สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.41 น.

วันที่ 9 เม.ย. เวลา 10.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณี กกต.เชิญ นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาเป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้ง นั้น  ว่า เท่าที่ทราบ คิดว่า  กกต.คงเห็นที่นายไชยันต์โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คส่วนตัว ว่า ระบบการเลือกตั้งและขั้นตอนการเลือกตั้งของอังกฤษเป็นอย่างไร และ กกต.คิดว่าความเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์ จึงได้นำนายไชยันต์มาเป็นหนึ่งในพยาน ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของกกต.ที่จะให้ใครก็ตามที่เห็นว่าเหมาะสม แต้ในแง่ขอกฎหมาย การคุ้มครองของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ทั้งที่ อังกฤษ และสิงคโปร์ ที่มีการเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ที่ศาล และจัดเก็บเป็นเวลาเพียงแค่ 6เดือน หลังจากนั้นก็จะทำลายทิ้งทั้งหมด ต่างจากประเทศไทยที่หลักฐานต่างๆ จะมีการแยกจัดเก็บในแต่ละที่ มีโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลมากกว่า ดังนั้นต้องไปดูในรายละเอียดว่า กรณีอังกฤษกับไทย มีจุดเหมือนและจุดแตกต่างอย่างไรบ้าง  หวังว่า ในการสืบพยาน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน  ถ้าฝ่าย กกต.มีอาจารย์ไชยันต์ เป็นพยาน ฝ่ายประชาชนผู้ร้องอาจต้องมีอาจารย์สมชัยเป็นพยานเช่นกัน 

สมชัย
สมชัย
สมชัย

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวเป็นสส.หลังกกต.ประกาศรับรองเพิ่มเติม

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลัง กกต. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเติม โดยมี น.ส.สิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.วิภารัตน์ ถมยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ให้การต้อนรับ 

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน  

สับขาหลอกสื่อ นายกฯ เมินตอบปม ธรรมนัส สวน เสรีพิศุทธ์ ครม.ไร้ลูกมาร

สับขาหลอกสื่อ นายกฯ เมินตอบปม ธรรมนัส สวน เสรีพิศุทธ์ ครม.ไร้ลูกมาร

สับขาหลอกสื่อ นายกฯ เมินตอบปม ธรรมนัส สวน เสรีพิศุทธ์ ครม.ไร้ลูกมาร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

เมื่อเวลา 12.59 น.ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางออกจากอาคารรัฐสภา โดยผู้สื่อข่าวถามถึงภาพรวมในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว พูดเพียงว่าต้องรีบไปแถลงข่าวที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่​​บริษัทเอกชนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาล​  หลังออกประกาศรีดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลลง  2 บาท​ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายเอกนัฏ​ พร้อม​พันธุ์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามถึงกรณีนายชัยชนะ​ เดช​เดโช​ รองหัวหน้า​พรร​คประชาธิ​ปัตย์​ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงถึงเรื่องเรือขนส่งน้ำมันของไทยแวะขนถ่ายน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์​ กว่า​ 7 หมื่นล้านลิตร​  นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ได้ให้ทางกระทรวงพลังงานเป็นผู้ชี้แจง​  เมื่อถามว่า ตามหลักกฎหมายแล้วสามารถทำได้หรือไม่ แต่นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นรถ พร้อมลดกระจกลง ผู้สื่อข่าวจึงพยายามสอบถามต่อถึงการเดินเข้าไปทักทายร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม ซึ่ง นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ได้บอกกับสื่อมวลชน ว่า “car pools” โดยมีนาย อรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมนั่งรถไปด้วย 

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางออกจากอาคารรัฐสภา เจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งว่าจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บริเวณห้องโถง ชั้นล่าง ซึ่งเป็นจุดที่วางไมค์ของทุกสื่อ  แต่ทันทีที่นายกรัฐมนตรี เดินลงมาถึงชั้นล่าง ปรากฎว่านายกรัฐมนตรี เดินผ่านสื่อมวลชนและไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ทันที เพื่อเดินทางไปแถลงข่าว​ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง. โดยไม่มีการหยุดสัมภาษณ์ยังจุดวางไมค์ ตามที่มีการแจ้งต่อสื่อมวลชนไว้ 

นันทนา ปวดใจ นโยบายรัฐบาล มีแต่วาทกรรมสวยหรู หมอวรงค์ เตือนระวัง‘น้ำมันเก๊’พ่นพิษ

นันทนา ปวดใจ นโยบายรัฐบาล มีแต่วาทกรรมสวยหรู หมอวรงค์ เตือนระวัง‘น้ำมันเก๊’พ่นพิษ

นันทนา ปวดใจ นโยบายรัฐบาล มีแต่วาทกรรมสวยหรู หมอวรงค์ เตือนระวัง‘น้ำมันเก๊’พ่นพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

‘นันทนา’ ปวดใจ ‘นโยบายรัฐบาล’ อยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ปชช.มีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลา เมินปัญหาใหญ่ มีแต่วาทกรรมสวยหรู ด้าน ‘หมอวรงค์’ เตือน ‘น้ำมันเก๊’ พ่นพิษ ระวังจะอยู่ไม่นาน  ขณะที่ ‘เสรีพิศุทธิ์’ ติงแรงหน้าตาครม. ‘ลูกเทพ-เด็กเส้น’ เยอะไปหน่อย

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 11.55 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162  ช่วงที่เปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปราย ซึ่งมีการจัดลำดับการอภิปรายให้สส.ฝ่ายค้านอภิปรายสลับกับสส.พรคร่วมรัฐบาล และสว. โดยสส.พรรคร่วมรัฐบาลได้อภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและขอให้พิจารณาเพิ่มเติมสวัสดิการให้ประชาชน เช่น บัตรสวัสดิการที่เพิ่มเติมสวัสดิการตามการใช้จ่ายแต่ละช่วงเดือน เช่น เดือน พ.ค. สามารถนำไปชำระค่าชุดนักเรียนของบุตรหลานได้ เป็นต้น

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว. ) อภิปรายว่า รัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นในภาวะวิกฤตพลังงานจึงเป็นภาวะวิกฤต วิกฤติเศรษฐกิจไปพร้อมกันดูจากตัวนโยบาย 23 ข้อแล้วตนเห็นว่า กำลังจัดนโยบายอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ประชาชนทั้งประเทศมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลา รัฐบาลกำลังท่องคาถาว่ารวยไม่ไหวแล้ว รวยกันแต่พวกท่าน แต่เสียงในหัวประชาชนเขาทนไม่ไหวแล้ว ตนนั่งฟังนายกฯแถลงด้วยความปวดใจ เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลเลย ถ้อยแถลงของนโยบายใช้วาทกรรมสวยหรูแต่ไม่ได้แก้ปัญหา เปรียบเหมือนประเทศกำลังอยู่ในห้องไอซียู ยังชวนประชาชนมาสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลอยู่

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะที่ชีวิตของชาวภาคเหนือในเวลานี้กำลังเสี่ยงกับฝุ่นพิษ PM 2.5 พวกเขาอยู่กับอยู่กับอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกมา2สัปดาห์แล้ว รัฐบาลกลับไม่บรรจุเรื่องนี้ในนโยบายแถมยังไม่มีเจตจำนงที่จะเอาพ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาดำเนินการให้เป็นกฎหมายต่อไป รัฐบาลนี้มองว่าชีวิตของประชาชน มีค่าน้อยกว่าผลกำไรของนายทุนอย่างนั้นหรือ ส่วนปัญหาปากท้องที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือปัญหาพลังงานตอนนี้น้ำมันแพงส่งผลต่อไฟฟ้าทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าราคาแพงเพราะ เพราะถ้าพร้อมจ่ายที่คนไทยจะต้องแบกให้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าแต่ได้ค่าตอบแทนตามสัญญาทำไมรัฐบาลไม่รื้อโครงสร้างสัญญาฐานนี้ เพื่อปลดปล่อยคนไทยให้ใช้ไฟฟ้าราคาที่สมเหตุสมผลส่วนเรื่องอนาคตของประเทศที่กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รัฐบาลจงใจที่จะไม่ใส่ไว้เลยแม้แต่ประโยคเดียว นโยบายฉบับก่อนเขียนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้สามบรรทัดก็น้อยแล้ว ฉบับนี้ไม่เขียนถึง ทั้งที่ประชาชนคนไทย 21,000,000 เสียง ลงประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญ ไปพร้อมกับการเลือกท่านเข้ามาเป็นนายกจะมาเทกันกลางแดดแบบนี้ไม่ได้

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ควบคุมกติกาหลักของประเทศไว้ที่ประเทศเราถดถอยจีดีพี 1.8 มา 10 ปีก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเมื่อ ประชาชน 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนเห็นชอบให้มีการแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาล มีหน้าที่ที่จะดำเนินการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามประชามติโดยเร็ว แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บรรจุในนโยบายเช่นเดียวกับเรื่องนิติธรรม ที่ประชาชนจับตาดูอยู่ก็ไม่ได้บรรจุในหมวดไหนของนโยบายเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ คดีฮั้วสว. คดีเขากระโดงก็จะถูกเป่าหายไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างนั้นหรือ 

“จากการแถลงนโยบายฯทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีเจตจำนงที่จะรักษาชีวิตฝากท้องและอนาคตของประชาชนแม้แต่น้อยพูดเลยว่ารัฐบาลจัดนโยบายแบบไม่เห็นหัวประชาชนคำถามคือแล้วรัฐบาลนี้ตั้งมาเพื่อใคร” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า จากการติดตามวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการขึ้นราคาน้ำมันถึง 8 ครั้ง ราคารวม 20.6 บาท ซึ่งถือว่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนกรณีน้ำมันขาดแคลนนั้น จากการตรวจสอบของตน เชื่อว่าจะมีน้ำมันหายไปกว่า 635 ล้านลิตร ในช่วง วันที่ 16-31 มี.ค.  ถือว่ามีกระบวนการปลอมน้ำมัน และโกงน้ำมัน ขณะที่นายกฯ บอกว่าพูดแล้วทำในเรื่องการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ขอให้นายกฯ ลดจำนวนผู้ช่วย สส.ลง รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส. สว.  เพื่อนำไปจุนเจือประชาชน 

“สิ่งที่รัฐบาลทำดีผมชื่นชม แต่สิ่งที่ไม่ดี อย่าง เช่น เมื่อก่อนผมตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว พบว่ามีการโกงส่งข้าวแบบจีทูจีเก๊ ดังนั้นในครั้งนี้น้ำมันที่พบการโกง ก็ต้องเรียกว่าน้ำมันเก๊ ต้องเร่งจัดการ อะไรที่ผมแนะนำแล้วทำ ท่านจะอยู่ได้4 ปี แต่หากไม่แยแส ผมว่ารัฐบาลอาจอยู่ได้ไม่นาน” นพ.วรงค์ อภิปราย 

ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า การแต่งตั้งครม. แล้วเสร็จแล้ว พบว่ามีลูกเทพ เด็กเส้นเยอะไปหน่อย นอกจากนี้มีรัฐมนตรีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้มูลความผิดในคดีฮั้วสว. จำนวน 12 คน ซึ่งรวมถึง นายอนุทิน ซึ่งคิดเป็น  1 ใน 3 ของครม. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่าผลการทำงานจะเป็นรูปแบบใด  อย่างไรก็ดี ตนขอให้รัฐบาลยึดอุดมการณ์การทำงาน คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ พึ่งตนเอง และร่วมมือกัน  เพื่อให้ประชาชนอยู่กันอย่างเป็นสุข และทำให้คำพูดของนายกฯ ที่บอกว่า รวยแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว จะได้เป็นของจริง

ทวี จี้ นายกฯ สอบ รถ กอ.รมน. เอี่ยวมือปืนลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์

ทวี จี้ นายกฯ สอบ รถ กอ.รมน. เอี่ยวมือปืนลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์

ทวี จี้ นายกฯ สอบ รถ กอ.รมน. เอี่ยวมือปืนลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

9 เม.ย.2569 เมื่อเวลา12.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ครม.รับปาก และยืนยันต่อสภาฯ คือ หลัก 3 ประการ โดยเฉพาะยึดมั่นหลักนิติธรรมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน ในข้อดังกล่าวครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งตนมีมิติที่อยากซักถาม คือ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขอย่างยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ ทั้งนี้ไม่มีโครงสร้างหรือบริบทที่เห็นได้ สำหรับปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคำถามมากกว่าคำตอบ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อใดจะจบ สิ่งที่อยากถามนายกฯ ว่า เหตุการณ์ลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และพวก เมื่อช่วงดึก 20 มี.ค.  หลังจากการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้รับสิ่งตอบแทนคือ พบปืนสงคราม 2 กระบอก ยิงไปยังรถของนายกมลศักดิ์ที่กำลังเลี้ยวเข้าบ้าน จำนวน 33 นัด จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและออกหมายจับ

“สิ่งที่น่าตกใจคือ รถยนต์กะบะที่ใช้ในในวันก่อเหตุ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือสำนักนายกรัฐมนตรี กอ.รมน.  นี่คืออะไร ที่บอกว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ แก้ด้วย กอ.รมน. ที่มีนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ  ตอนนี้สังคมคิดว่าทำไม กอ.รมน. ปล่อยให้นำรถไปเข่นฆ่าสส.กมลศักดิ์ กับพวกเพราะอะไร และยานพาหนะมีระดับ นาวาเอก ลงนามอนุมัติ การดำเนินการกับคนอื่น ใช้กฎอัยการศึก นำคนซักถาม 7 วัน แต่คนที่อนุญาตให้นำรถไป เห็นเหตุการณ์ไม่เคยมาพอ และเป็นทหาร จึงเป็นคำถามต่อนายกฯ และขอให้แสดงความชัดเจน ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ไม่ว่าเป็นใคร ต้องทำให้ปรากฎ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นจุดวัดหลักนิติธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

ทวี สอดส่อง
ทวี สอดส่อง

อภิสิทธิ์ กรีด นโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ไร้หัวใจ ไม่มีประชาชนในสมการ

อภิสิทธิ์ กรีด นโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ไร้หัวใจ ไม่มีประชาชนในสมการ

อภิสิทธิ์ กรีด นโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ไร้หัวใจ ไม่มีประชาชนในสมการ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.07 น.

‘อภิสิทธิ์’ อัดนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย ไร้หัวใจของการคำนึงถึงปชช. เมิน ‘ชายแดนภาคใต้’ ทั้งที่มี สส. เพิ่งถูกลอบยิง แซะเจ็บ ’อนุทิน‘ อยากให้จิตวิญญาณเวลาไปทำคอนเทนต์สไตล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฯ เหน็บแสบหากแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว ทุกคนในประเทศจะบอกว่า ‘พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว’ 

วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)​ อภิปรายว่า สิ่งที่เราคาดหวังจากการแถลงนโยบาย ตนคิดว่า 1.การที่ประชาชนสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลว่านโยบายที่ไปหาเสียงและให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ว่าจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจะอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ 2.เป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำของประเทศที่จะได้สร้างความหวัง ฉายภาพทิศทางการเดินหน้าของประเทศซึ่งจะมีผลกระทบกับประชาชนทุกคน และ 3.เป็นเอกสารที่สมาชิกรัฐสภาจะต้องใช้ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป โดยจากการที่อ่านเอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้ แต่พบว่าเหมือนมีบางอย่างที่ขาดหายไป ไม่สามารถที่จะผูกมัดตัวเองเหมือนช่วงหาเสียง เช่น ค่าไฟ 3 บาท และมีบางโครงการที่ยังขาดรายละเอียดเหมือนช่วงหาเสียง เช่น โครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน และมีนโยบายที่ไม่ปรากฎอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนคิดว่าน่าสนใจ เช่น การจะทำโครงการขนาดใหญ่แต่กลับทำลับๆ ล่ออย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ตอนหาเสียงไม่ยอมส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กลับพูดหาเสียง วันนี้ก็ไม่ยอมมาแถลงต่อรัฐสภา แต่ไปพูดที่กระทรวง เพราะเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงความคุ้มค่า หลายกลุ่มตนไม่รู้ว่าถูกลืมหรือไม่ เช่น อสม. ที่ไม่ปรากฏอยู่ในเล่มว่าท่านจะสร้างขวัญกำลังใจหรือยกระดับการทำงานของเขาให้ดีขึ้นอย่างไร บางเรื่องน่าไม่น่าเชื่อว่าป๊าถึงขนาดนี้แล้วนโยบายเขียนสั้นเช่น ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เพียงเขียนแค่หลัก เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา แล้วบอกจะสร้างความสันติสุขทั้งที่ความจริงแล้วค่ะสิ่งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือการพูดคุยเจรจาว่าจะมีแนวทางต่อไปอย่างไรแล้วสถานการณ์นี้ก็รุนแรงเพราะเพื่อนสมาชิกของเราเพิ่งถูกลอบยิง และยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในนโยบาย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนจะเน้นย้ำในวันนี้ที่จะถามว่าทำไมพวกเราไม่ได้รู้สึกว่าพวกเรามีความชัดเจนในทิศทางหรือมีมีความหวังตนขอให้เหตุผล 4 ประการคือ 1. นโยบายที่ท่านเขียนตนใช้คำว่าเขียนอีก พูดอีก ก็ถูกอีก ท่านเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้งไม่ว่าจะเป็น 3 หลักการบริหาร 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เป้าหมาย การบอกว่าเราจะเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ เป็นสิ่งที่อยากได้ แต่ไม่มีในเรื่องของรูปธรรม เครื่องมือที่จะใช้ กรอบเวลาที่ชัดเจนยกเว้นบางเรื่องเท่านั้นไม่มีเรื่องของตัวชี้วัดที่เราจะใช้ 2.วิธีบริหารที่ผ่านมาจากท่านทั้งหลายที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ณ ขณะนี้ 3.ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการ ไม่มีความรู้สึกและหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน และ 4.เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นหัวใจของการที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ ท่านกล้าเขียนนโยบายที่เอาอดีตว่าท่านสามารถดำเนินการให้เป็นควิกมิกซ์วิน เช่นเรื่องการปราบปรามแสตมป์เมอร์อย่างเข้มข้นและที่กล้าเขียนกว่านั้นคือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิต ซึ่งสำคัญทั้งในด้านของการเกษตรและมีผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยเฉพาะปัจจัยและผลการผลิตที่มีความผูกพันกับต้นทุนพลังงานอาทิ ปุ๋ยเคมี ไม่มีใครในประเทศที่ไปบอกว่าท่านสร้างปัญหานี้ขึ้นมาหรือปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากวิกฤตภายนอก และไม่มีใครในประเทศนี้ที่จะฝันว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิมได้ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมาประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2.การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3.ความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ สิ่งที่น่าสนใจมากคือบทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน เพราะพวกเราทราบไปว่ากองทุนน้ำมันจะมาแบกรับสะสมหนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ แต่ถามว่าเขาเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้ทำไม เค้าเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้เพื่อประคับประคองหรือซื้อเวลาเผื่อว่าราคาน้ำมันลดลงต้นทุนอื่นๆ จะได้ไม่เพิ่มขึ้น และสองซื้อเวลาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4 หมื่นล้านจากประชาชนที่ใช้น้ำมันซึ่งจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นราคา ไม่รู้ว่าจะสายไปหรือไม่ที่จะแก้ปัญหานี้เพราะหากคิดที่จะไปคุมราคาสินค้าปลายทางความโกลาหล ความขาดแคลน การขาดทุน การลดลงของธุรกิจก็ลดลดลงแน่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์กำลังอภิปรายถึงเรื่องราคาการกลั่นน้ำมัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประท้วงว่า นายอภิสิทธิ์กำลังพูดถึงรัฐบาลชุดที่แล้ว การที่ท่านบอกว่าวันนั้นก็คือวันนั้นของรัฐบาลนั้น วันนี้รัฐบาลใหม่กำลังแถลงนโยบาย ยังไม่ได้เริ่มนับหนึ่ง แม้นายกฯ จะจบประโยคด้วยขอบคุณครับ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มทำงาน จึงขอให้ประธานกำชับนายอภิสิทธิ์จะให้คำแนะนำหรือวิพากษ์วิจารณ์อะไรให้ไปข้างหน้า ไม่ต้องย้อนไปถึงเรื่องค่าการกลั่น เราจะได้มีคำแนะนำที่ดีให้กับรัฐบาล ที่กำลังจะทำงานต่อไปในอนาคต

นายโสภณ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่า เนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วและรัฐบาลชุดนี้ต่อเนื่องกัน ตนจึงอนุญาตให้พูด

ทำให้นายศุภชัย ลุกขึ้นประท้วงประธานว่า ตนคิดว่าไม่มีรัฐบาลชุดไหนต่อเนื่องครบคือครบ จบคือจบ เป็นรัฐบาลชุดใหม่ที่ไม่ใช่รัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะบางท่านที่เคยเป็นรัฐมนตรีสมัยที่แล้วปัจจุบันก็มานั่งเป็นฝ่ายค้านอยู่ ฉะนั้นไม่เหมือนที่ประธานวินิจฉัย ความเกี่ยวเนื่องอาจจะเกี่ยวเนื่องในส่วนที่ประชาชนประสบปัญหา แต่คนละเรื่องกันรัฐบาลไม่ได้ต่อเนื่องกันขอให้ท่านวินิจฉัยด้วย

นายโสภณ จึงวินิจฉัยว่า การจะอภิปราย ขอให้อภิปรายในความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถในการบริหาร และขอให้นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายต่อ

นายอภิสิทธิ์ จึงอภิปรายต่อว่า เรื่องดังกล่าวกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ท่านพูดได้อย่างไรว่า ประสบความสำเร็จในการบริหารความขาดแคลน ซึ่งนอกเหนือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้แล้ว ที่ตนใช้คำว่าหัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน ขนาดคนไปทำงานกับท่านสัปดาห์เดียวออกมาต่อว่าฝ่ายค้านว่า พูดเรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องเชย ตนจะเชยต่อไปและเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเชยกับผม เพราะยุคนี้ไม่คาดหวังจะเก๋ไก๋หรูหราอีกต่อไปแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากจะไม่ให้รัฐบาลและภาคธุรกิจรับภาระเท่าที่ควร ยังต้องไปไล่ตามจับไอ้โม่ง คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่สวยหรู ไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่าวันที่ท่านพูดว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการเช่นเดียวกับเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ ที่พวกตนไปยื่นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการตามหลังต่างประเทศเสมอ คนอดสงสัยไม่ได้ว่ามีบุคคลในแวดวงอำนาจของรัฐบาลอยู่ในกระบวนการนี้ ซึ่งต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นผู้ดำเนินการสอบเรื่องเอ็มโอยูและสแกนม่านตา แต่วันนี้ผู้เกี่ยวข้องมีภาพความสัมพันธ์กับนักฟอกเงินระดับโลก ก็ยังนั่งอยู่ด้านบนได้จะให้เชื่อได้อย่างไร ส่วนรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธาน ศบก. แม้ท่านไม่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไม่จำเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น ชี้แจงแต่ละครั้งก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่นโยบายด้านการเกษตร สิ่งที่หล่นหายไปคือการสร้างหลักประกันให้ผู้ที่จะต้องสูญเสียจากความเปลี่ยนแปลง และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดและวิกฤตที่จะเกิดขึ้น ตนไม่ก้าวล่วงว่าพรรคไหนจิตวิญญาณหายหรือไม่หาย แต่นโยบายหายจริงๆ ประกันรายได้หรือประกันกำไรเกษตรกรตามนโยบายของพรรคท่าน หายไปไหน ค่าแรงขั้นต่ำเองก็ไม่มีในกระทรวงแรงงาน คำว่าสวัสดิการหายากมากในนโยบายนี้

“การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายนี้ไม่ได้สร้างความหวังและทิศทางให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมอยากให้จิตวิญญาณของท่านนายกฯ เวลาท่านไปทำคอนเทนต์สไตล์เชลล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้าง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องที่ตนไม่มั่นใจในความสำเร็จของนโยบายคือสิ่งที่เขียนไว้ในหน้าแรกคือไม่มั่นใจว่าการบริหารด้วยหลักนิติธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นจริง ตนจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะ ขอให้ช่วยตามไปดูด้วย รวมถึงที่เขียนว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ทั้ง ตึก สตง. พระราม 2 และจังหวัดนครราชสีมา แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ที่มีปัญหาเยอะแยะด้วย ตนเองจะจับตาดูว่าทำจริงหรือไม่

“ผมยังแปลกใจว่า ก่อนหน้าจะได้รายชื่อ ครม. ชุดปัจจุบัน มีการพูดถึงบุคคลท่านหนึ่งทำนองว่า เขาไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขาคือถูกกล่าวโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้นหลายคนครับ รวมทั้งท่านนายกฯ ด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้าการแถลงนโยบาย ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือการถวายสัตย์ วันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์จะต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาธิปไตยต้องงอกงามไพบูลย์อยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น

“รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหาร ต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

สายใย หนู-นัส ตัดไม่ขาด! อนุทิน พา สุชาติ-ชาดา ทักทาย ธรรมนัส ยิ้มแย้มแจ่มใสชื่นมื่น

สายใย หนู-นัส ตัดไม่ขาด! อนุทิน พา สุชาติ-ชาดา ทักทาย ธรรมนัส ยิ้มแย้มแจ่มใสชื่นมื่น

สายใย หนู-นัส ตัดไม่ขาด! อนุทิน พา สุชาติ-ชาดา ทักทาย ธรรมนัส ยิ้มแย้มแจ่มใสชื่นมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

สายใย ’หนู-นัส‘ ตัดไม่ขาด! ’อนุทิน‘ พา ’สุชาติ-ชาดา‘ เดินตรงไปพูดคุยทักทาย ’ธรรมนัส‘ ยิ้มแย้มแจ่มใสชื่นมื่น แม้อยู่คนละขั้ว

วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศช่วงหนึ่งในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย เดินลงจากบัลลังก์ชี้แจงของครม. พร้อมด้วยนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ตรงไปยังที่นั่งของพรรคกล้าธรรม เพื่อพูดคุยทักทาย กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะนายอนุทิน และร.อ.ธรรมนัส ดูมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้การทำงานในขณะนี้จะอยู่คนละฝั่ง

อรรถกร อัด นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไร้ตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ บี้ทวงสัญญาหาเสียง

อรรถกร อัด นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไร้ตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ บี้ทวงสัญญาหาเสียง

อรรถกร อัด นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไร้ตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ บี้ทวงสัญญาหาเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

‘อรรถกร’ อัดนโยบาย ‘รัฐบาลอนุทิน’ ไร้ตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ บี้ทวงทุกสัญญาหาเสียง ตั้งแต่ค่าไฟ-คนละครึ่ง-วีซ่าฟรี-เศรษฐกิจทรุด ลั่น ’กล้าธรรม‘ จะไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดที่ให้ไว้ต่อประชาชน

วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.45 น. การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม(กธ.) อภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า รู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่าแนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ดีก็น้อมรับว่ารัฐบาลที่นำโดยท่านนายกอนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ

“ผมขอพูดตรงๆ ว่าเห็นใจท่านนายกที่ซวย  ที่ดวงไม่ดี พอชนะการเลือก กำลังแบ่งตำแหน่งก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง”นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่าน และความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชนลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น การที่เราในฐานะคนไทยที่ต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยเรามีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปอีกกี่เดือน หรือให้เราประหยัดการใช้ลง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ทั้งหมดทั้งปวง ที่ผ่านมาตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน เพื่อนำพาประเทศพ้นปัญหาไปได้

“เมื่อมาดูนโยบายต่างๆ อย่างแรกคือ ครม. มืออาชีพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคณะท่าน ประกอบจากคนในการเมืองและคนนอก ผมก็เข้าใจแต่ก็เป็นห่วงหนึ่งท่านที่ตอนนี้ได้แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมืองเรียบร้อยแล้ว  ท่านรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั่นเอง เพราะท่านเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุของงานวิจิตรเจ้าพระยา ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจุดเพื่อเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียอีก แต่หลังจากประกาศหลายเรื่อง ตอนนี้ท่านมืออาชีพของผมค่อยๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ผมยังเชื่อมั่นท่านรองนายก ดังนั้นก็ขอให้ท่านนายกมอบหมายภารกิจให้ท่านเยอะๆ เพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่าท่านนายกจะไม่ลืมท่านศุภจี”นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งนโยบายเรื่องคนละครึ่งพลัส โดยคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ตนก็ไม่ได้ขัดข้อง แต่อุดหนุน 2,000 พอหรือไม่ ถ้าไม่พอจะเป็นคนละครึ่งพลัส พลัสได้หรือไม่ เพื่อทำครั้งเดียวให้เศรษฐกิจกระตุ้นขึ้นมา ก็หวังด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว อีกคำมั่นสัญญาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดนั่นก็คือ ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระพลังงานแต่สิ่งที่สวนทางกับนโยบายท่านนายกจากภูมิใจไทยก็คือ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ งวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งมันสวนทางกับนโยบายที่ประกาศไว้

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า นโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว เป็นนโยบายใหม่นั้น ตนเป็นห่วงมอเตอร์ไซค์เดิมจำนวนมหาศาล เราจะจัดการมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช้แล้วอย่างไร และในอนาคตแบตเตอรี่ที่มันจะต้องเสื่อมและถูกทิ้งจะจัดการอย่างไร ที่น่าสนใจคือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคงจะรวย รวยจนไม่มีกี่เกินเงินด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของท่าน ตนไม่ได้ค้านหัวชนฝา แต่ขอให้คิดให้รอบคอบและเดินไปให้สุด ไม่ทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ เหมือนนโยบายสีเขียวในอดีตที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้

สำหรับนโยบายทหารอาสาและพยาบาลอาสา นายอรรถกร มองว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเป็นภาระผูกพันระยะยาวหลายปี จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาค่าตอบแทนของอาสาสมัครเกษตร หรือ อกม. ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาภาคเกษตรที่ทำงานมายาวนานแต่ยังไม่เคยได้รับค่าตอบแทน ในด้านความมั่นคงนโยบายสร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานและยกเลิก MOU ที่รัฐบาลเคยประกาศบนเวทีหาเสียง โดยย้ำว่าจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะดำเนินการเมื่อใด

นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายการผลักดัน GDP ให้เติบโต 3% ภายใน 4 ปี แม้จะเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำได้ แต่สถานการณ์จริงดูเป็นเรื่องยาก เพราะหลายหน่วยงานทั้ง กกร. สภาพัฒน์ KKP SCB CIC IMF และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างประเมินว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.5% เท่านั้น อีกประเด็น คือ นโยบายทบทวนการตรวจลงตราเข้าเมือง หรือ Free Visa นายอรรถกร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีคนก่อนอย่างเร่งด่วน ในการทบทวนระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหลายประเทศได้รับสิทธิพำนักในไทยถึง 60+30 วัน ทั้งที่นักท่องเที่ยวระยะสั้นมีค่าเฉลี่ยการพำนักเพียง 6-10 วัน และนักท่องเที่ยวระยะไกลเฉลี่ยไม่เกิน 22 วัน ระยะเวลาที่อนุญาตในปัจจุบันอาจยาวเกินความจำเป็น และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้ามาพำนักอาศัยและแย่งงานแรงงานไทย จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการทบทวนเรื่องนี้ อีกทั้งในประเด็นการบริหารภาครัฐ แม้รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนว่าดัชนีดังกล่าวในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน

“คำแถลงของนายกฯระบุว่าจะเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางจากผลกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ พร้อมสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงให้ทุกกลุ่มอาชีพ แต่ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากลุ่มเปราะบางกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มทุนโดยเฉพาะกลุ่มทุนด้านพลังงาน กลับได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ผมจะเก็บเล่มนโยบายของรัฐบาลไว้ใกล้ตัว เพื่อคอยทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ต่อรัฐสภา หากนายกฯและคณะรัฐมนตรีหลงลืมคำสัญญา ตนและ สส.พรรคกล้าธรรม ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำของรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชน”นายอรรถกร กล่าวว่า

สำนวนคดี 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ถึงศาลฎีกาแล้ว จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำนวนคดี 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ถึงศาลฎีกาแล้ว จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำนวนคดี 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ถึงศาลฎีกาแล้ว จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

ป.ป.ช. ขนสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ส่งศาลฎีกาเอาผิดจริยธรรมร้ายแรงแก้ม.112

เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 9 เมษายน ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)พร้อมรถตู้ 3 คันขนสำนวนคดี44สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณา เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง 

โดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลใช้รถเข็นทยอยขนสำนวนจากรถตู้ของป.ป.ช.ขึ้นไปยังอาคารศาลฎีกา  โดยมีเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ศาลตรวจเช็คจำนวนสำนวนอย่างใกล้ชิด ใช้เวลาประมาณ30 นาทีจึงแล้วเสร็จ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.จะเดินเข้าไปยังอาคารศาลฎีกา

โดยหลังจากนี้ประธานศาลฎีกา จะเรียกประชุมใหญ่ ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมดกว่า100คนเพื่อลงมติเลือกองค์คณะที่จะพิจารณาคดีนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อปี 2564  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้รวบรวมสส.ในพรรคจำนวน 44 คน ยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนจำนวน 5 ฉบับ รวมถึงมีร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา 

โดย 44 สส.จากพรรคก้าวไกลที่ถูกป.ป.ช.ยื่นคำร้องนั้นมี 10 คนที่ดำรงตำแหน่ง สส.พรรคประชาชนอยู่ในขณะนี้ เป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือไหมรองหัวหน้าพรรค 3.นายรังสิมันต์ โรม 4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และสส.แบบแบ่งเขตจำนวน 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

สมชาย แนะ รัฐบาล กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สร้างโรงกลั่นเองดีกว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สมชาย แนะ รัฐบาล กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สร้างโรงกลั่นเองดีกว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สมชาย แนะ รัฐบาล กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สร้างโรงกลั่นเองดีกว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.32 น.

วานนี้ 9 เมษายน 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของรัฐบาล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า“#คิดให้ดี วิกฤติพลังงานกู้เงิน1.5แสนล้านให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กับกู้มาสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งชาติ กำลังผลิต1.5-2 แสนบาร์เรลต่อวัน #ดีกว่ามั้ย #ปรับโครงสร้างพลังงาน”

สมชาย แสวงการ

หลังจากโพสต์ของ นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และมีการวิจารณ์การทำงานของนักการเมืองอย่างเผ็ดร้อน เช่น 

“ดีกว่าเยอะเลย ที่สำคัญเป็นโรงกลั่นของรัฐบาลเองไม่ใช่ของเอกชน”

“เอามาสร้างโรงกลั่นใหม่คร่า”

“อ้าอันนี้สนับสนุนเลยจ้า”

“รัฐควรมีโรงกลั่นเป็นของตนเองก็จะช่วยลดภาระของประชาชนได้เท่ากับช่วยลดค่าครองชีพประชาชนอย่างมากครับ”

“เอามาสร้างโรงกลั่นค่ะ”

“ล้ำเลิศมากค่ะคุณลุงสว….แต่นายกประเทศไทยจะคิดได้เหมือนคุณลุงใหมน้อ…?”

“กู้มาใส่กองทุนใช้ได้เร็วคืนทุนได้ดีที่สุดครับอาจารย์​ สร้างโรงกลั่นนักการเมืองไม่ปลื้ม”

“ปลดล็อค ระบบนายทุน ประชาชน ได้ประโยชน์ระยะยาว”

“ตราบใดที่นักการเมืองบริหารประเทศ คงไม่สร้างโรงกลั่นแน่ๆ”

“เรื่องที่ชาติจะได้ประโยชน์ ฝันไปเถอะกับนักการเมืองยุคนี้”

“ยึด ทุบทิ้ง ซืัอน้ำมันมาเลมาใช้เลย สบาย สมน้ำหน้าใอ้ศรีฯ”

“เหนื่อย มีนักการเมืองแบบนี้”

สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณขเอมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ