อย่ากังวลถูกขวางตีตก! โสภณ ไม่ขัด ฝ่ายค้าน ล็อกเป้าจองกฐิน ฮั้ว สว. ยื่นเชือดซักฟอกรัฐบาลปลาย ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 18:51 น.

อย่ากังวลถูกขวางตีตก! โสภณ ไม่ขัด ฝ่ายค้าน ล็อกเป้าจองกฐิน ฮั้ว สว. ยื่นเชือดซักฟอกรัฐบาลปลาย ก.ย.นี้ ขอเป็นไปตามกม.ข้อบังคับ ประธานทำอย่างอื่นไม่ได้

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนก.ย.นี้ อาจมีความกังวลหากหยิบยกเรื่องคดีฮั้ว สว.ขึ้นมา จะถูกตีตกว่า ไม่ตีตกหรอก มันเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบว่ามันเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ ไม่ต้องกังวล หากมันเป็นไปตามข้อบังคับ เป็นไปตามตามรัฐธรรมนูญ ก็ดำเนินการได้ทั้งหมด ประธานฯทำอย่างอื่นไม่ได้อยู่แล้ว ถือเป็นดุลยพินิจของฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่

ประธานสภาฯ ชี้คดี 2 สส.พรรคส้ม ภาวุธ-สมชาติ หากมีหนังสือขอตัวช่วงสมัยประชุมฯ ต้องขอมติจากสภาฯ เหตุมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกม.

23 กันยายน 2569 เวลา 18:48 น.

ประธานสภาฯ ชี้คดี 2 สส.พรรคส้ม ภาวุธ-สมชาติ หากมีหนังสือขอตัวช่วงสมัยประชุมฯ ต้องขอมติจากสภาฯ เหตุมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกม. เผยที่ผ่านมาตามธรรมเนียมปฏิบัติส่วนใหญ่จะไม่อนุญาต ยกเว้นอยากพิสูจน์ตัวเอง เมินเกราะป้องกัน

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)จะส่งสำนวนฟ้องคดีฟอเร็กซ์ ให้อัยการคดีพิเศษภายในสัปดาห์นี้ อาจจะต้องมีการทำหนังสือเพื่อขอตัวนายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนจากสภาผู้แทนราษฎรหากมีการออกหมายจับ เนื่องจากอยู่ในช่วงสมัยประชุมสภาฯว่า กรณีที่สมาชิกถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นหมายเรียกหรือหมายจับ หากอยู่ในสมัยประชุมจะต้องขอสภาฯ หากสภาฯอนุญาตก็สามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าสภาฯไม่อนุญาตมันก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นตามหลักแล้วยังไงก็ต้องขอสภาฯ หรือสมาชิกท่านใดไม่ประสงค์ใช้เอกสิทธิ์สส.คุ้มครองก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ในกรณีของนายภาวุธคงต้องรอดู หากมีหนังสือมาก็ค่อยว่ากัน เพราะยังไงกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน ว่าต้องได้รับการอนุญาตจากสภาฯโดยการโหวตในที่ประชุม หรือบางกรณีในอดีตก็เคยมีสส.ขอไม่ใช้เอกสิทธิ์สส.คุ้มครอง แต่โดยปกติส่วนใหญ่จะมีการถามมติในที่ประชุมสภาฯ ที่ผ่านมาถ้าถามมติส่วนใหญ่จะไม่อนุญาต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แล้วแต่ดุลยพินิจของเจ้าตัวที่จะตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณีคดีถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดร่วมกับชาวต่างชาติของนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ที่ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกครั้งสุดท้ายวันที่28ก.ย.นี้ จะเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันด้วยหรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน ถ้าเป็นสมาชิกมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ดำเนินการอย่างอื่นไม่ได้ ยกเว้นเจ้าตัวอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยการไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติ สภาฯก็ไม่อนุญาตอยู่แล้ว หากต้องขอมติในที่ประชุมสภาฯ

รัดเกล้า ชำแหละ พ.ร.บ.สภาครูฯ จี้กรรมาธิการเติม 3 เสียงที่หายไป เผยเด็กไทยเครียดหนัก ต้องปรับครูเป็นที่พึ่งจิตวิทยา-แนะแนว

23 กันยายน 2569 เวลา 18:39 น.

23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่า คุรุสภาคือองค์กรที่มีบทบาทชี้นำและกำหนดทิศทางว่าครูไทย ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า จากการพิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมาย มาตรา 4 (แก้ไขมาตรา 12) และมาตรา 8 (แก้ไขมาตรา 21) ซึ่งกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ของคุรุสภาและคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพนั้น แม้จะเป็นโครงสร้างที่ดี แต่ยังมีข้อบกพร่องสำคัญเนื่องจากขาดตัวแทนและมิติความคิดอีก 3 เสียงสำคัญ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษาในยุคดิสรัปชัน

1.เสียงของผู้ใช้ครู (สถานศึกษาทุกสังกัด) ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญสภาวะครูล้น และครูขาด ในเวลาเดียวกัน บางสาขามีผู้จบการศึกษาจำนวนมากแต่ไร้ตำแหน่งบรรจุ ในขณะที่บางวิชาและบางพื้นที่กลับขาดแคลนวิกฤต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ผลิตครูได้กี่คน แต่คือผลิตครูตรงตามความต้องการของประเทศหรือไม่ คุรุสภาจึงต้องดึงผู้ใช้ครูจริงร่วมวางแผนการผลิตครู ทั้งในเชิงจำนวน วิชาเอก และพื้นที่

2.เสียงจากภาคเอกชนและตลาดแรงงาน เช่น ตัวแทนสภาหอการค้าฯ เนื่องจากทักษะการทำงานในโลกจริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษาหลายปี ปัจจุบันเด็กต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีทั้ง AI และ Quantum หากระบบไม่ฟังเสียงจากตลาดแรงงาน ก็จะไม่สามารถสร้างครูที่ได้ยินเสียงของอนาคต เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมรับมือโลกยุคใหม่ได้

3.เสียงของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ยุคสมัยปัจจุบันเด็กเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้ว บทบาทของครูจึงต้องเปลี่ยนจากการสอนตำรา มาเป็น ผู้แนะแนวและที่พึ่งทางจิตวิทยา ยอดเยาวชนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะความเครียด กดดัน โรคซึมเศร้า ไปจนถึงการทำร้ายตัวเอง ทักษะจิตวิทยาเชิงบวกและการแนะแนวทางชีวิตจึงไม่ควรเป็นเพียงวิชาเสริม แต่ต้องถูกยกระดับให้เป็นสมรรถนะพื้นฐาน ของครูไทยทุกคน

“ถ้าเราอยากเปลี่ยนการศึกษาไทย เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนระบบการสร้างครู และถ้าเราอยากให้เด็กไทยพร้อมสำหรับอนาคต เราต้องทำให้มีครูที่พร้อมสำหรับอนาคตเสียก่อน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า ยังได้ยื่นข้อเสนอแนะขอให้คณะกรรมาธิการการศึกษาฯ ปรับแก้ถ้อยคำในร่างมาตรา 12 วรรคสาม และมาตรา 21 วรรคสอง เพิ่มเติมผู้แทนจากทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น เข้าไปเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้คุรุสภามีชุดข้อมูลที่รอบด้าน ทันต่อสถานการณ์ และสามารถขับเคลื่อนการศึกษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผอ.JIC ตอก ฮุน มาเนต อย่าเปลี่ยนเวทีปราบสแกมเมอร์เป็นเวทีกล่าวหา ย้ำแยกปมอาชญากรรม-ชายแดน ชี้ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน

23 กันยายน 2569 เวลา 18:28 น.

23 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณี นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ระบุว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศอื่น หรือเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่นว่า ประเทศไทยเห็นด้วยกับหลักการอย่างชัดเจน ว่า อาชญากรรมออนไลน์ไม่ควรถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่หลักการดังกล่าวต้องใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากเวทีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ ก็ควรพูดถึงแนวทางความร่วมมือในการทำลายเครือข่ายอาชญากรรม มากกว่าการใช้เวทีเพื่อกล่าวหาหรือสร้างความเชื่อมโยงโดยนัยกับประเทศอื่น

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้กลับไปอ่าน Joint Statement วันที่ 27 ธ.ค. 2568 ที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน โดยข้อ 10 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงปฏิบัติตามแผนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึง Cyber Scams และ Human Trafficking ตลอดจนตกลงเพิ่มความร่วมมือเพื่อป้องกันการหลอกลวงออนไลน์และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางมิชอบ ดังนั้น คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “ใครกำลังใช้เรื่องสแกมเมอร์โจมตีใคร” แต่คือ “สิ่งที่เราลงนามร่วมกันนั้น ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” โดยประเทศไทยพร้อมร่วมมือ หากกัมพูชามีข้อมูล ผู้ต้องสงสัย บัญชีธนาคาร เครือข่าย สถานที่ หรือเส้นทางการเงิน ขอให้นำเข้าสู่กลไกความร่วมมือที่ตกลงกันไว้ ไทยพร้อมตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และในทางกลับกัน หากไทยส่งข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในกัมพูชา ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังและตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน

ส่วนกรณี นายฮุน มาเนต กล่าวถึงการใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็น “ข้ออ้าง” ในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านความร่วมมือทางกฎหมาย ตำรวจ การเงิน ข่าวกรอง และกลไกระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องที่สองคือเหตุการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน สำหรับเหตุการณ์การสู้รบ ฝ่ายไทยได้ยืนยันจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อสหประชาชาติว่า กองกำลังกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงต่อกำลังและดินแดนไทย และไทยจึงใช้สิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยยืนยันหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีคำกล่าวอ้างที่แตกต่างออกไป ดังนั้น เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐาน ไม่ใช่จากถ้อยคำทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“เราไม่ควรนำเรื่องสแกมเมอร์มาปะปนกับข้อพิพาทด้านความมั่นคง แล้วสร้างข้อสรุปว่าการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นข้ออ้างสำหรับการใช้กำลัง” ผอ.JIC กล่าว พร้อมระบุว่า ไทยไม่ได้กล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นประเทศสแกมเมอร์ และไม่ควรเหมารวมประชาชนหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ได้ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานาน และกัมพูชาเองก็ยอมรับในเวที ICCOS วันนี้ว่า มีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้พื้นที่กัมพูชาดำเนินกิจกรรม ดังนั้น สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็นไม่ใช่การแข่งขันกันกล่าวหา แต่คือผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ทั้งการจับกุมเครือข่ายได้กี่เครือข่าย ช่วยเหลือเหยื่อได้กี่คน ยึดและอายัดทรัพย์ได้เท่าใด ตัดเส้นทางการเงินได้หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลหรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังถูกดำเนินคดีหรือไม่ และมีความร่วมมือส่งข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านจริงเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากคือมาตรวัดความจริงใจในการปราบปรามสแกมเมอร์

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องการสื่อถึงนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตว่า ข้อความง่ายมาก คืออย่าใช้เวทีปราบสแกมเมอร์เป็นเวทีกล่าวหากัน แต่ขอให้กลับไปอ่านข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน และลงมือทำตามสิ่งที่ตกลงกันไว้ ไทยไม่ได้ต้องการให้กัมพูชาพูดว่าตัวเองไม่มีปัญหา และไทยก็ไม่ควรพูดว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่กัมพูชา สิ่งที่ต้องการคือความร่วมมือที่วัดผลได้ เพราะสแกมเมอร์ไม่มีสัญชาติ เงินที่ถูกหลอกไม่มีพรมแดน และเหยื่อมีอยู่ทั่วโลก หากต่างฝ่ายยืนยันว่าปัญหานี้เป็นอาชญากรรมข้ามชาติจริง ก็ต้องร่วมกันจัดการกับอาชญากร ไม่ใช่เปลี่ยนการประชุมต่อต้านอาชญากรรมให้กลายเป็นเวทีกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้าน

“สำหรับเรื่องชายแดน ประเทศไทยยืนยันว่า การปกป้องอธิปไตยกับการปราบสแกมเมอร์เป็นคนละเรื่องกัน ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ถ้อยแถลงไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด และเวทีปราบอาชญากรรมไม่ควรถูกเปลี่ยนเป็นเวทีสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องเริ่มจากการปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองประเทศลงนามไว้ด้วยกัน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

“ภราดร” โต้ปมแก้ท่วมช้า ชี้ลุ่มเจ้าพระยาต้องใช้เวลา 7-8 ปี ยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย ลั่น “อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง”

23 กันยายน 2569 เวลา 18:19 น.

จากกรณีที่ นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา ได้ออกมาร้องเรียนรัฐบาลเรื่องของการแก้ปัญน้ำท่วมในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ที่ทางรัฐบาลสัญญาว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่เมื่อผ่านไปกลับนิ่งเฉย ล่าสุดนาย ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ออกมาโต้ตอบอย่างดุเดือดโดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของตน โดยระบุข้อความว่า 

“อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถใช้เวลา 3-5เดือน ไม่ใช่ใช้เวลา 2ปี หรือ3ปี แต่เราพูดกันถึงระยะเวลาอย่างน้อย 7-8ปี ทุกคนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีทางออกเดียวคือจะต้องมีทางระบายน้ำขนาดใหญ่

บางบาลบางไทรเริ่มต้นปี 2563 ถึงวันนี้ 6ปีแล้วยังไม่เสร็จ แต่อย่างน้อยโครงการได้เริ่มต้นไปแล้ว และจะแล้วเสร็จภายใน2ปีนี้

แต่

ไม่ใช่ว่าบางบาลบางไทรหรือเจ้าพระยาสองจะแก้ปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่อย่างน้อยก็สามารถ แบ่งเบาภาระประชาชนไปได้บ้าง

โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

มีเพียงการสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติม คือทางออกและทางรอดเดียวของการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ ถูกพูดถึงมาหลายรัฐบาลและมีการศึกษาไว้หลายรัฐบาลมาก ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถผลักดันได้สำเร็จ รัฐบาลนายกอนุทินได้เร่งรัดผลักดันจนโครงการนี้เดินหน้าแล้ว และจะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2570

รัฐบาลนี้ได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว”

สำนักงาน กกต. เข้มความปลอดภัยสื่อและพื้นที่ เตรียมรับ สนธิ-กลุ่มพันธมิตรฯ 25 ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 18:07 น.

สำนักงาน กกต. คุมเข้มมาตรการความปลอดภัยสื่อและพื้นที่ เตรียมรับ สนธิ-กลุ่มพันธมิตรฯ 25 ก.ย.นี้ นัดแสดงพลังบุก กกต. 

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ฝ่ายสื่อสารองค์การ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวแจ้งว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตยจะเดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ณ สำนักงานคณะ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น

ในการนี้ ทางสำนักงาน กกต.มีการรักษาความปลอดภัย และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนในการเข้าพื้นที่ จึงขอให้สื่อมวลชนที่ประสงค์จะเข้าพื้นที่ในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต. ลงทะเบียนตาม Google Form ที่แนบมาพร้อมนี้ เพื่อรับบัตรสื่อมวลชนเข้าพื้นที่ภายในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย.2569 เวลา 16.30 น. หากลงทะเบียนหลังจากเวลาดังกล่าว ถือว่า “สละสิทธิ์” ในการเข้าพื้นที่

ทั้งนี้ ฝ่ายสื่อสารองค์การ สำนักงาน กกต. ระบุว่า ในวันดังกล่าวขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าพื้นที่ เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนแต่ละสำนักข่าวที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวล ชนในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ที่บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. (ประตู 1 ทิศตะวันออก) เพื่อเข้าพื้นที่ของสำนักงาน กกต. บริเวณห้องประชุม 201 และห้องสื่อมวลชน ส่วนสื่อมวลชวนที่ไม่ได้ลงทะเบียนนั้น จะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ได้ประชุมเตรียมความพร้อมรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่สำนักงานฯ ร่วมกับ พ.ต.อ.ยุทธศิลป์ การินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจตราความเรียบร้อยโดยรอบบริเวณอาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการฯ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ 1 กองร้อยมาดูแลบริเวณโดยรอบอาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีสื่อมวลชนที่มาทำข่าวบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.ได้มีคนขโมยของจากกระเป๋าสตางค์ จึงได้ประสานขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ตรงด้านหน้าบริเวณสำนักงาน กกต. ซึ่งอยู่ในความดูแลของบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) แต่กลับได้รับคำตอบว่ากล้องวงจรปิดในจุดดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงและไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งที่เป็นพื้นที่สำคัญซึ่งมีกลุ่มมวลชนและประชาชนเดินทางมาจัดกิจกรรมและยื่นหนังสือร้องเรียนอยู่เป็นประจำ

ศาลฎีกา แจง ปธ.แผนกคดีเลือกตั้ง ไม่เคยพบอดีตนักการเมือง น. ช่วยเหลือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จ่อดำเนินคดีคนปล่อยข่าวเท็จ

23 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

23 กันยายน 2569 ศาลฎีกา ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อโซเชียลว่า นายวรวุฒิ ทวาทศิน ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เคยเดินทางไปพบกับ นาย น. อดีตนักการเมือง เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จาก สว. และจะช่วยเหลือคดีเลือกตั้งนั้น

ศาลฎีกา ได้รับการยืนยันว่า นายวรวุฒิ บุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ไม่เคยเดินทางไปพบกับอดีตนักการเมือง น. ดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งแม้ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ จะไปดำรงตำแหน่งบริหารอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาแต่อย่างใด และขณะนี้นายวรวุฒิ มอบอำนาจให้สำนักกิจการคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ติดตาม ดำเนินคดีกับบุคคลที่ปล่อยข่าวเท็จดังกล่าว ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการและชื่อเสียงแล้ว

รมต.สุขสมรวย ดัน สทบ. จับมือ สวก. เสริมความรู้เกษตรกรไทย 4 ภาค

24 กันยายน 2569 เวลา 14:06 น.

“รมต.สุขสมรวย” ดัน สทบ. จับมือ สวก. เสริมความรู้เกษตรกรไทย 4 ภาค ต่อยอดของดีท้องถิ่นสู่รายได้ยั่งยืน

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ภายใต้การกำกับดูแลของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร”

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ พัฒนาศักยภาพสมาชิกกองทุนหมู่บ้านด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการแปรรูปอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้เสริมหรือรายได้หลักเพื่อลดการพึ่งพารายได้ภายนอกและการย้ายถิ่น และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ (ฝวพ.) ของ สทบ. รับผิดชอบหลักในการประสานงานกับ สทบ. สาขาเขตทั่วประเทศ ขณะที่ สวก. สนับสนุนวิทยากรและองค์ความรู้ด้านวิชาการผ่านหน่วยงานในสังกัดภูมิภาค

โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือนี้คือ “พัฒนาทักษะเกษตรกรเชิงอาชีพ 4 ภาค” จัดรวม 8 ครั้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2569 ครอบคลุมพืชและสัตว์เศรษฐกิจประจำถิ่นของแต่ละภูมิภาค โดยทุกครั้งใช้รูปแบบเดียวกันคือ บรรยายวิชาการและถอดบทเรียนกรณีศึกษาความสำเร็จในภาคเช้า ตามด้วย Workshop ปฏิบัติจริงแปรรูปผลิตภัณฑ์ในภาคบ่าย

หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ “มะปี๊ดครบวงจร” และ “ทุเรียน” ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสอนตั้งแต่การขยายพันธุ์โดยปราชญ์ชาวบ้าน ไปจนถึงเทคนิคจัดการดินน้ำในสภาพอากาศแปรปรวน และ Workshop แปรรูปเป็นแยม เจลลี่กัมมี่ และขนมไส้ทุเรียนลาวา ต่อด้วยหลักสูตร “ถั่วเหลือง” และ “ข้าว” ที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งครั้งที่สอนถั่วเหลืองมีผลประเมินความพึงพอใจสูงถึง 4.06 จาก 5 คะแนน ส่วนหลักสูตรข้าวสอนตั้งแต่มาตรฐาน GAP ไปจนถึง Workshop ทำสบู่น้ำนมข้าวและซูชิจากข้าวไทย

เช่นเดียวกับที่จังหวัดเลยก็มีหลักสูตร “กาแฟ” ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ สอนแนวคิด “ป่า 4 ชั้น” เปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีหลักสูตร “มังคุดครบวงจร” ที่สอน Workshop ทำไวน์มังคุด ผ้ามัดย้อมจากเปลือกมังคุด และไอศกรีมมังคุด ปิดท้ายด้วยหลักสูตร “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชายฝั่ง” ที่สอนเลี้ยงปูม้าและหอยพร้อมแปรรูปเป็นน้ำพริก โดยผู้เข้าอบรมทุกคนได้รับใบประกาศนียบัตร

ความร่วมมือนี้ไม่ได้จบแค่การอบรม แต่ยังมีกำหนดติดตามผลที่จังหวัดจันทบุรี ครอบคลุม 20 กองทุน เพื่อประเมินว่าสมาชิกนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสร้างอาชีพจริงหรือไม่ สะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมให้ครบตามแผน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นตอกย้ำแนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถต่อยอดผลผลิตพื้นฐานให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ลดการพึ่งพารายได้จากภายนอก และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามผลงานและผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือของ สทบ. กับ สวก. และภาคีเครือข่ายต่างๆ สามารถมาได้ที่บูธ สทบ. K3 ในงาน FARM EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ถอดรหัส ‘ปุ๋ยม่วง TPI’ ทางรอดเกษตรกรไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนทางการเกษตรและกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง “ปุ๋ยม่วง TPI” หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออแกนิค (TPI Growth Organic) กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางรอดที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกรไทย โดยถูกยกให้เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง และในยุคที่เทรนด์เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาตัวช่วยที่จะมาตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเพิ่มปริมาณผลผลิต และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้น “ปุ๋ยม่วง TPI” จึงกลายมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเกษตรกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในขณะนี้

นายภาคภูมิ ทองสอน ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เปิดเผยว่า ปุ๋ยอินทรีย์โกร ออแกนิค ทีพีไอเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว ได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากอินทรียวัตถุ เช่น เศษพืชสัตว์ ใบไม้ เศษอาหาร โดยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ได้ของเหลว สีน้ำตาลดำ ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม , แมกนีเซียม และกำมะถัน ธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก, ทองแดง, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินัม,คลอไรด์, แมงกานีส รวมทั้งสารฮิวมิค ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออร์แกนิค ทีพีไอ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่พืชสามารถดูดซึมเข้าทางใบได้โดยตรง จึงช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารและสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน

“ปุ๋ยม่วง TPI คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน จนได้กรดอะมิโน สารอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชในรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ทันที จุดเด่นสำคัญของปุ๋ยสูตรนี้คือการเน้น “กระตุ้นการออกดอกและเพิ่มการติดผล” ช่วยให้พืชผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี และรสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า โดยมี 3 คุณประโยชน์หลัก มัดใจเกษตรกร คือ 1.เห็นผลไว ดูดซึมเร็ว ฉีดพ่นทางใบ พืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที 2.เร่งดอก ติดผลดก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพืชที่ต้องการเน้นผลผลิต เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชผักสวนครัว และแปลงนาข้าว และ 3.ไร้สารพิษ 100% ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ปลอดภัยทั้งต่อตัวเกษตรกรผู้ฉีดพ่นและผู้บริโภค

“ด้วยความเป็นปุ๋ยเข้มข้นและเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด TPI กำหนดอัตราส่วนการใช้งานไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการดูแลพืช อย่างฉีดพ่นทางใบ จะใช้อัตราส่วนผสม ปุ๋ย 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อที่พืชจะนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที เร่งการติดดอก หากนำไปฉีดพ่นพืชที่มีใบบนมัน เช่น ใบยางพารา หรือใบบัว แนะนำให้ผสมสารจับใบร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะติด” ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน กล่าว

นายภาคภูมิ กล่าวต่อไปว่า ความแตกต่างของปุ๋ยม่วง TPI ที่เหนือกว่าปุ๋ยอินทรีย์หมักทั่วไป คือกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง จนได้โมเลกุลขนาดเล็กที่พืชดูดซึมได้รวดเร็วทั้งทางใบและทางราก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กรดอะมิโน และสารอินทรีย์วัตถุ ช่วยกระตุ้นกระบวนการแบ่งเซลล์ เร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพืช กลุ่มฮอร์โมนพืชธรรมชาติ มีสารสำคัญอย่าง ออกซิน (Auxin), จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) และ ไซโตไคนิน (Cytokinin) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นการติดดอก ออกผล และลดปัญหาดอกหรือผลร่วง จุลินทรีย์มีประโยชน์และธาตุอาหารรองที่ครบถ้วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และลดการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดได้อีกด้วยเช่นกัน อย่าง พืชสวน/ไม้ผล (ทุเรียน, มะม่วง, ส้ม, ส้มโอ) ควรฉีดพ่นก่อนระยะออกดอกเพื่อสะสมอาหาร และฉีดซ้ำในช่วงเริ่มติดผล เพื่อช่วยเพิ่มขนาด ผลสวย และรสชาติตีขึ้น , แปลงนาข้าว ฉีดพ่นช่วงข้าวเริ่มตั้งท้องและช่วงรวงข้าวเริ่มก้ม ช่วยเพิ่มน้ำหนักเม็ด รวงโต และลดปัญหาแกล้มหรือเมล็ดลีบ , พืชไร่ (ยางพารา, มันสำปะหลัง, อ้อย) ช่วยขยายขนาดหัวมัน เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง ส่วนในยางพาราช่วยบำรุงเปลือกไม้และเพิ่มปริมาณน้ำยาง , ผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้ใบเขียวสด ดอกดก สีสันสดใส และเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าว

นอกเหนือจากเรื่องการเพิ่มผลผลิตแล้ว จุดเด่นที่ทำให้ปุ๋ยม่วง TPI กลายเป็นมิตรคู่ใจเกษตรกรคือ “ความคุ้มค่า” เนื่องจากเป็นสูตรเข้มข้นสูง ปุ๋ยเพียง 1 ลิตร สามารถผสมน้ำฉีดพ่นได้มากถึง 500-1,000 ลิตร ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 30-50% อีกทั้งยังไร้สารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคปลายทาง ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่เข้ามาตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรยั่งยืนได้อย่างลงตัว

ดังนั้น การมาถึงของปุ๋ยอินทรีย์น้ำอย่าง “ปุ๋ยม่วง TPI” ไม่เพียงแต่เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เข้าสู่ยุค “เกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี” อย่างแท้จริง

อธิบดีกรมการข้าว ขับเคลื่อน ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เชื่อมตลาดเพิ่มรายได้เกษตรกร

23 กันยายน 2569 เวลา 19:33 น.

23 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง BCG Model” โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นผู้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยนายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมพิธีเปิด ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

การจัดงานในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตามแนวทาง BCG Model พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดข้าวเฉพาะ ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และแนวทางตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต เพิ่มรายได้ไห้เกษตรกร ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้จัดให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตั้งแต่ตันน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านพันธุ์ข้าว การจัดการฟางและตอชัง ข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้จุลินทรีย์ RD-1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การใช้โดรนและเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าว ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้เห็นตัวอย่างเทคโนโลยีและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับแนวทาง ตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การวางแผนการผลิต การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ข้าวที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลประโยชน์กลับคืนไปถึงพี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว สนองนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการผลิตข้าว “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้การพัฒนาข้าวไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย ทันน้ำ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ ทันพันธุ์ ให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทันเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ทันมาตรฐานโลก ยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับได้ และ ทันตลาด ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย

“ผมจึงอยากเห็นแปลงนาของเกษตรกร เป็นมากกว่าพื้นที่การผลิตข้าว แต่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สามารถลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการนำความรู้จากงานวิจัยออกจากห้องทดลอง ไปสู่การเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จริง รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาถ่ายทอดภายในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม การจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา การใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายฟาง การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD การปรับระดับพื้นที่นา การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ตลอดจนการนำเครื่องจักรกล โดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เราต้องไม่มองเฉพาะเรื่องการผลิต เราต้องเปลี่ยนเป็น “ผลิตได้ ต้องขายได้ และต้องขายได้ในราคาที่เหมาะสม” ผมขอให้ทุกหน่วยงานได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ รับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร และร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และบริบทของเกษตรกร เพื่อให้สิ่งที่เราถ่ายทอดได้นำไปใช้จริงและขยายผลต่อไป และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการผลิตกับตลาด และช่วยยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมูลค่าสูง และแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นายอานนท์ กล่าว