คูเวต-UAE อ้างอิหร่านยังโจมตีหลังหยุดยิง เตหะรานโวยโดนยิงก่อน

คูเวต-UAE อ้างอิหร่านยังโจมตีหลังหยุดยิง เตหะรานโวยโดนยิงก่อน

8 เม.ย. 2569 19:01 น.

คูเวต-UAE อ้างอิหร่านยังโจมตีหลังหยุดยิง เตหะรานโวยโดนยิงก่อน

คูเวตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผย อิหร่านยังคงยิงมิสไซล์และส่งโดรนเข้าโจมตีพวกเขา จนเกิดความเสียหาย ขณะที่อิหร่านอ้างว่า โจมตีเพื่อตอบโต้การยิงถล่มโรงกลั่นน้ำมันก่อนหน้านี้

เมื่อ 8 เม.ย. 2569 ประเทศคูเวตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สองชาติอาหรับซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เผยว่าพวกเขาตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่านอีกครั้งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แม้อิหร่านจะตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ร่วมกับสหรัฐฯ แล้วก็ตาม

กองทัพคูเวตระบุว่า โดรนที่อิหร่านส่งมาโจมตีก่อให้เกิด “ความเสียหายทางวัตถุอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมัน สถานีไฟฟ้า และโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แถลงว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลัง “ตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่มีต้นทางมาจากอิหร่าน”

ด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกถล่ม โดยอ้างแถลงการณ์จากบริษัทกลั่นและจัดจำหน่ายน้ำมันแห่งชาติของอิหร่าน (NIORDC) ที่ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวาน (Lavan Island) “ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอันขี้ขลาดของศัตรู”

แม้ในแถลงการณ์จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ศัตรูดังกล่าวหมายถึงใคร แต่ที่ผ่านมาได้เกิดการโจมตีระลอกใหญ่จากสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่านมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ในช่วงชั่วโมงที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเชื่อกันว่าปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระเกือบตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา ระบุว่า พวกเขาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็เตือนสหรัฐฯ ว่า “นิ้วของพวกเขายังคงอยู่ที่ไกปืน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง อิหร่าน-สหรัฐ จับตาเปลี่ยนโฉมมหาอำนาจน้ำมันโลก

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง อิหร่าน-สหรัฐ จับตาเปลี่ยนโฉมมหาอำนาจน้ำมันโลก

8 เม.ย. 2569 18:46 น.

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง อิหร่าน-สหรัฐ จับตาเปลี่ยนโฉมมหาอำนาจน้ำมันโลก

เบื้องหลังจีน มือเจรจาหยุดยิง “อิหร่าน-สหรัฐ” จับตาเปลี่ยนโฉมหน้ามหาอำนาจโลก ส่องเพาเวอร์ตัวละครลับคานอำนาจ “ทรัมป์” ประเมินอิสราเอล ตัวแปรสำคัญขวางเจรจา มองไทยต้องสร้างความได้เปรียบ

อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐอเมริกา 2 สัปดาห์ เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 8 เม.ย.68 (ตามเวลาไทย) ซึ่งมีการรายงานว่า ตัวกลางที่สำคัญคือ จีน ชาติมหาอำนาจคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปากีสถาน ถือเป็นตัวกลางหลักที่สหรัฐ พยายามต่อสายหาอยู่ตลอด แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

แม้อิหร่าน อ้างถึงชัยชนะ ท่ามกลางการหยุดยิงของสหรัฐ แต่คนกลางที่สำคัญคือจีน ที่ถือเป็นตัวละครลับ ที่มีความสำคัญแนบแน่นกับหลายชาติในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ที่ส่งออกน้ำมัน ขณะเดียวกันก็น่าจับตาว่า บทบาทของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะเริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

เปิดฮอร์มุซ 2 สัปดาห์ อิหร่าน – สหรัฐ หยุดยิง “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง ดร.ศราวุฒิ อารีย์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง และผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การที่จีน สามารถโน้มน้าวอิหร่านได้ ถือว่ามีน้ำหนักมากกว่า ปากีสถาน ที่เป็นคนกลาง แต่ว่าปากีสถานไม่สามารถที่จะโน้มน้าวอิหร่านได้

เนื่องจาก อิหร่าน ขายน้ำมันให้จีนเป็นหลัก ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ จีนช่วยอิหร่านมาก ฉะนั้นอิหร่าน จึงเกรงใจจีน แล้วจีนก็ไปทำ โครงการ Belt and Road Initiative ไปสร้างท่าเรือ ไปลงทุนจำนวนมากในอิหร่าน

เมื่อถามว่าท่าทีการหยุดยิงของอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา 2 สัปดาห์ หลังจากนี้มีแนวโน้มจะเกิดสงครามครั้งใหม่อีกหรือไม่ ดร.ศราวุฒิ มองว่า ถ้าอิสราเอลไม่ขัดขวางการเจรจาของสหรัฐกับอิหร่าน ก็จะเกิดสันติภาพในระยะยาว เพราะอิสราเอล เป็นประเทศที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอเมริกากับอิหร่านมานาน แล้วก็นับตั้งแต่ปี 2024 ประมาณ 4-5 ครั้ง ที่อิสราเอล ขัดขวางกระบวนการเจรจา ซึ่งถ้าสหรัฐอเมริกา ควบคุมอิสราเอลได้ ไม่ให้มาขัดขวางกระบวนการเจรจา มันก็น่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่ถ้าอิสราเอล ไม่ยอม อิสราเอลหาเหตุให้ทั้งสองฝ่ายปะทะเผชิญหน้ากัน มันก็ยากเหมือนกัน

จีน พยายามแสดงตัวให้เป็นผู้สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง คือเขาได้ภาพลักษณ์ แล้วก็ได้อิทธิพลที่เข้าไปในตะวันออกกลาง อย่างเช่น จีน ผลักดันให้เกิดการทำข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย ในช่วงปี 2023 แล้วหลังจากนั้น จีนก็พยายามที่จะผลักดันปัญหาปาเลสไตน์ ให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาคุยกัน คือฝ่ายปาเลสไตน์กับอิสราเอล พยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หลังสงครามครั้งนี้ หลายประเทศในตะวันออกกลาง จะหันไปหาจีนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าจีนเข้ามาพูดถึงเรื่องของการพัฒนา เรื่องของการค้า เรื่องของการทำโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านเศรษฐกิจ ต่างจากอเมริกาที่เข้ามาแล้วพูดถึงแต่เรื่องความมั่นคง เรื่องความขัดแย้ง เรื่องการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายในตะวันออกกลาง ฉะนั้นจีนจะได้รับการยอมรับมากกว่า แล้วก็ประเทศในตะวันออกกลางก็คงจะพยายามสร้างพันธมิตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งแต่อเมริกาฝ่ายเดียว เหมือนในอดีตที่ผ่านมา อันนี้มันเป็นเทรนด์ที่น่าจะเกิดขึ้นหลังสงครามครั้งนี้

สำหรับไทย ควรมีท่าทีอย่างไร เพราะว่าจีนก็ดูเหมือนแข็งแกร่งขึ้นในตะวันออกกลาง คงจะต้องให้ความสำคัญกับอิหร่านมากยิ่งขึ้น เพราะว่าขณะนี้มันชี้ชัดแล้วว่า อิหร่านกลายเป็นมหาอำนาจ เป็นตัวแสดงที่สำคัญมีบทบาทอย่างมากทางการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่าน ก็ยังเป็นดินแดนที่มีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จำนวนมหาศาล ถ้าหากว่าการเจรจานำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ผมคิดว่าอิหร่านจะกลายเป็นขุมทรัพย์ เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับอิหร่าน พอๆ กับที่เราให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งของอเมริกาและจีน

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

8 เม.ย. 2569 16:26 น.

กรีซประกาศแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มมกราคม 2027

นายกรัฐมนตรีกรีซประกาศมาตรการ เตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หวังแก้ปัญหาเสพติดหน้าจอและผลกระทบทางสมอง พร้อมจี้สหภาพยุโรปผลักดันให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี คิเรียกอส มิตโซทาคิส แห่งกรีซ แถลงผ่านวิดีโอบนแอปพลิเคชัน TikTok โดยประกาศว่า กรีซจะเริ่มบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป เพื่อปกป้องเยาวชนจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์และปัญหาทางด้านสุขภาพ

นายกรัฐมนตรีมิตโซทาคิสระบุว่า นี่เป็นมาตรการ “ที่ยากแต่จำเป็น” โดยชี้ให้เห็นว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดเจนว่า การที่เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวันส่งผลให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ เขายังได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองจำนวนมากว่าบุตรหลานมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ มีภาวะวิตกกังวลสูง และตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโลกออนไลน์

ในวิดีโอสื่อสารถึงกลุ่มวัยรุ่นโดยตรง ผู้นำกรีซกล่าวว่า “ผมรู้ว่าพวกคุณบางคนอาจจะโกรธ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การกีดกันคุณออกจากเทคโนโลยี แต่คือการต่อสู้กับการเสพติดบางแอปพลิเคชันที่ทำลายความไร้เดียงสาและเสรีภาพของคุณ” ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในประเทศอย่างล้นหลาม โดยผลสำรวจความคิดเห็นจาก ALCO เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า ชาวกรีซกว่า 80% เห็นด้วยกับการแบนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลกรีซก็ได้สั่งห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าโรงเรียนและใช้ระบบควบคุมโดยผู้ปกครองเพื่อจำกัดเวลาหน้าจอไปแล้วบางส่วน

การเคลื่อนไหวของกรีซในครั้งนี้ส่งผลให้กรีซกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ของโลกที่ใช้มาตรการจำกัดอายุอย่างจริงจัง ตามรอยประเทศอื่นๆ เช่นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ผ่านกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ส่วนอินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายแบนผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนมีนาคม และมีการส่งหนังสือเรียกพบถึงกูเกิลและเมตาแล้ว กรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ด้านออสเตรียเตรียมเสนอจำกัดอายุที่ 14 ปี ขณะที่สเปน เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร และสโลวีเนีย ต่างแสดงความจำนงที่จะเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีมิตโซทาคิสทิ้งท้ายว่า เขาจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการในระดับภูมิภาค โดยเชื่อว่ากรีซจะไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่ตัดสินใจเช่นนี้ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน “ทหารหญิง” เป็น 13% ภายในปี 2036 แก้ปัญหาคนสมัครลด

ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน "ทหารหญิง" เป็น 13% ภายในปี 2036 แก้ปัญหาคนสมัครลด

8 เม.ย. 2569 15:56 น.

ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน “ทหารหญิง” เป็น 13% ภายในปี 2036 แก้ปัญหาคนสมัครลด

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทหารหญิงเป็น 13% ภายในปี 2036 พร้อมปรับปรุงสวัสดิการ-สภาพแวดล้อม ท่ามกลางอุปสรรคในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสมัครเป็นทหาร หลังเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังพลและแรงกดดันจากคดีล่วงละเมิดทางเพศ

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังพลสตรีในกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) โดยตั้งเป้าหมายให้มีบุคลากรหญิงในสัดส่วน 13% ของกองทัพภายในเดือนมีนาคม ปี 2036 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียง 9% ท่ามกลางอุปสรรคในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสมัครเป็นทหาร

การขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากคดีของ รินะ โกโนอิ  อดีตทหารหญิงที่ออกมาเปิดเผยประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านยูทูบจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การยอมรับความผิดของภาครัฐและการไกล่เกลี่ยในชั้นศาลเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของสตรีและสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) กระทรวงกลาโหมระบุว่ากำลังเร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในฐานทัพทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และพื้นที่พักอาศัยเฉพาะสำหรับผู้หญิง รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ส่วนตัวสำหรับสตรีบนเรือรบอีกด้วย

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์จากการขยายอิทธิพลของจีน ทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณและกำลังรบ อย่างไรก็ตาม กองทัพยังคงขาดแคลนกำลังพลถึง 10% จากจำนวนตำแหน่งทั้งหมด 250,000 นาย โดยมีปัจจัยลบสำคัญเช่น อัตราการเกิดต่ำและประชากรวัยแรงงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานมีความเสี่ยงสูง ค่าตอบแทนต่ำ และอายุเกษียณที่ค่อนข้างน้อย (ประมาณ 56 ปี) ขณะที่สังคมญี่ปุ่นมีรากฐานวัฒนธรรมแบบชายเป็นใหญ่ ที่ยังคงฝังรากลึกในโครงสร้างบริหารระดับสูง

แม้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นจะมีขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่ทันสมัย แต่บทบาททางทหารยังถูกจำกัดภายใต้รัฐธรรมนูญแนวสันติ ซึ่งจำกัดการใช้กำลังในการแก้ไขความขัดแย้ง

จากสถิติของกลุ่มประเทศนาโตในปี 2022 พบว่ามีสัดส่วนทหารหญิงเฉลี่ยอยู่ที่ 12% ขณะที่สหรัฐอเมริกาพุ่งสูงถึง 18% ในปี 2023 ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเชื่อว่า การเพิ่มจำนวนทหารหญิงจะช่วยเพิ่มมุมมองที่หลากหลายให้แก่กองทัพ โดยเฉพาะในภารกิจบรรเทาสาธารณภัยและการปฏิบัติงานที่ต้องประสานงานใกล้ชิดกับภาคประชาชน

นับตั้งแต่ก่อตั้งกองกำลังป้องกันตนเองในปี 1950 ญี่ปุ่นยังคงยึดถือแนวทางสันติภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการป้องกันตนเองและไม่มีประวัติกำลังพลเสียชีวิตจากการสู้รบจริง แต่ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นจึงพยายามปรับตัวด้วยการดึงศักยภาพจาก “กำลังพลสตรี” มาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปกป้องประเทศต่อไป.

ที่มา JAPAN TIMES

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

8 เม.ย. 2569 15:08 น.

สิงคโปร์ย้ำไม่เจรจาขอทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ประกาศจุดยืนปฏิเสธการเจรจาหรือจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่านเพื่อแลกกับการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” ที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือเรียกเก็บเงินได้ตามใจชอบ และต้องรักษาบรรทัดฐานกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ในอนาคต

ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยยืนยันชัดเจนว่า สิงคโปร์จะไม่เปิดการเจรจากับอิหร่านเพื่อขอ “ทางผ่านที่ปลอดภัย” หรือพิจารณาจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับเรือสัญชาติสิงคโปร์ในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียด

ดร.วิเวียน เน้นย้ำว่า การสัญจรผ่านเส้นทางน้ำระหว่างประเทศเป็น “สิทธิ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” ที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือเรียกเก็บเงินได้ตามใจชอบ โดยอ้างอิงตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเปรียบเสมือน “รัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” ที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม

รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์อธิบายว่า การยอมเจรจาเพื่อขอสิทธิผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายและบ่อนทำลายหลักการกฎหมายสากล ซึ่งอาจส่งผลกระทบย้อนกลับมายังสิงคโปร์เอง โดยระบุว่าปริมาณน้ำมันดิบและสินค้าคอนเทนเนอร์ที่ผ่านช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ มีมูลค่าและปริมาณมหาศาลยิ่งกว่าช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซกว้างถึง 21 ไมล์ทะเล ในขณะที่ช่องแคบสิงคโปร์แคบไม่ถึง 2 ไมล์ทะเล

เขากล่าวว่าหากสิงคโปร์ยอมรับการเก็บค่าผ่านทางหรือการขออนุญาตในพื้นที่อื่น สิงคโปร์ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือในน่านน้ำใกล้บ้านตัวเองได้ในอนาคต

“นี่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างทางการเมือง แต่มันคือการยึดมั่นในหลักการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งตกอยู่ในกองเพลิงและมีการยิงขีปนาวุธใส่กัน ต่อให้เราเป็นโอเอซิสที่มั่งคั่งและปลอดภัยเพียงใด เราก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ก่อนหน้านี้ทางการอิหร่านระบุว่าได้อนุญาตให้เรือจากบางประเทศ เช่น จีน อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น ไทย และมาเลเซีย สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังจากที่การจราจรทางน้ำถูกจำกัดอย่างหนักจากภาวะสงครามตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ดร.วิเวียน ยืนยันว่าแม้เขาจะเคยหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านมาก่อน แต่จะไม่มีการต่อรองในเรื่องการขอทางผ่านเด็ดขาด

ปัจจุบัน ทางการท่าเรือสิงคโปร์ (MPA) กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับผู้ประกอบการเรือที่ชักธงสิงคโปร์ในพื้นที่ พร้อมทั้งร่วมหารือกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดตั้ง “ระเบียงเดินเรือปลอดภัย” ในระดับสากล เพื่อสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ประจำเรือและเสถียรภาพของการค้าโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้เตือนประชาชนและภาคธุรกิจให้เตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่โลกต้องจ่ายในสภาวะสงครามที่ขยายตัวในปัจจุบัน.

ที่มา CNA

ฝ่ายค้านอิสราเอลจวก “เนทันยาฮู” ทำข้อตกลงกับอิหร่านเป็น “หายนะทางการเมือง” ครั้งใหญ่

ฝ่ายค้านอิสราเอลจวก "เนทันยาฮู" ทำข้อตกลงกับอิหร่านเป็น "หายนะทางการเมือง" ครั้งใหญ่

8 เม.ย. 2569 13:44 น.

ฝ่ายค้านอิสราเอลจวก “เนทันยาฮู” ทำข้อตกลงกับอิหร่านเป็น “หายนะทางการเมือง” ครั้งใหญ่

ฝ่ายค้านอิสราเอล วิจารณ์รัฐบาลเนทันยาฮู ไม่บรรลุเป้าหมายสงคราม การทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน เป็นหายนะทางการเมืองครั้งใหญ่ 

วันที่ 8 เมษายน 2569 นายยาอีร์ ลาปิด ผู้นำพรรคฝ่ายค้านอิสราเอล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็น “หายนะทางการเมือง” และสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู 

นายลาปิดกล่าวว่า อิสราเอลแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับชาติ พร้อมตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐบาลในการเจรจา โดยเขากล่าวว่า ไม่เคยมีหายนะทางการเมืองเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล  

นอกจากนี้เขายังระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ดำเนินการตามภารกิจอย่างเต็มที่ และประชาชนแสดงความเข้มแข็ง แต่รัฐบาลภายใต้เนทันยาฮู กลับล้มเหลวทั้งในเชิงการเมืองและยุทธศาสตร์ โดยรัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในสงครามครั้งนี้ได้

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮู ระบุว่าอิสราเอลให้การสนับสนุนการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ในการระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขว่าอิหร่านต้องเปิดช่องแคบทันที และยุติการโจมตีต่อสหรัฐฯ อิสราเอล รวมถึงประเทศพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า อิสราเอลเห็นพ้องกับความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มั่นใจว่า  อิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการก่อการร้ายต่ออเมริกา อิสราเอล ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ และโลกอีกต่อไป. 

ที่มา AFP

เรือในช่องแคบฮอร์มุซยังแทบไม่ขยับ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านประกาศหยุดยิง

 เรือในช่องแคบฮอร์มุซยังแทบไม่ขยับ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านประกาศหยุดยิง

8 เม.ย. 2569 13:19 น.

เรือในช่องแคบฮอร์มุซยังแทบไม่ขยับ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านประกาศหยุดยิง

ผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมงหลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านประกาศข้อตกลงหยุดยิง แต่ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดชี้ การสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซแทบไม่มีความเคลื่อนไหว สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยยังไม่คลี่คลาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลระบุว่า แม้การหยุดยิงจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การขนส่งเชิงพาณิชย์กลับสู่ภาวะปกติในทันที

ชาร์ลี บราวน์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการติดตามกองเรือล่องหนของ United Against Nuclear Iran และอดีตนายทหารเรือสหรัฐฯ ระบุว่าผู้ประกอบการเรือยังคงรอดูท่าที จากหลายฝ่ายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล รัฐเจ้าของธงเรือ รวมถึงบริษัทประกันภัยความเสี่ยงสงคราม

เขาย้ำว่าสัญญาณสำคัญ ที่ตลาดกำลังจับตาคือ เรือกลุ่มแรกที่จะกล้าแล่นผ่านเส้นทางนี้ หากสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย ความเชื่อมั่นจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการรายอื่นจะทยอยตามมา

ตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อิหร่านได้โจมตีเรืออย่างน้อย 19 ลำ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน โดยการปิดกั้นเส้นทางนานเกือบ 6 สัปดาห์ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบทั่วโลกสะดุด และกดดันตลาดการเงินอย่างหนัก

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องอยู่ภายใต้การประสานงานกับกองทัพอิหร่านเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านและโอมาน เตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบในช่วงหยุดยิง ทำให้สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน.

ที่มา : channelnewsasia

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดพิธีทางสงฆ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 26 ปีวันสถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 12 เมษายน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีการสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ สักการะพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งประดิษฐาน ณ ชั้น 9 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และพลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รวมถึงอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าร่วมงาน

นายทรงศัก กล่าวย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน ใน 3 กรณี คือ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

1) กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ  ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น หรือเกินสมควรแก่เหตุ

2) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3) การที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สำหรับดำเนินงานกว่า 26 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดินมุ่งมั่นทำงานแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนด้วยความเป็นอิสระ เป็นกลาง และเป็นธรรม ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2543 จนถึงปัจจุบัน (เดือนมีนาคม 2569) ได้ปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาประชาชนแล้วเสร็จรวม 64,471 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 94.72 จากทั้งหมด 68,062 เรื่อง เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ 3,591 เรื่อง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2. การปฏิบัติหน้าที่หรือการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 3. การร้องเรียนการบริหารงานของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนรายกรณีที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวางหลากหลายกรณี อาทิ 
การแก้ไขปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี), การแก้ไขปัญหาการจัดการความปลอดภัยสำหรับงานก่อสร้างและบำรุงทาง, การแก้ไขปัญหาว่าด้วยความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามไซเบอร์ และการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ, การแก้ไขปัญหาขยะในทะเลและชายหาด และการจัดให้มีสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตบนเกาะหลีเป๊ะอย่างยั่งยืน

ส่วนแนวทางการทำงานจากนี้จะยึดหลัก  “5 R”  มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง   เสนอแนะเพื่อส่งเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกภาคส่วน   การเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชน การยึดหลักนิติธรรมและการส่งเสริมหลักนิติธรรม และปรับแนวทางการทำงานและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน  

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายทรงศักยังกล่างถึงการประเมินผลการทำงานตลอด 26 ปีที่ผ่านมาของผู้ตรวจการแผ่นดินมีความน่าพอใจหรือมีประเด็นที่ต้องมีการแก้ไขเพื่อปิดช่องโหว่ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็วว่าผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจนถึงปัจจุบันมีประมาณ 98,000 กว่าเรื่อง  สามารถดำเนินการแก้ไขไปได้ประมาณ 94,000 กว่าเรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 95 -96  และบางเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งจะเร่งรัดให้เร็วขึ้น เพื่อให้เรื่องที่ค้างเกิน 1 ปีลดลง ให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานตลอด 26 ปีที่ผู้ตรวจการและสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทุกรุ่นได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงวิธีการทำงานโดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของผู้จัดการแผ่นดินคือการลงพื้นที่เปิดเวทีประชาคมรับฟังข้อคิดเห็น จากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง โดยพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจที่ได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาและได้แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินยังคงรักษาการเป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน โดยไม่ได้เอนเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความเที่ยงธรรมเที่ยงตรงและมีเจตนาดีที่จะให้ทุกฝ่ายได้ทำงานร่วมแสวงหาทางออกอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี ทั้งนี้ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือในเรื่องเชิงระบบและในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ  การตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของรัฐซึ่งได้มีการดำเนินการไปหลายเรื่อง เช่นเรื่องนอมินี  ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายและอยู่ระหว่างเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและเสนอมาตรการในเชิงบริหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องน้ำประปา ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติอยู่ระหว่างขับเคลื่อนให้มีกลไกระดับชาติหรือจัดทำพิมพ์เขียวทั้งในเรื่องของน้ำและไฟ  เชื่อว่าเรื่องใหญ่ๆที่กำลังขับเคลื่อนได้รับการตอบสนองอย่างดีทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ไปสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงาน 

ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สงครามของทรัมป์! ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

สงครามของทรัมป์!  ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

สงครามของทรัมป์! ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศมองสหรัฐฯ เปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นหลักด้านความมั่นคง กลายเป็นประเทศที่การตัดสินใจสามารถทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศขยายตัว

ทรัมป์อธิบายการโจมตีอิหร่านว่าเป็นเรื่องของ “ความมั่นคง” และการจัดการ “ภัยคุกคาม” ขณะที่รัฐบาลในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียจำนวนมากมองว่าการใช้กำลังของสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงของสงคราม

มุมมองที่ต่างกันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับรัฐบาล แต่เกิดขึ้นในระดับของผู้คน และเริ่มส่งผลต่อท่าทีที่มีต่อคนอเมริกันในต่างประเทศ

ภายในประเทศ เสียงของประชาชนยังแยกออกเป็นสองฝั่ง ในนิวยอร์กและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีการชุมนุมคัดค้าน ขณะที่อีกกลุ่มยังสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล

อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จำกัดบทบาทของตัวเองในสงครามกับอิหร่าน และไม่เข้าร่วมในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายผลักดัน การตัดสินใจนี้ทำให้เห็นว่าพันธมิตรในยุโรปไม่ได้เดินไปในแนวทางเดียวกับสหรัฐฯ

ในกรอบ NATO ประเทศสมาชิกบางส่วนกำหนดจุดยืนของตัวเอง และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่อาจขยายตัว

การตัดสินใจของประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือทางทหารไม่ได้เหมือนเดิม และพันธมิตรไม่ได้พร้อมสนับสนุนสหรัฐฯ ในทุกสถานการณ์

คนอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศต้องปรับการใช้ชีวิตทันที ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และบางส่วนของเอเชีย หลายคนยกเลิกการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และใช้ชีวิตด้วยความระวังมากขึ้น

มีกรณีถูกปฏิเสธการให้บริการในที่พักหรือสถานที่สาธารณะ ถูกมองด้วยความไม่ไว้วางใจ และถูกหลีกเลี่ยงหรือไม่ต้อนรับจากผู้คนในบางประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา

การมีคนอเมริกันอยู่ในพื้นที่ ทำให้บางประเทศต้องระวังมากขึ้น เพราะเกรงว่าความขัดแย้งจะลุกลามมาถึงตัวเอง หากเกิดการตอบโต้จากฝ่ายที่ไม่พอใจสหรัฐฯ เป้าหมายอาจเป็นคนอเมริกันในพื้นที่สาธารณะ และอาจทำให้คนในประเทศนั้นได้รับผลกระทบไปด้วย

หลายคนต้องคิดก่อนจะเดินทาง คิดก่อนจะไปในที่สาธารณะ และติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับรัฐส่งผลถึงชีวิตของคนทั่วไปโดยตรง

“พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ที่เคยช่วยให้เดินทางได้สะดวก กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ถูกจับตามองในบางพื้นที่ และทำให้การแสดงตัวว่าเป็นชาวอเมริกันต้องระวังมากขึ้น

การที่พันธมิตรไม่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในสงคราม ทำให้หลายประเทศต้องกำหนดทิศทางของตัวเองอย่างชัดเจน ประเทศในอาเซียน แอฟริกา และอเมริกาใต้เริ่มสร้างความร่วมมือกับจีนและรัสเซียมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เหมือนเดิม ประเทศต่างๆ ไม่ยึดการตัดสินใจไว้กับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

สหรัฐฯ จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่กำหนดทิศทางของระบบระหว่างประเทศได้เหมือนที่ผ่านมา

สงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนตำแหน่งของสหรัฐฯ ในระบบโลก พันธมิตรลดระดับความร่วมมือ ประเทศต่างๆ เลือกหาทางของตัวเอง

ภาพของสหรัฐฯ ในสายตาของโลกเปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง กลายเป็นประเทศที่หลายฝ่ายต้องระวังมากขึ้นก่อนจะเข้าไปเกี่ยวข้อง

ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้อยู่แค่ในเวทีระหว่างประเทศ แต่ส่งผลถึงคนอเมริกันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่ไว้วางใจจากผู้คนในหลายประเทศ

และนั่นคือราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย จากสงครามที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

9 เมษายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ผมได้ฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี สะท้อนทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน โดยเฉพาะวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจทั่วโลก

จุดสำคัญคือการเน้น “ความต่อเนื่องของนโยบาย” ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สะดุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภายนอก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะ SMEs และภาคเกษตร เพื่อประคองรายได้และการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น

อีกประเด็นสำคัญ คือการวางสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงของประเทศ” รวมถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

และท้ายที่สุด คำแถลงนโยบายชุดนี้ยังเน้น “การทำงานเชิงปฏิบัติ” ที่สามารถแปลงเป็นผลลัพธ์ได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย

โดยรวมแล้ว รัฐบาลอนุทิน 2

กำลังวางรากฐานให้ประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากภายนอก

โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน

ควบคู่กับการดูแลประชาชนภายในประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ผมขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ครับ