‘แด๊ดดี้ปุ่น’มอง! ดีลโจ๊ก-ส้ม จะชัวร์หรือมั่วนิ่ม รอหลังวันเลือกตั้งรู้กัน

'แด๊ดดี้ปุ่น'มอง! ดีลโจ๊ก-ส้ม จะชัวร์หรือมั่วนิ่ม รอหลังวันเลือกตั้งรู้กัน

‘แด๊ดดี้ปุ่น’มอง! ดีลโจ๊ก-ส้ม จะชัวร์หรือมั่วนิ่ม รอหลังวันเลือกตั้งรู้กัน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

วันที่ 20 มกราคม 2569 น.ต.ศิธา ทิวารี  หรือ แด๊ดดี้ปุ่น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “น.ต.ศิธา ทิวารี – Sita Divari” ระบุว่า เฮียชูออกมาแฉ ส้มดีลกับโจ๊ก ถ้าเอา สส.ใต้เข้าสภาฯได้เกิน 10คน บิ๊กโจ๊กจะได้เป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ ข่าวโต้กันไปมา ทุกช่องทุกสื่อเล่นข่าวกันเต็มฟีด เปลืองเนตชะมัด 

ผมเป็นส้มจะไม่โต้กับเฮียชู ให้เสียเวลาหาเสียง ก็แค่ขอบคุณเฮียเค้าที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ แล้วก็เชิญชวนคนใต้ให้เลือกพรรคส้มให้ได้ สส.ทะลุเป้า ตามที่เฮียบอกไว้ แล้วมาลุ้นว่าดีลนี้ มีจริงหรือไม่

>> ถ้าพรรคส้มได้ สส.ภาคใต้ทะลุเป้า แล้วโจ๊กได้เป็นรองนายกคุม ตร.จริง คนใต้ที่เชียร์โจ๊กก็จะได้ดีใจ ความจริงก็จะปรากฏเองว่า อาจจะมีดีลจริงตามที่เฮียแกแฉ 

>> ถ้าได้ สส.ทะลุเป้า แต่โจ๊กไม่ได้เป็นรองนายกฯ พรรคก็ไม่จำเป็นต้องออกมาตอบโต้อะไร ปล่อยเฮียชูแกออกโรงออกตัวเอง ว่าทำไมโจ๊กไม่มาตามนัด 

>> ถ้า สส.ใต้ไม่ได้ตามเป้า แบบนี้สิค่อยน่าเป็นห่วง สส.ก็ได้น้อย คอการเมือง โดยเฉพาะคนใต้ ซึ่งสนใจและชอบติดตามการเมืองอยู่แล้ว ก็จะหงุดหงิดเลยทีนี้ ความจริงไม่กระจ่าง ไม่รู้ว่าดีลโจ๊กที่ว่านี้ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม 

จะโต้กันยังไง ถ้ายังไม่ถึงวันเลือกตั้ง ยังไม่ถึงวันที่พรรคใดได้จัดตั้งรัฐบาล เถียงกันให้คอแตก ประชาชนคนดูก็ยังไม่กระจ่าง ความจริงยังไม่ปรากฎอยู่ดี

เอาเวลาไปหาเสียง & ดีเบทกัพรรคการเมืองอื่น ให้ประชาชนพิจารณาว่า

 – เลือกตั้งครั้งนี้ เราควรจะเลือกใคร? 

 – เลือกแล้วประเทศไทยจะเดินไปทางไหน?

เป็นประโยชน์ กับประเทศ มากกว่าครับ

พระราม 2 ต้องจบ โกศล ลั่น หลังปี 70 ห้ามมีโครงการใหม่

พระราม 2 ต้องจบ โกศล ลั่น หลังปี 70 ห้ามมีโครงการใหม่

พระราม 2 ต้องจบ โกศล ลั่น หลังปี 70 ห้ามมีโครงการใหม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

วันที่ 20 มกราคม 2569 นายโกศล ตาลทอง ผู้สมัคร สส. สมุทรสาคร เขต 1 เบอร์ 8 พรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศจุดยืน เดินหน้าทวงคืนความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตให้พี่น้องชาวสมุทรสาครและผู้ใช้ถนน ถนนพระราม 2

นายโกศลระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ยืดเยื้อมานาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การขนส่ง และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการ “เอาจริง เอาจัง และเด็ดขาด” เพื่อยุติมหากาพย์นี้ให้จบสิ้น

โกศล ตาลทอง

“ในฐานะ ผู้สมัคร สส. เขต 1 ผมจะเข้าไปดูแลความคืบหน้าการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด หากพบผู้รับเหมาดึงงาน ล่าช้า หรือทำงานไม่ได้มาตรฐานจนเกิดอันตราย จะต้องสั่งแบนและสั่งหยุดงานทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น” นายโกศล กล่าว

นายโกศล ย้ำว่า หลังปี 2570 ต้องไม่มีการอนุมัติโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือ Mega Project ใหม่บนถนนพระราม 2 อีกต่อไป เพื่อคืนผิวจราจรให้ประชาชน และให้ถนนสายนี้กลับมาทำหน้าที่เป็นเส้นทางหลักสู่ภาคใต้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โกศล ตาลทอง

เลือกตั้ง 69 เงินเฟ้อหนัก นักวิชาการ เชื่อ ค่าหัวพุ่ง 7500 บาท ปิดเกมเขตเดือด

เลือกตั้ง 69 เงินเฟ้อหนัก นักวิชาการ เชื่อ ค่าหัวพุ่ง 7500 บาท ปิดเกมเขตเดือด

เลือกตั้ง 69 เงินเฟ้อหนัก นักวิชาการ เชื่อ ค่าหัวพุ่ง 7500 บาท ปิดเกมเขตเดือด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันนี้ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่ออัตราซื้อเสียง 7,500 บาทเป็นไปได้ โดยเฉพาะพื้นที่ผู้สมัครย้ายพรรค ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยเงินแลกกับภาพลักษณ์-ข้อสงสัยโหวตเตอร์ คาดยิ่งใกล้เลือกตั้งราคาจะสูงขึ้นอีก เกิดเป็นสถานการณ์ “เงินเฟ้อทางการเมือง” ที่ผู้สมัครต้องควักกระเป๋าเพื่อ “เปิดเกม” ในพื้นที่แข่งขันดุ ระบุสังคมไทยดื้อยา เงินจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน ทางแก้คือกินปลาแต่ไม่กินเบ็ด ต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่แค่ “ไม่ดี” แต่ต้อง “ไม่คุ้ม” จนนักการเมืองลังเล

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งเจ้าของผลงานหนังสือ “จัดแบ่งแข่งอำนาจ สัณฐานพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง” เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่อัตราการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง จะสูงถึง 3,000-7,500 บาท โดยเฉพาะในกลุ่มเครือข่ายผู้สมัครที่มีการย้ายพรรคหนึ่งไปยังอีกพรรคหนึ่ง ที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านเงินตรา เพราะการย้ายพรรคในพื้นที่เดิมนั้นต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของตัวเองและแลกกับความสงสัยของโหวตเตอร์ที่อิงพรรคอิงจุดยืน ฉะนั้นแล้วถือว่าต้นทุนเสียตั้งแต่เริ่ม

นักวิชาการ

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ในมุมของผู้สมัครถือว่าการจ่ายเงินไปแล้วเป็นการสร้างบุญคุณไปแล้ว ซึ่งจะได้รับคะแนนเสียงหรือไม่ก็คงไม่ทราบได้ แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือในวัฒนธรรมแบบไทยๆ ก็ค่อนข้างโอบรับอะไรแบบนี้อยู่ ส่วนเพดานอัตราการซื้อเสียงที่อาจจะสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะมี สส. อดีต สส. บ้านใหญ่ บ้านใหม่ ย้ายพรรคกันมาก ประกอบกับมีเงินนอกระบบไหลเข้ามามาก ทำให้เกิดความกล้าได้กล้าเสียที่จะจ่ายเพิ่มจนดันเพดานราคาให้สูงขึ้นตาม

“ในเขตที่ผลคะแนนครั้งที่แล้วแตกต่างกันไม่เยอะ หรือมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต้องซื้อเพื่อปิดเกม ราคาเลยสูง อีกประเด็นคือโครงสร้างหัวคะแนน หากไม่เข้มแข็งพอก็จะทำให้มีการดันราคาขึ้นไปอีก ประกอบกับเศรษฐกิจรายพื้นที่ จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อทางการเมือง คือเงินที่จ่ายเทียบกับรายได้ในชีวิตประจำวันแล้วไม่สอดรับซึ่งกันและกัน” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า มีความเป็นไปได้อีกว่าสุดท้ายอัตราราคาจะไม่ได้จบเพียงแค่ตามที่ผลโพลนำเสนอคือ 7,500 บาท โดยเฉพาะการแข่งขันในสภาพที่ระบบระเบียบไม่ได้รับการป้องกัน เมื่อมีพรรคที่ใช้เงินน้อยหรือไม่ใช้เงินได้รับกระแสเยอะอยู่ พรรคที่มีอำนาจเงินก็ต้องทุ่มมากขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าอำนาจเงินไหลไปหาอำนาจรัฐได้ ยิ่งวันเลือกตั้งใกล้เข้ามาการแข่งขันก็จะยิ่งสูงขึ้นตามผลโพลที่เปิดเผยออกมาในแต่ละระยะ ซึ่งมีอีกกรณีคือผู้สมัครบางรายอาจพบว่าสู้ไปแล้วผลโพลกลับยังแพ้ก็อาจไม่จ่ายเพิ่มแล้ว เก็บเงินไว้แล้วหยุดหาเสียงไปดื้อๆ

“การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เงินสู้กับกระแสอย่างจริงจัง สังคมเราดื้อยาขึ้นเยอะ ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรณรงค์การปลอดการซื้อเสียง ไม่ทำให้การซื้อเสียงมันเป็นของแปลกหน้าที่ไม่ควรยอมรับ แต่กลับยอมรับการมีอยู่และยังประกันความสำเร็จให้กับคนที่ซื้อเสียงอีกด้วย การซื้อเสียงเลยกลายเป็นยาสามัญติดบ้านช่วงเลือกตั้ง ที่คนซื้อได้ใจ คนรับได้ตังค์ คนชนะได้ตำแหน่งไป” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากผลโพลพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าจะไม่ขอเลือกผู้ที่จ่ายเงิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็สะท้อนว่าการรณรงค์ของพรรคการเมืองที่ใช้กระแส ขายความคิด ขายนโยบาย มีผลทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากินเหยื่อแต่ไม่กินเบ็ด คือรับเงินแต่ไม่เลือก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพียงการต่อรองหรือเพื่อปั่นหั่งเช้งหรือปั่นกระแสหรือไม่ ถ้าใช่จะยิ่งเป็นเรื่องอันตรายเพราะจะไม่ต่างไปจากการประมูล คือเมื่อประมูลจบ คนที่ชนะก็ไปประมูลต่อกับโครงการของรัฐฯ กับเงินของแผ่นดิน แล้วก็วนเป็นวงจรอุบาทว์อยู่แบบนี้ สาเหตุที่ประเทศไทยติดหล่มทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็มาจากมาการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ซื่อตรง ตรงนี้คือปัญหา

“หากการซื้อเสียงสำเร็จย่อมสะท้อนว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประเทศหรือเพื่อตัวของผู้สมัครและประชาชนเองในระยะยาว แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์นิยมเบื้องหน้า ซึ่งเรื่องนี้จะโทษผู้รับเงินอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องพูดกันถึงระบบที่อ่อนแอจนพาสถานการณ์มาถึงจุดนี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มการซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการเมืองเริ่มผลักจากกระแสเป็นกระสุน จากการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และนโยบายกลายมาเป็นการประมูลเสียง ที่สำคัญคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจยังทำงานในลักษณะเชิงรับมากกว่ารุก ทำเชิงตรวจสอบมากกว่าการป้องกัน หากบุคลากรไม่เพียงพอก็ควรเพิ่มการบูรณาการทางข้อมูลและกำลังคนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ฯลฯ เพราะอำนาจหลังจากมีการยุบสภาย่อมไหลกลับไปยัง กกต. เพื่อให้บริหารจัดการเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริต ยุติธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ทว่าส่วนตัวยังไม่เห็นการใช้อำนาจนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งพิจารณาได้จากผลงานของ กกต.ชุดแรก กับชุดหลัง

“คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจะไม่มีการซื้อเสียง แต่ผมยังมีความหวังและคิดว่ายังมีหนทางคือ คนไทยต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องทำให้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้ม คือต้องทำให้ผู้ซื้อเสียงมีความเสี่ยงขึ้นและทำยากขึ้นจนคนจ่ายเริ่มลังเล เราต้องช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปรับตัวและจัดระเบียบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น จึงอยากให้ทุกคนไปช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยกันในวันที่ 8 กุมภานี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

‘ศุภชัย’จ่อฟ้อง‘พรรคส้ม-จตุรงค์’ใส่ร้าย‘อนุทิน’เป็นญาติกับ‘อิตาเลียนไทย’ ยันดำเนินคดีถึงที่สุด

‘ศุภชัย’จ่อฟ้อง‘พรรคส้ม-จตุรงค์’ใส่ร้าย‘อนุทิน’เป็นญาติกับ‘อิตาเลียนไทย’ ยันดำเนินคดีถึงที่สุด

‘ศุภชัย’จ่อฟ้อง‘พรรคส้ม-จตุรงค์’ใส่ร้าย‘อนุทิน’เป็นญาติกับ‘อิตาเลียนไทย’ ยันดำเนินคดีถึงที่สุด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

‘ภท.’เอาจริง! เตรียมฟ้อง‘พรรคส้ม-จตุรงค์’ใส่ร้าย‘อนุทิน’ โยงเป็นญาติกับ‘อิตาเลียนไทย’ ยันดำเนินคดีถึงที่สุด ขู่โทษถึงขั้น‘กก.บห.’พ้นทั้งคณะ แถมอาจติดคุก

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ช่วงนี้การเลือกตั้งใกล้จะมาถึง การหาเสียงก็มีความเข้มข้นขึ้น กระบวนการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จบิดเบือนก็มีมาในทุกช่องทาง เมื่อเร็วๆ นี้พรรคประชาชนก็ออกมาระบุว่าถูกใส่ร้าย มีการยื่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิด หลังมีข่าวว่าผู้สมัครท่านหนึ่งของพรรคประชาชนถูกจับฟอกเงินเกี่ยวข้องกับการทำผิดเรื่องยาเสพติด แต่พอมาเป็นเรื่องที่ผมได้เรียกร้องให้พรรคประชาชนออกมาชี้แจงตักเตือน ระงับการกระทำของนายจตุรงค์ หิรัญกาญจน์ อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ได้โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ กล่าวหาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท อิตาเลียนไทย พยายามโยงว่าเป็นเครือญาติกันนั้น จนถึงวันนี้พรรคประชาชนก็ยังเพิกเฉย แต่พอพรรคตัวเองถูกกล่าวหาก็จะมีการไปร้องกกต.ดำเนินคดีกับคนอื่น 

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยจะมีการไปดำเนินคดีกับหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคประชาชนในความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. ซึ่งจะมีโทษทางอาญา ในส่วนของกรรมการบริหารพรรค มาตรา 22 ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะต้องคอยควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมายข้อบังคับ รวมทั้งประกาศระเบียบต่างๆ และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสส. คณะกรรมการจะต้องมีหน้าที่ควบคุมกำกับมิให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กระทำการในลักษณะอันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจจะเป็นคุณเป็นโทษแก่บุคคลใด ซึ่งสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นทางตรงทางอ้อม 

“ถ้าปรากฏว่า การดำเนินการดังกล่าว นายทะเบียนพรรคการเมืองได้แจ้งให้ระงับแล้วไม่ดำเนินการ ตรงนี้ก็จะมีโทษทางปกครอง คือ พรรคการเมืองนั้นจะถูกนายทะเบียนมีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพ้นทั้งคณะ จึงเป็นเรื่องที่ผมพยายามเตือนให้ทราบแล้วว่า ให้ดำเนินการไประงับยับยั้งเสีย เรื่องนี้มีโทษอย่างที่ว่าแล้ว และมีโทษทางอาญาด้วยจำคุกตั้งแต่ 7 ปี ถึง 15 ปี ปรับตั้งแต่ 140,000 บาท ถึง 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะไปแจ้งความดำเนินคดีอาญากับนายจตุรงค์ ทำผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. มาตรา 73 แล้วก็ดำเนินคดีในข้อหาเอาข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะดำเนินการให้ถึงที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะดำเนินคดีกับพรรคประชาชน และจะไปร้องต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เรื่องนี้ต้องการทำให้เป็นเยี่ยงอย่าง ให้ท่านทำการเมืองให้สะอาดอย่างที่ปากท่านพูด ไม่ใช่พูดอย่างทำอีกอย่าง พูดเรื่องขาว แต่ท่านทำเทา ทำดำ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าสังคมจะต้องเข้ามาสนใจ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และเราจะดำเนินคดีกับท่านจนถึงที่สุด” นายศุภชัย กล่าว

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา’อิตาเลียนไทย’ ชี้เหตุไฟไหม้ซ้ำยังไม่ทำอะไรให้ปลอดภัย

'นายกฯ'จี้หาช่องยกเลิกสัญญา'อิตาเลียนไทย' ชี้เหตุไฟไหม้ซ้ำยังไม่ทำอะไรให้ปลอดภัย

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา’อิตาเลียนไทย’ ชี้เหตุไฟไหม้ซ้ำยังไม่ทำอะไรให้ปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘นายกฯ’จี้ฝ่ายปฏิบัติหาวิธีบอกเลิกสัญญา’อิตาเลียนไทย’ให้ได้ ชี้เครนถล่มฟ้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำลายหลักฐาน หากไฟไหม้จริง แสดงว่ายังไม่ทำอะไรให้ปลอดภัย 

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนีนบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุไฟไหม้ซ้ำบริเวณเครนถล่ม ถ.พระราม 2 ว่า ตนเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดี๋ยวคงมีการรายงานเข้ามา อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการคือกรมทางหลวง ก็ต้องดำเนินการ 

เมื่อถามว่า รัฐบาลมีการคาดโทษใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คาดโทษแต่ให้ดำเนินการ โดยรัฐบาลให้ดำเนินการทางปกครอง หาวิธีบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา  ซึ่งรัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คู่สัญญา แต่เป็นนโยบายที่แจ้งให้กับหน่วยงานรับผิดชอบโครงการซึ่งต้องดำเนินการ ถ้าเขาไม่ดำเนินการก็มีความผิดเท่านั้นเอง โดยในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว

เมื่อถามว่า นายกฯในฐานะวิศวกรเหตุไฟไหม้ดังกล่าวถือเป็นการทำลายหลักฐานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามตนในฐานะวิศวกร เราต้องวางแผนงานควบคุมและใส่ใจ ในแต่ละประเภทของงาน ซึ่งมีทั้งเสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก เสี่ยกลาง ซึ่งงานที่เสี่ยงมากๆ คืองานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ก็ต้องให้ความใส่ใจ และระมัดระวังให้มาก ต้องมีความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทข้ามชาติที่ตนเคยเป็นวิศวกรคุมงาน ตนเคยได้รับรางวัลเนื่องจากไม่มีอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต30ล้านชั่วโมง Lost time accident ซึ่งไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค โชคดี หรือจุดธูปเส้นไหว้ แต่มาจากการวางแผน และความใส่ใจการควบคุมงานที่เข้มข้น 

เมื่อถามย้ำว่า มีการตั้งข้อสังเกต เหตุไฟไหม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือเป็นการทำลายหลักฐาน นายอนุทิน กล่าวว่า จะเป็นการไปทำลายหลักฐานได้อย่างไร ถ่ายรูปกันไปชัดเจนแล้ว หลักฐานก็คือเครนที่ร่วงลงมา ซึ่งเป็นความเสียหายทางโครงสร้างทางวิศวกรรม จะไปเผาเหล็กเผาเครนตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เอกสารก็ไม่ได้ต้องการ เพราะถ้าเอกสารดีอย่างไรแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันฟ้องดีกว่าเอกสาร 

เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐและช่วยเหลือเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง นายอนุทิน กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ตนได้มอบนโยบายต่อกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ว่าต้องไม่ฟังเงื่อนไขในสัญญา แต่มันมีเรื่องของกฎหมายทางปกครอง ให้ไปดำเนินการ เพราะมันเป็นภัยและอันตรายต่อสาธารณะ ทำให้ประโยชน์ของสาธารณะเสียไป รวมไปถึงความมั่นใจของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ไม่เว้นแม้แต่ความมั่นใจของคนในชาติวันนี้ กลายเป็นว่า ถ.เพชรเกษม รถติด เพราะไม่มีคนอยากวิ่งผ่าน ถ.พระราม 2 เราลงทุนก่อสร้างไปเท่าไหร่เราก็ต้องสร้างความมั่นใจตรงนี้ คนที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจคือคนที่ก่อสร้าง และผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ตอนที่ตนบอกว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ก็มีคนว่าไม่ใส่ใจ แต่ตอนที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก็บอกว่าระวังเสียค่าโง่ แต่ถ้าทำตรงนี้แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนระเบียบการควบคุมต่างๆ ได้ เพราะทุกอย่างมีต้นทุน ตนก็ไม่คิดว่าคำว่าเสียค่าโง่คืออะไร คือบริษัทไปฟ้องหรือ เครนล้มลงมาขนาดนี้ มีเสียชีวิต 30 กว่าคน เหตุเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุเกิดครั้งแรกยังโอเค แต่นี่เกิดเหตุสี่ถึงห้าครั้งแล้ว แล้วจะไม่ให้รัฐทำอะไรเลยหรือ ทำแบบนี้ก็ว่าทำแบบนั้นก็ว่า ตนก็ทำในสิ่งที่ควรทำ และตนไม่ได้เป็นคนเสียค่าโง่ แค่ไปบอกให้หน่วยงานว่าต้องทำอย่างไร มันไม่โง่หรอกที่ต้องทำแบบนี้ ทำแล้วทุกฝ่ายจะได้ฉลาดขึ้น จะได้ทำอะไรด้วยความระมัดระวัง เพราะคนที่เสียหายคือประชาชน ญาติเจ้าของบริษัทเสียชีวิตเสียเมื่อไหร่ล่ะ คนสัญจรไปมา ขับรถไปมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องมาเสียชีวิตตรงนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เสียหายกับประเทศ และเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องดำเนินการไม่ต้องมานั่งนับญาติอะไรกับตน

สิ้นคิดถึงขนาดบอกว่าเอาแม่ตนไปเป็นน้องสาวของเจ้าของบริษัทอิตาเลียนไทย เป็นไปได้อย่างไร เพราะสมัยก่อน แข่งขันกันมาตลอดชีวิต มันเริ่มที่จะออกไปเรื่องอื่นแล้ว เอาเรื่องวันนี้ดีกว่าว่าหน้าที่ของรัฐบาลคืออะไร มาตรการเร่งด่วนที่ออกมาจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นหรือไม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบไปเลิกสัญญาให้ได้ก่อนเถอะ เพราะตอนนี้คุณทำให้รัฐบาลทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ความมั่นใจของคนไม่มี เตือนไปแล้วหลายครั้งก็ยังเกิดเหตุขึ้นอีก ซึ่งหากมีไฟไหม้เกิดตรงนั้น แสดงว่าคุณยังไม่ดำเนินการอะไรที่ทำให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ตรงนี้ควรหรือยังที่จะต้องมีการดำเนินการอะไร ตนทำหน้าที่ของตนแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติถ้าไม่ทำก็คาอยู่ที่เขา ประชุมครม.กี่สัปดาห์ ตนก็จะถาม รมว.คมนาคม และหลังเลือกตั้งหากตนเป็นฝ่ายค้าน ก็จะไปนั่งไล่ถาม รมว.คมนาคม ดำเนินการไปแล้วหรือยังก็แค่นี้

เมื่อถามว่า ควรจะมีไทม์ไลน์ดำเนินการเรื่องนี้ให้จบก่อนส่งไม้ต่อรัฐบาลได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ตนไปแล้ว ใครไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาล เขาก็ต้องรับผิดชอบ ตามระเบียบและกฎหมาย 

เมื่อถามว่า จะมีการยุติโครงการอื่นหรือไม่ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก นายอนุทิน กล่าวว่า เอาสองเรื่องนี้ให้ได้ก่อน

ด่วน!ฎีกายืนคุก’เจ๋ง ดอกจิก’ 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย

ด่วน!ฎีกายืนคุก'เจ๋ง ดอกจิก' 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย

ด่วน!ฎีกายืนคุก’เจ๋ง ดอกจิก’ 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีแนวร่วม นปช.ก่อการร้าย ปี 2553 หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวีระ หรือ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 20 พ.ค.2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดันต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาฯ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ส่วน นายสุขเสก หรือ สุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 มือยิงเอ็ม 79 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค.2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ทนายความนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน

โดยในวันนี้ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ลูกสาวของนายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ รักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกามาแล้ว 1 ครั้ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยที่ 7 มาฟังคำพอพากษา มิฉะนั้นจะออกหมายจับปรับนายประกัน ลูกสาวนายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก จึงได้โทรศัพท์ประสานบิดา ให้เดินทางจาก รพ.พระนั่งเกล้า มาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในสภาพอิดโรย อ่อนเพลีย มีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ

ทั้งนี้ นายยศวริศ แถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัด เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาด้วยความยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีแต่อย่างใด ผู้พิพากษาจึงได้ไปปรึกษาผู้บริหารศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

โดยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายยศวริศได้หอมศรีษะลูกสาวที่นั่งเคียงข้าง จากนั้นศาลได้ออกหมายขัง และให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวทั้งสองไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

– 006

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! ‘อนุทิน’ย้ำ’ภท.’ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! 'อนุทิน'ย้ำ'ภท.'ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! ‘อนุทิน’ย้ำ’ภท.’ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! ‘อนุทิน’ย้ำ’ภูมิใจไทย’ไม่แตะหมวด 1-2 หมวดพระราชอำนาจ พรรคอื่นอยู่ที่เงื่อนไข

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ระบุว่าให้พรรคที่บอกว่าไม่ให้ล็อคหมวด 1 หมวด 2 ควรออกมาบอกให้ชัดว่าจะแก้ส่วนไหนบ้าง เห็นด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างพรรคภูมิใจไทย เมื่อเราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ตนก็ไม่ต้องไปอธิบายอะไรเพิ่มเติม ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม

เมื่อถามว่ามีบางพรรคบอกว่าไม่ต้องเขียนล็อคไว้เพราะมีเรื่องพระราชอำนาจแทรกอยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ก็แล้วแต่

เมื่อถามอีกว่านายบวรศักดิ์ บอกว่านอกจาก หมวด 1 หมวด 2 ยังมีอีกหลายส่วนที่มีพระราชอำนาจแทรกอยู่ ท่าทีภูมิใจไทยเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ภูมิใจไทยพูดไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะพระราชอำนาจตนพูดชัดอยู่แล้วตั้งแต่ตั้งพรรค เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรเพิ่มเติมแล้ว 

ใครซื้อเสียง 7,500 ? ‘อนุทิน’ลั่น!เดี๋ยวเอา’เขาควาย’ไปครอบให้

ใครซื้อเสียง 7,500 ? 'อนุทิน'ลั่น!เดี๋ยวเอา'เขาควาย'ไปครอบให้

ใครซื้อเสียง 7,500 ? ‘อนุทิน’ลั่น!เดี๋ยวเอา’เขาควาย’ไปครอบให้

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

“อนุทิน”ยอมรับต้องเลี่ยง ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง หวั่นรบกวนคนทำงาน บอก ภท.มีสไตล์การหาเสียง ไม่จัดเวทีใหญ่เหมือนพรรคอื่น ลั่นไม่ประมาททุกพรรค ชี้ ปชช.เป็นโหวตเตอร์ ไม่สน”สุดารัตน์”ใส่เสื้ออะไร ให้ได้เป็น สส.ก็พอ ไม่รู้เรื่องซื้อเสียง 7,500 บาท บอกสื่ออย่าหลอกถาม

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง ว่า จะพยายามไม่ใช้เวลาราชการ ถึงแม้ว่าจะลาได้ก็ไม่อยากลา อย่างเวลาไปหาเสียง ตอนบ่าย 2 บ่าย 3 คนยังทำงานกันอยู่ เราจะไปกวนเวลาเขาก็ไม่ดี และเราไม่อยากใช้เวลาราชการแม้จะมีสิทธิลา ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นการเสียโอกาสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด แต่ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นการเสียโอกาสในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เสนอทุกอย่างในการที่จะทำงาน

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่แบบออร์แกนิค มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหนึ่งในการโน้มน้าวประชาชนให้เลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คำว่าออร์แกนิค คือไม่มีรูปแบบ ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำไปด้วยจิตใจที่อยากทำ และได้ประโยชน์จากการรับฟังเสียงจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การสื่อสารฝ่ายเดียว เป็นการทำให้เขาเข้าถึงตัวเรา และเขาก็บอกในสิ่งที่เขาพึงพอใจและไม่พึงพอใจ รวมถึงสิ่งที่เขาอยากได้และไม่อยากได้ รวมถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ อยากให้เราไปช่วยแก้ไข นั่นคือสิ่งที่ตนได้มาจากการลงพื้นที่แบบออร์แกนิค ไม่ได้หาเสียงอะไร ลองถามพี่น้องประชาชนเวลาลงพื้นที่แทบไม่ได้พูดคำว่าเบอร์ 37 หรือเบอร์ของผู้สมัครในเขตนั้นเลย

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราก็ทำงานและใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ทุกช่องทาง ให้ประชาชนได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของเราจะนำเสนออะไรกับพี่น้องประชาชนบ้าง ถ้าเราได้รับเลือกตั้งเข้ามา

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายห่วงอะไรที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ทำดีที่สุด มีอะไรก็เอามาทำให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว ถามว่าห่วงไหม ก็ไม่ได้ห่วงอะไร เพราะการตัดสินใจโหวตเตอร์เป็นของพี่น้องประชาชน” เมื่อถามว่า กำลังใจของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่อยู่ที่ตรงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้กินอาหารหลายอย่างที่ประชาชนนำมาให้ไม่ขาดสาย

เมื่อถามว่า เห็นเวทีพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียงแต่ละจุดจัดพรึบมาก รู้สึกอย่างไร ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่จัดเวทีใหญ่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อมั่นในวิธีการและรูปแบบ ใครอยากทำอะไรและมีความเชื่อมั่นก็ทำไปตามนั้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นในวิธีที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงกับประชาชนทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรูปแบบและสไตล์ของเขา

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่เริ่มมีคำพูดที่ว่าประมาทพรรคเพื่อไทยไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยประมาทใครอยู่แล้ว แต่ก็เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกคนทุกพรรค เมื่อถามว่า เพราะทุกพรรคมีโอกาสที่จะมาจับมือกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ให้เสื้อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.หรือไม่ น.ส.สุดารัตน์ ชี้แจงแล้วว่า ตอนนี้ผมเขาสีดำตอนนั้นผมเขาทำไฮไลท์ ตนจะไปแคร์อะไรเมื่อเขาสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว เขาจะใส่เสื้ออะไรก็ขอให้เขาได้เข้ามาเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย ตนก็พอใจแค่นั้น เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าชื่อพรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนเสียงที่ น.ส.สุดารัตน์ เคยได้ตอนอยู่พรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ลงพื้นที่อุบลราชธานี แต่รับทราบว่าในพื้นที่แข็งแรงดี ยังไม่ต้องการให้ตนลงไปในพื้นที่

เมื่อถามถึงกรณีการเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสันตยาบันไม่ซื้อเสียง หลังกระแสข่าวมีการใช้เงินซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท นายอนุทิน ย้อนถามว่า ประเด็นอะไร 7,500 บาท ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเสียง นายอนุทิน ถึงถามอีกว่า ใครซื้อเสียง 7,500 บาท สื่อจึงตอบกลับว่า เป็นผลสำรวจที่มีออกมา นายอนุทิน จึงกล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาท อุ้ยซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเลย เดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา” และการเมืองสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกมไม่มีปัญหา การต่อสู่การแข่งขันเป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องให้เป็นตามกติกามีสปีริตซึ่งกันและกัน เมื่อถามย้ำว่า ตัวเลข 7,500 บาท เป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่รู้ไม่กล้าบอกเพราะไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอกโถ่”

‘รุทธพล’แจงปมพักโทษ’ทักษิณ’ ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย-ติดคุก 2 ใน 3

'รุทธพล'แจงปมพักโทษ'ทักษิณ' ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย-ติดคุก 2 ใน 3

‘รุทธพล’แจงปมพักโทษ’ทักษิณ’ ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย-ติดคุก 2 ใน 3

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.36 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะครบกำหนดในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และนายทักษิณรับโทษมา 2 ใน 3 แล้ว จึงเป็นการพักโทษตามปกติ ซึ่งมีคณะทำงานอยู่ เริ่มจากเรือนจำ ผู้แทนของหน่วยงาน พิจารณาเป็นรูปแบบคณะทำงาน และมีการกลั่นกรองในระดับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก่อนที่จะส่งขึ้นมาคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ท้ายที่สุดอำนาจลงนามเป็นของปลัดกระทรวงยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่นายทักษิณยังมีอีกหนึ่งคดี คดีมาตรา 112 ที่อัยการอุทธรณ์อีก พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง เมื่อถามย้ำว่า หากยึดตามหลักเกณฑ์การพักโทษ นายทักษิณจะได้รับการยกโทษในช่วงใด พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นช่วงเดือน พ.ค.ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ชุดก่อน

เมื่อถามว่า กลไกการพักโทษจะเหมือนครั้งแรกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่เหมือนกัน เพราะครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า หากไม่ได้รับการพักโทษ เหตุผลจะประมาณไหน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องรอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา เนื่องจากมีผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีเหตุผลอะไร อย่างไร จึงต้องรอมติอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การได้รับการพักโทษไม่ใช่ใบสั่งทางการเมืองใช่หรือไม่ เพราะกรณีนายทักษิณ อาจมีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงนี้ พล.ต.ท.รุทธพล ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย

‘รมว.ยุติธรรม’กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์

'รมว.ยุติธรรม'กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์

‘รมว.ยุติธรรม’กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

“รมว.ยุติธรรม”กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์ บอกขอไม่เปิดเผย เหตุไม่อยากติดคุกตอนแก่ ชี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี 10 ผู้สมัคร สส.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน และสแกมเมอร์ ว่า ตอนนี้รอคณะทำงานสืบสวนหาข่าว ต้องให้คณะทำงานได้ทำงานก่อนว่าพยานหลักฐานจะถึงแค่ไหน อย่างไร โดยทีมงานต่างๆ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ทำงานอยู่ ถ้าเปิดเผยไปตนจะโดนฟ้องคนแรก จึงไม่สามารถบอกได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเปิดรายชื่อในช่วงใกล้เลือกตั้ง จะถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง มีหลายเรื่องที่เราทำไปแล้ว แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเรากลัวว่าจะถูกเชื่อมโยงกับการเมือง เมื่อถามว่า ในจำนวน 10 คน มีการสอบสวนไปแล้วกี่คน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ “ไม่สามารถเปิดเผยก่อนได้ ผมไม่อยากติดคุกตอนแก่”