‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต ผ่าน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ หนุนการเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

การศึกษาเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการอ่านเขียนหรือความรู้ในห้องเรียน แต่ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือตนเอง และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านความถนัดของตนเองและนำไปต่อยอดในชีวิตจริง การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก้าวสู่การมีงานทำ และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต…

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 เพื่อให้บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการ การศึกษาและฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับฝึกอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กพิเศษในโรงเรียนกว่า 170 คน

การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิเศษไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กอ่านออกเขียนได้หรือเรียนจบตามระดับการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้นำความสามารถของตนเองมาต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของแต่ละบุคคล

“เด็กพิเศษแต่ละคนมีความสามารถและศักยภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญคือการค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านใด แล้วนำสิ่งนั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นทักษะ ทั้งด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการฝึกอาชีพ เพราะเราอยากเห็นเด็ก ๆ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง และมีโอกาสเข้าสู่การทำงานจริงในอนาคต” นางสาววรรณวนัช กล่าว

ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาและการฝึกทักษะสำหรับเด็กพิเศษจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ฝึกอาชีพ และเครื่องมือเฉพาะที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก รวมถึงบุคลากรและทรัพยากรที่เพียงพอต่อการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกการสนับสนุนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เรียน ได้ฝึก ได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง และอนาคตที่สามารถมีงานทำและดูแลตัวเองได้ การให้โอกาสเด็กพิเศษจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในวันนี้ แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ได้รับเกียรติจาก พระโสภณคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่เมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

นางสาววรรณวนัช กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ เพราะสิ่งที่เด็กๆ ต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่คือโอกาสในการเรียนรู้  การพัฒนาตัวเอง และโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าเขาก็สามารถทำอะไรได้อีกมากมาย หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม” โครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมระดมทุน แต่เป็นการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ และสร้างเส้นทางสู่การพึ่งพาตนเองให้กับเด็กพิเศษ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ร่วมสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’มอบช่อดอกไม้ร่วมยินดีทีมข่าว ‘แนวหน้าออนไลน์’คว้า 3 รางวัลใหญ่ ‘ฐานันดร ๔’

10 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ร่วมมอบแจกันดอกช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับทีมข่าว “แนวหน้าออนไลน์” (NaewnaOnline) หลังประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ สามารถคว้า 3 โล่รางวัลเกียรติคุณ จากพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “ฐานันดร ๔” ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมสมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย) ณ กรมประชาสัมพันธ์ ถนนพระราม 6 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

สำหรับ 3 รางวัลใหญ่ที่แนวหน้าออนไลน์ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัลสื่อมวลชนดีเด่นได้แก่ นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอาวุโสและผู้ดำเนินรายการข่าว ช่องยูทูปแนวหน้าออนไลน์

 รางวัลรายการข่าววาไรตี้ดีเด่นได้แก่ รายการ “แนวหน้าข่าวเที่ยง” ดำเนินรายการโดย อัญชะลี ไพรีรัก และ ปรเมษฐ์ ภู่โต

รางวัลรายการข่าววาไรตี้ดีเด่นได้แก่ รายการ “แนวหน้าข่าวค่ำ” ดำเนินรายการโดย พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ และ จิตกร บุษบา

บรรยากาศการมอบดอกไม้เป็นไปอย่างอบอุ่นและภาคภูมิใจ โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทของทีมงานทุกคนในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างมืออาชีพ ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน และตรงไปตรงมา พร้อมก้าวสู่การเป็นสื่อดิจิทัลคุณภาพที่เคียงข้างสังคมไทยภายใต้สโลแกน “มั่นคง ตรงไป ตรงมา”

มอบ 1 ล้านบาท สมทบทุนผู้ป่วยมะเร็งเด็ก มูลนิธิรามาธิบดีฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 13:41 น.

เพิร์ล สถาวราวงศ์ เป็นผู้แทนมอบเงินในนาม พัชรินทร์ สถาวราวงศ์ จากการจัดคอนเสิร์ต FAREWELL CONCERT อัสนี–วสันต์ “อยากจะย้ำ ชัด ๆ ครั้งสุดท้าย” รอบการกุศล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ อิมแพค เมืองทองธานี จำนวนเงิน 1,000,000 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในโครงการช่วยเหลือ ผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก ในการนี้มี  ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.(พิเศษ) พญ.วิไล ธนสารอักษร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้แทนมูลนิธิรามาธิบดีฯ รับมอบ

การมอบเงินครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งพลังจากวงการดนตรีที่นำความสุขจากเวทีคอนเสิร์ตมาต่อยอดเป็นโอกาสในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัว พร้อมสะท้อนบทบาทของกิจกรรมบันเทิงที่สามารถสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ นั่งหัวโต๊ะคณะทำงานฯ ขับเคลื่อน Visitor Economy เชื่อมข้อมูล-ประสบการณ์-ผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 13:17 น.

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ครั้งที่ 5 พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมประชุมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนของประเทศไทย โดยมุ่ง เชื่อมโยงข้อมูล ความต้องการของตลาด ศักยภาพของพื้นที่ และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ณ ตึกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ที่ประชุมได้หารือถึงบทบาทและภารกิจหลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตามพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ควบคู่กับแนวทางการขับเคลื่อน Visitor Economy ด้วยการบริหารจัดการ Tourism Economy โดยเห็นว่า ททท. แสดงบทบาทเป็นองค์กรด้าน Tourism Intelligence ที่ใช้ข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการเชื่อมโยง Demand และ Supply รวมทั้งนำไปสู่การออกแบบ Experience Architecture ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน

ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้อมูล Visitor Arrival ให้ครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนและกลุ่มผู้มาเยือนที่ไม่พักค้างคืน หรือ Excursionists รวมถึงการวิเคราะห์ Multi-purpose of Visit เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมผู้มาเยือนได้อย่างรอบด้าน พร้อมเสนอการจัดทำตัวชี้วัด Connect the Dots ที่เชื่อมโยงข้อมูลการเดินทาง กิจกรรม ประสบการณ์ และการใช้จ่าย โดยมี Spending per Head เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ในด้าน Supply Side ที่ประชุมเห็นว่าการพัฒนาสินค้าและบริการต้องสอดคล้องกับทั้งศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด โดย ททท. ได้เสนอให้เห็นถึงบทบาทในการออกแบบกรอบและเชื่อมโยงข้อมูล ขณะที่ชุมชนและผู้ประกอบการควรเป็นผู้ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ตามบริบทและอัตลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านกลไกและงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ท่านวีระศักดิ์ ยังเน้นย้ำถึงการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใน 15 Segments เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมกองถ่ายทำหรือ Filming ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และการท่องเที่ยวในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เสนอการออกแบบประสบการณ์สำหรับผู้มาเยือนในทุกโอกาส โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติและกลุ่มผู้โดยสารต่อเครื่อง สำหรับการประชุม World Bank ได้มีแนวคิดจัดทำ Wellness & Spa Excursion Program ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ โดยคุณอดิษฐ์ได้นำเสนอแนวคิด 50 Excursion Packages ที่ครอบคลุมความสนใจหลากหลาย เพื่อเปลี่ยนเวลาว่างของผู้เข้าร่วมประชุมให้เป็นประสบการณ์และการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ผู้ว่า ททท. เสนอให้ ATTA ร่วมออกแบบ Transit Excursion Program สำหรับผู้โดยสารต่อเครื่องที่มีเวลาพักเพียงพอ ในรูปแบบ 3 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ครอบคลุมกิจกรรม อาทิ Wellness & Spa การนวด กอล์ฟ อาหาร และ Lifestyle เพื่อเปลี่ยน “เวลารอ” ให้เป็น “เวลาแห่งประสบการณ์” และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจบริการของไทย

ท่านวีระศักดิ์ กล่าวว่าเสริมว่า การขับเคลื่อน Visitor Economy ต้องเชื่อมโยงข้อมูล ผู้มาเยือน ตลาด ผู้ประกอบการ ชุมชน และนโยบายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนทุกการเดินทางและทุกช่วงเวลาของผู้มาเยือนให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คณะทำงานจะร่วมกันผลักดัน Visitor Economy Framework เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน และเชื่อมโยง Tourism Economy, Creative Economy และ Visitor Economy เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยน “ผู้มาเยือน” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” เปลี่ยน “เวลา” ให้เป็น “ประสบการณ์” และเปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้เป็น “รายได้ที่กระจายอย่างยั่งยืนสู่ประเทศ”

คุณแหน: 10 กันยายน 2569

10 กันยายน 2569 เวลา 11:39 น.

10๐๐ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “วันอัลไซเมอร์โลก ประจำปี 2569” โครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อรู้ทันภาวะสมองเสื่อมในสมาชิกกลุ่มสมองใสใจสบาย “อัลไซเมอร์: รู้จริง รู้ก่อน ป้องก้นได้ เริ่มที่วันนี้” โดยมี รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย นายกสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย , รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผอ.รพ.จุฬาฯ, เพชรพริ้ง สารสิน ประธานชมรมสมองใสใจสบาย,ดร.นพ.ชาริท ตันวีระชัยสกุล หัวหน้าศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยวิทยากรคุณภาพ ผู้เชี่ยวชาญมากมายและกิจกรรมน่าสนใจเพื่อ Healthy Longvity for Lasting Memories “ชีวิตยืนยาว ความทรงจำยั่งยืน” ที่ ห้องประชุม 1210 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์   รพ.จุฬาฯ พฤหัส 24 ก.ย.07.20-16.00 น.  หรือจะรับชมผ่านทาง FB Live ศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม รพ.จุฬาฯ และ FB ชมรมสมองใสใจสบาย ..๐๐

๐๐ญาติมิตรโปรดทราบ  ภัทรา ศิลาอ่อน ขอเลื่อนการจัดงาน Patara’s Party ฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิด 15 ก.ย. เนื่องจากปัญหาฉุกเฉินทางสุขภาพ.. เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจะได้พบกันตามนัดวันเวลาใหม่อีกครั้ง..๐๐

๐๐กองทัพเรือเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนขอรับบัตรชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในโอกาสสำคัญวันซ้อมใหญ่ 21 ต.ค.และ28 ต.ค.และวันเสด็จพระราชดำเนิน 6 พ.ย.2569 ณ ราชนาวีสโมสร,ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ,อาคารราชนาวิกสภา (เฉพาะวันซ้อมใหญ่) จองทางโทรศัพท์ 098-2790903  ตั้งแต่วันที่ 8-16 ก.ย.รับบัตรที่ ห้อง พสบ.ทร.ชั้น 1 อาคารกรมการพลเรือนทหารเรือ (แห่งใหม่) วันที่ 21-25 ก.ย…รีบหน่อยเดี๋ยวที่นั่งเต็ม  ๐๐

๐๐ คล้ายวันเกิดปีนี้ กนกรัตน์ วีรานุวัตติ์ หอบสังขารทั้งๆ ที่ขายังเจ็บอยู่ ตระเวนไหว้พระทำสังฆทานครบ 7 วัดตั้งแต่เช้าถึงค่ำ จากกรุงเทพไปปทุมธานีแล้วต่อไปพระนครศรีอยุธยา อิ่มเอมใจกับความเป็นสิริมงคล..๐๐

๐๐ยินดีกับคุณตาคุณยาย พิทักษ์-พรรณประภา อินทรวิทยะนันท์ และคุณย่า สุชาดา  ยุวบูรณ์  ที่หลานรัก ศุภทา (สิงโต)นวราช บุตรชายคนเก่งของ พิมรา อินทรวิทยนันท์-พลตรีฆนา นวราช   จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์สาขา วิศวสารสนเทศและการสื่อสาร เกียรตินิยมอันดับสอง จุฬาฯ  ..๐๐

๐๐พระราชทานเพลิงศพ พิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินคนแรก สามี จิตราภา สุนทรพิพิธ 12 ก.ย.17.00 น. เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม..๐๐

๐๐ฌาปนกิจ กฤษฐ์ สนิทวงศ์ 10 ก.ย.17.00 น. เมรุวัดเขียนเขต พระอารามหลวง..๐๐ 

๐๐สวดพระอภิธรรม ศ.กิตติคุณ ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ราชบัณฑิตและอดีตหัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ 7-12 ก.ย.18.00 น.ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน และพระราชทานเพลิงศพ 13 ก.ย.13.00 น.เมรุ 2 ..๐๐

๐๐ก้าวสู่ปีที่ 23 ของHiSoParty  อินทิรา-พัฒพงษ์-ปรียามล ธนวิสุทธิ์  เตรียมจัดงานฉลองกาลาดินเนอร์  25 ก.ย.18.30 น. ในคอนเซปต์ “The Power of a Smile” ที่รร.แอนดาซ วัน แบงค็อก ..๐๐

คุณแหน

รู้เท่าทันจิตใจกับความเครียดจากการเสพข่าวมากเกินไป

10 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

ในยุคที่ข่าวสารสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราทุกคนมีโอกาสได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงครามจากภายในประเทศหรือทั่วโลกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดหรือมีภาพข่าวรุนแรง ความรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหดหู่ จึงกลายเป็นผลกระทบที่หลายคนอาจไม่ทันได้ตระหนักถึง

 พญ.เต็มหทัย นาคเทวัญ

 พญ.เต็มหทัย นาคเทวัญ (ว.55098) จิตแพทย์ แผนกส่งเสริมสุขภาพจิต โรงพยาบาลนวเวช มาอธิบายเป็นข้อมูลให้ทุกคนได้เข้าใจถึงผลกระทบต่อจิตใจ สัญญาณเตือน และวิธีการจัดการบริหารกับเครียด อาจช่วยให้พบทางออกในการรับมือกับความเครียด และสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรงในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. เข้าใจผลกระทบของข่าวสงครามต่อจิตใจ แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่การเสพข่าวที่มีเนื้อหารุนแรงต่อเนื่อง เช่น ภาพความเสียหาย ความสูญเสีย หรือคำพูดสร้างความเกลียดชัง อาจก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะเครียดจากการรับรู้ภัยพิบัติ “vicarious trauma” หรือ การไถหน้าจอหาแต่ข่าวร้ายอย่างไม่รู้ตัว จนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต“doomscrolling”
  2. สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเครียดจากข่าว คือ รู้สึกวิตกกังวลมากผิดปกติ หลับยาก ฝันร้าย หรือหลับไม่สนิท อารมณ์หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือหมดแรงจูงใจ รู้สึกผิดที่ตัวเองใช้ชีวิตปกติในขณะที่คนอื่นกำลังทุกข์
  3. วิธีบริหารความเครียดจากการเสพข่าว โดยจำกัดเวลาเสพข่าว: กำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนในการติดตามข่าว เช่น วันละ 15-30 นาที, เลือกแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้: หลีกเลี่ยงข่าวปลอมหรือสื่อที่เน้นการกระตุ้นอารมณ์, สร้างสมดุลด้วยเนื้อหาบวก: สลับไปดูข่าวดี เรื่องสร้างแรงบันดาลใจ หรือคลิปเบาสมอง, ฝึกสติและการหายใจลึก: เทคนิคง่ายๆ เช่น หายใจเข้า-ออกช้าๆ 5 นาที ช่วยให้ใจสงบ, ใช้พลังไปในทางที่ดี: หากรู้สึกอยากช่วยเหลือ อาจบริจาคเงิน หรือสนับสนุนองค์กรช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
  4. หมั่นดูแลตัวเอง โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว หากความเครียดกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้ชำนาญการเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม การเสพข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ แต่การดูแลใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กันในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่าลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของคุณเองด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกส่งเสริมสุขภาพจิต โทร. 1507 I Line: @navavej

‘ตรวจ TEE หัวใจ’ ส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร ทางเลือกวินิจฉัยเพื่อภาพหัวใจที่คมชัด

10 กันยายน 2569 เวลา 06:35 น.

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านผนังทรวงอก (Transthoracic Echocardiography: TTE หรือ Echo) ถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่แพร่หลาย แต่ในผู้ป่วยบางราย ผลภาพถ่ายอาจยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น “การตรวจ TEE หัวใจ” (Transesophageal Echocardiography) หรือการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและรอยโรคภายในหัวใจได้อย่างละเอียดและคมชัดจากมุมมองที่ใกล้กว่าเดิม

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า การตรวจ TTE เป็นการใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์ชนิดพิเศษสอดผ่านทางปากเข้าสู่หลอดอาหาร ซึ่งตำแหน่งของหลอดอาหารจะอยู่ใกล้กับหัวใจมากกว่าการตรวจผ่านผนังทรวงอกภายนอก จึงช่วยให้แพทย์ประเมินทั้งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้อย่างละเอียดด้วยภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูง โดยไม่ใช้รังสี จึงมีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดรังสีสะสม สามารถประเมินตำแหน่งที่มองเห็นได้ยากจากการตรวจ Echo ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจเทียม ผนังกั้นหัวใจ ลิ่มเลือดภายในหัวใจ ภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณใกล้หัวใจ 

สำหรับการนำมาใช้งาน แพทย์มักพิจารณาส่งตรวจ TEE ในกรณีที่ผล Echo ปกติให้ข้อมูลไม่เพียงพอ สงสัยความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือการทำงานของลิ้นหัวใจเทียม ตรวจหาลิ่มเลือดและภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ประเมินความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจทั้งที่เป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ประเมินภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนทรวงอกโป่งพองหรือฉีกขาด รวมถึงใช้ประกอบการทำหัตถการ ผ่าตัดหัวใจ และติดตามผลหลังการรักษา 

ก่อนเข้ารับการตรวจ ผู้ป่วยควรงดอาหารและเครื่องดื่มตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด แจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทาน ประวัติการแพ้ยา และประวัติโรคหรือการผ่าตัดบริเวณหลอดอาหารให้แพทย์ทราบ พร้อมถอดฟันปลอมหรืออุปกรณ์ในช่องปาก และควรมีผู้ดูแลเดินทางมาด้วยหากแพทย์พิจารณาให้ยาช่วยผ่อนคลาย

กระบวนการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที (รวมเวลาเตรียมตัวและพักสังเกตอาการประมาณ 1–2 ชั่วโมง) ดำเนินการโดยแพทย์และทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด เริ่มจากการวัดสัญญาณชีพ ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดัน ระดับออกซิเจน เปิดสายน้ำเกลือ และพ่นยาชาบริเวณลำคอ ซึ่งบางรายอาจได้รับยาระงับความรู้สึกแบบรู้สึกตัวร่วมด้วย จากนั้นผู้ป่วยจะนอนตะแคงซ้าย ใส่อุปกรณ์ป้องกันการกัดหัวตรวจ แพทย์จะค่อยๆ สอดหัวตรวจผ่านปากเข้าสู่หลอดอาหาร เพื่อประเมินและบันทึกภาพหัวใจจากหลายมุมมอง โดยผู้ป่วยยังคงหายใจได้ตามปกติ เมื่อตรวจเสร็จแพทย์จะนำหัวตรวจออกและให้ผู้ป่วยพักสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

 “หลังตรวจเสร็จ ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ตามปกติ แต่ควรงดน้ำและอาหารจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ เพื่อป้องกันการสำลัก โดยเริ่มจากการจิบน้ำก่อน หากไม่สำลักจึงเริ่มรับประทานอาหารได้ และควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหากได้รับยาผ่อนคลาย” แพทย์หญิงทรายด้า กล่าว

แม้ว่าการตรวจ TEE จะมีความปลอดภัยสูง แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง เช่น เจ็บคอ บาดเจ็บที่ฟันหรือเหงือก เลือดออกเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราว หรือปฏิกิริยาจากยาระงับความรู้สึก ส่วนการบาดเจ็บหรือทะลุของหลอดอาหารนั้นพบได้น้อยมาก โดยทั่วไป หากมีอาการระคายคอเล็กน้อยจะหายได้เองใน 1–2 วัน แต่หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก กลืนลำบากมากขึ้น อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ฟันผุ เริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนม: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หนึ่งในคำถามที่หมอณันได้ยินจากผู้ปกครองบ่อยที่สุดคือ “ฟันน้ำนม เดี๋ยวก็หลุด ไม่จำเป็นต้องดูแลมากก็ได้ใช่ไหมคะ”

คำถามนี้ฟังดูธรรมดา แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาฟันผุในเด็กจำนวนไม่น้อย และเป็นเหตุผลที่วันนี้หมอณันเลือกหยิบเรื่อง ฟันน้ำนม มาเล่าเป็นเรื่องแรกๆ ในคอลัมน์นี้ เพราะปัญหาฟันของผู้ใหญ่จำนวนมาก มักมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก โดยที่ทั้งเด็กและผู้ปกครองไม่รู้ตัว

ในความเป็นจริง ฟันน้ำนมไม่ได้เป็นแค่ฟันชั่วคราว แต่มีความสำคัญต่อสุขภาพช่องปากและพัฒนาการของเด็ก

มากกว่าที่หลายคนคิด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ปัญหาที่เริ่มจากฟันน้ำนม อาจส่งผลต่อสุขภาพช่องปากของเด็กในระยะยาวได้

ฟันน้ำนม สำคัญอย่างไร

ฟันน้ำนมไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยให้เด็กเคี้ยวอาหาร แต่ยังมีบทบาทต่อการพูด การเจริญเติบโตของขากรรไกร

และเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของฟันแท้ในอนาคต เมื่อฟันน้ำนมผุ เป็นรู หรือสูญเสียก่อนเวลา เด็กอาจมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร เกิดอาการเจ็บปวด รับประทานอาหารได้น้อยลง ไม่สามารถรับสารอาหารที่เหมาะสมตามวัยได้เต็มที่ บางรายอาจขาดเรียน และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงอาจส่งผลให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่งในอนาคต และทำให้การรักษาซับซ้อนมากขึ้น

ฟันผุในเด็ก เกิดจากอะไร

ฟันผุเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ร่วมกับน้ำตาลในอาหาร เด็กเล็กที่ได้รับนมหวาน น้ำหวาน หรือขนมที่มีน้ำตาลเป็นอาหารว่างบ่อยครั้ง ขณะเดียวกันยังทำความสะอาดฟันได้ไม่ดีพอ จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่าย ที่สำคัญ ฟันผุในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ เด็กอาจไม่บ่นปวด ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่ามีปัญหา จนกระทั่งฟันผุลุกลามและต้องรักษามากขึ้น

ฟันผุไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเดียว

เด็กที่มีฟันผุตั้งแต่อายุน้อย มักมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุในฟันแท้สูงขึ้น หากไม่มีการปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การป้องกันฟันผุ จึงควรเริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนม และเป็นความร่วมมือของทั้งเด็กและผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้ปกครอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแล สอน และสร้างพฤติกรรมที่ถูกต้อง ในช่วงวัยที่เด็กยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่

ดูแลฟันน้ำนมอย่างไรให้ห่างไกลฟันผุ

เริ่มทำความสะอาดฟันตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมตามวัย เลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์  พาเด็กไปตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ  การดูแลเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพช่องปากในระยะยาว

ฟันดี เริ่มตั้งแต่วันแรก

ฟันผุไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นผลสะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การเริ่มต้นดูแลฟันตั้งแต่ฟันน้ำนม จึงเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ผู้ปกครองมอบให้ลูกได้ เพราะฟันที่แข็งแรงในวันนี้ คือรอยยิ้มที่มั่นใจในวันข้างหน้า

เรียบเรียงโดย หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงเปิดงาน ‘สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28’

9 กันยายน 2569 เวลา 16:34 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28” โดยมีวัตถุประสงค์หลักการจัดงานเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ผลงาน ของทหารทุพพลภาพสมาชิกสายใจไทยและครอบครัวให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงเป็นประธานเปิดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ ๒๘” โดยได้รับเกียรติจากนักร้องกิตติมศักดิ์ รัดเกล้า อามารดิษ ขับร้องเพลงอันไพเราะบทเพลงพระราชนิพนธ์ชื่อเพลง “รัก” หน้าพระที่นั่ง ต่อด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยประกอบการแสดง ชุด “ใต้ร่มฉัตรรัตนโกสินทร์ 2569” และการแสดงแบบเสื้อด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายฝีมือการออกแบบลวดลายของสมาชิกสายใจไทยที่มีความงดงามกว่า 8 ลาย ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แสดงแบบกิติมศักดิ์ กว่า 50 ท่านให้การสนับสนุนพร้อมด้วยการแสดงแบบเสื้อชุดพิเศษจากนักแสดงสาวแสนสวยมากด้วยคุณภาพ แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ควบคุมการแสดงโดย ต้อ มารุต สาโรวาท และพิธีกรชื่อดัง นีโน่ เมทนี บุรณศิริ รับหน้าที่ดำเนินรายการหน้าพระที่นั่งตลอดงาน

ภายในงานมีสินค้ามากมายวางจำหน่าย เช่น งานทำลวดลายบนแก้ว แก้วรูปทรงต่างๆ เช่น แก้วน้ำ แก้วไวน์ แจกัน ฯลฯ แกะสลักลายที่ต้องการด้วยมีดคัตเตอร์แล้วพ่นทรายเพื่อให้เกิดลายที่ชัดเจนบนเนื้อแก้ว การติด Decal หรือรูปลอกน้ำ, งานเครื่องหนัง เป็นผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยหนังแท้ หนังเทียม หนังประกอบผ้า ฯลฯ เช่น กระเป๋าถือสุภาพสตรีหลากหลายรูปแบบ หมวก ที่ใส่ปากกา เป็นต้น งานพู่กันระบายสี (ชิ้นงานไม้ / ชิ้นงานกระเบื้อง) เป็นการทำลวดลายบนไม้และกระเบื้องหลากหลายรูปแบบ เช่น พานไม้มะม่วงลายพวงมาลัย แจกันลายผ้าไทย ตลับไม้ ตลับกระเบื้อง เชิงเทียน แจกัน หรือชุดกาแฟ ลายต่างๆ เป็นต้น งานผลิตภัณฑ์ผ้า ผ้าไหมพิมพ์ลาย เนคไท ผ้าเช็ดมือและผ้าพันคอที่มีลวดลายให้เลือกมากมาย รวมถึงการ ตัดเย็บเสื้อในแบบใหม่และกระเป๋าผ้าทรงต่างๆ

ผลิตภัณฑ์สายใจไทย ในปี 2569 มีสินค้าดังนี้ กระเป๋าหนังแท้ ฝีมือประณีตแบบใหม่ๆ งานวาดกระเบื้อง ลาย 8 เซียน งานพู่กันระบายสี ชุดชา ชุดกาแฟ แก้วมัค และแจกันทรงต่างๆ กระเป๋าหลากหลายรูปทรงและลวดลายหลากสี ชุดของขวัญของฝาก เช่น โคมไฟ เสื้อมูมู่ ชุดเครื่องแก้ว ผ้าไหมพิมพ์ลาย ฯลฯ นอกจากรายการสินค้าที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีร้าน “ครัวสายใจไทย” ที่ชาวสายใจไทยภูมิใจเสนอนำมาจำหน่ายภายในงานเหมือนเช่นเค อีกทั้ง จะมีการแสดงดนตรีจากหลากหลายสถาบันการศึกษามาร่วมบรรเลงเพลงเพราะๆ ให้ได้รับฟังทุกวันตลอดการจัดงาน

ราชบัณฑิตยสภา ร่วมรำลึก 50 ปี ‘พระองค์วรรณฯ’ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์

9 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

ราชบัณฑิตยสภา จัดการประชุมวิชาการเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” และงาน “งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน  2569 ณ ห้องประชุมบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร รับมอบโล่เทิดพระเกียรติน้อมรำลึกถึง “พระองค์วรรณ” จากนายกราชบัณฑิตยสภา

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล พร้อมด้วยทายาทราชสกุล “วรวรรณ” นำโดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร-จิตริก เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ ร่วมด้วย ม.ร.ว.ภาวรี และลูกๆ แจ่มจรัส-ทิมทอง สุชีวะ และ ม.ล.ฤดีชนก โพธิทัต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า “พระปรีชาสามารถของพระองค์มิได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หากแต่เป็นการเชื่อมโยงภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การต่างประเทศ และความรู้สมัยใหม่เข้าด้วยกัน ทรงแสดงให้เห็นว่าความเป็นไทยกับความเป็นสากลมิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ตรงกันข้าม ประเทศไทยสามารถอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างสง่างาม ก็เมื่อเราเข้าใจรากเหง้าของตนเอง และในขณะเดียวกันก็เรียนรู้ประชาคมโลกด้วย”

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ
เศรษฐบุตร ธิดา “พระองค์วรรณ”

“งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” จัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 ประกอบด้วยการบรรยายและเสวนา ช่วงเช้าเริ่มด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา  รักษมณี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรยายพิเศษเรื่อง “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก” และต่อด้วยการเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” โดย รศ.ดร.นววรรณ  พันธุเมธา ราชบัณฑิต  ดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต และ ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ อดีตคณบดี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงการวิทยาลัย เป็นวิทยากร และ ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก เป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

ศ.ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์  ราชบัณฑิต, ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ศ.ดร. ทพญ.วรานันท์ บัวจีบ  ราชบัณฑิต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน

ในช่วงบ่ายมีการเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” ต่อเนื่องจากวันแรก โดยนำเสนอในภาคที่ 5 เรื่อง “ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต” โดย ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก เป็นผู้เสนอหลัก  ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ เป็นประธานและผู้วิจารณ์ และภาคที่ 6 เรื่อง “อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัฒน์” โดย ศ.ดร.ณัชชา  พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต เป็นผู้เสนอหลัก  ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล  วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต เป็นประธานและผู้วิจารณ์

ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ, ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, จินตนา – กษิต ภิรมย์ และดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต

ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา  รักษมณี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรยายพิเศษเรื่อง พระองค์วรรณฯ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก”

ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล, รศ.ดร.นววรรณ  พันธุเมธา ราชบัณฑิต  ดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต และ ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ ในการเสวนาเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระองค์วรรณฯ

ท่านผู้หญิงวิวรรณ  วรวรรณ เศรษฐบุตร ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะทายาทดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้มาร่วมประชุมวิชาการและรำลึกถึงท่านพ่อในวันสำคัญนี้  ด้วยความมุ่งมั่นเอาพระทัยใส่ในการทรงงานที่ได้รับตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก แม้จะไปทรงงานด้านอื่น แต่ท่านก็กลับมาทรงงานที่ราชบัณฑิตสภาตราบจนวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อคราวครบรอบวันประสูติ 125 ปี ราชบัณฑิตยสภาถวายพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” นับเป็นการรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยเกียรติสูงสุด และในวันนี้ราชบัณฑิตยสภายังได้จัดงานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ มีการบรรยายและเสวนาวิชาการโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและบัญญัติศัพท์ เป็นการเผยแพร่ผลงานและสืบสานมรดกทางวิชาการให้แก่คนรุ่นใหม่ ตามพระปณิธานของท่านพ่อในการอนุรักษ์ภาษาไทยคือ “รักโดยชอบ รักโดยใช้ รักโดยชู”

ศ.ดร.ณัชชา  พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต และ  ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล  วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต

ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต มอบหนังสือเรื่อง “การรับคำภาษาอื่นมาใช้ในภาษาไทย” แก่ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร