สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1  กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก นักท่องเที่ยวแห่ฉลอง คาดเงินสะพัด3หมื่นล้าน 5วันอันตรายตาย191ศพ เผยคดีขับเร็วครองแชมป์

ททท.ปลื้มสงกรานต์ไทย’69 คึกคักทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวไทย-เทศตอบรับร่วมงานท่วมท้น คาดสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท เช่นเดียวกับวธ.เผยสงกรานต์ ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน ขณะที่ศปถ.สรุปอุบัติเหตุ 5 วันอันตราย ช่วงสงกรานต์ ยอดเสียชีวิตพุ่ง 191 ราย กทม.ยอดสะสมสูงสุด ส่วนอุบัติเหตุเกิด 951 ครั้ง สาเหตุขับรถเร็วครองแชมป์ ด้านกรมคุมประพฤติเผยสถิติเมาขับสงกรานต์ 5 วัน ยังพุ่ง 3,726 คดี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ.รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์“ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

สงกรานต์วันที่5ดับ30-เจ็บ202

ปรากฎว่า เกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 38.54 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.13 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.88 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 77.08 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 30.73 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เวลา 15.01-18.00 น. ร้อยละ 23.96 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.71 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ แพร่ (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี (3 ราย)

สะสม5วันอุบัติเหตุ951ครั้งตาย191-เจ็บ911

“สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมช่วง 5 วันของการรณรงค์คือ ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต รวม 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ แพร่ (45 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (47 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (16 ราย)”รมว.ยุติธรรมกล่าว

ศปถ.ปรับแผนรับมือคนเดินทางกลับ

และว่า วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาค และบางส่วนยังอยู่ท่องเที่ยวต่อในพื้นที่ ทำให้ถนนหลายสายมีปริมาณค่อนข้างมากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ศปถ. จึงประสานจังหวัดให้ปรับแผนสร้างความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการจราจรและอำนวยความสะดวกการเดินทาง เพื่อเตรียมรองรับการเดินทางกลับของประชาชน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการการจราจร มิให้เกิดปัญหาติดขัดคับคั่งในทางสายหลักและถนนที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ย้ำเข้มมาตรการ10ข้อหาหลัก

ส่วนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นให้เร่งระบายรถ เปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเดินทางของประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาตั้งจุดตรวจ และจุดบริการในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการหลับในและการขับรถชนท้าย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะในเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางตรงระยะทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูง อีกทั้ง ประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงแล้วขับ นอกจากนี้ ศปถ. ยังกำชับพื้นที่บังคับใช้กฎหมายตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทั้งการคุมเข้มพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มข้นของ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อป้องปรามและตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วยมาตรการ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” ซึ่งจะดำเนินคดีเด็ดขาดและส่งเข้ากระบวนการคุมประพฤติ

เพิ่มเที่ยวรถ-คุมเข้มความปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ.สั่งทุกจังหวัดให้เตรียมเที่ยวการขนส่งโดยสารสาธารณะ ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้เพียงพอ พร้อมคุมเข้มความปลอดภัย โดยให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจความพร้อมรถและพนักงานขับรถตาม Checklist ที่สถานีขนส่ง จุด Checking Point และจุดพักรถ โดยพนักงานต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง แอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และชั่วโมงขับรถไม่เกินกฎหมายกำหนด ส่วนรถโดยสารต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบ ที่สำคัญพนักงานและผู้ให้บริการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเด็ดขาดเพื่อป้องกันการหลับใน และห้ามใช้ความเร็วเกินกำหนด จอดรับส่งตรงป้าย หากพบผู้ฝ่าฝืนจะลงโทษตามกฎหมายทันที เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของประชาชนทุกรูปแบบ และขอให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทประเมินความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนขับรถ และตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทางกลับ หากอ่อนเพลียหรือง่วงห้ามฝืนขับเด็ดขาด ควรจอดพักรถทุก 1 – 2 ชั่วโมงตามจุดบริการหรือสถานีบริการน้ำมัน

เมาขับสงกรานต์5วันพุ่ง3,726คดี

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติเปิดเผยว่า กรมคุมประพฤติดำเนินมาตรการเข้มข้นภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุและคุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน โดยกรมคุมประพฤตินำผู้ถูกคุมความประพฤติร่วมทำกิจกรรมบริการสังคม สนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในจุดบริการประชาชน 18 จุดต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 357 ราย รวมถึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กฎหมายจราจรและโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 24 ราย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

ทั้งนี้ ในส่วนสถิติคดีคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่ 14 เมษายน 2569 มี 667 คดี เนื่องจากศาลปิดทำการหลายพื้นที่ แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 650 คดี คิดเป็นร้อยละ 97.5 และคดีขับเสพ 17 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.5 ขณะที่สถิติคดีสะสมช่วง 5 วัน ระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน 2569 มี 3,961 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 3,726 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.07 คดีขับเสพ 230 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.8 คดีขับรถประมาท 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 และคดีขับซิ่ง 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.03 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 651 คดี สมุทรปราการ 317 คดี และนนทบุรี 266 คดี

คนแห่กลับรถแน่นสูงสุด6.3แสนคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ว่า ตลอดทั้งวันมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพต่อเนื่อง โดยรถยนต์หนาแน่นช่วงถนนสายเอเชีย จ.อ่างทองชลอตัว ช่วงคอสะพาน ทางร่วมทางแยก สลับหยุดนิ่งเป็นระยะ ใช้ความเร็วได้ที่ 30-40 กม./ชม. เจ้าหน้าที่แนะนำใช้ทางเลี่ยงการจรจรช่วงเทศกาล ใช้เส้นทางผ่านถนนอ่างทอง-อยุธยา สายใน ผ่านเข้าสู่แยกกำนันดิเรก จังหวัดอยุธยา มุ่งสู่เส้นทางแยกวรเชษฐ์ เพื่อเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่ ซึ่งช่วงเย็น-ค่ำ มีปริมาณรถยนต์สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ตำรวจทางหลวง คาดปริมาณรถยนต์บนถนนสายหลักมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ สูงสุดวันนี้ 6.3 แสนคัน เตรียมเปิดช่องทางพิเศษ ระบายรถสายอีสาน-เหนือ รองรับการจราจรติดขัด

สงกรานต์สร้างรายได้กว่า3หมื่นล.

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทั่วประเทศว่า เป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

“ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์” ผู้ว่าฯททท.กล่าว

ททท.ปลื้มสงกรานต์คึกคักทั่วไทย

และว่า ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนร่วมจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย อย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” เช่นเดียวกับ บรรยากาศที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคึกคักไม่แพ้กัน หลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้วันที่ 10–12 เมษายน มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

นทท.ครึ่งล้านแห่เข้าไทยเล่นสาดน้ำ

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดงานสงกรานต์พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

“ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวไทยเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5,963,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

สงกรานต์ดันไทยขึ้นอันดับ1โลก

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นถึงพลัง“สงกรานต์ไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของ Soft Power ไทยในระดับโลกชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

15 เม.ย. 2569 14:46 น.

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุเกาหลีเหนือกำลังขยายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่าง “น่าสะพรึงกลัว” หลังพบการขยายตัวของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในเขตยองบยอน ขณะที่ดาวเทียมเผยภาพโรงงานต้องสงสัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมจับตาเกาหลีใต้เตรียมเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ (IAEA) เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่าง “น่าตกใจ” ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีหลักฐานชี้ชัดถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในนิคมนิวเคลียร์ยอง-บยอน รวมถึงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ที่คาดว่าเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

นายกรอสซีระบุระหว่างการแถลงข่าว ณ กรุงโซลว่า จากการตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในส่วนของเตาปฏิกรณ์ขนาด 5 เมกะวัตต์, หน่วยแปรรูปเชื้อเพลิงใช้แล้ว และเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเบา (LWR) ซึ่งล้วนชี้ไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตวัสดุระดับที่นำไปสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วหลายสิบหัว

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่าโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ ซึ่งสามารถผลิตวัสดุสำหรับทำหัวรบได้นั้นน่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ ไอเออีเอยังเฝ้าจับตาอาคารในยองบยอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรงงานที่คังซอน ซึ่งเป็นแหล่งนิวเคลียร์สำคัญอีกแห่งใกล้กรุงเปียงยาง

อย่างไรก็ตาม นายกรอสซีระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่ารัสเซียได้มอบเทคโนโลยีนิวเคลียร์สำหรับการทหารให้แก่เกาหลีเหนือ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการไอเออีเอได้เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่เกาหลีใต้มีแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการตรวจสอบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในภารกิจทางทะเล

ทั้งนี้ ความพยายามในโครงการเรือดำน้ำของเกาหลีใต้มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีอี แจ-มยอง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันด้านความมั่นคงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ให้การอนุมัติแก่เกาหลีใต้ในการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อคานอำนาจในภูมิภาค.

ที่มา Reuters

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

15 เม.ย. 2569 12:52 น.

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

ยูเอ็นเผยเรือผู้อพยพชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศกว่า 250 ชีวิต รวมทั้งเด็กและสตรี อับปางกลางทะเลอันดามันหลังมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย เบื้องต้นช่วยชีวิตได้เพียง 9 ราย ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาผลักดันให้กลุ่มเปราะบางต้องเสี่ยงตายในทะเลเพิ่มสูงขึ้น

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยรายงานเหตุเรืออับปางในทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้สูญหายประมาณ 250 ราย โดยทั้งหมดเป็นชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศที่พยายามเดินทางอพยพจากบังกลาเทศมุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย

รายงานระบุว่า เรือประมงดัดแปลงลำดังกล่าวอับปางลงเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ลมพัดแรง คลื่นสูง และบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด โดยหน่วยยามฝั่งของบังกลาเทศสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมาได้เพียง 9 ราย เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาต้องลอยคอกลางทะเลอย่างโดดเดี่ยว

นายราฟิกุล อิสลาม วัย 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตเล่าว่า เขาต้องลอยคออยู่กลางทะเลนานถึง 36 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำมันที่รั่วออกจากเรือลวกตามร่างกาย เขาตัดสินใจลงเรือลำนี้เพราะความหวังที่จะไปหางานทำในมาเลเซีย เพื่อหนีจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในค่ายกักกัน

สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มน้อยมุสลิมในเมียนมายังคงวิกฤต นับตั้งแต่เหตุปราบปรามรุนแรงในปี 2017 ทำให้มีผู้ลี้ภัยไหลเข้าสู่บังกลาเทศหลายแสนคน แต่ด้วยสิทธิพลเมืองที่ถูกปฏิเสธในเมียนมาประกอบกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในค่ายลี้ภัยที่ลดน้อยลง ทำให้หลายคนตัดสินใจเสี่ยงดวงบนเรือเล็กที่ไม่มีแม้แต่สุขอนามัยและน้ำดื่มสะอาด

UNHCR ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า “เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของการถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน และการขาดหนทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชาวโรฮิงญา” ขณะที่ความรุนแรงในรัฐยะไข่ยังคงปะทุต่อเนื่อง ทำให้ความหวังที่จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยยิ่งคงเลือนลาง

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ปฏิเสธเรือผู้อพยพไปแล้ว 2 ลำ ที่มีผู้โดยสารรวมกว่า 300 คน โดยให้เพียงอาหารและน้ำก่อนผลักดันออกนอกน่านน้ำ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

หน่วยงานของสหประชาชาติยังได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและชุมชนที่รับรองในบังกลาเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดว่า โลกจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในเมียนมา เพื่อให้ชาวโรฮิงญาสามารถกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยในอนาคต.

ที่มา BBC

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

ชายปารีสคว้าภาพวาด "ปิกัสโซ" มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

15 เม.ย. 2569 12:08 น.

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

วิศวกรฝ่ายชาวฝรั่งเศสกลายเป็นผู้โชคดีคว้ารูปวาดฝีมือศิลปินก้องโลก “ปาโบล ปิกัสโซ” มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 32 ล้านบาท) หลังซื้อสลากการกุศลเพียงใบละ 100 ยูโร (ราว 3,770 บาท)  โดยรายได้ทั้งหมดจากการชิงโชคครั้งนี้จะนำไปสมทบทุนวิจัยโรคอัลไซเมอร์

อารี โฮดารา ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะวัย 58 ปี ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เมื่อทราบข่าวว่าเขาคือผู้ชนะในการจับสลากรางวัลใหญ่ ณ สถาบันการประมูลคริสตี้ ในกรุงปารีส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.) โดยรางวัลที่เขาได้รับคือภาพวาดของ ปาโบล ปิกัสโซ มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32 ล้านบาท) จากการซื้อตั๋วชิงโชคราคาเพียง 100 ยูโร หรือประมาณ 3,770 บาทเท่านั้น

โฮดาราเปิดเผยความรู้สึกหลังทราบผลว่า “ผมจะเช็กได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น?” เขายังเล่าต่อว่าตนเองเป็นเพียงคนรักศิลปะทั่วไป และตัดสินใจซื้อตั๋วใบนี้ระหว่างมื้อค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทราบข่าวเรื่องการชิงโชคโดยบังเอิญ “สิ่งแรกที่ผมจะทำคือบอกข่าวนี้กับภรรยา และแน่นอนว่าผมตั้งใจจะเก็บภาพวาดนี้ไว้ชื่นชมเอง”

สำหรับผลงานที่นำมาชิงโชคในครั้งนี้มีชื่อว่า “Head of a Woman” เป็นภาพพอร์ตเทรตของ “ดอรา มาอาร์” (Dora Maar) ผู้เป็นมิวส์และคนรักของปิกัสโซ โดยเป็นภาพเขียนสีน้ำกวอช (Gouache) บนกระดาษที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1941

โครงการชิงโชคครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “1 Picasso for 100 euros” นี้ สามารถจำหน่ายสลากได้ทั้งหมด 120,000 ใบจากทั่วโลก รวมมูลค่า 12 ล้านยูโร (ประมาณ 452 ล้านบาท) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกมอบให้กับ Opera Gallery เจ้าของเดิมของภาพวาดในราคาพิเศษที่ 1 ล้านยูโร จากราคาประเมินปกติ 1.45 ล้านยูโร และกำไรส่วนที่เหลือทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ ในปารีส เพื่อใช้ในการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์

กิจกรรมการกุศลลักษณะนี้เคยจัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในปี 2013 ผู้โชคดีเป็นชายจากรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ ส่วนครั้งที่สองในปี 2020 ตกเป็นของนักบัญชีหญิงชาวอิตาลี ซึ่งในอดีตรายได้จากการชิงโชคได้ถูกนำไปสนับสนุนงานวัฒนธรรมในเลบานอน รวมถึงโครงการน้ำดื่มและสุขอนามัยในแอฟริกา

ด้านมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ระบุว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2004 ทางมูลนิธิได้กลายเป็นองค์กรเอกชนรายใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์มาอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Associated Press

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ “หญิงบำเรอสงคราม”

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ "หญิงบำเรอสงคราม"

15 เม.ย. 2569 11:26 น.

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ “หญิงบำเรอสงคราม”

ศาลแขวงโซลตะวันตกสั่งจำคุกยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันจอมฉาว “จอห์นนี โซมาลี” เป็นเวลา 6 เดือน หลังก่อวีรกรรมลบหลู่รูปปั้นรำลึก “หญิงบำเรอ” (Comfort Women) ในช่วงสงครามโลก รวมถึงการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารที่สร้างจาก AI

ศาลแขวงโซลตะวันตกได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนายแรมซีย์ คาลิด อิสมาเอล (Ramsey Khalid Ismael) หรือที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ว่า “จอห์นนี โซมาลี” ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันวัย 25 ปี เป็นเวลา 6 เดือน ในข้อหาทำลายความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขัดขวางการทำงานของสถานประกอบการ และเผยแพร่เนื้อหาลามกอนาจารที่ใช้เทคโนโลยี AI

ยูทูบเบอร์รายนี้กลายเป็นที่โกรธแค้นอย่างรุนแรงของชาวเกาหลีใต้ หลังจากเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เขาได้อัปโหลดวิดีโอขณะตัวเองกำลังจูบและเต้นลบหลู่ข้างรูปปั้นรำลึก “หญิงบำเรอ” (Comfort Women) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานถึงผู้หญิงที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นบังคับเป็นทาสกามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ภายหลังเขาจะออกมาขอโทษโดยอ้างว่า “ไม่รู้ถึงความสำคัญของรูปปั้น” แต่กระแสสังคมยังคงโจมตีเขาอย่างหนัก จนถึงขั้นที่เขาเคยถูกพลเมืองที่โกรธแค้นตามไล่ล่าและทำร้ายร่างกายในพื้นที่สาธารณะ

นอกเหนือจากประเด็นรูปปั้น ศาลยังพบว่าเขามีความผิดจากการก่อความเดือดร้อนรำคาญซ้ำซากเพื่อเรียกยอดวิว เช่น การเปิดเพลงชาติเกาหลีเหนือเสียงดังลั่นในที่สาธารณะ และการเทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราดพื้นในร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้ การพิจารณาคดียังถูกเลื่อนออกมาจากกำหนดเดิมเนื่องจากอัยการได้เพิ่มข้อหาสำคัญ คือการเผยแพร่วิดีโอ Deepfake ในเชิงชู้สาวที่มีตัวเขาและยูทูบเบอร์หญิงท้องถิ่นปรากฏอยู่

ศาลมีคำตัดสินโทษจำคุก 6 เดือน และให้ควบคุมตัวทันทีหลังการตัดสิน โดยมีโทษกักขังเพิ่มเติม 20 วัน รวมถึงห้ามทำงานในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและผู้พิการเป็นเวลา 5 ปีหลังพ้นโทษ

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “จำเลยกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนโดยไม่เจาะจงตัวบุคคล เพียงเพื่อสร้างรายได้ผ่านยูทูบและเผยแพร่เนื้อหาโดยละเลยกฎหมายของเกาหลีใต้” แม้อัยการจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ศาลพิจารณาเห็นว่าความเสียหายต่อเหยื่อบางส่วนยังไม่ถึงขั้นรุนแรง จึงตัดสินลงโทษดังกล่าว

ก่อนการรับฟังคำพิพากษา นายอิสมาเอลได้กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่าเขารู้สึกเสียใจและต้องการขอโทษชาวเกาหลีใต้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะมาสร้างวีรกรรมในเกาหลีใต้ เขาเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในญี่ปุ่นมาแล้ว จากการล้อเลียนผู้โดยสารบนรถไฟเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิและฮิโรชิมา.

ที่มา Korea Herald / AFP

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

"ทรัมป์" จวก "จอร์เจีย เมโลนี" ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

15 เม.ย. 2569 10:46 น.

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และอิตาลีสั่นคลอนอย่างหนัก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Corriere della Sera ของอิตาลี โดยโจมตีนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ว่าเป็นคนที่ “ไร้ความกล้าหาญ” และทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องผิดหวัง ซึ่งถือเป็นการตำหนิพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดในยุโรปอย่างตรงไปตรงมา

ชนวนเหตุสำคัญมาจากกรณีที่นางเมโลนีเริ่มตีตัวออกห่างจากทรัมป์ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงการที่เธอออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างเผ็ดร้อนกรณีที่เขาใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตี “สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14” โดยเธอกล่าวว่าการกระทำของทรัมป์เป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้”

ทรัมป์ตอบโต้ประเด็นนี้ว่า “ผมช็อกในตัวเธอมาก ผมเคยคิดว่าเธอมีความกล้า แต่ผมคิดผิด” พร้อมทั้งประณามอิตาลีที่ปฏิเสธจะส่งกำลังช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดล้อม โดยระบุว่าอิตาลีจ่ายค่าพลังงานแพงที่สุดในโลกแต่กลับไม่ยอมสู้เพื่อปกป้องเส้นทางพลังงาน และรอคอยเพียงให้เขายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น

ทางด้านทำเนียบขาวและสำนักนายกรัฐมนตรีอิตาลีปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักการเมืองอิตาลีจากหลายพรรคต่างออกมาปกป้องนางเมโลนี รวมถึงนายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ที่ระบุว่า “ความเป็นเอกภาพของตะวันตกต้องสร้างขึ้นบนความภักดี ความเคารพ และความจริงใจต่อกัน” พร้อมสนับสนุนจุดยืนของผู้นำอิตาลีในการปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปา

การตำหนิของทรัมป์ในครั้งนี้ถือเป็นความโชคร้ายที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของนางเมโลนี ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งการแพ้ประชามติปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการที่พันธมิตรคนสำคัญอย่างนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บัน แพ้การเลือกตั้งในฮังการี

นอกจากนี้ สงครามในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิตาลีอย่างรุนแรงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้นางเมโลนีพยายามรักษาระยะห่างจากความขัดแย้ง โดยล่าสุดเธอไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในเกาะซิซิลีเพื่อปฏิบัติการในอิหร่าน และเพิ่งสั่งระงับข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอลไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันของทรัมป์ เนื่องจากนางเมโลนีเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่ไปร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของเขาในปี 2025 และเพิ่งจะได้รับคำชมจากทรัมป์ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง.

ที่มา Reuters

หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

 หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

15 เม.ย. 2569 10:09 น.

หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรง หลังความหวังการฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านช่วยคลายความกังวลสงคราม ดันราคาน้ำมันลดลง ขณะที่นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เมื่อวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อาจกลับมาเจรจาสันติภาพอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกลดลง และช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านอาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ในปากีสถานภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังการเจรจาช่วงสุดสัปดาห์ล้มเหลวและนำไปสู่มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

สัญญาณบวกด้านการทูตช่วยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.7% อยู่ที่ 94.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลงเกือบ 5% ในวันก่อนหน้า

ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกของ MSCI ปรับตัวขึ้น 1.5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ส่วนดัชนีนิเคอิ ของญี่ปุ่นพุ่ง 1.2% ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ฝั่งจีน ดัชนีหุ้นบลูชิพปรับขึ้น 0.5% ส่วนดัชนีฮั่งเส็ง ของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.2%

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดกำลังมองข้ามผลกระทบระยะสั้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเชื่อว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี Nasdaq พุ่ง 2% ทำสถิติปรับขึ้นต่อเนื่อง 10 วัน ส่วน S&P 500 ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัว หลังอ่อนค่าต่อเนื่อง 7 วันติดต่อกัน ขณะที่ยูโรเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์

ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ฟื้นตัวเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับลดลง หลังนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงคราม

ราคาทองคำปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% แตะระดับ 4,846 ดอลลาร์ต่อออนซ์.

ที่มา : channelnewsasia

ข้อมูลติดตามเรือเผย ยังมีเรือฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างน้อย 3 ลำ แม้สหรัฐฯคุมเข้ม

ข้อมูลติดตามเรือเผย ยังมีเรือฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างน้อย 3 ลำ แม้สหรัฐฯคุมเข้ม

15 เม.ย. 2569 09:06 น.

ข้อมูลติดตามเรือเผย ยังมีเรือฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างน้อย 3 ลำ แม้สหรัฐฯคุมเข้ม

ข้อมูลติดตามเรือเผย มีเรืออย่างน้อย 3 ลำออกจากอิหร่านและผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้ แม้สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อม ขณะบางลำกลับลำกลางทาง ด้านกองทัพสหรัฐยืนยันยังควบคุมสถานการณ์ได้

ข้อมูลจากระบบติดตามการเดินเรือเผยว่า มีเรืออย่างน้อย 3 ลำที่ออกจากท่าเรือของอิหร่าน สามารถแล่นผ่าน ช่องแคบฮฮร์มุซได้ แม้สหรัฐอเมริกาจะประกาศปิดล้อมทางทหารในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานจากบริษัทข้อมูลการเดินเรือ Kpler ระบุว่า เรือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอย่างน้อย 7 ลำที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ซึ่งเคลื่อนผ่านช่องแคบดังกล่าว หลังมาตรการปิดล้อมของสหรัฐมีผลบังคับใช้เมื่อเวลา 14.00 น. GMT ของวันจันทร์ที่ผ่านมา

หนึ่งในเรือที่ถูกจับตาคือ “Christianna” เรือบรรทุกสินค้าธงไลบีเรีย ซึ่งเพิ่งขนถ่ายข้าวโพด 74,000 ตันที่ท่าเรือ บันดาร์ อิหม่าม โคไมนี ก่อนแล่นผ่านบริเวณใกล้เกาะลารักในช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่เรือบรรทุกสารเคมี “Elpis” ธงคอโมโรส ซึ่งบรรทุกเมทานอลกว่า 31,000 ตัน จากท่าเรือ Bushehr ก็สามารถผ่านช่องแคบได้เช่นกัน โดยต่อมาสัญญาณติดตามของเรือได้หายไปหลังผ่านพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีเรือ “Argo Maris” และเรือลำอื่น ๆ ที่เคยมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน แล่นผ่านเส้นทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านการเดินเรือเตือนว่า สัญญาณติดตามเรือในพื้นที่ขัดแย้งอาจถูกรบกวนหรือบิดเบือน ทำให้การติดตามแบบเรียลไทม์มีความไม่แน่นอน

ด้านกองทัพสหรัฐ โดย CENTCOM ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ปฏิบัติการปิดล้อมยังคงมีประสิทธิภาพ และสามารถสกัดเรือได้อย่างน้อย 6 ลำภายใน 24 ชั่วโมงแรก

โดยแถลงการณ์ระบุว่า ไม่มีเรือลำใดสามารถผ่านการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้ และมีเรือพาณิชย์ 6 ลำปฏิบัติตามคำสั่งให้กลับเข้าเทียบท่าในอิหร่าน

สหรัฐยังย้ำว่า มาตรการดังกล่าวบังคับใช้กับเรือทุกสัญชาติ ที่เข้า-ออกจากท่าเรืออิหร่าน ทั้งในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน

อีกด้านหนึ่ง เรือบรรทุกน้ำมัน “Rich Starry” ของจีน ซึ่งบรรทุกเมทานอลกว่า 31,500 ตัน และมุ่งหน้าไปยังโอมาน ได้ตัดสินใจกลับลำกลางอ่าวโอมานโดยไม่ทราบจุดหมายปลายทางใหม่

เช่นเดียวกับเรือ “Christianna” ที่เปลี่ยนเส้นทางหลังเข้าใกล้น่านน้ำโอมาน

ส่วนเรืออื่นที่ถูกระบุ ได้แก่ “Manali” รวมถึงเรือสัญชาติอิหร่านอย่าง “Kashan” และ “Moshtari” ซึ่งบางลำอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ.

ที่มา : channelnewsasia

เผยคลิปสะเทือนขวัญ วัยรุ่น 18 ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนตุรกี เจ็บ 16 ราย ก่อนยิงตัวตาย (คลิป)

เผยคลิปสะเทือนขวัญ วัยรุ่น 18 ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนตุรกี เจ็บ 16 ราย ก่อนยิงตัวตาย (คลิป)

15 เม.ย. 2569 08:31 น.

เผยคลิปสะเทือนขวัญ วัยรุ่น 18 ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนตุรกี เจ็บ 16 ราย ก่อนยิงตัวตาย (คลิป)

เผยคลิปวินาทีคนร้ายซึ่งเป็นศิษย์เก่า ก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในโรงเรียนตุรกี โดยจ่อยิงไม่เลือกเป้า นักเรียน-ครูหนีตายอลหม่าน บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนคนร้ายยิงตัวเองหนีความผิด

เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนสุดสะเทือนขวัญในตุรกี เมื่ออดีตนักเรียนวัย 18 ปี บุกใช้อาวุธปืนลูกซองเปิดฉากยิงโรงเรียนอาชีวศึกษาในเมืองซีเวเร็ก จังหวัดชันลืออูร์ฟา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยช่วงเวลานาทีระทึก ผู้ก่อเหตุถือปืนยาวเดินเข้ามาในอาคาร ก่อนจะยิงปืนทันทีแบบไม่เลือกเป้าหมาย สร้างความแตกตื่นไปทั่วโรงเรียน

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงทั้งซ้ายทั้งขวาทันที ก่อนจะวิ่งเข้าไปด้านใน และยิงใส่ทุกคนที่อยู่ตรงหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนักเรียนและครูที่พยายามหนีเอาชีวิตรอด

ผู้ว่าการจังหวัดฮาซัน ซิลดักเปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 16 ราย ได้แก่ นักเรียน 10 คน ครู 4 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย และพนักงานโรงอาหาร 1 คน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปิดล้อมอาคารเรียน ก่อนจะต้อนผู้ก่อเหตุจนมุม กระทั่งเขาตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

รายงานระบุว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ยังรักษาตัวในพื้นที่ ขณะที่บางรายที่อาการหนักถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในเมืองหลัก

จนถึงขณะนี้ แรงจูงใจในการก่อเหตุยังคงไม่ชัดเจน โดยทางการระบุว่า ผู้ก่อเหตุไม่มีประวัติอาชญากรรม และเหตุกราดยิงในโรงเรียนถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในตุรกี

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากสื่อท้องถิ่นว่า ผู้ก่อเหตุเคยโพสต์ข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียก่อนลงมือก่อเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่เตรียมเปิดการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

ดูคลิปที่นี่  : AP

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

15 เม.ย. 2569 08:17 น.

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.7 ในรัฐเนวาดา สหรัฐฯ ใกล้เมืองคาร์สัน ซิตี แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ ร้านค้าสินค้าตกกระจาย ประชาชนเผยบ้านเด้งขึ้นลง จนแทบจะหลุดจากฐานราก

แผ่นดินไหวขนาด 5.7 แมกนิจูดเขย่าในพื้นที่ชนบทของรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางตะวันออกของเมืองหลวงของรัฐอย่างคาร์สัน ซิตี เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงให้กับชุมชนใกล้เคียง

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ หรือ U.S. Geological Survey (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นก่อนเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองซิลเวอร์ สปริง ไปทางตะวันออกราว 12.9 ไมล์ หรือราว 20.7 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 3.1 ไมล์ หรือ 5 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างตื้นและทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบได้ชัดเจน

ภาพวิดีโอจากเมืองแฟลลอน แสดงให้เห็นความเสียหายภายในร้านขายของชำ โดยกระจกแตกกระจาย และสินค้าอาหารตกหล่นเกลื่อนพื้นตามชั้นวาง ขณะที่ในเมืองซิลเวอร์ สปริงส์ ก็พบภาพสินค้าหล่นกระจัดกระจายทั่วร้านค้า

USGS เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประชาชนในหลายชุมชนใกล้เคียงรายงานว่า รับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับ “รุนแรงถึงรุนแรงมาก” และมีความเสียหายในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเกิดขึ้นในบางพื้นที่

ด้าน ไทรา ฟูลเลอร์ ชาวเมืองซิลเวอร์ สปริงส์ เปิดเผยประสบการณ์ขณะเกิดเหตุว่า เธอรู้สึกเหมือนบ้านกำลังจะหลุดออกจากฐาน

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์และประเมินความเสียหายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : ABCnews