สมชัย จี้ กกต.แจงปมแจ้งความ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ขู่ ไม่ชัดเจนเจอ 157

4 กันยายน 2569 เวลา 08:10 น.

สมชัย จี้ กกต.แจงปมแจ้งความ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ขู่ ไม่ชัดเจนเจอ 157

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ภาพเอกสารข่าวของ สำนักงานกกต. ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ มติกกต.ให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 28 ราย กรณีสมัครทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า

“กกต. พยายามเบี่ยงเบนคำถาม ที่ว่า ได้ดำเนินการแจ้งความคดีอาญา กรณี นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม อดีตอนุกรรมการวินิจฉัย ฯ ชุดที่ 12 ที่ถูก คณะกรรมการอัยการ มีคำสั่งไล่ออกจากราชการด้วยเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เมื่อปี 2561 และ 2562 ทำให้มีลักษณะต้องห้ามในการสมัคร สส. แต่ยังมาสมัครในปี 2566 และ 2569 หรือไม่

ออกมาบอกคลุมเคลือแบบนี้ ไม่ชัดเจน ต้องตอบว่า ดำเนินคดีอาญากับคนนี้หรือยัง

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการอัยการ เขารู้แล้ว ว่า ต้องดำเนินคดีอาญาจึงได้ “เพิ่งแจ้ง” ปปช. แล้ว

กกต. “เพิ่งแจ้ง” หรือ ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ โปรดออกเอกสารชี้แจงด้วย

หากไม่มีการดำเนินการ “เพิ่งแจ้ง” หรือ “ไม่แจ้ง” อาจต้องรอรับ “หมายแจ้ง” 157 ด้วย”

กกต, ณัฐวุฒิวงศ์เนียม, สมชัย, แนวหน้าออนไลน์

สั่งฟันดาต้าเซ็นเตอร์ แจ้งจับแล้ว สำรองน้ำมัน2แสนลิตร ปูพรมตรวจทั่วประเทศ

4 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กระทรวงพลังงาน แจ้งความเอาผิดบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ย่านพระราม 9 หลังจากพบกักเก็บน้ำมันสำรองใต้ดิน 2 แสนลิตรไม่ได้รับอนุญาต ยอมถ่ายน้ำมันออกทั้งหมด ด้านรัฐบาล เอาจริง จ่อถกปิดช่องโหว่ กฎหมาย กฎ ระเบียบทั้งระบบ ส่วน ‘ไชยชนก-เอกนัฎ’ เร่งรวบรวมข้อมูลชงบอร์ดใหญ่ ยันไร้เกมการเมือง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ สน.มักกะสัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท Data Center แห่งหนึ่งย่านพระราม 9 ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มาตรา 65 ฐานประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เนื่องจากยังต้องประสานข้อมูลและขอเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง

ด้านผู้รับมอบอำนาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลา 14.00 น.เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัท Data Center ดังกล่าว และจากการตรวจสอบภายในบริเวณชั้นใต้ดิน พบถังน้ำมันขนาดใหญ่6 ใบ มีปริมาณบรรจุใบละ 40,000 ลิตร ซึ่งมีการสำรองน้ำมันรวมกันประมาณ 200,000ลิตร โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งให้บริษัทดังกล่าว ดำเนินการถ่ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่

ต่อมาทางบริษัท ได้ยอมปฏิบัติตามโดยการถ่ายน้ำมันออกจนหมด แต่เนื่องจากการกักเก็บน้ำมันในลักษณะดังกล่าวนั้นถือว่าความผิดสำเร็จลงแล้ว จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดี

วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังจากพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม

ทั้งนี้ นายกฯ แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งประชุมครั้งแรกในวันที่ 4 กันยายนนี้ เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตร ออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยวันเดียวกันนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแล้ว

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย จนถึงผลกระทบต่อชุมชน

 “รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ด ในวันที่ 4 กันยายนนี้ มีเป้าหมายปิดช่องโหว่การกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประชุมด่วนเพื่อหาแนวทางตรวจสอบการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม.โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี นายพรพรหม ณ.ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม.และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน เข้าร่วม

นายไชยชนก กล่าวว่า รัฐบาลจริงจังและจริงใจในเรื่องนี้ เราทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตต่างๆ ปริมาณ หรือสิ่งที่ยังเป็นความต้องการที่ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาวกับประชาชนชาวไทย ซึ่งทุกอย่างได้รวบรวมไว้หมดแล้วเพื่อนำเข้าที่ประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วันที่ 4 กันยายนนี้

 “ผมขอยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้ไม่มีเกมการเมือง เอาการทำงานเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะนำไปประกอบการประชุมในวันที่ 4 กันยายนนี้ได้”นายไชยชนก กล่าว

ขณะที่นายเอกนัฏ กล่าวว่า ปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง หลังจากพบกรณีจัดเก็บน้ำมันปริมาณมาก ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบพื้นที่ย่านพระราม 9 พบถังเก็บน้ำมันความจุเกิน 150,000 ลิตรที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี ก่อนจะปูพรมตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ ทุกแห่งใน กทม. หากพบดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี

รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ได้มองดาต้าเซ็นเตอร์เพียงมิติของการลงทุนหรือเศรษฐกิจ แต่พิจารณาให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และทรัพยากร โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานาน 3-4 ปี และบางถังน้ำมันมีการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้ชัดเจน

 “หากนำน้ำมันมาปั่นไฟสำรองใช้ในพื้นที่ชุมชน กทม.ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องจัดระเบียบใหม่ ต้องตรวจสอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและไม่กระทบประชาชน พร้อมวางเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟที่เหมาะสม” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เพื่อให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบต้องใช้เวลา คาดว่าอยู่ในระดับหลักเดือนเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้านและรัดกุม

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นผู้ดูแลการจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน จนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ จึงต้องบูรณาการทำงานหลายกระทรวง ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจัง ในระหว่างที่จะมีกฎหมายใหม่ออกมา

ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทย ว่าสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ความไม่พร้อมและเสี่ยงต่อความเสียหายต่อประชาชน ซึ่งพรรคเห็นปัญหานี้นานแล้ว จึงยื่นญัตติด่วนต่อสภาฯ โดยมี 7 ข้อกังวล ได้แก่ 1.แม้จะมีคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพที่รับผิดชอบ บริหารจัดการเรื่องนี้ การอ้างว่าสร้างอาคารเป็นคลังเก็บสินค้า ไม่มีใบอนุญาตเป็นทางการ ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

2.ปัญหาการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากเลี้ยงระบบดาต้าเซ็นเตอร์ย้อนแย้งต่อนโยบายพลังงานของการไฟฟ้าฯ เพราะรัฐบาลพยายามชี้แจงถึงการกู้เงินเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล แต่กลับมีการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์3.ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำจำนวนมาก ซึ่งกระทบประชาชน 4.ปัญหามลพิษจากดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งเสียงความร้อนและน้ำเสียหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแล 5.เสี่ยงต่อปัญหาอธิปไตย เพราะรัฐไทยส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่กลับไม่ส่งเสริมการยกระดับศักยภาพ หรือ AI Model ของไทย ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพการแข่งขัน และความมั่นคงทางข้อมูล

6.ความชัดเจนที่ผู้ประกอบการไทย จะได้ประโยชน์จากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไร เพราะใช้ทรัพยากรไทยทั้งสิ้น และ 7.รัฐบาลสหรัฐอเมริกาชี้เป้าว่าประเทศไทย อาจมีส่วนเป็นทางลัดให้ประเทศจีน ได้ใช้ชิประดับสูง ที่สหรัฐฯ ปิดกั้นการซื้อ-ขายให้จีน ซึ่งยังอนุมัติส่งออกมาใช้ในไทย หากไทยอนุญาตให้จีนมาสร้างศูนย์หรือใช้ชิประดับสูง หากสหรัฐฯ อ้างเรื่องนี้ อาจกำหนดระงับสิทธินำเข้าชิป ระดับสูงของไทย กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยรวม

กระทรวงพลังงานแจ้วความ, ดาต้าเซ็นเตอร์, สำรองน้ำมัน2แสนลิตร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหาร-ตำรวจ 6 นาย

3 กันยายน 2569 เวลา 21:11 น.

วันที่ 3 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตํารวจชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตํารวจชั้นสัญญาบัตร

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตํารวจชั้นสัญญาบัตร จํานวน 6 นาย ดังนี้

1.จ่าสิบเอก จักรินทร์ โพธิ์รัศมี เป็น ร้อยตรี

2.จ่าสิบเอก นําลาภ วิจารณ์กุล เป็น ร้อยตรี

3.จ่าสิบเอก ชาคริต เรืองเนตร เป็น ร้อยตรี

4.จ่าสิบเอก อํานาจ จันทร์พล เป็น ร้อยตรี

5.ดาบตํารวจ ประกาศิต พิประโคน เป็น ร้อยตํารวจตรี

6.ดาบตํารวจ ภัทธยุทธ จุลมนต์ เป็น ร้อยตํารวจตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ข้าราชการในพระองค์, ราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ทุกชั้นตรา 2 อดีตพนักงาน สำนักงานการบินพลเรือน

3 กันยายน 2569 เวลา 20:38 น.

วันที่ 3 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มีเนื้อหาดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่อดีตพนักงาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จำนวน 2 รายได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและถูกลงโทษไล่ออก ตามข้อ 6 และข้อ 7 (5) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

1. นางกฎชกร ปูปิโล หรือนางสาวกฎชกร ศรีรักษา ตำแหน่งพนักงานบริหารทั่วไปอาวุโส 7 งานบริหารทั่วไป ฝ่ายมาตรฐานเวชศาสตร์การบิน ถูกลงโทษไล่ออก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สำนักงาน และละเว้นการกระทำหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อ 41 (1) (2) (11) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ 42 (10) ที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศกำหนดให้ใช้บังคับ ที่คณะกรรมการหรือสำนักงานกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุให้เสียหายแก่สำนักงานอย่างร้ายแรง ตามข้อ 44 (1) (7) และ (8) ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

2. นางสาวนิลวรรณ จรดล ตำแหน่งพนักงานวางแผนและบริหารการเงินอาวุโส 7 กองวางแผนและบริหารการเงิน ฝ่ายบัญชีและการเงิน ถูกลงโทษไล่ออก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สำนักงาน และละเว้นการกระทำหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อ 41 (1) (2) (11) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ 42 (10) ที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศกำหนดให้ใช้บังคับ ที่คณะกรรมการหรือสำนักงานกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุให้เสียหายแก่สำนักงานอย่างร้ายแรง ตามข้อ 44 (1) (7) และ (8) ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

ทั้งนี้ บุคคลทั้ง 2 ราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ราชกิจจานุเบกษา, สำนักนายกรัฐมนตรี, เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

อนุทิน เตรียมถกนัดแรกปม ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน 4 ก.ย. นี้ ยันทุกคนรู้บทบาท-วิธีการ

3 กันยายน 2569 เวลา 20:29 น.


อนุทิน เผยเตรียมถกนัดแรกปม ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน 4 ก.ย. นี้ ยันทุกคนรู้บทบาท-วิธีการ

วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 16.20 น. ที่วัดอรุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่มีการลักลอบติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่จนทำให้ประชาชนกังวลจะมีแนวทางอย่างไรบ้างว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ดูแลแล้ว และรับทราบปัญหาทุกอย่าง

ส่วนจะมีความชัดเจนในเร็ววันนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในวันพรุ่งนี้(4ก.ย.)จะมีการประชุมครั้งแรก แต่จะมีการสั่งการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนทราบบทบาท และทราบวิธีการอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ผู้สื่อข่าว เอ่ยชื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ ออกมาวิจารณ์ว่าครม.สัญจร ไม่กล้าลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้ ตัดบททันทีโดยกล่าวว่า “ตอนนี้อยู่ในวัดนะครับ” ก่อนจะเดินทางออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ดาต้าเซ็นเตอร์, ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน, นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล

จับตาโผ รองอธิบดี DSI เปิด 4 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ว่าง

3 กันยายน 2569 เวลา 19:00 น.

สะพัดโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จับตาอาจมีการสลับเก้าอี้ระดับอธิบดีฯ พร้อมจัดแถวรองอธิบดีใหม่ หลังตำแหน่งว่างลง 1 อัตราโยกนั่งรองอธิบดีราขทัณฑ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่แคนดิเดต ‘ร.ต.อ.เขมชาติ’ และ‘พ.ต.ต.ณฐพล’ หรือ’ผอ.ยักษ์’ ซึ่งมีบทบาทในคดีสำคัญของ DSI

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งว่าง 1 ตำแหน่งนั้น จะต้องดำเนินการโดยปลัดกระทรวงยุติธรรม เพราะตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ในระดับข้าราชการ C9 ซึ่งขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องนำรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เหมือนกับการปรับโยกย้ายตำแหน่งอธิบดีกรมแต่อย่างใด ซึ่งในปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องมีคุณสมบัติทั้งเป็นผู้ที่มีลำดับอาวุโสสูงที่สุด ประกอบกับผลงานที่ผ่านมาต้องเคยเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองคดีมาก่อน

ปัจจุบันมีรายชื่อผู้ที่อยู่ในโผแคนดิเดตจะได้รับการคัดเลือกมาเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในอนาคต ประกอบด้วย

1) นายเกรียงไกร สืบสัมพันธ์ หรือ ‘ผอ.เกรียง’ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ

2)พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ หรือ ‘ผอ.เอ็กซ์ ‘ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ

3)ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี หรือ ‘ผอ.เขม’ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศและ

4)พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ ‘ผอ.ยักษ์’ ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยระหว่างนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำหนดวาระการสอบคัดเลือกให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งที่ว่าง

ส่วนกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสลับตำแหน่งระดับอธิบดีระหว่าง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข่าวลือดังกล่าวมาจากบุคคลที่ไม่ได้เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เพราะการย้ายข้าราชการระดับ C10 ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นผู้เสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความเห็นชอบภายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงจะมีการปรับโยกย้ายอธิบดีกรมฯ นอกจากนี้ ตามหลักการแล้วกรมคุมประพฤติมีขนาดใหญ่กว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทั้งในแง่ของงบประมาณ กำลังคน และอำนาจหน้าที่ ดังนั้น หากย้ายอธิบดีกรมคุมประพฤติไปเป็นอธิบดีดีเอสไอ ก็ถือเป็นการลดตำแหน่ง หรือลงโทษ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติคนปัจจุบัน ดังนั้น สถานะตอนนี้จึงยังไม่มีการสลับตำแหน่งอธิบดีทั้ง 2 หน่วยงานแน่นอน

DSI, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, รองอธิบดีDSI

กมธ.กฎหมายมีมติใช้อำนาจเรียก ‘ไชยชนก-วรศิษฎ์’ แจงปมสินบน ‘ดีอี’ 40 ล้าน 17 ก.ย. นี้

3 กันยายน 2569 เวลา 16:43 น.

‘กมธ.กฎหมายฯ’ มีมติใช้อำนาจเรียก ‘ไชยชนก-วรศิษฎ์’ แจงปมสินบน 40 ล้านบาท 17 ก.ย. นี้ ด้าน ‘รังสิมันต์’ เปิดไทม์ไลน์ ชี้หากไร้หลักฐาน ‘รมว.ดีอี’ เสี่ยงเข้าข่ายแจ้งความ-อภิปรายเท็จ หลัง ‘นายคิว’ ให้การปฏิเสธ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ เรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเสนอสินบน 40 ล้านบาท เกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์หรือ ว่า มี 2 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรกคือการติดสินบนรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้เรื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในส่วนของการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นที่ 2 คือเว็บพนันจำนวน 4,000 เว็บซึ่งเชื่อมไปยังนายคิว ผู้ถูกกล่าวหาว่าพยายามติดสินบนนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ผ่านทางผู้ช่วย สส. คนหนึ่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ซึ่งวันนี้ได้ข้อเท็จจริง ว่า การพูดคุยระหว่างผู้ช่วยสส. ที่ชื่อนายฉัตรมงคล รังสรรค์พันธุ์ ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. พรรคภูมิใจไทย กับนายคิว เกิดขึ้นวันที่ 20 ก.ย. 2568 ที่ร้านขายกระเบื้องแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นมีการประสานงานไปที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 25 ก.ย. 2568 จากนั้นนายวรศิษฎ์ไปประสานงานกับนายไชยชนก ในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งยังไม่เคยมีการออกหมายเรียกตัวนายคิว หรือสอบปากคำใด ๆ ทั้งสิ้น

นายรังสิมันต์ กล่างอีกว่า ทางพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ก็บอกว่าจะมีการดำเนินการเรียกตัวนายคิวมา ปรากฏว่าเมื่อวานได้มีการทำหนังสือเชิญ และสอบปากคำนายคิว ก่อนมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันนี้ ซึ่งนายคิว ให้การปฏิเสธว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่มีการกล่าวหาโดยนายไชยชนก เราจึงมาเจอว่า ตกลงแล้วเราไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงที่นายไชยชนกเอามาอภิปรายในที่ประชุม แล้วไปร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นข้อเท็จจริงที่มีมูลความจริงหรือไม่ เพราะตัวนายคิวเขาก็ปฏิเสธ ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) รวมถึงสอบสวนกลาง ก็ไม่มีการดำเนินการอะไรกับนายคิวก่อนหน้านี้

“มีความเป็นไปได้ว่า นายไชยชนก จะเป็นการอภิปรายเท็จเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ปี 68 ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง ๆ ถ้าไม่ได้เป็นการอภิปรายเท็จและเป็น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง ๆ ก็แสดงว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบจากการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในฝั่งของตำรวจ หรือแม้กระทั่งกระทรวงดีอีก็ตาม” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการได้สอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าจนถึงตอนนี้ 4,000 กว่าเว็บนั้น มีข้อเท็จจริงใดที่จะใช้สนับสนุนคำกล่าวอ้างของนายไชยชนก แต่ปรากฏว่าทั้งในส่วนของ สอท. สอบสวน กลาง และ กระทรวงดีอีเอง ไม่มีข้อเท็จจริงใดสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของนายไชยชนกเลย จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหากไม่พบหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมนายไชยชนก อาจเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อสภา และอาจจะแจ้งความอันเป็นเท็จต่อกองปราบได้ด้วยเช่นกัน หากปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องเว็บพนัน 4,000 เว็บจริงตามคำกล่าวอ้าง ทางตำรวจเองต้องรับผิดชอบเพราะปล่อยให้เรื่องนี้ล่าช้า ไม่มีการดำเนินการใด ๆ มาเกือบ 1 ปี ทางกรรมาธิการโดยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 มีมติ ออกคำสั่งเรียกนายไชยชนก และมีมติ 8 ต่อ 2 ใช้อำนาจเรียกนายวรศิษฎ์ มาชี้แจงในวันที่ 17 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ตนหวังว่าทั้งสองคนจะให้ความร่วมมือในการมาตอบข้อซักถาม เพราะข้อเท็จจริงที่เราได้มาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คำกล่าวอ้างที่นายไชชนกพูดต่อสภาและไปแจ้งความดำเนินคดีจะเป็นคำกล่าวอ้างที่มีมูลความจริง

เมื่อถามว่าหากครั้งนี้ยังไม่เข้าร่วมประชุมจะมีผลอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะต้องมีการชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร และต้องไปพิจารณาว่าการไม่มาในลักษณะดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายก็อาจจะเป็นอำนาจของเราในการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป แต่นายไชยชนกและนายวรศิษฎ์ ผูกพันตามกฎหมาย ในการมาตอบข้อซักถามซึ่งเรามีกฎหมายรองรับทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ทั้ง พ.ร.บ. อำนาจเรียกของกรรมาธิการเพื่อมาชี้แจงต่อกรรมาธิการต่อไป

กมธ.กฎหมาย, วรศิษฎ์, ไชยชนก

นายกฯ เผย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ บอก แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสวยงาม-ความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ

3 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

นายกฯ เผย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ บอก แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสวยงาม-ความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ เชื่อร้านอาหารริมน้ำไม่ ฉวยโอกาสฝขึ้นราคาอาหาร

วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 14.30 น. ที่ท่าวาสุกรี เขตดุสิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาติดตามการซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

ทันทีที่เดินทางถึงท่าวาสุกรี นายกรัฐมนตรีรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพเรือ ภายในโรงเรือพระราชพิธี สรุปการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และความพร้อมฝีพายจำนวน 2,000 นาย จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินตรวจความพร้อมของเรือพระที่นั่ง 2 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงษ์ ซึ่งเป็นเรือทรง (เรือพระที่นั่ง) และเรือนารายณ์ทรงสุบรรณ ซึ่งเป็นเรืออัญเชิญผ้าพระกฐิน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ขึ้นเรือของกองทัพเรือ ที่แล่นขนาบขบวนเรือไปตลอดเส้นทางเพื่อติดตามความพร้อม และดูกระแสน้ำ ก่อนจะขึ้นเทียบท่าที่วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยนายกรัฐมนตรีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สักการะพระพุทธธรรมิศราชโลกธาตุดิลก และพระพุทธนฤมิตร ณ พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม โดยพระราชวชิรรัตนาภรณ์ รองเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ได้มอบครุฑยุดนาค ให้นายกฯ ซึ่งมีความหมายมีมหาอำนาจเหนืออุปสรรคพลังแห่งบารมี คุ้มครองป้องกันศัตรูพ่ายแพ้ การงานรุ่งเรือง ก่อนนายกฯเดินทางกลับ มีประชาชนเข้ามาทักทายและเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย

ต่อมา เมื่อเวลา 15.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจติดตามการซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ว่า ตอนนี้ขบวนเรือ เส้นทาง และรูปแบบวิธีการในพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันที่ 6 พ.ย. มีความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ การฝึกกระบวนเรือก็ยังมีการฝึกอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามและปลอดภัย ซึ่งครั้งนี้เป็นการฝึกครั้งที่ 4 และยังต้องฝึกอีกหลายครั้งจนกว่าจะถึงวันพระราชพิธี สิ่งที่เรามีความมั่นใจก็คือ การแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสวยงามของประเทศไทยเราแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทุกคนมีความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ

เมื่อถามว่า มีการกำชับนักท่องเที่ยวเรื่องความปลอดภัยระหว่างขบวนพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารคอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยในเส้นทางก็เป็นการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถไปอยู่ตามจุดริมแม่น้ำ ทั้งวัดทั้งโรงเรียน ซึ่งตนจะสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ที่สามารถจ่ายค่าความสะดวกสบาย สามารถไปนั่งตามภัตตาคารหรือคาเฟ่ และร้านอาหารริมน้ำที่ทุกครั้งก็จะมีการให้บริการเพื่อให้ประชาชนได้ชมได้อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า จะต้องมีการกำชับราคาค่าอาหารในร้านอาหารตามริมแม่น้ำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าในวันนั้น ถ้าตนเป็นเจ้าของร้านก็อยากให้ประชาชนมีโอกาสได้ชม ตนคิดว่าไม่มีเรื่องของการเอาเปรียบหรือฉวยโอกาส

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค, วัฒนธรรม

คมนาคม ปั้น สตูลโมเดล สนามบินน้ำของรัฐแห่งแรก เชื่อม หลีเป๊ะ-อันดามัน

3 กันยายน 2569 เวลา 16:17 น.

คมนาคมปั้น “สตูลโมเดล” สนามบินน้ำของรัฐแห่งแรก เชื่อมเกาะหลีเป๊ะ–อันดามัน สั่งศึกษาพื้นที่เหมาะสมให้ได้ข้อสรุปใน 30 วัน

วันที่ 3 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมเพื่อเปิดเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและพื้นที่เกาะสำคัญ โดยกระทรวงคมนาคมเริ่มขับเคลื่อน “สตูลโมเดล” ศึกษาการจัดตั้งสนามบินน้ำหรือจุดขึ้นลงอากาศยานบนผิวน้ำโดยหน่วยงานของรัฐ เพื่อเชื่อมการเดินทางไปยังเกาะหลีเป๊ะและแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และกระจายรายได้เข้าสู่จังหวัดและชุมชนในพื้นที่

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานเปิดการหารือเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ หรือ Seaplane ในพื้นที่จังหวัดฝั่งอันดามัน พร้อมมอบหมายให้จังหวัดสตูลจัดตั้งคณะทำงานและเร่งศึกษาความเป็นไปได้ กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม และรายงานผลการศึกษาเบื้องต้นต่อกระทรวงคมนาคมภายใน 30 วัน เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดสำคัญของแนวทางนี้ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการให้ภาครัฐเป็นผู้จัดตั้งสนามบินน้ำหรือจุดขึ้นลงชั่วคราว และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางอากาศรูปแบบใหม่ที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย และสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Seaplane ในอนาคต หากดำเนินการได้สำเร็จจะเป็นต้นแบบสำหรับการเชื่อมโยงพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ ต่อไป

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการสายการบินเอกชนอยู่ระหว่างดำเนินการขอใบอนุญาตจุดขึ้นลงสนามบินน้ำ ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุญาตและการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำรายงาน IEE ขณะที่การศึกษาของภาครัฐจะพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ควบคู่กัน โดยต้องไม่กีดขวางเส้นทางคมนาคมและขนส่งทางน้ำ มีมาตรฐานความปลอดภัย และไม่สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับคณะทำงานระดับจังหวัด จะเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว กรมเจ้าท่า หน่วยงานด้านการบิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันพิจารณาพื้นที่และรูปแบบที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของฝั่งอันดามัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่า Seaplane ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านการท่องเที่ยว แต่ยังสามารถต่อยอดการเดินทางไปยังพื้นที่เกาะและพื้นที่ที่เข้าถึงยาก รวมถึงสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข ตลอดจนสร้างงานและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ หากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน

“รัฐบาลต้องการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้สตูลเป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษา Seaplane เชื่อมเกาะหลีเป๊ะและฝั่งอันดามัน แต่การพัฒนาต้องเดินไปพร้อมกับความปลอดภัย การรับฟังประชาชน และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เป้าหมายคือให้นักท่องเที่ยวเดินทางสะดวกขึ้น ขณะที่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจต้องกระจายกลับไปถึงคนในพื้นที่ด้วย” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน Seaplane เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางรัฐบาลในการยกระดับประเทศไทยสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-Value Tourism) โดยเชื่อมโยงระบบคมนาคมกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รัฐบาล, สตูลโมเดล, สนามบินน้ำ

สภาฯเดือดอีกแล้ว! ฝ่ายค้าน โวย ‘ซีกรัฐบาล’ ปาดหน้า ชงญัตติไฟใต้ ก่อนถกรายงาน ‘กกต.’

3 กันยายน 2569 เวลา 15:59 น.

สภาฯเดือดอีกแล้ว! ‘ซีกรัฐบาล’ ชิงปาดหน้าชงญัตติด่วน ‘สางแก้ไฟใต้’ แทนถก ’รายงาน กกต.‘ ด้าน ’ไอซ์ รักชนก‘ จับไต๋โวยแหลกตั้งใจป้อง ‘กกต.’ ไม่ให้ถูกอภิปรายกลางสภาฯ เหน็บแรง ‘ครม.ภท. รักตัวกลัวตาย ไม่กล้าเหยียบลงไปจชต.’ เจอระดมประท้วงวุ่น ก่อนสุดท้ายต้องสั่งพักประชุมเซ็ตระบบลงคะแนนใหม่ก่อนลงมติตัดสิน

วันที่ 3 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผูัแทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ภายหลังเสร็จสิ้นช่วงกระทู้ถาม นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อขอให้สภาฯ พิจารณาปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสนอแนะไปยังรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการเสนอแล้วพบว่าสส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นทักท้วงเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ทักท้วงว่า การพิจารณาญัตติความขัดแย้งในภาคใต้ จะภายหลังจากที่พิจารณารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และ รายงานนกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพราะได้ตกลงแล้วว่า จะมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อรับฟังช่วงที่สภาฯ จะพิจารณาในญัตติด่วน

ทั้งนี้สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นคัดค้านเพราะมองว่ารายงานทั้ง 2 ฉบับไม่ใช่เรื่องจำเป็นรีบด่วน เมื่อเทียบกับญัตติที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้ และขอให้ใช้มติโหวตตัดสิน อย่างไรก็ดีบรรยากาศในการประชุมเริ่มเป็นไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนยอมรับว่าปัญหา3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องนำมาพูดกันที่สภาฯ หากจะใช้การโหวตเสียงข้างมากย่อมชนะ และมีรัฐมนตรีนั่งรอโหวตด้วย ดังนั้นหากเห็นชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญจริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.สัญจร ทำไม่ไปในพื้นที่ ไปแค่ จ.สงขลา และให้ส่วนราชการขึ้นมารายงาน หากเห็นความสำคัญต้องลงไปในพื้นที่

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คือ การเอาความเดือดร้อนของ มาอ้างเพื่อปกป้อง กกต. เพราะรัฐบาลไม่อยากให้อภิปรายรายงาน ของ กกต.” น.ส.รักชนก อภิปราย

ทำให้ สส.พรรคร่วมรัฐบาล ลุกขึ้นประท้วงคำพูดของน.ส.รักชนก พร้อมเรียกร้องให้ถอนคำพูด ทั้งนี้ น.ส.รักชนก อภิปรายต่อว่า เหตุที่ไม่ลงไปในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพราะรัฐมนตรีรักตัวกลัวตาย มีเหตุให้ประท้วงต่อไป แม้ว่านายเลิศศักดิ์ จะวินิจฉัยให้ถอน ทำให้ น.ส.รักชนก กล่าวย้ำและขยายเป็นว่า “ครม. รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตาย” ทำให้มีการประท้วงคำพูดดังกล่าวและขอให้ถอนคำพูด ซึ่ง น.ส.รักชนก กล่าวถอนคำพูดในเชิงเสียดเสีว่า ตนขอถอนคำพูดที่ว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตายไม่ลงไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอภิปรายต่อว่า เหตุที่ยื่นญัตติด่วน เพราะต้องการปกป้อง กกต. ไม่ให้ถูกอภิปราย ตนจึงไม่สนับสนุน อย่างไรก็ดีการอภิปรายยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่ง นายเลิศศักดิ์ วินิจฉัยว่าการอภิปรายตามญัตติด่วนด้วยวาจาที่เสนอ เมื่อดูผู้อภิปรายและเวลาแล้ว จะใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง 30 นาที และอาจจะจบพิจารณาประมาณ 18.00 น. ดังนั้นหากไม่มีใครเสนอญัตติเป็นอย่างอื่นจะเข้าสู่การพิจารณา

ทั้งนี้นายพริษฐ์ ลุกขึ้นขอความชัดเจนจาก วิปรัฐบาล ต่อการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่เกิดขึ้น และร้องขอให้สภาฯ ไม่เร่งปิดประชุมสภา เพื่อสกัดการอภิปรายรายงานของ กกต. โดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงว่า เป็นความจริงที่มีการหารือจากฝ่ายค้าน ที่จะขอให้อภิปรายญัตติปัญหาชายแดนภาคใต้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ตนได้หารือกับพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล แต่จากการพูดคุยวิปฝ่ายรัฐบาลขอให้พิจารณาเรื่องน้ำท่วมน่าน ทำให้ตนต้องแบกหน้ามาเจรจา และในการเสนอญัตติด่วนในวันนี้ เป็นสิ่งที่สภาฯ ต้องพิจารณาร่วมกัน ดังนั้นอย่าใช้สภาบอกฝ่ายรัฐบาลว่าปิดปากไม่ให้พูด

ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผูัแทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามใช้กลไกสภาฯ ปิดปากคนข้างนอก และยังใช้กลไกสภา ปิดปากสภา ไม่ให้พูดถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ดังนั้นจึงเสนอญัตติให้พิจารณาตามระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในท้ายสุดที่ประชุมต้องใช้การลงมติตัดสิน ทั้งนี้หลังจากเช็คองค์ประชุมแล้ว ก่อนที่จะใช้การลงมติ พบว่าระบบลงคะแนนขัดข้อง ทำให้ต้องรีเซ็ตระบบใหม่ แม้จะใช้เวลารีเซ็ตระบบแล้ว แต่ระบบลงคะแนนไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ขอให้พักการประชุมก่อน พวกเราจะได้ไปทำการละหมาด ทำให้ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งพักการประชุม

ประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ฝ่ายค้าน, ภูมิใจไทย, รัฐสภา