รถบัสท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ตาย-เจ็บอื้อ

รถบัสท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ตาย-เจ็บอื้อ

11 ก.ย. 2569 04:55 น.

รถบัสท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ตาย-เจ็บอื้อ

รถบัสท่องเที่ยวซึ่งบรรทุกผู้โดยสารมาหลายสิบคน ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ทางใต้ของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจสวิตเซอร์แลนด์ ว่า เกิดเหตุรถบัสท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ทางตอนใต้ของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

รถบัสคันดังกล่าวพลิกคว่ำบริเวณถนนระหว่างเมืองซุสช์ (Susch) และเมืองเซอเนซ (Zernez) ในแคว้นเกราบึนเดิน (Graubünden) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กรีซงส์ (Grisons) เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีการส่งทีมกู้ภัยจำนวนมากพร้อมเฮลิคอปเตอร์หลายลำลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

โฆษกสมาคมบริษัทท่องเที่ยวทั่วไปแห่งเนเธอร์แลนด์ ในนามของบริษัททัวร์ OAD เปิดเผยว่า มีผู้โดยสารชาวดัตช์อยู่บนรถประมาณ 48 คน ทั้งนี้ โฆษกได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ De Telegraaf ของเนเธอร์แลนด์ว่า ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บที่แน่นอนได้ในขณะนี้

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า รถบัสอยู่ในสภาพพลิกตะแคงอยู่ข้างถนนชนบทแคบๆ โดยมีรถพยาบาลจอดอยู่เป็นจำนวนมากและทีมกู้ภัยกำลังเร่งทำงานในจุดเกิดเหตุ

มีรายงานว่า รถบัสคันนี้เดินทางออกจากประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อวันจันทร์ และกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวแบบวันเดียวจบ (Day trip) เข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์จากประเทศออสเตรีย ก่อนจะมาประสบอุบัติเหตุ โดยที่ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้รถคว่ำ

ทั้งนี้ เมืองเซอเนซ ถือเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติสวิส (Swiss National Park) ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่บนเทือกเขาแอลป์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ตารางกิโลเมตร ตลอดแนวหุบเขาเอนกาดีน (Engadine) ซึ่งมีผู้มาเยี่ยมชมประมาณ 120,000 ถึง 150,000 คนต่อปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูเออี

แอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูเออี

11 ก.ย. 2569 04:07 น.

แอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูเออี

ประเทศแอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากปมความขัดแย้งหลายอย่าง รวมถึงเรื่องที่ยูเออีฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอล และข้อพิพาทดินแดนซาฮาราตะวันตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 ว่า รัฐบาลแอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยอ้างเหตุผลจากการกระทำที่ “ยั่วยุและเป็นศัตรู” อย่างต่อเนื่องของฝั่งอาบูดาบี พร้อมทั้งสั่งเนรเทศเอกอัครราชทูตยูเออีให้ออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง

นอกจากนั้น แอลจีเรียยังเตรียมสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินพลเรือนและเครื่องบินทางการทหารของยูเออีบินผ่าน ตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป ยกเว้นเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีสัญญาอยู่เดิม ซึ่งจะได้รับการยกเว้นจนถึงสิ้นปี 2569

หนึ่งในชนวนความขัดแย้งสำคัญคือ แอลจีเรียคัดค้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างแข็งกร้าว ขณะที่ยูเออีและโมร็อกโก ซึ่งเป็นประเทศคู่ปรับของแอลจีเรียในภูมิภาค ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลขึ้นมาใหม่ภายใต้ข้อตกลงอับราฮัม ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ผลักดันตั้งแต่ปี 2563

นอกจากนั้นยังมีกรณีพิพาทดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) ที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ โดยยูเออีอ้างอธิปไตยของโมร็อกโกเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก ในขณะที่แอลจีเรียให้การสนับสนุนกลุ่มโปลิซาริโอ (Polisario Front) ซึ่งต้องการให้ดินแดนแห่งนี้เป็นรัฐอิสระ

ยูเออียังพยายามขยายอิทธิพลและสายสัมพันธ์กับหลายประเทศในภูมิภาคซาเฮล (คั่นอยู่ระหว่างตอนเหนือของทะเลทรายซาฮารากับทุ่งหญ้าสะวันนา) ขณะที่แอลจีเรียมีความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้หลังเกิดเหตุรัฐประหารหลายครั้ง

ประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เตบบูน ของแอลจีเรีย เคยวิพากษ์วิจารณ์ยูเออีออกสื่ออย่างรุนแรง โดยระบุว่ายูเออีเป็น “รัฐขนาดจิ๋ว” ที่สร้างความไม่สงบในภูมิภาค และกล่าวว่า “ที่ใดก็ตามที่พวกเขาเหยียบย่าง เลือดจะไหลริน”

“เราต้องการให้พวกเขาอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือดในประเทศของเรา” ผู้นำแอลจีเรียกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม และระบุว่าหากแอลจีเรียไม่พยายามเลี่ยงการซ้ำเติมความแตกแยกในโลกอาหรับ การตัดความสัมพันธ์คงเกิดขึ้นนานแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของยูเออีออกแถลงการณ์แสดงความหวังว่า การตัดความสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นเพียง “เรื่องชั่วคราว” พร้อมยืนยันว่ายังคงให้คุณค่าและภาคภูมิใจในสายสัมพันธ์กับประชาชนชาวแอลจีเรีย

ขณะที่ อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาด้านการทูตของประธานาธิบดียูเออี โพสต์ข้อความระบุว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตควรตั้งอยู่บน “เหตุผล การสื่อสาร และความชัดเจนในผลประโยชน์” มากกว่าการใช้ปริศนาหรือสัญญาณที่ต้องนำมาตีความ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

11 ก.ย. 2569 02:57 น.

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

รัสเซียโจมตีใส่ห้างสรรพสินค้าในยูเครนเป็นแห่งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 60 ราย ขณะที่ยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีเมืองของรัสเซียหลายแห่งเช่นกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุโดรนของรัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้าในเมืองพาฟโลฮราด (Pavlohrad) แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ บาดเจ็บอีก 60 ราย รวมถึงเด็กและเจ้าหน้าที่กู้ภัย

อิวาน วีฮิฟสกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของยูเครนระบุว่า ร้านค้าหลายร้านกับรถยนต์หลายคันตกเป็นเป้าโจมตีกลางวันแสกๆ ในขณะที่ท้องถนนมีผู้คนพลุกพล่าน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนระบุว่ารัสเซียโจมตีทางอากาศใส่ห้างสรรพสินค้าในหลายเมือง เช่น ซูมี เมื่อวันอังคาร ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 20 คน และที่ซาโปริซเชีย เมื่อวันจันทร์ ซึ่งห้างฯ ถูกทำลายเกือบทั้งหมด ขณะที่ย้อนไปเมื่อเดือนก่อน เหตุโจมตีห้างฯ ในเมืองครีวีริก คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 16 ราย บาดเจ็บอีก 130 คน

ด้านเจ้าหน้าที่ของรัสเซียเผยว่า ยูเครนส่งโดรนทางทะเลเข้าโจมตีเมือง โซชิ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 28 ราย รวมถึงมีการส่งโดรนโจมตีเมืองชายแดนและพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเช่นกัน

การยกระดับการโจมตีของทั้งยูเครนและรัสเซียเกิดขึ้นในขณะที่ ความพยายามทางการทูตไร้ความก้าวหน้า แม้ว่าคณะทูตของสหรัฐฯ จะเดินทางมาเจรจากับผู้นำของทั้งสองประเทศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่งนี้ แต่จนถึงปัจจุบันยังคงไร้สัญญาณของความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

11 ก.ย. 2569 01:14 น.

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ชุมชนในเมืองทางตะวันออกของดีอาร์คองโก โดยไฟได้ลามไหม้โรงเรียน 2 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 20 ราย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนที่เขต คาดูตู (Kadutu) ในเมืองบูคาวู (Bukavu) ซึ่งถูกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยึดครองเอาไว้ โดยไฟเผาบ้านเรือนไปกว่า 300 หลัง และลามลุกไหม้โรงเรียน 2 แห่ง ทำให้เกิดความโกลาหลผู้คนเบียดเสียดเหยียบกันขณะพยายามหลบหนี และคาดว่าอาจมีเด็กเสียชีวิตสูงถึง 24 ศพ

นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีผู้ใหญ่เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่วนผู้รอดชีวิตหลายรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ผู้อยู่ในเหตุการณ์ระบุกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เพลิงสงบลงในช่วงบ่าย แต่ยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากซากปรักหักพังและสังกะสี ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้

อนึ่ง เมืองบูคาวู เมืองเอกของจังหวัดคีวูใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองบนเนินเขาที่มีผู้คนแออัดที่สุดของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) โดยเมืองแห่งนี้ถูกกลุ่มกบฏ M23 เข้ายึดครองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน โดยทางการที่ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่มกบฏระบุว่า กำลังเร่งประเมินสถานการณ์และจะแถลงยอดผู้เสียชีวิตเบื้องต้นในเร็วๆ นี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางในกรุงกินชาซาได้ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้ประเมินความเสียหายของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางให้การเรียนการสอนกลับมาดำเนินต่อไปได้

ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดมีลักษณะคล้ายกับเหตุเพลิงไหม้ห้องจัดเลี้ยงแต่งงานในกรุงกินชาซา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการเบียดเสียดและเหยียบกันระหว่างการหลบหนี ทำให้รัฐบาลสั่งใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ชุมนุมสาธารณะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

11 ก.ย. 2569 00:02 น.

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่บ้านหลังหนึ่งทางเหนือของฉนวนกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า พวกเขาสังหารสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองกาซาซิตี้ ตอนเหนือของฉนวนกาซา เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย. 2569) โดยระเบิดตกใส่บ้านพักหลังหนึ่งส่งผลให้ พ่อ แม่ และลูกสาวอีก 2 คน อายุ 8 และ 12 ปี ที่กำลังนอนหลับอยู่ เสียชีวิต

อิสราเอลยกระดับการทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยในการโจมตีล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า เป้าหมายการโจมตีคือ “สิ่งปลูกสร้างทางการทหาร” และการโจมตีได้สังหารนายมูอาเมน อาห์เหม็ด ซึ่งเป็นนักรบฝ่ายปฏิบัติการที่ก่อเหตุโจมตีกองกำลังอิสราเอล โดยไม่ได้กล่าวถึงภรรยาหรือเด็กๆ ที่เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและญาติของอาห์เหม็ดในฉนวนกาซายืนยันว่า อาห์เหม็ดถูกสังหารแล้ว แต่ไม่ยืนยันว่าเขาเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธตามที่อิสราเอลกล่าวหาหรือไม่

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีบ้านพักอย่างน้อย 6 แห่งและคลังอาวุธ ส่งผลให้บ้านเรือนและเต็นท์พักพิงใกล้เคียงเสียหาย ประชาชนหลายครอบครัวต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อหลบภัยอีกครั้ง

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แต่อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลง ขณะที่ความพยายามเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพถาวรตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่มีความก้าวหน้า

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกาซาระบุว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วกว่า 1,300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลเสียชีวิต 4 ศพ อย่างไรก็ดี หากนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 73,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

10 ก.ย. 2569 22:59 น.

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กลุ่มกบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า โมคา บริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้สำเร็จแล้ว ในความพยายามขยายอิทธิพลเพื่อควบคุมทะเลแดงอันเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ เพื่อช่วยอิหร่านรับมือสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.ย. 2569 ว่า กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยกระดับการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีด้วยการบุกยึด เมืองท่าโมคา (Mocha), เมืองฮายส์ (Hays) และฐานทัพสำคัญโดยครอบครองพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตารางกิโลเมตร

เมืองโมคาตั้งอยู่ห่างจากช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ราว 80 กิโลเมตร โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของทั้งโลก

ฮูตีพยายามยึดชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมด เพื่อเปิดศึกแนวหน้าแห่งที่สองในความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และกดดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกบฏฮูตี จุดกระแสความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง เพิ่มเติมจากสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านปิดมานานร่วม 6 เดือน ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านพลตรี ทาเร็ก ซาเลห์ ผู้บัญชาการของฝ่ายรัฐบาลเยเมนยอมรับว่า กองกำลังของพวกเขาต้องถอยทัพทางยุทธศาสตร์เพื่อรวบรวมกำลังใหม่ หลังถูกโจมตีหนัก แม้ฝั่งซาอุดีอาระเบียจะใช้การโจมตีทางอากาศเข้าช่วยตอบโต้กว่า 40 ครั้งก็ตาม

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในเยเมนเริ่มตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังซาอุฯ ทิ้งระเบิดรันเวย์เพื่อปิดกั้นเครื่องบินอิหร่าน ทำให้ฮูตีตอบโต้ด้วยการประกาศปิดล้อมทางทะเล และใช้โดรนกับขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นและเมืองชายแดนของซาอุฯ

ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรอาหรับซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเยเมนมาตลอด กำลังเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ทั้งความแตกแยกภายใน และการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ขณะที่ข้อตกลงป้องกันที่ซาอุดีอาระเบียทำร่วมกับ ปากีสถาน และตุรกี ก็อาจไม่ครอบคลุมการปฏิบัติการในเยเมน

นักวิเคราะห์ประเมินว่าการสู้รบในเยเมนจะยังคงดุเดือดต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลแดง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างต้องการถือครองพื้นที่เพื่อกุมอำนาจเหนือเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

10 ก.ย. 2569 22:03 น.

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ของประเทศจีน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงดับเพลิงได้สำเร็จ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) สื่อรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสินค้าติดสัญชาติไลบีเรียชื่อว่า “โอเชียน เมโลดี” (Ocean Melody) ที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ทางตะวันออกของประเทศจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ โดยสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

ซีซีทีวีระบุว่า ในตอนเกิดเหตุมีผู้อยู่บนเรือทั้งหมด 42 คน โดยนอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว คนอื่นๆ อีก 17 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้มี 5 คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและมีอาการทรงตัว

เรือลำดังกล่าวเดินทางมาถึงเมืองชิงเต่าเมื่อวันที่ 31 ส.ค. และอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงที่อู่ต่อเรือ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ในเวลา 11:15 น. วันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สามารถดับไฟได้สำเร็จในอีกราว 3 ชั่วโมงต่อมา

ทั้งนี้ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า เห็นกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาจากเรือ แต่ไม่ได้ยินเสียงระเบิดแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้สั่งการให้ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน”

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจาก เกิดเหตุระเบิดที่อู่ต่อเรือในมณฑลฟูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

ผลชันสูตร "ฮลุน โซโล่" พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

10 ก.ย. 2569 21:43 น.

ผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

โฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เผยผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเป็นได้หลายสาเหตุ หัวใจขาดเลือด-ไหลตาย ชี้ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจียเป็นหลัก ยอมรับค่อนข้างลำบากในการประสานงาน แต่แจ้งความคืบหน้าให้ทางครอบครัวทราบแล้ว

จากกรณีที่พี่ชาย “ฮลุน โซโล่” ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แจ้งอัปเดตผลชันสูตรการเสียชีวิตของน้องชายจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทยว่า พบการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ อาจส่งผลให้การทำงานกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทั้งนี้ยังต้องรอข้อมูลจากจอร์เจีย เพื่อสรุปผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สิน-สิ่งของน้อง ยังไม่ได้รับคืน ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย)

ล่าสุดวันที่ 10 ก.ย. 69 ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะโฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า การผ่าชันสูตรและผลตรวจชิ้นเนื้อ อีกทั้งจนถึงปัจจุบันทางการจอร์เจียยังไม่ได้มีการตอบกลับมา ทางเราจึงได้มีการสื่อสารกับ นายสมศักดิ์ บุตรศรี หรือ มอส พี่ชายของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ ฮลุน โซโล่ เพื่อแจ้งความคืบหน้าให้รับทราบในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 

ซึ่งข้อมูลที่ทางเราได้แจ้งกับคุณมอสคือ 1. อธิบายว่าทางเรายังไม่ได้ผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย แต่สิ่งที่เราพบคือลักษณะคล้ายการอักเสบเก่าที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นไปได้หลายสาเหตุ อาทิ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจเก่า ซึ่งการอักเสบนี้ อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอย่างไรแล้วในเรื่องนี้เราก็ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย หรืออาจจะเป็นในลักษณะที่เรียกว่า การผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน Autoimmune ทั้งหลาย เป็นต้น หรือจากเรื่องไหลตายก็เป็นไปได้ เนื่องด้วยการไหลตายก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นพริ้วผิดจังหวะ และทำให้หัวใจขาดเลือดได้เช่นเดียวกัน

เราจึงอธิบายข้อมูลเหล่านี้ให้กับคุณมอสได้รับทราบถึงความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังคงรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการจากจอร์เจียเป็นหลัก อาทิ ประเด็นของผลตรวจเรื่องสารพิษ สารเคมี หรือสารยาที่ได้รับก่อนการเสียชีวิต 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเส้นเลือดหัวใจซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เราต้องการรู้ ว่ามันจะนำมาสู่เรื่องของการเต้นผิดจังหวะของหัวใจหรือไม่ หรือนำมาสู่การขาดเลือดของหัวใจหรือไม่ ซึ่งก็ยอมรับว่าค่อนข้างมีความลำบากในเรื่องของการประสานงานเล็กน้อย แต่ให้คำยืนยันได้ว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีการแจ้งความคืบหน้าให้ทางครอบครัวได้รับทราบในส่วนของข้อมูล และยังคงรอการตอบกลับด้านข้อมูลผลชันสูตรจากทางการจอร์เจีย.

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น "ฮลุน โซโล่" เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

10 ก.ย. 2569 20:44 น.

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

พี่ชายเผยผลชันสูตรการเสียชีวิต “ฮลุน โซโล่” จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทย พบการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ อาจส่งผลให้การทำงานกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทั้งนี้ยังต้องรอข้อมูลจากจอร์เจีย เพื่อสรุปผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สิน-สิ่งของ ยังไม่ได้รับคืน

วันที่ 10 กันยายน 2569 พี่ชายนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” หนุ่มยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งพบว่าเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ได้โพสต์ข้อความอัปเดตความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของน้อง ผ่านทางเฟซบุ๊ก Klose Mos ของ โดยระบุว่า ขออนุญาตแจ้งข้อมูลอัปเดตเบื้องต้นนะครับ 10/09/69

ขณะนี้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ประสานงานกับทางอัยการ เพื่อขอข้อมูลผลชันสูตรโดยละเอียดจากประเทศจอร์เจีย เพื่อนำมาประกอบกับผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

เบื้องต้น จากผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบลักษณะการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจส่งผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากทางจอร์เจียเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาและสรุปผลให้ชัดเจน

ในส่วนของกระบวนการที่ดำเนินการอยู่ในประเทศจอร์เจีย ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด หรือการสืบสวนและชันสูตรดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว รวมถึงยังไม่มีกรอบระยะเวลาที่แน่ชัดว่าจะสามารถสรุปผลหรือได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อใด

ข้อมูลที่ครอบครัวได้รับในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ส่วนทางสถานทูตแจ้งว่าอยู่ระหว่างการประสานงานและติดตามสอบถามข้อมูลกับทางการจอร์เจียอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนให้ทางครอบครัวทราบ

สำหรับทรัพย์สินและสิ่งของต่างๆ ของน้อง ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ได้รับคืน มีเพียงหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เท่านั้นที่ได้รับกลับมาพร้อมกับร่างของน้องในวันที่นำร่างกลับประเทศไทย

ทางครอบครัวเข้าใจว่ากระบวนการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลของทางการจอร์เจียอาจต้องใช้เวลา จึงยังคงรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าจะได้รับความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจากทางจอร์เจีย สถานทูต หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมจะรีบแจ้งให้ทุกคนทราบครับ

ขณะนี้ข้อมูลที่ครอบครัวได้รับมีเพียงเท่านี้ จึงขอแจ้งตามข้อเท็จจริงที่ได้รับมา เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลตรงกันครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos 

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

10 ก.ย. 2569 17:07 น.

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

ยูกันดาเลือก “เอ็ดเวิร์ด รูกิดิ คิฮานันโกมา” นักข่าวและผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งอาณาจักรโตโร หลังสมเด็จพระราชาธิบดีโอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดี ที่ 4 ซึ่งเคยขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัย 3 พรรษา และได้รับการขนานนามว่า “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การสืบราชบัลลังก์ครั้งนี้อาจเผชิญความขัดแย้งจากพระญาติใกล้ชิด

คณะกรรมการคัดเลือกผู้สืบราชบัลลังก์ของอาณาจักรโตโร ในยูกันดา ประกาศว่า “เอ็ดเวิร์ด รูคิดี คิชานาโกมา” ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอาณาจักร หลังจากกระบวนการสรรหาผู้สืบทอดตำแหน่ง

คิชานาโกมาเป็นลูกพี่ลูกน้องของสมเด็จพระราชาธิบดีโอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดีที่ 4 พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน และปัจจุบันทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวและบรรณาธิการของสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติยูกันดา

คาดว่าคิชานาโกมาจะเข้าพิธีราชาภิเษกภายในสัปดาห์นี้ เพื่อสืบราชบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์โอโย ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะพระชนมายุ 34 พรรษา และมีกำหนดจัดพระราชพิธีพระบรมศพในวันที่ 12 ก.ย. นี้ โดยคาดว่าจะมีประชาชนหลายหมื่นคนเดินทางไปร่วมไว้อาลัยในเมืองห่างไกลใกล้พรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

กษัตริย์โอโยยังมิได้อภิเษกสมรสเมื่อสิ้นพระชนม์ การจากไปของพระองค์สร้างความเศร้าโศกให้กับประชาชนจำนวนมากที่เฝ้าติดตามพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และเห็นพระองค์เติบโตขึ้นจนกลายเป็นผู้นำที่ได้รับความรักและความเคารพในอาณาจักรโบราณแห่งนี้

อาณาจักรโตโรเป็นหนึ่งใน 5 อาณาจักรดั้งเดิมที่รัฐบาลยูกันดาให้การรับรอง แม้อาณาจักรเหล่านี้จะไม่มีอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี ของยูกันดา ระบุว่า กษัตริย์โอโยทรงมีทายาทองค์เล็กที่ประสูตินอกสมรส อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการคัดเลือกกลับพิจารณาผู้สมัครรายอื่นและเลือกคิชานาโกมาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์

การเลือกคิชานาโกมา ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกาศข่าวที่มีบุคลิกติดดินและเข้าถึงง่าย อาจเป็นความพยายามที่จะตอบโจทย์ทั้งกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการให้ราชวงศ์ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มที่ไม่ต้องการให้เด็กอีกคนขึ้นครองราชย์ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงและนำไปสู่การท้าทายทางกฎหมาย หากผู้สนับสนุนกษัตริย์โอโยรู้สึกว่าถูกละเลยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

รูธ โคมุนตาเล พระเชษฐภคินีของกษัตริย์โอโย และพระญาติใกล้ชิดที่สุดพระองค์หนึ่ง ออกมาปฏิเสธการตัดสินใจดังกล่าวทันที โดยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น NBS ว่า ครอบครัวรู้สึกผิดหวังอย่างมาก และมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจนำไปสู่ความแตกแยกและความวุ่นวาย

โคมุนตาเลยังระบุว่า พินัยกรรมที่กษัตริย์โอโยทรงเขียนไว้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์

กษัตริย์โอโยขึ้นครองราชย์ในปี 2538 ขณะพระชนมายุเพียง 3 พรรษา หลังพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชนในฐานะพระราชโอรสวัยเยาว์ที่ทรงฉลองพระองค์สีสันสดใส และเป็นที่ชื่นชมของประชาชนหลายแสนคนในอาณาจักร

ในพิธีราชาภิเษก พระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชนเผ่าหลายขั้นตอน รวมถึงการเสด็จไปยังสุสานหลวงเพื่อประกอบพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยการโยนเมล็ดกาแฟจำนวน 9 เมล็ดลงในหลุมฝังพระศพของพระราชบิดาได้สำเร็จ

การขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัย 3 พรรษาทำให้กษัตริย์โอโยได้รับการยกให้เป็น “กษัตริย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก” อย่างไม่เป็นทางการ พระองค์กลายเป็นบุคคลที่สร้างความประทับใจแม้กระทั่งบรรดาผู้นำระดับโลกที่มีโอกาสพบพระองค์ในงานระดับชาติ รวมถึงเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

ในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์ พระองค์อยู่ภายใต้การดูแลของคณะผู้สำเร็จราชการที่อาณาจักรแต่งตั้งขึ้น จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา

มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียในขณะนั้น เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์โตโรเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน กัดดาฟีเดินทางเยือนยูกันดาหลายครั้ง และให้การสนับสนุนกษัตริย์โอโยและพระราชชนนีมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2554

อาณาจักรดั้งเดิมของยูกันดาถูกยกเลิกหลังประเทศได้รับเอกราชจากการปกครองของอังกฤษ โดยประธานาธิบดีซึ่งต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นรัฐสาธารณรัฐและสร้างความเป็นเอกภาพทั่วประเทศ ก่อนที่รัฐบาลจะฟื้นฟูสถานะของอาณาจักรเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้งในปี 2536

แม้กษัตริย์ของอาณาจักรดั้งเดิมจะไม่มีอำนาจทางการเมือง และตามกฎหมายไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้พิทักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของชนเผ่า.

ที่มา Associated Press