รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.20 น.

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน ปิด 368 บัญชีหลอกลงทุน กวาดล้างบัญชีม้าคริปโตทะลุ 5.8 หมื่นบัญชี

14 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ และการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานผลการดำเนินงานช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการปั่นหุ้น การทุจริต การให้ข้อมูลเท็จ และการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 8 คดี ผู้ถูกกล่าวโทษรวม 43 ราย

ขณะเดียวกัน มาตรการลงโทษทางแพ่งสามารถเรียกคืนผลประโยชน์และค่าปรับรวมกว่า 1.1 พันล้านบาท แบ่งเป็นค่าปรับทางแพ่ง 662 ล้านบาท และเงินชดใช้ผลประโยชน์ 519 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว

ด้านการปราบปรามภัยหลอกลงทุนออนไลน์ สามารถปิดกั้นบัญชีและช่องทางการกระทำผิดแล้ว 368 บัญชี โดยดำเนินการอย่างรวดเร็วภายใน 7 – 48 ชั่วโมงหลังได้รับแจ้ง ช่วยลดความเสียหายของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเข้มงวดการสกัดเส้นทางฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีการระงับบัญชีม้าสะสมแล้ว 58,006 บัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 บัญชี จากปลายปี 2568 สะท้อนความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกของรัฐบาล ที่สามารถลดความเสียหายจากอาชญากรรมทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดำเนินคดี การคืนเงินผู้เสียหาย การปิดกั้นบัญชีหลอกลงทุน และการกวาดล้างบัญชีม้าคริปโต

ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. เพื่อรองรับธุรกรรมหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล และยกระดับการคุ้มครองนักลงทุน เสริมความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยในระยะยาว

ข่าวดี!ชาวพ่วงข้าง รัฐบาลปลดล็อก ชวนตรวจสภาพ จดทะเบียน รย.12

ข่าวดี!ชาวพ่วงข้าง รัฐบาลปลดล็อก ชวนตรวจสภาพ จดทะเบียน รย.12

ข่าวดี!ชาวพ่วงข้าง รัฐบาลปลดล็อก ชวนตรวจสภาพ จดทะเบียน รย.12

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.04 น.

ข่าวดี!ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน

สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท “รย.12” ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร

ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า “รถพ่วงข้าง” ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน

“รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ชิปเมดอินไทยแลนด์! นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ชิปเมดอินไทยแลนด์! นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ชิปเมดอินไทยแลนด์! นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.49 น.

“อนุทิน”ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย”ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

14 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ.2050 หรือปี พ.ศ.2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้ เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง นายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น

โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534  นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์  นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ได้แก่

1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ

– 006

เปิดผลโพลผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ชัชชาติ ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน ยังคงเป็นพลังทางเลือก

เปิดผลโพลผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18  ชัชชาติ ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน ยังคงเป็นพลังทางเลือก

เปิดผลโพลผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ชัชชาติ ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน ยังคงเป็นพลังทางเลือก

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.41 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 ผลการส ารวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ชัชชาติสิทธิพันธุ์(อิสระ) เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ 60.08 รองลงมาคือ ชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ร้อยละ 13.17 สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กลุ่มตัวอย่างระบุว่าจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 35.39 รองลงมาคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 28.88 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือก ชัชชาติสิทธิพันธุ์ระบุว่าจะยังคงเลือกชัชชาติสิทธิพันธุ์ร้อยละ 73.72 และจะเลือกชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร ร้อยละ 10.32 ขณะที่ผู้ที่เคยเลือกวิโรจน์ลักขณาอดิศร ระบุว่าจะเลือกชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 44.12 และ จะเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 24.12 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือก ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรคประชาชน ระบุว่าจะเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ร้อยละ 52.88 และจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ33.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพล 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยฐานเสียงเดิมของก้าวไกลเดิมและพรรคประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนมาสนับสนุนโจ-ชัยวัฒน์ อย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติและการยอมรับในตัวผู้สมัครยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือการเคลื่อนตัวของฐานเสียงทางการเมืองที่สะท้อนแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองยังคงพร้อมสนับสนุนผู้สมัครที่พิสูจน์ผลงานได้จริง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯและ ส.ก. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังส่งสัญญาณว่าคุณภาพผู้น าและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ในมิติทางรัฐศาสตร์ ผลโพลครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นทิศทางสสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต

จนจริงเปล่า? เสียงสะท้อนคนรายได้น้อย ต่อกติกาใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

จนจริงเปล่า? เสียงสะท้อนคนรายได้น้อย ต่อกติกาใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

จนจริงเปล่า? เสียงสะท้อนคนรายได้น้อย ต่อกติกาใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.22 น.

14 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จนจริงเปล่า ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 – 10 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่ในการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ในปี 2569 พบว่า

1. ต้องไม่เป็น เจ้าของห้องชุดรวมกันทุกแห่ง เกิน 35 ตารางเมตร ตัวอย่าง ร้อยละ 44.81 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 25.57 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 10.69 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. ต้องไม่เป็น ผู้มีเงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมกันเกิน 100,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 43.66 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 18.02 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. ต้องไม่เป็น เจ้าของบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมพื้นที่กันทุกแห่งเกิน 25 ตารางวา ตัวอย่าง ร้อยละ 41.99 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 28.02 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 13.05 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

4. ผู้เป็นเกษตรกรต้องไม่มี ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันเกิน 10 ไร่ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.83 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 11.99 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5. ต้องไม่เป็น ผู้มีรายได้หรือมีการจ่ายเกิน 100,000 บาทต่อปี ตัวอย่าง ร้อยละ 37.40 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 32.37 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. ต้องไม่เป็น ผู้มีวงเงินสินเชื่อรวมเกิน 100,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 37.02 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 35.11 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 12.90 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7. ผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร ต้องไม่มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันเกิน 1 ไร่ ตัวอย่าง ร้อยละ 38.85 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 13.21 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

8. ต้องไม่เป็น นักเรียนและนักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 39.99 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 30.84 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 13.44 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9. ต้องไม่เป็น เจ้าของรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้นรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ตัวอย่าง ร้อยละ 42.06 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 15.42 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 12.90 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10. ต้องไม่เป็น บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ตัวอย่าง ร้อยละ 50.69 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 19.30 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 16.34 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 11.91 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

– 006

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ส่วนที่มีคนวิจารณ์นโยบายของประธานสภาฯ ที่ให้เคารพธงชาติช่วงเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. นั้น ขอถามว่าไม่ดีอย่างไร เพราะเป็นการแสดงความเคารพ ซึ่งธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตยไทย และรำลึกถึงความเสียสละของบรรพบุรุษ และถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ

ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(2) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

การเดินทางไปราชการชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 เป็นการเดินทางไปปฏิบัติราชการลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนและสามารถปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะงานต้องไม่เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำตลอดไป

การที่ผู้บังคับบัญชาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ส่วนงานอื่นเป็นการชั่วคราวจนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุดลงหรือมีการสั่งการเปลี่ยนแปลง เช่นนี้ ผู้ฟ้องคดี จะมีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวหรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เมื่อครั้งรับราชการ ตำแหน่งนิติกร 7 ว. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 ได้มีคำสั่งสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ในระหว่างการสอบสวน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 แจ้งว่า ให้ส่งตัวผู้ฟ้องคดีไป ปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราวที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไปจนกว่า การดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุดหรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 จึงมีหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราว ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 จนกว่าการดำเนินการทางวินัยสิ้นสุดหรือมีการเปลี่ยนแปลง

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันนับคะแนนพลาด ชัชชาติหาเสียงฝั่งธนฯ มัลลิกาโกยแต้มบางแค

กทม.เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก. ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย ห่วง! หลายเขตจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.-ผู้ว่าฯ ไม่เท่ากัน กำชับขั้นตอนแจกบัตรให้ถูกต้องตรงตามสิทธิกันพลาดกระทบนับคะแนนารเมือง“ชัชชาติ” ลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนฯ ปลุกเศรษฐกิจริมคลอง ส่วน “มัลลิกา” โกยแต้มบางแค

วันที่ 13 มิ.ย. 2569 นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเลือกตั้งและความมั่นคงทางทะเบียน ณ ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานเขตประเวศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตประเวศ สำนักงานปกครองและทะเบียน สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานข้อมูล

รองปลัดกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำข้อสั่งการของปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร กำชับให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการงานทะเบียนและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งปัญหา อุปสรรค และแนวทางการปฏิบัติงาน ด้านทะเบียน ได้แก่งานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน งานทะเบียนราษฎร และงานทะเบียนทั่วไป รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติ อาทิการจดทะเบียนสมรส การแจ้งเกิดการย้ายเข้า และการย้ายออก ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลด้วยความรอบคอบ และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำ ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนไม่เท่ากัน โดยในหลายพื้นที่ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก. ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนในขั้นตอนการแจกบัตรเลือกตั้ง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มความระมัดระวังในการแจกบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้องตรงตามสิทธิของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากหากมีการแจกบัตรไม่ตรงกับสิทธิ อาจส่งผลกระทบต่อการนับคะแนนและการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งได้โดยได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตทุกแห่งให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานเขตได้ดำเนินการย้ายหน่วยเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเต็นท์เข้าไปภายในอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนและอาจมีฝนตกในวันเลือกตั้ง และได้กำชับให้มีการประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมทั้งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณหน่วยเลือกตั้งเดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งของหน่วยเลือกตั้งแห่งใหม่ให้ประชาชนที่อาจเดินทางมายังสถานที่เดิมในวันเลือกตั้งได้รับทราบด้วย

เคาะประตูบ้านเชิญเลือกตั้ง

นางสาวกัญญา อัศวเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ กทม. มุ่งยกระดับความเท่าเทียมให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มพิเศษ ล่าสุดได้เปิดตัว MV เพลงรณรงค์เลือกตั้งในรูปแบบ “ล่ามภาษามือ” เพื่อทลายข้อจำกัดและช่วยให้กลุ่มคนพิการทางการได้ยินสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเต็มที่

“เราอยากให้ MV นี้เข้าถึงใจทุกคน และกระตุ้นให้พี่น้องผู้พิการทางการได้ยินออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า กทม. จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังคนเมืองเลือกคนที่ใช่ในแบบของคุณ” นางสาวกัญญากล่าว

นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานในสังกัด กทม. ได้พร้อมใจกันรณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน พร้อมจัด Challenge เพลงรณรงค์เลือกตั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อปลุกกระแสและชวนคนเมืองหลวงออกไปใช้สิทธิให้ทุบสถิติการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถรับชม ร่วมแชร์ และร่วมสนุกกับ MV เพลงรณรงค์เลือกตั้งในรูปแบบ“ล่ามภาษามือ” ได้แล้ววันนี้ ทางFacebook Page : กรุงเทพมหานคร

‘มัลลิกา’ลุยบางแค

ด้านบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ที่ตลาดในพื้นที่เขตบางแค และเขตธนบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนพ่อค้าแม่ค้าออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น ดร.มัลลิกา รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มผู้ค้าที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเดินหน้านโยบาย “Street Food Paradise” อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมการค้าขาย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้แก่ประชาชน ผู้ค้าหลายรายสะท้อนตรงกันว่า การจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ ไม่ใช่การปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้มีพื้นที่ค้าขายที่ชัดเจน เป็นระเบียบ สะอาด ปลอดภัย และสามารถค้าขายบนทางเท้าได้ในจุดที่เหมาะสม

ส่วนปัญหาการแข่งขันทางการค้าจากผู้ประกอบการต่างชาติ ประชาชนกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและการจัดระเบียบแผงค้าอาจกระทบต่อโอกาสประกอบอาชีพของคนไทย ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันแนวคิด “Street FoodParadise” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม “กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่คนตัวเล็กมีที่ยืน ผู้ค้ารายย่อยต้องมีโอกาสทำมาหากินอย่างสุจริต เราสามารถจัดระเบียบเมืองควบคู่กับการสร้างรายได้ให้
ประชาชนได้ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งคือรากฐานสำคัญของมหานครแห่งอนาคต”

ชาวบ้านร้องเรียนปัญหาเพียบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ และการบริหารจัดการเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว เหตุการณ์เฉพาะหน้าหน้าที่ประชาชน ดร.มัลลิกา อยากได้ร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับรถเมล์ ขสมก. เรียนที่จะเข้าป้ายโดยอ้างเรื่องมีรถแท็กซี่จอดขวางอยู่จึงทำให้ประชาชนที่รอรถนานหลายชั่วโมงมีโอกาสขึ้นรถเมล์และโดยเฉพาะรถเมล์ปรับอากาศก็ไม่ค่อยชอบที่จะให้ประชาชนที่ลุงไปเบียดรถเมล์เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่รู้สึกน้อยใจมาก

ดร.มัลลิกา จึงตัดสินใจบอกว่าทุกอย่างเป็นอิสระและเสรีภาพของเราและเรามีเงินที่จะจ่ายค่ารถเมล์ต้องสามารถขึ้นได้ จากนั้น ดร.มัลลิกา จึงโบกรถเมล์ ปรับอากาศที่เข้าป้าย และกำชับโดยยกมือไหว้คนขับรถเมล์ว่า ให้ดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน และให้โอกาสคนที่ยืนรออยู่นาน แม้ถือของพะรุงพะรังก็ขอให้เขาได้มีโอกาสขึ้นด้วยกัน จากนั้นประชาชนที่ถือของหนักรอรถ ก็กระโดดขึ้นรถเมล์ปรับอากาศกันทันที

ชัชชาติลุยฝั่งธนฯ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน พร้อมทีมงานลงพื้นที่หาเสียง เขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนเดินเท้าลงพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวไปตลาดคลองลัดมะยม ชูแนวทางแก้ปัญหาการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

นายชัชชาติกล่าวว่า ตลาดชุมชนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ค้าและนักท่องเที่ยวยังเจอปัญหาเดินทางไม่สะดวก แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้าถึงพื้นที่แล้ว แต่การเชื่อมจากรถไฟฟ้าไปยังตลาดยังเป็นอุปสรรค เช่น ปัญหารถติดถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเสริมด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน พร้อมระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้รถขนส่งมวลชนในการเดินมาท่องเที่ยวตลาดในฝั่งธนฯ

นายชัชชาติ ได้เสนอนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มจากการผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยมองว่าปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลง และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ พร้อมมุ่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม ในส่วนของระบบรถเมล์ ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5แสนล้านบาท ของ ขสมก. มาแบกรับไว้แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่บอกเวลารอรถได้และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานผู้ประกอบการเอกชน “เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด”

พัฒนาระบบการขนส่ง

ด้านการพัฒนาระบบขนส่งรองหรือ Feeder เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าสู่ชุมชน จะเดินหน้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น และมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางได้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั้งตลาดน้ำและตลาดชุมชน โดยระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงให้เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นๆ เก็บค่าเช่าแพงจนเกินไป

เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ

“สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด… ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่ารายจ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่ก็ต้องไป โตใหญ่ไปปุ๊บ เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต”

ทั้งนี้ ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย นายชัชชาติมีนโยบายยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้มีมาตรฐานและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ พร้อมกับชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต

นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่รวมถึงการผลักดันตลาดพลูในเขตธนบุรีให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบโดยมีแผนก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เชื่อมต่อชุมชนฝั่งบางกอกใหญ่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD)ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลข้างเคียงและให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

พท.ล่ารายชื่อจ่อแก้รธน.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หลังชะลอเพื่อปรับแก้เนื้อหา ภายหลังสส.พรรคภูมิใจไทยถอนรายชื่อว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดำเนินการอยู่ โดยจะนำเนื้อหาที่มีการร่างเข้าที่ประชุม สส.ของพรรคในสัปดาห์หน้า ถ้าเห็นตรงกันว่าไม่มีอะไรต้องปรับแก้ก็ล่าลายเซ็น สส.เพื่อยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภาต่อไป โดยร่างที่กำลังดำเนินการนั้น จะมีการปรับเนื้อหาในส่วนที่หลายฝ่ายกังวล เช่น ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงยึดหลักการความเป็นประชาธิปไตย ให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า กรอบเวลาจะดำเนินการยื่นต่อประธานรัฐสภาเมื่อใดนายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ระยะเวลาถือว่ากระชั้น เข้าใจว่าประธานรัฐวางแผนจะบรรจุวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญช่วงปลายเดือนมิ.ย.เราจะดำเนินการให้ทันกับการพิจารณาดังกล่าว

ปัญหาเขากระโดงยังร้อนฉ่า

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า บางคนยังพูดเรื่องเขากระโดงวนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนอยากให้สังคมเชื่อว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว ทุกคนในพื้นที่ 5,083 ไร่ คือผู้บุกรุก และกรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมดทันที” ทั้งที่ถ้ารู้กฎหมายจริง หรือมีสติพอจะอ่านกฎหมายให้ครบ จะรู้ว่านี่คือการพูดแบบตัดตอนจนทำให้สังคมเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ได้เป็นตรายางปิดปากประชาชนทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเป็นคู่ความในคดีนั้น กฎหมายยังให้สิทธิบุคคลภายนอกพิสูจน์ได้ว่า ตนมีสิทธิที่ดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีเดิม คำพิพากษาที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อาจนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลภายนอกหมดสิทธิอธิบาย หมดสิทธิโต้แย้ง หรือหมดสิทธิต่อสู้คดีของตนเอง

ถ้าคดีทุกอย่าง “จบแล้ว” อย่างที่บางคนพยายามปั่นคำถามง่ายๆ คือ แล้วเหตุใดศาลยุติธรรมจึงยังรับฟ้องคดีที่ ร.ฟ.ท. ฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงอยู่ในศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เหตุใดศาลยังเปิดกระบวนการให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบกันต่อไป และเหตุใดศาลปกครองจึงไม่ได้สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทั้งหมดทันที แต่ให้ดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบสอบสวน รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และพิจารณาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนของกฎหมาย

คำว่า “กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอน”ไม่ใช่คำเดียวกับ “กรมที่ดินต้องเพิกถอนทันทีโดยไม่ฟังใคร” เพราะถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเพิกถอนเอกสารสิทธิของประชาชนโดยไม่ตรวจสอบแนวเขต ไม่พิสูจน์รายแปลง ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และไม่เดินตามมาตรา 61 นั่นต่างหากคือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อประชาชน ต่อเจ้าหน้าที่ และต่อระบบกฎหมาย

ปั่นกระแสสร้างความชิงชัง

สิ่งที่น่าเสียใจคือ คนจำนวนหนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สิทธิที่ดีกว่า” ของบุคคลภายนอกคืออะไร ไม่รู้ว่าสำนวนคดีใหม่มีพยานหลักฐานอะไรที่แตกต่างจากคดีเดิม ไม่รู้ว่าที่ดินแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร ไม่รู้ว่าแนวเขตที่แท้จริงพิสูจน์กันอย่างไร แต่กลับอวดภูมิออกความเห็นฟันธง กล่าวหาคนทั้งพื้นที่ว่าเป็นผู้บุกรุก เป็นคนไม่เคารพคำพิพากษาหรือเป็นผู้โกงแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย ไม่ได้เห็นสำนวน และไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของตัวเองเลย

การเรียกร้องความถูกต้องไม่ใช่การปั่นกระแสให้คนเกลียดชังกัน และการเคารพคำพิพากษาไม่ใช่การเอาชื่อศาลไปเป็นอาวุธปิดปากประชาชนที่กฎหมายยังให้สิทธิต่อสู้คดีอยู่ หากใครมั่นใจว่าที่ดินแปลงใดเป็นของ ร.ฟ.ท. ก็ให้นำพยานหลักฐานไปพิสูจน์ในศาล หากเชื่อว่าเอกสารสิทธิใดออกไม่ชอบก็ให้พิสูจน์ตามมาตรา 61 ไม่ใช่ใช้เสียงดังในสื่อแทนพยานหลักฐาน แล้วสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและชีวิตของคนอื่น

คดีเขากระโดงต้องจบด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำพิพากษาของแต่ละคดี ไม่ใช่จบด้วยความสะใจของคนที่ไม่รู้สำนวนคดีใหม่ แต่พูดเหมือนรู้ทุกอย่าง ยกเว้นสำนึกของตัวเอง

“อย่าเอาคำว่าเคารพคำพิพากษาถึงที่สุด มาเป็นข้ออ้างในการไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้คดีอยู่”

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ สู่เวทีสากล

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ 'ข้อกำหนดกรุงเทพ' สู่เวทีสากล

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ สู่เวทีสากล

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความถวายอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระบุว่า น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นชื่อกรุงเทพหรือแม้แต่ประเทศไทยอยู่บนคำเรียกกติกาสากล แต่ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ “Bangkok Rules” ซึ่งเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรฐานที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง เกิดขึ้นได้ก็ด้วยพระปรีชาและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงทุ่มเททำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่โครงการกำลังใจ จนในที่สุดได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๖๕ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสตามเสด็จและเป็นสักขีพยานในการประกาศมติดังกล่าว ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครั้งนั้น คุณูปการจากข้อกำหนดดังกล่าว ไม่เพียงตกแก่บรรดาผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ส่งผลไปยังผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

“กรมประมง”ประกาศ”ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน

กรมประมง ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี 2569 ใน 2 ช่วงระยะเวลา แบ่งเป็น ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

14 มิถุนายน 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์

ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง

สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งในด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ในปี 2569 กรมประมงจึงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

ช่วงที่ 1 : ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่ 2 : ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

1. อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง

2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน

3. อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

4. อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

5. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

6. ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้ว ขึ้นไป  ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

7. ลอบหมึกทุกชนิด

8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง

9. คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย

10. อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก

12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

13. เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

– 006