‘อนุทิน’อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ ย้ำ’นายกฯ’คนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว

'อนุทิน'อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ ย้ำ'นายกฯ'คนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว

‘อนุทิน’อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ ย้ำ’นายกฯ’คนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

“อนุทิน”ลาราชการบินนครพนมประเดิมหาเสียงอีสาน เต็มสูบเช้ายันค่ำ ขอคะแนนคนริมโขง ถามโอเคไหลล่ะคนละครึ่งพลัส ลั่นชาวบ้านไม่ใช่วณิพก อยู่ดีๆให้คนเอาเงินมาใส่ ภท.ขอดูแลแบบ ปชช.มีส่วนร่วม ย้ำนายกฯคนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว ขอให้เลือกภูมิใจไทย 4 เขต ยกจังหวัด ไปเห็นชอบงบ 200 ล้าน รพ.นาแก ในสภาฯ บอกใจใหญ่กว่า ไม่มีขัดแข้งขัดขา สส.ต่างพรรค อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ลาราชการ เพื่อใช้เวลาตลอดทั้งวันลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.นครพนม ซึ่งถือเป็น การลงพื้นที่หาเสียงภาคอีสานครั้งแรก ในอ.นาแก อ.นาหว้า อ.ศรีสงคราม อ.บ้านแพง อ.เมือง จ.นครพนม ช่วยผู้สมัคร สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 4 เขต หาเสียง ประกอบด้วย  น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เขต 1 , นายณพจน์ศกร ทนัพยสิทธิ์ เขต 2 , นายอลงกต มณีกาศ เขต 3 , และนายชูกัน กุลวงษา เขต 4

โดยจุดแรกเวลา 10.43 น. นายอนุทิน พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินทางถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม ช่วยหาเสียงให้กับนายชูกัน  กุลวงษา  ผู้สมัครสส.นครพนม เขต 4 โดยเมื่อเดินทางถึงชาวบ้านได้นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ และผ้าขาวม้าผูกเอวต้อนรับตามธรรมเนียมภาคอีสาน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ท่ามกลางเพลงหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย เช่น เพลงเลือกแล้วค่ะ

จากนั้น นายอนุทิน ได้ขึ้นเวทีเริ่มต้นการปราศรัย ว่า  จำกันได้หรือไม่ เมื่อ 2 ปีที่แล้วตนมาที่แห่งนี้ มาขอให้ไว้วางใจตน เลือกผู้สมัครของพรรค ให้เป็นผู้แทนของพี่น้อง นายชูกัน เป็นคนที่ตนถูกชะตา โกรธไม่ลง จังหวะนี้ นายอนุทิน น่าจะหมายถึง ช่วงที่นายชูกัน โหวตสวนมติพรรค ปมกาสิโน

นายอนุทิน กล่าวว่า นานชูกัน เวลาพูดถึงพี่น้องชาวนาแก  ยิ้มหน้าเป็นกระด้งเลย เขาเป็นคนที่พูดกับคนนาแก รู้เรื่องเท่านั้น  เวลาตนคุยกับนายชูกัน มั่นใจได้เลยไม่เคยมีเรื่องอื่น มีแต่เรื่องของพี่น้องชาวนาแก นครพนม 2 ปีที่แล้ว พี่น้องก็ให้ความเมตตาตน  เขาทำหน้าที่ผู้แทนได้อย่างดี

ก่อนที่ นายอนุทิน จะถามชาวบ้านว่าอยากให้เปิดด่านชายแดนหรือไม่  ชาวบ้าน ตอบทันทีว่าไม่ พร้อมย้ำว่า ผลประโยชน์แฝง ที่ทำให้รัฐบาลยังไม่ยอมเปิดด่าน คือข้าวผิดกฎหมาย ก็ไม่เข้ามา ทำราคาข้าวในประเทศสูงขึ้น  ข้าวเถื่อนไม่เข้ามา พืชผลการเกษตรไม่เข้ามา แล้วรัฐบาลนี้ก็เอาข้าวไปขายได้อีก 600,000 ตัน ทำให้ข้าวราคาดีขึ้น

ชาวนา ถือเป็นคนสำคัญมากที่สุดสำหรับคนในพรรคภูมิใจไทย เราต้องหาช่องทางการตลาดไม่ใช่ไปขายเพื่อให้เขาไปทำแป้ง หรืออาหารสัตว์ แต่ต้องขายข้าวเป็นข้าว เพราะคนทำนาลำบาก ขายให้เป็นสินค้าที่คงมูลมูลค่า เพราะข้าวไทย คุณภาพดี และอร่อยถึงได้ขายได้ราคาดี

อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนได้บอกว่า เวลาไปเจรจาต่างประเทศ ต้องมีคำว่าข้าวไทยอยู่ในการเจรจา เพราะโลกปัจจุบัน มีภัยพิบัติ เหตุสงคราม ถ้ามีภัยเหล่านี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหาร เราไปขายข้าว ต่างประเทศ ตอนนี้เราบอกเขาแล้วว่าไม่ใช่กินอย่างเดียว ต้องสำรองไว้ด้วย  เพื่อให้เกิดความมั่นคงให้กับต่างชาติ ไปใช้แนวนี้ ถึงมีราคา ทำให้ข้าวของเราราคาขึ้น ข้าวหอมมะลิไม่ต้องห่วงอยู่แล้วเพราะอร่อยที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่ต้องพัฒนาสายพันธุ์ เพราะคนอื่นเขาก็แข่งกับเราได้ ต้องพยายามทิ้งห่างคู่แข่ง

รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ กับรายได้ของประชาชน ช่วงไหนพอมีงบประมาณ ที่จะทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัว เกิดความคล่องตัว มีเงินหมุนเวียนให้จับจ่ายใช้สอยเราก็คิดต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส โอเคไหมล่ะ ถึงแม้จะ 50:50  แต่ไม่ใช่การนำเงินมาไล่แจกให้พี่น้อง เราไม่ใช่วณิพก อยู่ดีๆ ให้คนเอามาใส่ให้ เราเป็นประชาชนมีศักดิ์ศรี เราต้องดูแลอย่างให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมจึงออกคนละครึ่งพลัส  พรรคภูมิใจไทย ถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ เฟสหนึ่งเสร็จแล้ว จริงๆจะออกเฟสสอง แต่ดันยุบสภาฯ เสียก่อน เพราะฉะนั้น หากพ่อแม่พี่น้องอยากได้เฟสสอง ก็ขอให้เลือกภูมิใจไทย กลับไปเป็นรัฐบาล

นครพนมกับตนก็มีความผูกพันอยู่แล้ว โครงการฟอกไต ฟรี ที่โรงบาลศรีสงคราม นครพนม เป็นที่ที่ทำให้รัฐมนตรีสาธารณสุขในขณะนั้น ประกาศว่าการฟอกไตต้องฟรีหมด เกิดที่นครพนม มีอยู่พักหนึ่งเอาออกไปอีก  3 – 4 เดือน พอพรรคภูมิใจไทย กลับเข้ามา ก็กลับคืนแล้ว คราวนี้ไม่ให้ใครเอาออกอีกแล้ว นั่นคือบัตรทองฟอกไตฟรี

นายกฯคนนี้ ได้ทำสิ่งเหล่านี้ให้กับท่านแล้ว เราทำให้โลกรับรู้ศักดิ์ศรีของประเทศเรา ทำให้ประเทศเราสามารถไปต่อรองเจรจาการค้ากับต่างชาติได้ เราทำให้คนเขาเห็นคุณค่าสินค้าการเกษตรของไทยทำทุกอย่างให้กับพ่อแม่พี่น้อง และเมื่อกลับเข้าไป เราก็จะผลักดันคนละครึ่ง พลัส เฟสสอง เข้ามาให้พ่อแม่พี่น้อง

ช่วงหนึ่งนายอนุทิน อ่านโพย มีข่าวดี ด้วยความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง ที่ต้องการโรงพยาบาลนาแก ที่มีคุณภาพ มาตรฐานสูงมากขึ้น ผู้สมัครของพรรครับฟังความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง เข้าไปพูดในสภาฯ และที่ประชุมของพรรค นาแกต้องมีโรงพยาบาลที่ดีกว่านี้ งบประมาณปี 70   200 กว่าล้าน เพื่อโรงพยาบาลนาแก ดังนั้นชาวนาแก มีโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงแน่นอน งบเข้าแล้ว สธ.เห็นชอบแล้ว แต่ต้องให้สภาฯ เห็นชอบ แล้วใครจะต้องเข้าไปเห็นชอบ นี่ไง ชูกัน กุลวงศา ถ้าใครบังอาจคิดจะตัดอีก รับรองว่าถ้าเลือกคนนี้ไป ไม่มีใครแย่งงบโรงพยาบาลชาวนาแกไปจากพี่น้องได้ และตนก็จะกำกับดูแลอย่างเต็มที่ เพื่อจะปกป้องงบประมาณที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวนาแก ดังนั้นพี่น้องชาวนครพนม ถ้าเลือก ก็เลือก ภูมิใจไทย ให้ยกพรรคเลย  นครพนม มี สส. 4 คน ก็ให้เลือก ทั้ง 4  พรรคเดียว  เพราะถ้าเลือกหลอมแหลม ก็มีโอกาสขัดขากันเอง นี่คือความคิดของพรรคอื่น แต่พรรคภูมิใจไทยต่อให้เป็นสส. พรรคอื่นมาบอกว่าต้องทำแบบนี้  ให้ประชาชน นายกฯคนนี้ ไม่เคยขัด ใจใหญ่กว่า เพราะเป้าหมายคือพี่น้องประชาชน อยู่ดีกิยดี  ตนอะไรก็ได้ เป็นนายกฯ ก็ได้เป็นแล้ว รัฐมนตรีก็ได้แล้ว ไม่ต้องเป็นอะไรก็ได้ แค่ได้ยินว่าพี่น้องชาวนาแกได้ประโยชน์ ตนก็มีความสุขแล้ว มีโรงพยาบาลแล้ว หนี้หมดแล้ว เอ็นจอยคนละครึ่ง เอ็นจอยสวัสดิการรัฐ แค่นี้ก็มีความสุขมากๆแล้ว มีความสุขที่เห็นพี่น้องอยู่ดีกินดี จะให้ไม่เป็นอะไร เพื่อแลกกับสิ่งที่ผมบอก ก็เป็นมาแล้ว จะเป็นอะไรนักหนา แต่ถ้าได้เป็นต่อได้ดูแลต่อ มันก็พลัสพลัสพลัส  บวกบวกบวก

นครพนม มีบุญคุณกับตน คนที่นี่ มาทดลองฉีดวัคซีน 3-4 พันคน หลังจากนั้น ประเทศไทยประกาศได้ว่า เราสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดได้ เพราะใครถ้าไม่ใช่คนนครพนม รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย เราจะดูแลสุขภาพของท่าน ให้มีศักดิ์ศรีในทุกช่วงทุกวัย ส่วนจะหาเงินที่ไหน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เจรจาการค้า ความเมือง นำคนมาเที่ยวในประเทศ  ท่านจึงต้องเลือกรัฐบาลที่ทำงานเป็น

ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ขยายโอกาส นี่คืองานหลักของพรรคภูมิใจไทย ขอโอกาสอีกครั้ง ไม่ยากเลย แค่เลือกผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย และเลือก “อนุทิน“ พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 พี่น้องทำแค่นี้ ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของพวกผมเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังลงจากเวทีปราศรัย ก่อนเดินทางกลับนายอนุทิน ได้เดินเข้าไปทักทายชาวบ้านซึ่งได้มีคุณยาย นำสายสิญจน์ผูกข้อมือให้กับนายอนุทินตามประเพณีคนอีสาน รวมถึงได้เดินเข้าไปทักทายผู้สูงอายุ ซึ่งน.ส.ธนนนท์ ภริยา ได้ยืนพูดคุยอยู่ก่อนแล้ว พร้อมเรียกนายกฯ บอกว่า เมื่อครู่คุณยายถามว่า นี่ลูกสาวนายกฯหรอ ขณะที่ผู้สูงอายุบอกว่าดีใจได้เห็นตัวจริง พร้อมอวยพรขอให้ได้เป็นนายกฯ เด้อ ขณะที่นายอนุทิน ตอบว่า “อย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ” ซึ่งชาวบ้านตอบกลับว่าไม่ลืม

– 006

พระเอกลิเกกลับมาแล้ว! กู้คะแนนหรือเปิดแผลพรรคส้ม

พระเอกลิเกกลับมาแล้ว! กู้คะแนนหรือเปิดแผลพรรคส้ม

พระเอกลิเกกลับมาแล้ว! กู้คะแนนหรือเปิดแผลพรรคส้ม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

การกลับมาของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในพื้นที่หาเสียงของพรรคประชาชนช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ได้ถูกทำให้เป็นกิจกรรมตามตารางธรรมดา

แต่ถูกดันขึ้นมาเป็นจุดขายหลัก ในจังหวะที่คะแนนกำลังไหล และสนามกำลังชี้ชะตา

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา บทบาทของพิธาอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งเวทีเสวนา การพบเครือข่ายผู้สนับสนุน และการสื่อสารกับฐานเดิมนอกประเทศ

การกลับมาในประเทศครั้งนี้ จึงเป็นการเลือกจังหวะ พรรคเชื่อว่าชื่อของพิธายังสามารถเรียกอารมณ์สนามได้ ในเวลาที่เหลือไม่มาก

อย่างไรก็ตาม สถานะของพิธาในวันนี้ไม่เหมือนเดิม เขาไม่ใช่ผู้สมัคร ไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ และไม่มีเส้นทางเชื่อมไปสู่อำนาจใด ๆ หลังวันลงคะแนน

บทบาทผู้ช่วยหาเสียง เปิดทางให้พูด ขึ้นเวที เดินสาย แต่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังปิดหีบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาล หรือแรงต้านจากโครงสร้างการเมืองจริง

คำถามของสนามจึงไม่ใช่ พิธาจะเรียกเสียงเชียร์ได้มากแค่ไหน แต่คือการดึงกลับมา กำลังเปิดแผลเดิมของพรรคส้มอีกครั้งหรือไม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของพิธาถูกวางบทบาทเป็นนักการเมืองที่เด่นบนเวที

ใช้ถ้อยคำหนักแน่น จังหวะน้ำเสียงมั่นใจ หยุดเป็นช่วงเพื่อรอเสียงปรบมือ และเลือกประโยคที่รู้ว่าฐานผู้ฟังอยากได้ยิน

ภาพรวมจึงไม่ต่างจากพระเอกลิเกทางการเมือง ที่รู้จังหวะเร้าอารมณ์ รู้จังหวะหยุด และรู้ว่าคำไหนจะทำให้เสียงเชียร์ดังขึ้น

ภาพแบบนี้เคยสร้างกระแสได้จริง และเคยพาพรรคก้าวไกลขึ้นมาแรงในสนามเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงนี้ไม่มีใครปฏิเสธ

แต่ในเวลาเดียวกัน รูปแบบการเมืองลักษณะนี้ผูกอยู่กับลีลาและอารมณ์ มากกว่าคำตอบที่ทำให้ข้อสงสัยของสังคมลดลง

เมื่อเวทีเงียบลง สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ทิศทางใหม่ แต่เป็นคำถามเดิมที่ยังค้างคา

คำถามเหล่านี้สะสม และค่อย ๆ กลายเป็นแผลทางการเมือง แผลที่ไม่เคยถูกจัดการอย่างจริงจัง

หนึ่งในแผลที่ลึกที่สุด และยังตามหลอกหลอนทั้งพิธาและพรรคส้ม คือแนวคิดด้านความมั่นคง

ถ้อยคำของพิธาในอดีต ตั้งแต่คำถามตรง ๆ ว่า ทหารมีไว้ทำไม การพูดว่า บางประเทศไม่มีกองทัพ การเสนอความคิดว่า ถ้าผู้นำฉลาดพอ ประเทศอาจไม่จำเป็นต้องมีกองทัพ ไปจนถึงประโยคที่ว่า ถ้ามีการรุกราน รบไปผมก็เชื่อว่าจะชนะ

คำพูดเหล่านี้ถูกจดจำในฐานะชุดความคิดเดียวกัน ที่มองบทบาทกองทัพเป็นเรื่องรอง มองความมั่นคงเป็นสมมติฐาน

และลดทอนคุณค่าของอาชีพทหารกับโครงสร้างป้องกันประเทศอย่างชัดเจน

ต่อมามีความพยายามอธิบายย้อนหลัง อ้างการเปรียบเทียบ อ้างเรื่องทหารในสนามกอล์ฟ และตามมาด้วยการขอโทษในเวทีต่างประเทศ

แต่การขยับเช่นนี้ ไม่เคยแตะสาระของคำพูดตั้งต้น ไม่เคยอธิบายว่าทำไมวิธีคิดเช่นนี้จึงถูกพูดออกมา และไม่เคยทำให้เห็นอย่างชัดว่า กรอบความคิดดังกล่าวถูกเปลี่ยนหรือจัดวางใหม่แล้ว

ปัญหาจึงไม่ใช่ประโยคใดประโยคหนึ่ง แต่เป็นวิธีคิดที่ยังค้างอยู่ และถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบใหม่

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลอดแรงกดดัน ไม่ได้อยู่นอกสมการภูมิรัฐศาสตร์ และไม่ได้มีพื้นที่ให้ตั้งสมมติฐานโดยไม่ต้องรับต้นทุน

แต่พรรคส้มไม่เคยจัดการแผลนี้ตรง ๆ ไม่มีการสื่อสารใหม่ที่หนักแน่น และไม่มีจุดยืนที่ทำให้สังคมเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง

เมื่อพรรคเลือกดึงพิธากลับมาเป็นแกนของการหาเสียง แผลนี้จึงถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ต้องให้ฝ่ายอื่นขยาย ไม่ต้องขุดย้อนหลัง

เพียงแค่ชื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ปรากฏบนเวทีหาเสียง ภาพจำเรื่องรัฐ เรื่องกองทัพ และเรื่องความมั่นคงก็ย้อนกลับมาครบชุด โดยที่พรรคส้มยังไม่มีคำอธิบายใหม่ให้ต่างไปจากเดิม

ไม่มีการจัดวางกรอบความคิดใหม่ และไม่มีสัญญาณที่ทำให้สังคมเห็นว่าคำถามเดิมเหล่านี้ถูกจัดการแล้วอย่างจริงจัง

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางในเมืองใหญ่ คำถามสำคัญไม่ใช่ใครพูดถูกใจ แต่คือใครที่พวกเขายังเชื่อมือได้ในเรื่องรัฐและความมั่นคง

ภาพจำเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องอารมณ์หรือความชอบส่วนบุคคล หากแต่เป็นเกณฑ์การตัดสินใจทางการเมืองที่ผูกอยู่กับความไว้ใจต่อโครงสร้างของประเทศ

การใช้พิธาเป็นผู้ช่วยหาเสียงอาจทำให้ฐานเดิมรู้สึกคุ้น แต่สำหรับคนที่ยังลังเล สิ่งที่เห็นคือพรรคยังเลือกใช้การเมืองแบบเดิม คือดึงชื่อบุคคลที่แบกภาพจำชุดเดิมขึ้นเวที โดยยังไม่คลี่คลายคำถามด้านความมั่นคงที่เคยพูดไว้และยังไม่เคยถูกตอบให้สิ้นข้อสงสัย

การเมืองลักษณะนี้สามารถขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ในระยะสั้นได้ แต่ไม่สามารถลบหรือรักษาแผลที่เกิดจากวิธีคิดของตัวเองได้ เมื่อคำอธิบายใหม่ไม่เกิดขึ้น การเรียกอารมณ์จึงยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาเดิมยังถูกปล่อยทิ้งไว้

การกลับมาของพิธาจึงไม่ได้สร้างศรัทธาใหม่ แต่กลับเร่งให้ศรัทธาที่เหลืออยู่ลดลงเร็วขึ้น

ในความทรงจำทางการเมืองของสังคม ชื่อของพิธายังไม่ใช่ชื่อที่ปิดแผลให้พรรคส้มได้ ตรงกันข้าม การกลับมาครั้งนี้ทำให้แผลเดิมถูกเปิดกว้างและลึกขึ้นกว่าเดิม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

กกต เปิดยอดเงินบริจาค ภูมิใจไทย แชมป์ รับ 58 ล้าน ทิ้งห่างพรรคอื่นไม่เห็นฝุ่น

กกต เปิดยอดเงินบริจาค ภูมิใจไทย แชมป์ รับ 58 ล้าน ทิ้งห่างพรรคอื่นไม่เห็นฝุ่น

กกต เปิดยอดเงินบริจาค ภูมิใจไทย แชมป์ รับ 58 ล้าน ทิ้งห่างพรรคอื่นไม่เห็นฝุ่น

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

วันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักงานกกต. เปิดเผยยอดเงินบริจาคให้กับพรรคการเมืองประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 17 พรรคการเมือง โดยมีผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปจำนวน 222 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 82,020,680.81 บาท 

โดยมียอดบริจาคสูงสุด คือ  พรรคภูมิใจไทย มีผู้บริจาค 109 คน จำนวนเงิน 58,000,000 บาท  พรรคประชาชน จำนวน 56 คน จำนวนเงิน  1,486,500 บาท และทรัพย์สินมูลค่า 22,800 บาท พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้บริจาค 22 คน จำนวนเงิน 6,140,000 บาท  พรรคไทยภักดี  มีผู้บริจาค 10 คน จำนวนเงิน 290,000  บาท   พรรครวมไทยสร้างชาติ มีผู้บริจาค 5 คน จำนวนเงิน 1,200,000 บาท 

กกต. เผยยอดบริจาค

พรรคประชาชาติ มีผู้บริจาค 4 คน จำนวนเงิน 370,000 บาท พรรคเศรษฐกิจ มีผู้บริจาค 3 คน จำนวนเงิน 31,750.81 บาท 

พรรคไทยก้าวใหม่ มีผู้บริจาค 2 คน  5,400,000 บาท พรรคโอกาสใหม่ มีผู้บริจาค 2 คน จำนวนเงิน 1,000,000 บาท และทรัพย์สิน 125,000 บาท  พรรคปวงชนไทย ผู้บริจาค 2 คน จำนวนเงิน 324,630 บาท และประโยชน์อื่นใด 20,000 บาท

กกต. เผยยอดบริจาค

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

พรรคพลังประชารัฐ มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงิน 4,645,000 บาท   พรรคกล้าธรรม ผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงิน 1,150,000 บาท  พรรคบ้านเมือง มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงิน 1,500,000 บาท  พรรคไทยรวมพลัง  มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงิน 200,000 บาท  และพรรคกล้า มีผู้บริจาค 1 คน จำนวน 100,000 บาท   พรรคเพื่อไทย ผู้บริจาค 1 คน จำนวน 10,000 บาท และพรรคอนาคตไทย ผู้บริจาค 1 คน จำนวน 5,000 บาท 

‘อนุทิน’ตั้งเป้าปักธงนครพนมครบ 4 เขต ไม่หวั่น’เพื่อไทย’รุกหนัก

'อนุทิน'ตั้งเป้าปักธงนครพนมครบ 4 เขต ไม่หวั่น'เพื่อไทย'รุกหนัก

‘อนุทิน’ตั้งเป้าปักธงนครพนมครบ 4 เขต ไม่หวั่น’เพื่อไทย’รุกหนัก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

‘อนุทิน’ตั้งเป้าปักธงนครพนมครบ 4 เขต ไม่หวั่น’เพื่อไทย’รุกหนัก บอกเป็นธรรมดาต้องเล็งผลเลิศ ย้ำแนวทางภูมิใจไทยไม่โจมตีใคร
     
เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 ที่อ่างเก็บน้ำหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งเป้าจำนวนสส.นครพนม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่า พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนชาวนครพนม จึงตั้งเป้าว่าน่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนครบทุกเขต 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยรุกหนักในพื้นที่ พร้อมประกาศว่าจะตีพรรคภูมิใจไทยเหมือนกัน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ตีหรอก เป็นธรรมดาในการแข่งขัน ซึ่งทุกพรรคต้องใช้ศักยภาพของตัวเอง สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็นโหวตเตอร์ให้เต็มที่ ไม่ใช้การใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน แต่ใช้ผลงานใช้นโยบาย และใช้ความใกล้ชิดเพื่อสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำอยู่ตลอด เราไม่เคยโจมตีใคร

เมื่อถามต่อว่าที่พรรคเพื่อไทยประกาศจะขอสส.นครพนมยกจังหวัด นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนก็ต้องประกาศ

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยจะประกาศยุทธศาสตร์อะไรที่จะเอาชนะใจคนนครพนมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานในพื้นที่ มีความผูกพันกับพี่น้องชาวนครพนม เพราะให้สส.พรรคภูมิใจไทยมาตลอด

เมื่อถามย้ำว่า ถ้านครพนมกวาดสส.ได้ครบทั้ง 4 เขต จะมีรัฐมนตรีหรือไม่ว่า นายอนุทิน กล่าวว่า มีมาตลอดอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า หมายความว่าพื้นที่ใดใน จ.นครพนม ที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้สส. จะเอามาให้ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ต้องเล็งผลเลิศ

สุวินัย ชำแหละ วิกฤตอัตลักษณ์ พรรคส้ม จะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย

สุวินัย ชำแหละ วิกฤตอัตลักษณ์ พรรคส้ม จะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย

สุวินัย ชำแหละ วิกฤตอัตลักษณ์ พรรคส้ม จะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

วันที่ 21 มกราคม 2569 รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้ม

เมื่อจิตวิญญาณปฏิกษัตริย์นิยม กลายเป็นบาดแผลที่พรรคไม่กล้าพูดตรง ๆ ผมมองพรรคส้มต่างจากอินฟลูทุกสำนักผมเห็นว่า พรรคส้มกำลังเจอ “วิกฤตอัตลักษณ์” อย่างแรงแต่ไม่ใช่วิกฤตศรัทธาแบบที่นักวิเคราะห์ทั่วไปพูดกันวิกฤตของพรรคส้มเริ่มจากจุดเดียวที่ลึกที่สุด

….จิตวิญญาณของพรรคส้ม คือ “พรรคปฏิกษัตริย์นิยม” และเมื่อพรรคนี้ถือกำเนิดจาก “พลังปฏิกษัตริย์นิยม” แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการเป็น “พรรคของคนทั้งประเทศ” มันจึงติดกับดักที่หนีไม่พ้นคือ พูดตรงก็พัง ไม่พูดตรงก็เน่า พูดสองแบบก็แตก นี่คือวิกฤตอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพรรคส้ม ในสายตาของผม

1. พรรคส้มไม่ได้เป็นพรรคปฏิรูปธรรมดาแต่เป็นพรรค “ปฏิกษัตริย์นิยม” ตั้งแต่ต้นน้ำ ต้องพูดให้ชัดว่า พรรคส้มไม่ได้โตขึ้นมาด้วย “นโยบายเศรษฐกิจ” เป็นหลัก ไม่ได้โตด้วย “ความสามารถบริหาร” เป็นหลักแต่โตด้วย “พลังของอุดมการณ์ต่อต้านสถาบัน” ซึ่งเป็นพลังที่ไวรัลที่สุดในยุคดาต้านิยม เพราะมันคืออารมณ์ที่ผสมกันครบสูตร โกรธ คับแค้น รู้สึกเป็นเหยื่อ อยากเอาคืน
และอยากเป็นฝ่ายชนะทางศีลธรรม นี่คือเชื้อเพลิงชั้นดีของการเมืองแบบอัลกอริทึม และพรรคส้มเป็นพรรคแรกในเมืองไทยที่ “เชี่ยวชาญที่สุด” ในการใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้

2. วิกฤตอัตลักษณ์เริ่มเมื่อพรรคส้มอยาก “ล้างภาพ” แต่ไม่ยอม “ตัดแก่น” เมื่อพรรคโตขึ้นพรรคเริ่มรู้ว่าความเป็นพรรคปฏิกษัตริย์นิยมแบบตรง ๆ ทำให้ชนชั้นกลางจำนวนมาก “กลัว” ทำให้นายทุนจำนวนมาก “ไม่แตะ” ทำให้ระบบรัฐ “ไม่ยอมรับ” พรรคจึงพยายามทำสิ่งที่ฉลาดในเชิงการตลาดการเมืองคือ ล้างภาพ แต่ไม่ตัดแก่น แปลไทยเป็นไทยคือ พยายามทำให้ดู “ซอฟต์” แต่ยังเก็บ “ฮาร์ดคอร์” ไว้ข้างใน และนี่แหละคือจุดเริ่มของความพัง เพราะอัตลักษณ์ของพรรคการเมือง ไม่ใช่สิ่งที่ “รีแบรนด์” แล้วจะรอดได้ อัตลักษณ์คือ “จิตวิญญาณ” และจิตวิญญาณ “โกหกไม่ได้”

3. พรรคส้มจึงต้องเล่นเกม “พูดสองภาษา” ตลอดเวลาต่อหน้าคนกลาง พูดอีกแบบ ต่อหน้าฐานเดิม พูดอีกแบบ ต่อหน้าสื่อหลัก “ยิ้ม” แต่ในโลกโซเชียล “ปลุกไฟ” นี่ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่มันคือ Algorithmic Politics แบบเต็มขั้น คือการเมืองที่ไม่ได้ยืนบน “ความจริงหนึ่งเดียว” แต่ยืนบน “การจัดการการรับรู้หลายชุดพร้อมกัน” และเมื่อพรรคส้มทำแบบนี้นานพอ มันจะเกิดผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

– คนกลางจะเริ่มรู้สึกว่า “พรรคไม่น่าไว้ใจ”

– ฐานเดิมจะเริ่มรู้สึกว่า “พรรคทรยศ”

สุดท้ายพรรคส้มจะเหลือแค่ “แฟนคลับ” แต่ไม่มี “มวลชนจริง”

4. พรรคส้มติดกับดัก “ชนะในโลกโซเชียล” แต่แพ้ในโลกอำนาจ นี่คือจุดที่คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ พรรคส้มชนะการสื่อสาร ออกสื่อหลักบ่อยสุด ชนะการสร้างกระแส ผลโพลอันดับหนึ่งตลอดแต่ทั้งหมดนั้นเป็น “ชัยชนะ” ในโลกของ virality เท่านั้น ยังไม่ใช่ชัยชนะในโลกของ sovereignty โลกโซเชียลให้ “ยอดแชร์” แต่ไม่ให้ “อำนาจรัฐ” และการจะได้อำนาจรัฐ ต้องชนะความไว้วางใจของคนส่วนใหญ่จริง ๆ ไม่ใช่ชนะเสียงเชียร์ของคนกลุ่มเดียวที่ดังที่สุดในโลกโซเชียล

5. วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้มคือ “ไม่กล้าพูดความจริงกับตัวเอง” ถ้าพรรคส้มซื่อสัตย์กับตัวเองจริง ต้องตอบคำถามนี้ให้ชัดก่อน พรรคนี้เกิดมาเพื่อ “ล้มสถาบัน” หรือเกิดมาเพื่อ “ปฏิรูปประเทศ”? สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่มีทางเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพราะถ้าเป้าหมายคือ “ปฏิรูปประเทศ”คุณต้องสร้างความร่วมมือระดับชาติแต่ถ้าเป้าหมายคือ “ปฏิกษัตริย์นิยม”คุณกำลังทำสงครามทางอัตลักษณ์ซึ่งทำให้ประเทศแตกเป็นสองซีกโดยโครงสร้างและนี่คือเหตุผลที่พรรคส้มจะไม่มีวันพาประเทศไปข้างหน้าได้จริงต่อให้พูดเก่งแค่ไหนในเชิงนโยบายเพราะ “แก่น” ของพรรคคือความขัดแย้งระดับชาติ ระดับที่ก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง ชักศึกเข้าบ้านได้ทุกเมื่อ

6.  แกนนำพรรคส้มไม่ได้ขาดความสามารถแต่ขาด “ความเป็นรัฐบุรุษ”ความเป็นรัฐบุรุษเริ่มจากการรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูดและอะไร “ต้องหยุด” แม้จะได้คะแนนจากการพูดมันแต่พรรคส้มยังไม่ยอมตัดวงจรนี้เพราะการเมืองแบบอัลกอริทึมที่พรรคส้มใช้เสพติด engagementเสพติดความโกรธเสพติดการแบ่งข้างเสพติดการได้เป็น “เหยื่อผู้สูงส่ง”และทั้งหมดนี้คือ “ทุนทางอำนาจ” ของพรรคส้มในยุคดาต้านิยม

○ บทสรุป

วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้มไม่ใช่วิกฤตภาพลักษณ์ ไม่ใช่วิกฤตยุทธศาสตร์ไม่ใช่วิกฤตการจัดตั้งแต่มันคือวิกฤตจิตวิญญาณเพราะจิตวิญญาณของพรรคนี้คือ “พรรคปฏิกษัตริย์นิยม”แต่พรรคดันอยากสวมหน้ากากเป็น “พรรคประชาธิปไตยปฏิรูปประเทศ”และเมื่อพรรคหนึ่งอยากได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน มันจะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย พรรคส้มจึงไม่ใช่ปัญหาเพราะ “มีคนเทาในพรรค หรือทำงานไม่เป็น”แต่เป็นปัญหาเพราะ “แก่นของพรรค” นำไปสู่ความแตกแยกโดยโครงสร้างประเทศไทยจะปฏิรูปได้จริงก็ต่อเมื่อการเมืองไทยเลิกเสพติดการเผาบ้านตัวเองเพื่อได้ยอดแชร์และกลับมาสร้างประเทศด้วยความจริงด้วยความรับผิดชอบและด้วยสติของคนที่รู้ว่าไฟที่ปลุกขึ้นมา…มันเผาได้ทั้งแผ่นดิน

‘อนุทิน’ชี้’นิด้าโพล’ประเมิณ 150 เก้าอี้ต่ำไป ‘ภท.’ต้องเกินนั้น ขอ’พรรคร่วมรบ.-คู่แข่ง’เล่นตามกติกา

'อนุทิน'ชี้'นิด้าโพล'ประเมิณ 150 เก้าอี้ต่ำไป 'ภท.'ต้องเกินนั้น ขอ'พรรคร่วมรบ.-คู่แข่ง'เล่นตามกติกา

‘อนุทิน’ชี้’นิด้าโพล’ประเมิณ 150 เก้าอี้ต่ำไป ‘ภท.’ต้องเกินนั้น ขอ’พรรคร่วมรบ.-คู่แข่ง’เล่นตามกติกา

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

‘อนุทิน’ลั่น’นิด้าโพล’ประเมิณ 150 เก้าอี้ต่ำไป ‘ภท.’ต้องเกินนั้น ยันสู้ทุกเขต-ไม่มีใครยอมได้-ไม่มีแบ่งพื้นที่ ขอ’พรรคร่วมรบ.- คู่แข่ง’เล่นตามกติกา

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 ที่อ่างเก็บน้ำหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพล คาดการณ์ผลคะแนนการเลือกตั้ง 2569 โดยพรรคภูมิใจไทยมาอันดับ 1 จะได้ 150 ที่นั่ง เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ว่า ต่ำกว่าเป้าหมาย พร้อมกับหัวเราะ 

เมื่อถามว่าต้องการ 500 ที่นั่งเลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่า “ใช่ไหมล่ะ” พร้อมกล่าวต่อว่า เป้าหมายของทุกคนต้องการเท่าไหร่ ก็ต้องเกิน 150 แต่ผลสำรวจก็เอาไว้เป็นตัวชี้วัด และเป็นเครื่องมือในการประเมินว่าเราได้ทำงานไปในระดับไหน ถ้าตรงกับสิ่งที่คิดก็ไม่ต้องสงสัย และเดินหน้าต่อได้ แต่หากไม่ตรงกับที่คิดก็ต้องมานั่งทบทวนแก้ไข

เมื่อถามต่อว่า 150 ที่นั่งเพียงพอต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นาอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เอาไว้หลังผลเลือกตั้งออกมา เราไม่เคยประกาศว่าจะ 50-200 ที่นั่ง ซึ่งเราไม่ประกาศแต่เราใช้ความทุ่มเท และความจริงใจ ขอความมั่นใจจากประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนจะตัดสินใจในวันที่ 8 ก.พ.นี้ และคืนนั้นเราจะทราบว่าเราอยู่ในบทบาทไหน

เมื่อถามย้ำว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีการแบ่งพื้นที่ให้กับคู่แข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่า แบ่งพื้นที่แปลว่าอะไร เราสู้ทุกเขตอยู่แล้ว ทุกคนในพรรคภูมิใจไทยลงไปช่วยกันขอเสียงจากประชาชน 

เมื่อถามอีกว่า พรรครัฐบาลเดิม ได้มีการติดต่อขอแบ่งในบางพื้นที่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า ไม่มี พร้อมถามกลับว่า เล่นกอล์ฟเป็นหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า การแข่งขันต้องแข่งกันตามกติกา แข่งขันด้วยความสามารถของตนเอง ไม่มีใครมาขอได้ และไม่มีใครยอมได้

ไร้มารยาทระหว่างรัฐ! ‘กต.’ประท้วงสว.เขมรพาดพิงสถาบันฯ ไทย ชี้ไม่เหมาะสม-ยอมรับไม่ได้

ไร้มารยาทระหว่างรัฐ! 'กต.'ประท้วงสว.เขมรพาดพิงสถาบันฯ ไทย ชี้ไม่เหมาะสม-ยอมรับไม่ได้

ไร้มารยาทระหว่างรัฐ! ‘กต.’ประท้วงสว.เขมรพาดพิงสถาบันฯ ไทย ชี้ไม่เหมาะสม-ยอมรับไม่ได้

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ไร้มารยาทระหว่างรัฐ! ‘กต.’ประท้วงสว.เขมรพาดพิงสถาบันฯ ไทย ชี้ไม่เหมาะสม-ยอมรับไม่ได้

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ต่อจดหมายเปิดผนึกในสื่อกัมพูชาที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรและไม่สามารถยอมรับได้”

ล่าสุด นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ระบุถึงกรณีที่สื่อกัมพูชาตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกของสมาชิกวุฒิสภากัมพูชา มีเนื้อพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งนายสีห์ศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เร่งชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งมีหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชา และส่งหนังสือตอบโต้ไปยังสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวข้องแล้ว

กรณีนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแทรกแซงกิจการภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อมารยาทพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดต่อกฏบัตรอาเซียน และขัดต่อแถลงการณ์ร่วมในข้อ 6 ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมลงนามเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568

ฝ่ายไทยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากำชับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลและรัฐสภากัมพูชามีวิจารณญาณ ยุติการออกแถลงการณ์หรือการแสดงความเห็นเชิงยั่วยุใดๆ และแสดงความจริงใจและสุจริตใจในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

นายนิกรเดช ย้ำว่า ที่ผ่านมาไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัดและด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังเคยช่วยเหลือกัมพูชามาโดยตลอดในหลายมิติ ตั้งแต่กัมพูชาผ่านพ้นวิกฤตทางการเมืองต่างๆ โดยไทยหวังว่าจะเห็นฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจและสร้างบรรยากาศที่เอื้อในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อประโยชน์สุขของประเทศและประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย

‘อนุทิน’พูดติดตลกไม่ใช่‘ทิน’ ปมอักษรย่อนักการเมือง‘ท.’ บอก‘ภูมิใจไทย’ไม่มีพัวพันยาเสพติด

‘อนุทิน’พูดติดตลกไม่ใช่‘ทิน’ ปมอักษรย่อนักการเมือง‘ท.’ บอก‘ภูมิใจไทย’ไม่มีพัวพันยาเสพติด

‘อนุทิน’พูดติดตลกไม่ใช่‘ทิน’ ปมอักษรย่อนักการเมือง‘ท.’ บอก‘ภูมิใจไทย’ไม่มีพัวพันยาเสพติด

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“อนุทิน”พูดติดตลกไม่ใช่”ทิน” ปมอักษรย่อนักการเมือง”ท.” บอก”ภูมิใจไทย”ไม่มีพัวพันยาเสพติด ย้ำนโยบาย”ปิดชื่อถือพฤติกรรม”เปิดเจอใครโดนหมด

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่อ่างเก็บน้ำหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจ CSI LA ออกมาเปิดเผยถึงนักการเมืองอักษรย่อ “ท.” รองหัวหน้าพรรคสีฟ้าคนดังภาคใต้ พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด ได้รับรายงานแล้วหรือไม่ ว่า ตำรวจยังไม่ได้รายงาน แต่ทราบมาจากข่าว แต่ไม่ใช่ “ทิน”

เมื่อถามว่า ขณะนี้นักการเมือง ท. มองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้เกิดจากพรรคภูมิใจไทย และไม่ได้เกิดจากการเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และเต็มที่ เพราะขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจจำกัดอยู่ในช่วงยุบสภา ซึ่งทุกวันนี้ตนไปหาเสียงก็ไม่มีรถนำขบวน ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ก็ไม่กล้ามาต้อนรับ ซึ่งตนก็ไม่กล้าให้เขามาด้วย เพราะถ้าหากเขามาเดี๋ยวซวย ตอนนี้ตนได้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ก็ทำหน้าที่ของเขาไป

เมื่อถามต่อว่า กรณี 10 นักการเมืองรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และยาเสพติดอยู่พรรคใดบ้าง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรายงานบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนใช้นโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ตอนนี้ตนไม่ถามใครทั้งสิ้น เปิดมาเจอใครก็เป็นคนนั้น ไม่มีข้อยกเว้น ตนไม่ถาม แต่แค่สั่งการ ให้ดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรายงานตนว่าเป็นใคร และไม่ต้องมาถามว่าเป็นคนนี้แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ และตนก็ยึดถือแนวทางนี้มาตลอด

‘ธนกร’จวก’เพื่อไทย’ ทบทวนใหม่’ยิ่งกว่าพลัส 70:30′ ชี้ใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์

'ธนกร'จวก'เพื่อไทย' ทบทวนใหม่'ยิ่งกว่าพลัส 70:30' ชี้ใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์

‘ธนกร’จวก’เพื่อไทย’ ทบทวนใหม่’ยิ่งกว่าพลัส 70:30′ ชี้ใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“ธนกร”จวก“เพื่อไทย” ทบทวนใหม่“ยิ่งกว่าพลัส 70:30” ชี้ต้องใช้งบสูงมาก แต่ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย แถมอาจเบียดบังงบที่จำเป็นกว่า เหน็บแผลเก่าดิจิตอล wallet คนเขายังคาใจอยู่ โวนโยบาย“ภูมิใจไทย”พูดแล้วทำ ทำได้จริง เห็นผลจริง แนะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่เป็นใครใช้งบได้ฉลาดและได้ผลจริงกว่า

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” ของพรรคเพื่อไทย ว่า การที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าจะช่วยลดภาระประชาชน และยังช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจนั้น แต่ยังคงมีคำถามสำคัญว่า นโยบายนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงมาก นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวอาจจะยังไม่ใช่มาตรการเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยได้แบบตรงจุด แต่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ การกระตุ้นที่ดีต้องใช้เงินรัฐเพื่อดึงเงินเอกชนออกมาใช้ แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น เมื่อรัฐออกให้ถึง 70% ประชาชนจ่ายเพียง 30% แรงจูงใจในการควักเงินเพิ่มของประชาชนจึงต่ำมาก ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือ คนจำนวนมากไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มจริง เพียงแค่เปลี่ยนเวลา หรือใช้สิทธิ์กับของที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เงินหมุนจริงในระบบ แต่ต่ำกว่างบที่รัฐใส่ลงไป นี่คือ multiplier ต่ำ แต่ต้นทุนสูง

เมื่อถามว่า จะทำให้รัฐบาลยิ่งต้องใช้งบประมาณสูงมากขึ้นเกินไปหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า เมื่อภาระงบประมาณสูง ก็จะไปเบียดบังงบที่จำเป็นกว่า สัดส่วนรัฐ 70 : ประชาชน 30 ทำให้ต้นทุนงบประมาณต่อหัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงที่รายได้รัฐยังไม่ฟื้นเต็มที่นั้น การทุ่มงบจำนวนมากกับมาตรการชั่วคราว จึงเท่ากับการเบียดบังงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดงบที่จะใช้เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน จำกัดความสามารถรัฐในการช่วยกลุ่มเปราะบางแบบตรงจุด ดังนั้น พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เงินภาษีจำนวนมากนี้ให้ผลคุ้มค่ากับเศรษฐกิจจริงหรือไม่ เพราะตนมองว่าไม่ตรงเป้าและไม่ยั่งยืน ที่สำคัญ โครงการนี้ยังอาจจะไปบิดเบือนพฤติกรรม โดยสร้างความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดีได้ด้วยการแจก แทนที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ส่วนมองว่า “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจาก “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” อย่างไรนั้น นายธนกร กล่าวว่า การที่รัฐออกครึ่งหนึ่ง และประชาชนออกครึ่งหนึ่งนั้นจะใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่ได้ผลมากกว่า เพราะจะเห็นได้ชัดว่า คนละครึ่งพลัสนั้นเงินของเอกชนไหลเข้าสู่ระบบได้มากกว่า ภาระงบประมาณสามารถควบคุมได้ และมีประสิทธิภาพมากกว่า ที่สำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ และทำได้จริง เห็นผลจริง เพราะต่อยอดนโยบายดีๆ มาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ดังนั้น นโยบายยิ่งกว่าพลัส 70:30 ควรต้องทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนที่สุดท้ายจะกลายเป็นเพียงนโยบายที่ใช้งบประมาณสูง แต่ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย เพราะถ้าจะช่วยผู้มีรายได้น้อย ก็ควรช่วยให้ตรงเป้า แต่ถ้าต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องออกแบบให้ประชาชนอยากใช้เงินของตัวเองร่วมในโครงการ

“การเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายดิจิตอล wallet บอกว่าจะแจกผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำขึ้นมาเอง แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ แจกได้ไม่ครบ และเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะคิดโครงการให้ซับซ้อน แถมยังคิดไม่ครบว่าจะเอาเงินจากไหน จำนวนเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่หัวใจสำคัญคือแหล่งงบประมาณ วินัยการคลัง และการออกแบบเพื่อไม่ให้รั่วไหล จนทำให้ประชาชนฝันค้าง ดังนั้น วันนี้พรรคเพื่อไทยต้องประกาศให้คนเชื่อให้ได้ก่อนว่าที่ประกาศไปนั้นจะทำได้ เพราะแผลเก่าดิจิตอล wallet คนเขายังคาใจอยู่ อย่างไรก็ตาม การขายฝันให้ประชาชนเสี่ยงรอรัฐแจกนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่คือการดูว่าใครที่ใช้งบประมาณได้ฉลาดและได้ผลจริงกว่ากัน” นายธนกร กล่าว

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

กกต.เผย 35 พรรคร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน-14 พรรคต้าน-3 พรรคจุดยืนพิเศษ เตรียมคัดเลือกตัวแทนผ่าน Zoom 23 ม.ค. หากตกลงไม่ได้จับสลาก ก่อนดีเบตทางการ 27 ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดให้พรรคการเมืองแจ้งความประสงค์เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ระหว่างวันที่ 17 – 19 ม.ค.2569 ผ่านกลุ่มไลน์ Open Chat นั้น ผลปรากฏว่า มีพรรคการเมืองแจ้งความประสงค์รวมทั้งสิ้น 35 พรรคการเมือง โดยแบ่งตามจุดยืนความเห็นได้ ดังนี้ พรรคที่เห็นชอบ จำนวน 18 พรรค , กลุ่มที่ไม่เห็นชอบ จำนวน 14 พรรค และกลุ่มที่มีความเห็นทางใดทางหนึ่งนอกเหนือจากเห็นชอบและไม่เห็นชอบ จำนวน 3 พรรค

ขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนแสดงความคิดเห็นในวันที่ 23 ม.ค.69 เวลา 10.00 น.จะมีการประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting ณ ห้อง 604 ชั้น 6 สำนักงาน กกต.เพื่อชี้แจงภาพรวมการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ กทม.และผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง โดยจะแบ่งห้อง Zoom ออกเป็น 2 ห้องหลัก คือ กลุ่มเห็นชอบ และกลุ่มไม่เห็นชอบ เพื่อให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกตัวแทนกลุ่มละ 5 คน ยกเว้นความเห็นนอกจากเห็นชอบและไม่เห็นชอบ มีผู้แจ้งความประสงค์ 3 พรรค ทั้งนี้ หากพรรคการเมืองในกลุ่มไม่สามารถตกลงคัดเลือกตัวแทนกันได้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ดำเนินการจับสลากเพื่อหาผู้ที่จะเป็นตัวแทนในการแสดงความคิดเห็นตามจำนวนที่กำหนด

โดยกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นจะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค.69 ณ ห้องออดิทอเรียม โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้ เวลา 09.00 น.ตัวแทนพรรคการเมืองรายงานตัว และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร จะทำการจับสลากเพื่อเรียงลำดับการแสดงความคิดเห็น และในเวลา 10.30 น.เริ่มการแสดงความ