นันทนา สวมหมวกเซฟตี้! นำ สว.ซัดสภา 2 หมื่นล้านไม่ปลอดภัย หวั่นฝ้าเพดานร่วงใส่หัว-ตกสระมรกต

14 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส พร้อมด้วย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ และนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีฝ้าเพดานบริเวณโรงอาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดย น.ส.นันทนา ได้นำหมวกนิรภัยขึ้นมาสวมก่อนเริ่มการแถลงข่าว พร้อมกล่าวว่า หากจะมีสวัสดิภาพในการเดินไปมาในสภาแห่งนี้คงจะต้องสวมหมวกนิรภัย เนื่องจากเหตุการณ์ฝ้าถล่มในห้องอาหารซึ่งเป็นจุดที่สมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และบุคลากรทุกคนเข้าไปใช้บริการ ลองนึกภาพหากถล่มลงมาในวันนี้ หลายท่านอาจไม่ได้มายืนรายงานข่าวตรงนี้ นี่คือเรื่องสวัสดิภาพของคนในรัฐสภา

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา พวกตนเคยมาแถลงข่าวที่ห้องนี้ว่า ในวันที่ 15 ก.ค.2569 จะครบสัญญารับประกันของรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งสภาพรัฐสภาตอนนั้นคือน้ำท่วม ส้วมแตก ผนังร้าว เพดานรั่ว และฝ้าถล่ม เราพูดตั้งแต่วันนั้นแต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา ทว่าหลังจากวันนั้น ประธานรัฐสภาได้เดินตรวจสอบและบอกว่าชำรุดทรุดโทรมมาก จึงต้องหางบประมาณมาซ่อมแซม ทำไมถึงไม่เรียกผู้รับเหมาคือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นก่อนจะหมดสัญญา สวัสดิภาพของคนในสภาตอนนี้ เดินไปก็ต้องคอยมองฝ้าเพดาน และถ้ามองแต่ข้างบนก็อาจจะเดินตกสระมรกต ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็มีพระสงฆ์เดินตกไปยังบริเวณดังกล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า การประชุมในห้องประชุมรัฐสภาว่า เมื่อมีฝนตกลงมา เจ้าหน้าที่ต้องถือถังมารองน้ำ ไม่ใช่น้ำฝนก็เป็นน้ำแอร์ หยดลงมา ยังไม่รวมหนูตายในสระมรกตและสัตว์ต่างๆ ที่ออกมาช่วงน้ำท่วม ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐสภาไทยมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของหน่วยงานราชการในโลก รองจากอาคารเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา หากสื่อต่างชาติมาถ่ายภาพว่ารัฐสภาหรูหรา ราคา 2 หมื่นล้านบาท มีฝ้าถล่ม ฝนตกเมื่อไหร่น้ำรั่ว ภาพลักษณ์สภาไทยในแง่การได้มาซึ่งสมาชิกก็แย่อยู่แล้ว ยังมีปัญหาโครงสร้างอาคารอีก ทำให้ภาพลักษณ์ป่นปี้หมด จึงขอเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงเพื่อสวัสดิภาพของคนที่อยู่ในนี้ ไม่ต้องเจอน้ำท่วม ส้วมแตก ฝ้าถล่ม ส่วนเรื่องความสวยงามไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีอยู่แล้ว

ด้าน นายสุนทร กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่อภิปรายเรื่องความปลอดภัยของรัฐสภามาโดยตลอด ทั้งอันตรายจากเพลิงไหม้ น้ำรั่ว ประตูแตก และกรณีฝ้าถล่มเมื่อเวลา 06.30 น.ตนได้เข้าไปตรวจความเรียบร้อย แต่พบว่าถูกปิดไว้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจได้ ทราบว่าในวันนี้จะมีวิศวกรมาเจาะตรวจหลายจุดที่มีรอยน้ำ คาดว่าสาเหตุเกิดจากระบบแอร์มีน้ำหยดใส่เพดาน การเดินแล้วน้ำหยดใส่หัวไม่ใช่เรื่องปกติ นายสุนทรยังย้ำว่านอกจากเรื่องฝ้า ยังมีน้ำท่อล่างพุ่งขึ้นมาเต็มลานจอดรถ B2 ซึ่งสาเหตุมาจากปั๊มน้ำที่ดูดน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาเสีย และหวั่นเกรงว่าช่วงน้ำขึ้น น้ำใต้ดินจะดันขึ้นมา อีกทั้งยังพบรอยร้าวบริเวณกระเบื้องสระมรกต

“มันมีหลายจุดมากๆ และเราก็ออกมาบอกบ่อยๆ แต่ผู้มีอำนาจกลับเกรงใจผู้รับเหมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของความถูกต้อง จึงอยากให้ตรวจสอบให้ดี ความปลอดภัยของทุกท่านมีความสำคัญ ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น สถาปนิกผู้ออกแบบซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ตั้งชื่อสภาแห่งนี้ว่าสัปปายะสภาสถาน แปลว่าสถานที่ประกอบกรรมดี จึงอยากให้อาคารนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดี ไม่อยากให้กลายเป็นสถานที่ประกอบกรรมชั่วหรือการโกง ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเกรงกลัวต่อบาปบ้าง” นายสุนทร กล่าว

ขณะที่ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ข้าราชการรัฐสภามองว่าท่อแอร์มีเชื้อรา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้เข้ามาทำงาน ซึ่งไม่สามารถนำพระเหนือดวงเข้ามาช่วยได้ ต้องแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์ ที่ผ่านมาไม่มีการตรวจเรื่องเชื้อราและแอร์ปรับอุณหภูมิไม่ได้ ทำให้มีคนป่วย จึงอยากให้ช่วยกันติติงไปยังรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีปัญหาถนนทรุดรอบรัฐสภา สิ่งผิดปกติเหล่านี้เมื่อพบความไม่ชอบมาพากลต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบและแจ้งประชาชนให้รับทราบว่า เงินงบประมาณไม่ได้จมไปกับการฉ้อฉลทุจริต

นายพรชัย กล่าวว่า รัฐสภาแห่งนี้มีอาคันตุกะต่างชาติเข้ามาใช้งานต่อเนื่อง ในทางสถิติรัฐสภาของเราน่าจะประสบอุบัติเหตุจากโครงสร้างการก่อสร้างเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจแต่เป็นความอับอาย โชคดีที่ฝ้าถล่มในวันที่ไม่มีการใช้งาน หากมีผู้เสียชีวิตใครจะรับผิดชอบ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลก่อนหมดระยะเวลารับประกัน 60 วัน ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้เซ็นรับรอง รวมถึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบจุดเสี่ยงภายในรัฐสภา และตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สส. และ สว.เพื่อติดตามจุดเสียหายไม่ตรงสเปกและหาผู้รับผิดชอบ

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ฝากถึงฝ่ายสถานที่ให้ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของกล้องวงจรปิดในจุดอับสายตาและในลิฟต์ เนื่องจากรัฐสภามีผู้เข้าออกจำนวนมาก การเดินทางกลับช่วงกลางคืนบริเวณลานจอดรถทำให้เกิดความกังวลเรื่องสวัสดิภาพ

ส่วนนายวิลาศ กล่าวว่า กรณีฝ้าถล่มและน้ำรั่วเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง เพียงแต่หลายครั้งไม่เป็นข่าว เช่น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ฝ้าเคยถล่มในห้องประชุมสัมมนาติดกับห้องอาหาร B2 แม้ผู้รับจ้างระบุว่าส่งมอบงาน 100% เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 แต่ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกลับเซ็นรับรองงานเสร็จสมบูรณ์ 100% ตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจการจ้าง

นายวิลาศ กล่าวต่อว่า ตนจึงได้นำเรื่องไปร้องเรียนตามมาตรา 157 ต่อ ป.ป.ช.และตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเรื่องความชื้นจากแอร์นั้น วิศวกรยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เคยเข้ามาตรวจพบจุดเสี่ยงถึง 101 จุด (เสี่ยงมาก 91 จุด เสี่ยงปานกลาง 10 จุด) จึงขอให้ประธานรัฐสภาเร่งติดตามแก้ไขปัญหาและเรียกร้องความเสียหายจากผู้รับเหมา ไม่ใช่เอางบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่มาใช้ซ่อมแซม

น.ส.นันทนา กล่าวปิดท้ายว่า เจ้าหน้าที่สภาได้เดินมาแจ้งว่าขอให้อยู่ในประเด็นแถลงเรื่องฝ้าถล่ม ซึ่งโอกาสหน้าจะเชิญนายวิลาศมาอธิบายรายละเอียดเรื่องจุดเสี่ยงเพิ่มเติม ย้ำว่าข้อเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเข้ามาดูแล และไม่ควรนำงบแผ่นดินก้อนใหม่มาใช้ แต่ควรเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้รับเหมา ตลอดจนนำคนนอกเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและคืนความสง่างามให้รัฐสภา

เลื่อนพบ DSI ครั้งที่ 3 สส.สมชาติ ปชน.อ้างติดภารกิจ ยังไม่ให้ปากคำในฐานะพยาน คดีนอมินีอสังหาฯภูเก็ต

14 กันยายน 2569 เวลา 13:05 น.

จากกรณีดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนความเชื่อมโยงของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) กับบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับชาวต่างชาติ เพื่อขยายผลว่ามีการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” หรือไม่ ล่าสุดดีเอสไอนัดนายสมชาติเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานเป็นครั้งที่ 3 วันที่ 14 ก.ย.69 หลังจากก่อนหน้านี้มีการเลื่อนนัดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยอ้างติดภารกิจประชุมสภาและลงพื้นที่

วันนี้ (14 กันยายน 2569) คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะล่าสุดของการนัดหมายเข้าให้ปากคำในฐานะพยานตามหมายเรียกพยานครั้งที่ 3 ของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งนัดหมายวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.69 พบว่า นายสมชาติ ได้มีการส่งหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าติดประชุมและติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งการแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าว ทางคณะพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนัดหมายใหม่อีกครั้ง หลังรับทราบหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 24 จะระบุถึงอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในการสืบสวนสอบสวน แต่ สส.สมชาติ เป็นเพียงพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา จึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา แล้วไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหา 2 ครั้ง จึงจะพิจารณาขอศาลออกหมายจับได้ แต่ถ้าเป็นหมายเรียกพยานดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถใช้อำนาจจับกุมหรือขอศาลออกหมายจับได้ ดังนั้น หากมองถึงเจตนารมณ์หนังสือฉบับแรกของ สส.สมชาติ ที่มีการระบุก่อนหน้านี้ว่าประสงค์เข้าให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของดีเอสไอ จึงเป็นประเด็นที่คณะพนักงานสืบสวนมองว่าหากบุคคลมีความประสงค์ที่จะให้ข้อเท็จจริง ให้ความร่วมมือเต็มที่ตามที่มีการแสดงเจตนารม์ไว้จริงๆ ก็ควรเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจง มากกว่าการส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานถึง 3 ครั้ง ทั้งนี้ หาก สส.สมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาพบพนักงานสืบสวนในวันเวลาใดหลังจากนี้ แม้ไม่ตรงตามเอกสารนัดหมาย ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะพนักงานสืบสวนพร้อมรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงของพยานเสมอ

ขณะที่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ยอมรับผ่านโทรศัพท์สั้นๆ ว่า “ตนเองได้รับเอกสารหมายเรียกในฐานะพยานของดีเอสไอ ซึ่งนัดหมายวันที่ 14 ก.ย.69 จริง แต่ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานดังกล่าวออกไปก่อน”

สว.จี้รัฐบาล-สำนักพุทธฯ แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส

14 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

“สว.”จี้”รัฐบาล-สำนักพุทธฯ” แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส ด้าน”ปกรณ์”แจงเพิ่งได้รับงบฯ 70 เตรียมเร่งจัดระบบ ฐานข้อมูลวัด-พระ-เงินบริจาค เข้าระบบออนไลน์ รับสะเทือนใจไม่น้อยเหตุปมฉาว”สมีโชติ-สีกาเอ๋”

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงกระทู้ถามสด นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ตั้งถามนายกฯ ต่อประเด็นวิกฤติศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาคสอง ที่เกิดขึ้นกับกรณีของสมีโชติ และสีกาเอ๋ ที่พุทธวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และพบการยักยอกเงินวัดไปให้กับสีกาคนสนิท ทั้งนี้ ได้ตั้งคำถามต่อการตรวจสอบ และกำกับของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส่ รวมไปถึงพระต่างชาติ พระเมียนมา ที่หาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยปัญหารอบที่แล้วรัฐบาลไม่ได้รับปากว่าจะแก้ ปัจจุบันเกิดเหตุซ้ำ ดังนั้น มีคำถามต่อการทำงานเชิงรุกของ พศ.

โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับ พศ. ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ฐานะที่ตนเป็นชาวพุทธ และเป็นเด็กวัดมาก่อน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกว่าชาวพุทธ กับเหตุที่เกิดขึ้นไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่พุทธกาล หากศึกษาพระธรรมวินัยเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความประพฤติที่มิชอบของคนที่อยู่นอกรีต ตนฐานะกำกับ พศ. รับทำงานจากรัฐบาลชุดก่อนที่ทำสืบต่อมา สิ่งที่ทำในเบื้องต้น คือ ทำฐานข้อมูลกลาง เพื่อทำข้อมูลพระ เพื่อช่วยมหาเถระสมาคมตรวจสอบ ฐานข้อมูลพระปัจจุบันยังไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ จึงให้ พศ. ดำเนินการแล้ว โดยล่าสุดมีพระ 2 แสนรูป ทำทะเบียนไปแล้ว 1.8 แสนรูป หรือ คิดเป็น 89% สามารถตรวจสอบประวัติได้ ทั้งนี้ปี 2570 ได้งบประมาณเพื่อทำฐานข้อมูลพระ คาดว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ต่อจากนั้น คือทำทะเบียนวัด โดยปัจจุบันวัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 4.4 หมื่นวัด ฐานข้อมูลต้องนำมารวม เพราะวัดเกี่ยวข้องกับพระ ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลาง ต้องบริหารจัดการให้เรียบร้อย โดยต้องทำระบบจัดการทรัพย์สินของวัด ระบบศาสนสมบัติกลาง ระบบบริหารจัดการนิตยภัต และระบบกฎหมายและมติมหาเถระสมาคม เพื่อทำให้เป็นรูปแบบดิจิทัลและออนไลน์ทั้งหมด

“สำหรับบัญชีวัดจะทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมโยงเข้าส่วนกลาง เพื่อให้ พศ. ตรวจสอบได้ ทุกวันนี้ทำด้วยมือ ตรวจได้ทุกสิ้นเดือน ระบบบริจาค อี-โดเนชัน จาก 4.4 แสนวัด ทำแล้ว 4.2 หมื่นวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัด ไม่อยากให้นำไปใช้ช่องทางก่อเหตุสลดใจเยี่ยงนี้ หากเงินบริจาคเข้าระบบจะลดปัญหาติดตามและตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ประเด็นพุทธพาณิชย์ ใช้ช่องทางดังกล่าวแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่หาทางแก้ไข เป็นไปได้หรือไม่หากทำวัตถุมงคลการบริจาคต้องเข้าวัด มีบัญชีอี-โดเนชันให้เรียบร้อย ไม่มีประโยชน์ทางอื่นหรือรับส่วนตัว หรือตั้งมูลนิธิ หรือสมาคมรองรับ จะสามารถป้องกันได้เพราะตรวจสอบได้ว่ารูปไหนไม่รับเงิน แต่มีพฤติกรรม ไม่ออกบิณฑบาตร แต่มีฉันทุกวัน ไม่ลงโบสถ์ แต่มีลูกศิษย์เต็มไปหมด จะสามารถตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ขณะที่บทบาทของมหาเถระสมาคม มีมติเปิดบัญชีวัดชัดเจนว่าต้องเป็นเจ้าอาวาส หรือ ไวยาวัจกรร่วมกับผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมาย แต่การเปิดบัญชีวัดไม่ได้เชื่อมกับระบบออนไลน์ทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่พยายามทำ สัญญากับ สว.ว่าจะทำให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยวัดต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่การบัญชีรับจ่าย ต้องทำและส่งให้ พศ.จังหวัดตรวจทุกเดือน

“พฤติกรรมของพระบางรูป ต้องแยกจากพระพุทธศาสนา ขอเรียกร้องให้รณรงค์ช่วยเหลือพระพุทธศาสนา และมหาเถระสมาคมดำรงไว้ซึ่งศรัทธาพระพุทธศาสนา เพราะพูดน้อยมาก แต่เรื่องที่ไม่ดีต่อคณะสงฆ์ คลิป ข่าว สิ่งเหล่านี้เป็นดราม่าคนไทยชอบและแชร์ แต่ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชน แม้ไม่ถูกใจเรา ควรพิจารณาว่าควรพูดสร้างประเด็นที่มีปัญหาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ขอความอนุเคราะห์สว.ช่วยผม รัฐบาล มหาเถระสมาคมอีกแรง เรื่องไหนที่ไม่ดีไม่ต้องกระพือมาก ส่วนเส้นทางเงินที่จับได้ จะสืบต่อไปโดย ปปง.และ ปปท.ดูแลเรื่องคดี” นายปกรณ์ ชี้แจง

ทั้งนี้ นายปริญญา ตั้งคำถามต่อว่า หากแก้ปัญหาได้ จะไม่มีประเด็น แต่ปีนี้ภาคสอง ไม่อยากให้ปีหน้าเกิดภาคสาม ดังนั้นที่ต้องทำคือ ควบคุมการใช้เงินของวัด ทั้งนี้รัฐบาลก่อนบอกว่าวัดถือเงินได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่จะทำอย่างไร เพราะกรรมการเถระสมาคมไม่มีสิทธิ์ล้วงลูก ตรวจสอบ หรือแท้จริงแล้วเถระสมาคมถือเงินเกิน 1 แสนบาทด้วย เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อประชาชนพูดจารุนแรงเพราะปัญหาทำลายศรัทธาของประชาชน ส่วนเงินบริจาคที่ใช้แบบอี-โดเนชันมีเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากยังเป็นเงินสดตรวจสอบได้ยาก

นายปกรณ์ ชี้แจงว่า พยายามทำข้อมูลทั้งหมด ตนขอความอนุเคราะห์ให้กำลัง พศ.บ้าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้ พศ.รับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ และไม่ชอบที่ถูกตำหนิว่าไม่ทำหน้าที่ ส่วนกรรมการเถระสมาคม ปฏิบัติตามมติเถระสมาคมทุกอย่าง และตรวจสอบได้ สำหรับรายละเอียดและข้อมูลจะนำไปทำส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิด ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม ปฎิเสธจ้อสื่อ

14 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิดกลางไบเทค ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม เจ้าตัวปฎิเสธจ้อสื่อ บอกไม่อยู่หลายวันได้คิดถึง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ที่ฮอลล์แสดงสินค้า และนิทรรศการ EH 98 – 104 ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference โดยภายหลังกล่าวเปิดงานนายกฯได้เดินเยี่ยมชมบูธภายในงาน ระหว่างนั้นมีตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน นําโดย นายมนูญ วงษ์มะเชาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังาน กรีนพีช ประเทศไทย ซึ่งชุมนุมประท้วงอยู่ด้านหน้าไบเทคบางนา เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนบทบาทการร่วมเป็นเจ้าภาพกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลรายใหญ่โดยถือป้ายข้อความ “ระยอง ไม่ไหว แล้วโว๊ย พวกมึงรวย พวกกูจน”

โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินเข้ามาในพื้นที่จัดงานมายืนถือป้าย NO NEW FOSSIL GAS , กำไรไม่กี่คน ภาระคนทั้งประเทศ Greenpeace และข้อความ หยุดโรงไฟฟ้าบูรพา เป็นต้น

ทั้งนี้ตัวแทนกลุ่มยังได้ชูหนังสือเปิดผนึก พร้อมตะโกนว่า “คุณอนุทินช่วยรับหนังสือชาวบ้านหน่อยค่ะ“ โดยนายกฯหันไปมอง ขณะเจ้าหน้าที่ได้มาเจรจาขอให้ยื่นหนังสือกับตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาลแทน แต่ทางกลุ่มระบุว่า จะรอตรงนี้จนกว่านายกฯจะมาคุย เพราะเราไม่เคยได้รับคำตอบอะไรเลย จากนั้นตัวแทนผู้ชุมนุมยืนอ่านหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ภายหลังเปิดงานทีมรักษาความปลอดภัยได้พานายกฯเลี่ยงออกจากงานอีกประตูหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม ขณะที่นายกฯไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยเมื่อกล่าวเปิดงาน เดินชมบูธ และรีบเดินทางกลับทันที ช่วงหนึ่งนายกฯได้กล่าวกับรัฐมนตรีและทีมงานด้วยว่า “ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมไม่อยู่อีก2-3 วัน”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสักครู่เดินผ่านผู้ชุมนุมด้านพลังงานได้มีการสั่งการอะไรหรือไม่เรื่องพลังงาน นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่าวันเดียวกันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแถลงคดีฮั้วสว. นายกฯมีความเห็นอย่างไร นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถและพร้อมโบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าขอสัมภาษณ์นายกฯเพราะนายกฯจะไม่อยู่หลายวัน นายกฯ ตอบว่า จะได้คิดถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการรักษาความปลอดภัยในงานเป็นไปอย่างเข้มงวด ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล 5 (ชุด ปพ.บก.น.5หรือนปพ.บก.น.5) โดยมีตำรวจสันติบาลและนครบาลเป็นหลัก ซึ่งรัฐมนตรีมีตำรวจสันติบาลประกบเป็นรายคน พร้อมเข้มงวดทุกประตูมีตำรวจ ปพ.บก.น.5 ยืนประจำทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึงไบเทคทางผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่มีข้อความระบุว่า “YOU GAS DEAL OUR LOSS” แขวนไว้ด้านหน้าไบเทค ก่อนเจ้าหน้าที่จะดึงป้ายดังกล่าวออก ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึง

“น้าเดช” อวยยศ “ทีมสุดซอย” ฟาดเจ็บ สส. บ่นหิวทำงานดึก ลั่นเด็ก 10 ขวบยังสั่งพิซซ่าเป็น!

14 กันยายน 2569 เวลา 11:49 น.

วันที่ 14 ก.ย. 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนหลัก คือการชื่นชมกลุ่มการเมืองที่มุ่งมั่นทำงาน และการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บางส่วนอย่างรุนแรง

ในส่วนแรก ผู้โพสต์ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของกลุ่มการเมืองที่เรียกว่า ทีมงานชุดสุดซอย” ซึ่งเคยมีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมและปัจจุบันดูแลกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่าทีมงานชุดนี้เป็นกลุ่มที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างสม่ำเสมอที่สุดในยุคนี้ แม้จะมีบางนโยบายที่อาจยังไม่ถูกใจผู้โพสต์ทั้งหมด แต่ก็ถือว่ามีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แตกต่างจากนักการเมืองบางกลุ่มที่เน้นแต่การสร้างกระแสหรือวิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน ซึ่งผู้โพสต์เปรียบเปรยว่าเหมือนการทำให้ผู้สนับสนุนส่งเสียงเชียร์อย่างไร้จุดหมาย

อย่างไรก็ตาม ผู้โพสต์ยังได้ฝากข้อเตือนใจถึงทีมงานดังกล่าวว่า โลกการเมืองนั้นโหดร้าย ขอให้ระมัดระวังอย่าสะดุดล้ม เพราะมวลชนที่เคยส่งเสียงเชียร์อาจหันมาโจมตีได้ทุกเมื่อ

ในส่วนที่สอง ผู้โพสต์ได้เปลี่ยนผ่านอารมณ์ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในภาพรวม โดยระบุว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพการเมืองที่วนเวียนไม่ไปไหน ก่อนจะพุ่งเป้าโจมตีประเด็นพฤติกรรมของ สส. บางกลุ่มอย่างดุเดือด โดยเฉพาะกรณีที่มีการบ่นถึงความยากลำบากในการหาอาหารรับประทานเมื่อต้องทำงานดึก (ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่ามีเพียงไม่กี่วันต่อปี)

ผู้โพสต์ตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า สส. เหล่านี้ได้รับเงินเดือนหลักแสน ทำงานเพียงสัปดาห์ละไม่กี่วัน มีสวัสดิการ บำนาญ และเดินทางฟรี อีกทั้งยังมีทีมงานผู้ช่วยที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนติดตาม แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของตัวเองได้ เช่น การให้ผู้ช่วยไปซื้ออาหาร หรือการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ให้มาส่งที่สภา

เรื่องง่ายๆ ของตัวเองแท้ๆ ยังแก้ปัญหาให้ตัวเองไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร หรือว่าตั้งคนเป็นผู้ช่วย โดยตั้งจากเครือญาติเพื่อเอาเงินเดือนเข้ากระเป๋า จึงไม่มีคนมาช่วยงาน” ผู้โพสต์ ระบุ

ในช่วงท้าย ผู้โพสต์ได้ทิ้งท้ายอย่างเจ็บแสบด้วยการเปรียบเทียบนักการเมืองกลุ่มนี้กับหลานวัย 10 ขวบของตนเอง โดยระบุว่าเวลาหลานหิว ยังสามารถสั่งพิซซ่าผ่านแอปพลิเคชันมารับประทานเองได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทักษะการแก้ปัญหาที่เก่งกว่านักการเมืองเสียอีก พร้อมประชดประชันว่าควรเอาหลานของตนไปเป็น สส. แทนจะดีกว่า ก่อนจะจบบทความด้วยการตัดพ้อว่าเบื่อหน่ายการเมืองอย่างหนัก

ทภ.2 แจงปม กัมพูชา ขุดคู-วางลวดหนาม เนิน 450 ช่องสะงำ กกล.สุรนารี จับตาใกล้ชิด ย้ำไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง-ปกป้องอธิปไตย

14 กันยายน 2569 เวลา 11:49 น.

14 กันยายน 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีปรากฏคลิปการขุดคูและวางลวดหนามบริเวณพื้นที่ชายแดนช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ตามที่ปรากฏคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่าฝ่ายกัมพูชามีการขุดคูติดต่อและวางลวดหนามในพื้นที่บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลว่าอาจมีการดำเนินการรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ฝ่ายไทยนั้น

จากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยในพื้นที่ พบว่าบริเวณที่ปรากฏในคลิปเป็นพื้นที่บริเวณเนิน 450 ช่องกระโดน ใกล้กับฐานปฏิบัติการพนมเบงของฝ่ายไทย โดยพริเวณยอดเนิน 450 มีฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาตั้งอยู่ใกล้แนวเส้นปฏิบัติการของฝ่ายไทย ซึ่งฐานดังกล่าวมีการใช้งานมาตั้งแต่ห้วงสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศกัมพูชาในอดีต สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ฝ่ายไทย โดยหน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ที่มีการวางกำลังและจัดตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้กันกับฐานของฝ่ายกัมพูชาบริเวณเนิน 450 เพื่อเฝ้าตรวจและควบคุมพื้นที่รับผิดชอบป้องกันการรุกล้ำเขตแดน ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยได้ดำเนินการปรับปรุงเส้นทางเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่ตามแนวชายแดน ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างรอบคอบ

ในส่วนของการประเมินสถานการณ์จากที่ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการขุดคูติดต่อและจัดวางลวดหนามในบริเวณดังกล่าว ประเมินว่าเป็นมาตรการเสริมความมั่นคงเชิงรับ เพื่อป้องกันตนเองในแนววางกำลังของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กองกำลังสุรนารีได้ทำการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ในกรณีที่พบความเคลื่อนไหวผิดสังเกต หรือสิ่งบอกเหตุที่อาจพัฒนาไปสู่ความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทุกการปฏิบัติเป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและใช้วิจารณญาณต่อข้อมูลหรือคลิปที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อมิให้ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบสร้างความสับสน วิตกกังวล จนส่งผลกระทบต่อการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

จับตา! กกต.เริ่มแล้ว ประชุมลงมติสำนวนฮั้ว สว. 229 คน ลุ้นชี้ขาด 7 ข้อกล่าวหา ตร.คุมเข้มรอบสำนักงานฯ ก่อนแถลงผลบ่าย 3

14 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น.

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คนแล้ว โดยมี กกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต.มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจ YouTube ECT Thailand

ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่ม สว.สำรอง ได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องขอให้พิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว.ด้วยความรอบคอบ อีกทั้งยังมี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมาเกาะติดการพิจารณาของ กกต.และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยนำทีมทำกิจกรรมไล่ผี โดยแต่งกายเป็นผี รวมถึงแต่งกายล้อเลียน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โดยใช้ชื่อ นายแสวง หมดบุญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติในวันนี้ กกต.แต่ละคนเมื่อเข้าห้องประชุมแล้วจะได้ส่งใบลงมติส่วนตัวต่อที่ประชุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมรวบรวมผลคะแนนและขานมติ อย่างไรก็ตาม การลงมติใน 7 ข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่

1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง

2.ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา 70

4..มีการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1)

5.มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3)

6.มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79

7.มีสิทธิเลือก เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81

ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน รัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย จำนวน 20 คน รวมถึง สว.สำรอง และผู้สมัคร สว.อีกจำนวน 50 คน

สว.สีน้ำเงิน ทำหน้าที่ตามปกติ ท่ามกลางการจับตาช่วงบ่ายสาม ลุ้น กกต.ส่งศาลฎีกาคดี ฮั้ว โยง 138 สมาชิกหรือไม่

14 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามระเบียบวาระปกติ ท่ามกลางการจับตาจากทุกภาคส่วนถึงผลการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีกำหนดการจะแถลงชี้ขาด ในเวลา 15.00 น.ว่าจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาฟ้องร้องในคดีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะหากศาลรับคำร้อง จะมีคำสั่งให้ สว.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนกลาง ชุดที่ 26 แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งหมด 138 คน โดยท่าทีของบรรดา สว.ส่วนใหญ่ยังคงสงบนิ่งและปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งสมาชิกแต่ละคนทยอยเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามลำดับ

โดยเริ่มจากการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในหลายประเด็นร้อน อาทิ ปัญหาที่ดินและทรัพยากรดิน ความคืบหน้าศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี การกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูล-ชี และคลองหกวา

นอกจากนี้ ที่ประชุมเตรียมเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร , ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม , ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล , การพิจารณาตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. และการตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ แม้การทำหน้าที่ในสภาจะดำเนินไปอย่างเป็นระบบ แต่ต้องจับตาเวลา 15.00 น.เพื่อฟังคำแถลงจาก กกต.ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสะเทือนตำแหน่งและทิศทางทางการเมืองของ สว.ชุดนี้หรือไม่

อย่าทำลายศรัทธาประชาชน! พันธุ์ใหม่ จี้ กกต. ส่งศาลฎีกาเคลียร์คดีฮั้ว สว. แนะเปิดคำวินิจฉัยให้สังคมคลายฉงน

14 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมเพื่อลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันนี้ ว่า เรื่องนี้ล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ กกต.ได้ยืนยันว่าจะมีการส่งผลการวินิจฉัยโดยการแถลงข่าว ซึ่งถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่ กกต.ตัดสินใจไปแล้วไม่สามารถกลับคืนมาได้ ประชาชนคนไทยทุกคนต่างจับจ้องเพื่อที่จะรู้ผลการตัดสินใจของ กกต.ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนยืนยันตรงกันว่า ถ้าการฮั้ว สว.ดำเนินไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิดเลย ก็เท่ากับการยึดอำนาจเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง และเราจะได้ฝ่ายนิติบัญญัติมาโดยไม่สุจริตก็ได้

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้น สิ่งที่ กกต.จะวินิจฉัยในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่เป็นอัยการตรวจสอบสำนวนฟ้อง หรือไม่ฟ้อง หรือสั่งฟ้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ทั้ง 7 คน มีถึง 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว.คณะนี้ โดย สว.ชุดนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เรื่องการได้มาซึ่ง สว.ไม่ปกติหาก กกต.เสียงข้างมากเห็นควรไม่สั่งฟ้อง สว.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ประชาชนย่อมตั้งข้อสงสัยว่ามีลักษณะของการต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต.เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้การเมืองไทยเดินไปอย่างมีเสถียรภาพ และเกิดความศรัทธาเชื่อมั่น คือ กกต.ไม่ต้องตัดสินใจเองว่าจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใคร แต่ให้ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย นำสำนวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ที่แจ้งข้อกล่าวหา 229 คน ส่งให้ศาลพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าทั้งหมดนี้มีพฤติกรรมผิดหรือถูก ปกติหรือไม่ปกติอย่างไร ประชาชนจะได้สบายใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะทำให้ กกต. ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“ส่วนศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของศาลในการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย หากพิสูจน์แล้วไม่มีใครผิด ทุกคนก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทำผิด ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาจะเป็นผู้พิพากษาและเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้” น.ส.นันทนา กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีที่มีรายงานว่า กกต.จะไม่เปิดเผยมติของกรรมการรายบุคคล และไม่เปิดเผยรายชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น น.ส.นันทนา กล่าวว่า การวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใสชัดเจน ดังนั้น หากวันนี้ กกต.ลงมติออกมาเป็นเช่นไร เหตุใดจึงไม่แจ้งให้ประชาชนทราบ การปกปิดยิ่งทำให้คนสงสัยและเกิดข้อกังขามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส และเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าสิ่งที่ กกต.ทั้ง 7 คน วินิจฉัยนั้น สอดคล้องกับบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างไร พร้อมมองว่า กกต.ควรเปิดเผยผลการวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องการทำงานของ กกต.จะส่งผลต่อการตัดสินใจในวันนี้หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่มวลชนออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ตราบใดที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมจึงเป็นการสะท้อนเสียงให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ และสะท้อนไปยัง กกต.ให้รับรู้ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความคิดเห็นอย่างไร นอกเหนือไปจากการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่ง กกต. ต้องเปิดรับฟังเสียงของทุกคน และนำมาชั่งน้ำหนักกับข้อกฎหมาย ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริง

โฆษก รบ.ย้ำคดีฮั้ว สว. เป็นกระบวนการกฎหมาย กกต.-รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

14 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ในวันนี้ (14 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีได้ติดตามหรือเกาะติดหรือไม่ ว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายขององค์กรอิสระ ที่ดำเนินการไปรัฐบาลก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง วันนี้รัฐบาลโฟกัสในเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะนอกจาก นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร มาพบในวันนี้แล้ว ยังจะไปเปิดงาน Gastech Bangkok 2026 ถือเป็นงานที่สำคัญที่ประเทศไทยจะอยู่ในฐานะผู้นำในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก เพื่อให้คนไทยได้อยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและพึ่งพาเชื้อเพลิง ฟอสซิลน้อยลง ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้มีปัญหาในระดับโลก เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว