หมายเรียกถึงมือ สมชาติ สส.ภูเก็ต ดีเอสไอนัดเข้าให้ปากคำ 7 ก.ย. คดีนอมินีอสังหาฯ

2 กันยายน 2569 เวลา 10:58 น.

2 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณี นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า นายสมชาติ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดใน จ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติ ว่า ดีเอสไอได้มีการออกหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่เมื่อตรวจสอบสถานะของเอกสาร ได้รับแจ้งว่านำส่งไม่ได้ ทำให้เมื่อวันที่ 31 ส.ค.มีการออกหมายเรียกอีกครั้ง และได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ว่า ถึงมือผู้รับแล้ว และดีเอสไอได้ส่งเอกสารบางส่วนให้สถานีตำรวจในพื้นที่ให้นำส่งด้วย โดยนัดหมายให้มาพบดีเอสไอวันที่ 7 ก.ย. ส่วนนายสมชาติจะเดินทางมาพบในวันดังกล่าวหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะที่ตรวจสอบไปทราบแค่ว่า ได้รับหมายแล้ว

รุทธพล เนาวรัตน์,กระทรวงยุติธรรม,ดีเอสไอ,สมชาติ เตชถาวรเจริญ,สส.ภูเก็ต,พรรคประชาชน

สมชัย เปิดเอกสาร อัด อนุฯ คดีฮั้ว สว.ชุดที่ 36 ไม่น่าเชื่อถือ

2 กันยายน 2569 เวลา 10:57 น.

สมชัย งัดเอกสารอัด อนุฯ คดีฮั้ว สว.ชุดที่ 36 ไม่น่าเชื่อถือ แฉทำงานแค่ให้ทีมเลขาฯ อ่านสรุปสำนวน-ความเห็นเลขาธิการ กกต. ให้ฟัง แล้วใช้เวลาตัดสินใจแค่ 1% ของเวลาประชุม

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เหตุใด การทำงานของ อนุกรรมการวินิจฉัย ฯ คดีฮั้ว สว. จึงขาดความน่าเชื่อถือ (ตอนที่ 2 วิธีการในการประชุมวินิจฉัย)

การประชุมของอนุวินิจฉัย เริ่มครั้งที่ 1 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุม มีทุกวันอังคารและพฤหัส เวลา 13.30-16.00 น. หรือครั้งหนึ่งประมาณ สองชม.ครึ่ง ได้เบี้ยประชุม ประธาน 3,000 บาท กรรมการ 2,500 บาท หนึ่งเดือนจึงเฉลี่ยมีการประชุม 8 ครั้ง เท่ากับอนุ แต่ละคนจะได้ค่าตอบแทนเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน

วิธีการดำเนินการประชุม จะมีลำดับที่เป็นแบบแผน (pattern) ประมาณนี้

1. ให้ทีมเลขาอนุ ฯ ซึ่งมีประมาณ 9 คน ผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวน ทีละคดี โดยเป็นการอ่านสรุปสำนวน ซึ่งแต่ละคดีจะมีความยาวเฉลี่ย 4-5 หน้า บางคดีอาจยาวถึง 10 หน้า พร้อมระบุ พยานบุคคล เส้นทางการเงิน พยานวัตถุ โพย รูปถ่าย คลิปบันทึกเสียง

2. ให้ทีมเลขา สรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 และความเห็นเลขาธิการ กกต. (เป็นความเห็นรองเลขา ฯ ฝ่ายสืบสวน ที่ เลขา ฯ มอบหมาย)

3. อนุกรรมการมีมติ หลังจากฟังการนำเสนอ

สัดส่วนของเวลาที่ใช้ ในการนำเสนอ ส่วนที่ 1 และ 2 ประมาณร้อยละ 95 ของการประชุม ส่วนที่ 3 ใช้เวลาแค่ร้อยละ 1 ที่เหลือเป็นการซักถามบ้างและงานธุรการอื่น ๆ

ตัวอย่างหลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ คือ รายงานการประชุมครั้งที่ 12/2569 วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มประชุมเวลา 14.00 น. สิ้นสุด ประชุมเวลา 16.30 น. ใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 39 หน้า

1 หน้า คือ หน้าที่ 1 เป็น รายนามผู้เข้าร่วมประชุม วาระที่ 1 เรื่องแจ้งให้ทราบ และ วาระที่ 3 รับรองรายงานการประชุม คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 2.56

38 หน้า คือ หน้า2-39 เป็นวาระที่ 3 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาต่อเนื่อง โดยฝ่ายเลขา เป็นผู้อ่านเอกสารสำนวนของชุด 26 โดยไม่มีการซักถาม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.62

1 บรรทัด คือมติที่ประชุม ที่เขียนว่า “รับทราบข้อเท็จจริงตามที่ผู้ชี้แจงได้แถลง” คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.025 (คำนวณจาก 1 หน้า มี 40 บรรทัด)

5 บรรทัด เป็นวาระที่ 4 อื่น ๆ ได้แก่ กำหนดการประชุมครั้งต่อไป คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.125

(จบตอนที่ 2 ติดตามตอนที่ 3 ความเป็นมืออาชีพ ของชุด 26) “

กกต, สมชัย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

นักวิชาการ มธ.ชงออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ กำกับควบคุมโดยเฉพาะ พร้อมปลดล็อกช่องว่างเอื้อใช้ Local content

2 กันยายน 2569 เวลา 10:12 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนไทย ยังเปิดประตูกว้าง ไร้เงื่อนไขคัดกรอง แนะ“บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์”เร่งวางกรอบนโยบาย-หนุนออก“พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์”ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย พร้อมชงทำ“SEA”คาดการณ์ผลกระทบรอบด้าน-ดันนักลงทุนใช้“Local content”พ่วงดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชน

ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวหรือความยั่งยืนออกมา

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่งคืออาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย ที่สำคัญยังจะเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าไทยมีเป้าหมายในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร และทำให้นักลงทุนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้นทุนที่ต้องเสีย

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนอย่างชัดเจนว่าการจะลงทุนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะต้องมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทย (Local content) เท่าไหร่ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการของไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งนี้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศระยะยาวด้วย

“กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่าหลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย ทำให้เกิดผลแค่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยก็จะน้อยลงตามไปด้วย” ผศ.นนท์ กล่าว

ผศ.นนท์ กล่าวต่อไปว่า เพราะถึงแม้เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขแล้วจะทำให้ปริมาณผู้ที่จะมาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ลดลง จากการถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป แต่จะส่งผลดีกับไทยที่จะได้คัดกรองผู้ที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อควบคุมการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยควรมีการคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นจะต้องปิดประตูรับอุตสาหกรรมนี้เลย แต่ควรจะมีมาตรการที่ช่วยกำกับควบคุมผลในระยะยาว เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มดำเนินการ ผลต่อเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานก็จะเน้นไปที่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจ้างในปริมาณไม่มาก อีกทั้งจะต้องมีการจัดหาทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้ามารองรับเพิ่มขึ้นเพื่อมารองรับ ซึ่งอย่างกรณีไฟฟ้าตอนนี้ก็ยังอาศัยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอาจทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้

รวมถึงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกของไทยก็ยังไม่พร้อมจะขึ้นมาเป็นพลังงานหลักสำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการจะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น หากจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อมารองรับ ฯลฯ นอกจากนี้ การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากยังอาจส่งผลกระทบในเรื่องราคาที่ดิน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากก็จะเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ตอนนี้ก็ถูกจับจองไปค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการชิ้นส่วนต่างๆ ที่หมดอายุการใช้งาน หรือของเสียที่หลายคนกำลังมีความกังวลด้วย

“ภาครัฐควรเป็นผู้ที่มองผลกระทบเหล่านี้ในเชิงล่วงหน้า ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) หรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในเชิง Macro เป็นเท่าไหร่ โดยอาจจะเปิดให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบ (ผลการประเมิน) ได้ด้วย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและจะช่วยให้ทิศทางต่างๆ มีความชัดเจนเร็วขึ้น” ผศ.นนท์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์,ดาต้าเซ็นเตอร์,กฎหมาย,ผู้ประกอบการไทย,

เปิดลิสต์ ครม.สัญจร ใจป้ำ! จังหวัดไหนได้อะไรบ้าง สรุปมาให้ครบ เช็กได้ที่นี่เลย

2 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การประชุมครั้งนี้รัฐบาลได้มุ่งเน้นการพิจารณาโครงการและงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงการพิจารณาโครงการสำคัญระดับประเทศ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ได้รวบรวมและสรุปสาระสำคัญของมติ ครม. โดยเจาะลึกรายละเอียดว่า แต่ละจังหวัดได้รับงบประมาณหรือการสนับสนุนในด้านใดบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างชัดเจน

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล)

มติที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่เปราะบาง โดยมีมาตรการที่ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด เพื่อรักษาฐานการผลิตและอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน ดังนี้

การลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) โดยให้มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี (เริ่มตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป) มาตรการนี้รัฐยอมสูญเสียรายได้ประมาณ 13.2 ล้านบาท เพื่อแลกกับการบรรเทาภาระต้นทุน รักษาการจ้างงาน และป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกพื้นที่

โรงงานจำพวกที่ 2 (รง.2) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดกลาง (ใช้เครื่องจักร 50-75 แรงม้า หรือมีคนงาน 20-50 คน) ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตแต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนเปิดกิจการ

โรงงานจำพวกที่ 3 (รง.3) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูง (ใช้เครื่องจักรเกิน 75 แรงม้า หรือคนงาน 50-75 คนขึ้นไป) ที่ต้องขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ใบ รง.4) และผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มกิจการ

การกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน

รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการระยะเร่งด่วน (Quick Win) เช่น การปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ การขยายมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2572 นอกจากนี้ ยังมีแผนยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมทั้งปรับระบบตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรให้เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว

การจัดการด้านแรงงาน

เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนให้กับผู้ประกอบการ

สรุปผลประโยชน์และโครงการรายจังหวัด

จังหวัดสงขลา

ในฐานะจังหวัดเจ้าภาพ สงขลาได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การแพทย์ และการบริหารจัดการเมือง ดังนี้

  • การแก้ไขปัญหาอุทกภัย อนุมัติงบประมาณกลางกรณีฉุกเฉินวงเงินรวมกว่า 47 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ (25.9 ล้านบาท) และโครงการบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติของเทศบาลเมืองควนลัง (21.1 ล้านบาท)
  • การยกระดับสาธารณสุข สั่งเร่งรัดการออกแบบและก่อสร้าง “โรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2” กรอบวงเงิน 250 ล้านบาท โดยให้กระทรวงสาธารณสุขปรับแผนงบประมาณมารองรับโดยด่วน
  • โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือน้ำลึกสงขลาให้มีความลึก 9-10 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการจัดทำหนังสือข้อตกลงกับมาเลเซียในการกำหนดจุดก่อสร้างประตูรั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดน เพื่อรองรับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่
  • การจัดผังเมืองใหม่ ประกาศใช้ผังเมืองรวมเมืองสงขลาฉบับใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อยาง เขารูปช้าง พะวง เกาะแต้ว และทุ่งหวัง เพื่อจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สมดุล โดยแบ่งโซนที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมให้ชัดเจน พร้อมเพิ่มข้อห้ามกิจการที่สร้างมลพิษในเขตชุมชน

จังหวัดปัตตานี

  • ศูนย์พักพิงและภัยพิบัติ อนุมัติงบประมาณกลางวงเงิน 20 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับรองรับผู้ประสบภัยในพื้นที่
  • การคมนาคมและความมั่นคง ได้รับการพิจารณาขุดลอกร่องน้ำท่าเรือปัตตานีเช่นเดียวกับจังหวัดสงขลา และในด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เตรียมพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง อำเภอหนองจิก ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)

จังหวัดนราธิวาส

  • ศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาค ผลักดันให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จัดทำแผนยกระดับสถาบันขึ้นเป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยจะครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ภาษาชายแดน ศูนย์ธุรกิจฮาลาล บริการสาธารณสุขตติยภูมิ ไปจนถึงการผลิตบุคลากรด้านโลจิสติกส์

จังหวัดสตูล

  • การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยว มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรลิงในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลอย่างเป็นระบบและเหมาะสม

และนอกจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วก็ยังได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินการไปยังบริเวณ
จังหวัดอื่นๆ เช่น

จังหวัดนครราชสีมา

  • การเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานพืชสวนโลก 2572 ครม. มีมติให้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand) จากเดิมที่กำหนดไว้ ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา อำเภอคง ย้ายไปยัง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง” เนื้อที่ประมาณ 874 ไร่
  • เหตุผลการย้ายพื้นที่ พื้นที่ใหม่มีความพร้อมด้านคมนาคมสูงกว่า เนื่องจากติดถนนมิตรภาพและใกล้สถานีรถไฟทางคู่ปากช่อง มีระบบสาธารณูปโภคและโรงพยาบาลรองรับ รวมถึงมีโรงแรมที่พักในพื้นที่กว่า 318 แห่ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ประเมินว่าที่ดินเดิมอาจต้องใช้งบเพิ่มถึง 6,000 กว่าล้านบาท) ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติงบกลาง 88.33 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปจ้างออกแบบผังแม่บทในพื้นที่ใหม่ทันที

เดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่ประกันภัยและรถไฟรางคู่

นอกจากการปรับปรุงแผนงานระดับจังหวัดแล้วรัฐบาลยังมีการและยังเดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่อีก 2 โครงการดังนี้

1. โครงการรถไฟรางคู่ เป้นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศภาคใต้ในระยะยาว ที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 โดยอนุมัติวงเงิน 106,798.32 ล้านบาท มีเส้นทางดังนี้ ภาคใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

2. ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการสำคัญระดับประเทศที่จะสร้างความอุ่นใจและเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยรัฐบาลจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยหลักให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งจะครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ซึ่งคุ้มครองหลักไว้ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว จะมีวงเงินช่วยเหลือ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ครม.สัญจร, ครม.สัญจรสงขลา

สิริพงศ์ ซัดกลับ พิชาย ปม ครม.สัญจร ยัน นายกฯ ลุยรับฟังปัญหา-อนุมัติงาน เตือนอย่าวิจารณ์ด้วยอคติ-ด้อยค่า

2 กันยายน 2569 เวลา 09:24 น.

2 กันยายน 2569 จากกรณี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่รู้ว่า ครม.สัญจร หรือ “บันเทิงสัญจร” ดื่ม กิน เที่ยว ร้องเพลงอย่างสนุกสนานผลาญภาษีประชาชนไปเท่าไร น่าอนาถแท้”

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม สส.ศรีสะเกษ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Siripong Angkasakulkiat ระบุว่า ถ้าเรามองด้วย อคติ เราก็อาจจะเห็น อะไรได้ไม่ครบ

ครม สัญจรคราวนี้ น่าจะเป็นครั้งแรก ที่เริ่มจากการรับฟัง ทำ work shop กับประชาชนในพื้นที่ โดยจะมี รัฐมนตรี และราชการเข้าร่วมด้วย ท่านนายก มาร่วมกิจกรรม ดำเนินการประชุม ทุกโครงการ แบบไม่ตัดโอกาสคนในพื้นที่เลย หลายกิจกรรม ล่วงเลยเวลา ท่านนายกบอก เอาให้เต็มที่ ทั้งที่ฝ่ายจัดพยายามตัดบท แต่ท่านนายกบอก “ผมอยากฟัง” ปัญหาชายแดนใต้ ปัญหาคมนาคม ปัญหาน้ำท่วม หลายโครงการไม่ได้มีการเตรียมการไป แต่เกิดจากการนำเสนอหน้างาน

งานเลี้ยงรับรองครม. ท่านนายก เลทจากการรับฟังปัญหาในจุด ก่อนๆ มา 2 ชม แต่ท่านนายกกำชับทุกคนว่า เขาตั้งใจจะโชว์ของดีของบ้านเขา ไม่ว่าจะเป็นการแสดง อาหาร ขอให้ทุกคนมาร่วมงานและเป็นโอกาสดี ที่ส่วนต่างๆจะทำความรู้จักกัน เพื่อให้ทำงานด้วยกันในอนาคตได้ง่ายขึ้น ในงานเลี้ยงนั้น ท่านนายกยังเซ็นต์เรื่องเข้า ครม.ที่เพิ่มเติมจากในพื้นที่เลยครับ การร้องเพลงผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดานะ และที่สำคัญ คือร้องปิดงานด้วย ไม่งั้นจะไม่ได้กลับบ้านกัน เพราะของดีภาคใต้เยอะมาก

ในการประชุม ครม.ก็เป็นการประชุมเพื่อแก้ปัญหา ภาคใต้ และปัญหาที่ค้างคาของประเทศ รถไฟรางคู่ เหนือก็ได้ อีสานก็ได้ ระบบประกันภัยธรรมชาติ เป็นภาพรวมทั้งประเทศ

ผมเชื่อว่า หลายท่าน ได้เห็นในภาพข่าวต่างๆแล้ว แต่บางคน อาจจะไม่เห็นภาพเหล่านั้น ไม่รู้เพราะอคติบังตา หรือมีเจตนา ที่จะปิดตาตัวเอง จนเลือกที่จะเปิดตามอง เฉพาะ สิ่งที่ทำให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดดูด้อยค่า ด้วยคำพูดไม่กี่คำ ภาพถ่ายไม่กี่ภาพ

การวิจารณ์ ย่อมเป็นสิ่งที่ ผู้บริหารควรรับฟัง แต่การวิจารณ์ ที่ปราศจากข้อเท็จจริง และใช้เหตุการณ์บางเหตุการณ์ มาทำให้ภาพแคบลง ด้อยค่าผู้อื่นยกตนให้สูงขึ้น มันเข้าข่าย ภาษิตที่ว่า ยกตนข่มท่าน (กูดีสุดพวกกูดีสุด พวกมึงแย่หมด) แต่ถ้าเขามีอคติเราก็คงจะเปลี่ยนเขาไม่ได้ ไม่งั้นก็เข้าข่าย ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า ก็หวังว่าจะใช้วิธี ประมวลและอธิบาย ในภาพรวมนะครับ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

จาก ‘รอเยียวยา’ สู่ ‘บริหารความเสี่ยง’ รัฐบาลพลิกเกมรับมือภัยพิบัติ ซื้อประกันให้ 30 ล้านครัวเรือน

2 กันยายน 2569 เวลา 09:11 น.

ครม.ไฟเขียวหลักการ รัฐซื้อประกันให้ 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครอง 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” จ่ายเงินก้อนแรกภายใน 15 วัน ก่อนชดเชยตามความเสียหายจริง วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง

ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด รุนแรงเพียงใด และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ภาครัฐสามารถเตรียมการได้ล่วงหน้า คือ “ระบบบริหารความเสี่ยง” เพื่อไม่ให้ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม พายุ หรือแผ่นดินไหว รัฐต้องกลับไปเริ่มต้นที่การตั้งงบประมาณเยียวยาใหม่ทั้งหมด

นี่คือเหตุผลสำคัญที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบในหลักการ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” โดยวางแนวทางให้รัฐบาลเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการภัยพิบัติ จากเดิมที่รัฐต้อง “รอให้เกิดเหตุแล้วจึงตั้งงบประมาณเยียวยา” มาเป็นการ “เตรียมเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”

จากงบเยียวยา 45,000 ล้าน สู่เบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้าน

ตัวเลขที่ทำให้มาตรการนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก คือค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับภาระ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในอดีตรัฐต้องใช้งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ระบบใหม่รัฐบาลจะใช้งบประมาณประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น สำหรับจ่ายเบี้ยประกันภัย และสามารถสร้างวงเงินความคุ้มครองรวมประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างของแนวคิดอย่างชัดเจน

จากเดิม “เกิดภัยก่อน แล้วค่อยหาเงินมาช่วย” เปลี่ยนเป็น “จ่ายเบี้ยเพื่อบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”

ซึ่งการนำแนวคิดนี้ ได้ประโยชน์ทั้งส่วนรัฐบาล ที่สามารถวางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้ดีขึ้นครอบคตลุมประชาชนที่ประสบภัยอย่างทั่วถึง ขณะที่ประชาชนเองก็จะได้รับการเยียวยาที่รวดเร็วและวงเงินที่มากขึ้น

30 ล้านครัวเรือน กับความคุ้มครอง 3 ภัยหลัก

มาตรการระยะเริ่มต้นจะครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยรัฐบาลเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยและรับภาระค่าเบี้ยประกัน

ภัยที่อยู่ในขอบเขตความคุ้มครอง ได้แก่

1. อุทกภัย
2. วาตภัย
3. แผ่นดินไหว

สำหรับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย กำหนดวงเงินคุ้มครองสูงสุดประมาณ 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง

จุดสำคัญคือระบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเกิดภัยแล้วประชาชนทุกคนจะได้รับเงิน 100,000 บาททันที แต่กำหนดให้มีการจ่ายสินไหมเป็นลำดับ เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายทั้งหมด

โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นกำหนดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ดังนี้

กรณีอุทกภัย จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ส่วน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

เงินส่วนแรกดังกล่าวกำหนดให้จ่าย ภายใน 15 วัน จากนั้นจึงพิจารณาความเสียหายเพิ่มเติมและจ่ายค่าสินไหมทดแทนตาม มูลค่าความเสียหายจริง

เมื่อรวมเงินที่จ่ายในส่วนแรกกับเงินที่จ่ายเพิ่มเติมแล้ว จะได้รับค่าสินไหมทดแทน ไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

หลักการนี้จึงมีความแตกต่างจากระบบเยียวยาแบบเดิมอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้ให้ประชาชนต้องรอจนกระบวนการประเมินความเสียหายเสร็จสมบูรณ์เสียก่อน แต่พยายามให้มี “เงินก้อนแรก” เข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนก่อน แล้วจึงดำเนินการชดเชยเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง

นอกจากความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีการกำหนดความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติไว้ที่ 2 ล้านบาทต่อคน

ไม่ใช่แค่ “ซื้อประกัน” แต่คือการกระจายความเสี่ยง

หัวใจของระบบนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การนำเงิน 15,500 ล้านบาทไปซื้อกรมธรรม์เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำหลักการของ “การประกันภัย” มาใช้ในการบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ

ในระบบเดิม เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับงบประมาณของรัฐ ยิ่งเกิดเหตุรุนแรงและเกิดขึ้นหลายพื้นที่พร้อมกัน ภาระทางการคลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

แต่ระบบประกันภัยเปิดช่องให้ความเสี่ยงถูกกระจายออกไป ผ่านบริษัทประกันภัย รวมถึงตลาดประกันภัยและการประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ

พูดให้เข้าใจง่ายคือ จากเดิมที่ “รัฐรับความเสี่ยงไว้เอง” ก็เปลี่ยนเป็น “รัฐจ่ายเบี้ยเพื่อโอนและกระจายความเสี่ยงบางส่วนออกไป”

นี่เป็นหลักการเดียวกับที่ภาคธุรกิจและประชาชนใช้ในการทำประกันทรัพย์สิน เพียงแต่ถูกนำมาขยายในระดับประเทศ

อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจคือ สิ่งที่ ครม. เห็นชอบในครั้งนี้เป็นการเห็นชอบ ในหลักการของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ขณะที่แนวทางที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วในระยะเริ่มต้น คือการให้รัฐบาลจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน

รัฐบาลวางให้โมเดลดังกล่าวเป็น Quick Win ในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้สามารถเริ่มต้นระบบได้เร็ว โดยไม่ต้องใช้เวลาจัดตั้งกองทุนหรือโครงสร้างองค์กรใหม่ขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน ในระยะยาวจะมีการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูล ผลิตภัณฑ์ประกันภัย ระบบประเมินความเสียหาย และระบบประกันภัยต่อ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

แนวคิดจะชัดเจน แต่บททดสอบสำคัญจะอยู่ที่การปฏิบัติ

เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคำประกาศว่าจะได้รับความคุ้มครอง แต่ต้องการรู้ว่า จะได้รับเงินเมื่อใด ต้องใช้เอกสารอะไร ใครเป็นผู้ประเมินความเสียหาย และจะได้รับเงินจริงเท่าใด

ดังนั้น ระบบเคลมจึงเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้ตัวกรมธรรม์

การกำหนดให้จ่ายเงินก้อนแรกภายใน 15 วัน ถือเป็นโจทย์ที่ภาครัฐและบริษัทประกันภัยต้องทำให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่พร้อมกันหลายจังหวัด ซึ่งอาจทำให้จำนวนคำร้องเคลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีและฐานข้อมูล รวมถึง AI เข้ามาช่วยประเมินความเสียหายจากภาพถ่ายและข้อมูลต่างๆ ก็สามารถช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบได้ แต่ต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจนและระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นอุปสรรคใหม่ของประชาชนในการรับสิทธิ

อีกเรื่องที่สังคมควรติดตาม คือการบริหารงบประมาณค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี

เมื่อรัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อซื้อความคุ้มครองให้ประชาชน สิ่งที่ต้องดูกันต่อไป คือเบี้ยประกันดังกล่าวมีหลักเกณฑ์การคำนวณอย่างไร บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมมีจำนวนเท่าใด การจัดซื้อมีการแข่งขันหรือไม่ และรัฐได้รับความคุ้มครองในระดับใดเมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่าย

เพราะหัวใจของนโยบายไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “รัฐจ่ายเท่าไร” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “รัฐซื้อความคุ้มครองได้คุ้มค่ามากเพียงใด”

หากระบบสามารถทำให้ประชาชนได้รับเงินเร็ว ลดภาระขั้นตอนราชการ และช่วยให้รัฐบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยงที่มีเหตุผล

ซึ่งถ้ารัฐบาลสามารถ ปิดจุดอ่อน หรือข้อกังวลต่างๆได้ แลดำเนินกระบวนการทุกอย่างโปร่งใส นี่ตจะเป็นก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมวิธีทำงานในการรับมือภัยพิบัติครั้งสำคัญของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ครม, น้ำท่วม, ประกันภัยน้ำท่วม, ประกันภัยพิบัติ, รัฐซื้อประกัน, วาตภัย

รัฐบาล แนะปชช.ขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม ลงทะเบียนได้ทั้งแอป ทางรัฐ-อปท.ในพื้นที่ ย้ำผูกพร้อมเพย์เพื่อความรวดเร็วรับเงิน

2 กันยายน 2569 เวลา 09:04 น.

รัฐบาล แนะปชช.ขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม ลงทะเบียนได้ทั้งแอปทางรัฐ-อปท.ในพื้นที่ ย้ำผูกบัญชีพร้อมเพย์เพื่อความรวดเร็วรับเงิน

เมื่อวันที่ ​2 ส.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น รัฐบาลสั่งการหน่วยงานดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยกำหนดเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ไม่เกิน 7 วันและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน เกิน 7 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยที่อยู่อาศัยนั้น ต้องอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือฯ และจะได้รับความช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยทางตรง ให้ความช่วยเหลือเป็นค่าจัดการศพ รายละ 2,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือ ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องได้ทั้ง 2 ช่องทาง ได้แก่
1.ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบความถูกต้องทันที และประชาชนสามารถติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์
2.ยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้

“นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เร่งดำเนินการเยียวยาประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนที่มีสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ ตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนให้พร้อม เนื่องจากธนาคารออมสินจะโอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้มีสิทธิ์เท่านั้น และที่สำคัญกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ทยอยส่งข้อมูลผู้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเข้าสู่ระบบโดยไม่ต้องรอให้รวบรวมข้อมูลครบทั้งหมู่บ้าน เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนำส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเพื่อโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

น้ำท่วม, เงินเยียวยา, เยียวยาน้ำท่วม, แนวหน้าออนไลน์

สิ้น นิพนธ์ ธาราภูมิ อดีตสส.ลพบุรี ประชาธิปัตย์

2 กันยายน 2569 เวลา 07:41 น.

สิ้น นิพนธ์ ธาราภูมิ อดีตสส.ลพบุรี ประชาธิปัตย์ ผ่องศรี น้องสาวแจ้งข่าวเศร้า

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส.ลพบุรี และอดีตนายทะเบียน พรรคประชาธิปัตย์  ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แล้ววันนี้ก็มาถึง…พี่ชายเรา อดีต สส.นิพนธ์ ธาราภูมิ ปิดฉากขีวิตอย่างสงบเย็นวันนี้ เวลา๑๘.๔๘ น.

“สิ่งใดที่พี่ชายเราเขาทำมาแล้ว ตั้งใจทำ ทำเต็มที่ ดีที่สุด ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงกังวล หลับนิรันดร์ “

ฝากไว้ในความรัก และความทรงจำด้วยระลึกถึงกันเสมอ

ขอกราบเรียน และเรียนเชิญ ท่านที่เคารพนับถือ อดีต สส.นิพนธ์ ธาราภูมิ และครอบครัว ร่วมพิธีตามกำหนดการค่ะ

ขอขอบคุณทุกกำลังใจ ขอเรียนเชิญทุกท่านด้วยความเคารพยิ่ง”

นิพนธ์ธาราภูมิ, นิพนธ์ธาราภูมิเสียชีวิต, ประชาธิปัตย์, ผ่องศรีธาราภูมิ, ลพบุรี, แนวหน้าออนไลน์

ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย สั่งยกเครื่องข่าวกรอง

นายกฯอนุทิน กำชับกลางครม.ดับไฟใต้ เน้นความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ“ทีมประเทศไทย” มองงานมวลชนสำคัญ ต้องทำควบคู่กระชับความร่วมมือมาเลเซียติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ครม.ตั้งพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่จังหวัดสงขลา มีมติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนที่ 24 ซึ่งย้ายข้ามห้วยจาก เสธ ทบ. ถือเป็นทหารคนที่ 17 ที่มาทำหน้าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน จะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบาย ในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่า หากปิดหมด ก็ทำมาหากินลำบาก ซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช.ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกัน อย่างชัดเจน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สมัยก่อน เมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนนึง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนนึง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้

เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้ ผลการหารือกับคนในพื้นที่ โดยชูธงคนในพื้นที่ช่วยแก้ไฟใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกให้รัฐบาลต้องทำแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ทุกท่านก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขา สามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย”

เมื่อถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะทำให้ไฟใต้ดับลงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า” มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว โอ้โหจะเปลี่ยน แล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใคร พูดได้ แต่ตนมั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือ ในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้นก็คือ การร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ในการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่าการที่จะแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ สส. ให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ร้องโอ้โห ก่อนจะบอกว่า” อย่าไปถามแบบนี้ นี่เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน ตอนนี้เป็นรัฐบาล ต้องมีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหนมา หากเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ต้องสร้างสันติสุข และสร้างเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

โดยเรื่องเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้มีการหารือกัน คือเรื่องงานมวลชน ที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งความเข้าใจการเข้าถึงประชาชน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดนและ และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าในเร็วๆ นี้จะบินไปหารือกับ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย

ทีมประเทศไทย, พูดคุยสันติสุข

ฝังคนโกงสอบ มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท. ห้ามจ้างเหมาทำงาน

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ฝังคนโกงสอบ มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท. ห้ามจ้างเหมาทำงาน

“วรศิษฎ์” รับเพิกถอนคนโกงสอบ 3,868 ราย กระทบงานแต่เลี่ยงไม่ได้ เตรียมให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศสำรวจมีการจ้างเหมาคนกลุ่มนี้หรือไม่ บอกห้ามท้องถิ่นไม่ได้ เหตุใช้งบฯ ตัวเอง มีอิสระในการตัดสินใจ แต่เตือนผิดจริยธรรมผู้บริหาร ส่วนจะขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามสอบราชการหรือไม่ ต้องรอคดีอาญาจบ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยกรณีกระทรวงมหาดไทยร่อนเอกสารในการสกัดผู้รับจ้างเหมา หลังมีกระแสข่าวว่ามีการจ้างเหมาผู้ถูกเพิกถอน มีการวางมาตรการอย่างไรว่า เบื้องต้นผู้ที่มีคะแนนมีปัญหา มีความจำเป็นต้องเพิกถอน ขณะนี้เพิกถอนครบทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว 3,868 ราย

“ยอมรับว่าเมื่อวานนี้รู้จากข่าวว่าอาจมีคนบางกลุ่ม ไปใช้วิธีการจ้างเหมาแทน ก่อนหน้านี้ตนเองได้กำชับ อธิบดีกรมสถ.และ อธิบดีกรมสถ.ไปแล้ว พร้อมทั้งมีการทำหนังสือซักซ้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ระวัง เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ต้องดูเป็นพิเศษ เบื้องต้นจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจว่ามีการจ้างเหมาให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง เมื่อได้เป้าหมายครบแล้ว ก็จะมีการตรวจสอบ โดยจะขอความร่วมมือกับ ป.ป.ช. และปปท. เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน” รมช.มหาดไทย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจ้างเหมา จะใช้งบประมาณจากไหน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นงบประมาณของท้องถิ่น จริงๆแล้ว ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและบริหารอยู่แล้ว ดังนั้นในการที่เราจะห้ามไปเลย คงไม่มีสิทธิ์ สิ่งที่ทำได้คือ เข้าไปดูในรายละเอียด และเตือน หากทราบอยู่แล้วว่าบุคคลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไปจ้างเหมาอีก มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดจริยธรรมผู้บริหารอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้งหมด 3,868 รายที่มีการเพิกถอน จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถที่จะกลับมาสอบเป็นข้าราชการได้อีกใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อันนั้นจะเป็นขั้นต่อไปหลังจากคดีอาญาเสร็จสิ้น

เมื่อถามว่า รอยต่อที่จะมีการเรียกบรรจุใหม่ในช่วงเดือนตุลาคม หลังผู้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว จะกระทบกับงานหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวยอมรับว่า กระทบอยู่แล้ว เพราะ 3,868 รายถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่มาของคนกลุ่มนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงต้องดึงออกมา และบรรจุคนใหม่กลับเข้าไป

เมื่อถามว่า บอกได้หรือไม่ว่า ในส่วนงานที่ได้รับผลกระทบมีตำแหน่งใดบ้าง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระจายทุกตำแหน่ง เพราะทุกตำแหน่งที่เปิดสอบ มีบุคคลเหล่านี้อยู่ทั้งหมด

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องมา กลุ่มที่มีการสอบ ด้วยความความสามารถของตนเองและมีการบรรจุไปแล้ว ในการประกาศผลครั้งใหม่ ลำดับใหม่ดีขึ้นเขาก็มีการเรียกร้องว่าอยากที่จะมีการเลือกที่ใหม่ เพราะเขารู้สึกว่าเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อยู่ระหว่างให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดูในเรื่องของความเป็นไปได้ และวิธีการอยู่ ว่าจะอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้อย่างไร สิ่งสำคัญจะต้องไม่กระทบกับสิทธิ์ของคนอื่น ให้ทุกอย่างไปด้วยกันได้พร้อม ๆ กัน ขอย้ำว่าอยู่ระหว่างรอข้อมูลสรุปอยู่

โกงสอบ