ไร้ยุทธศาสตร์! อภิสิทธิ์ จวก รัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตั้งข้อสังเกตจงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่?

ไร้ยุทธศาสตร์! อภิสิทธิ์ จวก รัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตั้งข้อสังเกตจงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่?

ไร้ยุทธศาสตร์! อภิสิทธิ์ จวก รัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตั้งข้อสังเกตจงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

’มาร์ค‘ มัดรวบ3สาเหตุล้มเหลว ซัดแหลก ’รัฐบาล‘ ลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ไร้ยุทธศาสตร์ ทำประชาชนแบกรับภาระฝ่ายเดียว ข้องใจประกาศหลังเลิกประชุมสภาฯ กะชิ่งโดนตรวจสอบ

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ร่วมพูดคุยในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” วิพากษ์วิจารณ์กรณีรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา ชี้เป็นการกระทำที่ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนโดยไม่พยายามบริหารจัดการงบประมาณส่วนอื่น

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนทราบข่าวการขึ้นราคาน้ำมันในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. – 23.00 น. หลังจากที่การประชุมสภาสิ้นสุดลง โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจงใจส่งข่าวหลังจากสภาปิดเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าและการตรวจสอบจาก สส. ทั้งที่ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีควรเข้ามาแถลงและชี้แจงเหตุผลต่อสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแนวทางที่ชัดเจน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สรุปประเด็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไว้ 3 ประเด็นหลัก

1.ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลไม่มีการตั้งเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะพยุงราคาน้ำมันไปจนถึงระดับราคาตลาดโลกที่เท่าใด ทำให้ภาคเอกชนและประชาชนไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้

2. ประชาชนแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันในการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติมจาก “ค่าการกลั่น” ที่สูงขึ้น (ลาภลอย) หรือพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยพยุงราคา แทนที่จะปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นทันที

3. มาตรการช่วยเหลือล่าช้า แม้รัฐบาลจะระบุว่ามีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะเป้าหมาย 5 กลุ่ม แต่กลับยังไม่มีผลบังคับใช้จริงในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปแล้ว ซึ่งนายอภิสิทธิ์มองว่าควรดำเนินการควบคู่ไปกับการขึ้นราคา

นายอภิสิทธิ์อธิบายว่า จากการอภิปรายของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ระบุว่ารัฐบาลมีข้อมูลย้อนแย้งกันระหว่างภาครัฐที่ยืนยันว่าน้ำมันสำรองมีเพียงพอ แต่หน้าปั๊มกลับไม่มีน้ำมันขายหรือมีการลดโควตา ซึ่งตามความเห็นของตนสิ่งนี้สะท้อนว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือกระบวนการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้นจริง พร้อมกับได้เปรียบเทียบว่าการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการ “ปล่อยผีไอ้โม่ง” เพราะเมื่อราคาขยับขึ้นไปสูงตามที่ต้องการแล้ว น้ำมันที่เคยถูกกักตุนไว้ก็จะถูกปล่อยออกมาขายทันที

“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการ ‘ปล่อยผีไอ้โม่ง’ เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่น้ำมันตามปั๊มต่าง ๆ เริ่มขาดแคลนว่า เกิดจากการที่รัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยแก่โรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่มีมติ ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันกู้เงินได้ ส่งผลให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและลังเลที่จะปล่อยน้ำมันออกมาขายในราคาต่ำ พร้อมกับได้เตือนว่าหากรัฐบาลใช้กลไกราคาตลาดจริงโดยไม่ตรึงราคา ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอีกกว่า 10 บาทต่อลิตร เมื่อคำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่นและภาษีต่าง ๆ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสเรื่องงบประมาณในกองทุนน้ำมันเพื่อให้ประชาชนเตรียมใจรับมือกับค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตามมา

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ยังพูดถึงลักษณะการทำงานของรัฐบาลในมิติของระบบสภาในระบอบประชาธิปไตย ว่า หน้าที่สำคัญของรัฐบาลในระบบนี้คือต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาแถลงมติสำคัญในสภา โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก สส. และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจผ่านระบบสภาโดยตรง ขณะที่การประกาศขึ้นราคาน้ำมันในช่วงดึกคืนวาน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลจงใจประกาศขึ้นราคาหลังจากที่ปิดประชุมสภาหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบหรือซักถามจากสมาชิกสภา 
 

โฆษก ปชป. กางฉากทัศน์ บันได 5 ขั้น รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษ

โฆษก ปชป. กางฉากทัศน์ บันได 5 ขั้น รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษ

โฆษก ปชป. กางฉากทัศน์ บันได 5 ขั้น รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

‘โฆษก ปชป.’ กางฉากทัศน์ “บันได 5 ขั้น” รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษสินค้าแพง

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน หลังจากรัฐบาลมีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทันที 6 บาท โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ผ่านฉากทัศน์บันได 5 ขั้น ที่รัฐบาลและประชาชนต้องเตรียมรับมือ ดังนี้

เปิดฉากทัศน์บันได 5 ขั้น ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมัน

ขั้นที่ 1 (ทันที – 2 สัปดาห์) วิกฤตต้นทุนการเคลื่อนที่ ส่งผลกระทบทันทีกับกลุ่มที่ใช้น้ำมันเป็นสินค้าหลักและปัจจัยในการขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าขนส่งพัสดุ และรถบรรทุกสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น ค่าโดยสารสาธารณะ ทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ และรถเมล์ (กลุ่มที่ไม่ใช้ไฟฟ้า) จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก

ขั้นที่ 2 (1 – 2 เดือน) วัตถุดิบหลักทางการผลิตพุ่งสูง ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบต้นน้ำจะเริ่มปรับราคา เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำ ถุงพลาสติก และภาชนะต่างๆ จะมีต้นทุนสูงขึ้น ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเกษตร ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขั้นที่ 3 (2 – 3 เดือน) ต้นทุนแฝงเริ่มซึมเข้าสู่ราคาสินค้าอุปโภค สินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น สบู่ ยาสระผม และผงซักฟอก ซึ่งมีส่วนประกอบจากปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเริ่มขยับราคา วัสดุก่อสร้าง ทั้งปูน เหล็ก และกระเบื้อง ที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการผลิตและมีน้ำหนักมากในการขนส่งจะเริ่มปรับตัวตาม

ขั้นที่ 4 (3 – 5 เดือน) วิกฤตราคาอาหารและของสด ทั้งราคาผักและเนื้อสัตว์จะพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนค่าปุ๋ย อาหารสัตว์ และค่าขนส่งจากฟาร์มสู่ตลาด ร้านอาหารจานด่วนและอาหารตามสั่งจะเริ่มแบกรับต้นทุนก๊าซหุงต้มและวัตถุดิบไม่ไหว นำไปสู่การปรับขึ้นราคามื้อละ 5-10 บาท

ขั้นที่ 5 (6 เดือนขึ้นไป) วงจรเงินเฟ้อและค่าแรง ปฏิเสธไม่ได้ที่ค่าไฟฟ้า (FT) จะปรับตัวสูงขึ้นตามรอบการคำนวณบัญชีที่มักตามหลังราคาน้ำมันประมาณ 4 เดือน เมื่อราคาสินค้าทุกอย่างแพงขึ้นจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) แรงงานจะเริ่มรับภาระไม่ไหวและออกมาเรียกร้องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ การปรับค่าแรงจะกลายเป็นต้นทุนรอบใหม่ที่ทำให้ราคาสินค้าขยับสูงขึ้นไปอีกเป็นวงจรไม่สิ้นสุด

นายพงศกร ระบุทิ้งท้ายว่า ขอให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือสถานการณ์นี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันภาคประชาชนเองก็ต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจว่าหากสถานการณ์วิกฤตมาถึง รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการปัญหาได้ดีกว่าปัจจุบันหรือไม่

พณ. ดัน 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูง-จัดสรรดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว

พณ. ดัน 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูง-จัดสรรดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว

พณ. ดัน 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูง-จัดสรรดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

“พาณิชย์” เผย 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาด พร้อมประสาน ก.พลังงาน จัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว 

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึง มาตรการดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้าว่า จากการลงพื้นที่ของพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 5 – 25 มี.ค. จากการตรวจสอบเกือบ 3,000 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 1,786 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ย 606 แห่ง ตลาดและห้างค้าปลีกค้าส่ง 585 แห่ง จากการลงพื้นที่พบการกระทำความผิดตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในสถานีบริการน้ำมัน โดยพบใน 11 จังหวัดรวม 17 ราย ซึ่งไม่ติดป้ายราคาแสดงราคาสินค้า โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนด้านราคาและปริมาณสินค้าผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 1569 ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถึงวันที่ 25 มี.ค. มีเรื่องร้องเรียน 400 คำร้อง แบ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว 152 คำร้องพบการกระทำความผิดคือ ไม่ติดป้ายแสดงราคา 15 ราย  จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 3 ราย และติดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย และไม่พบการกระทำความผิดตามที่ร้องเรียน 133 ราย ทั้งนี้ทางกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 233 คำร้อง และมีการร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายราคาเกินสมควรจำนวน  33 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารต้นทุนมาวิเคราะห์ และหากพบว่ามีการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินจริงก็จะมีการดำเนินตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า นอกจากกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อกำกับดูแลตลาดให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรม กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกำกับดูแลทุกภาคส่วน รวมถึงเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการผันผวนของต้นทุนการผลิตตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ทั้งในด้านของต้นทุนและเรื่องตลาด

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า โดยมีการเตรียมการดำเนินการดังนี้ 1. มาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต  2569 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ นำร่องใน 5 จังหวัด ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชรและจ.สุโขทัย โดยมีเป้าหมายรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ที่จะออกสู่ตลาดจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะประสานให้โรงสี และสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดประมาณ 300 บาทต่อตัน 

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า 2. ตลาดนัดข้าวเปลือกในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม ซึ่งมีการจัดตลาดนัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.ถึงเดือน พ.ค. เพื่อเชื่อมโยงผู้ ประกอบการนอกพื้นที่ให้เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเราหวังว่าจะลดภาระค่าขนส่ง การจำหน่ายและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับพี่น้องชาวนา โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือก จะสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 200-400 บาทต่อตัน ซึ่งขณะนี้ได้ยืนยันแผนการจัดงานไปแล้ว รวม 8 ครั้งในหลายจังหวัดเช่น จ. สิงห์บุรี อ่างทอง พิจิตร พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลกและจ.น่าน พร้อมทั้งกำชับให้สำนักงาน สาขาชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ดูแลการซื้อขายในพื้นที่ให้เกิดความโปร่งใส ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก การวัดความชื้น รวมทั้งจะมีการประสานกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวให้เพียงพอต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพารถเกี่ยวข้าวด้วย 

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการ ปุ๋ยธงเขียวพลัส ซึ่งจะมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันนี้ เพื่อสนับสนุนส่วนลดของปุ๋ยเคมี และยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ถือบัตรดินดี ที่ออกโดยกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้  เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง สุดท้ายนี้กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง อยู่ในระดับที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือมีพฤติกรรมที่บิดเบือนกลไกการตลาด สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายในได้ที่  1569 ตลอด 24 ชั่วโมง

ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ ได้เผยแพร่ข่าวทางสื่อโซเชียล เป็นภาพการหารือครั้งสำคัญระหว่างไทยและแอฟริกาใต้ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในลุคใหม่สุดสมาร์ท นำทีมหารือขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพ และแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ไทย – แอฟริกาใต้ “พาณิชย์” หารือ “ทูตแอฟริกาใต้” ขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน ดันประชุม JTC ไทย – แอฟริกาใต้ เป็นระดับรัฐมนตรี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเห็นพ้องที่จะเร่งจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย – แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยยกระดับการประชุมฯ ให้เป็นระดับรัฐมนตรี

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยในปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรีนอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand – Africa Initiative: TAI)อย่างเต็มที่

นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี การขนส่ง TILOG – LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์ #กระทรวงพาณิชย์ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ #ครบรอบ34ปีไทยแอฟริกาใต้ #เศรษฐกิจไทย”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กระทรวงพาณิชย์ 

รสนา จับพิรุธน้ำมันหมดก่อนขึ้นพรวด ลั่นถาม บิ๊กการเมือง แบบนี้มัน แปลก ๆ ไหม ?

รสนา จับพิรุธน้ำมันหมดก่อนขึ้นพรวด  ลั่นถาม บิ๊กการเมือง แบบนี้มัน แปลก ๆ ไหม ?

รสนา จับพิรุธน้ำมันหมดก่อนขึ้นพรวด ลั่นถาม บิ๊กการเมือง แบบนี้มัน แปลก ๆ ไหม ?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

วันนี้ 26 มีนาคม 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ตั้งคำถามถึงบิ๊กการเมืองควบเจ้าของปั๊มน้ำมัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ปั๊มPT ติดป้ายน้ำมันทุกชนิดหมดตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานนี้(25 มีนาคม 2569) เช้านี้น้ำมันทุกชนิดขึ้นลิตรละ 6 บาท !!! ขอถามตามตรงว่าผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการรองนายกรัฐมนตรีและผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นเจ้าของปั๊ม PT เป็นผู้กำหนดขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทและใช้ข้อมูลภายในให้ปิดปั๊มขายน้ำมันด้วย ใช่หรือไม่ ?!? ถือว่าเอาข้อมูลภายในมาหาประโยชน์จากประชาชนคนทั้งแผ่นดิน ใช่หรือไม่!?? นับว่าเป็นใช้วิกฤติโลกและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นโอกาสในการถอนทุนการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?!?

รสนา โตสิตระกูล

26 มีนาคม 2569″

รสนา โตสิตระกูล

ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม หลากหลายมุมมอง เช่น

“ข้อมูลภายในที่ประชุมครม.ที่บังเอิญโคตรตระกูลเป็นเจ้าของบริษัทค้าน้ำมัน..!!”

“ผมว่าต้องให้ท่านแจง อย่าเพิ่งรีบใส่ความเพราะเหตุว่าผมมีบัตรสมาชิกได้ส่วนลดทุกการเติม และเติมได้ 200 ลิตรต่อเดือน เอาแกลลอนมาเติมก็ได้ ซึ่งมีคนจำนวนมากเมื่อได้ส่วนลดกว่าราคาปกติ เกิดอยากตุนไว้ใช้ทั้งประเทศก็ย่อมได้เพราะตุนได้ถึง 200 ลิตรต่อเดือน ขณะที่เจ้าอื่นไม่เล่นส่วนลด”

“รณรงค์ไม่เติมน้ำมันปั๊มPT”

“คนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมก็มีแต่คุณรสนา”

“น้ำมันที่แพงอยู่ทุกวันนี้ เป็นน้ำมันเก่า”

“ถ้าปั้มยี่ห้อนี้เปิดเต็มระบบภายในวันสองวันนี้ ไม่ต้องคิดดีเลย”

“ภาษี ที่ ปชน. จ่ายกันไป ประชาชน ควรใช้งบนี้ สร้างปะม โรงกลั่นเป็นของตัวเอง อย่างน้อย 1 ตำบล มีปั้มของ ประชาชน. สองสามปั้ม ทุนพลังงานการเมือง จะได้หมดไป”

“คิดถึงสมัย พี่ออกมาพูดเรื่องโรงกลั่น เรื่องท่อน้ำมัน ครับเราได้เเต่ยอมรับเเบบจำใจเพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว”

รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล

เอม-สามี เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลัง 46 วัน เผยพ่อฝากห่วงคนไทย หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

เอม-สามี เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลัง 46 วัน เผยพ่อฝากห่วงคนไทย หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

เอม-สามี เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลัง 46 วัน เผยพ่อฝากห่วงคนไทย หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

“เอม-สามี” ตัวแทนครอบครัวเยี่ยม “ทักษิณ” นับถอยหลัง 46 วันปล่อยตัว ด้านเรือนจำกลางคลองเปรม ประสานงานตำรวจท้องที่วันที่11พ.ค.ช่วยดูแลความปลอดภัย-จัดสรรพื้นที่เหมาะสม “เอม”แย้มปลายเดือน เม.ย.นี้ ครอบครัวชินวัตรเตรียมพาลูกหลานเยี่ยมญาติใกล้ชิด 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์ วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ บุตรสาวและบุตรเขยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นตัวแทนครอบ ครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ  

ทั้งนี้ น.ส.พินทองทา และสามี เดินทางมาถึงเรือนจำฯใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 45 นาที หลังจากนั้น นายณัฐพงศ์  ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากการเข้าเยี่ยมคุณพ่อยังสุขภาพดี และตนก็ได้ปรึกษาคุณพ่อเรื่องงานและเรื่องโดยรวมอย่างเศรษฐกิจโลกด้วย ส่วนเรื่องความเป็นห่วงในสถาน การณ์วิกฤตสู้รบในตะวันออกกลางนั้น ท่านบอกว่าเห็นใจคนทั้งประเทศ เพราะตอนนี้ก็เป็นวิกฤติโลก จึงได้แต่หวังว่าเราจะหาทางออกร่วมกันได้ ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้คุยกับคุณพ่อลึกถึงแนวทางการแก้ปัญหา เพียงแต่คุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป

เมื่อถามว่าในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ ทางเรือนจำกลางคลองเปรม จะมีการเปิดให้เยี่ยมญาติใกล้ชิดเพื่อทดแทนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นั้น น.ส.พินทองทา ตอบว่า เราจะเตรียมพาหลานๆมาหาคุณพ่อ เพราะหลานๆก็คิดถึงคุณตามาก เนื่องจากไม่เจอกันแป๊บเดียวก็โตเร็วแล้ว

เมื่อถามว่าเพียง 40 กว่าวันคุณทักษิณ ชินวัตร จะได้ออกมามีอิสรภาพ ทางครอบ ครัวได้จัดเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่อย่างไร น.ส.พินทองทา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม ยังคงเหมือนเดิม ด้าน นายณัฐพงศ์  กล่าวเสริมว่า ยังคงอดทนรอ นับเวลาถอยหลังทุกวัน 

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า  จากกรมราช ทัณฑ์ ว่าเรือนจำกลางคลองเปรมได้รับการประสานจากมวลชนคนเสื้อแดงว่าในวันที่ 11 พ.ค.69 ซึ่งจะครบกำหนดการพักโทษคุมประพฤติของนายทักษิณ จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 1,000 คน จะเดินทางมาให้กำลังใจ โดยประสานขออยู่บริเวณด้านหน้าเรือนจำฯ เพื่อรอรับการปล่อยตัวนายทักษิณ ซึ่งทางเรือนจำฯ จะได้จัดเตรียมพื้นที่ไว้อย่างเหมาะสม และจะประสานหน่วยงานตำรวจท้องที่ดูแลรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพจเฟสบุ๊ค – Facebook อย่างเป็นทางการของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้มีการประชาสัมพันธ์รายละเอียดกิจกรรมการเปิดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ภายใต้ชื่อโครงการเยี่ยมญาติใกล้ชิด “ครอบครัวสัมพันธ์สาดความรักให้กันวันปีใหม่ไทย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ทดแทนการเยี่ยมช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ จัดเยี่ยมใกล้ชิดระหว่าง วันที่ 20-27 เม.ย.69 รวม 6 วันทำการ โดยเบื้องต้นทางครอบ ครัวชินวัตร จะได้ร่วมกิจกรรมเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย.69 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป โดยเป็นญาติที่ถูกระบุไว้ใน 10 รายชื่อของผู้ต้องขัง ซึ่งจะมีในส่วนของลูกหลานเป็นหลัก

‘ณัฐพงษ์-วีระยุทธ’ประสานเสียง รุมสับปมขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท

'ณัฐพงษ์-วีระยุทธ'ประสานเสียง รุมสับปมขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท

‘ณัฐพงษ์-วีระยุทธ’ประสานเสียง รุมสับปมขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

“ณัฐพงษ์-วีระยุทธ” จี้รัฐบาลแจงขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว6บาท มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จี้เปิดหน้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมันคือใคร ซัดนโยบายที่ผ่านมาไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่เห็นใจประชาชน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา รวมทั้งการบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันของรัฐบาลในด้านอื่นๆ

โดยนายณัฐพงษ์  กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้พยามเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงคือการพูดความจริงกับประชาชนมากกว่านี้ และการบริหารที่ทำให้ประชาชนเชื่อใจได้มากกว่านี้ เวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถใช้ชี้แจงประชาชนทั้งประเทศได้ 

จนถึงวันนี้ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคนที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล อย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เป็นประธาน ศบก. ด้วย มีการตั้งคำถามว่าหากคนในรัฐบาลรู้ล่วงว่าจะมีการดำเนินนโยบายอย่างไร จะตรึงราคาถึงเมื่อไหร่ แล้วจะมีการประกาศขึ้นราคาเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การที่รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้าไปทำงานโดยอ้างความเชี่ยวชาญ จะกลายเป็นความช่ำชองหรือฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แต่หน้างานจริงหลายพื้นที่ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันหลายชั่วโมง และตอนนี้ก็ยังตามหาตัวไม่พบว่าคนที่กักตุนน้ำมันคือใคร แม้ตำรวจจะมีการจับกุมและแถลงข่าวทุกวันแต่ก็เป็นเพียงรายย่อยเท่านั้น สถานการณ์วันนี้เชื่อได้ว่ามีคนที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังบนความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะชี้แจงผ่านเวทีสื่อมวลชนที่รัฐบาลสามารถควบคุมเนื้อหาในการสื่อสารได้เอง หลีกเลี่ยงไม่มาชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถตั้งคำถามในเชิงกล่าวหาได้ มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง และรัฐมนตรีหรือ สส. ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิพาดพิงในการตอบชี้แจงได้ทันที 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ตั้งแต่ช่วงเช้า พรรคประชาชนพยายามเรียกร้องให้ตัวแทนรัฐบาลที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ใช้สิทธิตามข้อบังคับที่มีอยู่แล้วในการตอบชี้แจงข้อสงสัยที่สมาชิกได้ตั้งคำถาม แต่ตั้งแต่เช้าถึงค่ำกลับไม่มีการลุกขึ้นมาตอบชี้แจงข้อสงสัยแต่ประการใด อาจมีตัวแทน สส. ฝั่งรัฐบาลบางส่วนตอบชี้แจงบ้าง สถานการณ์วิกฤติในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญคือวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชน และทุกคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันจะเป็นผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใคร และก่อนหน้านี้มีการกักตุนไว้หรือไม่ ถ้าวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาได้ ตนก็ยังไม่เห็นว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตตรงนี้ให้กลับสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างไร

ขณะที่ นายวีระยุทธ์ กล่าวว่า การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันทีไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ และไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน ทำตรงข้ามกับที่พูดมาโดยตลอด และไม่มีการรับฟังข้อเสนอที่มีการอภิปรายในสภาด้วย ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่พรรคประชาชนรวบรวมเสนอไม่ได้ถูกนำไปใช้เลย ไม่ว่าจะเป็น

1) รัฐบาลยังคงใช้การบริหารแบบปิดห้องคุยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายใหญ่แล้วมาบอกประชาชนให้ทำอย่างที่ต้องการ ไม่มีการเปิดรับฟังผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการเข้าไปหาชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่งรายย่อย หรือไรเดอร์ที่ต้องขับรถรายวันเลย

2) ยังคงไม่ยอมรับว่าปัญหาความปั่นป่วนที่ผ่านมาเกิดจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคา 15 วัน แล้วยังกลับมาชี้หน้าต่อว่าประชาชน พรรคประชาชนเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นบันได ซึ่งไม่ใช่แบบที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในการขึ้น 6 บาททันที โดยไม่มีคำอธิบายว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร คนไทยและผู้ประกอบการจะใช้ชีวิตอย่างไร ต้องรอเวลา 22.00 น. ในการประกาศและรอความไม่แน่นอนแบบนี้ต่อไปแค่ไหน หลักการขั้นบันไดที่พรรคประชาชนเสนอคือการประกาศให้ชัดว่าถ้าราคาโลกอยู่ในระดับนี้จะต้องอุดหนุนกี่ % ถ้าราคาสูงกว่านี้จะไม่อุดหนุนแต่มีเพดานอย่างไร ประกาศให้รู้ล่วงหน้า แล้วสังคมก็จะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไปด้วยกัน แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าหลักการคืออะไร

3) พรรคประชาชนเสนอว่าจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีการออกแนวทางอย่างเป็นทางการเลย มีเพียงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แต่ไม่เคยมีการเรียกรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งการระบุว่าจะช่วยผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าในบรรดากลุ่มที่จะได้รับการช่วยเหลือกลุ่มแรก ทำไมถึงมีกลุ่มผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐอยู่ด้วย นี่คือการทำงานบนความเชี่ยวชาญหรือเป็นการใช้ผลประโยชน์นำกันแน่ 

นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ เพราะมีทั้งงบกลางและเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอยู่ อาจจะต้องขอ กกต. แต่สถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ไม่มีทางที่ กกต. จะปฏิเสธได้ เวลานี้มีเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอยู่ราว 30,000 ล้านบาท ถ้ารัฐบาลเห็นอกเห็นใจประชาชนจริงๆสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เลย แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยอยู่กับความไม่แน่นอนรายวัน

สิ่งที่รัฐบาลทำไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน มีเครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้อยู่แล้วแต่กลับไม่ใช้ มีแต่การที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯรัฐมนตรีไปออกรายการต่างๆ แล้วให้สัมภาษณ์ ไม่มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการ สถานการณ์วิกฤตแบบนี้ภาวะความเป็นผู้นำยิ่งมีความสำคัญกว่าสถานการณ์ปกติ ต้องมีการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ตอบคำถามให้เป็นทางการ แต่แสดงความเห็นอกเห็นใจประชาชนด้วย ไม่ใช่สื่อสารผ่านหน้าข่าวหรือออกรายการบางรายการเท่านั้น

นายวีระยุทธ  กล่าวย้ำว่า พรรคประชาชนเรียกร้องว่าการช่วยเหลือเยียวยาสามารถทำได้เลย โดยใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินที่อยู่ในงบกลาง เว้นแต่รัฐบาลจะเก็บไว้ทำอย่างอื่น ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าตอนนี้เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุด และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะรอรัฐบาลใหม่ เรื่องภาษีสรรพสามิตอาจจะต้องรอรัฐบาลใหม่ พ.ร.ก. เงินกู้ต้องรอรัฐบาลใหม่ แต่การมีเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินอยู่สามารถใช้ได้เลยผ่าน กกต. และควรจะมีการนำมาใช้เลย

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจง ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาทต่อลิตร   รอตลาดโลกปิดราคา พิจารณาจากหลายมิติ ป้อง ผู้ค้าไม่ได้กักตุน รับประกัน ไม่มีใครรู้มาก่อน ยัน สถานภาพกองทุนจะดีขึ้น ดูแลปชช.ต่อได้ 

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น. วันที่ 26 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งยังไม่มีท่าทีจะยุติลง แม้จะมีการเสนอข้อตกลงในต่างๆ แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงมากขึ้น จากเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ยังอยู่เพียงแค่ 198 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. สูงขึ้นถึง 242 เหรียญต่อบาร์เรล สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลถึงราคาขายปลีกในประเทศไทย ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องทำให้ติดลบมากขึ้น จนถึงปัจจุบันที่คำนวณเอาไว้ กว่า 3.5 หมื่นล้านบาทแล้ว มีเงินไหลออกประมาณวันละ 2 พันล้านบาท

นายพรชัย กล่าวว่า ส่วนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค. ทางมาเลเซียมีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน โดยปรับดีเซล1-7 บาท จะเห็นได้ว่าราคาของเราไม่ได้สูงกว่าเพื่อนบ้านเลย ยังอยู่ระดับค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีการพิจารณาหลายหลายมิติ จนได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับลดการชดเชยในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับลดการชดเชย จะทำให้กองทุนน้ำมันยังมีการช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่มอยู่ เช่น น้ำมันดีเซล ที่เป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจ เรายังช่วยเหลืออยู่ ในส่วนกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น E10 และE20 เรายังใช้กองทุนน้ำมันสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูกอยู่ ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศให้เหมาะสม และขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัด เราจะดำเนินการไปด้วยกัน  คาดว่า การจัดเก็บครั้งนี้จะสามารถทำให้เรายืนสู้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้อีกต่อไป เพราะว่าตอนนี้สภาพคล่องเราจ่ายน้อยลง ก็ยังช่วยเหลือกันได้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 17 มี.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยืนยันจะปรับขึ้นเป็นสเตป แต่เมื่อคืนกลับขึ้นทีเดียว 6 บาทโดยไม่มีการแจ้งประชาชนก่อน ทำให้เกิดการตกใจ นายพรชัย กล่าวว่า สถานการณ์โลกที่เราคุยกัน ณ วันนั้น ยังอยู่แค่ 198 เหรียญต่อบาร์เรล จากนั้นประมาณ 2-3 วัน ก็กระโดดขึ้นมาถึง 242 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกทุกประเทศสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่บอกว่าจะช่วยสนับสนุน แต่เมื่อราคาสูงขนาดนั้นก็ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีรายจ่ายมากขึ้น สภาพคล่องก็ขาด ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นถึงถึง 6 บาท เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ในภูมิภาคอาเซียนราคาก็กระโดดขึ้นไปในลักษณะนี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. มาเลเซียก็ขึ้นทีเดียว 7 บาทเหมือนกัน

เมื่อถามว่า หมายความว่า ในอนาคตไม่มีหลักประกันใช่หรือไม่ว่า จะมีการปรับขึ้นเป็นขั้นบันได แต่จะสามารถขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ ประชาชนต้องลุ้นรายวันใช่หรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า การขึ้นแต่ละครั้ง คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาหลายหลายมิติ ที่ผ่านมาเราก็ขึ้นแค่ 50 สตางค์ บางครั้งก็ขึ้นบาทกว่าๆ ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาหลายหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านน้ำมันอย่างเดียว ต้องดูมิติเพื่อนบ้านและมิติประชาชน คงไม่ได้การันตีว่าเราจะขึ้นพรวดเดียว ต้องดูเป็นรายวันไป

เมื่อถามว่า เหตุใดไม่ใช้วิธีสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายพรชัย กล่าวว่า ไม่ว่าวิธีไหนเราก็มีหลักการพิจารณาเหมือนกัน เพียงแต่ขณะนั้น สถานการณ์สู้พบรัสเซียกับยูเครน ไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ จึงไม่ได้ทำให้ราคาสูงขนาดนี้ แต่ในทางกลับกัน กรณีสหรัฐอเมริกากับอิหร่านส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นวันหนึ่งถึง 20-30 เหรียญต่อบาร์เรล ฉะนั้น การตัดสินใจบางอย่างเราต้องรีบดำเนินการ ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ ต้องมีการสกัดไว้บ้าง อย่างไรก็ตาม เรายังรักษาเสถียรภาพให้ประชาชนมั่นใจ 

เมื่อถามถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ระบุ จะนำเรื่องภาษีสรรพสามิตมาใช้ แต่ขณะนี้นายกฯยังไม่มีอำนาจเต็ม ตรงนี้จะมีอำนาจในการออกกฎหมายมาเพื่อบรรเทาเรื่องน้ำมันหรือไม่ นายพรชัย  กล่าวว่า เรื่องกฎหมายตนไม่ขอก้าวล่วง แต่เรากับกระทรวงการคลังเคยดำเนินการเรื่องการขอลดภาษีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามรัสเซียยูเครน หรือสมัยก่อนช่วงที่กรมสรรพสามิตเคยมาขอเงินจากกองทุนน้ำมัน เรามีการประสานกันไว้เรียบร้อย แต่ในเรื่องกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่มีความพร้อมเราค่อยมาเจรจากันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ราคาน้ำมันจะทะลุไปถึง 70 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดโลก แต่จะขึ้นถึง 70 บาทหรือไม่ ต้องดูว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำลังพอที่จะรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ หากทำได้เราก็จะทำ ทั้งนี้ การลดการจัดเก็บในครั้งนี้จะทำให้ดีขึ้น แต่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ราคาในตลาดโลกจะสูงขึ้นเท่าไหร่มากขนาดไหน

เมื่อถามว่า ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ทำไมถึงขึ้นราคากลางดึก และตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้ที่หาน้ำมันเติมไม่ได้  เพราะมีการกักตุนรอราคาขึ้นหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องประกาศกลางดึก เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่สิงคโปร์จะปิดราคาช่วงประมาณ 19.00 น. ซึ่งเขาจะค่อยๆ ปล่อยราคาน้ำมันแต่ละชนิด เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันดูไบ น้ำมันเบนซิน ซึ่งตนต้องมานั่งทำโครงสร้างราคาที่ตีออกมาเป็นค่าเงินบาท กว่าจะเสร็จก็ 21.00 น. และ กบน.ก็มีการประชุมกันในช่วง 21.00 น. เพื่อให้ได้ข้อมูลหลายมิติ เราก็เพิ่งทราบว่า เพื่อนบ้านก็ขึ้นราคา ฉะนั้น การประกาศช่วงดึกไม่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือใครทั้งนั้น แค่รอข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อให้ราคาที่ชัดเจน ส่วนที่คนสงสัยว่า ผู้ค้ามีการกักตุนรอให้ราคาขึ้นนั้น ยืนยันว่า ไม่มี และทางผู้ค้าก็ไม่ทราบว่าเราจะทำ แม้กระทั่งตนและคนที่ทำงานก็ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนแน่นอน คีย์ข้อมูล ณ ตอนนั้นเลย รับประกันได้

เมื่อถามว่า วิเคราะห์อย่างไรที่ก่อนหน้านี้น้ำมันหมดปั๊ม แต่พอราคาขึ้น น้ำมันกลับไม่ขาด นายพรชัย กล่าวว่า เรามองในมิติอัตราเงินกองทุน ส่วนเรื่องการจัดเก็บสต็อกน้ำมันขอให้กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้ตอบจะดีกว่า เขาจะตอบได้ชัดเจน

ปกรณ์ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบนั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน บวรศักดิ์

ปกรณ์ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบนั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน บวรศักดิ์

ปกรณ์ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบนั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน บวรศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“ปกรณ์“ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบ นั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน “บวรศักดิ์” บอก เอาเรื่อง ปชช.ก่อน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 10.20 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยนายปกรณ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ปรากฏรายชื่อนั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาลอนุทิน 2 พร้อมโบกมือปัดที่จะตอบคำถาม ก่อนจะบอกว่า เอาเรื่องประชาชนก่อน 

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายอะไรหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ต้อง เพราะมีมาตรการอยู่แล้ว 

ก่อนจะหันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าว หลังถูกถามว่าจะได้เจอกันที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่  

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการปรากฏตัวของนายปกรณ์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังมีรายชื่อติดโผรัฐบาลอนุทิน 2 แทนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 26 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียลเช้านี้ เมื่อ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้เป้าวิกฤตราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ พร้อมเสนอทางออกสวนทางนโยบายรัฐบาล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เช้านี้ น้ำมันขึ้นราคา มา 6 บาทซึ่งคาดว่าราคานำ้มันจะมีขึ้นต่อไปอีกแน่นอน“ เพราะรัฐช่วยอุ้มผ่านกองทุนนำ้มันบางส่วนอยู่ด้วย เมื่อวานนี้ในสภาอภิปราย สภาพปัญหาเห็นกันอยู่แล้วนะครับ โดยสรุปมีข้อเสนอแนะ วิธี แก้ไขปัญหา พูดถึงเรื่อง นโยบายลดแรงกระแทก โดยไม่ได้ค้านที่จะค่อยๆลอยตัวตามสภาพราคานำ้มันโลก และตรงกันหลายภาคส่วนคือ ตรงกับพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาแรกๆ คือ ลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาทและเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมลาภลอยราว 3 บาท จากผู้ประกอบการโรงกลั่น ที่ส่วนใหญ่มีรัฐเป็นหุ้นอยู่ด้วย

ในส่วนรัฐบาลประกาศ จะมีมาตรการช่วยเหลือแต่ละกลุ่มเปราะบาง ต่างๆ หลายกลุ่ม เช่นขนส่งสาธารณะ เกษตรกร ประมง คนจน ฯลฯ แต่ยังไม่พูดการลดภาษีสรรพสามิตตามข้อเสนอ มีพูดถึงเก็บภาษีลาภลอย แต่ยังทำไม่ได้ด้วยสถานะรัฐบาล ผมเลยคาดเดาเอาว่า รัฐบาลไม่ลดภาษีสรรพสามิต เพราะตั้งใจจะมีมาตรการ แจกต่างๆแบบไม่อั้น ให้กับกลุ่มต่างๆ ซึ่งต้องไปศึกษาเปรียบเทียบ แก้โดยตรงไปที่ลดราคานำ้มัน โดยลดภาษีสรรพสามิต เก็บภาพลาภลอยกับ ไปแจกแต่ละกลุ่มนั้นอันไหนคุ้มค่ากว่ากัน หมายเหตุ. มีการอ้างว่ายังไม่มีรัฐบาลเลยทำอะไรยังไม่ได้ ตรงนี้นี่ญี่ปุ่นเลือกตั้งเสร็จใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์รับรอง ต้ังรัฐบาลเสร็จแล้ว #สู้กันต่อไป #รัดเข็มขัดกัน #พึ่งตัวเองเป็นหลัก”

สาธิต ปิตุเตชะ

หลังจากโพสต์ของ นายสาธิต ปิตุเตชะ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด มีทั้งที่เห็นด้วยกับแนวทางลดภาษี และที่เข้ามาตั้งคำถามถึงการทำงานของนักการเมือง เช่น

“ฟังกรรมกรข่าวเช้านี้ คุยกับคุณกรณ์ คุณอภิสิทธิ์ เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ชาวบ้านที่เข้าใจง่ายเรื่องราคาน้ำมัน น่าชื่นชมกับการเปลี่ยนตามยุคสมัย เข้าถึงประชาชนมากขึ้น”

“ดีใจด้วยครับกับคนที่เลือกเขาเข้ามากลับบ้านต่างจังหวัดสงกรานต์แล้วมันไม่ขาดแน่นอน555”

“พูดง่ายๆ ครับ แต่การลงมือทำนั้น มันทำทันทีได้อย่างที่พูดหรอครับ .. ถ้ามันทำได้ง่ายจริง ลงมือทำให้ดูสิครับ คนจะได้เชื่อ และจะได้มีผลงานเชิดชูตัวเองด้วยครับ ว่าทำได้จริงนะไม่ดีแต่พูด”

“แจกไม่อั้น พร้อมขึ้น% ภาษีสรรพสามิตเนียนๆ”

“ต้นทุนชาวสวนที่เพิ่มขึ้นผลผลิตราคาต่ำลงแย่ครับพี่”

“แล้วรัฐบาล ทำอะไรบ้างครับอยากรู้จริงๆ”

“คนไม่ได้เลือกก็รับกรรมใช่ไหมคะ”

“น้ำมันขึ้น 6 บาท แต่ภาษีสรรพสามิต 6.9 บาทไม่ลดนะ”

สาธิต ปิตุเตชะ
สาธิต ปิตุเตชะ
สาธิต ปิตุเตชะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สาธิต ปิตุเตชะ