หมอวรงค์ เสนอ ตัดลดงบฯ 70 ลง 10% หวั่นงบถูกนำไปทุจริตคอร์รัปชัน

7 กันยายน 2569 เวลา 12:10 น.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่รัฐสภานพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ลุกกล่าวอภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบประมาณ มาตรา 4 ลงรวม 10% ในภาพรวม เพราะกังวลว่าการตั้งงบประมาณจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก่อนนี้ ตนไม่เชื่อว่าประเทศนี้ไม่มีการโกง แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าโครงการไหนที่ถูกบรรจุในงบฯเล่มขาวคาดแดง แม้จะแจ้งว่าอยู่ในชั้นวาระแรก แต่ก็มีการจ่ายเงินกันไปแล้ว มีหลักคือ แม้ราคาต้นทุน 100 บาท แต่เมื่ออยู่ในเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะมีราคาสูงกว่าปกติ 300-400 บาท โดยเขาต้องจ่ายเงินให้ส่วนราชการ 30% และราชการจ่ายต่ออย่างไรเป็นอีกเรื่อง สำหรับต้นทุน 30% ต้องกันไว้เป็นจ่ายรายทางหลายอย่าง ซึ่งเขาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว พอมาดูถึงรู้ว่า ทำงบฯกันแบบนี้ก็ส่อเอื้อ เพราะมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่ต้องพูดถึงงบการประชาสัมพันธ์ของแต่ละกระทรวง หน่วยงาน, งบจ้างเหมาบริการ,งบคุรุภัณฑ์หคือแม้แต่งบโครงการของรัฐล้วนตั้งราคาสูงกว่าปกติทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะไม่ส่อว่างบรั่วไหลได้อย่างไร ตนจึงขอตัดภาพรวมที่ 10% ทั้งหมด

“ตั้งราคา 300-400 บาท ทั้งที่ต้นทุน 100 บาท จ่าย 30% ที่สำคัญคือ งบโครงการที่รัฐบาลจะทำเป็นอันตราย และมีสิ่งที่ไม่สบายใจ คือ เงินแบงค์พัน หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งพัวพันกับเงินเทา เงินพนัน เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ และเงินซื้อเสียงนักการเมือง กมธ.ได้หารือหรือปล่อยให้หมักหมม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ที่สุดประเทศจะไปไม่รอด” นพ.วรงค์ กล่าว

งบฯ 7, พรรคไทยภักดี, หมอวรงค์

อนุทิน นำ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน’

7 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

นายกฯนำทัพ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ’Resilient Thailand‘ ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน’ ยัน วปอ. ไม่มีการเมืองแทรกแซง ขอใช้เครือข่ายช่วยรัฐบาล ย้ำ ความมั่นคงปท.สำคัญเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็ว แต่ปท.ต้องแข็งแรงพอ ก่อนมอบเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา​ 08.30 น.​ที่​วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร​ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยมี​พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมว.กลาโหม​ นายเอกนัฏ​ พร้อม​พันธุ์​ รมว.พลังงาน​ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ​ปลัดกระทรวงกลาโหม​ พล.อ.อุกฤษฏ์​ บุญ​ตา​นนท์​ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)​ พล.อ.พนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)​พล.ต.อ.กิตติ​์รัฐ​ พันธุ์​เพ็ชร์​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ

โดยทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึงได้รับมอบหนังสือ​จากหุ่นยนต์​กู้ภัย “โอลิเวอร์” ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการงานวิจัย​ ถ่ายรูปร่วมกัน​กับนักเรียนวปอ.รุ่นที่​ 68 และการรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ​ อาทิ​ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ​ ที่ต้องชัดเจนและเหมาะสมกับศักยภาพ​ พร้อมกับพัฒนาทักษะของบุคลากรไปพร้อมกัน​

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก​ วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม และเป็นวปอ.ชุดแรกที่นำคนออกไปแล้วกลับเข้ามา ไม่ให้มีเรื่องของการเมือง​ หรือเรื่องของอารมณ์ใดๆที่จะมาทำให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของวปอ. ถูกกระทบ พอๆเป็นเรื่องของความมั่นคง​ คือเรื่องที่คณะกรรมการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ได้คัดกรองมาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องใดๆก็ตาม ที่นอกเหนือจากนี้ คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเราต้องให้เกียรติกับผู้ที่ทำการกลั่นกรองมา​ สิ่งที่เราได้จากการศึกษาที่นี้ นอกจากความรู้ในห้องเรียนหรือการที่ได้เห็นประเทศไทยจากหลายมุม ได้รู้จักและเข้าใจคนจากหลายภาคส่วน หรือแม้กระทั่งว่าการที่เรามีเพื่อนในวัยที่เรากำลังจะ เติบโตมาแล้วมากมายทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของการมีเพื่อน ในอายุขนาดนี้ มีความหมาย

นายกฯ​ กล่าวว่า​ “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้​ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง​ คำว่า​ Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ​ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก​ แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆ ซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้น และด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา ภาษานักบินกองทัพอากาศเขาสอนขับเครื่องบิน​ไม่ใช่มองไปข้างหน้า​เฉยๆ​ มองซ้ายมองขวา​ มองความสวยงามของท้องฟ้าเท่านั้น​ แต่คุณต้องมองทางพื้นดิน​ ข้างหน้า​ ข้างบน​ ว่ามันมีเมฆอยู่หรือไม่และต้องมองข้างล่างว่าทำอย่างไรให้เห็นเมฆที่ทำให้เครื่องบิน ลดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอันตราย เพราะฉะนั้นคำว่า​ Resilient รวมหลายๆอย่างเอาไว้เมื่อเรามีปัญหาแล้วจะต้องเดินหน้าด้วยการปรับตัวบทเรียนต่างๆถอดบทเรียน และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความรอบรู้ และเป็นสิ่งที่จะทำให้เรา รู้จักคำว่า​ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” Resilient ของนักศึกษาวปอ. 68 จะมีความหมายมากที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพวกท่าน​ ขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงแข็งแกร่ง รอบรู้และด้วยประสบการณ์และบทเรียนที่เราได้ประสบมา​

นายก​ฯ กล่าวย้ำว่า​ ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ​ เพราะโลกไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง​ แต่เปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์​ นี่คืออีกหนึ่งคำ ที่ทุกอาเจนด้าที่มีการพูดคุย ในวงนานาชาติ จะมีคำนี้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา Geopolitics กติกาการค้าเอไอพลังงานโครงสร้างประชากร ทำให้สามารถสรุปได้ว่าในบริบทของนโยบายรัฐบาล และการรับทราบรับรู้ได้ของนักศึกษาวปอ.รุ่น 68 มีทิศทางที่ตรงกัน สำหรับตนความมั่นคงในโลก วันนี้ไม่ใช่แค่การป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่จะมาคุกคามประเทศเรา ความมั่นคงสำหรับประเทศไทยคือการสร้างประเทศที่แข็งแกร่งมีความพร้อมจากภายใน ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก ปัจจัยจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรา และเราต้องพร้อมที่จะรับการรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและทุกอิทธิพลจากภายนอก ที่ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็วหรือรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วมาแก้ปัญหา แต่ก็ต้องทำให้ประเทศแข็งแรงพอ​ ที่จะเปลี่ยนแปลงมีการเตรียมตัวอย่างเนิ่นๆ และทั่วโลกได้เปลี่ยนไปแล้วเราก็สามารถเปลี่ยนความท้าทายทั้งหลาย ให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้

นายกญ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน​ ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์​ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ​ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกฯซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68 โดยที่แถบด้านขวาได้ติดแถบสัญลักษณ์ วปอ.61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ของนายอนุทิน สังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ.61

วปอ.68, อนุทิน ชาญวีรกูล

เนรเทศรายที่ 2 ‘อนุทิน’ลงนาม ไล่ชาวฝรั่งเศสพ้นราชอาณาจักร

7 กันยายน 2569 เวลา 11:46 น.

“อนุทิน” เนรเทศรายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศสพ้นราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), (8) และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

พ้นราชอาณาจักร, อนุทิน ชาญวีรกูล, เนรเทศต่างชาติ

นายกฯแจงปมเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล-ผุดรายการ ครม. หวังให้รมต.ตีปี๊บผลงาน หลังทำงานครึ่งปี ปัดตอบปรับ ครม.

7 กันยายน 2569 เวลา 11:21 น.

นายกฯแจงปมเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล-ผุดรายการ ครม. หวังให้รมต.ตีปี๊บผลงาน หลังทำงานครึ่งปีแล้ว ปัดตอบปรับ ครม.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเปิดตัวรายการ”คุยกับครม.อนุทิน” ส่วนนี้การสื่อสารของรัฐบาลมีปัญหาอะไรหรือคาดหวังอะไร หรือไม่ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ประมาณครึ่งปีแล้ว ทางกรมประชาสัมพันธ์ โดยนางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มาหารือว่าสมัยก่อนก็มีการสื่อสารไปยังประชาชนผ่านรายการอย่างเช่น รายการนายกฯพบประชาชน เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้รัฐมนตรีทุกคนก็ทำงาน ฉะนั้นในแต่ละสัปดาห์ก็จะจัดช่วงเวลาให้ เพื่อให้รัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ทำงานในแต่ละเรื่องได้มาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ก็จะพยายามทำให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่านายกฯมีคิวออกอากาศวันไหน นายกฯตอบว่า ยังไม่ได้

เมื่อถามว่า โฆษกรัฐบาลคนใหม่ที่จะแต่งตั้ง จะเสริมการสื่อสารเรื่องการเมือง จากเดิมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เน้นการสื่อสารให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

เมื่อถามต่อว่า จะเน้นเรื่องตอบโต้ทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าอย่าไปใช้คำว่าตอบโต้ทางการเมืองเลย มีอะไรก็ชี้แจง ข้อสงสัยหรือข้อกังวลให้กับทุกฝ่าย ได้รับทราบ

เมื่อถามว่าตอนนี้ปรับแค่การสื่อสาร ยังไม่ปรับคณะรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายกฯยิ้มแล้วหัวเราะแต่ไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้รัฐบาลอยู่มา 6 เดือนแล้ว ถึงเวลาปรับครม.แล้วหรือยัง นายกฯหัวเราะและไม่ตอบคำถาม

โดยเมื่อนายกฯเดินออกจากวงสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวได้ถามอีกว่า ที่หัวเราะแบบนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับใช่หรือไม่ นายกฯ ได้เพียงแต่ยิ้มโดยไม่ได้ตอบคำถาม

ครม, นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, โฆษกรัฐบาล

นายกฯ”เข้าสภาร่วมประชุมพ.ร.บ.งบฯ เผยไม่ห่วงการพิจารณา มี เอกนิติ ประจำการ

7 กันยายน 2569 เวลา 11:12 น.

“นายกฯ” เข้าสภาร่วมประชุมพ.ร.บ.งบฯ เผยไม่ห่วงการพิจารณา มี “เอกนิติ” ประจำการ

เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 7 กันยายน 2569  ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ว่า ตนมาร่วมฟังการอภิปรายงบประมาณปี 70 ให้มากที่สุดในช่วงที่ยังไม่เดินทาง เนื่องจากคืนวันเดียวกันนี้ตนจะเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ เนื่องจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ในการพระราชพิธีพระบรมศพของกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ช่วงก่อนออกเดินทางจะได้มาใช้สิทธิ์ลงมติเป็นรายมาตรา

เมื่อถามว่าสภาฯจะอภิปรายหลายวันแต่ตัวนายกฯไม่อยู่เป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนจะติดตามประสานงานกันอยู่ตลอด และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ก็อยู่ที่นี่เพื่อคอยชี้แจงต่อประเด็นข้อสงสัยต่างๆให้สมาชิก นี้คือการพิจารณาวาระ 2 วาระ3 จากนั้นจะเสนอทางวุฒิสภาอีก ยังมีเวลา

นายกรัฐมนตรี, พ.ร.บ.งบฯ, อนุทิน ชาญวีรกู

ศิริกัญญา ยัน หากวาระ 2 ปรับลดงบ 70 ไม่ได้ พรรคประชา​ชนโหวตคว่ำแน่

7 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

“ศิริกัญญา” ยันหากวาระ 2 อย่างปรับลดงบไม่ได้ ปชน.โหวตคว่ำแน่ ชี้งบกลางซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน พบแปรงบเพิ่ม โยก 12,000 ล้านเข้าใจกลาง อ้างค่าโง่คลองด่าน มั่นใจสมาชิกไม่มีจุดเดือดต่ำ ไม่ต้องคุม ขอรัฐบาลอย่าร้อนตัว

วันที่ 7 กันยายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณในวาระที่ 2 ว่าเมื่อดูเข้าไปในเนื้อได้เรียนรู้ลงไปในรายละเอียด ต้องขอยืมคำพูดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “นางฟ้าอยู่ในหลักการ อยู่แต่ว่าซาตานอยู่ในรายละเอียด” ซึ่งในการพิจารณาวาระที่ 2 จะเป็นการลงรายละเอียดในระดับโครงการ มีโครงการอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ไม่คุ้มค่า สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต ก็จะอภิปรายให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าในงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท มีโครงการอะไรบ้าง พี่สมควรจะต้องถูกตัดลดงบประมาณหรือตัดทิ้งทั้งโครงการตั้งแต่ในชั้นอนุกรรมาธิการแต่ยังหลุดรอดเข้ามาได้ ซึ่งเราจะพยายามโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก ให้ยินยอมพร้อมใจปรับลดงบประมาณพร้อมกับเราในวาระนี้ โดยวันแรกเป็นการพิจารณางบประมาณในภาพรวมว่าแต่ละกระทรวงเจอปัญหาร่วมกันอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับลดงบประมาณได้ในภาพรวม และวันนี้จะมีการพิจารณางบกลางด้วย ซึ่งจะมีการแปลเพิ่มไปสู่งบกลางราว 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกหลายกระทรวงที่น่าสนใจ ทั้งสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมด้วย

เมื่อถามว่างบประมาณในการแก้ไขปัญหาไฟใต้มีอะไรน่าจับตาบ้าง น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าจากเดิมที่เคยอยู่ในแผนงานบูรณาการ กลายร่างมาอยู่ในแผนงานยุทธศาสตร์ ซึ่งในรายละเอียดไม่มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เน้นไปที่การใช้ทหารนำการเมือง เราจะอภิปรายถึงในเรื่องนี้ แต่หลังจากหมดการพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 และ 3 แล้ว ก็จะเข้าสู่ยุติด่วนด้วยวาจาเรื่องไฟใต้ต่อในวันพฤหัสบดี เพราะยังมีผู้อภิปรายคงค้างอยู่จำนวนมาก และไม่แน่ใจว่าจะแล้วเสร็จภายในวันนั้นหรือไม่ เพราะรัฐบาลก็มีการเติมชื่อเข้ามาเรื่อยๆ จึงไม่แน่ใจว่ารายงานของ กกต.จะเข้าสู่การพิจารณาได้ในวันพฤหัสบดีหรือไม่

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงหน่วยงานในการใช้งบประมาณหรือไม่ น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่า เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีประชาชน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องมีการตรวจสอบโดยละเอียด ว่าแต่ละบาทแต่ละโครงการนำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอรัปชั่นในอนาคตหรือไม่ เพราะในชั้นนี้ก็ยังไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น วันนี้จะเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน โดยเฉพาะของหน่วยงานที่จะต้องผ่านการตรวจตราจากรัฐมนตรีมาแล้วว่ามีปัญหาอย่างไร เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหวังว่าหน่วยงานจะเกิดความเข้าใจว่า สส.ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ละหน่วยงานสามารถตอบข้อซักถามสส.ในที่ประชุมได้อย่างเต็มที่ ขออย่าโกรธเคืองกัน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงทิศทางการโหวตลงมติในวาระที่ 2 หากไม่สามารถปรับแก้อะไรได้ว่าตัวงบประมาณยังคงเป็นหน้าตาไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แถมยังมีการปรับลดปรับเพิ่มในส่วนที่เราไม่เห็นด้วย เราก็คงจะต้องโหวตไม่เห็นด้วยเหมือนเดิม

“ย้ำอีกทีในเรื่องของการแปรงบประมาณเพิ่ม ปีนี้ที่ถูกปรับลดงบประมาณไปได้ในชั้นอนุกรรมาธิการ ราวเกือบ 12,000 ล้านบาท แต่ถูกนำไปใส่ในงบกลางโดยอ้างว่าใช้เป็นค่าโง่คลองด่านถึง 6,000 ล้านบาท ทั้งๆที่เคยอยู่ในงบประมาณอยู่แล้ว 3,000 ล้านบาท คุณก็ไปตัดมันออกมาแล้วมาใส่ในงบกลางแล้วโปะเพิ่มอีก 3,000 บาทเบิ้ลเข้าไปเป็น 6,000 บาท ใส่ในกองทุนวิจัย 4 พันล้านบาท และใส่ในกองทุนหมู่บ้านอีก 500 ล้านบาท ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยากให้ไปใส่ไปในกองทุน กยศ.มากกว่าเพราะมีเด็กอีกจำนวนมากที่รอการอนุมัติจากกองทุน กลับไม่ได้รับการตอบรับในส่วนนี้ ก็คงต้องทักท้วงรัฐบาลว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องเลยทีเดียว” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงนกกลางที่มีความซ้ำซ้อนกับพ.ร.ก.กู้เงินว่ามีแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 1,200 ล้านบาท ในวัตถุประสงค์มีความใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน 200,000 ล้านบาทที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ปั่นผวนจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ในส่วนนี้มีวิธีการใช้ที่แตกต่างออกไป ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะงบประมาณมีค่อนข้างจำกัดกับปัญหารายจ่ายประจำที่พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากตรงไหนประหยัดได้ก็ไม่ควรถูกตั้งให้เกิดความซ้ำซ้อน เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะสัญญาว่าตัว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทจะใช้เพียงแค่ 4 แสนลบ 12,000 ล้านบาท เราก็อาจจะยินดีให้ใช้ ขณะที่โครงการมูลค่า 12,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลก็ออกแบบให้เป็น matching fund รัฐบาลออกส่วนหนึ่งและหน่วยงานออกอีกส่วนหนึ่ง เพื่อดึงนำเม็ดเงินสะสมนอกงบประมาณมาใช้ให้ได้มากที่สุด โดยหลักการแล้วดีสามารถทำแบบนี้กับเงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ แต่นำมาตั้งไว้ในงบกลางท้ายที่สุดอาจจะถูกแปรเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้ จึงเห็นว่าส่วนนี้เป็นความซ้ำซ้อน และจำเป็นที่จะต้องตัดทิ้ง

เมื่อถามต่อว่าจะมีการควบคุมสมาชิกพรรคประชาชนอย่างไร เพราะรัฐบาลมองว่าเวทีนี้เป็นเวทีอภิปรายงบประมาณไม่ใช่เวทีซักฟอก น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าไม่ควรจะเดือดเนื้อร้อนใจไปก่อนหน้าเพราะเรายังไม่เริ่มอภิปราย และงบประมาณในวาระที่ 2 ต้องอภิปรายไปในเนื้องบประมาณ ประธานก็คงไม่อนุญาตให้อภิปรายนอกเหนือจากนี้อยู่แล้ว จริงๆแล้วรัฐบาลไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ที่จะมาบอกว่านี่ไม่ใช่ศึกการซักฟอก

” จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่ต้องเดือดถ้าการควบคุมเป็นไปอย่างเป็นกลาง สงบเรียบร้อย เราไม่ได้มีจุดเดือดต่ำ ที่จะต้องมีวาทะเดือดกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มักจะมีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง การทำงานหรือเป็นการทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพที่นำไปสู่วาทะเดือดๆในสภา ถ้าฝั่งรัฐบาลไม่ได้ตีตนไปก่อนไข้มากเกินไปก็ไม่จำเป็นต้องประท้วงกันเลย เป็นการพูดคุยกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับกรรมาธิการ ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องมาถกเถียง หรือมีอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นง่ายในสภา” น.ส.กัญญากล่าวต่อว่า นี่เป็นวิถีที่เราใช้ทำงานอยู่แล้ว แต่โอกาสที่จะเกิดวาทะเดือดมีที่มาที่ไป แต่สมเหตุสมผลหรือไม่ขอให้ประชาชนตัดสินดีกว่าว่าเราต้องมองเรื่องนี้อย่างไร

งบ 70, พรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล

ศิริกัญญา ขอจบ ไม่อยากตอบโต้ อนุทิน ปม MOA ชี้เป็นปิงปองมากกว่าสาระ ลั่นเป็นบทเรียนไม่ทำซ้ำอีก

7 กันยายน 2569 เวลา 10:47 น.

“ศิริกัญญา” ขอ ไม่อยากตอบโต้ “นายกรัฐมนตรี” ปม MOA ลั่น 2 คนยลตามช่อง คงปิงปองมากกว่าสาระ ร้องอ๋อ ลืมไปแล้ว หมายถึงวันครบรอบ แต่บทเรียนที่ได้จำแม่น หลังถูกถาม คนไม่พอใจ เหตุขานชื่อ “อนุทิน” แล้วลืมวันครบรอบ

วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญขีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นความผิดพรรคประชาชน

โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ว่า 2 คนยลตามช่อง ตนก็ไม่อยากตอบโต้ คงเป็นปิงปองมากกว่าสาระ จริงๆ ครบรอบ 1 ปี ก็ได้ผ่านไปแล้ว ก็ให้ผ่านเลยไป ตนก็คิดว่าเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้จดจำ ไม่ว่าใครจะมองว่าใครผิดสัญญาอย่างไร แต่ก็เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นและไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อถามว่ามีประชาชนบางส่วนไม่พอใจที่จำวันดังกล่าวไม่ได้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อ๋อ ลืมไปแล้ว คือลืมไปแล้วว่าเป็นวันที่ 5 ก.ย. แต่ที่จำได้แม่นคือบทเรียนที่ได้จากครั้งนั้นว่าจะไม่กลับไปทำอีก เพราะในวันนั้นผู้สื่อข่าวถามว่าจำได้หรือไม่ว่าเป็นวันครบรอบ 1 ปี

MOA, พรรคประชาชน, ภูมิใจไทย, ศิริกัญญา

เจ้าของสวนสัตว์เกาะสมุย ขอบคุณ มหาดไทย เนรเทศหนุ่มอิสราเอล คุกคาม ชื่นชมการทำงานเด็ดขาด ช่วยเหลือปชช.ได้จริงๆ

7 กันยายน 2569 เวลา 09:36 น.

วันที่ 7 กันยายน สืบเนื่องจากรณี น.ส.จิน และนายเควิน สามีชาวฝรั่งเศส เจ้าของสวนสัตว์บนเกาะสมุย กับนายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) นักธุรกิจร้านอาหารบนเกาะสมุย ชาวอิสราเอล ปัญหาเริ่มจากมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าไปใช้บริการที่สวนสัตว์ และเกิดการโต้เถียงกับเจ้าของสวนสัตว์

ต่อมา นายยาคอฟ นักธุรกิจร้านอาหารบนเกาะสมุย และเคยเข้าไปใช้บริการที่คาแฟ่แห่งนี้ ได้แชตมาพูดคุยกับนายเควิน จนเกิดการโต้เถียง และได้นำข้อความแชตพฤติการณ์การส่งข้อความในลักษณะข่มขู่ออกสู่โซเชียล จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวและกังวลต่อความปลอดภัย จนนำไปสู่การร้องเรียนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาปรับนายยาคอฟ เป็นเงิน 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

กระทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2344/2569 สั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร หลังก่อเหตุส่งข้อความข่มขู่ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวและเกรงว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492

ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ล่าสุด เจ้าของสวนสัตว์เกาะสมุยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Jin Jindarat Sattayapun ระบุว่า ขอขอบพรคุณ กระทรงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้จินได้รับรู้ถึงความยุติธรรมในประเทศไทย ว่าท่านทำได้จริงๆ

ขอบคุณ มท.4 ที่ ที่มาให้กำลังใจถึงเกาะสมุย ตั้งแต่ตอนเป็นข่าวช่วงแรกๆ และคอยถามความคืบหน้าตลอดเวลา ไม่เคยทอดทิ้งจินเลย…. ท่านรับฟังทุกปัญหาของประชาชนจริงๆ

ขอบคุณ พี่เต้ อาชีวะ ที่ผลักดันเรื่องนี้และพาคนไทยสู้ไปด้วยกันกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องของชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย

ขอบคุณ มท.2 ท่านมีความเด็ดขาดและตัดสินใจได้รวดเร็วและพูดจริงจริงทำให้ประชาชนแบบจริงจัง และคนไทยเชื่อมั่นในตัวท่านว่าท่านจะพาประเทศไปในทางที่ดีได้แน่นอน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้จินได้มั่นใจ ในการส่งหลักฐานเพิ่มเติม สำหรับคนอื่นๆ ที่อยู่ในไทย ที่ข่มขู่จินกับเควิน มาโดยตลอด ทำให้รู้ว่า รัฐบาลไทย จัดการได้เด็ดขาด และช่วยเหลือประชาชนได้จริงๆ

#กระทรวงมหาดไทย #เต้อาชีวะ

ดร.เลอพงษ์ ชื่นชมมหาดไทย เนรเทศชาวอิสราเอลพ้นประเทศ หลังก่อคดีข่มขู่ผู้เสียหาย

7 กันยายน 2569 เวลา 08:44 น.

วันที่ 7 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2344/2569 สั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร หลังก่อเหตุส่งข้อความข่มขู่ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวและเกรงว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

คดีดังกล่าว ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้มีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ โดยสั่งจำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492

ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ล่าสุด ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์ภาควิชาอิสลามการเมือง มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุศฏอฟา ประเทศอิหร่าน และนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอชื่นชมครับ น่าจะเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ถูกเนรเทศจากประเทศไทย เหมาะสมกับสันดานถ่อยของพวกนักท่องเที่ยวอิสราเอล”

ดร.เลอพงษ์, มหาดไทย, อนุทิน ชาญวีรกูล

วัส ติงสมิตร เตือน กกต. ปม ‘ฮั้ว สว.’ ชี้ต้องเป็นกลางทั้งใจและสายตาสังคม ก่อนนัดชี้ขาด 14 ก.ย.

7 กันยายน 2569 เวลา 07:59 น.

7 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีกำหนดนัดลงมติครั้งสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “การวินิจฉัยของ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.”: ความเป็นกลางที่ต้องมีทั้งในใจและในสายตาสังคม

กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาสำนวนคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และมีกำหนดนัดลงมติครั้งสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 ถือเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งตัวผู้ถูกกล่าวหา สมาชิกวุฒิสภา และความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติรัฐในประเทศไทย 
คำถามสำคัญทางกฎหมายในชั้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ “ใครผิดหรือใครถูก?” แต่คือ “กกต. ใช้มาตรฐานและดุลพินิจอย่างไรในการพิจารณาพยานหลักฐาน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และกระบวนการดังกล่าวดำเนินไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงเพียงใด?”

วัส ติงสมิตร

1.มาตรา 62 ให้อำนาจ กกต. “ส่งศาล” มิใช่ให้อำนาจ “ชี้ขาดความผิด”
ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง
• กกต. เป็นเพียงผู้กลั่นกรองคดี (Prima Facie Case) : มาตรา 62 ไม่ได้ตั้ง กกต. ให้ทำหน้าที่พิพากษาชี้ขาดคดี แต่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของพยานหลักฐานว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่
• อำนาจชี้ขาดขั้นสุดท้ายอยู่ที่ศาลฎีกา 🏛️: การตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริงหรือไม่ ยังคงเป็นอำนาจของศาลฎีกาตามกระบวนการยุติธรรม

2. ข้อยกเว้นทางปกครอง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใช้อำนาจโดยปราศจากความเป็นกลาง
แม้ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4 (2) จะยกเว้นไม่ให้นำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่ “องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ” ซึ่งรวมถึง กกต. ด้วยก็ตาม แต่ข้อยกเว้นนี้ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่ทำให้ กกต. พ้นจากการปฏิบัติตามหลักความเป็นกลาง
• รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 215 วรรคสอง : กำหนดชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดย สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง
• พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 21 : วางหลักการในลักษณะเดียวกัน ยืนยันว่า กกต. ต้องใช้อำนาจบนฐานของความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม

3. ความเป็นกลางใน 2 มิติ: ไม่ใช่เพียง “กรรมการบอกว่าตนเป็นกลาง”
การทดสอบความเป็นกลางของผู้ใช้อำนาจรัฐในทางนิติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ:
• ความเป็นกลางในเชิงอัตวิสัย (Subjective Impartiality) : ผู้ใช้อำนาจต้องไม่มีอคติ หรือส่วนได้เสียในจิตใจ อย่างไรก็ดี สภาพจิตใจภายในเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยากเพียงคำยืนยันของผู้ใช้อำนาจ
• ความเป็นกลางในเชิงภาววิสัย (Objective Impartiality) : โครงสร้าง กระบวนการไต่สวน และพฤติการณ์แวดล้อมเชิงประจักษ์ ต้องไม่มีลักษณะที่ทำให้บุคคลทั่วไปที่มีเหตุผลเกิดข้อสงสัยตามสมควรต่อความเป็นกลาง

สุภาษิตทางกฎหมาย: “ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องเกิดขึ้นจริง แต่ต้องแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าได้เกิดขึ้นจริงด้วย”
(“Justice must not only be done, but must also be seen to be done”)

4. การใช้ดุลพินิจต่อบุคคลจำนวนมาก (229 ราย) ต้องตั้งบนฐาน “ความรับผิดรายบุคคล”
ในคดีที่มีการกล่าวหาว่ามี “ขบวนการฮั้ว” ครอบคลุมบุคคลจำนวนมาก โดยมีรายงานข่าวถึง สว. 138 ราย และบุคคลอื่นอีก 91 ราย รวมเป็น 229 ราย นั้น ผลกระทบทางกฎหมายย่อมสูงมาก เพราะเมื่อศาลฎีการับคำร้อง ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว. อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ดังนั้น กกต. จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเหมารวม (Guilt by Association) และสามารถตอบคำถามเป็น รายบุคคล (Individualized Evidentiary Standard) ซึ่งพิสูจน์ผ่านโพย บัตรลงคะแนน หรือคะแนนที่แต่ละคนได้รับ ให้ได้ว่า:
• บุคคลนั้นกระทำการอะไร และเกี่ยวข้องกับการเลือกอย่างไร?
• หากกล่าวหาว่า “รู้เห็น” มีพยานหลักฐานใดเชื่อมโยงอย่างชัดเจน?
• เหตุใดหลักฐานจึงสมบูรณ์จนถึงระดับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62?

5. วันที่ 14 กันยายน 2569 กับการคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบรัฐธรรมนูญ
การประชุม กกต. ในวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ควรถือเป็นเพียงแค่คำถามว่าจะ “ส่งหรือไม่ส่ง 229 ราย” แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ
หาก กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา การยื่นคำร้องนั้นก็ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและพยานหลักฐานที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดแต่ละบุคคลจึงเข้าเกณฑ์มาตรา 62
ในทางกลับกัน หาก กกต. เห็นว่าบุคคลใดไม่มีหลักฐานถึงระดับดังกล่าว ก็ควรสามารถอธิบายได้เช่นเดียวกันว่า เหตุใดหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอ
ทั้งสองทางล้วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
กกต. ไม่ได้มีภารกิจเพียงแค่ทำเรื่องให้เสร็จสิ้นตามข้อกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจบนฐานของ พยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองหรือกระแสสังคม เพราะในคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของประชาชน ความชอบธรรมมิได้เกิดจาก “ผลลัพธ์” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความโปร่งใสและเป็นกลางของกระบวนการ” ที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้นอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/9/69
#กฎหมายไทย #กกต #ฮั้วสว #เลือกสว67 #วุฒิสภา #รัฐธรรมนูญ2560 #หลักนิติธรรม #ศาลฎีกา #กระบวนการยุติธรรม #JusticeMustBeSeenToBeDone #วัสติงสมิตรการ

วัส ติงสมิตร

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ขอบคุณครับอาจารย์/และขออนุญาตแชร์”

“#ความเป็นกลางที่ต้องมีทั้นในใจและต่อสายตาของสังค ชอบมากครับกับแนวคิดนี้..และหากจะยึดถือเป็นพันธกิจร่วมกัน ในทุกองค์กรรัฐ จะดีหรือเปล่าครับอาจารย์ หรือว่าผมคิดมากไป”

“ทุกสายตามองกกต.อยู่ ประเทศและหลักการหรือพรรคพวก ไตร่ตรองเอา”

“ดูก็ทราบว่า กกต. ไม่อิสระ รับใช้นักการเมือง รัฐบาลฯ ชุดปัจจุบัน เพราะการดำเนินคดี นี้ไม่ปกติ ยาวนาน และไม่ควรไว้วางใจอย่างยิ่ง”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภามพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร