‘มะเร็งเยื่อหุ้มปอด’ โรคร้ายที่แพทย์ยากจะรักษา แต่ป้องกันได้

‘มะเร็งเยื่อหุ้มปอด’ โรคร้ายที่แพทย์ยากจะรักษา แต่ป้องกันได้

‘มะเร็งเยื่อหุ้มปอด’ โรคร้ายที่แพทย์ยากจะรักษา แต่ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

ในบรรดาโรคมะเร็งที่ร้ายแรงและพรากชีวิตผู้คนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า “มะเร็งเยื่อหุ้มปอด” ถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่ยากต่อการรักษาและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจัยหลักที่นำไปสู่โรคร้ายนี้ คือการได้สัมผัสกับ “แร่ใยหิน” (Asbestos) อย่างไม่รู้ตัว แร่ใยหินเป็นเส้นใยแร่ธรรมชาติที่แบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยเฉพาะกลุ่มแอมโฟไบล์ (Amosite, Crocidolite) ที่มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดมากที่สุด เมื่อสูดดมเข้าไป ฝุ่นใยหิน จะติดอยู่ในเยื่อหุ้มปอด กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง และส่งผลให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นมะเร็งในระยะยาว (ที่มา https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK519530/)

ทำไมแร่ใยหินถึงอันตราย แม้ในปริมาณน้อย?

แร่ใยหินเคยถูกใช้แพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมและก่อสร้าง เช่น กระเบื้องหลังคา แผ่นกันไฟ ผ้าเบรก และฉนวนกันความร้อน แต่เมื่อวัสดุเหล่านี้เสื่อมสภาพ ถูกตัด เจาะ ขัด หรือรื้อถอน จะปล่อย ฝุ่นใยหิน ที่มีขนาดเล็กมาก ลอยฟุ้งในอากาศและเข้าสู่ระบบหายใจได้ง่าย เส้นใยชนิด Crocidolite และ Amosite ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอมโฟไบล์ มีลักษณะเรียวยาว ตรง และทนต่อการย่อยสลายในร่างกาย ทำให้สามารถฝังตัวในเยื่อหุ้มปอดได้นานหลายสิบปี และสร้างปฏิกิริยาอักเสบเรื้อรังได้อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้สัมผัสโดยตรง เพียงแค่ อยู่ใกล้อาคารเก่า หรือวัสดุที่มีแร่ใยหินโดยไม่มีการป้องกัน ก็สามารถรับเส้นใยเข้าร่างกายได้ (ที่มา https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK519530/)

สังเกตอาการ คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าตนเองสัมผัสแร่ใยหิน เพราะโรคนี้มีระยะฟักตัวนาน 20–50 ปี และแสดงอาการเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บหน้าอกลึกๆ แบบเรื้อรัง, หายใจติดขัด หายใจไม่อิ่ม, น้ำหนักลดผิดปกติ, ไอเรื้อรัง หรือมีเสียงแหบ, เหนื่อยง่ายกว่าปกติ บางรายมีไข้ต่ำเรื้อรังหรือมีของเหลวในโพรงเยื่อหุ้มปอด เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ผ้าเบรก ฯลฯ ที่ใช้แร่ใยหิน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างชัดเจนว่ามีประวัติสัมผัสกับแร่ใยหินมายาวนานแค่ไหน

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองจากมะเร็งเยื่อหุ้มปอด

การป้องกันคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจาก แร่ใยหิน และ ฝุ่นใยหิน ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสวัสดุที่มีแร่ใยหินโดยตรง หากจำเป็นควรสวมหน้ากากกรองฝุ่นระดับ P100 2.เลือกใช้ วัสดุก่อสร้างปราศจากแร่ใยหิน โดยสอบถามผู้จำหน่าย หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลาก “Non-Asbestos”  3.หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้พื้นที่รื้อถอนอาคารที่ไม่มีมาตรการควบคุมฝุ่นใยหิน 4.หากสงสัยว่ามีฝุ่นใยหินติดตัว ให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างร่างกายทันที 5.ตรวจสอบบ้าน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะอาคารเก่ากว่า 30 ปี ว่าใช้วัสดุประเภทใดในการก่อสร้าง หากรื้อถอนหรือซ่อมแซม ควรอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ 6ใหากมีอาการผิดปกติทางเดินหายใจควรพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการสัมผัสแร่ใยหิน

แม้โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจะรักษาได้ยาก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการตัดวงจรความเสี่ยงที่ต้นเหตุ ทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตวัสดุ ผู้ประกอบการก่อสร้าง เจ้าของบ้าน หรือหน่วยงานรัฐ ต่างสามารถมีบทบาทร่วมกันในการ ส่งเสริมการใช้วัสดุก่อสร้างปราศจากแร่ใยหิน และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยเงียบจากฝุ่นใยหิน

‘HoneyKids Asia Thailand’ เปิดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การคิดเชิงวิพากษ์ และ AI

'HoneyKids Asia Thailand' เปิดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การคิดเชิงวิพากษ์ และ AI

‘HoneyKids Asia Thailand’ เปิดเวทีเสวนาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การคิดเชิงวิพากษ์ และ AI

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

HoneyKids Asia Thailand เปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการผ่านเวทีเสวนาในกรุงเทพฯ ที่รวบรวมผู้ปกครอง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากวงการการศึกษา เพื่อร่วมกันตอบคำถามที่อยู่ในใจพ่อแม่ยุคใหม่: จะเลี้ยงลูกให้มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคของ AI ได้อย่างไร

งานจัดขึ้น ณ Alliance Française Bangkok โดยได้รับการสนับสนุนจาก Oh Jackie, HoneySpree, La Monita, Bonjour Bonsoir และ Inspirado Crafted Spirits ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความเป็นจริงของการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่การจัดการเวลาอยู่หน้าจอและพฤติกรรมดิจิทัล ไปจนถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในชีวิตประจำวัน บรรยากาศการสนทนาเป็นไปอย่างจริงใจ ใช้ได้จริง และปราศจากภาพความเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ

เวทีเสวนาประกอบด้วย ดร.พาริตา สุภาพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Aster International School Bangkok; ดร.นันทพร จันจาเลีย เสรีบุตร ที่ปรึกษาด้านการศึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Starfish Education; อลิสา ชเลรีจิต ผู้ก่อตั้ง One Publique; และ Chris Edwards ผู้ก่อตั้ง Honeycombers Group ดำเนินรายการโดย ชลธนัตน์ ตันอธิรุจ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบรรณาธิการ HoneyKids Asia Thailand

ประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา

การคิดเชิงวิพากษ์เพื่อตรวจสอบข้อมูลจาก AI

“กฎข้อแรกของการใช้ Generative AI คืออย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็น” ดร.นันทพรกล่าว พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่เด็กอาจพึ่งพา AI เพื่อการปรึกษาหรือเป็นเพื่อน จึงควรสอนให้นักเรียนตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น และใช้ทักษะ “prompt engineering” เพื่อท้าทายและวิเคราะห์ข้อโต้แย้งในโลกดิจิทัล

การรู้เท่าทัน AI ควบคู่กับการสร้างคุณลักษณะภายใน

คณะวิทยากรเห็นพ้องว่า “AI มาไกลเกินกว่าจะห้ามได้” การแบนโดยสิ้นเชิงไม่ใช่ทางออก ความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.นันทพรกล่าวถึงโครงการห้องเรียนดิจิทัลของกรุงเทพมหานครที่ฝึกอบรมครูและนักเรียนด้านการรู้เท่าทัน AI อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างรับผิดชอบต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรม และความยืดหยุ่นทางจิตใจ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งพึ่งพิง

ชุมชนออฟไลน์เพื่อสนับสนุนผู้ปกครอง

ผู้ปกครองไม่ควรต้องกำหนดขอบเขตดิจิทัลเพียงลำพัง ดร.พาริตาสนับสนุนการสร้างเครือข่ายระดับชุมชนผ่าน PTA และกิจกรรม “Disconnect to Connect” พร้อมแบ่งปันแหล่งข้อมูลอย่าง The Anxious Generation ขณะที่ชลธนัตน์เสนอแนวคิดการสร้างเครือข่ายสนับสนุนแบบไร้เทคโนโลยี โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกิจกรรมพบปะออฟไลน์ที่กำลังเติบโตในกรุงเทพฯ

วิทยากรยังแบ่งปันประสบการณ์จริงและข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง โดยย้ำว่าการเลี้ยงลูกในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ แต่คือการติดตามข้อมูลให้ทัน ปรับตัวอย่างยืดหยุ่น และเติบโตไปพร้อมกับลูก

Chris Edwards ผู้ก่อตั้ง HoneyKids Asia กล่าวว่า “ผู้ปกครองชาวไทยกำลังตั้งคำถามใหม่ ๆ ทั้งเรื่องการสอนให้ลูกคิดอย่างมีวิจารณญาณ การจัดการชีวิตดิจิทัล และการเตรียมลูกสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน HoneyKids Thailand มีบทบาทในการนำเสนอเสียงที่น่าเชื่อถือ คำแนะนำที่ใช้ได้จริง และบทสนทนาที่สะท้อนชีวิตครอบครัวในประเทศไทยวันนี้”

ชลธนัตน์ ตันอธิรุจ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบรรณาธิการ HoneyKids Asia Thailand กล่าวว่า “ผู้ปกครองไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ ทั้งการเตรียมลูกสำหรับอาชีพที่ยังไม่เกิดขึ้น การสอนการคิดเชิงวิพากษ์ในโลก AI และการดูแลสุขภาวะในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันสูง พวกเขาต้องการคำแนะนำที่ใช้ได้จริง แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และชุมชนที่เข้าใจบริบทครอบครัวในประเทศไทย นี่คือภารกิจของ HoneyKids Thailand”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ HoneyKids Asia Thailand ซึ่งนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นมิตรกับครอบครัว เรื่องราวจากผู้ปกครอง และเคล็ดลับมากมายเพื่อทำให้การใช้ชีวิตกับลูกในประเทศไทยง่ายและอบอุ่นยิ่งขึ้น ผู้อ่านยังสามารถติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ เช่น การเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม สุขภาวะของครอบครัว และกิจกรรมสำหรับเด็กทั่วประเทศไทย

HoneyKids Asia ก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์เมื่อปี 2556 และเติบโตเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์สำหรับครอบครัวที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในภูมิภาค ด้วยยอดเข้าชมกว่า 2.3 ล้านครั้งต่อเดือน การเปิดตัวในประเทศไทยสานต่อพันธกิจในการสนับสนุนผู้ปกครองทั่วเอเชียด้วยเนื้อหาที่ปฏิบัติได้จริง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์

ติดตาม HoneyKids Asia Thailand ได้ทาง Facebook และ Instagram หรือเยี่ยมชม honeykidsasia.com/thailand เพื่ออัปเดตกิจกรรม บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ปกครอง

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมส่งเสริมสุขภพหญิงไทย มอบเครื่องแพทย์ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแก่ รพ.มหาราชนครราชสีมา

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมส่งเสริมสุขภพหญิงไทย มอบเครื่องแพทย์ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแก่ รพ.มหาราชนครราชสีมา

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมส่งเสริมสุขภพหญิงไทย มอบเครื่องแพทย์ ตรวจมะเร็งปากมดลูกแก่ รพ.มหาราชนครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

โรคมะเร็งปากมดลูก นับเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต โดยยังคงมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลามแล้ว การเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลอย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้เดินหน้าโครงการ Central Group Women Cancer (เซ็นทรัลกรุ๊ป วีเม่น แคนเซอร์) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อระดมทุนจากลูกค้า คู่ค้า และบริษัทในเครือ จัดหาเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยมะเร็งในสตรี มอบให้กับหน่วยงานที่มีความจำเป็น

พิชัย จิราธิวัฒน์, นพ. ทวีชัย วิษณุโยธิน และเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยมะเร็งในสตรี

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้ผู้หญิงไทยได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมตั้งแต่ปี 2548 ผ่าน โครงการ Central Group Women Cancer – ชวนทำดีช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี โดยในปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์สำหรับตรวจคัดกรองโรคไปยังโรคมะเร็งปากมดลูก โดยได้ระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางให้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ที่สุดในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตามในแต่ละปีทางโรงพยาบาลต้องรองรับการตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นด้านอุปกรณ์สำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเร่งด่วน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือจึงได้ส่งมอบ กล้องส่องตรวจมะเร็งปากมดลูกวีดิทัศน์แบบคมชัดสูง (Video Colposcopy with 4K) มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพการตรวจวินิจฉัยให้มีความแม่นยำสูง ช่วยค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที”

คณัสชนม์ ศรีเจริญ, พิชัย จิราธิวัฒน์,นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน และ จิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า “จากข้อมูลสถิติในปี 2566 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่โดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 คนต่อปี และจากสถิติของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาพบว่ามีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการส่องกล้องปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัยจำนวนประมาณ 1,000 คนต่อปี การนำเครื่องส่องกล้องมะเร็งปากมดลูกที่ทันสมัยแบบ Video Colposcopy 4K มาใช้ มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำและรวดเร็ว โดยเฉพาะในระยะก่อนเกิดโรคและในผู้ป่วยระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดี

สำหรับในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา การได้รับเครื่องส่องกล้องปากมดลูกแบบ Video Colposcopy with 4K จากกลุ่มเซ็นทรัลครั้งนี้ จะ ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการคัดกรองและวินิจฉัยโรคในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ลดอัตราการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงกระบวนการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ทุกท่านดูแลสังเกตตนเอง พร้อมเข้าตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้น เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ        ที่มีศักยภาพรอบด้าน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อยอดและพัฒนาในหลากหลายมิติผ่านโครงการเพื่อสังคม โดยยึดหลักการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ระหว่างธุรกิจและสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น  

ด้านเศรษฐกิจชุมชน : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ร่วมกับ จังหวัดนครราชสีมา และเทศบาลตำบลด่านเกวียน จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ด่านเกวียน” ซึ่งนับเป็นศูนย์การเรียนรู้ภายในศูนย์การค้าแห่งแรกและแห่งเดียวของจังหวัด ที่เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปั้นดินเหนียวจากดินด่านเกวียน อันเป็นอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนักเรียนจากกว่า 100 โรงเรียน เข้าร่วมทัศนศึกษามากกว่า 10,000 คนอีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนด่านเกวียน ผ่านการนำสินค้าเครื่องปั้นดินเผามาจำหน่ายภายในศูนย์การค้า นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัล โดยโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ยังได้ต่อยอดและพัฒนา สหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จำกัด ผ่านการติดตั้ง ระบบโซลาร์เซลล์ที่อาคารคัดบรรจุผัก ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพชุมชนด้านการทำเกษตรอินทรีย์  ให้พร้อมเป็นต้นแบบเพื่อศึกษาดูงาน รวมทั้งสนับสนุนช่องทางจัดจำหน่ายอีกด้วย

ด้านสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ร่วมมือกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จัดตั้ง “LAB มหาราช” เพื่อให้บริการตรวจเลือดและตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการล่วงหน้าก่อนพบแพทย์ พร้อมทั้งจัดตั้งจุดรับบริจาคโลหิตภายในศูนย์การค้า นอกจากนี้ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ยังจัดโค้ชฝึกสอนทักษะเทเบิลเทนนิสแก่นักเรียนโรงเรียนสะแกราชวิทยาคมและโรงเรียนบ้านโป่งแมลงวัน (จิราธิวัฒน์อุปถัมภ์) เพื่อต่อยอดสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ พร้อมสนับสนุน พื้นที่จัดแข่งขันกีฬาเทเบิลเทนนิสและกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ รวมถึงสนับสนุนงบประมาณแก่สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ เพื่อ ปรับปรุงยกระดับศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดนครราชสีมา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 ขณะเดียวกันได้สร้างโอกาสความเท่าเทียมด้วยการ จ้างงานคนพิการ เพื่อปฏิบัติงาน ณ โรงเรียนบ้านโป่งแมลงวัน (จิราธิวัฒน์อุปถัมภ์) เพื่อส่งเสริมการมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ด้านการศึกษา : เซ็นทรัล รีเทล ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช และโรงแรมเซ็นทารา โคราช ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกันยกระดับโรงเรียนบ้านโป่งแมลงวัน (จิราธิวัฒน์อุปถัมภ์) โรงเรียนสะแกราชวิทยาคม และวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย  ให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้แบบครบวงจร เช่น โครงการหลักสูตรห้องเรียนหุ่นยนต์ การจัดทำฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนการจัดสร้างห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ และสนามเด็กเล่น นอกจากนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ยังร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ให้การ สนับสนุนพื้นที่ของศูนย์การค้าในการจัดกิจกรรมสำคัญด้านศึกษา ให้กับโรงเรียน 58 แห่งในจังหวัดอีกด้วย

ด้านสิ่งแวดล้อม : ร้านค้าในศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ร่วมกับ โรงแรมเซ็นทารา โคราช และ ท็อปส์ บริหาร จัดการขยะอินทรีย์ด้วยการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยสามารถลดขยะอินทรีย์สู่หลุมฝังกลบรวมมากกว่า 3 แสนกิโลกรัมต่อปี เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เฉลี่ยมากกว่า 2,500 กิโลกรัมต่อเดือน และน้ำหมักชีวภาพมากกว่า 2,000 กิโลกรัม ต่อเดือน 
ส่งมอบให้ประชาชนทั่วไปและชุมชนข้างเคียง จำนวน 6 ชุมชน  

กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นแนวคิด Central of Life ศูนย์กลางของชีวิต ที่มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันกับชุมชนอย่างเข้มแข็งในทุกมิติ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและศักยภาพของภาคธุรกิจเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนทั้งต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว

มวล.เตรียมจัด ‘งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569’ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ

มวล.เตรียมจัด ‘งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569’ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ

มวล.เตรียมจัด ‘งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569’ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมจัดใหญ่ “งานวันเกษตรวลัยลักษณ์ 2569” ชูแนวคิด “AgriNEXT: เปลี่ยนเกษตรให้ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม” 10 วัน 10 คืน 14-23 มี.ค.นี้ ชวนชมนิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ 4 โซน ช้อปสินค้าเกษตร อบรมอาชีพ และสนุกกับกิจกรรมประกวดและบันเทิงครบวงจร

รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรฯ ม.วลัยลักษณ์ เผยความพร้อมจัดงานวันเกษตรวลัยลักษณ์ ปี 2569 ว่า จะมีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “AgriNEXT: เปลี่ยนเกษตรให้ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม” ภายในงานพบกับสินค้าเกษตร พันธุ์ไม้ และความบันเทิงครบครัน พร้อมไฮไลต์นิทรรศการโชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตรเด่นของมหาวิทยาลัย ซึ่งแบ่งเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่

โซนที่ 1 นิทรรศการ “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Agriculture) จัดแสดงเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ครบวงจร ทั้งระบบ IoT, AI, โดรนเกษตร, โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer

โซนที่ 2 นิทรรศการ “จากงานวิจัยสู่เกษตรกรและสังคม” นำเสนองานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน เช่น โรงงานต้นแบบน้ำมันปาล์มแดง ไบโอชาร์ และนวัตกรรมจากขมิ้น โกโก้ มังคุด

โซนที่ 3 นิทรรศการ “ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่” (Next Gen Farmer Hub) โชว์ผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์จากบริษัทสปินออฟ (Spin-off) ซึ่งเกิดจากนักศึกษาที่นำงานวิจัยของอาจารย์มาต่อยอดเป็นธุรกิจ

และโซนที่ 4 นิทรรศการ “เกษตรกับความยั่งยืนฯ” (SDGs & Climate Action) รวบรวมผลงานเด่นด้านความยั่งยืน การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นต์ และ “ธนาคารปูม้า” โมเดลการอนุรักษ์เพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ทะเลชุมชน

รศ.ดร.วรวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนิทรรศการแล้ว ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตร และพันธุ์ไม้นานาชนิด พร้อมจัดเต็มความบันเทิง ทั้งทุ่งไฟล้านดวง สวนสนุก Mini Zoo และศิลปินชื่อดัง ตลอดจนมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ การฝึกอบรมอาชีพ และการประกวดต่างๆ เช่น แข่งขันทำอาหารจากไก่ลิกอร์ แข่งกรีดยาง และประกวดทะลายปาล์มน้ำมันให้ร่วมสนุกตลอดทั้งงาน

“ขอเชิญชวนชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงมาเปิดมุมมองใหม่ด้านเกษตร พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงาน วันที่ 14 มี.ค.’69 ณ เวทีกลาง โดยผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช พิเศษ! รับฟรีเมล็ดพันธุ์และชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา (มีจำนวนจำกัด) ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: เกษตรวลัยลักษณ์’69 “ รศ.ดร.วรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ายังคงพบได้ในสังคม ทั้งในแง่การตีตราผู้ป่วย และอีกด้านหนึ่งคือการใช้คำว่าซึมเศร้า ในบริบทที่อาจไม่ตรงกับความหมายทางการแพทย์ที่แท้จริง
โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความเศร้าหรือความท้อแท้ชั่วคราว แต่เป็นโรคทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และการทำงานของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการเศร้า หดหู่ เบื่อหน่าย รู้สึกว่างเปล่า หรือไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบ อาการเหล่านี้มักเป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งสำคัญคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่สามารถหายได้ด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วย
อาการโรคซึมเศร้าอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อย ได้แก่ รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเกือบตลอดเวลา เบื่อ ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก นอนไม่หลับ หลับยาก หรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ สมาธิลดลง คิดช้า ตัดสินใจลำบาก รู้สึกไร้ค่า โทษตนเอง บางรายอาจมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต้องไปขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือจิตแพทย์โดยด่วน
ขอย้ำว่า อาการป่วยโรคซึมเศร้าไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง การรู้สึกเครียด เหนื่อย หมดไฟ หรือเศร้าในบางช่วงของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป อาการหลายอย่างอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาครอบครัว การทำงานหนัก หรือภาวะเจ็บป่วยทางกายบางชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายโรคซึมเศร้าได้ 
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือจิตแพทย์ โดยพิจารณาทั้งอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น การสรุปด้วยตนเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ต้องได้รับความเข้าใจและเห็นใจจากสังคม การกล่าวอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จึงไม่ถูกต้อง แต่ต้องใช้คำว่าซึมเศร้าอย่างระมัดระวัง และสอดคล้องกับการประเมินทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม และกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จริง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการอ้างโรค หรือไม่พยายามดูแลตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับการปรับรูปแบบการเรียนหรือการทำงานเป็นการชั่วคราวในบางช่วง ทั้งนี้ควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และจิตแพทย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและการใช้ชีวิตประจำวัน
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การรักษาอาจประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การพูดคุยให้คำปรึกษา การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต การใช้ยาในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ รวมถึงสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ยารักษาโรคซึมเศร้าไม่ได้ทำให้หายขาดทันทีเหมือนยาฆ่าเชื้อ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้อาการดีขึ้น ลดความทุกข์ทางใจ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แล้วสามารถหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่บางรายอาจต้องรักษาเป็นเวลานาน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและปัจจัยเฉพาะบุคคล 
ยาต้านเศร้าไม่จัดเป็นยาเสพติด และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดในทางการแพทย์ แต่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ และห้ามหยุดใช้ยาเอง เพราะการหยุดยาโดยพลการเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคและการมีส่วนร่วมในการรักษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การติดตามการรักษาตามนัด และการสื่อสารกับแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว
โรคซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู ขอย้ำว่าโรคนี้ในทางการแพทย์มักพบได้บ่อย แต่สามารถรักษาได้ เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 
การเข้าใจโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม การไม่ตีตราผู้ป่วย และไม่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย จะช่วยสร้างสังคมที่เข้าใจและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมิน และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผสมการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้เหมือนคนปกติทั่วไป

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดงาน “La Foire Suisse 2026” ส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนผู้บาดเจ็บชายแดน

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดงาน “La Foire Suisse 2026”  ส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนผู้บาดเจ็บชายแดน

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ จัดงาน “La Foire Suisse 2026” ส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนผู้บาดเจ็บชายแดน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นำโดย พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายกสมาคม พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม จัดงาน “La Foire Suisse 2026” โดยได้รับเกียรติจาก มร. เปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสฯ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ The Summer House ปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ โดยมีศิษย์เก่า ครอบครัว และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่ายศิษย์เก่าสวิสในประเทศไทย

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศสไตล์สวิสแท้ ทั้งตลาดนัดสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าไลฟ์สไตล์ กว่า 50 ร้านค้า และกิจกรรมตักไข่ลุ้นรับรางวัล สร้างสีสันและรอยยิ้มตลอดทั้งวัน

มร. เปโดร สวาห์เลน อทท.สมาพันธรัฐสวิสฯ และ พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายกสมาคม สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯสั่นกระดิ่งพื้นเมืองสวิสส์เปิดงาน

นอกจากจะเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะสังสรรค์และกระชับความสัมพันธ์ของเครือข่ายศิษย์เก่าสวิสในประเทศไทยแล้ว งานครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทของสมาคมฯ ในการตอบแทนสังคมโดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานนำไปสนับสนุนโรงพยาบาลและทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

การจัดงานในปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสมาคมฯ ที่ผสานวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ฯ ที่มุ่งมั่นสร้างประโยชน์แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ต้อนรับ สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

มร. เปโดร สวาห์เลน,พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ และ พิไลพรรณ สมบัติศิริ เซลฟี่กับผู้มาร่วมงาน

พิไลพรรณ สมบัติศิริ อุปนายกสมาคม มอบรางวัลแก่ผู้โชคดีที่มาร่วมงาน

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ร่วมต้อนรับแขก

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจกำลังทำร้ายมดลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการยกของหนัก เบ่งถ่ายแรง น้ำหนักเกิน หรือการไอเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของภาวะ “มดลูกหย่อน” ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม เพราะในระยะแรกอาจมีเพียงอาการ “ปัสสาวะเล็ด” หรือ “ปวดหน่วงท้องน้อย” ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการอาจลุกลามรุนแรง กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจถึงขั้นต้องผ่าตัดในที่สุด วันนี้ นพ.คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม จะมาเตือนถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงมดลูกหย่อนก่อนจะสายเกินไป

“มดลูกหย่อน” ภัยเงียบของผู้หญิงที่มาพร้อมอาการปัสสาวะเล็ด

มดลูกหย่อน คือภาวะที่มดลูกหรือผนังช่องคลอดเคลื่อนต่ำลงมาจนอาจโผล่พ้นปากช่องคลอด โดยแบ่งความรุนแรงได้ 4 ระดับ เริ่มจากระดับ 1 ยังไม่มีก้อนโผล่พ้นช่องคลอด มักไม่มีอาการและคลำไม่เจอก้อน ในระดับที่ 2 จะเริ่มคลำเจอก้อนบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งผู้ป่วยมักรู้สึกรำคาญเล็กน้อย หากปล่อยไว้จนถึงระดับ 3-4 ก้อนจะยื่นออกมาด้านนอกมากขึ้น เริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การปัสสาวะ และอาจกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ นพ. คมกฤช เอี่ยมจิรกุล อธิบายว่า “ผู้ที่มีภาวะมดลูกหย่อนมักมีอาการหน่วงตุงบริเวณช่องคลอด ปวดหลังส่วนล่าง และมักมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะอยู่ใกล้กับมดลูก เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงจึงกลั้นปัสสาวะได้ไม่ดีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากความเสื่อมของท่อปัสสาวะหรือกล้ามเนื้ออื่น ๆ ได้เช่นกัน”

มัดรวมพฤติกรรม เสี่ยง “มดลูกหย่อน” โดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจคิดว่ามดลูกหย่อนจะเกิดกับผู้หญิงที่อายุเยอะเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็เพิ่มความเสี่ยงมดลูกหย่อนได้ เช่น ยกของหนักบ่อย ท้องผูกจนต้องเบ่งแรง ๆ รวมถึงภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือการไอเรื้อรังจากภูมิแพ้ ซึ่งทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นจนไปกดทับให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดอุ้งเชิงกรานจนหย่อนยาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ อาทิ อายุมากขึ้น ผ่านการคลอดบุตร หรือเคยผ่าตัดมดลูก ส่วนความเชื่อที่ว่าการยืนปัสสาวะทำให้มดลูกหย่อนเร็วขึ้นนั้นไม่เป็นความจริง ที่หลายคนรู้สึกเหมือนมีก้อนยื่นออกมาเป็นเพียงผลจากแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งมักจะยุบกลับเข้าไปเองเมื่อเปลี่ยนเป็นท่านอนราบ

คลำเจอก้อน-ปัสสาวะลำบาก พบแพทย์ด่วนก่อนอันตราย

นพ.คมกฤช กล่าวว่า “แม้อาการมดลูกหย่อนระดับแรก ๆ อาจรู้สึกเพียงหน่วงหรือตุงบริเวณท้องน้อยหรือช่องคลอด แต่ถ้าเริ่มคลำเจอก้อน ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะลำบากหรือเจ็บ และปวดหลังล่างหรือปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง เป็นสัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบมาให้แพทย์วินิจฉัยทันที”

“มดลูกหย่อน” ตรวจพบเร็ว รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด

การวินิจฉัยภาวะมดลูกหย่อนจะใช้การตรวจภายในเป็นหลัก เพราะสามารถดูว่าก้อนที่คลำได้เป็นมดลูกหย่อนจริงหรือเป็นความผิดปกติอื่น เช่น เนื้องอก โดยแนวทางการรักษามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากอยู่ในระดับเริ่มต้น แพทย์มักแนะนำวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) หรือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยการขมิบสั้น ๆ รอบละ 5-10 นาที วันละ 3 ครั้ง ทำต่อเนื่องเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนจะช่วยชะลอความรุนแรงได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ หากมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย การรักษามดลูกหย่อนอาจช่วยได้เพียงบางส่วน เนื่องจากเป็นคนละภาวะกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลและรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน

“แม้มดลูกหย่อนจะไม่ได้มีอาการรุนแรงโดยทันที แต่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ ฉะนั้นอยากชวนผู้หญิงทุกคนมาดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ทำร้ายมดลูกของเรา ด้วยการยกของให้ถูกท่า ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้ไอเรื้อรังหรือท้องผูกบ่อย หากวันหนึ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ว่าจะคลำเจอก้อนหรือมีอาการผิดปกติทางปัสสาวะ อย่างปัสสาวะเล็ด ก็ไม่ควรปล่อยไว้ ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการดูแลสุขภาพผู้หญิงจำเป็นต้องเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น” นพ.คมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

ผู้หญิงที่มีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการปัสสาวะเล็ด สามารถขอรับคำ

ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0066 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินทาง

สค. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

สค. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

สค. จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)  จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว” ณ วัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร  ชุมชนที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาระบบและกลไกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ถือเป็นพลังรักที่ส่งให้กับทุกครอบครัวในพื้นที่ ด้วยการทำงานที่เข้าถึง เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจะเป็นต้นแบบการทำงานที่เข้มแข็ง นำไปสู่การขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในเขตกรุงเทพมหานครต่อไป

นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว” พร้อมด้วย นางสาวรัตนา โรหิตธรรมพร  ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนา ผู้แทนจากกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดยได้รับความอนุเคราะห์จากท่านพระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด ร่วมบรรยายธรรมในหัวข้อ “รักษารักอย่างไรให้รอดในยุคดิจิทัล” พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายความร่วมมือ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ คณะทำงานและพี่เลี้ยงชุมชนศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบ เขตราษฎร์บูรณะ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ร่วมด้วย อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เขตราษฎร์บูรณะ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตราษฎร์บูรณะ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) แขวงบางปะกอก และเขตราษฎร์บูรณะ  ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว รวมทั้งสิ้น 175 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ

นางพรนิภา  มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นเดือนที่คนรุ่นใหม่นึกถึง คือ วันแห่งความรัก และคำที่เรามักจะได้ยินคือคำว่า บุพเพ มีความหมายว่า สิ่งที่ทำในอดีตชาติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามาพบกันและร่วมกันสร้างพลังรักให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง ปัจจุบันสังคมที่เปิดกว้าง เปิดรับกระแสทั้งด้านดีและไม่ดี    ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดของสังคม เป็นรากเหง้าที่หล่อหลอมคุณค่าชีวิต และบ่มเพาะคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ให้กับสมาชิกในสังคม องค์ประกอบของสถาบันครอบครัว อันได้แก่ สมาชิกของครอบครัวที่มีสถานภาพ ความสัมพันธ์ และบทบาทหน้าที่ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ปัจจุบันสถาบันครอบครัวยังถูกคาดหวังจากสังคมในการหล่อหลอมสมาชิกครอบครัวให้เป็นคนดีของสังคมด้วย

กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว”  มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและกลไกในระดับพื้นที่แบบบูรณาการ ในการร่วมกันส่งเสริมความรักความผูกพัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว มีการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ กิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การเปิดบ้านเยี่ยมชม ศพค.ต้นแบบเขตราษฎร์บูรณะ วัดสารอด การบรรยายธรรมหัวข้อ “รักษารักอย่างไรให้รอดในยุคดิจิทัล”   โดยพระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปรับ Mindset เปลี่ยนวิธีคิด สร้างสุขให้ครอบครัว โดย พี่เลี้ยงชุมชน Safe Family พร้อมทั้งกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งมีกิจกรรมบรรเลงเพลงรัก โดยชมรมผู้สูงอายุเขตราษฎร์บูรณะ กิจกรรมวงล้อสื่อรัก กิจกรรม Work shop ส่งเสริมความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ บ้านเกร็ดตระการ กรุงเทพมหานคร กิจกรรม Work shop จานใบไม้สื่อรัก โดยชมรมผู้สูงอายุวัดสารอด กิจกรรมปลูกต้นรักใต้ลานโพธิ์ กิจกรรมร่วมบุญถวายอาหารเพล เสริมดวงความรักบูธ Family Line โดยกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว และบูธคุณธรรมสื่อรักในครอบครัว โดยศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและต่อต้านการทุจริต                                                                                                       

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า...ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                   ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                    เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์ ภาพที่เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                    ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                    การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                    ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                    คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย   มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น  ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                     ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี   ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี      แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา  ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่       เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ  ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                      เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์  ภาพที่ เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี   และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                     ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที   นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก  พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า  นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                     การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                     ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                     คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                     นอกจากการส่งเสริมเศรษฐกิจแล้ว ลิซ่ายังนำรายได้และความสำเร็จมาแบ่งปันเพื่อสังคม เธอขวนขวายทำความดีด้วยการบริจาคเงินช่วยให้ ให้คนไทย และผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลมีชีวิตที่ดีขึ้น การกระทำของเธอเป็นการช่วยชาติในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการสืบสานวัฒนธรรม

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การช่วยชาตินั้นเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยรอยยิ้ม ความภูมิใจ และการสนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง เหมือนที่ลิซ่าทำให้ดูเป็นแบบอย่างแม้เธอจะโด่งดังระดับโลกเพียงใด แต่การกินของไทย ใช้ของไทย และการประกาศตัวว่าเธอเป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ คือความดีที่งดงามและทรงพลัง

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดท้องในเด็ก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่ทารกแรกเกิด เด็กเล็กไปจนถึงวัยเรียน สาเหตุอาจเป็นเพียงความผิดปกติเล็กน้อย แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

นพ. ปรเมศวร์ วงศ์ประเสริฐ (ว.37712) กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช อธิบายถึงสาเหตุของอาการปวดท้องในเด็กที่พบบ่อย  อาการปวดท้องแบบไหนที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที และการดูแลเด็กเบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดท้อง เพื่อจะได้นำไปใช้สังเกตอาการลูกน้อย นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

สาเหตุของอาการปวดท้องในทารก / เด็กที่พบบ่อย 

อาหารเป็นพิษหรือการติดเชื้อในลำไส้: มักมีอาการปวดท้องร่วมกับท้องเสีย อาเจียน หรือมีไข้, ท้องผูก: เด็กจะปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ อุจจาระแข็ง หรือถ่ายยาก, อาหารไม่ย่อย / แพ้อาหารบางชนิด: ทำให้แน่นท้อง ท้องอืด หรือผื่นขึ้นตามตัว, พยาธิในลำไส้: อาจมีอาการปวดท้อง น้ำหนักลด หรือคันรอบทวารหนัก, ไส้ติ่งอักเสบ: ปวดท้องบริเวณรอบสะดือแล้วร้าวไปท้องขวาล่าง เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์, ลำไส้อุดตัน: ปวดท้องรุนแรงไม่ถ่ายไม่ผายลม

อาการปวดท้องแบบไหนที่ควรระวัง

ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดท้องรุนแรงหรือปวดต่อเนื่องไม่หาย: ปวดจนงอตัวหรือปวดนานปวดตลอดเวลา, มีไข้สูง ซึม ไม่เล่น ไม่กินอาหาร: เด็กอ่อนเพลีย ซึมลง ไม่ดูดนม ปฏิเสธอาหาร, อาเจียนมาก หรืออาเจียนเป็นสีเขียว/มีเลือด: อาเจียนหลายครั้ง , ถ่ายเป็นเลือด หรือท้องเสียรุนแรง: ถ่ายเป็นมูกเลือด, ปวดท้องร่วมกับท้องแข็ง หรือร้องไห้ผิดปกติ: กดเจ็บท้อง ท้องบวมแข็ง หรือร้องไห้งอแงไม่หยุด

หากพบว่าทารกหรือเด็กมีอาการเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเฝ้าดูอาการเองที่บ้าน แนะนำให้พารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วกับกุมารแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงโรคต่าง ๆ  เช่น ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้อุดตัน เป็นต้น

การดูแลทารก/เด็ก เบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดท้อง

สำหรับทารก จับเรอหลังกินนม: อุ้มทารกพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ ทุกครั้งหลังให้นม เพื่อระบายลม, อุ้มทารกท่าคว่ำ (Colic Hold):  ให้ท้องลูกอยู่บนแขนแม่ มืออีกข้างลูบหลังช่วยให้ผ่อนคลาย, นวดท้องทารกเบา ๆ: ใช้ฝ่ามือวนตามเข็มนาฬิการอบสะดือ ให้นมแม่จะลดอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ได้ดี, ท่าปั่นจักรยาน: จับขาทารกงอเข้าหาหน้าท้องสลับซ้าย-ขวา ช่วยไล่ลมในลำไส้, ปรับสภาพแวดล้อม: หรี่ไฟ ลดเสียงดัง หรือใช้เสียงพัดลมกล่อม

สำหรับเด็กเล็ก พักผ่อนและดื่มน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด และขนมหวาน ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดหรือยาหยุดถ่ายให้เด็กกินเอง สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไม่ดีขึ้นแนะนำให้ควรพาไปพบกุมารแพทย์ อาการปวดท้องในเด็กแม้จะพบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่หมั่นสังเกตอาการและรีบพาลูกน้อยเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง จะสามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในบุตร หลานของท่านได้

ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ. 2025, AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services: ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์ ค.ศ. 2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej