ด่วน!ฎีกายืนคุก’เจ๋ง ดอกจิก’ 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย

ด่วน!ฎีกายืนคุก'เจ๋ง ดอกจิก' 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย

ด่วน!ฎีกายืนคุก’เจ๋ง ดอกจิก’ 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีแนวร่วม นปช.ก่อการร้าย ปี 2553 หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวีระ หรือ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 20 พ.ค.2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดันต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาฯ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ส่วน นายสุขเสก หรือ สุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 มือยิงเอ็ม 79 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค.2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ทนายความนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน

โดยในวันนี้ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ลูกสาวของนายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ รักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกามาแล้ว 1 ครั้ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยที่ 7 มาฟังคำพอพากษา มิฉะนั้นจะออกหมายจับปรับนายประกัน ลูกสาวนายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก จึงได้โทรศัพท์ประสานบิดา ให้เดินทางจาก รพ.พระนั่งเกล้า มาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในสภาพอิดโรย อ่อนเพลีย มีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ

ทั้งนี้ นายยศวริศ แถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัด เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาด้วยความยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีแต่อย่างใด ผู้พิพากษาจึงได้ไปปรึกษาผู้บริหารศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

โดยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายยศวริศได้หอมศรีษะลูกสาวที่นั่งเคียงข้าง จากนั้นศาลได้ออกหมายขัง และให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวทั้งสองไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

– 006

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! ‘อนุทิน’ย้ำ’ภท.’ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! 'อนุทิน'ย้ำ'ภท.'ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! ‘อนุทิน’ย้ำ’ภท.’ไม่คิดแตะพระราชอำนาจ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

พูดชัดตั้งแต่ตั้งพรรค! ‘อนุทิน’ย้ำ’ภูมิใจไทย’ไม่แตะหมวด 1-2 หมวดพระราชอำนาจ พรรคอื่นอยู่ที่เงื่อนไข

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ระบุว่าให้พรรคที่บอกว่าไม่ให้ล็อคหมวด 1 หมวด 2 ควรออกมาบอกให้ชัดว่าจะแก้ส่วนไหนบ้าง เห็นด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างพรรคภูมิใจไทย เมื่อเราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ตนก็ไม่ต้องไปอธิบายอะไรเพิ่มเติม ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม

เมื่อถามว่ามีบางพรรคบอกว่าไม่ต้องเขียนล็อคไว้เพราะมีเรื่องพระราชอำนาจแทรกอยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ก็แล้วแต่

เมื่อถามอีกว่านายบวรศักดิ์ บอกว่านอกจาก หมวด 1 หมวด 2 ยังมีอีกหลายส่วนที่มีพระราชอำนาจแทรกอยู่ ท่าทีภูมิใจไทยเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ภูมิใจไทยพูดไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะพระราชอำนาจตนพูดชัดอยู่แล้วตั้งแต่ตั้งพรรค เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรเพิ่มเติมแล้ว 

ใครซื้อเสียง 7,500 ? ‘อนุทิน’ลั่น!เดี๋ยวเอา’เขาควาย’ไปครอบให้

ใครซื้อเสียง 7,500 ? 'อนุทิน'ลั่น!เดี๋ยวเอา'เขาควาย'ไปครอบให้

ใครซื้อเสียง 7,500 ? ‘อนุทิน’ลั่น!เดี๋ยวเอา’เขาควาย’ไปครอบให้

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

“อนุทิน”ยอมรับต้องเลี่ยง ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง หวั่นรบกวนคนทำงาน บอก ภท.มีสไตล์การหาเสียง ไม่จัดเวทีใหญ่เหมือนพรรคอื่น ลั่นไม่ประมาททุกพรรค ชี้ ปชช.เป็นโหวตเตอร์ ไม่สน”สุดารัตน์”ใส่เสื้ออะไร ให้ได้เป็น สส.ก็พอ ไม่รู้เรื่องซื้อเสียง 7,500 บาท บอกสื่ออย่าหลอกถาม

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง ว่า จะพยายามไม่ใช้เวลาราชการ ถึงแม้ว่าจะลาได้ก็ไม่อยากลา อย่างเวลาไปหาเสียง ตอนบ่าย 2 บ่าย 3 คนยังทำงานกันอยู่ เราจะไปกวนเวลาเขาก็ไม่ดี และเราไม่อยากใช้เวลาราชการแม้จะมีสิทธิลา ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นการเสียโอกาสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด แต่ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นการเสียโอกาสในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เสนอทุกอย่างในการที่จะทำงาน

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่แบบออร์แกนิค มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหนึ่งในการโน้มน้าวประชาชนให้เลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คำว่าออร์แกนิค คือไม่มีรูปแบบ ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำไปด้วยจิตใจที่อยากทำ และได้ประโยชน์จากการรับฟังเสียงจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การสื่อสารฝ่ายเดียว เป็นการทำให้เขาเข้าถึงตัวเรา และเขาก็บอกในสิ่งที่เขาพึงพอใจและไม่พึงพอใจ รวมถึงสิ่งที่เขาอยากได้และไม่อยากได้ รวมถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ อยากให้เราไปช่วยแก้ไข นั่นคือสิ่งที่ตนได้มาจากการลงพื้นที่แบบออร์แกนิค ไม่ได้หาเสียงอะไร ลองถามพี่น้องประชาชนเวลาลงพื้นที่แทบไม่ได้พูดคำว่าเบอร์ 37 หรือเบอร์ของผู้สมัครในเขตนั้นเลย

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราก็ทำงานและใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ทุกช่องทาง ให้ประชาชนได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของเราจะนำเสนออะไรกับพี่น้องประชาชนบ้าง ถ้าเราได้รับเลือกตั้งเข้ามา

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายห่วงอะไรที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ทำดีที่สุด มีอะไรก็เอามาทำให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว ถามว่าห่วงไหม ก็ไม่ได้ห่วงอะไร เพราะการตัดสินใจโหวตเตอร์เป็นของพี่น้องประชาชน” เมื่อถามว่า กำลังใจของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่อยู่ที่ตรงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้กินอาหารหลายอย่างที่ประชาชนนำมาให้ไม่ขาดสาย

เมื่อถามว่า เห็นเวทีพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียงแต่ละจุดจัดพรึบมาก รู้สึกอย่างไร ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่จัดเวทีใหญ่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อมั่นในวิธีการและรูปแบบ ใครอยากทำอะไรและมีความเชื่อมั่นก็ทำไปตามนั้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นในวิธีที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงกับประชาชนทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรูปแบบและสไตล์ของเขา

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่เริ่มมีคำพูดที่ว่าประมาทพรรคเพื่อไทยไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยประมาทใครอยู่แล้ว แต่ก็เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกคนทุกพรรค เมื่อถามว่า เพราะทุกพรรคมีโอกาสที่จะมาจับมือกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ให้เสื้อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.หรือไม่ น.ส.สุดารัตน์ ชี้แจงแล้วว่า ตอนนี้ผมเขาสีดำตอนนั้นผมเขาทำไฮไลท์ ตนจะไปแคร์อะไรเมื่อเขาสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว เขาจะใส่เสื้ออะไรก็ขอให้เขาได้เข้ามาเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย ตนก็พอใจแค่นั้น เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าชื่อพรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนเสียงที่ น.ส.สุดารัตน์ เคยได้ตอนอยู่พรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ลงพื้นที่อุบลราชธานี แต่รับทราบว่าในพื้นที่แข็งแรงดี ยังไม่ต้องการให้ตนลงไปในพื้นที่

เมื่อถามถึงกรณีการเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสันตยาบันไม่ซื้อเสียง หลังกระแสข่าวมีการใช้เงินซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท นายอนุทิน ย้อนถามว่า ประเด็นอะไร 7,500 บาท ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเสียง นายอนุทิน ถึงถามอีกว่า ใครซื้อเสียง 7,500 บาท สื่อจึงตอบกลับว่า เป็นผลสำรวจที่มีออกมา นายอนุทิน จึงกล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาท อุ้ยซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเลย เดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา” และการเมืองสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกมไม่มีปัญหา การต่อสู่การแข่งขันเป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องให้เป็นตามกติกามีสปีริตซึ่งกันและกัน เมื่อถามย้ำว่า ตัวเลข 7,500 บาท เป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่รู้ไม่กล้าบอกเพราะไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอกโถ่”

‘รุทธพล’แจงปมพักโทษ’ทักษิณ’ ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย-ติดคุก 2 ใน 3

'รุทธพล'แจงปมพักโทษ'ทักษิณ' ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย-ติดคุก 2 ใน 3

‘รุทธพล’แจงปมพักโทษ’ทักษิณ’ ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย-ติดคุก 2 ใน 3

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.36 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะครบกำหนดในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และนายทักษิณรับโทษมา 2 ใน 3 แล้ว จึงเป็นการพักโทษตามปกติ ซึ่งมีคณะทำงานอยู่ เริ่มจากเรือนจำ ผู้แทนของหน่วยงาน พิจารณาเป็นรูปแบบคณะทำงาน และมีการกลั่นกรองในระดับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก่อนที่จะส่งขึ้นมาคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ท้ายที่สุดอำนาจลงนามเป็นของปลัดกระทรวงยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่นายทักษิณยังมีอีกหนึ่งคดี คดีมาตรา 112 ที่อัยการอุทธรณ์อีก พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง เมื่อถามย้ำว่า หากยึดตามหลักเกณฑ์การพักโทษ นายทักษิณจะได้รับการยกโทษในช่วงใด พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นช่วงเดือน พ.ค.ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ชุดก่อน

เมื่อถามว่า กลไกการพักโทษจะเหมือนครั้งแรกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่เหมือนกัน เพราะครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า หากไม่ได้รับการพักโทษ เหตุผลจะประมาณไหน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องรอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา เนื่องจากมีผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีเหตุผลอะไร อย่างไร จึงต้องรอมติอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การได้รับการพักโทษไม่ใช่ใบสั่งทางการเมืองใช่หรือไม่ เพราะกรณีนายทักษิณ อาจมีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงนี้ พล.ต.ท.รุทธพล ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย

‘รมว.ยุติธรรม’กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์

'รมว.ยุติธรรม'กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์

‘รมว.ยุติธรรม’กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

“รมว.ยุติธรรม”กั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัคร สส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์ บอกขอไม่เปิดเผย เหตุไม่อยากติดคุกตอนแก่ ชี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี 10 ผู้สมัคร สส.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน และสแกมเมอร์ ว่า ตอนนี้รอคณะทำงานสืบสวนหาข่าว ต้องให้คณะทำงานได้ทำงานก่อนว่าพยานหลักฐานจะถึงแค่ไหน อย่างไร โดยทีมงานต่างๆ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ทำงานอยู่ ถ้าเปิดเผยไปตนจะโดนฟ้องคนแรก จึงไม่สามารถบอกได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเปิดรายชื่อในช่วงใกล้เลือกตั้ง จะถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง มีหลายเรื่องที่เราทำไปแล้ว แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเรากลัวว่าจะถูกเชื่อมโยงกับการเมือง เมื่อถามว่า ในจำนวน 10 คน มีการสอบสวนไปแล้วกี่คน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ “ไม่สามารถเปิดเผยก่อนได้ ผมไม่อยากติดคุกตอนแก่”

‘ธรรมนัส’มั่นใจ’ไผ่ ลิกค์’ พา’กธ.’กวาด’สส.กำแพงเพชร’ยกจังหวัด

'ธรรมนัส'มั่นใจ'ไผ่ ลิกค์' พา'กธ.'กวาด'สส.กำแพงเพชร'ยกจังหวัด

‘ธรรมนัส’มั่นใจ’ไผ่ ลิกค์’ พา’กธ.’กวาด’สส.กำแพงเพชร’ยกจังหวัด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

“ธรรมนัส”มั่นใจ”ไผ่ ลิกค์” พา”กล้าธรรม”กวาดเรียบยกจังหวัดกำแพงเพชร เย้ย”พรรคประชาชน”ไม่อยู่ในสมการ​ หลังถูกมองเป็นคู่แข่ง ร่ายยาวตารางงานปราศรัยเหนือจรดใต้ พร้อมลุยโคราชพรุ่งนี้ มองสนามภาคใต้​โค้งสุดท้ายไม่แรง​ ย้ำทำทุกอย่างตามกติกา

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเดินสายหาเสียงของพรรคกล้าธรรมในส่วนที่เหลือหลังจากนี้ ว่า ขณะนี้วางไว้ทั้งหมดแล้ว โดยวันที่ 21 ม.ค.จะเดินทางไปที่ จ.นครราชสีมา ต่อด้วย จ.นครสวรรค์ ตาก เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง หนองบัวลำภู มุกดาหาร ชัยภูมิ ก่อนจะลงภาคใต้

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ดูเหมือนว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีปัญหา ระหว่าง นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม และ น.ส.รัชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จะลงไปช่วยนายไผ่ หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ต้องไปหรอก ไผ่เขาช่วยเหลือตัวเองได้อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำ แสดงว่ามั่นใจว่าในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ได้แน่ๆ ร.อ.ธรรมนัส ตอบเพียงสั้นๆ ว่า ครับ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า แสดงว่า จ.กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่แพ้ไม่ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จ.กำแพงเพชร เป็นจังหวัดที่เราตั้งใจปักหมุด 4 เขตอยู่แล้ว มั่นใจว่าได้แน่ ณ เวลานี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนชาวกำแพงเพชร เมื่อถามว่า พรรคประชาชนถือว่าเป็นคู่แข่งในพื้นที่ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่น่าจะใช่ เขาไม่ได้อยู่ในสมการครับ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประชาชนใน จ.กำแพงเพชร

เมื่อถามว่า การทำพื้นที่ภาคใต้ในช่วงโค้งสุดท้ายแรงขึ้นใช่ หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่แรง ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ไม่มีอะไร

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’เผยพิรุธเงินสะพัดเลือกตั้ง 2 แสนล้าน ปั่นราคาซื้อเสียงพุ่ง 7,500 บาท

'ชัยวุฒิ-เจษฎ์'เผยพิรุธเงินสะพัดเลือกตั้ง 2 แสนล้าน ปั่นราคาซื้อเสียงพุ่ง 7,500 บาท

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’เผยพิรุธเงินสะพัดเลือกตั้ง 2 แสนล้าน ปั่นราคาซื้อเสียงพุ่ง 7,500 บาท

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’เผยพิรุธเงินสะพัดเลือกตั้ง 2 แสนล้าน ปั่นราคาซื้อเสียงพุ่ง 7,500 บาท จี้กกต.ต้องกล้าฟันตัวการใหญ่

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดสะพาน 2 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อช่วยแนะนำ 2 ผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรครักชาติ เนื่องจากบริเวณตลาด ถือเป็นจุดคาบเกี่ยว 2 เขต ได้แก่ เขต 5 นายปณิธิ บวรวนิชยกูร เบอร์ 5 และ เขต 13 นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว เบอร์ 9

ซึ่งแม้จะเป็นตลาดอาหารสดที่เปิดขายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 03.00 น. แต่บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก โดยทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับที่ดี จากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่มาเปิดร้านขายของ ร่วมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายในช่วงเช้า ที่เข้ามาทักทายขอถ่ายรูป พร้อมชวนเต้นขยับร่างกายเรียกความสดชื่นยามเช้า พร้อมทั้งอวยพรให้โชคดีมีชัย ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง เพราะเห็นถึงความตั้งใจของทีมพรรครักชาติ ที่มีแต่คนรุ่นใหม่ เดินหาเสียงแจกแผ่นพับ ใบปลิว และถือป้ายกันเอง เหนื่อยช่วยกัน โดยไม่มีการจ้างทีมงานหาเสียง

หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องไปช่วยผู้สมัคร สส.กทม.เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตลาด ตรอกหม้อ เขตพระนคร  ซึ่งมีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ เข้ามาสนใจเรื่องการรณรงค์ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน ขณะที่ประชาชนหลายคนดีใจที่อาจารย์เจษฎ์มาลงการเมือง สร้างคนรุ่นใหม่ โดยระบุว่า “ ฝากประเทศด้วยนะคะ แย่สุดๆภาคประชาชน ตอนนี้ลำบากมากๆ อยากให้สภาบ้านเมืองเรา ดีกว่านี้มีความรับผิดชอบ รักประเทศ มากกว่านี้ ไม่ใช่มา เเถ ๆ ไปแบบนี้บ้านเมืองเราจะเป็นเสทฝือตัว11ได้ไง ตัวที่1ยังไม่ได้เลย 

นอกจากนี้ยังฝากปัญหายาเสพติด ที่ระบาดไปทุกพื้นที่ เป็นห่วงเยาวชน   บรรยากาศ เป็นไป ด้วยความคึกคัก มีคนจับมือให้กำลังใจ และบอกว่าสู้ ๆ เยอะมาก หลายคนชอบที่ รศ.ดร.เจษฎ์ ไม่ไปอยู่พรรคใหญ่ และมาช่วยสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่  พร้อมกับ ชอบนโยบาย ที่จะสนับสนุน เด็ก รุ่นใหม่ให้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง โดยจะเปิดเป็น  Academe ฝึกอบรมทักษะด้านการแสดง หรือการฝึกเป็นศิลปิน เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสและไม่มีเงินส่งลูกหลาน ไปเรียนการแสดงหรือเรียนร้องเพลง เพราะแพง 

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อเนื่องจากที่เคยเปิดประเด็นเรื่องเม็ดเงินสะพัดเมื่อสัปดาห์ก่อน  ถึงข้อมูลที่น่าตกใจว่า พรรคได้รับรายงานข่าวกรองถึงความผิดปกติทางการเงิน มีการนำเงินเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งในภาคพื้นที่สูงถึง 100,000 ล้านบาท และยังมีกระแสข่าวเรื่องการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ล็อตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท โดยที่ไม่มีธนาคารใดออกมาปฏิเสธ เมื่อรวมตัวเลขแล้ว อาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงสูงถึง 200,000 ล้านบาท จากการคำนวณเม็ดเงินดังกล่าว พบอัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ

– ​พื้นที่กรุงเทพมหานคร: ราคาพุ่งสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว

– ​พื้นที่ต่างจังหวัด: เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 – 5,000 บาทต่อหัว

เงินมหาศาลเหล่านี้คือ “เงินสีเทา” จากธุรกิจผิดกฎหมายและกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเตือนประชาชนว่า หากรับเงินเหล่านี้ เท่ากับสนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบต.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีการ “เบี้ยว” จ่ายเงินไม่ครบ หรือสัญญาว่าจะให้แต่ไม่ให้ ซึ่งพรรครักชาติเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นนักการเมืองแบบสแกมเมอร์ที่เข้ามาหลอกลวงประชาชน

​ส่วนสถานการณ์การเมือง ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าสู่ความวิบัติ เพราะพรรคการเมืองแบ่งเป็นสองขั้วที่อันตราย

-​กลุ่มพรรคใหญ่ที่ใช้ “กระสุน” (เงิน): จ่ายเงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจ

-​กลุ่มที่อ้าง “กระแส”: แม้บอกไม่ใช้เงิน แต่มีวาระซ่อนเร้นต้องการเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญ แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งทางพรรคมองว่าเป็นการทำลายโครงสร้างบ้านเมือง

​ขณะที่ นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด โดยระบุว่า กกต. มีเครื่องมือ กฎหมาย และผู้ตรวจการเลือกตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นทุกหน่วยเลือกตั้ง

​“ปัญหานี้เป็นที่รู้กันทั่ว แต่เหมือน กกต. ไม่รู้อยู่คนเดียว ที่ผ่านมาจับได้แต่คดีเล็กน้อย เช่น การจัดเลี้ยงทำบุญ แล้วแจกใบเหลืองใบแดง แต่ปัญหาใหญ่คือการจ่ายเงินซื้อเสียงโดยตรงกลับเงียบ ท่านต้องทำงานเชิงรุก หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทุจริต ต้องกล้าแจกใบแดงทันที ไม่ใช่รอจนหูหนวกตาบอด” แกนนำพรรคกล่าว

​ทั้งนี้ พรรครักชาติยืนยันจุดยืน “ไม่มีเงินแจก” ป้ายหาเสียงน้อยเพราะทุนน้อย แต่ขอสู้ด้วยอุดมการณ์ พร้อมขอให้ประชาชนและ กกต. ช่วยกันกวาดล้างขบวนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้ประเทศชาติต้องจมอยู่กับวังวนของทุนสามานย์

จะแก้ รธน.จุดไหนบ้าง! ‘บวรศักดิ์’จี้‘พรรคการเมือง’พูดให้หมด ยันพระราชอำนาจมีในหลายหมวด

จะแก้ รธน.จุดไหนบ้าง! ‘บวรศักดิ์’จี้‘พรรคการเมือง’พูดให้หมด ยันพระราชอำนาจมีในหลายหมวด

จะแก้ รธน.จุดไหนบ้าง! ‘บวรศักดิ์’จี้‘พรรคการเมือง’พูดให้หมด ยันพระราชอำนาจมีในหลายหมวด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

“บวรศักดิ์”เรียกร้องพรรคการเมืองไม่ล็อคแก้หมวด 1 หมวด 2 พูดให้หมดจะแก้จุดไหนบ้าง ยันพระราชอำนาจมีในหลายหมวดของรธน. มากกว่าที่พูดกัน สอนมวยคนข้องใจคำถามประชามติ ให้กลับไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรธน.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีการออกมาตั้งข้อสังเกตว่าคำถามประชามติที่รัฐบาลส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีหลักประกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ว่า ขอให้คนที่ออกมาพูดไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากดูแล้วจะทราบดีว่าที่รัฐบาลตั้งคำถามไปเป็นคำถามในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะเขียนล็อคแค่หมวด 1 หมวด 2 ไม่พอ จะดูแค่นั้นไม่ได้ เพราะเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไปดูอีกหลายส่วนในรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่างเช่น หมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจทั้งนั้น เพราะเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนด พระราชอำนาจให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับสนธิสัญญา อำนาจยุบสภาฯ ก็อยู่ในหมวดว่าด้วยสภาฯ เพราะนายกฯ ยุบสภาฯ เองไม่ได้ รวมถึงต้องไปดูเกี่ยวกับบทห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าแค่ไหนเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติแล้ว ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธย ถือว่าตกไปเลย เป็นการยับยั้งโดยเด็ดขาด เป็นอย่างนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492 จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ฉะนั้น ถ้าใครไปเขียนให้เมื่อทรงใช้พระราชอำนาจแล้วให้สภาฯ สามารถยืนยันได้ มันก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศไทย เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงมีร่วมกับประชาชน ดังนั้น ถ้าอยากแน่ใจเกี่ยวกับเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้คนที่คิดจะแก้ไขออกมาให้สัมภาษณ์ เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าจะแก้จุดใดบ้าง

เมื่อถามว่า หมายความว่าพรรคการเมืองที่ไม่ต้องการให้ล็อคการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ให้ออกมาอธิบายว่าจะแก้ส่วนไหนบ้างใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ พูดมาให้หมดว่าจะไม่ปรับอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะหมวด 1 หมวด 2

ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!

ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!

ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นมากกว่าวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะในวันเดียวกัน ประชาชนยังต้องตัดสินใจต่อคำถามสำคัญอีกเรื่อง คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

คำถามในบัตรมีเพียงประเด็นเดียว ไม่มีรายละเอียด ไม่มีเงื่อนไข และไม่มีการระบุขอบเขตว่าอะไรอยู่ในกรอบและอะไรอยู่นอกกรอบ

การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่กระทบโครงสร้างประเทศในระยะยาว เพราะรัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดที่กำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจ การทำงานของสถาบัน และทิศทางการเมืองโดยรวม การขอให้ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบโดยยังไม่รู้ว่ากระบวนการจัดทำใหม่จะพาไปไกลเพียงใด จึงเป็นการขอความไว้วางใจในระดับที่สูงมาก

ความกังวลของสังคมจำนวนมาก มุ่งไปที่หมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ หมวดหนึ่งเป็นบททั่วไปที่กำหนดตัวตนของประเทศอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว แบ่งแยกมิได้ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หมวดนี้คือกรอบใหญ่ที่นิยามรัฐไทยทั้งหมด

หมวดสองว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกำหนดสถานะ ความคุ้มกัน และบทบาทตามรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันหลักกับรัฐสมัยใหม่ ไม่ใช่ประเด็นเชิงนโยบายหรือเรื่องบริหารทั่วไป สองหมวดนี้จึงเป็นรากฐานของประเทศ และเป็นเหตุผลที่ทำให้สังคมจับตาการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นพิเศษ

บนเวทีการเมือง พรรคการเมืองส่วนใหญ่พยายามแสดงจุดยืนว่าจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 แต่ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปบนเวที NATION ELECTION 2569 เมื่อมีเพียงคนเดียวที่ไม่ยกมือแสดงจุดยืน นั่นคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคส้ม

คำอธิบายที่ตามมาคือ ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราหรือทั้งฉบับ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ เพราะตัวบทรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว เหตุผลนี้อาจฟังดูมั่นคงในเชิงกฎหมาย แต่ในทางการเมือง กลับไม่ช่วยลดความกังวลของสังคม

ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเมืองไม่ได้เดินตามตัวบทอย่างตรงไปตรงมาเสมอ การตีความและการใช้อำนาจขึ้นอยู่กับผู้ถืออำนาจในแต่ละช่วงเวลา

การยืนยันว่าแก้ไม่ได้ในวันนี้ จึงไม่ใช่หลักประกันว่าแนวคิดจะไม่ถูกผลักดันหากเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไปในวันหน้า

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า หากพรรคส้มได้อำนาจรัฐครบมือ ใครจะรับรองได้ว่าการจัดการต่อหมวด 1 และหมวด 2 จะไม่เปลี่ยนไปตามแนวคิดทางการเมืองของพรรค

ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเชื่อมโยงกับแนวคิดและท่าทีในอดีตของกลุ่มการเมืองเดียวกัน พรรคส้มสืบทอดฐานความคิดมาจากพรรคก้าวไกลที่เคยมีจุดยืนต่อการแก้ไขมาตรา 112

แม้มาตราดังกล่าวอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แต่รัฐธรรมนูญเองก็มีบทบัญญัติว่าด้วยสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นระบบ การแยกสองเรื่องออกจากกันโดยสิ้นเชิงจึงไม่ใช่สิ่งที่สังคมรู้สึกว่าเชื่อได้ง่าย

ท่าทีการไม่ยกมือในประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด จึงถูกอ่านว่าเป็นท่าทีทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องเชิงสัญลักษณ์ และเมื่อผู้นำพรรคเลือกวางตัวเช่นนั้น ภาพรวมของพรรคย่อมถูกตั้งคำถามตามไปด้วย

พรรคส้มอธิบายว่า ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อประชามติ ไม่ได้ทำให้หมวด 1 และหมวด 2 เปลี่ยนแปลง แต่ความไว้วางใจของสังคมไม่ได้เกิดจากการอ้างข้อจำกัดของกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความชัดของท่าทีและความสม่ำเสมอของการกระทำ เมื่อสัญญาณที่ส่งออกมายังไม่ตรงและชัด ความกังวลย่อมไม่หายไป

นอกเหนือจากโครงสร้างประเทศ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ตั้งแต่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ไปจนถึงการทำประชามติหลายครั้ง ภาระเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและภาระการคลังอย่างต่อเนื่อง

คำถามจึงอยู่ที่ความจำเป็น ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เป็นกติกาที่แก้ไขไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขเป็นรายมาตรามาแล้ว กรณีการปรับระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการแก้เฉพาะจุดสามารถทำได้จริง

ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้ามคือ พรรคที่ได้รับประโยชน์จากการปรับระบบเลือกตั้งครั้งนั้นมากที่สุด คือพรรคส้มเอง สิ่งนี้สะท้อนว่าการแก้ไขแบบรายมาตราไม่ใช่ทางตัน และไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน

เมื่อยังมีทางเลือกที่ลดความเสี่ยง การเร่งเดินไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงถูกตั้งคำถามว่า เป็นความจำเป็นของประเทศ หรือเป็นแรงผลักทางการเมืองของบางพรรค การเปิดทุกประเด็นพร้อมกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นหัวใจของรัฐ ย่อมเพิ่มความไม่แน่นอนในระดับที่ประเทศไม่จำเป็นต้องรับ

เมื่อพิจารณาบริบททั้งหมด ทางเลือกที่มีน้ำหนักและรับผิดชอบมากที่สุดในเวลานี้ คือ ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ การไม่เห็นชอบไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการปฏิเสธกระบวนการที่ยังขาดหลักประกันเพียงพอสำหรับความเสี่ยงระดับประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังสามารถเดินหน้าได้ผ่านการแก้เป็นรายมาตรา ภายใต้การตรวจสอบของสังคม และไม่กระทบโครงสร้างประเทศพร้อมกันทั้งหมด เมื่อท่าทีของพรรคส้มยังทิ้งพื้นที่ให้เกิดข้อกังวล และคำอธิบายที่มีอยู่ไม่สามารถยืนยันเจตนาทางการเมืองในอนาคตได้ การไม่เห็นชอบจึงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลกว่า

ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่คำถามว่าต้องการเปลี่ยนประเทศหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าจะยอมให้ประเทศเดินเข้าสู่กระบวนการเขียนกติกาใหม่ทั้งเล่ม ภายใต้เงื่อนไขที่ความไว้วางใจยังไม่เกิดหรือไม่

และคำตอบที่ชัดเจนในเวลานี้ คือ ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯนำถกครม. ขณะที่รัฐมนตรีลาประชุม 14 คน

นายกฯนำถกครม. ขณะที่รัฐมนตรีลาประชุม 14 คน

นายกฯนำถกครม. ขณะที่รัฐมนตรีลาประชุม 14 คน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมกิจกรรม โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ ประจำปี 2569 หรือ มหกรรม อย. EXPO 2026 “From Local to Global” ที่โถงกลางตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น นายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรัฐมนตรีลาการประชุม ครม.จำนวน 14 คน ประกอบด้วย 1.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง 2.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ 3.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ 4.น.ส. น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม 5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ 6.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย 7.นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย 8.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข 9.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 10.นายอัครา พรหมเผ่า รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 11.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 12.นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 13.นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ และ 14.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน