รัดเกล้า จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้ว สว. ให้ศาลฯ ชี้ต้องฟื้นศรัทธา ปชช. เตือนหากยังฝืนระวังเจอ ม. 157

13 กันยายน 2569 เวลา 19:08 น.

รัดเกล้า จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้ว สว. ให้ศาลฯ ชี้ต้องฟื้นศรัทธาประชาชน-ไม่มีหน้าที่ตัดสินผิด-ถูก เตือนหากยังฝืนระวังเจอมาตรา 157 รออยู่

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มไอลอว์ พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมและลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย.ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คือเชื่อว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง กกต. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญและเป็นหัวใจในการปกป้องประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่วันนี้เราเห็นกันแล้วว่าการทำงานของ กกต. ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าล่าสุด พบว่าในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด กกต. เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสต่ำที่สุด

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า วันที่ 14 ก.ย.นี้จะเป็นวันสำคัญที่ กกต. จะต้องฟื้นฟูความศรัทธาจากประชาชนต่อตัวองค์กรให้ได้ เพราะหน้าที่และบทบาทของ กกต. ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นเรื่องการยื่นเรื่องคดีฮั้ว สว. เข้าสู่การพิจารณาของศาล และ กกต. เองไม่ได้มีบทบาทหรือหน้าที่ในการพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ที่เมื่อมีเรื่องที่เชื่อได้ว่ามีมูล และเมื่อประชาชนมารวมตัวกันแสดงออกถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต. จะไม่ส่งเรื่องเข้าสู่ศาล

“หากในวันที่ 14ก.ย.นี้ การตัดสินใจของ กกต. ยังคงยืนยันที่จะไม่ส่งเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ศาล มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็คงจะรอ กกต. อยู่ จึงขอให้ กกต. ตัดสินใจให้ดี เพราะพวกเราและประชาชนคนไทยกำลังรออยู่” นางรัดเกล้า กล่าว

เมื่อถามถึง เสื้อที่สวมใส่มาในวันนี้ ซึ่งมีหมายเลข 7-157 นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการใช้เป็นตัวเลขเพื่อมาเตือนสติ กกต. ว่าการทำงานของ กกต. ในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดย 157 คือมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ส่วนเลข 7 ตัวแรกมีที่มาอย่างไร ให้กลับไปคิดเอาเองแล้วกัน

ต่อมานางรัดเกล้า ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พวกเรามาแสดงตนเชิงสัญลักษณ์ เพื่อส่งเสียงถึง กกต. ก่อนการลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันพรุ่งนี้

เสื้อ “7-157” ไม่ได้มีไว้แค่ให้คนสงสัย แต่มีไว้เตือนว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความหมายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

คิดให้ดี ก่อนลงมติ”

สรรเพชญ ยกระดับขนส่งทางน้ำเมืองกรุงเก่า

13 กันยายน 2569 เวลา 19:03 น.

“สรรเพชญ” เร่งยกระดับขนส่งทางน้ำอยุธยา ปลดข้อจำกัดท่าเรือศาลาลอย – พัฒนาร่องน้ำป่าสัก เชื่อมโยงสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน บริเวณท่าเรือศาลาลอย อำเภอท่าเรือ และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำป่าสัก พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 2 นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

สำหรับโครงการสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำบริเวณท่าเรือศาลาลอย มีพื้นที่ประมาณ 56 ไร่ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการเช่าท่าเรือ รวมถึงปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักช่วงฤดูแล้งที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือขนาดใหญ่ ขณะที่ท่าเรือปัจจุบันรองรับเรือได้ไม่เกิน 500 ตันกรอส จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับวัตถุประสงค์การใช้ท่าและจัดทำรายงาน EIA ให้สอดคล้องกับกฎหมาย นอกจากนี้ ระดับท่าเรือมีความสูงกว่าระดับเรือประมาณ 6–7 เมตร เป็นข้อจำกัดต่อการขนถ่ายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเทกอง ขณะที่อาคารสำนักงาน โรงพักสินค้า และพื้นที่หน้าท่าบางส่วนมีสภาพชำรุดจากการใช้งานมานานกว่า 13 ปี จึงต้องเร่งสำรวจและปรับปรุงให้พร้อมรองรับการใช้งาน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะประสานกรมชลประทานพิจารณาการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนพระราม 6 เพื่อรักษาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักให้เหมาะสมต่อการเดินเรือ โดยมีเป้าหมายประมาณ 4.5 เมตร เพื่อรองรับเรือที่กินน้ำลึก 4 เมตร พร้อมหารือกรมธนารักษ์เพื่อหาแนวทางลดภาระค่าเช่าและค่าธรรมเนียม รวมถึงพิจารณาการแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ผู้ประกอบการเช่า ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ท่าเรือศาลาลอยสามารถพิจารณาได้ทั้งในรูปแบบกิจการท่าเรือ กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ หรือกิจการอื่นตามความเหมาะสม

ในส่วนของโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำป่าสัก มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพร่องน้ำและการเดินเรือ รองรับการขนส่งสินค้าทางน้ำและส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกและทางรางมายังทางน้ำ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสินค้าจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังท่าเรือในแม่น้ำป่าสัก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งลดปัญหาการจราจรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวครอบคลุมระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดพนัญเชิงถึงเขื่อนพระราม 6 แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 จาก กม. 0+000 บริเวณหน้าวัดพนัญเชิง ถึง กม. 23+000 บริเวณวัดพระนอน ดำเนินการขุดร่องน้ำลึกประมาณ 6.6 เมตร กว้าง 30–44 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดไม่เกิน 2,500 ตัน และช่วงที่ 2 จาก กม. 23+000 บริเวณวัดพระนอน ถึง กม. 52+000 บริเวณเขื่อนพระราม 6 ขุดร่องน้ำลึกประมาณ 4.4 เมตร กว้าง 24–35 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดไม่เกิน 1,000 ตัน โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2570 นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาการกัดเซาะตลิ่งบริเวณวัดคลองน้ำชาและหมู่บ้านอรัญญิก ซึ่งประชาชนได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการกัดเซาะตลิ่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายสรรเพชญได้มอบให้กรมเจ้าท่าดำเนินการสำรวจศึกษาและจัดทำคำของบประมาณ พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามการดำเนินงานและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้โครงการเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งให้มีความสะดวก ปลอดภัย และตรงเวลา สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมายังทางน้ำ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนลดปริมาณการจราจรทางถนนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะและรักษาที่ดินและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมยกระดับภูมิทัศน์และเศรษฐกิจริมแม่น้ำป่าสัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและท้องถิ่นในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ไอติม ดักคอ กกต. หากยกคำร้อง คดีฮั้ว สว. เรื่องไม่จบแน่นอน จี้ส่ง 229 คนให้ศาลพิสูจน์ หวั่นเกิดระบบ การเมืองสีน้ำเงิน ทำอะไรก็ไม่ผิด

13 กันยายน 2569 เวลา 18:55 น.

ไอติม ดักคอ กกต. หากยกคำร้อง คดีฮั้ว สว. เรื่องไม่จบแน่นอน จี้ส่ง 229 คนให้ศาลพิสูจน์ หวั่นเกิดระบบ การเมืองสีน้ำเงิน ทำอะไรก็ไม่ผิด ย้ำเดินหน้ายื่นญัตติซักฟอก ก.ย.นี้ คาดได้อภิปรายช่วง ต.ค.

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่มาร่วมงานกิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง สว. 229” ว่า ตนมาร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในคดีโกง สว. ซึ่ง กกต. จะมีการลงมติในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ตนสื่อสารมาโดยตลอดว่า หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง กกต. ควรจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในกระบวนการโกง สว. ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่เสนอให้สั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างสิ้นสงสัย และพิพากษาว่าใครบ้างใน 229 คนที่ผิดหรือไม่ผิด

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลหลักมี 2 ข้อข้อแรก คือเห็นว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกง สว. ไม่ว่าจะเป็นโพยใบสั่ง บอร์ดการลงคะแนน หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หรือแม้กระทั่งประวัติการโทรศัพท์ โดยรวมแล้วเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่ กกต. จะสามารถสั่งฟ้องไปที่ศาลได้ หากเทียบกับมาตรฐานการทำงานของ กกต. ในอดีต จะเห็นว่าเมื่อปีที่แล้ว กกต. เคยมีการสั่งฟ้องไปที่ศาลในคดีที่มีเพียงข้อความไม่กี่ข้อความในแชตไลน์ ซึ่งเป็นการแลกคะแนนและจับคู่กัน โดยไม่มีการเสนอเรื่องเส้นเงินหรือผลประโยชน์ด้วยซ้ำ ฉะนั้น จึงมองว่าหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. ครั้งนี้ มีความชัดเจนกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยสั่งฟ้องไปที่ศาลด้วยซ้ำ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุผลที่ 2 คือเห็นว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ในสถานะที่มีการขัดกันของผลประโยชน์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กกต. 4 คนดังกล่าวเข้ามาเป็น กกต. ได้ ก็เพราะได้รับการรับรองจาก สว. ชุดเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น กกต. 4 คนนี้ไม่ควรใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับรองให้ กกต. ทั้ง 4 คนเข้ามาดำรงตำแหน่ง และการสั่งฟ้องไปที่ศาลเพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิพากษา ก็น่าจะทำให้ กกต. 4 คนนี้หลุดพ้นจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ดีที่สุด ฉะนั้น ด้วย 2 เหตุผลนี้จึงเห็นว่า กกต. ควรมีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไปที่ศาล

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย จะเดินหน้าอย่างไรต่อ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน แต่ในช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ 20 กว่าชั่วโมง ยังไม่อยากให้คิดไกลเกินวันที่ 14 กันยายนนี้ ในเวลานี้อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันส่งเสียง รวมพลังกันเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น โดยอยากให้โฟกัสตรงนี้ก่อน ยืนยันว่า ในเชิงหลักการ หากมีการยกคำร้องหรือตัดทอนไม่ให้เรื่องของใครไปถึงศาล ทั้งที่หลักฐานชัดเจนเพียงพอ เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลยในฐานะที่เดินหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอดจะผิดหวังหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องความรู้สึกของตนที่เป็นสิ่งสำคัญ แต่หากคดีการโกง สว. ที่เกิดขึ้นกระทำสำเร็จ โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่กังวลคือประเทศไทยจะกลายเป็นสถานการณ์ที่มีระบบการเมืองที่เสื้อสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับอนาคตประเทศ จึงมาร่วมกันเรียกร้องไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กกต. มีคำสั่งฟ้องจริง จะเปิดเผยเพียงตัวเลขว่าสั่งฟ้องกี่คน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อว่าใครถูกฟ้องบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า หวังว่าจะไม่ใช่ความจริง เพราะ 1.หาก กกต. ลงมติอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลใจที่จะอธิบายกับสังคมว่าเหตุใดจึงลงมติเช่นนั้น ทำไมจึงสั่งฟ้องใคร หรือทำไมจึงไม่สั่งฟ้องใคร หาก กกต.มีความพยายามปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวเอง ก็ยิ่งสื่อให้เห็นว่า กกต. อาจทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.เข้าใจว่าสโลแกนของ กกต. ในขณะนี้มีคำว่าโปร่งใส ซึ่งการกระทำต้องสอดคล้องกับคำพูดนั้นด้วย ดังนั้น หาก กกต. ทำงานด้วยความโปร่งใสจริง สิ่งพื้นฐานที่สามารถทำได้คือการชี้แจงกับประชาชนถึงรายละเอียดและเหตุผลในการลงมติที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า อยากสื่อสารอะไรถึง กกต. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อยากให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต. 4 คนในวันนี้ เข้ามาเป็น กกต. ได้เพราะถูกรับรองโดย สว. ที่อยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่อยากให้ กกต. นึกถึงการตอบแทนบุญคุณคนที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งทุกวันนี้ อยากให้นึกถึงอนาคตประเทศ นึกถึงหลักการทางกฎหมาย และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายพริษฐ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า พร้อมและเดินหน้าตามขั้นตอนและกรอบเวลาที่วางไว้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำตัวญัตติ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมว่ารัฐมนตรีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายมีใครบ้าง รวมถึงข้อกล่าวหาที่จะเขียนเข้าไปในญัตติว่าจะมีข้อกล่าวหาอะไรบ้าง โดยคาดว่าจะยื่นได้ภายในเดือนก.ย. และการอภิปรายจะเกิดขึ้นประมาณเดือนต.ค.นี้

บรรยากาศ ไอลอว์ ชุมนุมจี้ กกต.สั่งฟ้อง 229 โยงฮั้ว สว. หน้าหอศิลป์ฯ

13 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw-ไอลอว์) ได้รวมตัวจัดกิจกรรมชื่อว่า “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” แสดงพลังครั้งสุดท้ายก่อน กกต. ลงมติคดีโกงเลือก สว. กับข้อเรียกร้องเดียว “สั่งฟ้อง 229” ผู้ต้องหา ไม่มีข้อยกเว้น โดยมีกลุ่มมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมและฟังการปราศรัย รวมกว่า 500 คน โดยมีทั้งนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง มาเข้าร่วม หลากหลายท่าน อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาชน, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย และอีกหลายท่าน

โดยบรรยากาศบริเวณหน้าหอศิลป ฯ ได้มีการโชว์ผังความเชื่อมโยงคดีโกง สว. ทั้ง 229 คนและกิจกรรมแปลอักษรเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เป็นตัวเลข 229 นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมแสดงดนตรี จากวงต่าง ๆ วงสามัญชนและโมกศลาร์

ขณะที่ด้านการดูแลความปลอดภัย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต. อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ลงพื้นที่ตรึงกำลังโดยรอบบนสกายวอล์ก ห้างมาบุญครอง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของการจัดกิจกรรมการชุมชน ซึ่งเป็นไปอย่างสงบ

อินฟลูฯ เรียงหน้าซัด “พรรคเศรษฐกิจ” หลังปั่นปมใช้หนี้ แทนเขมร 31 ล้าน เอาหล่อ

13 กันยายน 2569 เวลา 17:55 น.

จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 31.2 ล้านบาท โดยมีการปั่นพาดหัวข่าวในลักษณะที่ว่า “รัฐบาลนำเงินภาษีไปมอบให้ประเทศกัมพูชา” ประเด็นดังกล่าวได้ถูกนำไปขยายผลทางการเมืองอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจาก “พรรคเศรษฐกิจ” ที่ออกมาระบุว่าพยายามยับยั้งงบก้อนนี้แต่ไม่สำเร็จ จนถึงขั้น ส.ส. ของพรรคออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชน ล่าสุด กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และนักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านทนไม่ไหว ต้องออกมาเปิดข้อมูลเชิงลึก พร้อมเรียงหน้าวิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองดังกล่าวอย่างดุเดือด ว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริง มุ่งหวังเพียงผลทางการเมือง โดยละทิ้งความรับผิดชอบต่อเครดิตของประเทศชาติ

จุดเริ่มต้นดราม่า “พรรคเศรษฐกิจ” ยืดอกขอโทษ อ้างตัดงบไม่สำเร็จ

ต้นตอของเรื่องนี้เกิดจาก “พรรคเศรษฐกิจ” นำโดย ส.ส.คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค พร้อม ส.ส. อีก 2 คน ออกมาแถลงขอโทษประชาชนที่พยายามตัดงบ 31.2 ล้านบาทในการช่วยภาระดอกเบี้ยกัมพูชาแต่ไม่สำเร็จ โดย ส.ส.คริส ระบุว่า ในวันที่คนไทยเดือดร้อน ทำไมต้องเอาเงินภาษีไปแบกภาระให้เพื่อนบ้าน พร้อมทิ้งท้ายอย่างหล่อๆ ว่า ถ้าวันนี้คนไทยยังไม่อยู่ดีกินดี ถ้าวันนี้คนไทยยังไม่มีเงินเรียนหนังสือ เราจะเอาเงินที่เราเกือบจะไม่มี ไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่ามันบ้าจริง ๆ… ประชาชนไม่ยอมแพ้ พรรคเศรษฐกิจก็ไม่ยอมแพ้”

ตอกหน้าคนผิด ความจริงคือสัญญาหนี้ ไม่ใช่เงินแจกเขมร

หลังการแถลง โลกออนไลน์ลุกเป็นไฟ อินฟลูเอนเซอร์และนักวิเคราะห์ต่างกางความจริงฟาดกลับ

  • เฟซบุ๊ก Sema Loveking: ซัดแรงว่างบก้อนนี้คือการชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยตามพันธะเดิมของ EXIM Bank พร้อมตอกกลับพวกปั่นข่าวเฟกว่า พูดอย่างนี้จะดีต่อประชาชนที่ไม่ได้รู้ข้อมูล และจะแฟร์ต่อรัฐบาล คนที่ไม่ฉลาด จะได้ฉลาด ไม่โดนจูงจมูกได้ง่ายๆ
  • เฟซบุ๊ก พีระชาติ อินตา ย้ำว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่การหยิบเงินสดไปแจกเขมร พร้อมขยี้ปม ความย้อนแย้ง” ว่า ส.ส. พรรคยกมือไหว้ขอโทษที่ตัดงบไม่ได้ แต่พอดูรายงานโหวต พรรคเศรษฐกิจกลับ ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณทั้งฉบับ” จึงตั้งคำถามว่า เมื่อพรรคเห็นว่างบก้อนนี้ไม่เหมาะสม เหตุใดจึงลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณทั้งฉบับ? นี่คือความย้อนแย้งที่ควรถูกอธิบาย”

หายนะ Cross-Default ถ้าระงับจ่าย ไทยนั่นแหละที่จะพังพินาศ

ข้อเสนอให้รัฐบาล “ระงับการจ่ายเงิน” ถูกวิจารณ์ยับเยินว่าชี้โพรงให้กระรอกและเสี่ยงทำประเทศฉิบหาย:

  • เฟซบุ๊ก กวีเหลวไหลแท้ ชี้ว่าหากบ้าจี้ทำตาม จะเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ (Cross-Default) เขมรจะใช้อ้างไม่จ่ายหนี้ที่เหลือได้ทันที เครดิตประเทศตก ภาระดอกเบี้ยพุ่ง พร้อมสับแหลกว่า เพื่อปั่นกระแสหาเสียง ประเทศจะชิบหัยอย่างไรพรรคเศรษฐกิจไม่เกี่ยว… โชคดีที่พรรคนี้มี ส.ส. ไม่กี่คน แค่เอามาปั่นหาเสียงจากประชาชนที่ตามไม่ทัน”
  • เฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong ฟาดแรงถึงกรรมาธิการงบประมาณว่า หาก ไร้สติ” ไปตัดงบก้อนนี้ กัมพูชาจะฉวยโอกาสชักดาบทันที แถมจะเอาไปฟ้องนานาชาติว่าไทยกลั่นแกล้ง พร้อมทิ้งท้ายแทงใจดำว่า รักชาติอย่างมีสติ แต่อย่าเล่นการเมืองโหนกระแสเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติเลยนะครับ”
  • เฟซบุ๊ก Nitipat Bhandhumachinda: เปรียบเทียบเจ็บๆ ว่าทำแบบนั้นคือการเบี้ยวหนี้ธนาคารตัวเอง ถ้าเราดันทะลึ่งไปเบี้ยวหนี้… ก็จะกลายเป็นว่าเราเบี้ยวหนี้กับธนาคาร เสียชื่อเสียเครดิตให้เขานินทากันไปทั้งโลก ..อย่าได้คิดกระทำโดยเด็ดขาด”

สวนกลับพรรคเศรษฐกิจ แสดงละครเอาหล่อ

นอกจากเรื่องข้อเท็จจริงแล้ว พฤติกรรมทางการเมืองก็ถูกรุมสับ เฟซบุ๊ก Tee Nop เดือดจัด โพสต์ตอบกลับว่าข่าวนี้เข้าทางคนชั่วที่เอามาเล่นต่อจนไฟลามทุ่ง พร้อมวิจารณ์อย่างร้อนแรงว่า สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจ ทำนั้น กำลังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้แก่รัฐบาล มันเป็นการแสดงละครเอาหล่อแบบหน้าด้านๆ ชั่วช้า โดยที่ลืมตัวว่าตัวเองเป็นพรรคร่วม”

บทสรุป ท้าชนคนจับโป๊ะ งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป?

แม้จะโดนกระแสสังคมและผู้รู้จริงรุมสับอยากมากมายแต่ล่าสุด พรรคเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าสู้กระแส โพสต์ข้อความท้าทายกลับอย่างดุเดือดว่า ใครก็ตามที่หาว่า #พรรคเศรษฐกิจ กุข่าว ส.ส.คริส ยินดี ดีเบทพร้อมเปิดเอกสาร ทุกรายการ!”

จากดราม่างบประมาณ ลุกลามกลายเป็นการเปิดหน้าชนทางการเมือง ท่ามกลางเดิมพันคือเครดิตของประเทศชาติและความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง งานนี้ต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาขึ้นเวทีดีเบต พรรคเศรษฐกิจจะงัดหลักฐานอะไรมาสู้ และมหากาพย์บิดเบือนข้อมูลครั้งนี้จะจบลงอย่างไร!

เท้ง ลั่นของขวัญวันเกิด อนุทิน ดีที่สุด คือเรียกร้อง กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย โยง ฮั้ว สว. ส่งศาลล้างครหา

13 กันยายน 2569 เวลา 17:16 น.

เท้ง ส่งสาส์นแฮปปี้เบิร์ธเดย์ถึง อนุทิน ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด คือ นายกฯ-ภูมิใจไทย แสดงจุดยืนเรียกร้อง กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย โยง ฮั้ว สว. ให้ศาลตัดสิน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ-ล้างข้อครหา เมิน ภูมิธรรม ย้อนหากวันนั้นเลือกนายกฯ จาก เพื่อไทย ทุกอย่างจบไปแล้ว ชี้ไม่อยากให้มองแค่เจาะจงพรรคใดพรรคหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ปลุกชวน ปชช. ออกมาแสดงพลังโค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตา ให้ องค์กรอิสระ ทําหน้าที่ตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์จากสำนักงานไอลอว์ ย่านลาดพร้าว มาจนถึงหอศิลปกทม. เมื่อช่วงเวลาประมาณ15.00น. เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)วินิจฉัยส่งคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว. ไปยังศาลฎีกา ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.) ซึ่งจะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลข ไม่เปิดเผยรายชื่อว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้ประชาชนออกมารวมตัวกัน ซึ่งตนและเพื่อน สส.ที่มาวันนี้ก็มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้องในตอนนี้คืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังนั้นคำวินิจฉัยของ กกต.จะออกมาเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเอ็กซ์ (X) ระบุว่าหากพรรคประชาชนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เรื่องเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. จบไปนานแล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขอย้ำอีกครั้งว่าทุกวันนี้สิ่งที่พวกเรากำลังส่งเสียงเรียกร้อง ไม่ได้ออกมาเรียกร้องในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง และไม่ได้เรียกร้องต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เราออกมาเรียกร้องเพราะเราต้องการการตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนที่มีความเชื่อมั่นเชื่อถือได้ หนึ่งในนั้นคือการทำหน้าที่ของ กกต.อย่างตรงไปตรงมา

”ทุกวันนี้หลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทุกคนเห็นแล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว.มันมีการโกง ดังนั้น สำหรับผมสิ่งที่ กกต.มีเหลืออยู่ และทำได้คือส่งทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครถูกใครผิด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองกรณีที่นายภูมิธรรมออกมาโพสต์อย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ไปมองว่าประเด็นที่มีการโต้ตอบกันในวันนี้เป็นการเรียกร้องกันระหว่างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง วันนี้เรามาในฐานะประชาชน ประชาชนมีสิทธิเต็มที่ที่จะออกมาแสดงพลังของตัวเองในการส่งเสียงเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่ตัวเองตรงไปตรงมามากที่สุด

เมื่อถามถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าคดีฮั้วสว. มีความจงใจล้มพรรคภูมิใจไทย และจะมีการเอาผิดกับคนที่ปล่อยข้อมูลคดีดังกล่าว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่ในการพิสูจน์ตัวเองให้ดีที่สุดสำหรับตน องค์กรที่จะมีอำนาจชี้ขาดว่าใครถูกหรือใครผิดคือศาล ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าจะเป็นใครโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย กำลังจะบอกว่ามีการกล่าวหาว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้นจริง ตนคิดว่าวิธีการเดียวคือการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ออกมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ศาลเป็นคนตัดสิน จะสิ้นข้อสงสัยมากที่สุด

เมื่อถามว่า หากวันที่ 14ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งรายชื่อทั้ง 229 ไปยังศาล จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรายังเหลือเวลากันอีกไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ กกต. จะมีมติประมาณช่วง 10.00 น. และแถลงในช่วงบ่าย จึงอยากให้ประชาชนทุกคนมารวมตัวกันมาแสดงพลังกัน ใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองที่ได้รับรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ในการเรียกร้องให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด อย่าปล่อยให้วิธีการโกงที่ใหญ่มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สามารถถูกเป่าออกไปได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกรับผิดชอบในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า ถ้าหาก กกต. สั่งฟ้อง สว. ไม่ถึง 10 คน อย่างที่คาดการไว้ จะทำอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การใช้อำนาจหน้าที่
ของ กกต. ก็ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่วันนี้อย่าเพิ่งมองไปไกลขนาดนั้นเลย วันนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก็อยากจะส่งเสียงเรียกร้องอีกครั้ง ให้ประชาชนที่อยู่บริเวณหอศิลป์ฯ แห่งนี้ หรืออยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เดินทางมารวมตัวกันที่นี่ มาเพื่อแสดพลังของตัวเอง ให้ กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า วันนี้เป็นวันเกิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ​ในโอกาสวันเกิดของนายกฯ หากวันนี้นายกฯ มองว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่าน และพรรคภูมิใจไทย คือแสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่า ตัวท่านบริสุทธิ์ ตนคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด

ภูมิธรรม ซัดกลับ วิโรจน์ อย่าทำตัวเป็นคนดีย์ ชี้ผิดมาที่ เพื่อไทย ทั้งที่ ส้ม เลือก น้ำเงิน เอง 

13 กันยายน 2569 เวลา 16:34 น.

ภูมิธรรม ซัดกลับ วิโรจน์ อย่าทำตัวเป็นคนดีย์ ชี้ผิดมาที่ เพื่อไทย ทั้งที่ ส้ม เลือก น้ำเงิน เอง 

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอบคุณทุกเสียงสะท้อน จากการโพสต์ใน X ของผม เรื่อง”ฮั้ว สว.“

จุดประสงค์ผมไม่ต้องการโต้ตอบ ทางการเมืองแบบ “ตีลูกปิงปอง” ผมเพียงอยากเห็นการทำงานการเมืองอย่างรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนที่เลือกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร

ผมอยากจะบอกว่า ” พรรคการเมืองใดทำอะไรไว้ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง“ อย่าใช้ลีลาทางการเมืองที่แสดงตัวเป็นคนดีย์ เป็นคนคิดดี แล้วชี้ความผิดมาที่พรรคเพื่อไทย ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยก็เท่ากับเพื่อไทยนั้นผิดมหันต์ โดยกลบเกลื่อนความผิดที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งพรรคตัวเองได้ทำไว้

เพียงแค่เอ่ยคำว่า “ขอโทษ” แล้วคิดว่าจะจบปัญหาทุกอย่าง พรรคเพื่อไทยจะทำอะไร ไม่จำเป็นต้องให้พรรคใดมาคอยชี้นำบอกทาง..

ใครทำอะไร หรือไม่ทำอะไร พรรคนั้น คนนั้น ต้องรับผิดชอบ การกระทำของตัวเอง เรื่องที่ผมแสดงข้อคิดเห็นนี้ เป็นประเด็นที่ผมพูดคุยกับตัวแทนพรรคส้ม ก่อนส้มจะตัดสินใจ เลือก”น้ำเงิน“

ตัวแทนส้มที่ร่วมคุยในวันนั้น มี คุณเท้ง(หัวหน้าพรรค)/คุณพิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์(รองหัวหน้าพรรคแต่ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค)/ คุณศรายุทธ ใจหลัก (เลขาฯพรรคขณะนั้น) และคุณไอติม(พริษฐ์ วัชรสินธุ) รองหัวหน้าพรรค

ผมได้พูดประเด็นต่างๆที่กล่าวไปแล้ว แต่ที่ไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพราะ พรรคส้ม ขอให้งดสัมภาษณ์

และขอเวลาตัดสินใจ ซึ่งเราเคารพคำขอร้องของพรรคส้ม จึงได้ทำตามคำขอร้องที่พูดคุยกันในที่ประชุม

ครั้งนั้นผมไปพูดคุยในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทย โดยมีผู้เข้าร่วมเจรจาจากฝ่ายเพื่อไทย ทั้งรองหัวหน้าพรรคชูศักดิ์ ศิรินิล/ รองหัวหน้าพรรค จิราพร สินธุไพร/ เลขาธิการพรรค สรวงศ์ เทียนทอง

ผมถึงบอกว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่แล้ว และเราได้ชวนคุณเข้าร่วมทำงานการเมืองกับเรา แต่คุณไม่ร่วมมือโดยมีข้อกล่าวหาประกอบการตัดสินใจว่า เราเชื่อถือไม่ได้ เพราะเคยตระบัตสัตย์

ผมยังเคยถามกลับว่า ถ้าเราเชื่อถือไม่ได้ แล้วพรรคที่คุณเลือกน่าเชื่อถือกว่าเราตรงไหน 

หยุดเถิดครับ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด คนทุกคน พรรคทุกพรรค ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ ใครต้องการเลือกทำหน้าที่ทางการเมืองอย่างไร คนนั้น พรรคนั้น ต้องเลือกตัดสินใจและทำหน้าที่ของตนอย่างรับผิดชอบ

ไม่ต้องมายุ่งก้าวก่ายการตัดสินใจภายในของคนอื่น พรรคอื่น.. พรรคเพื่อไทยเราเคารพในเสียงของประชาชนที่เลือกมา และเรื่องนี้ “ประชาชน คนไทย เป็นผู้พิจารณาและตัดสินครับ “

อนุทิน ชี้ เท้ง ลงถนนเดินกดดันกกต. เป็นสิทธิ แต่ขอเคารพกฎหมาย

13 กันยายน 2569 เวลา 15:53 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.ย.2569 ที่บางพลี จ.สมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไอลอว์เดินเป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีโกงเลือกสว. 229 คน นายกรัฐมนตรีมองอย่างไร ว่า มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนมองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภาฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง

ระทึก! ฝ้าเพดานศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาทับชุดโต๊ะเก้าอี้เสียหายหนัก

13 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

ระทึก! ฝ้าเพดานศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาทับชุดโต๊ะเก้าอี้เสียหายหนัก โชคดีเป็นช่วงวันหยุดไม่มีคนใช้งาน-ไร้บาดเจ็บ ด้านเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้างให้ทันก่อนเปิดใช้งานพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เกิดอุบัติเหตุระทึกภายในฝ้าเพดานบริเวณศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา ได้เกิดพังถล่มลงมากองกับพื้น แรงกระแทกส่งผลให้ชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารที่อยู่บริเวณด้านล่างพังเสียหายยับเยิน โชคดีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด ทำให้ไม่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลภายนอกใช้งานพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้นับว่าใกล้เคียงต่อการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เนื่องจากในวันทำการปกติ ชั้น B2 จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ใช้งานหนาแน่น มีข้าราชการ พนักงานรัฐสภา บุคลากร รวมถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง ทั้ง สส. สว. และผู้ที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสภา ใช้เป็นจุดพักผ่อน และรับประทานอาหารกลางวัน เป็นจำนวนมาก หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันทำการปกติ อาจส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เบื้องต้น หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและทีมวิศวกรของอาคารรัฐสภา ได้เข้าสำรวจความเสียหายและพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุของการพังถล่มว่าเกิดจากปัญหาโครงสร้าง ความชื้น หรือวัสดุเสื่อมสภาพ พร้อมทั้งเตรียมสั่งปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่อาจสร้างความ สูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในอนาคต ก่อนที่จะใช้งานในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้.

กรมที่ดินเร่งเดินสำรวจออกโฉนด 69 จังหวัด ผลงาน 8 เดือน ทะลุ 95%

14 กันยายน 2569 เวลา 10:49 น.

กรมที่ดินเดินหน้าสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดินให้แก่ประชาชน เร่งขับเคลื่อนโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ ครอบคลุม 69 จังหวัด ตั้งเป้าหมายรวม 86,000 แปลง โดยผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน มีความก้าวหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 95

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดิน

เป้าหมาย 70,000 แปลง ดำเนินการได้ 66,439 แปลง คิดเป็นร้อยละ 99.87

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เป้าหมาย 16,000 แปลง ดำเนินการได้ 15,392 แปลง คิดเป็นร้อยละ 96.20

ข้อมูลจาก “บอกดิน” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการจัดการด้านที่ดิน โดยมีผลดำเนินการ บอกดิน 1 จำนวน 5,348 แปลง บอกดิน 2 จำนวน 166,215 แปลง และบอกดิน 3 จำนวน 73,893 แปลง

การเร่งรัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเอกสารสิทธิ แต่คือการสร้าง ความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ลดปัญหาความไม่ชัดเจนด้านกรรมสิทธิ์ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

เดินสำรวจทั่วไทย ประชาชนได้ประโยชน์ ที่ดินไทยมั่นคง

กรมที่ดิน เคียงข้างประชาชน เพื่อที่ดินไทยยั่งยืน

#กรมที่ดิน #เดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน #โฉนดที่ดิน #บอกดิน #บริการประชาชน #ที่ดินมั่นคง #กรมที่ดินเพื่อประชาชน #เดินสำรวจ69