มงคลกิตติ์ บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือจี้ อนุทิน สางปัญหาน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท

มงคลกิตติ์ บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือจี้ อนุทิน สางปัญหาน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท

มงคลกิตติ์ บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือจี้ อนุทิน สางปัญหาน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

วันนี้ 27 มีนาคม 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งปรับขึ้นราคา 6 บาท ต่อลิตร ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

สมาคมประมงฯ จี้ รัฐเคลียร์ น้ำมัน B20 หลังผู้ประกอบการแบกต้นทุนไม่ไหว หยุดออกเรือแล้วเกือบครึ่ง

สมาคมประมงฯ จี้ รัฐเคลียร์ น้ำมัน B20 หลังผู้ประกอบการแบกต้นทุนไม่ไหว หยุดออกเรือแล้วเกือบครึ่ง

สมาคมประมงฯ จี้ รัฐเคลียร์ น้ำมัน B20 หลังผู้ประกอบการแบกต้นทุนไม่ไหว หยุดออกเรือแล้วเกือบครึ่ง

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

วันนี้ 27 มีนาคม 2569 นายไตรฤกษ์ มือสันทัด ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 6 บาทในคราวเดียว และยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอีก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประมง ที่มีการใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก โดยเฉพาะการออกเรือนอกชายฝั่ง ส่วนมาตรการของภาครัฐ ที่จะมีมาตรการในการจัดหาและสนับสนุนน้ำมัน B20  ถึงแม้จะช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 5 ถึง 6 บาทต่อลิตร แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการ ทำให้ผู้ประกอบการประมงกว่าร้อยละ 40 ยังคงหยุดออกเรือ เนื่องจากไม่คุ้มทุน 

ไตรฤกษ์ มือสันทัด

ทั้งนี้ที่ผ่านมาต้นทุนการทำประมงเพิ่มขึ้นในหลายด้าน ได้แก่ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 119 (119%) ภายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ค่าจ้างแรงงานที่ต้องจ่ายเต็มเดือนแม้ออกเรือไม่ครบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ประมง และค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์เรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไม่คุ้มทุน แต่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ ทำให้รายได้ของชาวประมงไม่สอดคล้องกับต้นทุน 

ขณะเดียวกันชาวประมง ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศเช่น หมึกจากเมียนมาและปลาจากอินเดีย ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ส่งผลให้สินค้านำเข้าดังกล่าวเข้ามากดราคาสัตว์น้ำหน้าท่า และแย่งตลาดจากผู้ประกอบการไทย อีกทั้งยังพบปัญหาการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์ และการขนถ่ายสินค้ากลางทะเล 

นายไตรฤกษ์ บอกอีกว่าที่ผ่านมาการตรวจสอบยังไม่เข้มงวดเพียงพอ ทำให้สินค้าต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากภาครัฐไม่มีมาตรการควบคุมต้นทุนและการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำอย่างจริงจัง ภาคประมงไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านความอยู่รอด และอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทะเลของประเทศในระยะยาว

โอฬาร ชี้ เรือไทยผ่านฮอร์มุซได้ สะท้อนกึ๋นการทูต สีหศักดิ์ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

โอฬาร ชี้ เรือไทยผ่านฮอร์มุซได้ สะท้อนกึ๋นการทูต สีหศักดิ์ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

โอฬาร ชี้ เรือไทยผ่านฮอร์มุซได้ สะท้อนกึ๋นการทูต สีหศักดิ์ เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“โอฬาร” ชี้ เรือไทยผ่านฮอร์มุซได้ สะท้อนกึ๋นการทูต “สีหศักดิ์” เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ช่วยเพิ่มสภาพคล่องด้านพลังงาน

วันที่ 27 มีนาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีเรือพาณิชย์ของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า 

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ที่ กำกับดูแลโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการ ในการบริหารจัดการวิกฤติระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในมิติของการทูตเชิงรุก ที่สามารถแปลงแรงกดดันจากสถานการณ์โลกให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ไทยสามารถวางบทบาทของประเทศได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการทำให้เส้นทางขนส่งพลังงานของไทยยังคงดำเนินต่อไปได้

ในส่วนของบทบาทกระทรวงการต่างประเทศ รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า การทำงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวอย่างของการทูตเชิงประสานผลประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถสื่อสารกับประเทศคู่ขัดแย้งอย่างอิหร่านได้อย่างตรงไปตรงมา ภายใต้ท่าทีที่สมดุลและสร้างความไว้วางใจในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนสูง

“แนวทางดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสามารถจัดวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างเหมาะสม เปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาและความร่วมมือกับทุกฝ่าย แม้อยู่ในบริบทที่เปราะบาง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ผลลัพธ์ที่เรือของบริษัทพลังงานไทยสามารถผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้อย่างราบรื่น ไม่เพียงช่วยรักษาความต่อเนื่องของระบบพลังงานภายในประเทศ แต่ยังช่วยลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านต้นทุน การขนส่ง และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างอิหร่านและโอมาน ในการเข้าถึงเรือ “มยุรีนารี” และช่วยเหลือลูกเรือไทย ถือเป็นตัวอย่างของการทูตด้านมนุษยธรรมที่มีประสิทธิภาพ โดยการที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงลูกเรือได้แล้ว นับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ และสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐในการคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดน

รศ.ดร.โอฬาร ยังกล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อน ทุนทางการทูต ของประเทศไทยที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศและความไว้วางใจที่มีต่อไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประสานงานในยามวิกฤติสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

“โดยภาพรวม นี่คือกรณีศึกษาของการทูตเชิงสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง เศรษฐกิจ และการคุ้มครองประชาชนได้อย่างลงตัว และควรได้รับการต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ” รศ.ดร.โอฬาร กล่าวทิ้งท้าย. ///

เพชร กรุณพล ซัดรัฐบริหารล้มเหลว น้ำมันพุ่ง ร้านอาหารวิกฤต ชู 5 ข้อช่วยรายย่อย

เพชร กรุณพล ซัดรัฐบริหารล้มเหลว น้ำมันพุ่ง ร้านอาหารวิกฤต ชู 5 ข้อช่วยรายย่อย

เพชร กรุณพล ซัดรัฐบริหารล้มเหลว น้ำมันพุ่ง ร้านอาหารวิกฤต ชู 5 ข้อช่วยรายย่อย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน สะท้อนวิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย.คนทำธุรกิจทุกชนิดคงหนีไม่พ้น “ลูกค้าหาย ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น” สำหรับครอบครัวของตนก็ทำธุรกิจร้านอาหารมาแล้วกว่า 40 ปี ตนก็อยากจะสะท้อนเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบถึงผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบทุกคนในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งถึง 6 บาทในคืนเดียว จำทำให้ร้านอาหารไทยตกอยู่ในภาวะทางตัน

นายกรุณพล กล่าวว่า การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังนโยบายตรึงราคาล้มเหลวไม่เป็นท่า กำลังกลายเป็นวิกฤตที่บีบให้ร้านอาหารนับแสนรายต้อง “เลิกขาย” หรือ “แบกหนี้” ทันที รัฐบาลกำลังบีบจมูกผู้ประกอบการรายเล็กค่อย ๆตาย

โดยวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงใน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับผู้ประกอบการรายย่อย ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่เหลือน้อยอยู่แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปิดกิจการเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนก๊าซหุงต้มและน้ำมันได้ 

เพชร กรุณพล

ขณะที่ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง เผชิญกับสภาวะกดดันจากทุกทิศทาง โดยมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเนื่องจากต้องสำรองเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่วนระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบการขนส่งหยุดชะงัก ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสายการกระจายสินค้า ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า  ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้คือความล้มเหลวของการดำเนินนโยบาย การใช้นโยบายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการตรึงราคาจนทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนอย่างมหาศาล และตามด้วยการปล่อยลอยตัวราคาอย่างฉับพลัน สะท้อนให้เห็นถึงการขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ การปรับราคาน้ำมันอย่างกะทันหันถือเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การที่ภาครัฐเลือกที่จะฝืนกลไกตลาดจนเกิดความเสียหาย ได้สร้างภาระอันหนักหน่วงให้แก่ผู้ประกอบการที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูธุรกิจ.

เพชร กรุณพล

นายกรุณพล กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐ ดังนี้ 1) มาตรการลดภาษีอย่างเร่งด่วน ดำเนินการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตน้ำมันในทันทีและทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 2) การให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง สนับสนุนและอุดหนุนราคาพลังงานให้แก่กลุ่มผู้ผลิตอาหาร เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาอาหารและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 3) การปรับโครงสร้างอย่างทันท่วงที ยุติการเอื้อประโยชน์แก่นายทุนด้านพลังงาน และหันมาให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน 4) การส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษี ใช้โอกาสนี้จูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง โดยการสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ที่เข้าร่วม และ 5) การปรับลดภาระภาษี เพิ่มสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับการคำนวณภาษี จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 90 เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ

นายกรุณพล กล่าวถึงข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในการรับมือวิกฤต 1) การบริหารจัดการรายการอาหาร ยกเลิกรายการอาหารที่มีผลกำไรต่ำและมีต้นทุนแฝงสูงในทันที 2) การจัดหาวัตถุดิบในพื้นที่ ลดการพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายที่อยู่ห่างไกล และหันมาใช้วัตถุดิบในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง 3) การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน และนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาปรับใช้อย่างจริงจัง

”สุดท้ายนี้ หากภาครัฐยังคงบริหารงานในลักษณะการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะซบเซาอย่างหนัก และความไม่พอใจของประชาชนจะเป็นผลลัพธ์ที่สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้แก่รัฐ“ นายกรุณพล กล่าว

กิ๊ก อนิศแยก 2 ปมวิกฤตน้ำมัน เชื่อฝีมือ Jobber กักตุนเก็งกำไร แนะรัฐเร่งแก้การสื่อสารก่อนเป็นแพะ

กิ๊ก อนิศแยก 2 ปมวิกฤตน้ำมัน เชื่อฝีมือ Jobber กักตุนเก็งกำไร  แนะรัฐเร่งแก้การสื่อสารก่อนเป็นแพะ

กิ๊ก อนิศแยก 2 ปมวิกฤตน้ำมัน เชื่อฝีมือ Jobber กักตุนเก็งกำไร แนะรัฐเร่งแก้การสื่อสารก่อนเป็นแพะ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

“กิ๊ก อนิศ” แยก 2 ปมวิกฤติน้ำมัน ชี้ราคาแพงเพราะสงคราม แต่ “น้ำมันขาด” เพราะบริหารสื่อสารพัง!

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ อดีตผู้สมัคร สส.กาฬสินธ์ เขต 2  พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah ระบุว่า เรื่องน้ำมัน  ที่เดือดร้อน ผมว่าต้องแยกเป็นสองประเด็นนะ 

1.น้ำมันแพง 

อันนี้โลกเกิดสงคราม แถวอิหร่าน น้ำมันราคาขึ้น ทั้งโลก  เราคงถูกประเทศเดียวไม่ได้  อันนี้เข้าใจ และที่ พี่เอก รมว คลัง ปล่อยลอยตัวนั้นถูกแล้ว  กองทุนน้ำมัน ไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับ อุดหนุนในยามสงคราม  

ของราคาจริง 50-70 จะให้ขายเท่าสมัยลุงตู่ 17 บาท  ชดเชยลิตรละ 50 ทุกวัน ไม่กี่วัน ประเทศล้มละลายแล้ว 

ก็ต้องปล่อยตามสภาพความเป็นจริง ที่เดือดร้อนทั้งโลก  ถ้าจะหาแพะสักตัว น่าจะเป็น ตาทรัมป์  ไม่เกี่ยวกับ พี่เอก คนละเรื่องกัน  

2.น้ำมันขาด  

คือถูกแพง มันกลไกตลาด เข้าใจได้

แต่น้ำมันขาด อันนี้คือการบริหาร สิ่งที่ต้องดู คือ น้ำมันเข้าประเทศ ตามปกติไหม ย้อนดูได้อยู่แล้ว  ถ้าเข้าไม่พอใช้ รัฐบาลก็ควรทำ info กราฟฟิคมาเล่า ว่า ใช้ 100 แต่เข้า 50 

เรือค้างอยู่ที่ไหน คนก็เข้าใจได้  อ้อ ประมานนี้ 

แต่ถ้าเข้าตามปกติ  แต่ไปไม่ถึงปั๊ม น้ำมัน ต้องโดนกักตุนหรือโดนงุบงิบไปไหน ระหว่างทาง  แต่น้ำมันระดับ หายทั้งประเทศ  ใครมันจะมีที่เก็บ  ตอนนี้คนไปมุ่ง ที่ รมต ที่เป็นเจ้าของปั๊ม  ผมว่าไม่

เกี่ยว และไม่ง่ายขนาดนั้น  น้ำมัน มันมีคนเล่น หลายคน  หลาย player  กั๊กคนเดียว คนอืืนไม่เล่นด้วย ก็ขาดแค่ปั้มยี่ห้อเดียว ที่เหลือ ก็เต็มประเทศ อยู่ดี  จะบอกว่า รมต

คมนาคม สั่งปตท ได้ ก็ไม่น่าเชื่อคนละหน่วยงานกัน  แถม ปตท นั้น คนมากมายมหาศาล ทุกสี ทุกพรรค มีผสมในนั้น ในหลายตำแหน่งคละกันไป ขืนไปสั่งซี้ซั้ว มีคนอีกขั้ว เอาเอกสารมาแฉ ก็

คุกสิลูกพี่  

บางคนบอกพวก jobber ต่างหาก ที่เก็งกำไร และรวมหัวกัน

ซึ่ง ถ้าเป็นแบบนั้น  คงซวยมากๆ 

Jobber คือพ่อค้าคนกลาง ที่ไปรับมาจากโรงกลั่น และกระจายตามภาคต่างๆ  เหนือ ใต้ ออก ตก  ดูแลประมาน 60 % ของปั้มเล็กในประเทศไทย  พวกนี้ มีหลายเจ้า แถมปกติ ก็ยังแข่งกัน อีก

ด้วย พวกนี้จะว่าเพื่อนกัน ก็รู้จักกันอยู่  จะว่าเป็นศัตรูกัน ก็ใช่ เพราะแย่งกันซื้อกันขายอยู่ทุกวัน

คราวนี้ jobber รวมหัวกัน ทั้งประเทศ เป็นไปได้ไหม ผมว่ายาก  มันใครเป็นใคร ไม่รู้วุ่นวาย แถม หักหลังกันได้ใครปล่อยหลังปล่อยก่อน คอนโทรลไม่ได้หรอก อันนี้ไม่น่าใช่

ประเด็นที่เป็นไปได้มากสุด คือ jobber คิดเหมือนกัน โดยไม่ได้นัดหมาย กลัวของขาด เลยปล่อยของช้า  เก็บไว้เก็งกำไรมั่ง  คราวนี้ jobber ปล่อยของช้า คนแห่เติม ปั้มของหมด ข่าวลาม คนยิ่ง

แห่ panic เลยกลายเป็นแบบนี้  

ไอ้คนซ้ำ ก็ปั้นข่าวไปเรื่อย  คนก็ยิ่งโกรธ ยิ่ง panic 

รัฐบาล จริงๆ มีแค่นายกนะ รัฐมนตรีมีแต่รักษาการณ์ ไม่มีอำนาจ  แถม รมต พลังงานคนเก่าก็จะไป คนใหม่ก็ยังไม่มา ขรก ไม่รู้จะฟังใคร ใส่เกียร์ว่างแม่งเลย จบๆ ขี้เกียจเดือดร้อน

แต่สืบแป๊บเดียว เดี๋ยวก็เจอ ส่วนตัวผมว่า แถวๆ jobberนี่แหละ  แต่รัฐบาลนี่ ต้องปรับเรื่องการสื่อสารนะ ขืนว่าไปคนละทาง ทุกวันแบบนี้ เดี๋ยวก็กลายเป็นแพะ จนได้

สื่อสารกับประชาชนบ่อยๆ หน่อย ให้เป็น single message

หน่อย  ไม่งั้น จะโดนด่าแบบไม่รู้ตัวเหมือนทุกวันนี้

เชื่อดิ 

บาย

อนิศ โอสถานุเคราะห์

วืดรายแรก! สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน ส่ง นิกร เสียบแทน

วืดรายแรก! สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน ส่ง นิกร เสียบแทน

วืดรายแรก! สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน ส่ง นิกร เสียบแทน

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

“สุดาวรรณ” ตรวจคุณสมบัติ รมต.ไม่ผ่าน “นิกร โสมกลาง” เสียบแทน

วันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฎว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต. แล้วไม่ผ่าน โดยตำแหน่งดังกล่าวจะยังเป็นโควตาของน.ส.สุดาวรรณซึ่งจะส่ง นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ามารับตำแหน่งแทน โดยจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันนี้ 27 มี.ค.

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึก มหากาพย์เหมืองทองอัครา เมื่อความยุติธรรมสั่งชดใช้ชาวบ้าน คืนลมหายใจให้สิ่งแวดล้อม

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึก มหากาพย์เหมืองทองอัครา เมื่อความยุติธรรมสั่งชดใช้ชาวบ้าน คืนลมหายใจให้สิ่งแวดล้อม

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึก มหากาพย์เหมืองทองอัครา เมื่อความยุติธรรมสั่งชดใช้ชาวบ้าน คืนลมหายใจให้สิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.33 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ปิดตำนาน 20 ปีมหากาพย์เหมืองทอง! เมื่อความยุติธรรมสั่ง “อัครา” ชดใช้ชาวบ้านและคืนลมหายใจให้สิ่งแวดล้อม 

ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ในหน้าการเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทย! เมื่อ ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษาครั้งสำคัญในคดีที่ชาวบ้านรอบเหมืองทองชาตรี (พิจิตร-เพชรบูรณ์) รวมตัวกันฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action) ต่อบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)

บทสรุปของคดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “ตัวเงิน” แต่คือการยืนยันว่า “ชีวิตคนและสิ่งแวดล้อม ต้องอยู่เหนือผลกำไรของกลุ่มทุน”
เจาะลึกคำพิพากษา: ใครได้อะไร? และทำไมถึงสำคัญ?

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การประกอบกิจการเหมืองทองมีการ “รั่วไหลของโลหะหนัก” และสร้างมลพิษจริง! ส่งผลให้เกิดการเยียวยาที่เป็นบรรทัดฐานใหม่ ดังนี้:

1.ค่าเสียหายต่อ “สุขภาพและจิตใจ” 

ศาลแบ่งเกณฑ์การจ่ายเงินอย่างละเอียด โดยให้ความสำคัญกับ “กลุ่มเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี)” เป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อสารพิษที่สุด:
• มีสารพิษเกินเกณฑ์: รับสูงสุดรายละ 200,000 บาท (เด็ก) และ 100,000 บาท (ผู้ใหญ่)
• สารพิษไม่เกินเกณฑ์แต่ได้รับผลกระทบ: รับรายละ 100,000 บาท (เด็ก) และ 50,000 บาท (ผู้ใหญ่)
• ค่าความหวาดกลัวและวิตกกังวล: มอบให้รายละ 10,000 – 20,000 บาท เพราะการต้องใช้ชีวิตอยู่บนความระแวงว่าน้ำหรือข้าวที่กินจะมีสารพิษไหม คือความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่ประเมินค่าได้ยาก

2.ค่าใช้จ่ายในการ “ดิ้นรนเพื่ออยู่รอด” 

ในเมื่อแหล่งน้ำธรรมชาติและผลิตผลทางการเกษตรปนเปื้อน ศาลจึงสั่งชดเชยค่าซื้อน้ำดื่ม อาหาร และค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเงินก้อนเพิ่มเติมให้กับทุกคน

3.คำสั่ง “ฟื้นฟูธรณี” (The Ultimate Win) 

นี่คือหัวใจสำคัญ! ศาลไม่ได้แค่สั่งให้จ่ายเงินแล้วจบไป แต่สั่งให้จำเลย “ต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งหมด” ด้วยงบประมาณของตัวเอง:
• บำบัดดินและแหล่งน้ำรอบเหมืองให้สะอาดไร้สารพิษ
• สั่งกลบหลุมเหมือง และบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ด้วยดินทั้งหมด เพื่อป้องกันการรั่วไหลในระยะยาว

บทวิเคราะห์: ทำไมคดีนี้ถึงสั่นสะเทือนวงการธุรกิจ?

ชัยชนะของคนตัวเล็ก: การใช้ระบบ “ฟ้องแบบกลุ่ม” ทำให้ชาวบ้าน 382 ราย ที่ไม่มีกำลังทรัพย์พอจะสู้คดีทีละคน สามารถรวมพลังกันเอาชนะบริษัทข้ามชาติได้สำเร็จ เป็นโมเดลให้คดีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในอนาคต

บรรทัดฐาน Polluter Pays Principle: “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” คำพิพากษานี้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงนักลงทุนทั่วโลกที่เข้ามาขุดทรัพยากรในไทยว่า คุณต้องแบกรับต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ตักตวงแต่กำไรแล้วทิ้งภาระไว้ให้คนพื้นที่

นัยสำคัญต่อคดีระหว่างประเทศ: คำพิพากษาของศาลไทยที่ชี้ชัดว่ามีสารพิษรั่วไหลจริง จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญให้กับรัฐบาลไทยในเวทีอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (ISDS) ที่กำลังพิพาทกับบริษัทแม่ของอัคราอยู่ ว่าการสั่งปิดเหมืองในอดีตคือการทำเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน

ก้าวต่อไปที่ต้องจับตา

แม้คำพิพากษาจะออกมาเป็นบวก แต่ “ความท้าทายที่แท้จริง” กำลังจะเริ่มขึ้น:
• การบังคับคดี: บริษัทจะอุทธรณ์ต่อหรือไม่? และกระบวนการจ่ายเงินจะล่าช้าเพียงใด?
• ความโปร่งใสในการฟื้นฟู: คณะกรรมการที่จะมากำกับดูแลการบำบัดดินและน้ำ จะมีความเข้มงวดแค่ไหน? ใครจะเป็นคนพิสูจน์ว่า “สะอาดแล้วจริงๆ”?
คดีเหมืองทองอัคราจะเป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจเราว่า ความร่ำรวยของประเทศที่แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและสุขภาพของประชาชน… ไม่ใช่ความยั่งยืนที่แท้จริง

น้ำมันอิหร่านถูกจริง! แต่ไทยกล้ารับไหม? อัษฎางค์ เปิดผลดี-ผลเสีย ที่รัฐบาลต้องคิดหนัก

น้ำมันอิหร่านถูกจริง! แต่ไทยกล้ารับไหม? อัษฎางค์ เปิดผลดี-ผลเสีย ที่รัฐบาลต้องคิดหนัก

น้ำมันอิหร่านถูกจริง! แต่ไทยกล้ารับไหม? อัษฎางค์ เปิดผลดี-ผลเสีย ที่รัฐบาลต้องคิดหนัก

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ประเทศไทยควรรับข้อเสนอนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านหรือไม่ 

เป็นประเด็นทางนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจมหภาคที่มีความซับซ้อนสูง และไม่มีคำตอบตายตัวว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” ผลดีที่อาจเกิดขึ้น (หากรับข้อเสนอ)

1. หากไทยสามารถนำเข้าน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกได้จริง จะช่วยแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย

2. จะเป็นรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจทางเลือก เป็นการรักษาน้ำใจและสานต่อความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน (ซึ่งเคยมีส่วนช่วยเจรจาปล่อยตัวเรือไทยและแรงงานไทยในอดีต) ตามแนวทางการทูตแบบแสวงหามิตรทุกฝ่าย

ผลเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง 

1. ประเทศไทยมีสถานะเป็น “พันธมิตรหลักนอกนาโต ของสหรัฐฯ การทำข้อตกลงซื้อน้ำมันจากรัฐบาลที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างหนัก อาจถูกมองว่าเป็นการท้าทายจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร การค้า และการทูตในมิติอื่นๆ

2. การเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรรอง ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด สหรัฐฯ มีกฎหมายลงโทษบริษัทหรือหน่วยงานต่างชาติที่ทำธุรกรรมกับภาคพลังงานของอิหร่าน หากไทยตัดสินใจซื้อ บริษัทที่เกี่ยวข้อง (เช่น ปตท., โรงกลั่นน้ำมัน, หรือธนาคารพาณิชย์ของไทยที่รับโอนเงิน) อาจถูกตัดออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ ถูกอายัดทรัพย์สิน หรือห้ามทำธุรกิจกับชาติตะวันตก ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจมากกว่ามูลค่าส่วนลดค่าน้ำมัน

เรื่อง Secondary Sanctions หรือ การคว่ำบาตรรอง เป็นเหมือน “ดาบอาญาสิทธิ์ทางการเงิน” ที่ทรงพลังที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ต้องคิดหนักและมักจะยอมถอยเมื่อมีข้อเสนอขายน้ำมันราคาถูกจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร

กลไกที่ทำให้คำขู่นี้ศักดิ์สิทธิ์คือ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” และ “ระบบการเงินโลก”  หากบริษัทไทย (เช่น ปตท. หรือธนาคารพาณิชย์) ตกลงซื้อน้ำมันและโอนเงินให้อิหร่าน สหรัฐฯ จะใช้มาตรการลงโทษดังนี้

1. ธนาคารไทยที่ทำธุรกรรมนั้น จะไม่สามารถใช้เงินดอลลาร์ในการชำระเงินระหว่างประเทศได้อีกต่อไป (ซึ่งแทบจะเป็นการฆ่าตัวตายทางธุรกิจ เพราะการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ใช้เงินดอลลาร์)

2. หากบริษัทหรือธนาคารนั้นมีทรัพย์สินหรือบัญชีอยู่ในเขตอำนาจศาลสหรัฐฯ จะถูกอายัดทันที

3. ผู้บริหารบริษัทอาจถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ หรือทำธุรกรรมใดๆ กับชาติตะวันตกหากไทยรับข้อเสนอน้ำมันจากอิหร่าน รัฐบาลอาจได้น้ำมันราคาถูกมาใช้ชั่วคราว แต่ภาคเอกชนที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ (เช่น บริษัทเดินเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และธนาคารพาณิชย์) จะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงระดับ “วิกฤตองค์กร” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายใด ที่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริงก็ยังมีบางประเทศที่แอบซื้อน้ำมันอิหร่านอยู่แบบลับๆ ผ่านเครือข่ายเรือผีทัพมืด (Dark Fleet) ที่ปิดสัญญาณติดตามเรือและแอบถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล

ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และการเงิน

1. อิหร่านถูกตัดออกจากระบบโอนเงินระหว่างประเทศ (SWIFT) ไทยจึงไม่สามารถจ่ายเงินซื้อน้ำมันด้วยวิธีปกติได้ ต้องใช้ระบบ Barter Trade (แลกเปลี่ยนสินค้า) หรือชำระด้วยสกุลเงินอื่นซึ่งมีความซับซ้อนสูง

2. บริษัทประกันภัยทางทะเลระดับโลกมักปฏิเสธการให้ความคุ้มครองเรือที่ขนส่งน้ำมันจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร หากเกิดอุบัติเหตุหรือน้ำมันรั่วไหล ไทยอาจต้องรับผิดชอบความเสียหายมหาศาลเอง

ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเรื่อง “ราคาน้ำมัน”

ข้อมูลที่ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินในอิหร่านอยู่ที่ “0.3 สตางค์ต่อลิตร” นั้น เป็นความจริงในบริบทของ ราคาขายปลีกภายในประเทศที่รัฐบาลอิหร่านอุดหนุน (Subsidize) อย่างมหาศาลเพื่อให้สวัสดิการแก่ประชาชนของตนเอง ในความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หากมีการส่งออก
1. ราคาขายจะไม่ใช่ราคาอุดหนุนในประเทศ แต่จะเป็นราคาตลาดโลกที่นำมาหักส่วนลดพิเศษ
2. ต้องบวกต้นทุนค่าขนส่งทางเรือข้ามมหาสมุทร
3. ต้องบวกค่า “ความเสี่ยง” ในการดำเนินงานและการประกันภัยเรือ
ดังนั้น หากน้ำมันล็อตนี้เดินทางมาถึงโรงกลั่นในประเทศไทย ราคาต้นทุนที่แท้จริงจะไม่ได้ต่ำในระดับเศษสตางค์ตามที่เป็นข่าว

สรุป
การตัดสินใจของรัฐบาลไทยจะต้องใช้การทูตแบบ “ไผ่ลู่ลม” อย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น กับความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์และเสถียรภาพทางสถาบันการเงินในระยะยาว

อดีตบิ๊กข่าวกรอง เชียร์สุดลิ่ม! หนุนรื้อทิ้ง MOU ยกเลิกกรอบเจรจา 25 ปีที่ไม่คืบหน้า

อดีตบิ๊กข่าวกรอง เชียร์สุดลิ่ม! หนุนรื้อทิ้ง MOU ยกเลิกกรอบเจรจา 25 ปีที่ไม่คืบหน้า

อดีตบิ๊กข่าวกรอง เชียร์สุดลิ่ม! หนุนรื้อทิ้ง MOU ยกเลิกกรอบเจรจา 25 ปีที่ไม่คืบหน้า

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.55 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า 

เลิกเอ็มโอยู
ความเคลื่อนไหวยกเลิกเอ็มโอยูมีมานานแล้ว
เป็นความเคลื่อนไหวในระดับประชาชน
เริ่มเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อสว.มีมติเสนอให้ยกเลิก
แต่จะเลิกได้จริง​ ต้องเป็นมติ​ ครม.
แจ้งประเทศคู่เจรจาให้รับทราบเป็นทางการ
ยังไม่ทันยกเลิก​ ผู้นำเพื่อนบ้านเต้นเร่าๆ
ดิ้นรนจะประท้วงและฟ้องไทย
ไม่ยอมให้ไทยยกเลิกเอ็มโอยู
อ้างละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ขรก.และนักการเมืองไทยบางคนคัดค้าน
ไม่อยากให้ยกเลิกอ้างว่าควรคงไว้
เพื่อให้มีกรอบในการเจรจาระหว่างกัน
มิเช่นนั้นจะไม่มีหลักยึด​   มีดีกว่าไม่มี
ผมสนับสนุนให้ยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ
มีมากว่า​ 25 ปีมีการเจรจาอะไรที่สำเร็จบ้าง
ตอบได้ว่ามีน้อยมากในการจัดการเขตแดน
สู้ยกเลิกรื้อทิ้ง​ กลับไปที่ศูนย์ศูนย์
อันที่จริง​ เราเจรจาบนกรอบสนธิสัญญา
สยามฝรั่งเศส​ 1904/1907 ยึดหลักสันปันน้ำ
และมีการวางหลักเขตแดนร่วมไปแล้วด้วย
อาจมีสูญหายไม่กี่หลักที่ต้องพิสูจน์ทราบ
ต้องไม่หลวมตัวยอมรับแผนที่​ 1:200,000
ยึดหลัก​ 1:50,000 และผลหยุดยิง​ 28​ ธค. 68
เชียร์ครับ​ เดินหน้าให้เร็ว​ ไม่ต้องรอ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พันโท-ร้อยตรี เป็นกรณีพิเศษ 3 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พันโท-ร้อยตรี เป็นกรณีพิเศษ 3 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พันโท-ร้อยตรี เป็นกรณีพิเศษ 3 ราย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.26 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ความว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหาร สังกัดกองทัพบก ที่ได้รับบาดเจ็บถึงพิการทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.จ่าสิบเอก มะนายี สาเมาะ

เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567

2.จ่าสิบเอกเจริญ เพ็ชรภิมล

เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568

3.สิบโทอดิศัย สุขศิริวัฒน์

เป็น ร้อยตรี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567

ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569