ชัชชาติ เคลียร์ชัดไม่เคยชี้นำให้เลือก นวรัตน์ ให้ปชช.ตัดสินใจเอง เมินโพลคะแนนนำ

ชัชชาติ เคลียร์ชัดไม่เคยชี้นำให้เลือก นวรัตน์ ให้ปชช.ตัดสินใจเอง เมินโพลคะแนนนำ

ชัชชาติ เคลียร์ชัดไม่เคยชี้นำให้เลือก นวรัตน์ ให้ปชช.ตัดสินใจเอง เมินโพลคะแนนนำ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ชัชชาติ เคลียร์ชัดไม่เคยชี้นำให้เลือก นวรัตน์ ให้ปชช.ตัดสินใจ เลือกไม่เลือกตามสบาย เมินโพลคะแนนนำ ลุยเสนอนโยบาย ย้ำพร้อมทำงานกับทุกคน

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงการหาเสียงในช่วงโค้งท้าย ที่ผลสำรวจความนิยมยังนำอยู่ว่า ตนบอกทีมงานอย่าไปสนใจโพลมาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ใน 2 สัปดาห์นี้ ทำให้ดีที่สุด ให้เกียรติประชาชน เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนเป็นคนตัดสินใจ อย่าไปสนใจ ขอให้ตั้งใจว่าจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ ตลอดเวลาลงพื้นที่หาเสียงก็มีนโยบายใหม่ๆ จาก 251 นโยบาย ขณะนี้เพิ่มเป็น 260 นโยบายแล้ว เพราะทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็มีแนวคิดใหม่ มาช่วยกันคิดทุกเย็นว่าจะมีนโยบายอะไรที่จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนมากขึ้น

ส่วนกรณีที่พบกับนายนวรัตน์ อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม ในฐานะอดีต ส.ก.หนองแขม 7 สมัยนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า เราลงพื้นที่เจออดีต ส.ก.อยู่แล้ว คุ้นเคยกัน ตนเองก็บอกว่า ส.ก.ทำงานในพื้นที่มานานคนรู้จักเยอะ เลือกไม่เลือกก็ตามสบาย เพราะท่านมีโจทก์เยอะอยู่แล้ว เราไม่ได้บอกให้เลือกท่าน ก็แล้วแต่ เพราะทุกคนก็รู้จักท่านอยู่ เจอกันก็ทักทายกันถามปัญหาพี่น้องประชาชน ยืนยันว่าไม่ได้บอกให้เลือกท่าน บอกว่าทุกคนรู้จัก รู้มือ รู้ผลงานอยู่แล้ว ใครชอบก็เลือก ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องเลือก แต่ก็ดีใจที่ได้เจอเพราะทำงานด้วยกันมา 4 ปี เหมือนเจอญาติผู้ใหญ่ เจอก็สวัสดี 

ส่วนประเด็นที่ผู้สมัคร ส.ก.หันมาใช้โทนสีเขียวในการเลือกตั้ง เผื่อจะนำโชค นายชัชชาติ กล่าวว่า ไปทำโพลมาพบว่า ตนเองไม่มีผลกับผู้สมัคร ส.ก. “อาจารย์ชัชชาติสนับสนุนใคร ไม่ได้ช่วยเลย” ประชาชนตัดสินใจเองได้ว่าชอบใคร ส่วนโทนสีเขียวก็เป็นเขียวธรรมดา  เพราะความยั่งยืนก็เป็นสีเขียวใช้ทั่วไปได้ ไม่ได้ผูกพันว่าเป็นของเราเพราะไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้ 

“ส.ก.มีบทบาทสำคัญขอให้เลือก ส.ก.ที่ซื่อสัตย์สุจริตดูแลประชาชน  เราพร้อมทำงานร่วมกับทุกคน ไม่มีปัญหา เรายินดี เชื่อว่า ส.ก.ที่ได้เข้ามาก็พร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ทุกคนเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าหลายเขต ส.ก.ที่เคยทำงานกับนายชัชชาติก็มาลงซ้ำ ทั้งยังมีกลุ่มสนับสนุนที่ชื่อว่า “คนทำงาน” ด้วย นายชัชชาติ  กล่าวว่า เขตยานนาวาเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะผู้สมัคร ส.ก.มาเจอกันที 3-4 คน เราคุยกับทุกคนไม่มีปัญหา เพราะสุดท้ายก็ต้องเคารพเสียงประชาชน ตนเองชี้นำไม่ได้ว่าให้เลือกใคร เพราะ ประชาชนมีข้อมูล ในฐานะคนในพื้นที่ เรายังรู้จัก ส.ก.น้อยกว่าประชาชนในพื้นที่  

นายชัชชาติ ย้ำว่า การลงพื้นที่ของเราไม่ใช่ความลับ บางทีผู้สมัคร ส.ก.ก็มาเจอกัน 3-4 คน ก็ทักทายทุกคน ขอให้หาเสียงอย่างสร้างสรรค์ อย่างอดีต ส.ก.หนองแขม ไม่มีอะไรเพราะเจอกันมานาน 4 ปีแล้ว อย่างที่บอกว่าเลือกใครก็ได้ ไม่มีปัญหา ทุกคนก็เห็นว่าท่านอยู่ในพื้นที่มานาน คนที่ชอบก็มี คนที่ไม่ชอบก็มี ขอให้ตัดสินใจกันตามสบาย

ช่วงท้าย  นายชัชชาติ ได้กล่าวกลับสื่อมวลชนว่า ”ขออย่าให้เป็นประเด็นเลย เพราะประเด็นเยอะพอแล้ว”

‘ชัชชาติ’ เยี่ยมมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ดึงเอกชนขยายศูนย์เด็กเล็ก-เพิ่มเงินเดือนครู-เตรียมพ่อแม่ก่อนตั้งแต่ตั้งครรภ์

'ชัชชาติ' เยี่ยมมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ดึงเอกชนขยายศูนย์เด็กเล็ก-เพิ่มเงินเดือนครู-เตรียมพ่อแม่ก่อนตั้งแต่ตั้งครรภ์

‘ชัชชาติ’ เยี่ยมมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ดึงเอกชนขยายศูนย์เด็กเล็ก-เพิ่มเงินเดือนครู-เตรียมพ่อแม่ก่อนตั้งแต่ตั้งครรภ์

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

วันที่ 15 มิ.ย.69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (ซอยเสือใหญ่) เขตจตุจักร พูดคุยกับ ครูต้อ ศีลดา รังสิกรรพุม ผู้จัดการมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ถึงนโยบายขยายการดูแลเด็กอ่อน โดยนายชัชชาติได้กล่าวถึงนโยบายการดูแลเด็กอ่อน-เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ระบุว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของเมือง เพราะพ่อแม่ต้องทำงานไม่มีใครดูแลเด็ก ทำให้หลายคนไม่อยากมีลูก และมีแล้วไม่รู้ว่าจะให้ใครดูแล ที่ผ่านมาสภา กทม.ได้เข้ามาช่วยเหลือ แต่ตามหลักการแล้วเราไม่สามารถใช้หน่วยงานของรัฐมาดูแลเด็กทั้งหมดได้ เนื่องจากเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0-6 ปี ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 250,000 คน จะต้องมีหน่วยงานเอกชนเข้ามาช่วยและเราก็สนับสนุนค่าอาหารและค่าผู้ดูแล

สภา กทม.ได้มีการแก้ข้อบัญญัติให้สามารถสนับสนุนหน่วยงานเอกชนที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนได้ การดูแลเด็กมีความละเอียดอ่อนจะต้องมีแนวทางในการดำเนินการต่อไป เชื่อว่าแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายคนก็มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงทีมชัชชาติ กล่าวว่า นโยบายดูแลเด็กอ่อน แบ่งออกเป็น 3 หมวด  หมวดแรกคือ การขยายการดูแลเด็กให้มากขึ้น ขณะนี้ปริมาณการเกิดของเด็กน้อยลง 17% แต่ที่ผ่านมาเด็กในการดูแลของ กทม.เพิ่มขึ้นจาก 50,000 คน เป็น 60,000 คน  เราตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะดูแลเด็กให้ได้ถึง 80,000 คน ซึ่งการดูแลเพิ่มจะมาจากการขยายการดูแลผ่านเอกชน ซึ่งอาจจะเป็นการขยายศูนย์เด็กเล็กของเอกชน การขยายบ้านย่ายายหรือคนที่สูงอายุในชุมชนให้มาช่วยกันดูแล การขยายโรงเรียนอนุบาล  เพื่อให้มีการดูแลเพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มศูนย์บริการสาธารณสุข ที่ปัจจุบันมีศูนย์เด็กอ่อนอยู่ 3 แห่ง จะเพิ่มเป็น 13 แห่ง

หมวดที่ 2 คือ การดูแลครูและประเด็นกายภาพของศูนย์เด็กเล็ก โดยข้อบัญญัติ กทม.ฉบับใหม่จะมีการอุดหนุนครู ดูแลเงินเดือนครูที่มีวุฒิการศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น ค่าอุดหนุนอาหารเด็กก็จะมากขึ้น และจะมีการปรับปรุงโรงเรียนอนุบาลในสังกัด กทม.ให้ครบทั้ง 50 เขต และจะมีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในการผลิตครู

หมวดที่ 3 การสนับสนุนผู้ปกครอง เราจะเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กตามสวนสาธารณะทั้ง 53 สวนในพื้นที่กรุงเทพฯ และจะมีวัน Play Day ให้เด็กมาเล่นได้อย่างอิสระ การเปิดห้องสมุดของเล่น ทำห้องเรียนพ่อแม่ เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลเด็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเมือง สุดท้ายแล้วเด็กก็จะเติบโตมาเป็นผู้ที่ดูแลเมืองนี้ ซึ่งโครงการต่าง ๆ ก็มีหลายเรื่องที่สอดประสานกัน กทม.ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมดจะต้องมีเอกชนก็จะเข้ามาช่วย โดยเราเป็นฝ่ายเสริม ซึ่งจะใช้งบประมาณน้อยลง เพราะมีแรงบวกจากหน่วยงานต่าง ๆ  เข้ามา 

วุฒิสภาไฟเขียว แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

วุฒิสภาไฟเขียว แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

วุฒิสภาไฟเขียว แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

15 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาวุฒิสภา ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วน ให้การเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด (ตามมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2560 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอขื่อ ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด พิจารณาเสร็จแล้ว และรายงานผลการดำเนินการของกมธ. ต่อที่ประชุม รวมถึงเปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้ โดยเป็นการประชุมลับ และลงคะแนนลับ

ที่ภายหลังการประชุมลับ ที่ประชุมมีมติ คะแนนเสียงข้างมากเห็นชอบ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 9 คน ดังนี้

1. นายภาณุมาศ เลี่ยมสกุล เห็นชอบ 154 คะแนน ไม่เห็นชอบ 1 คะแนน งดออกสียง 26 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

2. นายตระหง่าน เกียรติศิริโรจน์ เห็นชอบ 151 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 31 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

3. นายวุฒิชัย แสงสำราญ เห็นชอบ 147 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 32 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

4. นายยรรยง ธัญทะพิพงศ์ เห็นชอบ 144 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 34 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

5. นายสมสกุล ณ บางช้าง เห็นชอบ 148 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 32 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 2 คะแนน

6. นายตรีทศ นิโครธางกูร เห็นชอบ 147 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 32 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

7. นายประยูร ปรีดา เห็นชอบ 150 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 31 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

8. นายพัฒนา คูศรีพิทักษ์ เห็นชอบ 149 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 33 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 2 คะแนน

9. นายหัสฎี ศรีวิเชียร เห็นชอบ 147 คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกสียง 32 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 3 คะแนน

โดยขั้นตอนต่อไป ประธานวุฒิสภา จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ไม่ชะลอ-ทุกอย่างถูกต้อง! ไชยชนก ลุยถกเจรจาคู่สัญญา TH-AI Passport 16 มิ.ย.

ไม่ชะลอ-ทุกอย่างถูกต้อง! ไชยชนก ลุยถกเจรจาคู่สัญญา TH-AI Passport 16 มิ.ย.

ไม่ชะลอ-ทุกอย่างถูกต้อง! ไชยชนก ลุยถกเจรจาคู่สัญญา TH-AI Passport 16 มิ.ย.

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ไชยชนก”เผยถกเจรจาคู่สัญญา TH-AI Passport พรุ่งนี้ ยํ้าไม่ชะลอเพราะทำทุกอย่างถูกต้อง ระบุแก้ TOR ไม่ได้ แต่อาจแนบท้าย”รัฐจ่ายเงินตามการใช้จริง” ลั่นพร้อมยกเลิกหากพบผิดกฎหมาย

15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport จะยังเดินหน้าโครงการนี้ต่อหรือไม่ ว่า จะมีการประชุมครั้งแรกในการเจรจากับคู่สัญญาวันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) ต้องรอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันว่าจะไม่ชะลอหรือพักโครงการนี้ไปก่อนใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าจะพักต้องอยู่ในเกณฑ์ 3 อย่าง คือ 1.การกระทำที่ผิดกฎหมาย 2.ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า 3.ไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ถ้าเป็นแบบนี้ ยกเลิกแน่นอน แต่ฝ่ายประจำยืนยันว่าถูกต้องตามกระบวนการ และตนได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอี ติดตามทุกข้อมูลตลอดเวลา หากมีอะไรที่กระทำการผิดขึ้นมา แน่นอนว่าต้องยกเลิก

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า หลังมีการรับฟังความคิดเห็น เปิดโปรดักส์ และยื่นเจรจา ตนคิดว่าเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ กับเรื่องของต้นทุนการผลิตต่อหน่วย รวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ชัดเจนอยู่แล้วว่าดี นี่เป็นฝั่งที่ตนเข้ามาเกี่ยวข้องได้ และเข้ามาเกี่ยวตั้งแต่ที่มีการรับฟังความคิดเห็น แต่ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ยืนยันว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น ตรงนี้ต้องให้ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นคนดำเนินการตรวจสอบ และชี้แจงข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า จะมีการปรับรายละเอียดสัญญาหรือทีโออาร์หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า “ทีโออาร์ปรับไม่ได้ แต่ในตัวสัญญา เราสามารถแนบท้ายได้ ถ้าเจรจาแล้วคู่สัญญายินยอม จึงต้องรอดูการประชุมพรุ่งนี้”

เมื่อถามว่า จะมีการแก้ไขในส่วนที่แนบท้ายอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องแก้อยู่แล้วหากจะเดินต่อไป เช่นจ่ายตามการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และหากไม่มีการใช้จริงก็ไม่ต้องจ่าย รัฐก็ไม่ต้องเสียเงิน ทุกข้อตกลงหรือการเจรจาที่เราจะนำเสนอ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้รัฐและประชาชนได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า หากจ่ายตามการใช้งานจริง มีอะไรต้องแนบท้ายเพิ่มอีกหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จริงๆ มีอีกหลายเรื่อง แต่ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมกันก่อน แล้วจะสรุปอีกที

เมื่อถามว่า สังคมยังมีข้อกังขาเรื่องบริษัทที่เป็นคู่ทีโออาร์ ยืนยันว่าจะทำให้เรื่องนี้โปร่งใสได้ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ฝ่ายปฏิบัติการและข้าราชการประจำ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ต้องชี้แจงให้ได้

เมื่อถามถึงกรณีโลกโซเชียลฯ ออกมาเปิดข้อมูลว่า โครงการนี้มีผู้เตรียมตัวเข้าร่วมประมูลก่อนเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ เพราะมอบนโยบายอย่างเดียว

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พาดพิงนายไชยชนกว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีไม่แตะต้องโครงการนี้ เพราะเป็นโครงการของลูกนาย นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว เรายืนยันในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ต้องยืนหยัดแบบนั้น แต่ถ้ามีเรื่องผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบเมื่อไหร่ พร้อมที่จะรีเซ็ตทุกอย่าง แต่วันนี้ ทุกอย่างที่ได้รับการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการ ก็เป็นไปตามนั้น

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นร้องให้องค์กรอิสระตรวจสอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะตนเป็นผู้มอบนโยบาย ส่วนฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรงนั้น ยืนยันว่าเขาไม่กังวล เรื่องนี้ต้องไปถามฝ่ายข้าราชการประจำหรือฝ่ายปฏิบัติการ แต่ย้ำว่าส่วนตัวตนไม่กังวล

ไม่มีใครล่วงล้ำอธิปไตยได้ นายกฯ ลั่นไทยพร้อมรับทุกสถานการณ์ชายแดน

ไม่มีใครล่วงล้ำอธิปไตยได้ นายกฯ ลั่นไทยพร้อมรับทุกสถานการณ์ชายแดน

ไม่มีใครล่วงล้ำอธิปไตยได้ นายกฯ ลั่นไทยพร้อมรับทุกสถานการณ์ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

“นายกฯ”ถก”สมช.” ลั่น!ไทยพร้อมรับทุกสถานการณ์ชายแดน ปัดข่าวรถถังกัมพูชาประชิดแนวชายแดนไทย ย้ำไม่มีใครล่วงล้ำอธิปไตยไทยได้

15 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ , พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุม

โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุม สมช.วันนี้มีการพูดคุยเรื่องชายแดนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า พูดคุยกันทุกเรื่อง

ต่อมาเวลา 16.10 น.ภายหลังการประชุม ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการกำชับอะไรในที่ประชุมเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หลายเรื่องซึ่งเป็นมติของที่ประชุม สมช. ทั้งเรื่องกลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) และเรื่องโดรนต่างๆ ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานในเรื่องของรถถังฝั่งกัมพูชาประชิดแนวชายแดนหรือไม่ ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า รถถังล็อตที่ 2 ที่ทางการจีนส่งให้กัมพูชา ได้รับรายงานด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การที่กัมพูชาจะทำอะไรในดินแดนของเขาเราไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง เราเฝ้าระวังชายแดนของเราอย่างเต็มที่ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ จะไม่ให้ใครเข้ามารุกรานอธิปไตยของเรา ย้ำว่าตรงนี้มีความมั่นใจ

“อยู่ในดินแดนของเขา อยู่ในบ้านของเขา เราไม่มีสิทธิไปรับรู้รับทราบ เรามีความพร้อมในการป้องกันดินแดนของเรา ให้ความเชื่อมั่นว่าไม่มีใครล่วงล้ำหรือบุกรุกดินแดนของเราได้” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กัมพูชากำลังจะใช้สถานการณ์ที่คนไทยอยู่ในช่วงของความโศกเศร้า นายกฯ ย้อนถามว่า “คุณรู้ได้อย่างไร”

เลขาฯสมช.เผยมติที่ประชุม เห็นชอบตั้งศูนย์บริหารจัดการควบคุมโดรน

เลขาฯสมช.เผยมติที่ประชุม เห็นชอบตั้งศูนย์บริหารจัดการควบคุมโดรน

เลขาฯสมช.เผยมติที่ประชุม เห็นชอบตั้งศูนย์บริหารจัดการควบคุมโดรน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.03 น.

“เลขาฯสมช.”เผยมติที่ประชุม เห็นชอบตั้ง”ศูนย์บริหารจัดการควบคุมโดรน” ให้”ทอ.”รับผิดชอบหลัก เสนอชื่อผู้แทนฝ่ายไทยในกระบวนการประนอมภาคบังคับเข้า ครม.พรุ่งนี้

15 มิถุนายน 2569 ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.แถลงภายหลังการประชุม สมช.ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณา 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ แนวทางมาตรการป้องกันแก้ปัญหาเรื่องอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ซึ่งที่ประชุม สมช.เมื่อปี 68 เคยมีมติมอบหมายกองทัพอากาศ (ทอ.) จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไร้คนขับในสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา ถือเป็นประเด็นสำคัญที่เราต้องมีการปรับแนวทางและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุม สมช.ครั้งนี้ได้มีการเห็นชอบจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการดังกล่าว โดยมี ทอ.เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก จะมีการจัดทำเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมารองรับในระยะเร่งด่วน เพื่อจัดระบบการบริหารจัดการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหลายหน่วยงานในการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น กสทช. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย วิทยุการบิน และหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่เกี่ยวข้องที่จะทำงานร่วมกันบริหารจัดการเรื่องโดรน รวมทั้งเรื่องของการวางแผนปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่กระทบจากเรื่องโดรน

นายฉัตรชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน และจะแถลงหลักการและรายละเอียดอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ได้มีการหารือถึงเรื่องผู้แทนฝ่ายไทยที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอที่ประชุม ครม.อนุมัติก่อน เนื่องจากมีขั้นตอนต่างๆ เบื้องต้นมีชื่อแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ รอ ครม.อนุมัติก่อน ซึ่งในที่ประชุม สมช.ครั้งนี้มีการพิจารณาตามหลักการและขั้นตอนทุกอย่างว่า เราต้องเตรียมการอะไรบ้าง เมื่อถามย้ำว่า จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ เลยหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวยอมรับว่า ครับ เห็นว่า พยายามเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 16 มิ.ย.นี้

เมื่อถามว่า ที่ประชุม สมช.มีการประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา หรือไม่ เพราะมีเรื่องจีนส่งมอบรถถังให้กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคง เลขาธิการ สมช.กล่าวว่า ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ การประชุมครั้งนี้เน้นเรื่องโดรน และ UNCLOS เป็นหลัก

มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

มัลลิกา ลุยหาเสียงสีลม ชูนโยบายแก้รถติด-ค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณถนนสีลม ซอย 5 และซอย 10 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร และพื้นที่พักผ่อนของพนักงานออฟฟิศในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพนักงานออฟฟิศในช่วงพักกลางวัน

ตลอดเส้นทางมีประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชัน Z และเจเนอเรชัน Y เข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสียงเชียร์ “เบอร์ 14” ดังกึกก้องทั่วทั้งซอย สะท้อนกระแสความสนใจต่อนโยบายการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหากรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม

จากการรับฟังความคิดเห็นของพนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ พบว่าปัญหาที่ต้องการให้เร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเดินทางที่ใช้เวลานาน ปัญหารถติดเรื้อรัง ค่าโดยสารสาธารณะที่เป็นภาระรายจ่าย การขาดพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน คุณภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเวลากลางคืน

ขณะที่ประชาชนในกรุงเทพชั้นใน โดยเฉพาะย่านสีลม สาทร สุขุมวิท อโศก พระราม 4 และราชเทวี ยังสะท้อนปัญหาสำคัญเรื่องการจราจรติดขัด น้ำท่วมขังซ้ำซาก การค้าขายที่ชะลอตัว ทางเท้าไม่เป็นระเบียบ การเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ยังไม่สมบูรณ์ และต้นทุนการดำรงชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 14 ประการ หรือ “Human Innovation” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีควบคู่กับความเข้าใจชีวิตของประชาชน โดยจะนำระบบ AI Traffic มาช่วยบริหารจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์ ลดเวลาการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพรถโดยสารสาธารณะ พัฒนาระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าด้วย AI Flood Radar ขยายพื้นที่สีเขียวทั่วกรุงเทพมหานคร ยกระดับความปลอดภัย 24 ชั่วโมงด้วยระบบไฟส่องสว่างและกล้องอัจฉริยะส่งสัญญาณทันทีเมื่อมีเหตุไม่ปกติตามตรอกซอกซอย รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองผ่านนโยบาย Street Food Paradise และการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น

“กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจะสร้างเมืองที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย ทำมาหากินได้ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมทั้ง 50 เขต” ดร.มัลลิกา กล่าว

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสตอบรับจากคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้ความสนใจต่อนโยบายการพัฒนาเมืองยุคใหม่ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของประชาชน

– 006

ภคมน ยันไร้ปัญหา ภาวุธ ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งาน ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด

ภคมน ยันไร้ปัญหา ภาวุธ ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งาน ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด

ภคมน ยันไร้ปัญหา ภาวุธ ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งาน ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

“ภคมน”ยันไม่เชื่อคนเชี่ยวชาญจะทำดีเสมอไป ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งานกรรมาธิการ ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด ยันไร้ปัญหา”ภาวุธ” ชี้ถ้าเห็นด้วยทั้งหมดสิแปลก เป็นวัฒนธรรมองค์กรปกติ แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ จี้แก้ที่ระเบียบสภาฯ ดีกว่าไล่บี้จิตสำนึกรายคน

15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ออกมาตอบโต้ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่โพสต์เฟซบุ๊กฝากถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในหัวข้อความไร้ประสิทธิภาพของกรรมาธิการในรัฐสภา ว่า จริงๆ ความเห็นไม่ได้สวนทาง ต้องบอกก่อนว่าวัฒนธรรมองค์กรในพรรคประชาชน เราแลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว สิ่งที่นายภาวุธโพสต์ ตนอ่านแล้วในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ และเป็นคนที่ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองมา เพื่อนๆ หลายคนที่ต้องมานั่งกรรมาธิการเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอำนาจและขอบเขตของกรรมาธิการคืออะไร คนที่รู้ก็โชคดีไป แต่จะมาใช้ไม้บรรทัดเดียววัดว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูกไม่ได้ งานกรรมาธิการไม่ได้เลวร้าย ตนเชื่อว่าเพื่อน สส.ทุกคนเลือกกรรมาธิการจากความเชี่ยวชาญและความสนใจของตัวเองทั้งนั้น แต่ด้วยเงื่อนไขของการจัดกรรมาธิการเราไม่สามารถที่จะให้แต่ละคนที่มีความสนใจ ส่งไปยังกรรมาธิการนั้นได้ทั้งหมดทุกคน แต่การทำงานในกรรมาธิการจะได้เรียนรู้ และเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนต่างๆ

“ดิฉันไม่เชื่อว่าคนที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนั้นๆ จะสามารถทำเรื่องนั้นได้ดีเสมอไป แต่ดิฉันเชื่อในคนที่มีความพยายาม ในคนที่มีความพยายามเรียนรู้ เขาก็เป็นคนที่สามารถพัฒนาตัวเองและมีคุณภาพได้ ดิฉันไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับ สส.ในพรรคที่โพสต์ เพียงแต่ว่ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันบางส่วน จำเป็นต้องชี้แจง และเชื่อว่าเพื่อนๆ ของพวกเราในฐานะที่ไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการ บางคนถูกส่งไปในกรรมาธิการที่เขาไม่ถนัดด้วยซ้ำ แต่เขาเต็มใจที่จะเรียนรู้และทำงานให้กับพรรค และส่งข้อมูลหลักฐานเหล่านั้นเพื่อมาผลักดันไปนโยบายต่อไป ดังนั้น ดิฉันคิดว่าการสรุปอะไร มันเป็นมิติเดียว การใช้ไม้บรรทัดที่มันจะวัดเรื่องๆ เดียวให้ถูกให้มันผิด ให้มันขาวให้มันดำ ให้มัน 1 + 1 เป็น 2 มันน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรนัก” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า เราในฐานะผู้แทนก็เป็นมนุษย์ เหมือนกันเรียนหนังสือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นจะพัฒนาตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน การเป็นคนที่มีคุณภาพไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณภาพมาจากบ้าน แต่เกิดจากการเรียนรู้ และคิดว่าควรให้โอกาส สส.ทุกคนที่พร้อมจะเรียนรู้

เมื่อถามว่า นายภาวุธได้สะท้อนว่ากรรมาธิการบางคนทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพ แค่มาลงชื่อเพื่อรับเบี้ยเลี้ยง และวิ่งไปรับห้องอื่นด้วยนั้น น.ส.ภคมน กล่าวว่า เราจะเรียกร้องจิตสำนึกรายบุคคลคงไม่ได้ หากเห็นปัญหานี้ต้องแก้กันที่ระเบียบของรัฐสภา ปรึกษากับประธานรัฐสภาผู้แทนให้เป็นเรื่องราว ไม่เช่นนั้นการติคนหนึ่งก็จะมีคนต่อๆ ไป จะเป็นการบั่นทอนคนที่มีความตั้งใจ มากกว่าสิ่งที่พูดอาจเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ คิดว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานทุกพรรค เชื่อว่าในเวทีกรรมาธิการทุกคน พร้อมที่จะทำหน้าที่ในขอบเขตของเขา แม้ไม่มีความชำนาญก็ตาม มันไม่ง่ายที่คนทำอาชีพๆ หนึ่ง วันนึงมาเป็น สส.แล้วต้องมาเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่ง มันใช้เวลา วันนี้ในเมื่อเราเป็นผู้แทนแล้วเราควรจะเปิดใจให้กว้างๆ และส่งกำลังใจให้ทุกคน นายภาวุธ รวมถึงตน มีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ เพียงแต่ในรายละเอียดอาจเป็นมิติเดียวเกินไปในการนำเสนอ การแย้งของตนไม่ได้มีการขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นการแย้ง เพราะเห็นอีกมุมหนึ่งเท่านั้น

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ทำให้คนมองว่ามีความขัดแย้งภายในพรรคหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไม่หรอก ถ้าเราเห็นด้วยกับทั้งหมดเรื่องนั้นแหละแปลก ตนก็มีความเห็นของตน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าถ้าเราคุยกัน ก็จะเดินไปสู่กันหาข้อสรุปเพื่อให้มีความสมดุลมากที่สุด ยืนยันว่า พรรคประชาชนมีวัฒนธรรมองค์กร แลกเปลี่ยนความเห็นกันปกติ ยืนยันว่า ตนกับนายภาวุธไม่ได้ขัดแย้งกัน หลายครั้งก็ปรึกษางานกัน เพียงแต่วันนี้ต้องแสดงความคิดเห็นในมิติที่ตนสัมผัสมา ในฐานะคนที่เป็นกรรมาธิการ และกลายมาเป็นประธานกรรมาธิการ

เมื่อถามว่า อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าทำไมพรรคไม่ส่ง สส.ที่มีความรู้ความสามารถให้ตรงกับกรรมาธิการนั้นๆ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไปถามพรรคอื่นได้เลย ไม่มีพรรคไหนสามารถจะตอบสนองความต้องการของ สส.ที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนั้นๆ ลงไปทุกกรรมาธิการได้ มันเป็นเงื่อนไขร่วมกันของสภาฯ เพราะมีสัดส่วนของ สส.อยู่ แต่พรรคประชาชน รวมถึงประธานวิปฝ่ายค้าน ก็พยายามที่จะจัดสรรให้ไปอยู่ในกรรมาธิการที่มีความสนใจ

“ดิฉันคิดว่าการที่เราถูกส่งไปยังกรรมาธิการที่เชี่ยวชาญหรือไม่ ไม่ได้เป็นการการันตีว่าเราจะทำงานได้หรือไม่ เชื่อว่าทุกคนถ้ามีการเรียนรู้ ทุกคนเป็นคนที่มีคุณภาพได้” น.ส.ภคมน กล่าว

พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

ค่าตอบแทนหลักล้าน! พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง รับ สส.พรรคประชาชน ก็โดนทาบ ลั่นเงินซื้อไม่ได้ จี้หยุดใช้วิธีสกปรก ท้าถามใจนักการเมือง 10 คน รู้แก่ใจมีจริงถึง 8 คน 

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีออกมาเปิดเผย มีการฝากเลี้ยงสส.ฝ่ายค้านในสภาฯว่า เรื่องนี้ที่พูดไปเป็นการพูดคุยต่อเนื่องถึงสภาพการเมืองในสภาปัจจุบัน มีการถามขึ้นมาว่าจริงหรือไม่ที่บางพรรคการเมืองเขาบอกว่ายินดีที่จะจ่ายให้ สส. ต่างพรรคอยู่นั่งให้ครบองค์ประชุมเท่านั้น แต่ขอออกตัวก่อนว่าเรื่องนี้ไม่มีหลักฐาน แต่เป็นเรื่องที่ไปถามนักการเมืองคนไหนก็รู้กันหมดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ และมีกระบวนการแบบนี้จริง ๆ ว่าต่อให้อยู่ต่างพรรคการเมืองไม่ต้องย้ายพรรคมาเพียงแต่นั่งจนครบองค์ประชุม หรือนั่งให้ครบองค์ประชุมในกฎหมายที่อีกฝ่ายต้องการก็ได้ ก็จะมีค่าตอบแทนให้ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเสมอเพียงแต่รอบนี้เริ่มมีการพูดคุยและชัดเจนมากขึ้น

เมื่อถามว่าส่วนใหญ่เป็น สส. ของฝ่ายค้านหรือไม่ที่จะได้รับการทาบทามในลักษณะนี้ น.ส.ภคมน กล่าวว่า แน่นอนว่าเป็น สส. ของฝ่ายค้าน ขอไม่ระบุว่าพรรคไหนแต่พรรคประชาชนเองก็มีการถูกทาบทามเช่นกัน ที่รู้ก็เพราะเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงสนทนามาเล่าสู่กันฟัง ว่ามีข้อเสนอแบบนี้แต่เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องการสื่อสาร คือต้องการสะท้อนให้เห็นถึงระบอบการเมืองในปัจจุบัน 

“คนที่มานั่งอยู่ในสภาต้องยอมรับว่า มีทั้งคนที่มีเจตจำนงทางการเมือง มีทั้งคนที่เป็นนักการเมืองมืออาชีพเข้ามาเพื่อทำมาหากิน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการหยิบยื่นข้อเสนอแบบนี้มันจูงใจง่ายมาก ๆ ทำให้เจตจำนงทางการเมืองของคนเหลว ไม่สามารถคาดหวังได้ จึงคิดว่าต้นตอของเรื่องนี้ การใช้เงินเพื่อซื้อ สส. ให้อยู่ครบองค์ประชุม ให้เขาโหวตเป็นครั้งคราวโดยที่ไม่ต้องย้ายพรรคด้วยซ้ำ ดิฉันคิดว่าให้เลิกและไปสู้กันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป วันนี้พวกเราพ่ายแพ้พวกคุณชนะ ก็ไม่ต้องมาพยายามหาพลพรรคเพิ่มกันแบบนี้ เงินมันไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ไม่ได้ซื้อเจตจำนงทางการเมืองไม่ได้ซื้อความตั้งใจและเจตนาของคนได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้เงินมันเป็นใหญ่ อย่าเข้าใจผิดว่าเงินของคุณมันใหญ่มากพอที่จะซื้อคนที่เข้ามาด้วยเจตนาของการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้” น.ส.ภคมนกล่าว 

เมื่อถามว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นการซื้อตัวสส. เพื่อให้เป็นงูเห่าหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องแบบนี้คนที่ทำเขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ไม่ได้พึ่งมามีสมัยนี้ แต่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การที่เราเห็นมาหลายครั้งว่าการเป็นงูเห่า อนาคตทางการเมืองหมดจึงกลายมามีเงื่อนไขแบบนี้ คือการฝากเลี้ยง และถ้าหากใครจะเถียงก็ขอให้ถามใจลึก ๆ ว่ามันไม่มีจริง ๆ ใช่หรือไม่อย่าเถียงแค่เพื่อต้องการปกป้องตัวเองหรือจำเป็นต้องเถียงขอให้ถามใจตัวเองดูว่ามีจริงหรือไม่ เชื่อว่าถ้าไปสนทนากับนักการเมืองสัก 10 คน เชื่อว่า 8 คนตอบตรงกันว่ามีจริง ๆ 

เมื่อถามว่ากังวลจะกลายเป็นเกลือเป็นหนอนเอาข้อมูลภายในพรรคไปบอกฝั่งตรงข้ามหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราระมัดระวังกันอยู่เสมอพยายามกำชับ สส. อยู่เสมอ แต่เชื่อว่าการกำชับกฎระเบียบอะไรก็ตามไม่สามารถที่จะป้องกันได้ถ้า สส. คนนั้นหลังไม่ตรงกระดูกสันหลังไม่มี และไม่มีสำนึกตอบแทนประชาชนเราก็ไม่สามารถบังคับอะไรได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคนที่เป็น สส. ของพรรคประชาชน สิ่งเดียวที่ต้องมีคือการยืนหยัดซื่อสัตย์กับประชาชน และมีเจตจำนงทางการเมือง หากมีปัจจัยอื่นที่ทำให้หลงระเริง กรุณากลับไปย้อนคิดในวันที่เริ่มต้นมา แต่ไม่ได้บอกว่าวันนี้พรรคประชาชนมีเกลือเป็นหนอนหรือมีงูเห่า เพียงแต่ฝากทุกคนเอาไว้ว่าระยะทางที่เราเดินอาจไกลหรือใกล้ สิ่งเดียวที่จะประคองเอาไว้คือการยืนระยะด้วยศรัทธาที่มีต่อประชาชน และประชาชนมีศรัทธาต่อพวกเรา

เมื่อถามว่าการฝากเลี้ยงมีมูลค่าเท่าไหร่นั้น น.ส.ภคมน กล่าวว่า มูลค่าการอยู่ให้ครบองค์ประชุมอาจจะถหนึ่งแสนบาท หรือใครจะเอาแบบเหมาอยู่ให้ครบสมัยประชุมอาจเป็นหลักล้านบาท ซึ่งการใช้เงินระดับนี้ คิดว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็อาจมีการซื้อเสียงยังไม่จบ ยังซื้อต่อไปเรื่อย ๆ 

“ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าคนที่ทำการเมืองด้วยการเริ่มต้นด้วยเงิน เขาทำแบบอื่นไม่เป็นหรอก ยังไงซะเขาต้องใช้เงินนั้นในการดำเนินกิจการการเมืองของเขาต่อไป เพียงแต่วันนี้ฝากถึงนักการเมืองทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคตัวเอง หรือพรรคไหนก็ตาม คุณมองสายตาประชาชนมองความเหน็ดเหนื่อยในการเข้าหาประชาชน อยากจะให้คุณระลึกถึงประโยคที่ประชาชนฝากความหวังไปกับพวกเรา เงินเหล่านั้นเล็กน้อยมากกับความหวังของประชาชน การมาทำงานการเมืองอย่าเห็นแก่ตัวอย่าเห็นแค่ประโยชน์ส่วนตน มองภาพใหญ่เอาไว้ว่าประชาชนจำนวนมากที่เขาฝากความหวังไว้กับเรา” น.ส.ภคมนกล่าว 

เมื่อถามว่าภายในพรรคประชาชนมีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า คนเชื่อว่าวันนี้อาจมีการสนทนากันหรือเสนอกันที่ผ่านมาพรรคประชาชนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคนที่เป็นงูเห่าและทรยศประชาชน สุดท้ายคนเหล่านั้นหมดอนาคตทางการเมือง ก็มีการมาเล่าสู่กันฟังด้วยการแชร์ประสบการณ์ แต่ถ้าถามว่ามีใครรับหรือไม่ ขอตอบตรง ๆ ว่าเราไม่มีหลักฐานการรับ เพียงแต่อยากฝากให้ทุกคนมีจิตสำนึก ว่าการได้มาซึ่งการเป็นผู้แทนราษฎร ประชาชนฝากความหวังเอาไว้อย่าให้ใครมาซื้อได้ เพราะไม่ได้ซื้อแค่ตัวแต่ซื้อศรัทธาที่ประชาชนมีต่อตัวคุณ

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว.

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว.

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว. ซัดลับๆ ล่อๆ ลวงพราง รู้กันแค่ 138 คน ก่อนเจอแตะเบรคประท้วง เหน็บหากสะเทือนใจ ไม่พูดก็ได้ ด้าน บิ๊กเกรียง สวนกลับเจ็บคำนึงถึง มารยาท ด้วย ย้ำเรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก่อนที่ นพดล เภรีฤกษ์ ได้รับเสียงเอกฉันท์ 147 เสียงนั่ง เลขาฯกฤษฎีกา

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาเรื่องด่วนให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (ตามมาตรา 63 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่2) พ.ศ.2522) ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาฯกฤษฎีกา คือนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำเนินการแล้วเสร็จ และรายงานผลการดำเนินการของกมธ.ฯต่อที่ประชุม รวมถึงเปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้ ขณะที่การรับทราบรายงานการตรวจสอบประวัติฯของกมธ.ฯ การอภิปรายของสมาชิกอีกส่วน จะดำเนินการโดยการประชุมลับ 

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณานายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. เสนอญัตติด้วยวาจาขอให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องด่วนที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ออกไปก่อน เพื่อรอฟังผลคดีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือกรณีฮั้ว สว.  แต่นายวิวิฒน์ รุ้งแก้ว สว. เห็นแย้งว่าไม่ควรเลื่อนการพิจารณา ทำให้ต้องมีการลงมติ โดยที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบให้เลื่อนพิจารณาเรื่องดังกล่าว

จากนั้นประธานการประชุม ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายตามรายงานของกมธ.ฯในส่วนที่เปิดเผยได้ โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า ตนจะไม่อภิปรายในส่วนที่เป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องปิดประตูตีแมว ประชาชนไม่ทราบอะไรเลย เป็นการกล่าวหายกย่องกันเอง ตามที่อยากให้เป็น อยากให้คนไหนได้ ก็ยกย่องกันไป ประชาชนเห็นต่างอย่างไรก็ไม่นำพา แล้วเราก็พากันลงมติไม่ให้เปิดเผยรายงานการประชุมในเรื่องเหล่านี้ แบบนี้เรียกลับ ลวง พรางหรือไม่ คนที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญขนาดชี้เป็นชี้ตายประเทศ สมควรแล้วหรือที่เราจะมาทำแบบลับๆล่อๆ รู้กันแค่ 138 คนเท่านั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมาเปิดเผยข้อมูลการเลือกองค์กรอิสระให้โปร่งใส ตรงไปตรงมา ประชาชนเข้าถึงได้ เพราะสว.ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน ย่อมขาดความชอบธรรมในการดำเนินการเรื่องใหญ่ๆที่ส่งผลต่อประเทศ

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเร็วๆนี้มีคลิปการเก็บโพยฮั้วในที่เลือกสว. ที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่26มิ.ย.2567 ทั้งนี้พล.อ.เกรียงไกร ในฐานะประธานการประชุม เตือนให้อภิปรายให้อยู่ในประเด็น แต่น.ส.นันทนา ยืนยันว่า อภิปรายอยู่ในประเด็น เพราะกำลังพูดถึงกระบวนการของผู้ที่จะทำหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ ที่ประชาชนสนใจพล.อ.เกรียงไกร จึงชี้แจงว่า ประชาชนทราบกระบวนการดี ขอให้อภิปรายตรงประเด็น น.ส.นันทนา ยืนยันอีกว่า กำลังอภิปรายตรงไปที่คุณสมบัติของผู้เลือก คือสว.200คน เป็นส่วนหนึ่งของการเลือก คุณสมบัติของผู้ที่จะถูกเลือก กับคุณสมบัติของผู้ที่จะเลือกมีความสำคัญใกล้เคียงกัน แต่พล.อ.เกรียงไกร เตือนให้อภิปรายในประเด็นการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ถูกเลือก ไม่ได้อภิปรายเกี่ยวกับผู้เลือก น.ส.นันทนา ยืนยันซ้ำอีกครั้งว่าไม่ได้อภิปรายออกนอกข้อบังคับแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ระหว่างที่ น.ส.นันทนา กำลังจะลงรายเอียด กรณีการเก็บโพยฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 จนเกิดการฮั้วสว.อื้อฉาว มีสมาชิกลุกขึ้นประท้วงประธานฯ ให้ควบคุมการประชุมให้อยู่ในประเด็น โดยพล.อ.เกรียงไกร ชี้แจงว่า กรณีฮั้ว สว. อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม ขอให้อภิปรายตรงประเด็น แต่น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากสะเทือนใจ ก็ขออภัยด้วย ไม่พูดก็ได้ ทำให้พล.อ.เกรียงไกร ชี้แจงว่า มันไม่มีใครสะเทือนใจ ขอให้คำนึงถึงมารยาทด้วย น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า ตนจะข้ามเรื่องฮั้ว สว.ไปเลย เพราะดูเหมือนว่าสะเทือนใจกันหลายคน 

“ดิฉันไม่อาจกล่าวได้ว่าตุลาการทั้ง 9 และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขาดคุณสมบัติข้อใด แต่ทันทีที่ท่านได้รับการเลือกจาก สว.เสียงข้างมาก ท่านก็จะมัวหมองทันที เพราะสังคมจะมองว่า ท่านได้รับอำนาจจาก ผู้ที่มีประโยชน์ทำซ้อน จากการเลือกท่าน ส่วนยท่านที่ไม่ได้รับเลือก ก็จะเสียโอกาส เพียงเพราะไม่เป็นที่พึงพอใจของคนกลุ่มนี้” น.ส.นันทนา กล่าว 

น.ส.นันทนา กล้าวด้วยว่า ประชาชนกำลังติดตามคดีฮั้ว เลือกสว.อย่างใกล้ชิด กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบสำนวนอย่างเร่งรีบ ในฐานะ สว.138 เสียง ที่อยู่ในสำนวน ควรมีสำนึก และยุติการเลือกองค์กรอิสระ ทั้งหมด รอจนกว่าศาลยุติธรรมจะตัดสินคดี จนถึงที่สุดก่อน เมื่อพิสูจน์ว่า ทุกคนบริสุทธิ์แล้ว ก็ค่อยกลับมา เลือกกันใหม่ “หยุดทำลายเกียรติภูมิแห่งวุฒิสภาด้วยการชลอการเห็นชอบองค์กรอิสระทั้งปวงตั้งแต่วันนี้” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังน.ส.นันทนา อภิปรายเสร็จ ได้เดินออกจากห้องประชุมไปทันที โดยที่ไม่รอฟังคำชี้แจง จากกมธ.ฯ โดยน.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส สว.ในฐานะกมธ. ลุกขึ้นกล่าวว่า ผู้อภิปรายก่อนหน้าไม่รอฟังชี้แจง ยืนยันว่าการให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ว่า เป็นไปตามระเบียบข้าราชการพลเรือน ส่วนสาระสำคัญในรายงานการตรวจสอบคุณสมบัติ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ก็เพราะว่า ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่เปิดเผยต่อสาธารชน จึงต้องเป็นการรายงานแบบลับ ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด 

จากนั้นเป็นการรับทราบรายงานลับ จนกระทั่งเวลา13.08น. ที่ประชุมจึงมีมติลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบ นายนพดล ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 147 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 22 คะแนน