ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

19 ม.ค. 2569 23:21 น.

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันในประเทศสเปน เพิ่มขึ้นเป็น 39 ศพแล้ว และยังมีผู้บาดเจ็บต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกหลายสิบคน ขณะเจ้าหน้าที่บริษัทรถไฟชี้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ “สภาวะที่แปลกประหลาด”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งตกรางและพุ่งชนกับรถไฟอีกขบวนที่สวนมาเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 39 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 122 ราย โดย 48 รายในจำนวนนี้ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ 12 รายอยู่ในห้องไอซียู

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเมืองอาดามุซ (Adamuz) ในจังหวัดกอร์โดบา (Cordoba) ห่างจากกรุงมาดริดไปทางใต้ประมาณ 360 กิโลเมตร

อินญิโก วิลา ผู้อำนวยการฝ่ายสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติของสภากาชาดสเปน บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยถนนเลนเดียวเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น ทำให้รถพยาบาลเข้าและออกพื้นที่ได้อย่างลำบาก

ขณะที่นาย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน กับนาย ออสการ์ ปวนเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อเช้าวันจันทร์ โดยนายซานเชซได้ยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

“ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 39 รายแล้ว และตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย” ปวนเตกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X

ส่วนแถลงการณ์ของบริษัทผู้ให้บริการรถไฟทั้งสองขบวน ได้แก่ อิร์โย (Iryo) และ อัลเวีย (Alvia) ของบริษัทเรนเฟ (Renfe) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจระบุว่า บนรถไฟทั้งสองขบวนมีผู้โดยสารรวมประมาณ 400 คน

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า รถไฟความเร็วสูงของบริษัท อิร์โย ซึ่งกำลังวิ่งด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองมาลากามุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด ในขณะที่รถไฟอีกขบวนกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองอูเอลบา (Huelva) ด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายอัลวาโร เฟร์นานเดซ เอเรเดีย ประธานบริษัท เรนเฟ บอกกับ Cadena Ser สถานีวิทยุท้องถิ่นในสเปนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสาเหตุ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ “สภาวะที่แปลกประหลาด” พร้อมเสริมว่า “ประเด็นเรื่องความผิดพลาดจากมนุษย์ (human error) นั้นแทบจะถูกตัดออกไปได้เลย”

นายเอเรเดียกล่าวอีกว่า รถไฟของอัลเวียอาจจะพุ่งชนเข้ากับตู้โดยสารสองตู้สุดท้ายของรถไฟ อิร์โย ที่ตกราง หรือไม่ก็ชนเข้ากับเศษซากบนราง โดยรถไฟของ อิร์โย นั้นล้อหลุดหายไปหนึ่งล้อซึ่งขณะนี้ยังหาไม่พบ

เขากล่าวอีกว่า การพุ่งชนเกิดขึ้นเพียงประมาณ 20 วินาทีหลังจากมีการตกราง จึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเปิดใช้งานระบบเบรกฉุกเฉิน

ด้านสำนักข่าว รอยเตอร์ส ตรวจสอบบัญชี X ของ Adif หน่วยงานจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของรัฐ พบว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่สถานีอาดามุซ ตั้งแต่ความล้มเหลวของระบบอาณัติสัญญาณ ไปจนถึงปัญหาเรื่องสายส่งไฟฟ้าเหนือรถไฟ เคยเป็นเหตุให้รถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงมาดริดและแคว้นอันดาลูเซียล่าช้ามาแล้วถึง 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2565

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่า โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้ เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

19 ม.ค. 2569 21:51 น.

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าตนเองไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป หลังจากนอร์เวย์ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา และยืนยันว่าจะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ให้ได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งข้อความถึงนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ โดยระบุว่า การที่นอร์เวย์ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา ทำให้เขาไม่รู้สึกว่า จำเป็นต้องคำนึงถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป

“เมื่อพิจารณาว่าประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ผม ทั้งที่ผมได้หยุดยั้งสงครามมากกว่า 8 แห่ง ผมจึงไม่รู้สึกว่ามีพันธะที่ต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้ว่าเรื่องนี้จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เสมอ แต่ตอนนี้ผมสามารถคิดถึงสิ่งที่ “ดีและเหมาะสม” สำหรับสหรัฐฯ ได้แล้ว” ข้อความระบุ

นายทรัมป์บอกอีกว่า “โลกนี้จะไม่ปลอดภัย เว้นแต่ว่าเราจะมีอำนาจควบคุมเกาะกรีนแลนด์อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด”

สำนักข่าว CBS News ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวและเนื้อหาในนั้นเป็นความจริง

ด้านนาย โยนาส กาห์ สโตร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ระบุว่าเขาได้รับข้อความดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการตอบกลับข้อความที่เขาและประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์ ได้ส่งไปหาทรัมป์ก่อนหน้านี้

นายสโตร์กล่าวว่า พวกเขาได้แสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอการขึ้นภาษีศุลกากรรอบใหม่ของนายทรัมป์ ซึ่งเป็นผลจากข้อพิพาทเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการลดความตึงเครียด พร้อมทั้งเสนอให้มีการหารือผ่านโทรศัพท์ร่วมกันสามฝ่ายในวันเดียวกันนั้น

ผู้นำนอร์เวย์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คณะกรรมการอิสระเป็นผู้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ไม่ใช่รัฐบาลนอร์เวย์ อนึ่ง นายทรัมป์ไม่ได้ปิดบังความปรารถนาของเขาที่อยากจะได้รับรางวัลสาขาสันติภาพประจำปี 2568 แต่คณะกรรมการโนเบลตัดสินใจมอบรางวัลให้ มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา

นายทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าติดตามเรือต่างๆ ในภูมิภาค

ทรัมป์เคยกล่าวว่าต้องการให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ และไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองเกาะนี้ แม้ว่าเดนมาร์กจะเป็นสมาชิกในพันธมิตรความมั่นคงนาโต (NATO) เช่นเดียวกัน

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศจะดำเนินการเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับสินค้าจาก เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยจะมีผลจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

ในข้อความที่นายทรัมป์ส่งถึงนายสโตร์ระบุด้วยว่า เดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากรัสเซียหรือจีนได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “ทำไมพวกเขาถึงมี “สิทธิ์ในการครอบครอง” กันล่ะ? มันไม่มีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสียหน่อย มันก็แค่มีเรือลำหนึ่งไปจอดที่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เราเองก็มีเรือไปจอดที่นั่นเหมือนกัน”

“ผมทำประโยชน์ให้นาโตมากกว่าใครๆ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา และตอนนี้ นาโตควรทำอะไรบางอย่างเพื่อสหรัฐฯ บ้าง” เขาระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

19 ม.ค. 2569 16:56 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในวันที่ 23 ม.ค. นี้ พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ หวังดึงคะแนนเสียงสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงและแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบสำคัญด้านวิกฤตค่าครองชีพ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์ที่ 23 และกำหนดประกาศเลือกตั้งในวันที่ 27 ก่อนเปิดให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 ของเดือนหน้า เพื่อขอฉันทานุมัติจากประชาชนต่อแผนเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเร่งการเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ให้เหตุผลว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะต้องเป็นผู้ตัดสินว่า ประเทศควรเดินหน้าอย่างไร และเธอเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่

ทาคาอิจิระบุว่า การยุบสภาเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วง แต่จำเป็น เพื่อไม่หลีกเลี่ยงปัญหา ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และเพื่อกำหนด “ทิศทางของญี่ปุ่น” ร่วมกับประชาชน เนื่องจากนโยบายสำคัญหลายเรื่องที่กำลังจะถูกผลักดัน ไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียงของการเลือกตั้งครั้งก่อน และจะเริ่มปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในงบประมาณปีงบประมาณ 2569 และร่างกฎหมายของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างชัดเจนว่า เธอขอเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมขอให้ประชาชนตัดสินโดยตรงว่าจะมอบความไว้วางใจให้เธอบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ โดยย้ำว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็น “การเลือกฝ่ายบริหาร” ทางอ้อม หากพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น หรือ อิชิน สามารถครองเสียงข้างมากได้ เธอจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ แต่หากไม่สำเร็จ ประเทศอาจมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากฝ่ายค้าน

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่า การยุบสภาจะไม่สร้างสุญญากาศทางนโยบาย รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมของปีนี้ และมาตรการรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังทยอยดำเนินการอยู่ พร้อมเน้นว่านโยบายความมั่นคงด้านการดำรงชีวิตของประชาชนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง

ด้านการคลัง นายกรัฐมนตรีซานาเอะชี้ว่า งบประมาณปีใหม่สามารถควบคุมการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่ไว้ที่ 29.6 ล้านล้านเยน และลดการพึ่งพาหนี้สาธารณะลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สะท้อนแนวคิด “การคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” พร้อมยืนยันจะควบคุมการขยายตัวของหนี้ให้อยู่ในกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการปฏิรูประบบประกันสังคมอย่างยั่งยืน การจัดทำระบบเครดิตภาษีแบบมีเงินสนับสนุน รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์และรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองและความไว้วางใจที่ชัดเจนจากประชาชน

สำหรับกำหนดการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะประกาศรับสมัครผู้ชิงตำแหน่งในวันที่ 27 มกราคม และจัดการลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พร้อมย้ำว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอคำตัดสินต่ออนาคตของประเทศและบทบาทผู้นำรัฐบาลอย่างไม่คลุมเครือ.

การเลือกตั้งครั้งนี้จะตัดสินที่นั่งทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และถือเป็นบททดสอบทางการเมืองครั้งแรกของนางทาคาอิจิ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การยุบสภาและจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด มีเป้าหมายเพื่อใช้จังหวะคะแนนนิยมที่ยังแข็งแกร่ง เสริมความเป็นเอกภาพภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย และพยุงเสียงข้างมากที่เปราะบางของรัฐบาลผสมในสภา

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มงบประมาณในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชน ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคระบุว่า ร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นคือปัญหาหลัก รองลงมาคือการทูตและความมั่นคงแห่งชาติที่ร้อยละ 16

นักวิเคราะห์มองว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนนโยบายใช้จ่ายที่สูงขึ้นและแนวทางด้านความมั่นคงที่เข้มข้นมากขึ้นของรัฐบาลทาคาอิจิหรือไม่ ในบริบทเศรษฐกิจที่ยังตึงตัวและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา NHK  Reuters

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ระดมสมองสั่งปัดฝุ่น ‘ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน’ ใหม่ ยกระดับพัฒนาข้าวและชาวนาไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ระดมสมองสั่งปัดฝุ่น 'ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน' ใหม่ ยกระดับพัฒนาข้าวและชาวนาไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ระดมสมองสั่งปัดฝุ่น ‘ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน’ ใหม่ ยกระดับพัฒนาข้าวและชาวนาไทย

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

กรมการข้าวปัดฝุ่น “ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน” ใหม่ ให้ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หวังพัฒนาข้าวและชาวนาไทยให้มีประสิทธิภาพและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชน

20 มกราคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะทำงานปรับปรุงระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ. 2569 โดยมีคณะทำงานตามคำสั่งกรมการข้าวที่ 648/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569  อาทิ 

นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายมงคล จันทร์ประทัด ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว นางสาวนิศานาถ เจือทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และคณะทำงาน เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้ได้มีการพิจารณาปรับปรุงระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569 ขึ้นใหม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากกรมการข้าวได้มีการศึกษาปรับปรุงและพัฒนาระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ. 2566 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยระเบียบที่จะปรับปรุงใหม่นี้ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาข้าวและชาวนาไทยให้มีความเข้มแข็งและเกิดความยั่งยืนในอาชีพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีความคล่องตัวในการดำเนินการต่างๆอีกด้วย  ซึ่งเมื่อฝ่ายเลขานุการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วกรมการข้าวจะประกาศบังคับใช้ต่อไป

-(016)

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี ที่นี่ดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

“ปัจจุบันทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกกาแฟ ชา บ๊วย อาโวคาโด ควบคู่กับการทำนาขั้นบันได หลังจากที่มีโครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดอยม่อนล้าน ตำบลป่าตุ้ม อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในโครงการ ได้เรียนรู้การทำการเกษตรแบบผสมผสานที่ถูกต้อง จึงนำความรู้ไปทำในพื้นที่แปลงเกษตรของตนเอง” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เกษตรกรบ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้กับคณะในการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วยนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.

นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการปลูกไม้ผลและพืชผักเมืองหนาว ตลอดถึงการปลูกข้าวแบบนาขั้นบันไดในพื้นที่เดียวกันและหมุนเวียนการปลูกพืชตามวงรอบฤดูกาลแทนการทำไร่เลื่อนลอยที่ต้องเปลี่ยนพื้นที่ทุกๆ ปี ซึ่งจะต้องตัดต้นไม้แล้วเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกพืชไร่และต้องใช้พื้นที่ปลูกจำนวนมาก  จึงทำให้เกิดภูเขาหัวโล้นแต่เมื่อปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบหลากหลายชนิดและต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันตลอดทั้งปี มีการปรับปรุงบำรุงดินอยู่เสมอ รวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟในร่มไม้ทำพื้นที่มีความชุ่มชื้นขึ้น ผลผลิตพืชต่างๆ ก็มีคุณภาพได้ราคา พื้นที่เพียง 10 ไร่ มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 300,000 กว่าบาทต่อปี เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่มีโครงการซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่าเดิมแต่มีรายได้มากกว่า เนื่องจากปลูกพืชหลายชนิด ผลผลิตชนิดใดราคาตกก็มีชนิดอื่นเข้ามาทดแทน ต่างกับการทำไร่เลื่อนลอยที่ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว ปีใดราคาตกก็จะขาดทุน เมื่อก่อนเก็บเงินทั้งปีได้ไม่กี่พันบาท หลังจากทำเกษตรแบบผสมผสานใช้พื้นที่น้อยแต่ผลผลิตดี ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้น ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน  มีรายได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและมีเหลือเก็บอีกด้วย

“แม้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะจากพวกเราไปแล้ว แต่พวกเราก็ยังรู้สึกตื้นตันใจ และระลึกถึงท่านเสมอว่าครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ มาในพื้นที่แห่งนี้ มาสร้างความเจริญให้พวกเรา พระราชทานความรู้แก่พวกเรา ให้โอกาสในการทำกิน ทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราจะไม่ลืมสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้แก่พวกเรา และจะระลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ กล่าว
 
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรดอยม่อนล้าน ซึ่งเป็นยอดเขาสูง พื้นที่บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพบว่า มีชุมชนชาวเขาเผ่าอาข่าตั้งถิ่นฐานมาช้านาน เลี้ยงชีพโดยการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น เป็นเหตุให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของลุ่มน้ำแม่งัด สาขาของลุ่มน้ำปิงตอนบน ถูกทำลายกลายสภาพเป็นเขาหัวโล้น ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวเชียงใหม่ ตลอดจนปัญหาความยากจน สุขอนามัยของชาวบ้าน แรงงานทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในเมือง จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้านขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยโครงการฯ ได้ส่งเสริมการปลูกกาแฟ บ๊วย พลับ หม่อน พืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมงานศิลปาชีพ นอกจากนี้ยังมีการจ้างงานภายในสถานีฯ ทำให้ราษฎรมีรายได้ประจำ นอกจากนี้ยังมีความรู้ในการทำการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานโครงการของคณะเมื่อวันก่อน พบว่าโครงการได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า การฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำ การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเผ่าอาข่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอีกด้วย
  
สำหรับในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจัดทำแปลงตัวอย่างถาวรเพื่อศึกษาความหลากหลายทางระบบนิเวศ ส่งเสริมการทำระบบวนเกษตรให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ซ่อมแซมระบบกระจายน้ำ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จัดทำบ่อพักน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อพวง) ก่อสร้างถังเก็บน้ำ และก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบคอกหมู ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อไป

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ดร.จำนงค์ อัศวเรืองชัย ประธานบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัดและกาญจนา อัศวเรืองชัย  เป็นประธานมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว ต.แม่ก๊า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากมอบทุนการศึกษาแล้ว ดร.จำนงค์และกาญจนา  ยังบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน  สร้างโรงอาหาร ปรับปรุงและสร้างสนามกีฬาโรงเรียน  บริจาครถตู้สำหรับใช้ในกิจการโรงเรียน จัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และยังสนับสนุนโรงเรียนในด้านอื่นๆอีกจำนวนมาก เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน  โดยมีคุณ พิชญาภัค โนลา  ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบ “สีตราพัด” นวัตกรรมใหม่สีน้ำกันยุง ภายใต้ แบรนด์แรกของประเทศไทย ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัด ที่ใช้ป้องกันยุงได้ยาวนานถึง 70 เดือน ภายใต้การรับรองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)  มอบให้กับโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน  ตชด.อนุสรณ์   ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียง ใหม่  โดยมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปทาสีอาคารเรียนโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี2518 และมีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนตชด.   ชื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่  107  จนกระทั่งในปี  2541  กก.  ตชด. ที่  33  ได้มอบโอนโรงเรียนให้แก่สำนักงานการประถมศึกษา  จังหวัดเชียงใหม่  และใช้ชื่อใหม่ว่า    “โรงเรียนบ้านแม่จะค่าน   ปัจจุบันมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

-(016)

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเดิมศักราชปี 2569 ด้วยการนำร่องเปิดเส้นทาง “นครศรีธรรมราช” เมืองรองที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ภายใต้แคมเปญ “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ทริปนี้จะเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของการไหว้พระทำบุญ ให้กลายเป็นการผจญภัยสู่ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชุมชนที่ยังบริสุทธิ์แบบ UNSEEN ตอบโจทย์นักเดินทางทุกสไตล์ให้ได้อิ่มเอมใจตลอด 3 วัน 2 คืน

โดยได้รับเกียรติจาก วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้ประกอบการและสื่อมวลชน ลงพื้นที่ทดสอบศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มุ่งผลักดันให้ “นครศรีฯ” เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ผจญภัยถ้ำน้ำลอด: ประตูสู่ความอลังการสองจังหวัด

จุดเริ่มต้นความตื่นเต้นอยู่ที่ มีนาคาเฟ่ แคมป์ปิ้ง อ.ทุ่งสง คาเฟ่ร่มรื่นที่เป็นมากกว่าที่พักกาย แต่เป็นประตูสู่กิจกรรมท้าทายอะดรีนาลีน ทั้งการขับ ATV ชมป่า หรือทานอาหารมื้อพิเศษริมน้ำตก

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือการ “พายคายัคลอดถ้ำ” สำรวจเส้นทางธรรมชาติที่เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราชและตรัง ตลอดเส้นทางพายเรือลำน้อย คุณจะได้ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและความงามของหินงอกหินย้อย เมื่อเข้าสู่ “ถ้ำน้ำลอด” อุโมงค์หินปูนยาว 400 เมตร แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านเพดานถ้ำลงมาเป็นช่วงๆ สร้างภาพจินตนาการที่สะกดสายตา จนแม้แต่ผู้กำกับฮอลลีวูดยังเคยให้ความสนใจ

Best Time: แนะนำช่วง 11.00 – 12.00 น. ซึ่งลำแสงจะส่องลงมาเป็นประกายงดงามที่สุด โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม-เมษายน

วิหารทรงเทริดมโนราห์: หนึ่งเดียวในโลกที่วัดก้างปลา

เอาใจสายบุญและคนที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมแดนใต้ ณ “วัดก้างปลา” อ.ทุ่งสง จุดเด่นคือ “วิหารทรงเทริดมโนราห์” UNSEEN หนึ่งเดียวในใลก มีหลังคาจำลองรูปชฎามโนราห์ทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณอายุกว่า 700 ปี ที่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธา นับเป็นสถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งแดนใต้ถูกหลอมรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว

สายมูไม่ควรพลาดการขอพร “แม่แก่” เทพผู้คุ้มครองเหล่าศิลปิน และ “หลวงพ่อแก่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองทุ่งสงเพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย รวมถึงการขอโชคลาภจาก “ตาพรานบุญ” ตัวละครเอกที่ชาวใต้ให้ความเคารพนับถือ ณ หน้าวิหารที่มีรูปปั้นมโนราห์ร่ายรำ 12 ท่าอันวิจิตร

บวรนคร: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านโบราณคดีครัวเรือน

สัมผัสกลิ่นอายอดีต ณ ตึกยาวบวรนคร อาคารเก่าแก่กว่า 120 ปี ที่เคยทำหน้าที่มาแล้วหลากบทบาท ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงเตี๊ยม โรงเรียน ไปจนถึงโรงยาฝิ่น ปัจจุบันถูกดูแลโดยตระกูลพงษ์พานิช นพ.บัญชา พงษ์พานิช ที่นี่คุณจะได้สวมบทนักสืบประวัติศาสตร์ผ่าน “โบราณคดีครัวเรือน” ชมข้าวของเครื่องใช้ล้ำค่าและนิทรรศการที่บอกเล่าวิถีชีวิตชาวเมืองคอนในอดีต

บวรนคร เป็นตึก 2 ชั้น ด้านล่างเป็นแกลเลอรี่สำหรับจัดนิทรรศการ มีโซนห้องสมุด และจุดจำหน่ายของที่ระลึก ส่วนชั้นที่ 2 เป็นห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีต รวมถึงของสะสมล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปโบราณ รูปปั้น รูปหล่อ ฯลฯ ก่อนกลับอย่าลืมแวะจิบชากาแฟ ที่ Cafe De Kigor ซิกเนเจอร์ของที่นี่คือเมนูช็อกโกแลตจากนครฯ กระซิบว่าขนมไทยที่จัดไว้ให้ทานคู่กับเครื่องดื่มอร่อยมาก เป็นอีกหนึ่งอันซีนที่เชื่อว่าคนที่ได้มาเยือนต้องประทับใจแน่นอน

สปาโคลนธรรมชาติ: วิถีบริสุทธิ์ ณ บ้านแหลมโฮมสเตย์

วันที่สองเราเดินทางสู่ อ.ท่าศาลา สัมผัสไออุ่นจากชาวประมงที่ บ้านแหลมโฮมสเตย์ ทันทีที่มาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก บังทักษิณ หมินหมัน ผู้นำชุมชนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรวบรวมชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา บริหารจัดการโดยคนในชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กิจกรรมซิกเนเจอร์คือการนั่งเรือหางยาวออกไปทำ “สปาโคลนกลางทะเล” ท่ามกลางป่าชายเลน โคลนที่นี่ละเอียดและบริสุทธิ์ผ่านการตรวจรับรองจากแล็บมหาวืยาลัยทุก 2 ปี นอกจากนี้ยังนำเอาโคลนบริสุทธิ์นี้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น สบู่, โคลนมาส์กหน้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ กระเป๋าสานใบลาน บอดี้โลชั่นจากใบโกงกาง ผ้ามัดย้อมจากใบโกงกาง รวมถึงนำใบโกงกางมาปรุงเป็นอาหารให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม มาที่นี่คุณจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสดๆ ที่หาได้ตามฤดูกาล และ “ข้าวหมักโคลน” สูตรเฉพาะของชุมชน ที่หุงด้วยดีปลาหมึก และชวนชิมขนมท้องถิ่นอย่าง “ปาดา” ทำด้วยแป้งผสมกล้วยไส้มะพร้าวผสมเครื่องแกง ทอดเหลืองกรอบ

สปาโคลนเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาก เพราะได้นั่งเรือออกไปทำสปากลางทะเล ท่ามกลางธรรมชาติ ช่วงที่น้ำลงเราสามารถลงไปทะเลโคลนได้เลย ช่วงไหนน้ำขึ้น ชาวบ้านใจดีลงไปดำน้ำควักโคลนสดๆ มาให้เราพอกตัวจนหนำใจ ความรู้สึกตอนสัมผัสโคลนเนื้อละเอียดจากท้องทะเลเป็นความผ่อนคลายที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง

ตามหาโลมาสีชมพู และความมหัศจรรย์ของเขาหินพับผ้า

ปิดท้ายความประทับใจที่อ่าวขนอม เริ่มต้นด้วยการสักการะหลวงปู่ทวด ณ เกาะนุ้ยนอก ชม “บ่อน้ำจืดกลางทะเล” ในตำนาน ก่อนจะล่องเรือชม “เขาหินพับผ้า” ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยานับล้านปีที่มีชั้นหินซ้อนกันคล้ายขนมชั้น จนได้รับฉายาว่า Pancake Rock เมืองไทย ไฮไลต์คือโขดหินรูปหัวใจ และเวทีพุ่มพวง ที่เป็นลานหินคล้ายเวที ควรเช็คระดับน้ำก่อนไป เพราะหากน้ำขึ้นสูง นอกจากจะไม่สามารถนำเรือเข้าไปจอดได้แล้ว ยังมองไม่เห็นชั้นหินที่สวยงามและชายหาดด้วย

มาถึงไฮไลต์ของทริปนี้ที่ทุกคนรอคอย คือการตามหา “โลมาสีชมพู” หรือโลมาหลังโหนก สัตว์ทะเลน่ารักที่มักออกมาทักทายนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม การมาดูโลมาสีชมดูต้องอาศัยดวงนิดๆ เรียกว่าถ้าดวงดีก็จะได้เห็นโลมาสีชมพูแบบจัดเต็ม แต่โชคร้ายก็อาจจะเห็นแค่ครีบหลัง หรือไม่เห็นเลยก็ได้ แต่ด้วยความน่ารักของน้อง ทำให้ทุกคนพร้อมจะเสี่ยง เพื่อให้ได้เห็นความน่ารักของโลมาสีชมพู เพราะน้องเป็นสัตว์ที่ฉลาดและร่าเริง โดยเฉพาะโลมาที่อ่าวขนอมเค้าจะคุ้นกับคนเรือ และไม่ค่อยกลัวที่จะว่ายน้ำเข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันแบบใกล้ชิด

วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวทิ้งท้ายว่า นครศรีธรรมราชคือเมือง “สองธรรม” คือ ธรรมะและธรรมชาติ การเปิดเส้นทาง Unseen ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเที่ยวชม แต่เป็นการเชื่อมโยงหัวใจของนักเดินทางเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนเมืองรองแห่งนี้อย่างแท้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกคนลองมาเที่ยวเมืองรองที่นครศรีธรรมราช เพื่อเปิดมุมมองกับเส้นทางใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เปิดแล้ว! ‘GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต’ ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน ‘จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน’

เปิดแล้ว! 'GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต' ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน 'จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน'

เปิดแล้ว! ‘GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต’ ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน ‘จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

GO Hotel ต้อนรับปีทอง 2569 อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัว GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ตโรงแรมแฟล็กชิปแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของแบรนด์ ภายใต้การบริหารงานโดยเซ็นทรัลพัฒนา ในคอนเซปต์ “จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน” พร้อมมอบโปรฯ สุดปังตลอดทั้งปีจากพันธมิตรที่ร่วมรายการ เมื่อจองตรงผ่าน LINE Official: @gohotel (เฉพาะแชทกับแอดมินเท่านั้น) เพื่อยกระดับทุกประสบการณ์การเดินทางให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น ด้วยที่พักสะดวกสบายใกล้สนามบินสุวรรณภูมิในราคาสุดคุ้ม บนทำเลทองแห่งลาดกระบังซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิแค่ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 10 นาที ไร้กังวลเรื่องเวลาเดินทาง 

ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบการพักผ่อนแสนสะดวกสบาย ด้วยห้องพักจำนวน 179 ห้อง ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมที่นอนและชุดเครื่องนอนนุ่มสบายระดับโรงแรม 5 ดาว เพลิดเพลินกับความบันเทิงจาก Netflix รวมถึง Wi-Fi ทั่วทุกพื้นที่ในโรงแรม ห้องฟิตเนต ห้องซักผ้า รถส่งสนามบิน และ Pet-Friendly ที่ยินดีต้อนรับเพื่อนซี้สี่ขา ด้วยห้องพักบนชั้นพิเศษ สำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดไม่เกิน 10 กิโลกรัม และเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นกับร้านอาหาร Sunny Side Up : Steak and Bar ร้านอาหารสไตล์ All Day Dining พร้อมเสิร์ฟตลอดทั้งวัน ให้บริการเมนูหลากหลาย ทั้งอาหารว่าง เซ็ตอาหารเช้า อาหารเพื่อสุขภาพ สเต็ก พาสตา อาหารจานเดียว เมนูขนมหวานที่น่าลิ้มลองอีกมากมาย และเครื่องดื่มสายชิล เติมเต็มความสุข เพิ่มความผ่อนคลาย ให้กับทุกทริปการเดินทางให้พิเศษยิ่งกว่าเดิม 

ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมยังเชื่อมต่อกับโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง ศูนย์รวมร้านอาหาร คาเฟ่  ฟิตเนส โรงหนัง และร้านค้ามากมาย ตอบโจทย์นักเดินทางที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งให้ได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้อย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้ Airport Rail Link ที่ทำให้การเดินทางสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อนก่อนหรือหลังการเดินทาง จะบินไฟลท์เช้าหรือไฟลท์ดึก ที่นี่คือคำตอบ! 

ภายในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจาก คุณภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงาน Hotel Business, คุณทิม โบดา (Tim Boda) Head of Hotel Operations, คุณจตุพร วิไลแก้ว Head of GO Hotel Operations, คุณอธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ Manager, Hotel Operations (GO Hotel) ร่วมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่

1. คุณปิยะ ดั่นคุ้ม CEO จากร้านอาหาร Sunny Side Up

2. คุณพจนา อิทธิสุขนันท์ ผู้อำนวยการงานบริหารธุรกิจคู่ค้าสัมพันธ์ บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์

3. คุณวริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต จาก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด                (มหาชน) หรือ KTC

4. คุณรัญชนก อ่องจริต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จาก บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน

5. คุณพัชรินทร์ จิรโมฬี Manager – Sponsorship and Partnership จาก Bangkok Airways 

6. คุณอรวรา เอื้อสุนทรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และพันธมิตร จาก แกร็บ ประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานมากมาย

คุณภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงาน Hotel Business กล่าวว่า “GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ถือเป็นโรงแรมแฟล็กชิปแห่งแรกของแบรนด์ GO Hotel ซึ่งเรามุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์เพื่อยกระดับที่พักเพื่อมอบความ “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และเหมาะกับทุกการเดินทาง ซึ่ง GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต อยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่า “ครบเครื่อง” ที่สุดในโซนลาดกระบัง ใกล้ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ, Airport Rail Link, ห้างสรรพสินค้า รวมถึงสามารถเป็นที่พักระหว่างการเดินทางไปสู่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือพักผ่อนกับครอบครัว ที่นี่พร้อมเป็นคำตอบให้กับทุกการเดินทาง”

GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ออกแบบอย่างโดดเด่นมีสไตล์โดยมีแรงบันดาลใจจาก “หน้าต่างเครื่องบิน” ที่บ่งบอกถึงความเป็น Airport Hotel ภายในห้องพักตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความทันสมัยในโทนสีที่ให้ความรู้สึกสบายตา ห้องพักออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นเตียงใหญ่พิเศษขนาด 6.5 ฟุต ผ้าม่านทึบแสง สมาร์ททีวีที่ติดตั้ง Netflix อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโต๊ะนั่งทำงาน รวมถึงห้องน้ำที่ติดตั้งผลิตภัณฑ์อาบน้ำคุณภาพจากแบรนด์ Let’s Relax พร้อมพื้นที่ Co-working Space สำหรับนั่งประชุมทำงาน และ Grab & GO Corner เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง

สิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ เมื่อจองห้องพัก GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

ลูกค้าที่ใช้บริการ Grab

โปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว วันที่ 15 มกราคม 2569 – 15 มีนาคม 2569 เมื่อจองรถล่วงหน้า รับส่วนลด 40% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

โปรโมชั่นวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

จองรถล่วงหน้า รับส่วนลด 30% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

GrabCar รับส่วนลด 15% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

GrabFood (เฉพาะร้านอาหารในโรบินสัน ลาดกระบัง) เมื่อรับเองหรือรับประทานที่ร้าน  รับส่วนลด 10% (สูงสุด 100 บาท) ไม่มียอดขั้นต่ำ จำกัด 80 สิทธิ์/วัน*

ลูกค้าบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ CardX/SCB : แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิต KTC : แลกรับเครดิตเงินคืน 13%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย (KBANK) : รับสิทธิพิเศษ* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ  

ลูกค้าทรู-ดีแทค : เมื่อใช้ 9 ทรูพอยท์* 19 คอยน์* กดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน รับกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบางกอกแอร์เวย์ส : เมื่อแสดงบัตรโดยสาร (Boarding Pass)* รับกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

เงื่อนไขการจองห้องพักสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต, ทรู-ดีแทค และบางกอกแอร์เวย์ส

– จองตรงผ่าน LINE Official: @gohotel (เฉพาะแชทกับแอดมินเท่านั้น)

– จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569                

*เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ติดตามข่าวสารเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษตลอดทั้งปี เช็คดีลสุดคุ้มและจองห้องพักได้ง่ายๆ ได้ที่ Website: https://letzzzgo.co/ , Line Official : @gohotel , Email: contact@letzzzgo.co , โทรศัพท์ +66 2 018 8656

#โรงแรมโกโฮเทลกรุงเทพสุวรรณภูมิแอร์พอร์ต #gohotelbangkoksuvarnabhumiairport #GoHotel #AirportHotel #SunnysideupTH #SuvarnabhumiAirport #BangkokHotel

-(016)

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย  ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกิจกรรมวิชาการ หัวข้อ “การทำงานป้องกันและมุมมองเชิงบูรณาการต่อปัญหาเอชไอวีและสุขภาพที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งานประชุม 28th Bangkok International Symposium on HIV Medicine 2026 (Post-conference) ระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาควิชาการ ภาคบริการสุขภาพ และภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง

ในโอกาสนี้ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญ ประกอบด้วยการเสวนา 2 หัวข้อ ได้แก่ “จากนโยบายสู่พื้นที่จริง: บทเรียนการทำงานด้านการป้องกันเอชไอวีในระดับชุมชนของประเทศไทย” และ “การแก้ปัญหาเอชไอวีในบริบทที่ซับซ้อน: สุขภาพจิต สังคม และการมีส่วนร่วมของทุกคน” เพื่อสะท้อนบทเรียนการทำงานด้านการป้องกันเอชไอวีในระดับพื้นที่ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของมิติสุขภาพจิต สังคม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ POWER OF ART ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานภาพวาดที่ได้รับรางวัลจากกิจกรรมส่งผลงานเข้าประกวดในหัวข้อ “สุขภาพของฉัน สิทธิของฉัน ตัวตนของฉัน (My Health. My Right. My Identity)” จัดขึ้นเนื่องในกิจกรรม Pride Month เดือนมิถุนายน 2568 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศและสิทธิทางสุขภาพ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ TREE OF CHANGE: ENDING HIV TOGETHER ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการยุติเอชไอวี โดย “ราก” สื่อถึงสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม “ลำต้น” แทนระบบบริการสุขภาพที่เข้มแข็ง และ “ใบไม้” แทนเสียงจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ให้บริการสุขภาพ นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถเลือกประเด็นที่เห็นว่าสำคัญ พร้อมแสดงความคิดเห็นและแนวทางการสนับสนุนการยุติเอชไอวี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการป้องกันเอชไอวีและสุขภาพที่เกี่ยวข้อง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในชุมชน รวมถึงประชาชนที่สนใจ อันสะท้อนถึงความสำคัญของการทำงานเชิงบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเอชไอวีอย่างยั่งยืน

อว.พร้อมลุย AI ทุกหลักสูตร ปั้นคนไทยสู่ตลาดแรงงานอินเตอร์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต

อว.พร้อมลุย AI ทุกหลักสูตร ปั้นคนไทยสู่ตลาดแรงงานอินเตอร์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต

อว.พร้อมลุย AI ทุกหลักสูตร ปั้นคนไทยสู่ตลาดแรงงานอินเตอร์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับประธานและคณะผู้แทนหอการค้าอังกฤษ–ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) ในโอกาสเข้าพบหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน ทักษะแห่งอนาคต การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการส่งเสริมความเป็นนานาชาติของระบบอุดมศึกษา และการจัดการศึกษาแบบข้ามพรมแดน (Transnational Education: TNE) ณ ห้องประชุม 3A ชั้น 3 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งยกระดับการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการจัดการเรียนการสอนบนฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI-based education) ผลักดันให้ทุกหลักสูตรบูรณาการ AI อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนาโครงงานหรือผลงานที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อเสริมทักษะเชิงลึก การคิดวิเคราะห์ และความพร้อมสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ Innovation Sandbox Initiative ซึ่งเปิดพื้นที่เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติให้สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน ร่วมทดลองและพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และรูปแบบการจัดการศึกษาใหม่ ๆ ภายใต้กรอบที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์และสังคม

ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดการศึกษาแบบข้ามพรมแดน (Transnational Education: TNE) ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและสถาบันการศึกษาจากสหราชอาณาจักร โดยคำนึงถึงกรอบนโยบายและมติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนการขยายพื้นที่และรูปแบบการจัดการศึกษาแบบ TNE เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพระดับนานาชาติ การถ่ายทอดมาตรฐานการเรียนการสอน และการเชื่อมโยงการผลิตกำลังคนกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมได้หารือถึงการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อรองรับการวิจัยขั้นสูง การเรียนการสอนด้าน AI และดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงการสนับสนุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต อีกด้วย

ด้านผู้แทนหอการค้าอังกฤษ–ไทย แสดงความพร้อมสนับสนุนกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายบริษัทสมาชิกกับสถาบันอุดมศึกษาไทย การพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการออกแบบหลักสูตรและเตรียมกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสากล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

-(016)