เฟ้นหาสุดยอด ‘ผ้า-งานหัตถกรรมลายพระราชทาน’ ภาคอีสานสู่รอบ Quarter Final

7 กันยายน 2569 เวลา 13:42 น.

มหาดไทย ลงพื้นที่อุดรธานี จัดประกวดสุดยอดผลงานผ้า-งานหัตถกรรม ลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 6,100 ชิ้น เพื่อเข้าสู่รอบ Quarter Final ต่อไป

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการจังหวัด นายอำเภอ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ที่ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี

โอกาสนี้ นายสยาม ศิริมงคล นำผู้ร่วมพิธี ถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา แล้วกล่าวเปิดการประกวด พร้อมร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกผลงานหัตถกรรม รวมถึงผลงานผ้าที่เข้ารอบระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อคัดเลือกเข้าสู่รอบตัดสินระดับภาค (Quarter Final) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. 69 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ต่อไป

นายสยาม ศิริมงคล เผยว่า การจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานีในวันนี้ ถือเป็นจุดดำเนินการใหญ่ เพราะมีสถิติจำนวนผ้าลายพระราชทานที่เข้าประกวดตั้งแต่การประกวดปีแรกถึงปีปัจจุบัน “ภาคอีสานเป็นภาคที่มีการส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุด” เพราะ “คนอีสานมีภูมิปัญญาด้านหัตถศิลป์หัตถกรรมมาก และมีคนที่อยู่ในแวดวงสังคม และอยู่ในหมู่บ้าน/ท้องถิ่นต่างๆ ผู้ทำงานหัตถศิลป์หัตถกรรมจำนวนมาก” โดยเฉพาะในปีนี้ทั้งประเทศมีผู้ส่งผลงาน 10,948 ชิ้นงาน ในจำนวนนี้เป็นผลงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,144 ชิ้นงาน คิดเป็นร้อยละ 56 ของผลงานทั้งหมด

“ปี 2569 นี้ถือเป็น ‘ปีทองของผู้ที่อยู่ในแวดวงผ้าและงานหัตถกรรม’ ดังปรากฏผ่านสื่อสารมวลชนทั้งในประเทศและทั่วโลกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัว “ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย ในศึก Asian Games 2026” ซึ่งเป็นผลงานจากพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งใช้ผ้าย้อมครามจากสกลนคร  ‘กลุ่มดอนกอยโมเดล’ ความยาวร่วม 3,200 เมตร และเป็นชุดนักกีฬาที่เป็นชุดพิธีการแบบเดียวในโลกที่เป็น ‘ผ้าทอมือ 100%’ จึงต้องขอขอบคุณท่านรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และท่านองอาจ ซองทุมมินทร์ พัฒนาการจังหวัดสกลนคร พร้อมทีมงาน ที่ได้ลงพื้นที่น้อมนำพระดำริติดตามการย้อมผ้า การถักทอ ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งปรากฏผลประจักษ์ดังชุดพิธีการฯ ดังกล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ในช่วง 6-7 ปีที่พระองค์ได้พระราชทานพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เป็นเส้นทางที่นำผ้าไทยได้ออกสู่สายตาของสากลอย่างแท้จริง ทั้งผ่านการประกวด การนำเสนอแบรนด์ระดับสากล และผ้าไทยสามารถสอดแทรกไปได้ในทุก Events สำคัญของโลกใบนี้  อาทิ นิทรรศการราชพัสตราสู่สากล (La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity) กลางกรุงปารีส, นิทรรศการ Colors of Buriram ในงาน Moto GP การนำเสนอชุดผ้าไทยกลางกรุงปารีส จึงฝากให้พวกเราชาวมหาดไทยได้ทราบและตระหนักถึงทิศทางการส่งเสริม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ว่า สามารถไปสู่สายตาชาวโลกอย่างแท้จริง และเร็วๆ นี้ เราจะร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมน้อมนำพระดำริแผ่ขยายภูมิปัญญาผ้าไทยไปในทุกพื้นที่ต่อเนื่อง” นายสยาม กล่าว

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงรวบรวมภูมิปัญญาผ้าไทยผ่านลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ผ่านลายพระราชทานที่ให้พวกเราได้ประกวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาในเชิงคุณภาพ ทั้งลวดลาย สี เทคนิคการทอ ทั้งยก จก หมี่ ขิด พิมพ์ลายบาติก ซึ่งเราสามารถจำแนกเส้นทางผ้าไทยได้ว่า การรวบรวมภูมิปัญญาเป็น “ต้นน้ำ” การประกวดและการส่งเสริมให้เกิดการผลิต การดีไซน์ คือ “กลางน้ำ” และช่องทางในการนำเสนอสู่สายตาผู้บริโภคทั้งชาวไทย และนานาประเทศ คือ “ปลายน้ำ” สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังโอบล้อมไปด้วย “การสร้างให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ” สอดรับกับบริบทของโลก นั่นคือ Sustainable Fashion โดยทรงส่งเสริมแผ่ขยายไปสู่แวดวงคนรุ่นใหม่ ๆ และเป็นสากล ที่ทำให้เกิดการสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้มันโตขึ้นไปในอนาคต เพราะทิศทางการขับเคลื่อนผ้าไทยไม่ใช่แค่สวย แต่ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ เพราะผ้า 1 ผืน เส้นใยทุกชิ้นล้วนเกิดจากการผลิต การย้อม การทอ การตัดเย็บในพื้นที่ทั้งสิ้น แทบไม่มีส่วนใดเลยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักรจากต่างประเทศ

“ในห้วง 7 ปี นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับทุกหน่วยงาน ทุกภาคีเครือข่าย น้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการทอ การประกวด และพัฒนาผ้าตามพระดำริฯ ไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งเงินทุกบาทตกอยู่ในประเทศ ไม่มีรั่วไหลไปไหน “นี่คือประโยชน์ที่ประชาชนในทุกอำเภอทุกจังหวัดได้รับ” จึงขอฝากชาวมหาดไทยผู้เป็นฝ่ายปกครอง รวมถึงพัฒนากรทุกคน ได้ช่วยกันส่งเสริมขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน”

การประกวดผ้าลายพระราชทานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน ได้แก่ นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ปี 2564 คุณพจน์ หาญพล เลขาธิการสมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผ้าไทยและหัตถกรรม และที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คุณกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย อาจารย์ คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ ASAVA ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คุณนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและเจ้าของแบรนด์ THEATRE คุณธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT และนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส ผู้ก่อตั้ง กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์

กระทรวงมหาดไทย, ผ้า-งานหัตถกรรมลายพระราชทาน

อนันตรา และ จิม ทอมป์สัน เปิดตัว ‘Soul of Siam’ คอลเลกชันรีสอร์ทแวร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

7 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

อนันตรา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ (Anantara Hotels & Resorts) ร่วมกับ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เปิดตัว ‘Soul of Siam’ คอลเลกชันรีสอร์ทแวร์และไลฟ์สไตล์ไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครืออนันตราทั่วไทย   

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ทั้งสองแบรนด์ได้สั่งสมร่วมกันมาแล้วในหลายโรงแรมและรีสอร์ตในเครืออนันตรา ไม่ว่าจะเป็นห้อง จิม ทอมป์สัน เอ็กซ์พลอเรอร์ สวีท (Jim Thompson Explorer Suite) ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และวิลล่าที่ออกแบบเป็นพิเศษ ณ อนันตรา ไม้ขาว ภูเก็ต วิลล่าส์ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของจิม ทอมป์สัน ผ่านงานทอผ้าไหมอันเลื่องชื่อและลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกหัตถศิลป์ไทย คอลเลกชัน ‘Soul of Siam’ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ขยายความร่วมมือนี้จากงานออกแบบภายในสู่คอลเลกชันแฟชั่นและแอ็กเซสซอรีที่แขกผู้เข้าพักสามารถสวมใส่และเลือกซื้อกลับไปเป็นที่ระลึก          

คอลเลกชัน ‘Soul of Siam’ ประกอบด้วยไอเท็มทั้งหมด 9 รายการ ได้แก่ เสื้อคลุมคาฟทาน, ผ้าพันคอ, ผ้าเช็ดหน้าสำหรับสูท, กระเป๋าชายหาด, หมวกลายช้างสไตล์โอริกามิ พร้อมกระเป๋าใส่เครื่องสำอาง และซองใส่แล็ปท็อป ที่มีให้เลือกใน 2 ดีไซน์ ได้แก่ ลายพิมพ์ Soul of Siam ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน และโทนสีน้ำงเงินกรมท่าเข้มที่ถ่ายทอดความสง่างามแบบไทยในมุมมองที่เรียบโก้ร่วมสมัย ทุกชิ้นงานได้รับการตัดเย็บ ผลิต และตกแต่งด้วยอย่างประณีตด้วยเทคนิคและงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่จิม ทอมป์สัน พัฒนาและสืบสานมาอย่างยาวนานตลอดหลายทศวรรษ 

ในส่วนของลวดลายวาดมือซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอลเลกชัน ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมวัดไทย รูปผู้พิทักษ์ในตำนาน ทิวทัศน์ชนบท ตลอดจนพรรณไม้เขตร้อน สะท้อนเรื่องราวและมรดกทางวัฒนธรรมไทยอันเป็นรากฐานร่วมของทั้งสองแบรนด์ ขณะเดียวกัน โลโก้ Soul of Siam ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษยังสานต่อแนวคิดดังกล่าว โดยตัวอักษร “A” ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของสถาปัตยกรรมวัดไทย ก่อนนำมารังสรรค์ใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย

ภาพถ่ายและวิดีโอสำหรับแคมเปญนี้ถูกรังสรรค์ขึ้น ณ อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคู่รักคนดังของเมืองไทยอย่าง ซินดี้ สิรินยา บิชอพ และไบรอน บิชอพ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของคอลเลกชัน โดยชีวิตคู่ที่ร่วมเดินทางเคียงข้างกันมาอย่างยาวนานช่วยสะท้อนจิตวิญญาณของคอลเลกชันที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าเข้ากับมุมมองร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

คอลเลกชัน ‘Soul of Siam’ วางจำหน่ายแล้วผ่านป๊อปอัปสโตร์ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครืออนันตราทุกแห่งในประเทศไทย รวมถึงร้านจิม ทอมป์สัน และช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ โดยคอลเลกชันพิเศษนี้จะเปิดจำหน่ายในจำนวนจำกัดจนกว่าสินค้าจะหมด

SoulofSiam, จิมทอมป์สัน, อนันตรา

จากพระราชปณิธาน สู่การสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้า นิทรรศการ ‘Future SUPPORT’ ครบรอบ 50 ปี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

7 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดนิทรรศการ “Future SUPPORT” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง โดยนิทรรศการจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่เรื่องราวการดำเนินงานตลอด 5 ทศวรรษ ในการสร้างอาชีพ อนุรักษ์ภูมิปัญญา และยกระดับงานหัตถกรรมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริมงานผ้าไทยและงานหัตถกรรมมาอย่างยาวนาน โดยทรงสนับสนุนให้ช่างฝีมือในท้องถิ่นมีอาชีพและรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์งานหัตถกรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาในแต่ละท้องถิ่น

พระราชปณิธานนี้ได้รับการสืบสานโดย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานหัตถศิลป์และผ้าทอ รวมถึงทรงสนับสนุนงานของศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อให้ราษฎรมีรายได้เสริมที่มั่นคง และช่วยอนุรักษ์ลวดลายผ้าพื้นถิ่นไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงนำพระปรีชาสามารถด้านแฟชั่นและการออกแบบมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรงส่งเสริมและพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง และเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

นิทรรศการ “Future SUPPORT” นำเสนอเรื่องราวของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จากจุดเริ่มต้นผ่านการจัดแสดงผ้าผืนแรก (จำลอง) และเส้นทางการดำเนินงานตลอด 5 ทศวรรษ สู่บทบาทในการสร้างอาชีพ อนุรักษ์ภูมิปัญญา พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชน พร้อมนำเสนอการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานศิลปาชีพให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยนำเทคโนโลยีร่วมสมัยมาผสมผสานกับการจัดแสดง เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของงานหัตถกรรมไทยและการก้าวต่อไปของงานศิลปาชีพสู่อนาคต

นอกจากนี้ ยังเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมและฟื้นฟูหัตถศิลป์ไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นิทรรศการ “Future SUPPORT” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป ตั้งแต่ 09.00-16.30 น. ณ ห้องจัดแสดง 5 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง

FutureSUPPORT, มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

Sea (ประเทศไทย) ชวนคุยกับผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM แรงบันดาลใจจากโครงการ ‘Women Made: Girl in STEM 2026’

7 กันยายน 2569 เวลา 13:33 น.

การขาดต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กีดกันเด็กผู้หญิงจากเส้นทางอาชีพในแวดวง STEM (สะเต็ม) หรืออาชีพในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), insKru และ a-chieve สานต่อ โครงการ Women Made: Girl in STEM ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริงผ่าน “พี่ต้นแบบ” ในแวดวง STEM ถึง 21 อาชีพ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ร่วมโครงการ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

วิศวกรหญิงผู้ขับเคลื่อนความฝันสู่ห้วงอวกาศ

 มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์

แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในสาย STEM เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงปรากฏชัดในบางสาขา โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์  โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้หญิงในสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียง 16.8% หนึ่งในนั้นคือ  มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศจากความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก ก่อนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอวกาศที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มโครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS ซึ่งกลายเป็นประตูบานแรกสู่งานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

“เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบและถนัดอะไร เมื่อความชอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผนวกกับพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมดาวเทียมและวิศวกรรมอวกาศที่สถาบัน ISAE (Institut Supérieur de L’aéronautique et de L’espace) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีเวลาเพียง 5 เดือนในการเตรียมตัว ในการปรับตัวกับการเรียน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก”

หลังจบการศึกษา เธอกลับมาทำงานเป็น วิศวกรฝ่ายควบคุมดาวเทียม ดูแลการปฏิบัติการดาวเทียม THEOS ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก่อนก้าวสู่งานด้านนวัตกรรมอวกาศ ขณะเดียวกัน ความสนใจเรื่องอวกาศยังนำพาเธอเข้าสู่โครงการ AXE Apollo Space Academy ผ่านการแข่งขันรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Apollo” โดยเธอสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการบินของยานอวกาศ Apollo ได้อย่างถูกต้องทุกคำถาม จนได้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 23 คนจากทั่วโลกให้ได้รับตั๋วเดินทางสู่อวกาศ แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป

“แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้ขึ้นไปอวกาศจริง ๆ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะเราได้ทำเต็มที่ในทุกขั้นตอน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานสาย STEM คือเราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เราเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในวันข้างหน้า เราจึงต้องเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและการทำงานมากที่สุด”  

นักระบาดวิทยา นักสืบผู้สอบสวนหาต้นตอของโรค

นัจมี่ – ณฐวดี ศรีวรรณยศ 

เมื่อการค้นหาต้นตอของโรคชวนตื่นเต้นไม่ต่างจากการไขปริศนา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางอาชีพ “นักระบาดวิทยา” ของ นัจมี่ – ณฐวดี ศรีวรรณยศ  นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เธอมีความความสนใจด้านสุขภาพและงานสืบสวน จึงเลือกเรียนสาขาการส่งเสริมสุขภาพ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก่อนสอบเข้ารับราชการ และค้นพบว่างานสอบสวนโรคคือการผสานความรู้ด้านสุขภาพ การอ่านข้อมูล และทักษะการสืบสวนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

“ตอนเด็กๆ เราชอบดูการ์ตูนเรื่องยอดนักสืบจิ๋วโคนันและวรรณกรรมสืบสวนสอบสวนอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ประกอบกับความสนใจด้านสุขภาพ จึงเลือกเรียนสายนี้ เมื่อได้ทำงานจริง มีโอกาสได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาต้นตอของโรค ทำให้ค้นพบว่าเรามีแพสชันกับงานนี้ เพราะทั้งท้าทาย สนุกกว่าที่คิด มีเรื่องให้เรียนรู้เสมอ รวมถึงยังมีความอยากรู้และสงสัยในกระบวนการค้นหาความจริง จึงตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโทสาขานิติวิทยาศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

งานหลักของเธอคือการสอบสวนโรค ตั้งแต่ติดตามข้อมูลผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความเชื่อมโยงและประเมินสถานการณ์โรค ควบคู่กับงานวิชาการและการเผยแพร่ความรู้ด้านระบาดวิทยา โดยช่วงการระบาดของโควิด-19 คือบททดสอบที่ทำให้งานซึ่งเคยอยู่เบื้องหลังกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และการเติบโตในสายงานนี้ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเพศ แต่ต้องอาศัยความรู้ ความหลงใหลในงาน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะนักระบาดวิทยาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงค้นหาต้นตอของโรค แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสุขภาพระดับประเทศ

นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง สู่สายตาแฟนอีสปอร์ต

มิว – ฐิติรัตน์ สายบัว

ความชอบในการ์ตูน แอนิเมชัน และภาพยนตร์แฟนตาซี คือจุดเริ่มต้นที่พา มิว – ฐิติรัตน์ สายบัว เข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มิวเลือกเรียนสาขาวิชามีเดียอาตส์ (Media Arts) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และค้นพบว่างานสามมิติคือสิ่งที่หลงใหล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทักษะด้านการออกแบบและเทคโนโลยีดิจิทัล จนกลายเป็นทักษะหลักที่พาเธอมาถึงวันนี้

“ช่วงที่ยังเรียนอยู่เรามักทุ่มเวลาว่างไปกับการฝึกปั้นงาน 3D เมื่อเรียนจบก็เริ่มทำงานแรกในตำแหน่งนักออกแบบกราฟิก (Graphic Designer) โดยรับหน้าทีออกแบบกราฟิกประกอบรายการโทรทัศน์ทั้งงาน 2D และ 3D ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่เมื่อทำงานไประยะหนึ่งก็เริ่มอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทายและได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่ตัวเองชอบมากขึ้น จึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ กระทั่งได้ทำงานที่ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ”

แม้มีพื้นฐานด้านกราฟิก แต่การออกแบบสื่อเสมือนจริงสำหรับเกมต้องอาศัยมากกว่าทักษะการใช้โปรแกรมออกแบบทั่วไป เพราะเบื้องหลังโลก 3D ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเทคโนโลยี การคิดอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเกมและกลุ่มผู้เล่น เพื่อสร้างผลงานที่เติมเต็มประสบการณ์ของผู้เล่นได้จริง

“ในยุคที่อุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตเติบโตขึ้นมากและกลายเป็นความบันเทิงที่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น แม้เราจะเล่นเกมไม่เก่ง ก็ต้องทำความเข้าใจเกมและวิเคราะห์ว่าผู้เล่นต้องการอะไร เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้ตรงใจผู้เล่น เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง ‘โลกเสมือน’ ขึ้นมาอีกโลกหนึ่งที่ต้องใช้การผสมผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ความบันเทิงเต็มรูปแบบ”

ปัจจุบัน มิว–ฐิติรัตน์ คือผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบการแข่งขันอีสปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ของ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) อาทิ รายการ RoV Pro League ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตระดับประเทศที่มีผู้ชมแต่ละฤดูกาลนับสิบล้านคน

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Women Made: Girl in STEM กล่าวว่า  ช่วงมัธยมศึกษาเป็นช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ การเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นอาชีพที่หลากหลาย เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกการทำงานจริงและค้นพบศักยภาพของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นเส้นทางอนาคต

“กิจกรรม Human Library ภายใต้โครงการ ‘Women Made: Girl In STEM’ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองให้นักเรียนหญิงเห็นว่า STEM มีเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และเด็กผู้หญิงก็สามารถเติบโตและสร้างความสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ของโลก STEM ไม่ว่าจะเป็นอวกาศ สุขภาพ การเกษตร เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต การได้พบกับพี่ต้นแบบจากหลากหลายเส้นทางจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนเห็นว่าโลกของการทำงานว่ามีอาชีพอะไรอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเองและกล้าที่จะออกแบบเส้นทางอนาคตของตัวเอง” พุทธวรรณ กล่าว

ภาพสะท้อนจากความสำเร็จของรุ่นพี่ต้นแบบ คือเครื่องพิสูจน์ว่าโลก STEM กว้างกว่าที่คิดและไม่มีเส้นทางสู่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว  การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้เยาวชนได้เรียนรู้จากพี่ต้นแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงกับเด็กผู้หญิงได้ เป็นสิ่งสำคัญในการทลายกรอบความคิดทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ ช่วยให้เด็กผู้หญิงค้นพบศักยภาพของตนเองและก้าวเข้าสู่เส้นทางสาย STEM อย่างมั่นใจ

Sea(ประเทศไทย), WomenMade:GirlinSTEM2026

NEXTOPIA สยามพารากอน บทพิสูจน์พลัง Co-Creation สู่ต้นแบบความยั่งยืนบนเวทีโลก

7 กันยายน 2569 เวลา 13:31 น.

หลังเปิดตัวเมื่อปลายปี 2568 NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ณ สยามพารากอน กำลังแสดงให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” สามารถก้าวข้ามจากแนวคิดและนโยบาย ไปสู่การลงมือทำที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างไร

สยามพารากอน เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่บริหารโดยสยามพิวรรธน์ ได้พัฒนา NEXTOPIA
ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ด้าน Sustainability แต่เป็น World’s First Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle ที่นำพลังของธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมกันสร้างวิถีชีวิตแห่งอนาคต สะท้อนหัวใจของ “วิถีสยามพิวรรธน์” ในการทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เปิดให้ทุกคนเข้ามาเป็น Co-Creator และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี แนวคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งกิจกรรมขับเคลื่อนความคิด นวัตกรรม และคุณค่าทางสังคมกว่า 130 กิจกรรม การเชื่อมโยงกว่า 100 คอมมูนิตี้ ตลอดจนการส่งต่อองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนผ่าน NEXTOPIA TOUR สู่ผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมยังสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับจากมาตรฐานระดับโลก

NEXTOPIA จึงกำลังขยับจากแนวคิดเมืองแห่งอนาคต สู่ Living Prototype ที่มีทั้งผู้คน Community ข้อมูล และผลลัพธ์จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ และกลายเป็นหนึ่งใน Proof Point สำคัญของบทบาท Game Changer ของสยามพิวรรธน์ ในการสร้างต้นแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรีเทลผ่านพลังของ Co-Creation

จาก Community สู่ Learning Platform

โจทย์สำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือการเปลี่ยน Awareness ให้กลายเป็น Participation และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ตนเองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้

NEXTOPIA ทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมกว่า 130 กิจกรรม ตั้งแต่ Makers and Craft Communities, Animals and Biodiversity, Leisure and Entertainment ไปจนถึง Health and Wellness พร้อมเชื่อมโยงนับ 100 คอมมูนิตี้ ตั้งแต่องค์กรระดับโลก ภาครัฐ ภาคเอกชน โรงเรียน ไปจนถึงชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เรียนรู้ และร่วมลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง

จำนวนผู้เข้าใช้พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องยังสะท้อนว่า ความยั่งยืนสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ได้ เมื่อถูกออกแบบให้เข้าถึงง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่ตอบโจทย์ทั้งการมีชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดี

ในเวลาเดียวกัน NEXTOPIA ยังต่อยอดจาก Community Space สู่ Learning Platform ผ่าน NEXTOPIA TOUR เปิดโอกาสให้ผู้คนเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดและระบบด้านความยั่งยืนที่นำมาใช้จริง ตั้งแต่การจัดการพลังงาน น้ำ และขยะ ไปจนถึงนวัตกรรมและการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้ทั้งชาวไทยและต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ทำให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไม่หยุดอยู่เพียงภายในพื้นที่ แต่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ ชุมชน องค์กร และผู้สนใจ เพื่อนำไปประยุกต์และขยายผลต่อได้

Sustainability ที่พิสูจน์ด้วยตัวเลข

อีกด้านที่ทำให้ NEXTOPIA เป็นมากกว่า Sustainability Showcase คือการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จริง นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ NEXTOPIA สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้กว่า 281,410 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) เทียบเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 26,690 ต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569)

ในมิติการบริหารทรัพยากร NEXTOPIA สามารถลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20% (จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน) และใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2569 ลดการใช้น้ำได้ 35% (จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน)ขณะที่การจัดการขยะสามารถลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบได้ 100% หรือสามารถนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ได้กว่า 184,200 กิโลกรัม ผลลัพธ์เหล่านี้มีความหมายมากกว่าการเป็น Environmental Performance ของโครงการ เพราะข้อมูลที่เกิดขึ้นสามารถนำกลับมาใช้เรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาโมเดลต่อไป ซึ่งเป็นหัวใจของ Prototype ที่สามารถวัดผลและขยายผลได้ในอนาคต

จาก Prototype ของไทย สู่การรับรองในมาตรฐานระดับโลก

นอกจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ ความสำเร็จของ NEXTOPIA ยังได้รับการยืนยันจากมาตรฐานระดับนานาชาติ โดยคว้า 2 Global Certificates ได้แก่ การรับรอง EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced และ Fitwel ระดับ 2 ดาว รวมถึงรางวัล Best in Building Health Awards 2026 สุดยอดอาคารส่งเสริมสุขภาวะจาก Fitwel ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับโครงการค้าปลีกแบบ Multi-Tenants ที่รวบรวมร้านค้า แบรนด์ และประสบการณ์หลากหลายไว้ในพื้นที่เดียว

EDGE Advanced สะท้อนมาตรฐานด้านประสิทธิภาพของอาคารและการใช้ทรัพยากร ขณะที่ Fitwel ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้คน การได้รับการรับรองทั้งสองด้านจึงสะท้อนแนวคิด Sustainability ของ NEXTOPIA ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

ภายในเวลาเพียงครึ่งปี NEXTOPIA ยังได้รับการยอมรับจากอีกหลายเวที ทั้ง The Best of Bangkok Design Week 2026 จาก European Product Design Award (EPDA) และ FIABCI-THAI Prix D’Excellence Awards 2026 ประเภท Sustainable Development จากสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai) รวมถึง Saint Francis of Assisi Award 2026 ซึ่งสะท้อนการเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังได้รับการรับรอง GCNT Learning Center จากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม

Game Changer ที่สร้างพื้นที่ให้ทุกคนร่วมเปลี่ยนเกม

เมื่อมองผลลัพธ์ทั้งหมดร่วมกัน NEXTOPIA จึงไม่ได้พิสูจน์เพียงว่าสยามพิวรรธน์สามารถสร้างพื้นที่ Sustainability ณ สยามพารากอน จนได้รับมาตรฐานระดับโลก แต่ยังแสดงให้เห็นว่าโมเดล Co-Creation สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง นี่คือบทบาท Game Changer ในแบบของสยามพิวรรธน์ ที่ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้เปลี่ยนเกมเพียงลำพัง แต่คือการสร้าง Opportunity Platform ให้ผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และพันธมิตรสามารถเข้ามาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมส่งเสริมให้การใช้ชีวิตของผู้คนมีความหมายมากยิ่งขึ้น

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี NEXTOPIA จึงกำลังเปลี่ยนสถานะจากแนวคิดเมืองแห่งอนาคต สู่ Living Prototype ที่มีทั้งผู้คน Community ข้อมูล และผลลัพธ์จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมเปิดโอกาสให้องค์ความรู้และโมเดลที่เกิดขึ้นจากประเทศไทยสามารถพัฒนาและต่อยอดไปสู่การเป็นต้นแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกของโลกได้ในอนาคต

NEXTOPIA

‘ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A’ อาการทรุดไว เผย 5 สัญญาณเตือนต้องรีบส่งโรงพยาบาล

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

อาการป่วยที่มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย อาจไม่ได้เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A” โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มักจู่โจมอย่างรวดเร็วและทิ้งอาการปวดเมื่อยรุนแรงไว้กับร่างกาย การทำความเข้าใจระยะของโรค สัญญาณอันตราย และแนวทางการป้องกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากช่วงระบาด 

นายแพทย์ศุภวิชญ์ สมิทธิเศรษฐ์

นายแพทย์ศุภวิชญ์ สมิทธิเศรษฐ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza A ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุยในระยะใกล้ชิด หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำมือไปแตะบริเวณตา จมูก หรือปาก ความน่ากลัวของเชื้อชนิดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เป็นระยะ ทำให้ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อในครั้งก่อน ๆ อาจไม่สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างเต็มที่

สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อ มักปรากฏอาการค่อนข้างรวดเร็ว โดยมีสัญญาณเด่น คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียไม่มีแรง ไอแห้ง เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก และเบื่ออาหาร นอกจากนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย

 แม้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะมีอาการคล้ายกันในหลายราย แต่ระดับความรุนแรงของโรคอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

เจาะลึก 3 ระยะของโรค จากเริ่มรับเชื้อสู่การฟื้นตัว

การดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ระยะฟักตัว (ก่อนเริ่มมีอาการ): หลังได้รับเชื้อ อาจใช้เวลาประมาณ 1–4 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ โดยช่วงนี้ไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนในร่างกาย และผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้แม้ยังไม่มีอาการชัดเจน

ระยะมีอาการ: เมื่อเริ่มป่วย อาการมักเกิดขึ้นรวดเร็ว เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลีย

ระยะฟื้นตัว: เมื่อร่างกายเริ่มกำจัดเชื้อ ไข้และอาการปวดเมื่อยจะลดลงก่อน ส่วนอาการไอและอ่อนเพลียอาจยังคงอยู่ต่ออีกระยะ โดยทั่วไปผู้ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะฟื้นตัวภายใน 5–7 วัน แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีอาการนานหรือแพร่เชื้อได้นานกว่าคนทั่วไป

สิ่งที่น่าเป็นห่วงเมื่อมีการติดเชื้อ คือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโดยตรงหรือมีแบคทีเรียซ้ำเติม, การติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงจนหายใจลำบาก, โรคประจำตัวกำเริบ และภาวะขาดน้ำจากการมีไข้สูง เหงื่อออก รับประทานอาการ หรือดื่มน้ำได้น้อย

หากพบสัญญาณเตือนอันตราย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก ไข้สูงต่อเนื่อง หรือมีไข้กลับมาอีกหลังจากอาการเริ่มดีขึ้น ซึมลง หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เพียงพอ อาการไอหรืออาการทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น

ปัจจุบัน การตรวจหาสารคัดหลั่งทางจมูกหรือคอทำได้ 2 วิธีหลัก คือ การตรวจแบบรวดเร็ว (RIDT) ซึ่งรู้ผลไวแต่ความแม่นยำต่ำกว่า และการตรวจระดับโมเลกุล (RT-PCR) ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อได้อย่างแม่นยำสูงแม้ใช้เวลานานกว่า ทั้งนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีอาการบางอย่างคล้าย COVID-19 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และไข้หวัดธรรมดา แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลียอย่างชัดเจนกว่าไข้หวัดธรรมดา

สำหรับแนวทางการรักษา ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเริ่มใช้ภายใน 2 วันแรกของการป่วย ส่วนผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลตนเองได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน รวมถึงใช้ยาลดไข้หรือบรรเทาอาการตามคำแนะนำ

เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ควรปฏิบัติตามสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และพักอยู่บ้านจนกว่าอาการจะดีขึ้น

“การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำปีละ 1 ครั้ง ในช่วงก่อนเข้าฤดูระบาดหรือช่วงหน้าฝน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้มีอาการ สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ” นายแพทย์ศุภวิชญ์ กล่าว

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีลิขสิทธิ์เพลงดัง ‘วีระเดช-หนึ่ง ณรงค์วิทย์’ เฮ ชนะสิทธิ์ดูแลรวม 28 เพลง

7 กันยายน 2569 เวลา 13:18 น.

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์เพลงระหว่างนักแต่งเพลงชื่อดังกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ RS อาร์เอส โดยใช้แนวทางการพิจารณาแบ่งตามกลุ่มเพลง เช่นเดียวกับคดีของ “เวสป้า อิทธิพล” ส่งผลให้ฝ่ายผู้สร้างสรรค์ผลงานได้รับสิทธิ์ในบทเพลงส่วนใหญ่คืนมาสรุปผลคำพิพากษาทั้ง 2 คดี

1. คดี วีระเดช ไกรวัลย์ (ฟ้องรวม 19 เพลง)ศาลชั้นต้นตัดสินให้สิทธิ์ในบทเพลงเป็นของ วีระเดช ไกรวัลย์ จำนวน 15 เพลง ได้แก่  ล้างใจ, ขอแรง, มือที่สาม, ไม่มีที่ไป, ไม่รักก็เกลียดเลย ด้วยน้ำตา, ด้วยรักและจริงใจ, ดาวพระศุกร์, บอดี้การ์ด, เพราะมีเธอ ทำไม่ได้นะ, ไฟตกน้ำ, รักไม่มีวันตาย, เกินห้ามใจ, นาทีที่สวยงาม

ส่วนบทเพลงที่ศาลตัดสินให้ยังคงเป็นสิทธิ์ของ อาร์เอส มีจำนวน 4 เพลง ได้แก่  เพื่อใคร, รักไม่ลง, ส่องไฟขึ้นฟ้า, อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ

2.คดี หนึ่ง ณรงค์วิทย์ (ฟ้องรวม 15 เพลง)ศาลชั้นต้นตัดสินให้สิทธิ์ในบทเพลงเป็นของ หนึ่ง ณรงค์วิทย์ จำนวน 13 เพลง ได้แก่ สี่ห้องหัวใจ, ขอแค่มีเธอ, เขาไม่แคร์, แข็งใจ, แค่ดิน , ด้วยสองเรา, ได้เวลาแจม, โทรหากันหน่อย, บอกกันได้ไหม, ยิ่งรักเธอ, จากฉันถึงเธอ, แอบมีเธอ, น้อยใจส่วนบทเพลงที่ศาลตัดสินให้ยังคงเป็นสิทธิ์ของ อาร์เอส มีจำนวน 2 เพลง ได้แก่ หยุดตรงนี้ที่เธอ, รักคนอื่นไม่เป็น

การตัดสินครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญของวงการเพลงไทยในการจัดสรรและคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานบทเพลงในอดีต

‘แพท วง KLEAR’ ควงครอบครัว แชร์ไลฟ์สไตล์เฮลท์ตี้ทุกเจเนอเรชัน พร้อม MicMac ชวนคนทุกวัยใส่ใจสุขภาพ

7 กันยายน 2569 เวลา 12:57 น.

เมื่อสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญของคนทุกเจเนอเรชัน ศิลปินสุดฮอต ‘แพท – รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย’ หรือ ‘แพท วง KLEAR’ ควงครอบครัวมาแชร์ไลฟ์สไตล์เฮลท์ตี้ของทุกคนในบ้าน ในงาน Heart Of Care  Health Fair 2026 จัดโดย โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลในเครือบางปะกอก     และโรงพยาบาลปิยะเวท ภายใต้แนวคิด Cancel Cancer Together, We Connect Your Care Journey เชื่อมโยงทุกการรักษา เพื่อทุกก้าวของการดูแล งานนี้ แพท ได้เผยเคล็ดลับการบาลานซ์ชีวิตการทำงานฉบับคุณแม่ยุคใหม่ พร้อมบอกเทคนิคการดูแลสุขภาพฉบับทุกคนในบ้านแบบทำได้จริง รวมถึงการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรค และชวนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคมะเร็ง โดยมี นิปปอน – นวนันท์ บำรุงพฤกษ์ พิธีมากความสามารถ มาร่วมทอล์กแบบเอกซ์คลูซิฟ ชวนถ่ายทอดเรื่องราวสุขภาพ     ในมุมที่เข้าถึงง่าย สร้างความสนุกและความอบอุ่น ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พระราม 2

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย โดยการตรวจสุขภาพเบื้องต้น อาทิ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ในเลือด ดัชนีมวลกาย (BMI) อัตราการเต้นของหัวใจ และค่าพื้นฐานทางสุขภาพที่สำคัญ พร้อมรับคำแนะนำด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งที่นำ Cancer Ribbon ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตระหนักรู้ ความหวัง และกำลังใจ  มาถ่ายทอดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง รวมถึงเวทีเสวนาโดยแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่างๆ มาแนะแนวทางวิธีปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดี ตลอดจนบูธกิจกรรมสนุกๆ รับของที่ระลึก และแพ็กเกจตรวจสุขภาพและโปรแกรมคัดกรองโรคเฉพาะทางในราคาสบายกระเป๋า

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือโชว์สุดพิเศษจาก แพท และ ณัฐ วง KLEAR ที่มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงสุดพิเศษ สร้างบรรยากาศแห่งความประทับใจตลอดงาน นอกจากนั้น ยังมีศิลปินยุคใหม่ อย่าง MicMac (มิคแมค) มาร่วมมอบความสนุกและความสุข มาแชร์เคล็ดลับการดูแลสุขภาพในแบบเจนใหม่ เติมเต็มบรรยากาศภายในงานให้คึกคักยิ่งขึ้น

แพท รัณนภันต์ เปิดเผยว่า“รู้สึกดีใจและตื่นเต้นที่ได้มาร่วมกิจกรรมดี ๆ พร้อมครอบครัวเป็นครั้งแรก เพราะทำให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพและการตรวจสุขภาพเป็นประจำเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้า ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลและการรักษาได้ง่ายขึ้น สำหรับครอบครัวของแพท แม้แต่ละคน    จะมีวิธีดูแลสุขภาพแตกต่างกันไปตามช่วงวัย แต่ทุกคนก็พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน  เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน  คือการมีสุขภาพที่ดี และได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

แพทอยากฝากถึงทุกคนว่า ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน สุขภาพก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องโรคมะเร็งที่เราสามารถเริ่มต้นใส่ใจและป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้ อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม และถ้ามีโอกาสก็อยากชวนทุกคนมาร่วมเรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพราะการมีความรู้และรู้เท่าทันร่างกายของตัวเอง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆค่ะ”

สำหรับสายเฮลท์ตี้ที่กำลังมองหาแพ็กเกจตรวจสุขภาพดีๆ หรือต้องการคำปรึกษาจากแพทย์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Bangpakok 9 International Hospital โรงพยาบาล     บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล และ Facebook : Piyavate Hospital หรือเว็บไซต์ www.bpk9internationalhospital.com และ http://www.piyavate.com 

แฟชั่นเซตบัณฑิตใหม่ ‘ชาย-สมชาย’ เรียนจบ ‘มรภ.เชียงราย’ บ่าวเหนือพร้อมรับปริญญา

7 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

บัณฑิตบ่าวเหนือทักครับ “ชาย สมชาย  เจริญสุข” จากสังกัด TSM Management ทางช่อง 7HD   
ได้สำเร็จด้านการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย คณะวิทยาการจัดการ ล่าสุดได้ปล่อยภาพสตรีทแฟชั่นเซ็ทชุดครุย หล่อเท่ ออร่าพุ่ง สไตล์บ่าวเหนือ หลังจากเรียนจบการศึกษาไม่นาน หนุ่ม “ชาย สมชาย” ได้เป็นพี่บัณฑิตให้แฟน ๆ ใจฟู ยินดีกันอย่างเบิกบานใจ ที่งานนี้เจ้าตัวพร้อมรับปริญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกำหนดการฝึกซ้อมพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร วันที่ 16 กันยายน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และจะเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏเชียงใหม่  ล็อกวันร่วมยินดีในการจบการศึกษาของรุ่นพี่บัณฑิตบ่าวเหนือสุดหล่อคนนี้กันได้เลยแฟน ๆ จ้า

#ชายสมชาย #Chaisomchai #TSMmanagement

‘ข้างบ้าน’คว้า 3 รางวัลจาก Pattaya International Film Festival 2026

7 กันยายน 2569 เวลา 12:42 น.

อีกหนึ่งความสำเร็จของ “ข้างบ้าน (OUR HOUSE)” ภาพยนตร์จาก ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ร่วมกับ The Ghost Radio ภายใต้โปรเจกต์ GHOST LIGHT ล่าสุดคว้า 3 รางวัล จากงาน Pattaya International Film Festival 2026 โดย ข้างบ้าน คว้า รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์ ได้แก่ อาเล็ก–ธีรเดช เมธาวรายุทธ และ รางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์ ได้แก่ กชเบล–ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์

Pattaya International Film Festival 2026 เทศกาลภาพยนตร์เมืองพัทยา ครั้งที่ 4 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE CINEMATIC WAVE” หรือ “คลื่นแห่งภาพยนตร์” ณ โรงละครโคลอสเซียมโชว์ พัทยา ภายในงานมีการมอบรางวัลเพื่อเชิดชูผลงาน บุคลากร และผู้สร้างสรรค์ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักโดยมีเหล่าศิลปิน นักแสดง ผู้สร้าง และบุคลากรในวงการบันเทิงมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

ชัยวัฒน์ มิ่งไม้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด เผยว่า “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ข้างบ้านได้รับรางวัลจาก Pattaya International Film Festival 2026 รางวัลครั้งนี้เป็นความสำเร็จของทีมงานและพันธมิตรทุกฝ่ายที่ร่วมกันทุ่มเทพัฒนาผลงานตั้งแต่ต้นทางจนสามารถเชื่อมต่อกับผู้ชมได้ในวงกว้าง ขอขอบคุณคณะกรรมการและผู้จัดงานที่ให้ความสำคัญกับผลงานและบุคลากรในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย รวมถึง The Ghost Radio ทีมผู้สร้าง นักแสดง และผู้ชมทุกท่านที่สนับสนุนข้างบ้าน และหนังไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทุกท่านเป็นกำลังใจสำคัญให้กับผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ครับ”

อาเล็ก–ธีรเดช เมธาวรายุทธ เผยว่า “รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากครับที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมครั้งนี้ ขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน ภาพยนตร์ข้างบ้านเป็นหนังผีเรื่องแรกของผม และเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีมากในฐานะนักแสดง ขอบคุณพี่โขม พี่ต้น และพี่แจ๊ค ที่ไว้ใจและมองเห็นบางอย่างในตัวอาเล็กให้โอกาสมารับบทวินในเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ผมได้เปิดโลกการแสดงในมุมใหม่ ๆ และได้เจอกับความท้าทายใหม่ ๆ ของตัวเอง ขอบคุณโบกี้ไลอ้อน ทีมแต่งหน้าเอฟเฟกต์ สแตนด์อิน รวมถึงทีมเบื้องหลัง ที่สำคัญขอบคุณผู้ชม แฟนคลับ และแฟน The Ghost Radio ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ขอบคุณมาก ๆ สำหรับรางวัลนี้ครับ”

ด้าน กชเบล–ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ เผยว่า “ขอบคุณคณะผู้จัดงาน Pattaya International Film Festival 2026 สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมาก ๆ ที่ได้รับรางวัลค่ะ ขอบคุณโอกาสจากพี่ต้น พี่โขม และพี่แจ๊ค ที่เลือกให้กชเบลได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตกับข้างบ้าน ขอบคุณพี่อาเล็ก พี่โบกี้  และนักแสดงทุกท่านที่ทำให้เราได้เล่นอย่างเต็มที่ รวมถึงขอบคุณมิตรภาพจากทีมงานทุกฝ่ายที่ทำงานกันอย่างหนักและเป็นมืออาชีพมาก ทำให้การทำงานในเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจค่ะ รวมทั้งขอบคุณแฟนคลับและผู้ชมทุกท่านที่สนับสนุนมาโดยตลอด รางวัลนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่จะทำให้ตั้งใจพัฒนาตัวเอง และทำทุกโอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุดต่อไปค่ะ”

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง
Facebook: www.facebook.com/shinesaengad.venture
Instagram: www.instagram.com/shinesaengad.venture
TikTok: www.tiktok.com/@shinesaengadventure
YouTube: www.youtube.com/@shinesaengad.venture

#ข้างบ้าน #Ghostlight #TheGhostRadio #ฉายแสงแอดเวนเจอร์ #Shinesaengadventure