สยบข่าวลืองบช่วยกัมพูชา 31 ล้าน! “หมอเอก” ชี้ตัวเลขจริง 18.2 ล้าน เป็นภาระผูกพันตามสัญญาเงินกู้ ยันไทยได้ประโยชน์

13 กันยายน 2569 เวลา 13:12 น.

จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่ามีการพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อให้ความช่วยเหลือกัมพูชาเป็นวงเงินสูงถึง 31 ล้านบาทนั้น ล่าสุด นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ หรือ “หมอเอก” ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนดังกล่าว พร้อมกางข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

นพ.เอกภพ ระบุว่า ข้อมูลที่มีการแชร์กันว่าไทยอนุมัติเงินช่วยเหลือ 31 ล้านบาทนั้น คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง” โดยได้ลำดับข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. รู้จัก NEDA และเงื่อนไขการกู้ยืมที่ไทยได้ประโยชน์

หน่วยงานที่รับผิดชอบงบประมาณส่วนนี้คือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA ซึ่งมีหน้าที่จัดหาเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อไทย โดยมีข้อกำหนดชัดเจนว่า

  • โครงการต้องใช้ผู้ดำเนินการและวัสดุอุปกรณ์จากประเทศไทย
  • หากเป็นโครงการร่วมทุน ฝ่ายไทยจะต้องถือหุ้นมากกว่า 51%
  1. ตัวเลขจริง 18.2 ล้านบาท ไม่ใช่ 31 ล้านบาท

งบประมาณที่ใช้กับโครงการของกัมพูชาในครั้งนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 18.2 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการถนน R67 วงเงิน 12 ล้านบาท
  • โครงการด่านสตึงบท วงเงิน 6.2 ล้านบาท
  1. ไม่ใช่โครงการใหม่ และไม่ใช่เงินให้เปล่า

ทั้งสองโครงการข้างต้นเป็นโครงการที่ ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ระหว่างการผ่อนชำระหนี้ โดยรัฐบาลกัมพูชาได้ดำเนินการชำระหนี้ตามสัญญามาโดยตลอด ทั้งนี้ NEDA เป็นผู้หาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินของไทยให้ โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาว่า NEDA จะช่วยรับภาระดอกเบี้ยส่วนหนึ่ง ซึ่งงบประมาณ 18.2 ล้านบาทนี้ คือเงินที่นำมาใช้ชำระดอกเบี้ยตามสัญญานั่นเอง

ข้อควรระวัง: หาก NEDA ไม่ชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ อาจถือเป็นการผิดสัญญา และอาจเป็นเหตุอ้างให้กัมพูชาปฏิเสธการชำระเงินกู้คืนตามเงื่อนไขได้

  1. ผ่านการพิจารณาจากสภาฯ อย่างโปร่งใส

นพ.เอกภพ ย้ำว่า ในกระบวนการพิจารณางบประมาณ คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการของทั้งสองสภาได้มีการซักถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เมื่อได้รับฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานจนกระจ่าง จึงไม่มีการตัดลดงบประมาณ ไม่มีข้อสงวนความเห็น หรือข้อสังเกตใดๆ เพิ่มเติม

ในช่วงท้าย นพ.เอกภพ ได้สรุปถึงท่าทีของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับทราบและเข้าใจถึงความห่วงใยของประชาชน โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องงบประมาณจำเป็นต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความรู้สึก” โดยรัฐบาลจะยึดมั่นในการดำเนินการทุกขั้นตอนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และข้อผูกพันตามกฎหมายหรือสัญญาระหว่างประเทศเป็นสำคัญ และยืนยันว่าเงินงบประมาณที่ใช้จริงนั้นคือ 18.2 ล้านบาท ไม่ใช่ 31 ล้านบาท

ศุภมาส ปลดล็อกสื่อไทย ชูยุทธศาสตร์ Dual Value ดันคอนเทนต์น้ำดีโกอินเตอร์ สร้างรายได้คู่สังคม

13 กันยายน 2569 เวลา 12:30 น.

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างแผนบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ระยะ 5 ปี เพื่อให้ผลงานที่กองทุนฯ สนับสนุนสามารถนำไปเผยแพร่และต่อยอดได้อย่างเป็นระบบ โดยมี นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นางสาวศุภมาสกล่าวว่า ร่างแผนบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ระยะ 5 ปี จะช่วยขยายโอกาสสื่อของไทยสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งสร้าง “Dual Value” หรือคุณค่าทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ให้ผลงานสื่อสร้างสรรค์เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และมีโอกาสสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยแผนดังกล่าวครอบคลุม 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา การจัดหมวดหมู่ประเภทผลงาน การกำหนดคุณภาพของผลงาน การพัฒนาช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่าย และการสร้างรูปแบบการต่อยอดผลงานอย่างยั่งยืน พร้อมกำหนดแนวทางบริหารจัดการลิขสิทธิ์ รูปแบบการอนุญาตใช้สิทธิ และอัตราค่าตอบแทน เพื่อให้การนำผลงานไปใช้ประโยชน์มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

“ผลงานที่กองทุนฯ สนับสนุนต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่อง เราจึงให้ความสำคัญกับการวางระบบดูแลสิทธิ การพัฒนาคุณภาพ และการหาช่องทางเผยแพร่ผลงาน เพื่อให้สื่อสร้างสรรค์เข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยวัดผลให้ครอบคลุมทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับการประเมินคุณค่าของผลงานจะพิจารณาใน 3 มิติ ประกอบด้วย ผลตอบแทนทางการเงิน (In Cash) มูลค่าจากสิ่งของและบริการหรือมูลค่าทางสื่อ (In-Kind/Media Value) และผลกระทบทางสังคม (Social Impact) เพื่อให้เห็นทั้งโอกาสในการสร้างรายได้และประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเวศสื่อ ซึ่งจะช่วยให้กองทุนฯ วางแนวทางต่อยอดผลงานแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกำหนดเปิดรับคำขอผ่านเว็บไซต์ของกองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ปิดรับเวลา 16.30 น. จากนั้น ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2569 สำนักงานจะตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานพิจารณาเบื้องต้น และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการตามลำดับ

ส่วนในเดือนมกราคม 2570 กำหนดให้คณะอนุกรรมการบริหารฯ พิจารณาอนุมัติ และเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ รับทราบผลการอนุมัติ พร้อมประกาศผลการพิจารณาและจัดปฐมนิเทศโครงการที่ได้รับอนุมัติ ก่อนจัดทำสัญญาให้ทุนในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอโครงการสามารถเตรียมความพร้อมและวางแผนการดำเนินงานตามกรอบเวลาที่กำหนด

สำหรับผู้สนใจขอเชิญชวนส่งข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2570 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ http://www.thaimediafund.or.th

โฆษกรัฐบาลยืนยัน ไม่มีงบช่วยกัมพูชาในโครงการใหม่ ย้ำงบ 18.2 ล้าน ไม่ใช่ 31 ล้าน เป็นภาระดอกเบี้ยตามสัญญาโครงการเดิม

13 กันยายน 2569 เวลา 12:20 น.

13 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระบุมีการอนุมัติเงินช่วยเหลือประเทศกัมพูชา จำนวน 31 ล้านบาท ว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ทั้งจำนวนเงินและวัตถุประสงค์ของงบประมาณ

โฆษกฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ตัวเลขงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับโครงการในประเทศกัมพูชามีจำนวน 18.2 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการถนน R67 จำนวน 12 ล้านบาท และโครงการด่านสตึงบท จำนวน 6.2 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับภาระดอกเบี้ยตามสัญญาของโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว ไม่ใช่ 31 ล้านบาท และไม่ได้เป็นเงินในการดำเนินโครงการใหม่

“งบประมาณส่วนนี้ได้ผ่านการซักถามและพิจารณารายละเอียดในชั้นคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการพิจารณางบประมาณของรัฐสภา โดยหน่วยงานได้ชี้แจงรายละเอียดต่อคณะกรรมาธิการแล้ว ไม่มีการตัดลดงบประมาณส่วนดังกล่าว” นายเอกภพ กล่าว

สำหรับ โครงการถนน R67 และโครงการด่านสตึงบทได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ปัจจุบันอยู่ในช่วงการชำระหนี้ตามสัญญา โดยฝ่ายกัมพูชาได้ชำระหนี้ตามสัญญามาอย่างต่อเนื่อง และทั้งสองโครงการมีผู้ประกอบการและผู้ควบคุมงานของไทยเป็นผู้ดำเนินการ

สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการจัดหาแหล่งเงินกู้สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ยังระบุถึง เงื่อนไขทางการเงินที่มีข้อกำหนดให้ใช้ผู้ดำเนินการและวัสดุอุปกรณ์จากประเทศไทย และกรณีเป็นการร่วมทุน ฝ่ายไทยต้องถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 51

ทั้งสองโครงการ NEDA เป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินของไทย และมีเงื่อนไขตามสัญญาที่ NEDA รับผิดชอบช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยบางส่วน ซึ่งเป็นที่มาของงบประมาณดังกล่าว หาก NEDA ไม่ชำระดอกเบี้ยในส่วนที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญา อาจกระทบต่อเงื่อนไขของสัญญาและการชำระคืนเงินกู้ของฝ่ายกัมพูชาได้

โฆษกฯ กล่าวว่า รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นและความห่วงใยของพี่น้องประชาชนต่อประเด็นดังกล่าว และขอให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนำไปสู่ความเข้าใจผิด โดยรัฐบาลพร้อมชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามกรอบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทยเป็นสำคัญ

“เท้ง” ร่วมม็อบ iLaw จี้ กกต. ก่อนเคาะคดีฮั้ว สว. ย้ำมาในฐานะประชาชน ชี้อำนาจตัดสินอยู่ที่ศาล

13 กันยายน 2569 เวลา 12:11 น.

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่สำนักงานโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไอลอว์ในวันนี้ว่า วันนี้ตนมาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกับทุกคน และในฐานะประชาชนที่ต้องทำคือส่งเสียงเรียกร้องให้ดังที่สุด ว่าคดีที่อาจจะเป็นการโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราคงจะนิ่งเฉยไม่ได้ ที่จะไม่มีใครรับผิดชอบกับเรื่องนี้เลย ดังนั้นวันนี้คือการออกมาแสดงพลังไม่ได้มากดดันอะไร ออกมาตามสิทธิ ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏตามสาธารณะ ที่วิญญูชนบุคคลธรรมดาเห็นได้ว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการโกง และการเลือกสว. ที่ไม่สุจริต เราจึงพยายามส่งเสียงเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่จะมีมติในวันพรุ่งนี้ให้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า มองว่าการออกมาชุมนุมของกลุ่มไอลอว์และการออกมาเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะทำให้เกิดแรงกดดันและสั่นคลอนต่อเสถียรภาพในการบริหารราชการของรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่าสิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือกระบวนการถ่วงดุลตรวจสอบ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนถามว่ากกต.มาจากไหน ก็มาจากสว. ส่วนสว.มาจากไหนก็มาจากกระบวนการเลือกที่เรายังตั้งคำถามในตอนนี้ และการที่จะมีกลุ่มต่างๆออกมาเรียกร้องในตอนนี้ ถามว่าจะเป็นการสั่นคลอน ก็ต้องถามกลับไปยังรัฐบาลว่าคุณมีส่วนพัวพันกับขบวนการต่างๆเหล่านี้หรือไม่ซึ่งองค์กรหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่จะทำให้อำนาจในการชี้ขาดในเรื่องนี้ได้คือศาลไม่ใช่กกต. ดังนั้นเรื่องนี้ก่อนที่กกต.จะมีมติออกมาสิ่งที่สำคัญในฐานะประชาชนคือการออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้กกต.ทำหน้าที่อย่างไรตรงไปตรงมา ซึ่งตนก็ขอให้กำลังใจกกต.ทุกคน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในมติซักฟอกรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยระหว่างพรรคฝ่ายค้านกันไปแล้ว ส่วนเนื้อหากับรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันในข้อมูลที่เราได้รับมามีความเข้มข้นแน่นอน

ไอลอว์นำทัพเดินขบวนจี้ กกต. ฟ้อง 229 ฮั้ว สว. ลั่นพร้อมแฉหลักฐานรายคนหากปล่อยรอด

13 กันยายน 2569 เวลา 11:32 น.

’ไอลอว์‘ จัดกิจกรรมเดินขบวนบี้ ’กกต.‘ มีมติสั่งฟ้อง ‘229 รายเอี่ยวโกงฮั้ว สว.’ พรุ่งนี้ ด้าน ’ยิ่งชีพ‘ ย้ำเครือข่ายในขบวนการลามโยง ’ภท.‘ ลั่นรับไม่ได้เลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเอง ปลุกชวนปชช.ร่วมกิจกรรมโค้งสุดท้าย ขู่มีเอกสารหลักฐานเพียบ หากสั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉคนนั้น-รอดทั้งหมดก็เปิดหลักฐานทั้งกระบิ

13ก.ย.2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่หน้าอาคาร ALL RISE (iLaw) ลาดพร้าว 25 กทม. นายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw) ให้สัมภาษณ์ ก่อนการจัดกิจกรรมเดินรณรงค์ “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้องสว. 229“ ว่า วันนี้เป็นวันสำคัญก่อนที่ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.)คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะลงมติสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เมื่อปี2567 ที่มีที่มาอันแปลกประหลาด ฉ้อฉล และเครือข่ายผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการโกงการเลือกสว. รวมทั้งคณะกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี และสส.หลายคนของพรรคภูมิใจไทย เราอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ถ้าวันนี้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเดินไปตามปกติ เราก็ไม่ต้องจัดกิจกรรมนี้ เราก็รอองค์กรอิสระจะวินิจฉัยหรือสั่งอย่างไร แต่ขณะนี้กกต. 4ใน7คน ไม่ได้เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ แต่เป็นองค์กรที่มาจากการเลือกของสว.ชุดนี้

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า คนที่ถูกกล่าวหาเลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเองว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นี่เป็นระบบที่รับไม่ได้ และทำให้ประชาชนอยู่เฉยๆไม่ได้ เชื่อว่าถ้าประชาชนไม่ช่วยกันแสดงออก สิ่งที่เกิดขึ้นคือกกต.ที่เขาเลือกมา จะสั่งไม่ฟ้องพวกเขา ระบบตรวจสอบความยุติธรรมในประเทศนี้ก็ไม่มีเลย ดังนั้นวันนี้เป็น วันสุดท้ายที่เราจะต้องส่งเสียงถึงกกต. ข้อเรียกร้องของเราชัดเจน ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.) คือเราต้องการให้ส่งคดีนี้ถึงมือศาลฎีกา ผู้ต้องหาทั้ง229คนต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด เราไม่ได้ตัดสินว่าใครกระทำผิด แต่เราต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครผิดหรือไม่ นอกจากนี้ยังขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันแสดงออกในช่วง24ชั่วโมงสุดท้าย เรามีกิจกรรมในต่างจังหวัด รวมถึงกทม.ที่จะจัดกิจกรรมเดินเท้าจากลาดพร้าวไปจัดกิจกรรมที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. ในเวลา16.00น.

“ถ้าผ่านวันนี้ไปแล้ว ถ้ากกต. ไม่สนใจเสียงประชาชน สั่งไม่ฟ้องคนที่เลือกพวกเขามา เราจะย้อนกลับมาถึงวันนี้ไม่ได้อีกแล้ว วันนี้จึงเป็นวันสุดท้าย และวันสำคัญ ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนออกมาแสดงออก” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า เรามีเอกสารหลักฐานการโกงในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าสั่งไม่ฟ้องส่วนของคนไหน เราก็จะเอาหลักฐานส่วนของคนนั้นมาเปิดเผย ถ้าสั่งไม่ฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด ยืนยันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากทำคือนอนเฉยๆ แล้วให้กกต.สั่งฟ้องทั้งหมด แล้วเอาเอกสารทั้งหมด ไปนำเสนอตามกระบวนการของศาลฯ เราไม่อยากเปิดเผยเอง แต่ถ้าจำเป็น หากสั่งยุติคดีไปแล้ว เราไม่เหลืออะไรแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลมาเปิดเผย ทั้งนี้ ตนไม่เห็นเหตุอะไรที่จะเลื่อนการลงมติพรุ่งนี้ออก กกต.ที่จะต้องลงมติหากใครป่วยก็ไม่ต้องมาลงมติ ขาดลงมติไปก็ได้ไม่เป็นไร ส่วนที่เห็นข่าวเรื่องกังวลความปลอดภัยในวันพรุ่งนี้นั้น ยืนยันว่าทางกลุ่มฯจะไม่ได้ไปเดินทางไปกกต.ในวันพรุ่งนี้

จากนั้นในเวลา10.30น. ทางกลุ่มไอลอว์ พร้อมด้วยประชาชนส่วนหนึ่งที่สนใจมาร่วมกิจกรรม ได้ตั้งขบวนออกเดินเท้าจากหน้าออฟฟิศไอลอว์ ในซอยลาดพร้าว 25 ซึ่งก่อนเริ่มเดินขบวน ทางกลุ่มฯได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความระบุว่า “สั่งฟ้อง229” ขึงลงมาที่บริเวณหน้าออฟฟิศไอลอว์ เพื่อเป็นการเริ่มต้นกิจกรรมเดินขบวน โดยเส้นทางขบวนเดิน รวมถึงขบวนปั่นจักรยาน จะมุ่งหน้าไปตามถนนลาดพร้าวจนถึงห้าแยกลาดพร้าว ข้ามไปทางถนนพหลโยธิน แล้วเดินตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส ก่อนจะไปถึงจุดแวะพักแรกที่บิ๊กซี สะพานควาย ปลายทางของขบวนจะอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระยะทางรวมประมาณ 12 กิโลเมตร คาดว่าจะถึงหอศิลป์กทม.เพื่อทำกิจกรรมในช่วงเย็น เวลาประมาณ16.00น.

ไทยสวนกัมพูชา ภาพเดียวลบหลักฐานไม่ได้ จี้พิสูจน์ ใครยิง-ยิงจากไหน ปมปราสาทพระวิหาร ย้ำความเสียหายชี้ความผิดไม่ได้

13 กันยายน 2569 เวลา 11:29 น.

13 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวชี้แจงกรณี ข้อกล่าวอ้าง ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า พื้นที่ภายในปราสาทพระวิหารเป็น “ที่หลบภัยของพลเรือน” ไม่ใช่ที่ตั้งทางทหาร พร้อมนำภาพพลเรือนที่อยู่ภายในปราสาทมาเป็นหลักฐานว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคืออย่านำภาพจากคนละช่วงเวลามารวมกันแล้วสร้างข้อสรุปเดียว เพราะบริบทของเหตุการณ์แต่ละช่วงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ภาพพลเรือนที่ถูกนำมาเผยแพร่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดว่าถ่ายเมื่อใด ที่ไหน และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด หากเป็นภาพจากเหตุการณ์วันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ก็ต้องนำเสนอว่าเป็นภาพจากช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ควรนำมาใช้โดยปราศจากบริบทเพื่อพิสูจน์สถานะของพื้นที่ในเหตุการณ์อีกช่วงหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ไทยย้ำมาตลอดว่า ลําดับเหตุการณ์ (Full Timeline matters)

ส่วนที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า โครงสร้างที่ไทยเรียกว่า “บังเกอร์” แท้จริงเป็นที่หลบภัย (shelter) สำหรับพลเรือนนั้น คำว่า“บังเกอร์”(bunker) หรือ ที่หลบภัย(shelter) ไม่ใช่ประเด็นชี้ขาด ประเด็นสำคัญคือพื้นที่นั้นถูกใช้ทำอะไร ณ เวลาที่เกี่ยวข้อง การมีพลเรือนอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ไม่ได้พิสูจน์โดยตัวมันเองว่าไม่มีการใช้พื้นที่นั้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร และในทางกลับกัน การพบกำลังหรือยุทโธปกรณ์ทางทหารก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถโจมตีสถานที่นั้นได้โดยไม่มีข้อจำกัด

“สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น มีการวางกำลังหรืออาวุธหรือไม่ มีการยิงจากพื้นที่ดังกล่าวหรือบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ และหลักฐานนั้นสัมพันธ์กับวันและเวลาของเหตุการณ์หรือไม่” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า ประเทศไทยเสนอให้พิจารณาหลักฐานตาม เวลา สถานที่ กิจกรรม และแหล่งที่มา ไม่ใช่เลือกภาพใดภาพหนึ่งแล้วใช้แทนเหตุการณ์ทั้งหมด

สำหรับกรณีฝ่ายกัมพูชาระบุว่า รายงาน UNESCO-ICOMOS พบความเสียหาย 562 จุด จึงเป็นหลักฐานว่าไทยเป็นฝ่ายทำลายมรดกโลกนั้น ต้องแยกสองคำถามออกจากกันให้ชัดเจน คือ ปราสาทได้รับความเสียหายหรือไม่ และความเสียหายแต่ละจุดเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้ก่อให้เกิด ภายใต้สถานการณ์ใด และมีความรับผิดทางกฎหมายอย่างไร การบันทึกว่ามีความเสียหาย ไม่ได้ทำให้คำถามเรื่อง การระบุแหล่งที่มา (attribution) หรือความรับผิดทางกฎหมายสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยสนับสนุนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง และพร้อมให้พิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ พิกัด เวลา ทิศทางการยิง และข้อมูลอื่นที่สามารถตรวจสอบได้

เมื่อถามว่า หากพบว่ามีทหารหรืออาวุธอยู่ในพื้นที่มรดกโลก ไทยถือว่าสามารถโจมตีได้หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ควรพูดง่าย ๆ ว่า “มีทหารแล้วจึงยิงได้” เนื่องจากกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยต้องพิจารณาทั้ง distinction, military necessity, proportionality และ precautions in attack รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายก็มีหน้าที่หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในลักษณะที่อาจทำให้สถานที่ดังกล่าวตกอยู่ในความเสี่ยงจากปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้น คำถามที่ประชาคมระหว่างประเทศควรถามอย่างเป็นกลางคือ มีการใช้พื้นที่มรดกโลกเพื่อกิจกรรมทางทหารหรือไม่ และหลักฐานคืออะไร

เมื่อถามถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาที่ว่า ไทยกำลังใช้เรื่องการใช้พื้นที่ทางทหารเป็นข้ออ้างเพื่อกลบความเสียหายของปราสาท พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคำกล่าวของไทยเพียงเพราะเป็นคำกล่าวของไทย และไม่คิดว่าคำกล่าวของฝ่ายใดควรถูกยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบเช่นกัน พร้อมเสนอหลักง่าย ๆ ว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ภาพหนึ่งภาพไม่ใช่ไทม์ไลน์ทั้งหมด และความเสียหายไม่ใช่คำพิพากษาเรื่องความรับผิดโดยอัตโนมัติ

หากมีข้อกล่าวหาว่าไทยทำลายมรดกโลก ก็ต้องตรวจสอบว่าใครยิง ยิงเมื่อใด ยิงจากไหน เป้าหมายคืออะไร พื้นที่นั้นถูกใช้งานอย่างไรในขณะนั้น และมีมาตรการป้องกันพลเรือนกับทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอย่างไร มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน

ส่วนกรณีภาพพลเรือนที่หลบอยู่ในปราสาท ไทยปฏิเสธหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธภาพพลเรือน และไม่ควรลดทอนความทุกข์ของพลเรือนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือกัมพูชา สิ่งที่ไทยขอคือ อย่านำความทุกข์ของพลเรือนมาใช้แทนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางทหาร หากภาพนั้นเป็นภาพจากเดือนกรกฎาคม ก็ต้องบอกว่าเป็นเดือนกรกฎาคม หากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดือนธันวาคม ก็ต้องนำหลักฐานจากเดือนธันวาคมมาพิจารณา

“สถานที่เดียวกันไม่ได้หมายความว่าเวลาเดียวกัน โครงสร้างเดียวกันไม่ได้หมายความว่าใช้งานเหมือนกัน ภาพถ่ายไม่สามารถทดแทนลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดได้” (Same place does not mean same time. Same structure does not mean same use. A photograph does not replace a full timeline.)

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการคุ้มครอง และชีวิตของพลเรือนทั้งสองประเทศต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน เราไม่ต้องการให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง ตรวจสอบภาพพร้อมวันที่ ตรวจสอบสถานที่พร้อมพิกัด ตรวจสอบข้อกล่าวหาพร้อมหลักฐาน และตรวจสอบการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน

และขอสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมย้ำแนวทางว่า “ปกป้องพลเรือน ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน” (Protect civilians. Protect cultural heritage. Establish the facts. Apply the same standard to everyone.) ซึ่งเป็นแนวทางที่จะลดความขัดแย้ง และนำทั้งสองประเทศกลับไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีและสันติวิธี

ผอ.JIC สวนเดือดเขมร อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาไทยยึดแผ่นดิน ย้ำ!หยุดยิงไม่ใช่เส้นเขตแดน หากแน่จริงขนหลักฐานขึ้นโต๊ะ JBC

13 กันยายน 2569 เวลา 11:10 น.

“ผอ.JIC”สวนเดือด”เขมร” อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหา”ไทย”ยึดแผ่นดิน ลั่นไทยป้องกันประเทศ ไม่เคยล่าดินแดนใคร ย้ำ!หยุดยิงไม่ใช่เส้นเขตแดน หากแน่จริงขนหลักฐานขึ้นโต๊ะ JBC

13 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาว่าไทยใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดน ว่า ต้องแยกข้อเท็จจริงออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน คือ ช่วงที่มีการสู้รบ และ ช่วงหลังมีข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่การสู้รบ ไม่ได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน แต่ไทยมีหน้าที่ป้องกันพื้นที่และประชาชนของตน

“ในช่วงที่เกิดการสู้รบ หากมีกำลังฝ่ายกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ซึ่งไทยถือว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยเพื่อวางกำลัง ใช้อาวุธ หรือโจมตีกำลังและประชาชนไทย กองทัพไทยย่อมมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ปกป้องประชาชน และดำเนินการเพื่อยุติภัยคุกคาม ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

“ดังนั้น การผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่ที่ไทยถือว่าเป็นดินแดนของตนในระหว่างการสู้รบ ไม่ควรถูกนำไปบิดความหมายว่าไทยมีนโยบายรุกรานหรือแสวงหาดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน”

ผอ.JIC กล่าวว่า หลังการลงนาม Joint Statement (JBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สถานการณ์เข้าสู่กรอบใหม่ ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงและคงการวางกำลัง ณ ตำแหน่งขณะหยุดยิง โดยไม่เคลื่อนกำลังเข้าหาอีกฝ่าย ขณะเดียวกัน ข้อตกลงระบุอย่างชัดเจนว่า การจัดวางกำลังดังกล่าว ไม่กระทบต่อการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านกลไก JBC

“นี่คือประเด็นที่ต้องพูดให้ครบ การหยุดยิงคือการหยุดการต่อสู้ ไม่ใช่สนธิสัญญากำหนดเขตแดน และแนววางกำลังก็ไม่ใช่เส้นเขตแดนใหม่”

เพราะฉะนั้น หากกัมพูชาเห็นต่างว่าแผ่นดินบริเวณใดเป็นของฝ่ายใด ก็ต้องนำหลักฐาน แผนที่ และข้อกฎหมายเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ตัดสินด้วยถ้อยแถลงทางการเมือง และในทางกลับกัน ไทยก็ไม่ควรใช้แนววางกำลังเป็นข้ออ้างในการตัดสินเขตแดนเช่นกัน”

ผอ.JIC กล่าวย้ำว่า ไทยไม่ต้องการดินแดนของกัมพูชาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องดินแดนและประชาชนของเรา หากมีภัยคุกคามเกิดขึ้นในพื้นที่ของไทย เรามีสิทธิและหน้าที่ป้องกันตนเอง แต่เมื่อหยุดยิงแล้ว เราก็เคารพข้อตกลง และนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หลักของเราจึงชัดเจนมาก Defend when necessary, de-escalate when possible, and settle the boundary through agreed mechanisms.”

“เราไม่ขอให้ประชาคมโลกเลือกข้างไทยหรือกัมพูชา เราขอเพียงให้พิจารณา Full Timeline, Facts on the Ground และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน ด้วยมาตรฐานเดียวกัน”

ท้ายที่สุด ไทยต้องการให้ชายแดนกลับคืนสู่ความสงบ ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และปัญหาเขตแดนได้รับการแก้ไขด้วยกฎหมาย การเจรจา และกลไกทวิภาคี ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง

“Security first. Facts first. JBC for the boundary. Peace as the destination.”

รศ.ดร.สุขุม มองม็อบสนธิ ยังเห็นแต่แกนนำ ไม่เห็นมวลชนปักหลัก ตั้งคำถาม? ชุมนุมแล้วจะพาประเทศไปทางไหน

13 กันยายน 2569 เวลา 11:02 น.

13 กันยายน 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผ่านรายการ “ริงไซต์การเมือง” โดยประเมินว่า แม้แต่นายสนธิเองก็น่าจะยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถจุดกระแสมวลชนได้สำเร็จหรือไม่ แต่เมื่อประกาศการเคลื่อนไหวออกไปแล้ว ก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ

รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า ภาพการรวมตัวที่ผ่านมาเห็นบุคคลที่เป็นแกนนำและบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นฐานมวลชนขนาดใหญ่ที่พร้อมปักหลักชุมนุมระยะยาว

ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งอาจเดินทางมาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน หากไม่สามารถรักษาจำนวนผู้ชุมนุมไว้ได้ มวลชนก็มีโอกาสร่อยหรอลงตามเวลา

“ที่เห็นขณะนี้เป็นกลุ่มผู้นำ แต่ยังไม่เห็นกลุ่มผู้ตามที่จะอยู่ชุมนุมได้นาน หากมาแล้วกลับ จำนวนก็ร่อยหรอลงแน่นอน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

สำหรับเหตุผลที่นายสนธิยังต้องออกมาเคลื่อนไหว รศ.ดร.สุขุม มองว่า นี่เป็นเส้นทางทางการเมืองของนายสนธิเช่นกัน เพราะจำเป็นต้องแสดงให้สังคมเห็นว่ายังคงมีพลัง สามารถจัดกิจกรรมและนำผู้คนออกมาเคลื่อนไหวได้จริง ไม่ได้มีบทบาทเพียงจัดรายการโทรทัศน์หรือแสดงความคิดเห็นอยู่บนเฟซบุ๊กเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เห็นพลังมวลชนขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลก็ไม่ควรประมาท เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเริ่มต้นจากคนจำนวนน้อย ก่อนขยายตัวเมื่อเกิดเงื่อนไขหรือประเด็นที่กระทบความรู้สึกของประชาชน

รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า จุดอ่อนสำคัญของการชุมนุมครั้งนี้ คือยังไม่มีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน นายสนธิระบุว่ายังไม่ได้ออกมาขับไล่รัฐบาล แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เสนอว่า หากรัฐบาลพ้นจากอำนาจแล้ว จะให้ใครหรือกลไกใดเข้ามาทำหน้าที่แทน

การชุมนุมทางการเมืองจำเป็นต้องบอกประชาชนให้ได้ว่า เข้าร่วมแล้วจะนำประเทศไปสู่อะไร แต่การเคลื่อนไหวรอบนี้ยังไม่มีคำตอบดังกล่าว

“เมื่อเป้าหมายยังไม่ชัด คนก็ต้องถามว่าจะออกมาชุมนุมเพื่ออะไร จะไล่รัฐบาลไปสู่จุดไหน และใครจะเข้ามาแทน หากตอบไม่ได้ก็ยากที่จะระดมคนออกมาบนท้องถนน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ส่วนแนวทางที่อาจนำไปสู่การรัฐประหารนั้น รศ.ดร.สุขุมเห็นว่า ประชาชนปัจจุบันไม่น่าจะยอมรับเหมือนในอดีต เพราะมีบทเรียนแล้วว่าการยึดอำนาจไม่ได้ทำให้ประเทศดีกว่าการเลือกตั้ง และยังทำให้ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเวลายาวนาน

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของนายสนธิรอบนี้จึงเผชิญโจทย์หนักกว่าครั้งก่อน ทั้งเรื่องจำนวนมวลชน ความพร้อมในการปักหลัก และโดยเฉพาะคำถามสำคัญที่สุดว่า จุดหมายปลายทางของการชุมนุมคืออะไร

‘วัฒนา’ ชูขอนแก่นปั้น ‘อินฟลูฯ วัยเก๋า’ สร้างรายได้-ยกระดับแพทย์รับสังคมสูงวัย

13 กันยายน 2569 เวลา 11:00 น.

13 ก.ย.2569 นายวัฒนา ช่างเหลา ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น หมายเลข 1 พร้อมด้วย นายธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ขอนแก่น พรรคกล้าธรรม และ น.ส.กุลนิติ เบ้าจรรยา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดของแก่น ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น พร้อมจัดกิจกรรม “ตุ้มโฮม 60 ยังแจ๋วสูงวัยไม่สะดวกแก่” เพื่อพบปะทักทายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนและผู้สูงอายุในพื้นที่นับร้อยคน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

โดยทางกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นได้ที่ทำพิธีเบิกขวัญ ผูกข้อมือ เพื่อเป็นกำลังใจให้ชนะการเลือกตั้ง พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดถึงปัญหาของผู้สูงวัย อาทิ การส่งเสริมอาชีพเพื่อไม่ให้คนวัย 60 ปีขึ้นไปที่ยังแข็งแรง แต่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ต้องการให้ อบจ. สนับสนุนการฝึกอบรมทักษะยุคใหม่, ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเชื่อมโยงโรงพยาบาล ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างบ้านพักคนชรา และการเปลี่ยนพื้นที่ 30 ไร่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ดึงเทคโนโลยี IT มาสร้างรายได้ให้ชุมชน

นายวัฒนา กล่าวว่า ตนมีความความตั้งใจจริงในการดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขอนแก่น ให้มีความสุข สุขภาพกายและใจแข็งแรง ตลอดจนรู้สึกมีคุณค่าต่อสังคม และได้นำเสนอแนวคิดการขับเคลื่อนโครงการ “มหาวิทยาลัยผู้สูงอายุ” หลังรัฐบาลปลดล็อกให้ท้องถิ่นจัดทำได้ รวมไปถึงศูนย์ผู้สูงอายุใน อบต. เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดผู้สูงวัยยุคใหม่ “แก่ไม่เก่า เฒ่าแต่จ๊วด” สอนทั้งการทำอาหาร การดูแลสุขภาพ การสอนป้องกันภัยมิจฉาชีพไซเบอร์ และการปั้นผู้สูงวัยเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สร้างรายได้ หรือ “Influencer School” สอนใช้สมาร์ตโฟนสร้างคอนเทนต์ ให้ผู้สูงอายุและคนทุกวัยสามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้แม้จะอยู่บ้านหรืออยู่ไร่นา ควบคู่ไปกับนโยบาย “1 อำเภอ 1 อินฟลู” เพื่อนำของดี ภูมิปัญญา และสถานที่ท่องเที่ยวทั่วทั้ง 26 อำเภอของขอนแก่นออกสู่สายตาคนภายนอก

“เวลาเราเล่นโซเชียล มันสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ เวลาไปไร่ไปนา ทำกับข้าว ทอผ้าสาวไหม ก็หาเงินได้ บางอย่างเราทำอยู่แล้วทุกวัน เราอาจจะมองว่าไม่น่าสนใจ แต่บางคนเขาไม่รู้ มันก็น่าสนใจสำหรับเขา เอาไปทำคอนเทนต์ได้ ถือว่าเป็นการสร้างอาชีพให้คนสูงวัยบ้านเรา“ นายวัฒนา กล่าว

นายวัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมสุขภาพผ่านนโยบายการแข่งขัน “กีฬาผู้สูงอายุ” แบบเข้าถึงง่ายและสนุกสนาน เช่น เปตอง เตะปี๊บ ฟุตซอลผู้สูงวัย และเต้นแอโรบิก เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย สร้างเสียงหัวเราะ และกระชับมิตรภาพในชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสุขภาพจิตที่ดีและเติมเต็มพลังในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น แนวคิดทั้งหมดที่พ่อใหญ่แม่ใหญ่เสนอมานั้นเป็นประโยชน์และตรงจุดอย่างยิ่ง  ตนพร้อมนำเสียงสะท้อนเหล่านี้ไปทบทวนและบรรจุเข้าแผนงาน อบจ.ขอนแก่น เพื่อขับเคลื่อนทั้งการยกระดับศูนย์ผู้สูงอายุ การวางระบบดูแลสุขภาพ 24 ชั่วโมง การส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และการสร้างบ้านพักคนชราที่ต้องเอาไปพิจารณาต่อ พร้อมยืนยันว่า ความสุขและคุณภาพชีวิตของพ่อใหญ่แม่ใหญ่ทุกคนคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาขอนแก่น โดยพร้อมจะนำทุกแนวคิดและนโยบายผู้สูงอายุไปขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง เพื่อให้ขอนแก่นเป็นเมืองที่น่าอยู่และรองรับคนทุกช่วงวัย

สะเทือนพาณิชย์! อดีตปลัดฯ ซัดเดือด โยกย้ายข้าราชการ การเมืองแทรกแซง-ก้าวก่าย ทำคนดีไม่ได้ดี

13 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

13 กันยายน 2569 นายการุณ กิตติสถาพร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่เคยรับราชการกระทรวงนี้มากว่า 38 ปี ระดมตำแหน่งระดับ 10 ครบสิบปี ระดับ 11 อีก 6 ปีเต็ม และลาออกจากราชการก่อนเกษียณเพราะไม่มีตำแหน่งอะไรให้ดำรงอีกแล้ว ผมรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ในกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้

ผมเคยสอนข้าราชการรุ่นน้องรุ่นหลานมาหลายรุ่นว่าการเป็นข้าราชการนั้นคือการเป็นข้าของในหลวง เรารับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ฉะนั้น เราต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเต็มความสามารถของเราเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม อย่าไปรับใช้นักการเมืองเพื่อหวังผลในการเลื่อนตำแหน่ง แล้วสุดท้ายความดีที่เราได้กระทำมาก็จะเป็นเครื่องผลักดันให้เราได้ดิบได้ดีขึ้นเอง

การโยกย้ายในกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า ผมเข้าใจผิดมาโดยตลอด เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ข้าราชการบางคน(มากกว่าหนึ่งคน)ที่ได้รับราชการมากว่า 30 ปีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับกันทั่วทั้งในและนอกกระทรวง ทั้งในและนอกประเทศ ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสีย กลับถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ด้อยกว่าเดิมในช่วงปลายของชีวิตราชการโดยฝีมือของผู้มีอำนาจแต่ไร้ซึ่งปัญญาที่จะใช้งานคนดีคนเก่งให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

หลายคนตำหนิว่าระบบข้าราชการอ่อนแอ รัฐบาลชุดนี้ก็บอกว่าจะปฏิรูประบบราชการ

ผมขอทำนายว่า การปฏิรูปจะไม่มีทางบรรลุผลได้ตราบเท่าที่การเมืองยังเข้ามาก้าวก่ายโดยไม่คำนึงถึงระบบคุณธรรม ตราบใดที่“คนดีไม่ได้ดี” คนดีก็จะหมดกำลังใจไปเอง

ผมขอให้กำลังใจข้าราชการดีๆทั้งหลาย (ซึ่งผมเชื่อว่ายังพอเหลืออยู่บ้างในกระทรวงพาณิชย์และทุกกระทรวง)จงพยายามทำความดีต่อไป อย่าท้อ! จงเชื่อว่าคนที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดจะอยู่ได้ไม่นานหรอก