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตน

หลักนิติธรรมจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีผู้มีอำนาจคนใดอยู่เหนือการตรวจสอบ รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจนั้นเอง

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์
12 กันยายน 2569

รัฐบาลชวนอัปสกิลคนทำงาน เปิด One Platform รวม 967 หลักสูตรพัฒนาทักษะไว้ที่เดียว เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา รับโลกงานยุคดิจิทัล

13 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิด “One Platform for Skill Development” แพลตฟอร์มรวมหลักสูตรพัฒนาทักษะจากเครือข่าย 30 แห่ง จำนวน 967 หลักสูตร ให้แรงงานและประชาชนเลือกเรียนออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งเทคนิคการขายขั้นสูง การบริการลูกค้าแบบมืออาชีพ การใช้ Generative AI และการสร้างกลยุทธ์การขายด้วย AI ช่วยเติมทักษะให้ทันความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่

13 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของกำลังแรงงานเพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน โดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการด้านทักษะของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล และเปิดตัว “One Platform for Skill Development” เพื่อเป็นช่องทางกลางในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะ ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ให้แรงงาน ประชาชนทั่วไป และสถานประกอบกิจการสามารถเลือกเรียนหลักสูตรที่เหมาะกับความต้องการของตนเองได้สะดวกมากขึ้น

ปัจจุบันแพลตฟอร์มมีเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานขึ้นทะเบียนหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์แล้ว 30 แห่ง รวม 967 หลักสูตร ครอบคลุมทักษะหลากหลายด้าน ทั้งการขาย การบริการ การพัฒนาทักษะดิจิทัล เทคโนโลยี AI ภาษา ธุรกิจ และทักษะวิชาชีพต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกพัฒนาทักษะเดิมหรือต่อยอดไปสู่ทักษะใหม่ที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการ

สำหรับหลักสูตรที่น่าสนใจ เช่น เทคนิคการขายขั้นสูงสำหรับนักขายมืออาชีพ ซึ่งเน้นทักษะการขายที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริง การบริการด้วยใจสู่การบริการที่เป็นเลิศสำหรับผู้ที่ทำงานด้านบริการ การสร้างประสบการณ์และบริการลูกค้าอย่างมืออาชีพด้วยแนวคิด Customer Centric ที่เน้นการเข้าใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงการสร้างกลยุทธ์การขายด้วย Generative AI ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการทำงาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การพัฒนาทักษะในยุคปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการเข้าอบรมในห้องเรียน แต่สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องผ่านระบบออนไลน์ โดยแต่ละคนสามารถเลือกหลักสูตรให้สอดคล้องกับงานที่ทำ หรือทักษะที่ต้องการพัฒนาเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมของตนเอง

“รัฐบาลต้องการให้การพัฒนาทักษะเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทำงานทุกกลุ่ม เพราะเมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว ทักษะที่มีอยู่ก็ต้องพัฒนาให้ทัน การเรียนรู้เพิ่มเติมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง ทั้งการทำงานในปัจจุบัน การเตรียมพร้อมสำหรับอาชีพใหม่ และการเพิ่มโอกาสในการมีรายได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ One Platform for Skill Development ยังเปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการนำหลักสูตรไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงานของตนเองได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับทักษะกำลังคนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและเลือกหลักสูตรที่เหมาะกับตัวเองได้ที่ https://oneplatform.dsd.go.th/

วัส ติงสมิตร จับประเด็นวิเคราะห์ 4 มิติสำคัญ พยานกลับคำในคดีฮั้ว สว. ตามมุมมองกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน

13 กันยายน 2569 เวลา 08:09 น.

13 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พยานกลับคำ” ในคดีฮั้ว สว. ตามมุมมองกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน

ปรากฏการณ์ “พยานกลับคำ” ในคดีทุจริตหรือการฮั้วเลือกตั้งระดับชาติอย่างคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ดังที่ปรากฏในข่าวหลายวันที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่สะท้อนถึง “ยุทธวิธีทางคดี” และ “ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน” ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งสามารถนำบรรทัดฐานทางนิติศาสตร์และคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญมาจับประเด็นวิเคราะห์ได้เป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้

1.การชั่งน้ำหนักคำให้การ 2 ครั้ง: “คำให้การครั้งแรก” VS “คำกลับคำครั้งที่สอง”

ในคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง หากพยานบุคคลให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือกรรมการสืบสวนและไต่สวนไว้ 2 ครั้งโดยมีสาระสำคัญขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลฎีกาไทย (ตามแนวฎีกาที่ 63/2533 และ 2627/2543) จะไม่พิจารณาเพียงว่า “ถ้อยคำครั้งหลังสุดคืออะไร” แต่จะมุ่งพิจารณา “บริบทและสภาพแวดล้อมขณะทำคำให้การ” เป็นหลัก

• ความน่าเชื่อถือตามสภาพแวดล้อม (Contemporaneous Statement):

คำให้การครั้งแรกที่ทำขึ้นในระยะกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ มักได้รับน้ำหนักสูงกว่า เพราะพยานยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง ปั้นแต่งเรื่อง หรือถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

• แรงจูงใจและการเปลี่ยนผ่านของอำนาจรัฐ:

ข้อสังเกตที่ว่า “การกลับคำครั้งที่สองเกิดขึ้นในยุคที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีอำนาจทางการเมือง” เป็นประเด็นทางข้อเท็จจริงที่ศาลและองค์กรอิสระ (กกต./ป.ป.ช.) ต้องนำมาชั่งน้ำหนักอย่างยิ่ง หากคำให้การครั้งที่สองมีลักษณะ “บ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” อย่างขัดต่อเหตุผลและขัดต่อสภาพความเป็นจริงในสังคม แนวทางของศาลฎีกาที่วางไว้คือ ศาลสามารถปฏิเสธคำเบิกความ/คำให้การครั้งที่สอง และเลือกรับฟังคำให้การครั้งแรกที่บริสุทธิ์กว่าได้

2. หลัก “พยานแวดล้อมกรณี” และ “พยานวัตถุ” เหนือกว่าพยานบุคคล

ในคดีอาญา พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ (มาตรา 226 แห่ง ป.วิ.อ.)

ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง หรือคดีฮั้ว สว. พยานบุคคลเพียงปากเดียวจัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาต้องใช้ระบบ “พยานหลักฐานประกอบ (Corroborating Evidence)” เข้ามาร่วมวินิจฉัย ซึ่งพยานหลักฐานประเภทอื่นมีความน่าเชื่อถือและมั่นคงกว่าพยานบุคคล (ซึ่งแปรเปลี่ยนได้ง่าย) เช่น:

• พยานวัตถุและพยานอิเล็กทรอนิกส์: ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่เห็นการยื่นโพย, ประวัติการโทรศัพท์ (Call Detail Records), ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data)

• พยานเอกสารและพยานเอกลักษณ์: โพยใบสั่ง, รายชื่อผู้สมัคร, เส้นทางการเงิน (Financial Trail)

• พยานสถิติและความสอดคล้อง: ผลการลงคะแนนที่ตรงกับโพยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

หากพยานบุคคลกลับคำโดยอ้างว่า “ไม่มีการทำโพยอยู่จริง” แต่ข้อเท็จจริงยันด้วย พยานวัตถุ (กล้อง CCTV) และ พยานเอกสาร (โพยที่จับกุมได้จริง) คำให้การกลับคำของพยานปากนั้นจะกลายเป็นคำให้การเท็จทันที และถูกหักล้างด้วยพยานหลักฐานอื่นที่แน่นหนากว่า

3. มาตรฐานการรับฟังพยานหลักฐานในคดีเลือกตั้ง: หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” (ตาม พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 62)

จุดตัดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในคดีเลือก สว. คือ “มาตรฐานการพิสูจน์” (Standard of Proof) ที่แตกต่างจากคดีอาญาปกติ

• คดีอาญาทั่วไป: ใช้หลัก “พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย” (Beyond a Reasonable Doubt) หากพยานหลักฐานสับสนหรือพยานกลับคำจนเกิดความสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

• คดีเลือก สว. (พ.ร.ป. สว. 2561 มาตรา 62): ในการใช้อำนาจของ กกต. เพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกา กฎหมายใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยืดหยุ่นกว่า Beyond a Reasonable Doubt ในคดีอาญาทั่วไป

ดังนั้น ในชั้นสืบสวนและไต่สวนของ กกต. กกต. ไม่จำเป็นต้องรอให้พยานบุคคลยันคำให้การ 100% หรือปราศจากข้อสงสัย หากมีพยานแวดล้อม พยานเอกสาร โพยใบสั่ง เส้นทางการเงิน และกล้อง CCTV ที่เมื่อนำมารวมกันแล้ว “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตในการเลือก หรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เกิดขึ้นจริง กกต. ย่อมมีหน้าที่และความชอบธรรมตามกฎหมายในการชี้มูลและส่งเรื่องไปศาลฎีกา พยานกลับคำ 1 ปาก ไม่มีผลทำให้สั่งยกคำร้องได้

4. ภาระหน้าที่ขององค์กรอิสระ (กกต.) กับการตรวจสอบทางการเมือง

กกต. มีหน้าที่ยื่นรายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นกระบวนการตรวจสอบทางการเมือง (Political Accountability) ส่วนทางนิติศาสตร์ กกต. ในฐานะองค์กรไต่สวน มีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏ (Search for Substantive Truth)

• ห้ามสรุปคดีแบบตื้นเขิน: กกต. จะอ้างเพียงว่า “พยานหลักเบิกความกลับคำ จึงไม่มีหลักฐานเพียงพอ” ไม่ได้ หากยังมีพยานบุคคลอีกหลายร้อยปากและพยานทางวิทยาศาสตร์/การเงินที่ยังไม่ได้ถูกทำลาย

• ความรับผิดทางอาญาของพยาน: หากพบว่าการกลับคำเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน พยานปากดังกล่าวต้องถูกดำเนินคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 172 เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง

สรุป

ในเชิงนิติศาสตร์ คดีฮั้ว สว. ตามข่าวนั้น “การกลับคำของพยานบุคคล 1 ปาก ไม่ใช่จุดจบของคดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 62 เปิดช่องให้ใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” หากพนักงานสอบสวนหรือ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานในลักษณะ “โครงข่ายพยาน” (Chain of Evidence) ทั้งเส้นทางการเงิน โพยใบสั่ง และกล้องวงจรปิดไว้อย่างสมบูรณ์ คำให้การกลับคำนั้นจะกลายเป็นเพียง Inconsistent Statement ที่ไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถหักล้างพยานวัตถุ พยานแวดล้อมกรณี และมาตรฐานตามกฎหมายเลือกตั้งได้เลย

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
13/9/69

#พยานกลับคำ #คดีฮั้วสว #กกต #กฎหมายพยานหลักฐาน #พรปสว2561 #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร

สวนดุสิตโพลเผย คนไทย 40% เมินชุมนุมทางการเมือง 69% มองเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลัก

13 กันยายน 2569 เวลา 07:48 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ร้อยละ 44.65รองลงมาคือ สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 30.02 โดยเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง คือปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ร้อยละ 69.54 รองลงมาคือ คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76ทั้งนี้มองว่าการชุมนุมทางการเมือง ช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ร้อยละ 47.95โดยเห็นว่าการชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 41.86สุดท้ายคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง ร้อยละ 40.56

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยโดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่าสงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่า ความสงบนิ่ง ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่าคนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมีเพียง 30.02%และเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด และมีเพียง 35.60% ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น ในฐานะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆมีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะได้นำเอาผลโพลในครั้งนี้ไปขบคิดมิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวัน ๆ โดยมิได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานีเพราะนั่นเท่ากับว่าความสงบนิ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการบ่อนทำลายความชอบธรรม (legitimacy)ของรัฐบาลจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ตนเองบริหารประเทศต่อไปได้และการเมืองไทยก็อาจวนกลับมาสู่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งก็เป็นได้

สะท้อนเสียงคนไทย! นิด้าโพลเผย ประชาชนกว่า 71% เอือมพฤติกรรมชาวอิสราเอล ไม่เคารพกฎหมาย จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้ม

13 กันยายน 2569 เวลา 07:24 น.

13 กันยายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ชาวยิว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดแม่ฮ่องสอน กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,410 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 76.38 ระบุว่า เคยได้ยินจากข่าวผ่านจากสื่อต่าง ๆ (เช่น สื่อกระแสหลัก โซเชียลมีเดีย) รองลงมา ร้อยละ 17.45 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวใด ๆ และไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง ร้อยละ 5.11 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเอง ร้อยละ 4.33 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจากคนที่มีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 3.48 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจาก คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรง

เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย (จำนวน 1,164 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทยจากข่าวสารหรือประสบการณ์โดยตรง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.22 ระบุว่า ไม่เคารพกฎหมายรองลงมา ร้อยละ 46.39 ระบุว่า พูดจาไม่สุภาพ แสดงอาการดูถูกคนไทย ร้อยละ 45.96 ระบุว่า ไม่เคารพวัฒนธรรมไทย ร้อยละ 40.03 ระบุว่า ไม่เคารพวิถีชีวิตชุมชน ร้อยละ 36.43 ระบุว่า ไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ร้อยละ 31.44 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองที่ดิน ร้อยละ 29.04 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองธุรกิจ ร้อยละ 20.02 ระบุว่า แสดงอาการที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา ร้อยละ 19.93 ระบุว่า ตั้งสุสานชาวอิสราเอลในไทย โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ ร้อยละ 18.47 ระบุว่า ขยายชุมชนชาวอิสราเอลในพื้นที่ใดที่หนึ่ง ร้อยละ 16.41 ระบุว่า อยู่ในประเทศไทยเกินกว่าระยะเวลาที่วีซ่าอนุญาต ร้อยละ 10.48 ระบุว่า ทำธุรกิจหรือแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ร้อยละ 10.22 ระบุว่า เปิดให้บริการสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ทำงานที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ ร้อยละ 2.41 ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย (จำนวน 1,164 หน่วยตัวอย่าง)เกี่ยวกับมาตรการของประเทศไทยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.49 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รองลงมา ร้อยละ 45.45 ระบุว่า รัฐควรลดระยะเวลาอนุญาตพำนักอาศัยของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 38.49 ระบุว่า ดำเนินการให้สถานทูตอิสราเอล กำกับพฤติกรรมชาวอิสราเอลในประเทศไทยอย่างเข้มงวด ร้อยละ 26.46 ระบุว่า คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 23.54 ระบุว่า รัฐควรพิจารณาถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการขยายตัวของชุมชนชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 17.53 คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านผู้ที่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 6.62 ระบุว่า รัฐควรเนรเทศผู้ที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร ร้อยละ 1.20 ระบุว่า เราควรตรวจสอบให้ดีว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่ และเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลหรือไม่ ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบการท่องเที่ยว และร้อยละ 2.75 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับแรงงานไทยในอิสราเอล เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองและควบคุมการเดินทางเข้าประเทศ ไม่ต้องทำอะไรเลย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานของไทย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอิสราเอล และเราควรให้อภัย เพราะต่างชาติย่อมไม่เข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมไทย

กดดันกกต.คดีฮั้วสว. ฝ่ายค้านขู่! ไม่ส่งศาลเรื่องไม่จบ ‘ไอติม’ร่นศึกซักฟอก ก.ย.นี้ถล่ม’หนู-นก’

13 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

กดดันกกต.คดีฮั้วสว. ฝ่ายค้านขู่! ไม่ส่งศาลเรื่องไม่จบ ‘ไอติม’ร่นศึกซักฟอก ก.ย.นี้ถล่ม’หนู-นก’

“ไอติม-ปชน.” รุกหนักกดดัน กกต.ลงมติส่ง229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ให้ศาลพิสูจน์อ้างหลักฐานมัดทั้งเส้นเงิน-นัดหมาย-โพยยังอยู่ครบ ขู่หากยกคำร้อง-ไม่ส่ง เรื่องไม่จบ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทุกช่องทางร่นเวลายื่นซักฟอกเป็นก.ย.นี้ ล็อกเป้า“อนุทิน-ไชยชนก”ประเด็น“โกงสอบ/ฮั้ว สว./ TH-AI” โวมีเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเปิด “หมอเอก”โฆษกรบ.เย้ย“ฝ่ายค้าน”สร้าง “ศัตรูทางการเมือง” ตัวใหม่ มุ่งโจมตีรัฐบาล หลังล้มเหลวตรวจสอบทุนเทา

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวนอกสภากดดันก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ว่ากิจกรรมสัมมนาเรื่ององค์กรอิสระในวันนี้ ต้องการสื่อสารให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอิทธิพลแทรกแซงซึ่งบทบาทของ กกต.ต่อคดีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญที่สังคมกำลังจับตา

นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยังยืนยันข้อเรียกร้องให้กกต.ทั้ง 7 คน ลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา229 คนต่อศาล ไม่ใช่การฟันธงว่าทุกคนกระทำผิดแต่เห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าใครกระทำผิดบ้าง โดยยกเหตุผลว่าคดีก่อนหน้านี้กกต.เคยส่งฟ้องจากหลักฐานข้อความสนทนาเรื่องการจับคู่ลงคะแนน ขณะที่ คดีนี้มีหลักฐานที่เห็นว่าแสดงถึงการทำงานเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงิน การนัดหมาย และโพยที่นำไปใช้ในวันเลือก

“แม้ว่ากกต. 4 ใน 7 คน มีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์เนื่องจากได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจาก สว.ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ที่ให้ความเห็นชอบตนเอง ทางออกคือส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาหรืออย่างน้อยควรพิจารณาความเห็นของ กกต.อีก 3 คนที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้วลงมติไปในทิศทางเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน” ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าว

ส่วนข้อสังเกตว่าการจัดกิจกรรมเป็นการกดดันกกต.ก่อนลงมติ นายพริษฐ์ยืนยันว่าการเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎรโดยสิ่งที่กังวล คือ การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละคดี จึงต้องนำเสนอข้อมูลและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

พยานกลับคำ‘ช้างทั้งตัว’ไม่หายไป

เมื่อถามถึงเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับพยานกลับคำให้การนายพริษฐ์ กล่าวว่า “เราจะเรียกว่าเอกสารหลุด หรือเอกสารปล่อยครับ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาบังเอิญตรงกับที่สส.พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในสภาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ หลักฐานคดี สว.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานเพียงคนเดียว แต่ยังมีพยานอีกหลายร้อยคน เส้นทางการเงิน ประวัติการติดต่อ โพยและบัตรลงคะแนน “มันมีช้างทั้งตัวครับ พยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป” นายพริษฐ์ กล่าว

ซัดพยานกลับคำให้แฉถูกกดดัน

นายพริษฐ์กล่าวว่า หากพยานอ้างว่าการให้การครั้งแรกเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ก็ควรตรวจสอบเช่นกันว่าการกลับคำให้การครั้งที่สอง ซึ่งเป็นคุณต่อพรรคภูมิใจไทยและเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคมีอำนาจ ได้รับแรงกดดันหรือไม่ โดยต้องนำคำให้การทั้งสองครั้งมาเทียบกับพยานและหลักฐานอื่น ไม่ใช่เลือกตั้งคำถามเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง คำให้การครั้งหลัง ที่ปฏิเสธเรื่องการทำโพย ขัดแย้งกับหลักฐานโดยอ้างถึงภาพกล้องวงจรปิด การพบโพยในสถานที่เลือกและรูปแบบการกระจายคะแนนทั้ง 20 กลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกันพร้อมตั้งคำถามว่าหากอ้างว่ามีการทำโพยย้อนหลังจะอธิบายผลคะแนนที่สอดคล้องกันได้อย่างไร

ขู่14ก.ย.กกต.ไม่ส่ง-ไม่จบแน่นอน

สำหรับแนวทางหลังวันที่ 14 กันยายน นายพริษฐ์กล่าวว่าหาก กกต.ยกคำร้อง หรือไม่ส่งฟ้อง ทั้งที่หลักฐานชัดเจน “เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน” โดยกกต.ต้องเตรียมตอบคำถามในการพิจารณารายงานประจำปีในสภาสัปดาห์หน้า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ต้องตอบคำถามในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในทางกฎหมาย ยังต้องพิจารณาช่องทางดำเนินการต่อรวมถึงการดำเนินคดีกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งอาจต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่พรรคการเมืองโดยตรง

นายพริษฐ์ยืนยันอีกว่าพร้อมดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิที่มีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม พร้อมย้ำว่าหากคดีโกงสว.จบลงโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้กลับมา คือ ระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด และว่า “สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีอยู่เหนือกฎหมาย”

ลั่นยื่นซักฟอกรบ.ก.ย.

นายพริษฐ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดทำรายละเอียดญัตติและรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่ต่างฝ่ายประสงค์จะอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วคาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิมคือจะพยายามทำญัตติให้เสร็จ และยื่นภายในเดือนกันยายนนี้

เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเพราะรอดูมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรื่องคดีฮั้วสว.หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่าไม่ได้รอตรงนั้น เพราะยังไงก็รู้ผลในวันที่ 14 กันยายน อยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีการล็อกเป้าเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่ามี 2-3 ส่วน ส่วนแรกคือประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่น การโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport ส่วนที่สอง คือกลุ่มประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สามต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปรายจะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่

ล็อกชื่อซักฟอก‘หนู-นก’ตรงกัน

นายพริษฐ์กล่าวว่าในส่วนตัวบุคคล หลังจากที่ได้มีการนัดทานข้าวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคไปรวบรวมข้อมูล ซึ่ง 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้วและพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้างขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมจากทุกฝ่าย

เมื่อถามว่าจะมีการอภิปรายเชื่อมโยงถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่นายพริษฐ์กล่าวว่าต้องรอดูเนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการก็ต้องเจาะจงไปที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็ต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วย

20องค์กรนศ.ภาคปชช.รุมจี้กกต.

วันเดียวกัน ทางเครือข่ายนักศึกษาและประชาชน 20 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์ในงานมองวิกฤติศรัทธาผ่านสั่งฟ้อง สว. “คืนความยุติธรรมให้คนไทย คืนอนาคตให้ประชาชน” โดยระบุตอนหนึ่งว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากการเลือกในปี 2567 มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน ในจำนวนนี้138 คน เป็น สว.ชุดปัจจุบันหรือ 2 ใน 3ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด คดีนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบุคคลไม่กี่คน แต่เป็นคำถามถึงความชอบธรรมขององค์กรที่มีอำนาจกำหนดอนาคตประเทศ การเลื่อนการชี้ขาดออกไป ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคม ยิ่งทำให้ประชาชนต้องถามว่า ความยุติธรรมกำลังเดินไปตามครรลอง หรือกำลังถูกยื้อเวลา นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าจะกล้ายืนอยู่ข้างความจริงหรือไม่ เพราะยิ่งความยุติธรรมมาถึงช้า ความเชื่อมั่นประชาชนยิ่งหายไป สิ่งที่น่ากังวลคือ สว.ชุดที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ รวมถึงตรวจสอบประเทศ ตลอดเวลา 2 ปี สว.ชุดนี้ ลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าตำแหน่งแล้วอย่างน้อย 19 คน

พิสูจน์บริสุทธิ์ใจชี้ขาดฮั้วสว.โดยเร็ว

เครือข่ายนิสิตนักศึกษาและภาคประชาชนจึงขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการเร่งชี้ขาดคดีโกงเลือกสว.ให้ได้ข้อยุติ โดยไม่ล่าช้าเกินความจำเป็น ตรงไปตรงมาโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของผู้มีอำนาจ ต้องยกเลิกระบบ แบ่งกลุ่มอาชีพ และเลือกกันเองและแก้ไขให้ที่มาของวุฒิสภาให้เชื่อมโยงประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงต้องปฏิรูปกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้อำนาจตรวจสอบของประเทศตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเครือข่ายทางการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด

‘ชวน’ชี้องค์กรอิสระกลไกตรวจสอบ

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย”คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจองค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ว่า เดิมโครงสร้างการปกครอง ยึด 3 อำนาจหลัก คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบันซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด เมื่อมีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆ เกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระเพื่อให้เป็นองค์กรมีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กรรวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันป.ป.ช.มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ

ซัดโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

นายชวน กล่าวว่าเมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้วรัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการ
ฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการ คือ การส่งตำรวจ
ไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

และว่าด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นแต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองและวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์เช่นการพิจารณางบประมาณปี2570จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต.เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตย ให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลวการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจมีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว

ลั่นต้องยึดความซื่อสัตย์เที่ยงตรง

นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มากแต่ในที่สุด การเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส.ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาทและงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริง ต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล เที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง

หมอเอกซัดฝ่ายค้านสร้างศัตรูใหม่

ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสการโจมตีฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กำลังมีความพยายามสร้างผู้ร้ายทางการเมืองตัวใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลกลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีในระยะต่อไป ด้วยการฝังความเชื่อในวาทกรรมว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีระบอบการปกครองที่ชัดเจนอยู่แล้ว คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับมีการสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมาดิสเครดิตกัน

“แคมเปญการเมืองของบางพรรคการเมืองในเรื่องการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถเดินต่อได้ตามเป้าหมาย จึงเกิดการเปลี่ยนเป้าหมายทางการเมือง โดยหันมาสร้างศัตรูรายใหม่ เพื่อโจมตีฝ่ายรัฐบาลแทน การสร้างคู่ขัดแย้งหลักขึ้นมานั้น เป็นการนำประเด็นต่างๆมาเชื่อมโยงกันเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล การเมืองในสภาและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)เพื่อสะสมกระแสความไม่พอใจของประชาชนไปจนถึงช่วงใกล้เลือกตั้งครั้งถัดไป โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม ปลุกกระแสสังคม และทำให้ประชาชนถูกชี้นำความรู้สึกไม่ยอมรับฝ่ายรัฐบาล เมื่อถึงเวลาเข้าสภาชิงชัยทางการเมือง” นพ.เอกภพ ย้ำ

เย้ยล้มเหลวย้อนปลุกโจมตีรัฐบาล

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วสว.นพ.เอกภพ เห็นว่าหากมีหลักฐานก็ควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย แต่ตั้งข้อสังเกตว่า การนำรายชื่อ หรือข้อมูลบางส่วนออกมาเปิดเผย ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุดและเป็นการออกมาเปิดเผยที่ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้เกี่ยวข้องที่ส่วนหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่าถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม และไม่มีโอกาสได้ชี้แจง แต่มีผลทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย พร้อมย้อนถึงแนวคิดของบุคคลบางกลุ่มที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเข้าไปมีบทบาทในสภาสูง เพื่อใช้อำนาจเชื่อมโยงไปยังองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นการนำวิธีคิด หรือสิ่งที่ตนเองเคยตั้งใจจะทำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นำมาย้อนกล่าวหาใส่ฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน

ศุภชัยโต้มาร์ค จี้กตต.ส่งฮั้วสว.ศาล

ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ให้กกต.ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาลในวันที่ 14 ก.ย.นี้ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นว่า ดูเสมือนว่านายอภิสิทธิ์ได้ออกความเห็นของท่าน ตนมีความเห็นแย้งกับท่านที่ท่านบอกว่า ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดให้กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ตนอยากทบทวนให้ท่านทราบว่าอำนาจของกกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่า ถ้าเหตุนั้น มันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดกกต.ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้และไม่ยื่นต่อศาล

ชี้กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

นายศุภชัยย้ำว่าสิ่งที่จะย้ำให้ประชาชนได้ทราบคือกกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ เมื่อมีการไต่สวนสอบสวนจบแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาล แต่กกต.มีหน้าที่จะวินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นในทุกคดี และ กกต.ได้ปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่อง สส.หรือท้องถิ่นทั้งหมดเป็นอำนาจของ กกต. ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อ ก็ส่ง ไม่ได้หมายความว่า ทุกเรื่องต้องส่ง แต่ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ไม่ส่ง

“วันนี้ก็พยายามที่จะกดดันบอกต้องส่งอย่างเดียว วันนี้ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไปเถอะ แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ในฐานะพรรคการเมืองต้องพูดสองมุม ตนยืนยันมาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าวินิจฉัยแล้วไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายที่ตั้งข้อหามา 6 ข้อหา ท่านฟ้องไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 จะฟ้องแบบเหวี่ยงแห ฟ้องทุกราย ทั้งๆที่แต่ละคนพฤติการณ์ การกระทำไม่เหมือนกันคุณจะมาจับเหวี่ยงแห อันนี้ผิด กกต. มีสิทธิ์จะถูกฟ้องได้”

ยืนยัน‘ภูมิใจไทย’ไม่ปกป้องคนผิด

นายศุภชัย กล่าวอีกว่าในการดำเนินคดี เรื่องที่มีโทษทางอาญาต้องมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดที่ชัดเจน แต่ละข้อหาต้องพิสูจน์ได้ว่า 229 รายมีการกระทำความผิดอะไรบ้าง พฤติการณ์เป็นอย่างไร ถ้าบอกจ่ายเงินจ่ายให้กับใคร ประเภทที่บอกไปอยู่ด้วยกัน โทรศัพท์หากันอันนี้พยายามทำให้สังคมไขว้เขวตนยังยืนยันว่าอำนาจกกต.ชัดเจน ถ้าเห็นมีการกระทำความผิด ก็ต้องยื่น แต่ถ้าท่านเห็นว่าไม่ผิด ยื่นไม่ได้

“วันนี้เห็นว่าใครผิด ก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ตนยืนยันว่าเราไม่ได้ปกป้องใครก็ตามของพรรคภูมิใจไทย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน 9 คนของพรรคภูมิใจไทยที่ตนเคยพูดตั้งแต่แรกเขาไม่ได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิด แต่การพยายามชี้นำสังคมบิดเบือนข้อเท็จจริง จึงจำเป็นต้องมาพิสูจน์ความจริง เล่าให้ประชาชนที่สนใจฟัง”นายศุภชัย ย้ำ

คุ้มกัน กกต.แถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม กกต.เพื่อลงมติคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. มีรายงานว่าวันดังกล่าวเมื่อเริ่มการประชุม กกต.แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหาโดยใบลงมติดังกล่าวกกต.แต่ละคนได้รับไปตั้งแต่ครั้งจบการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมาจากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติ ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องการลงมติดังกล่าวแล้ว

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน รมต. สส.และกรรมการบริหารพรรคพรรคภูมิใจไทย 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน สว.สำรองและผู้สมัครสว. 50 คน

ทั้งนี้ หลังจาก กกต.มีมติแล้วจะเป็นขั้นตอนของสำนักงานฯซึ่งจะต้องมีการรวบรวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังพบว่าสำนักงานฯมีการเตรียมการเรื่องของการแถลงผลการประชุมไว้ในเย็นวันเดียวกัน โดยจะมีการเปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมากข้างน้อย รวมถึงจะไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถูกกล่าวหากรณีที่กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาฯพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัยและคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลัก

เชื่อมวลชนมาร่วมฟังเพียบ

นอกจากนี้ สำนักงานฯประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาเกาะติดการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้าจึงมีการเตรียมในเรื่องมาตรการความปลอดภัย โดยประสานกับกองบังคับการตำรวจ นครบาล 2 และตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้งมีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชน และประชาชน อยู่บริเวณภายนอกสำนักงานฯ จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าว

ลุ้นลงมติ7ข้อกล่าวหา

มีรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวกกต.จะพิจารณาลงมติสำนวนคดีข้อกล่าวหาใน 7 ข้อหา ประกอบด้วย 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 1 )หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใดเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 3 ) หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

2DSIได้ประกัน ปฎิเสธตลอดข้อหา มีเอี่ยวคดีโกงสอบ

13 กันยายน 2569 เวลา 06:08 น.

2DSIได้ประกัน ปฎิเสธตลอดข้อหา มีเอี่ยวคดีโกงสอบ

ตำรวจบก.ปปป.ให้ประกัน 2 DSI“วิคเตอร์-ดร.ต่อ”คดีแอบอ้างช่วยสอบท้องถิ่น เผยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่โคราชเพิกถอนบรรจุแต่งตั้ง ขรก.สีเทาไปแล้ว 150 ราย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลการสืบสวนจนพบความเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย ได้แก่ นายอิทธิพล ศิริเพชรภัทรกุล หรือ วิคเตอร์ อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และ นายอนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ หรือดร.ต่อ อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในความผิดฐานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการตอบแทนในการจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริต ผิดกฎหมาย หรืออาศัยอิทธิพลของตนให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143และความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ระบุว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ยื่นขอรับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีหน้าที่การงานที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง จึงอนุญาตให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากจังหวัดนครราชสีมา ว่าได้มีการ การดำเนินการแก้ปัญหาโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคำสั่งเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น กลุ่มที่ตรวจพบความผิดปกติและเข้าข่ายทุจริตสอบแข่งขันแล้วทั้ง 150 ราย

อนุทิน ปล่อยมุก ขนมาเลยรุ่นเหนือดวง แจกสส.ในวันเกิด

12 กันยายน 2569 เวลา 22:11 น.

“อนุทิน” ปล่อยมุก ขนมาเลยรุ่นเหนือดวง แจกสส.ในวันเกิด

เมื่อเวลา 21.10 น. วันที่ 12 กันยายน 2569  ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตอบคำถามสื่อภายหลังการประชุมสส. พรรค ว่ารู้สึกแฮปปี้หรือไม่ที่ลูกพรรคอวยพรวันคล้ายวันเกิดในวันที่ 13 ก.ย.ว่า อยู่กับลูกพรรคก็ต้องแฮปปี้สิ

เมื่อถามว่าได้กำชับอะไรลูกพรรคหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คำตอบเดิม เป็นสส. ก็ต้องอยู่กับประชาชนทุกวัน เมื่อถามอีกว่านายกฯได้มีการเปิดใจอะไรหรือไม่ในที่ประชุม เพราะได้ยินเสียงดังมาถึงข้างล่าง นายอนุทิน ตอบว่า สวดมนต์

เมื่อถามว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ บอกว่าได้อวยพรนายกฯให้พระคุ้มครอง นายอนุทิน กล่าวว่า แจกรุ่นเหนือดวง ก่อนหัวเราะ เมื่อถามอีกว่าเอามาให้เพราะไม่เอาแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขนมาเลย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจริงหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดเล่น พร้อมกล่าวย้ำด้วยว่าการประชุมพรรคในวันเดียวกันนี้เป็นการประชุมปกติ เพราะวันจันทร์ อังคาร ตนไม่อยู่

ด้านนางศุภจี กล่าวว่า ได้อวยพร นายกฯ ให้พระคุ้มครอง ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่ารวมถึงนางศุภจีด้วย พระคุ้มครอง

ขณะที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า นายกฯอวยพรให้ตนเองมากกว่า ท่านบอกว่าตั้งใจทำงานนะ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าเหมือนสั่งงานมากกว่า น.ส.ซาบีดา ตอบว่า ใช่ๆ