รัฐบาลปลื้ม สื่อเวียดนาม–มาเลเซีย ชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 ดิจิทัลโนแมด-อันดับ 4 วัยเกษียณ

12 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

สื่อเวียดนาม–มาเลเซียชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 “ดิจิทัลโนแมด”–อันดับ 4 “วัยเกษียณ” รัฐบาลต่อยอดดึงกำลังซื้อเข้าไทย 365 วัน

วันที่ 12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า VnExpress International ของเวียดนาม และ The Star ของมาเลเซีย รายงานผล Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งประเมิน 192 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายอันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด (Digital Nomads) ด้วยคะแนน 75.4 และอันดับ 4 ของโลกสำหรับผู้เกษียณ (Retirees) ด้วยคะแนน 74.3 สะท้อนว่าไทยไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านการท่องเที่ยว แต่มีศักยภาพเป็นจุดหมายสำหรับ “อยู่นาน ทำงาน และใช้ชีวิต” ในระดับโลก

สำหรับดิจิทัลโนแมด ไทยอยู่อันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและโปรตุเกส ส่วนกลุ่มผู้เกษียณ ไทยอยู่อันดับ 4 รองจากมาเลเซีย ปานามา และโปรตุเกส โดยทั้งสองประเภทไทยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

จุดแข็งของไทยอยู่ที่ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ 96.9 คะแนน ระบบเงินตราและธนาคาร 91.8 คะแนน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 89.4 คะแนน รวมถึงคุณภาพและต้นทุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างละ 78 คะแนน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานจากระยะไกลและผู้เกษียณที่ต้องการพำนักระยะยาว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองอันดับดังกล่าวเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เพราะดิจิทัลโนแมดและผู้เกษียณต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพำนักและใช้จ่ายในประเทศต่อเนื่อง ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และบริการต่าง ๆ หากสามารถดึงดูดให้พำนักนานขึ้น ย่อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชนได้ตลอดทั้งปี

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยวไทย แต่ต้องทำให้คนที่มีศักยภาพอยากอยู่ไทยนานขึ้น และใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมดและอันดับ 4 สำหรับผู้เกษียณ จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องเปลี่ยนให้เป็นรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจ” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวผ่านการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคบริการ และระบบสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายคุณภาพตลอด 365 วัน โดยขยับจากการเน้น “จำนวนคนมาเที่ยว” ไปสู่การเพิ่ม “มูลค่าต่อคนและระยะเวลาพำนัก” ให้มากขึ้น

สำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสภาพแวดล้อมที่รองรับการทำงานและพำนักระยะยาว ขณะที่กลุ่มผู้เกษียณจะเชื่อมโยงกับการยกระดับบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เศรษฐกิจสุขภาพ และเศรษฐกิจสูงวัย ซึ่งเป็นภาคบริการมูลค่าสูงที่ประเทศไทยมีศักยภาพ

“จุดแข็งของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘เที่ยวดี’ แต่คือ ‘อยู่ได้ ทำงานได้ และเกษียณได้’ รัฐบาลจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้เป็น Destination Thailand ที่ดึงกำลังซื้อ สร้างรายได้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับยังสะท้อนประเด็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนา ทั้งการเข้าถึงภาษาอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจ และหลักนิติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะนำมาประกอบการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าทำงาน และน่าลงทุนในระยะยาว

ชวน แฉขบวนการยึดครององค์กรอิสระ ตั้งคนตามอำเภอใจ เหมือนระบบประธานาธิบดี  เตือนอย่าใช้ชาติคืนหนี้บุญคุณ!

12 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

“ชวน” ชี้ องค์กรอิสระเป็นกลไกสำคัญตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่กำลังโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เตือน ต้องยึดความซื่อสัตย์-เที่ยงตรง -ธรรมาภิบาล ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติ

12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ในช่วงเช้ามีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

โดยนายชวน กล่าวปาฐกถาว่า เดิมโครงสร้างการปกครองยึด 3 อำนาจหลักคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด 3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆไม่ใช่เพราะโครงสร้างไม่ดี แต่เพราะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากบุคคลมากกว่าการยึดอำนาจหลายครั้ง ซึ่งในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรก ใช้โครงสร้างการปกครองบ้านเมืองในระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เหมือนเดิมแต่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆเกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ เพื่อให้เป็นองค์กร มีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กร รวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ

นายชวน กล่าวว่า ในทุกองค์กรจะมีมาตราหนึ่งเขียนไว้ว่า บุคลากรที่จะเข้ามาอยู่ในองค์กร ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และคำนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น แต่มีองค์กรเดียวที่ไม่เขียนเรื่องนี้ไว้คือกรรมการสิทธิมนุษยชน รัฐบาลในขณะนั้นจึงเป็นภาระที่ต้องออกกฎหมายในทุกฉบับให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด รัฐบาลชุดนั้นจึงต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้มแข็ง ซึ่งกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระได้ประกาศใช้เมื่อปีพ.ศ. 2541-2542

นายชวน กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อย่างกกต.ชุดแรก ได้ลงโทษผู้ที่ทำผิดโดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่เมื่อกกต. ชุดหลังจากนั้นก็มีข้อครหาตามมา ซึ่งกกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน มาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นก็มีกกต. บางชุดมีข้อครหาว่าเรียกรับเงิน เปลี่ยนใบแดงเป็นใบเหลือง หรือเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบเขียว ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่าย และด้วยการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระมีผลต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ประสิทธิภาพการปกครองนี้สมบูรณ์ อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ สถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจแต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น ทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม

นายชวน กล่าวว่า เมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการคือการส่งตำรวจไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

นายชวน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์ เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต. เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้น องค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลว การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มาก แต่ในที่สุดการเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส. ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลเที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง

‘รุทธพล’ เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ย้ำไม่ปล่อยคดีช้าซ้ำเติมคนจน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

“รุทธพล”เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ดึงเข้าถึงชาวบ้าน ย้ำไม่ปล่อยคดีช้า ซ้ำเติมคนจน เร่งช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5 พันล้าน

เมื่อเวลา 09.05 น.วันที่ 12 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT 2HD ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรมเชิงรุกของรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ให้ความสำคัญกับหลักความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงกำหนดนโยบายหลัก 7 ด้าน ได้แก่ 1.การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล 2.การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ 3.การแก้ไขปัญหายาเสพติด 4.การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 5.การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม 6.การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และ7.การบริหารงานอย่างมืออาชีพ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า แต่ละกรมต้องมีกรอบเวลาทำงาน ไม่ปล่อยให้เรื่องของประชาชนค้างหลายเดือนเหมือนที่ผ่านมา โดยตนและปลัดกระทรวงยุติธรรมลงไปดูความพร้อมของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนรู้ทันทีว่าเรื่องของตนจะเดินต่ออย่างไร

“เมื่อมีพี่น้องประชาชนเข้ามาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เรื่องการช่วยเหลือ เยียวยา และเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นงานที่กำชับทุกกรมในกระทรวง” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงคำพูดที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจนนั้นว่า ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมมีกองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกจังหวัด และสายด่วน ช่วยคนยากจนหรือผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งค่าประกันตัว ค่าจ้างทนาย การเยียวยาผู้เสียหาย และคำปรึกษากฎหมาย อย่างไรก็ตาม กองทุนยุติธรรมไม่ได้ช่วยทุกกรณี แต่มีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้เงินไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่มีเงินต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ต่อสู้คดี

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ด้านยาเสพติดกระทรวงยุติธรรมใช้ ป.ป.ส.ทำงานร่วมตำรวจ ทหาร จังหวัด และอำเภอ ครบทั้งป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และเฝ้าระวัง โดยสกัดตั้งแต่ชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา ก่อนยาเสพติดทะลักเข้าประเทศ

“ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ประสานประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งจุดตรวจ ฝึกเจ้าหน้าที่ และติดตามผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในไทยแล้วหลบหนีข้ามแดน พร้อมเน้นจับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และยึดทรัพย์ โดยเคยสกัดสารตั้งต้นที่หากหลุดไปได้ อาจผลิตยาบ้าได้กว่า 1,000 ล้านเม็ด”

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงกรณี อาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้า การพนันออนไลน์ และเครือข่ายข้ามชาติว่า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะ หน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องบูรณาการตำรวจ DSI ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสรรพากรขณะนี้มีชุดทำงาน 7 ชุด แบ่งเป็นคดีออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด คดีนอมินี 3 ชุด ลงพื้นที่พัทยา ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต เพื่อตรวจเครือข่ายต่างชาติ นอมินี และการถือครองทรัพย์สินผิดปกติในไทย

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า สิ่งที่เหยื่อออนไลน์ต้องการที่สุดคือเงินที่ถูกหลอกต้องตามคืนให้ได้ ตำรวจจึงตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูม มีตำรวจ ปปง. และธนาคารอยู่ร่วมกัน เมื่อแจ้งเหตุจะเร่งสกัดเส้นทางเงินจากบัญชีม้าแถวแรกไปถึงแถวต่อไป รวมถึงจุดกดเงินสด โดยในคดีที่ยึดทรัพย์ได้แล้ว ตำรวจและ DSI ประสาน ปปง.ขายทอดตลาดทรัพย์สิน เช่น รถหรู เพื่อนำเงินเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย ทำแล้วเกือบ 700 ราย ผู้เสียหายเกือบ 600 คน วงเงินกว่า 130 ล้านบาท

ส่วนด้านการแก้หนี้ครัวเรือน กระทรวงยุติธรรมใช้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ช่วยก่อนฟ้อง และกรมบังคับคดีช่วยหลังศาลมีคำสั่ง ปีงบประมาณ 2569 จัดไกล่เกลี่ย 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ขอแก้หนี้กว่า 40,000 ราย ทุนทรัพย์กว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งการไกล่เกลี่ยช่วยลดภาระประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท หลายกรณีจากต้องผ่อนเดือนละ 10,000-15,000 บาท เหลือ 1,500 บาท หนี้บัตรเครดิตหลักแสนเหลือ 15,000 บาท

“เงินที่เหลือเขาก็เอาไปดูแลครอบครัวได้ และปีหน้าจะเริ่มจัดไกล่เกลี่ยหนี้รอบใหม่ช่วงเดือนม.ค. เพื่อให้คนเดือดร้อนมีโอกาสตั้งหลัก เลี้ยงลูกหลาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

‘ธนพร’ ซัดม็อบสีส้ม 13 ก.ย. แค่คนแพ้ เกมอำนาจ เตือนอย่าเล่นนอกกติกา กดดัน กกต.จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป

12 กันยายน 2569 เวลา 14:37 น.

“ธนพร” ซัดม็อบสีส้ม 13 ก.ย. แค่คนแพ้ เกมอำนาจ เตือนอย่าเล่นนอกกติกา กดดัน กกต.จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป สะกิด เล่นแรง ระวังโดน VAR แจกใบเหลือง-แดง

วันที่ 12 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงการนัดชุมนุมและเดินขบวนในวันที่ 13 กันยายนว่า การชุมนุมโดยสงบถือเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถแสดงความเห็นหรือความไม่พอใจได้ แต่ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตัดสินใจไปตามความประสงค์ของผู้ชุมนุมหรือไม่

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากสังคมยอมรับหลักคิดว่า เมื่อใครไม่พอใจหน่วยงานรัฐก็สามารถระดมคนไปกดดันได้ ต่อไปบ้านเมืองอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้มีมวลชนมากกว่าเป็นฝ่ายกำหนดคำตอบ ส่วนผู้ไม่มีพวกก็อาจหันไปใช้วิธีอื่น จนนำไปสู่สภาวะไร้กติกาและความขัดแย้งรุนแรง

“ถ้าเราจะอยู่กันแบบนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย ใครไม่พอใจอะไรก็เดินขบวนไปกดดันหน่วยงานนั้น สุดท้ายบ้านเมืองจะกลายเป็นว่าใครมีพวกก็ไปกดดันกันเอา”

สำหรับการพิจารณาคดีหรือคำร้องต่างๆ รศ.ดร.ธนพรระบุว่า กกต.มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยจากข้อกฎหมาย พยาน และหลักฐาน หากฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้ช่องทางร้องเรียนต่อองค์กรหรือศาลที่มีอำนาจได้ ไม่ควรนำการปิดถนนหรือสร้างความวุ่นวายมาใช้แทนกระบวนการทางกฎหมาย

รศ.ดร.ธนพรกล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมว่า การเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยังสามารถทำได้ แต่หากแกนนำและสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมเดินขบวนด้วย ก็ยิ่งทำให้สถานะของกิจกรรมชัดเจนว่าเป็น “ม็อบสีส้ม”

“การที่คุณเท้งโพสต์ ในทางการเมืองก็ถือว่าชัดเจนดี วันอาทิตย์นี้ก็เป็นม็อบสีส้ม ส่วนสาเหตุไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า บอลแพ้ คนไม่แพ้’

รศ.ดร.ธนพรมองว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวไม่ใช่เพียงการเรียกร้องต่อ กกต. แต่สะท้อนความไม่พอใจหลังพรรคประชาชนพ่ายแพ้ในเกมอำนาจตามระบบ ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการแข่งขันทางการเมืองในระดับต่างๆ

แม้พรรคประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาของ สว.หรือกล่าวหาเรื่องการฮั้วได้ แต่ในขณะที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องยอมรับก่อนว่า สส.และ สว.ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งตามกติกาที่บังคับใช้อยู่ หากเห็นว่ากติกามีปัญหาก็ควรแก้ไขผ่านระบบ ไม่ใช่พ่ายแพ้ในระบบแล้วหันไปใช้แรงกดดันนอกสภา

“สีส้มแพ้ตามกติกา แต่เมื่อแพ้แล้วกลับใช้วิธีนอกกติกา ทั้งที่เคยวิจารณ์คนอื่นว่าไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย วันนี้จึงเหมือนถ่มน้ำลายใส่มือตัวเองแล้วนำมาทาหน้า”

รศ.ดร.ธนพรเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้กับการแข่งขันฟุตบอล โดยระบุว่า พรรคประชาชนสามารถเคลื่อนไหวและตรวจสอบได้ แต่ต้องระวังไม่ให้การชุมนุมเกินขอบเขตหรือกลายเป็นความวุ่นวาย เพราะปัจจุบันสังคมและกฎหมายเปรียบเสมือนระบบ VAR ที่ตรวจสอบการกระทำย้อนหลังได้

“จะเข้าพรวด จะเสียบแรงก็ทำได้ แต่ต้องระวังว่าทุกวันนี้มี VAR หากทำตัวเป็นฮูลิแกนแล้วโดนใบเหลืองใบแดงขึ้นมา อย่ามาร้องขอนิรโทษกรรมกันใหม่ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมเดิมไม่ได้ครอบคลุมการกระทำในปี 2569”

รศ.ดร.ธนพรกล่าวอีกว่า พรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็น “การเมืองก้าวใหม่” ควรแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานผ่านระบบรัฐสภา การอ้างว่าตนมีเสียงไม่เพียงพอและต้องแพ้ในการลงมติ ไม่ใช่เหตุผลที่จะละทิ้งการเจรจาต่อรอง เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีฝ่ายใดได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น หากพรรคประชาชน

ต้องการแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรเปิดการเจรจากับฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่าง พร้อมเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนที่แต่ละฝ่ายยอมรับได้ เพราะการประนีประนอมและ “ยื่นหมูยื่นแมว” เป็นกลไกปกติของรัฐสภาทั่วโลก

“ต้องคิดก่อนว่าอีกฝ่ายก็มีตัวตนอยู่ในระบบการเมือง เขาเข้ามาในสภาได้ก็เพราะมีประชาชนเลือก คุณจะปฏิเสธว่าต้องมีเฉพาะสีเดียวกับคุณจึงจะถูกต้องไม่ได้ แล้วคนไทยที่เลือกพรรคอื่นจะให้เขาไปอยู่ต่างประเทศหรืออย่างไร”

รศ.ดร.ธนพรวิจารณ์ว่า หากพรรคประชาชนยืนยันว่าจะต้องได้ทุกอย่างตามความต้องการของตัวเอง และเมื่อไม่ได้ก็ใช้มวลชนกดดัน พฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ต่างจากเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกลางห้างเพื่อบังคับให้ผู้ปกครองซื้อของเล่นให้

“กรณีเด็กสีส้มในสภางอแง ไม่ควรตามใจ เพราะหากตามใจก็จะยิ่งไปกันใหญ่ และอาจทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน” จี้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเสมอภาค

รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า ผู้ชุมนุมวันที่ 13 กันยายนสามารถใช้สิทธิได้ แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับการชุมนุมของเกษตรกร คนจน หรือกลุ่มการเมืองอื่นๆ

หากพบว่าการชุมนุมมีแนวโน้มเกินขอบเขตหรือฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เลือกปฏิบัติ

“ผู้ชุมนุมก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกกลุ่ม แบบนี้จึงเรียกว่าแฟร์เพลย์กันทุกฝ่าย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

วิกฤตเขื่อนลำปาว! ผ่าท้องปลาหมอคางดำรอบ 4 พบไข่เต็มท้องพร้อมแพร่พันธุ์

12 กันยายน 2569 เวลา 15:41 น.

วิกฤตเขื่อนลำปาว! ผ่าท้องปลาหมอคางดำรอบ 4 พบไข่เต็มท้องพร้อมแพร่พันธุ์ ด้าน ผวจ.กาฬสินธุ์ สนธิกำลังปูพรมล่าตัดวงจรระบาด-ย้ำพบบริเวณใกล้เคียงจุดเดิม

วันที่ 12 กันยายน 2569 นายหนูพร ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว หมู่ที่ 16 ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้นำปลาต้องสงสัยจำนวน 3 ตัว ที่จับได้บริเวณริมเขื่อนลำปาว (รอยต่อ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี) มามอบให้เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันทันทีว่าเป็น “ปลาหมอคางดำ” ความยาว 7–10 เซนติเมตร อายุราว 3 เดือน

ต่อมา นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการผ่าท้องพิสูจน์ ณ ลานเจ้าปู่เชียงโสม สะพานเทพสุดาฯ ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ ผลการตรวจชันสูตรพบว่าปลาหมอคางดำจำนวน 2 ตัว มีไข่แน่นเต็มท้อง พร้อมขยายพันธุ์ได้ทันที เจ้าหน้าที่จึงประเมินว่ากลุ่มประชากรปลาหมอคางดำยังคงกระจายตัวอยู่ในโซนรอยต่อ ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และยังไม่ได้ขยายวงกว้างออกไปนอกเขื่อนลำปาว

นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับ นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ สรุป timeline การพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว รวม 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 (31 ส.ค. 69): พบที่บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี , ครั้งที่ 2 (5 ก.ย. 69): พบที่บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จำนวน 2 ตัว , ครั้งที่ 3 (9 ก.ย. 69): พบที่บ้านคำแคน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จำนวน 2 ตัว (เพศผู้และเพศเมีย) และครั้งที่ 4 (12 ก.ย. 69): พบที่บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จำนวน 3 ตัว (พบไข่เต็มท้อง 2 ตัว)

จังหวัดกาฬสินธุ์ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประมงอำเภอ ผสานกำลังร่วมกับชาวประมงพื้นบ้าน ปูพรมสุ่มสำรวจจับปลาตามริมตลิ่งเพื่อเร่งกำจัดตัดวงจรการแพร่ระบาด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากพบปลาลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประมงในพื้นที่เข้าตรวจสอบและกำจัดทันทีเพื่อปกป้องระบบนิเวศทางน้ำ

สกลนครสืบสานศรัทธา! ‘อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ’ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม 11–30 ก.ย.นี้

12 กันยายน 2569 เวลา 17:39 น.

‘อบจ.สกลนคร’ร่วมสืบสานศรัทธา! อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยาประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม 11–30 ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณนฤมล สัพโส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย คุณวนิดา พรหมชาติ เลขานุการนายก อบจ.สกลนคร นำคณะส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย และพระอรหันตธาตุ เข้าประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

พิธีเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยริ้วขบวนรถบุปผชาติอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุเวียนรอบองค์พระธาตุเชิงชุม 3 รอบ ก่อนอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกภายในพระวิหาร โดยมีพระสงฆ์สมณศักดิ์ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ตามดำริของ หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ พระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม

ดร.ประกาย ณ สงขลา และ ดร.อำนาจ เพชรหนูไทย ในนามสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ได้ออกมากราบขอบคุณ คุณนฤมล สัพโส, คุณวนิดา พรหมชาติ และ คุณนิลรดา กลยาณีย์ พร้อมด้วยบุคลากร อบจ.สกลนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ให้การต้อนรับ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนการจัดพิธีมหามงคลในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ทางสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน และ อบจ.สกลนคร ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน พาครอบครัวเข้า ร่วมกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งน้อมนำหลักธรรม สติ ความซื่อสัตย์ และความเมตตา มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเปิดให้เข้าสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 11–30 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

CEA เปิดนิทรรศการ Creative Cultural District ปีที่ 2 สนับสนุน 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และการออกแบบ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

13 กันยายน 2569 เวลา 10:34 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดนิทรรศการ “ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)” ภายใต้แนวคิด “Connecting the Dots  Creative Districts Reimagined” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District: CCD) ปีที่ 2 เพื่อสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของพื้นที่กระบวนการออกแบบและความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่าน 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ ได้แก่ เจียงฮายหลายรส (เชียงราย), Face of Chiang Dao (เชียงใหม่), ลานนาคกี้ (บึงกาฬ), พื้นที่แห่งเสียง (สุพรรณบุรี), KEDA SIGN (ปัตตานี), กั่วป่าโพ้ (พังงา) และ Y.L.A. (ยะลา) นิทรรศการจัดแสดงในระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ Discovery Plaza ชั้น G ศูนย์การค้า Siam Discovery

โครงการ Creative Cultural District (CCD) เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนและดำเนินงานโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ โครงการมีเป้าหมายในการสำรวจ พัฒนา และยกระดับย่านสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา นักสร้างสรรค์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า  “โครงการ Creative Cultural District ช่วยเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์เเละผู้ขับเคลื่อนในพื้นที่ นำเสนอบริบทและค้นหาทุนหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ผสมผสานกับกิจกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของชุมชน การนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการออกแบบ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์” 

รศ. ดร.ชุมพร มูรพันธุ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า โครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ เปิดรับพื้นที่สร้างสรรค์จากทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 80 พื้นที่ ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อค้นหาพื้นที่ต้นแบบและเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่สู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าในระยะยาว

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอผลงานและกระบวนการทำงานของ 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ พร้อมเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ฟื้นชีวิต สร้างพลังให้เติบโต” โดยตัวแทนจาก 7 พื้นที่ต้นแบบ ได้แก่ เจียงฮายหลายรส, Face of Chiang Dao, ลานนาคกี้, พื้นที่แห่งเสียง, KEDA SIGN, กั่วป่าโพ้ และ Y.L.A. ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่จากฐานวัฒนธรรม ชุมชน อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบริบทของแต่ละภูมิภาค

เปิด 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ สู่การเชื่อมโยงทุนท้องถิ่นกับโอกาสใหม่

  1. เจียงฮายหลายรส จังหวัดเชียงราย

ผ่านแนวคิดด้าน “อาหาร” และเรื่องราวของย่านศรีเกิดในการเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ่ายทอดอัตลักษณ์เชียงรายผ่านรสชาติ วัตถุดิบ ตำรับอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่น พื้นที่ดังกล่าวเกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการอาหารและนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรมที่ชวนผู้คนกลับมารู้จักย่านในมุมใหม่ และต่อยอด “รสชาติของเมือง” ให้กลายเป็นเรื่องราว ประสบการณ์ และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

  1. Face of Chiang Dao จังหวัดเชียงใหม่

ผ่านแนวคิด “สายน้ำ ผู้คน ศิลปะ และวัฒนธรรม” เชื่อมโยงทุนท้องถิ่นเข้ากับบริบทของเชียงดาว ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่กระจายตัวในพื้นที่ พร้อมเปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และเวทีสำหรับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น เกิดเครือข่ายที่เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมนำเสนอเรื่องราวของเชียงดาวในมุมใหม่ และเปิดโอกาสในการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของพื้นที่

  1. ลานนาคกี้ จังหวัดบึงกาฬ

ผ่านแนวคิด “นาคสร้างชุมชน – ไม่ใช่แค่ค้นหา แต่คือการตามล่า” นำทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อ เรื่องราวนาค และวิถีชุมชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนทุกวัย เกิดพื้นที่กลางสำหรับการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และภาคีในพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมต่อยอดทุนวัฒนธรรม “นาคกี้” ไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ คราฟต์ อาหาร การแสดง และผลิตภัณฑ์

  1. พื้นที่แห่งเสียง จังหวัดสุพรรณบุรี

ผ่านแนวคิด “เมืองหนึ่งเมืองไม่ได้มีแค่ภาพให้มอง แต่มันมีเสียงให้ฟัง” ถ่ายทอดเรื่องราวของพื้นที่ผ่านเสียงของผู้คน ชุมชน และศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้และมุมมองใหม่ต่อเมือง เกิดพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เสียงของชุมชนได้รับการนำเสนอและส่งต่อ เชื่อมโยงศิลปิน คนรุ่นใหม่ และคนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ และเปลี่ยน “เสียงท้องถิ่น” ให้เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์และคุณค่าใหม่ของเมือง

  1. KEDA SIGN จังหวัดปัตตานี

ผ่านแนวคิด “กือดาไซน์” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของปัตตานีมาตีความผ่านการออกแบบ สร้างพื้นที่ที่เชื่อมงานออกแบบ ศิลปะ คราฟต์ ผู้คน และเรื่องราวของเมืองเข้าด้วยกัน ส่งผลให้เกิดการมองเห็นคุณค่าของทุนสร้างสรรค์ในพื้นที่มากขึ้น เชื่อมโยงนักออกแบบ ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชน และเปิดโอกาสให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นผลงาน ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ร่วมสมัย

  1. กั่วป่าโพ้ จังหวัดพังงา

ผ่านแนวคิด “เปิดพื้นที่ท้องถิ่น เชื่อมผู้คน ศิลปะ และเมือง” โดยใช้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต อาหาร แฟชั่น สถาปัตยกรรม และเรื่องราวของผู้คนท้องถิ่น เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญและเรื่องราวของเมืองผ่านเส้นทางการเรียนรู้ กิจกรรมศิลปะ และการเปิดบ้านชุมชน ช่วยให้คนในพื้นที่กลับมาเห็นคุณค่าของบ้านเกิด พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบตะกั่วป่าในมิติที่มากกว่าการท่องเที่ยว

  1. Y.L.A. จังหวัดยะลา

ผ่านแนวคิด “ยล สร้าง สิน” ชวนมองยะลาผ่าน “สินทรัพย์สร้างสรรค์” ที่อยู่รอบตัว ทั้งผู้คน อาหาร วัฒนธรรม คราฟต์ และเรื่องราวของเมือง ด้วยการต่อยอดไปสู่งานด้านออกแบบและกิจกรรมสร้างประสบการณ์ร่วมสมัย เกิดพื้นที่กลางสำหรับการพบปะ ทดลอง เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนของคนในเมือง พร้อมสร้างมุมมองใหม่ต่อยะลา

นิทรรศการ “ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ Discovery Plaza ชั้น G ศูนย์การค้า Siam Discovery พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปจาก 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ประชาชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจได้เรียนรู้แนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดผ่านกระบวนการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับพื้นที่อย่างยั่งยืน

ไวตามิ้ลค์ ชวน ‘เจฟ ซาเตอร์’ ถ่ายทอดแนวคิด ‘ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน’

13 กันยายน 2569 เวลา 10:00 น.

ไวตามิ้ลค์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แนวทาการสื่อสาร “Vitamilk Double Zero 0011” (ไวตามิ้ลค์ ดับเบิ้ลซีโร่ 0011) สูตรไม่เติมน้ำตาลทราย นมถั่วเหลือง plant base 100%  ด้วยจุดเด่น 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสตอรอล และมีโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 กรัม อร่อย ดื่มง่าย ตอบโจทย์คนที่กังวลเรื่องน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ให้การเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องง่ายๆ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์แบรนด์ “เจฟ ซาเตอร์” ถ่ายทอดแนวคิด Vitamilk START FROM 0011 “ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน”

นายอนันต์ ธีรวิชญกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำตาลและการได้รับโปรตีนที่เพียงพอในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นดูแลสุขภาพยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะต้องปรับทั้งพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย ไวตามิ้ลค์จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ รสชาติ ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ด้วยจุดเด่นของไวตามิ้ลค์ สูตรนี้คือ 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสเตอรอล และโปรตีน 11 กรัม พร้อมรสชาติอร่อย ดื่มง่าย ไม่จืด ให้ผู้บริโภคดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าต้องลดทอนความอร่อย

นอกจากนี้ ไวตามิ้ลค์ยังสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายผ่านกิจกรรมเต้นแอโรบิค ซึ่งสนุก เข้าถึงง่าย และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เพื่อให้ทุกคนสนุกกับการดูแลสุขภาพได้ในทุกวัน

ดีต่อสุขภาพแบบดับเบิ้ล! กับ “Vitamilk Double Zero 0011” (ไวตามิ้ลค์ ดับเบิ้ลซีโร่ 0011) ด้วยนมถั่วเหลือง plant base 100% ปราศจากนมวัว สูตร ไม่เติมน้ำตาลทราย ไม่มีคอเลสเตอรอล รสชาติอร่อย ดื่มง่าย อุดมไปด้วยประโยชน์ครบในหนึ่งเดียว เพิ่มโปรตีนอีก 20% เป็น 11 กรัม ในขนาด 300 มล. (สูตรทั่วไปมีโปรตีน 9 กรัมในขนาด 300 มล.) พร้อมโอเมก้า 3,6,9 จากถั่วเหลืองธรรมชาติ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด โดยเป็นกรดอะมิโนจำเป็นถึง 9 ชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ สร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง พร้อมเต็มที่ มีทั้งชนิดขวดแก้ว ทูโก ขนาด 300 มล.  และ กล่องยูเอชที 200 มล. อร่อย สดชื่น ดื่มง่าย ใส่ใจสุขภาพได้เต็มที่แบบดับเบิ้ล

ด้านศิลปินสุดฮอต เจฟ ซาเตอร์ พรีเซนเตอร์แบรนด์ ไวตามิ้ลค์ ได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิด Vitamilk START FROM 0011 “ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน” ว่า การดูแลตัวเองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน อย่างการเลือกดื่มสิ่งที่มีประโยชน์ และการเติมโปรตีนให้ร่างกาย โดยเฉพาะคนที่มีตารางชีวิตและการทำงานแน่น ๆ การมีตัวช่วยที่สะดวกและดื่มง่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น

“สำหรับผม การดูแลตัวเองคือการใส่ใจตัวเองในทุกวัน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยากหรือเปลี่ยนชีวิตตัวเอง แค่เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองและทำได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไวตามิ้ลค์สูตรใหม่ “Vitamilk Double Zero 0011” เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ เพราะ 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสเตอรอล และมีโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 กรัม ที่สำคัญคืออร่อยและดื่มง่าย ไม่จืด ผมอยากชวนทุกคนลองเริ่มต้นดูแลตัวเองจากสิ่งง่าย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อให้ร่างกายพร้อมไปต่อในทุกวันครับ”

นอกจากความสดใสจาก “เจฟ ซาเตอร์” ภายในงานยังชวนทุกคนมาขยับร่างกายแบบสนุก ๆ กับกิจกรรมเต้นแอโรบิค นำโดย “ครูหนึ่งจุง” ที่มาชวนออกสเต็ปแบบจัดเต็ม พร้อมเพิ่มความคึกคักเมื่อ “ฮาย – อาภาพร นครสวรรค์” มาร่วมเต้นแอโรบิค สร้างทั้งเสียงหัวเราะและความสนุกให้กับบรรยากาศภายในงาน เรียกได้ว่าเป็นการชวนทุกคนมา “ขยับให้สุด แล้วเติมความพร้อมให้ร่างกาย” ไปพร้อมกัน

ไขความลับสร้าง Healthspan ที่ดีและยั่งยืนผ่าน 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

13 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

การมีอายุยืน อาจไม่ใช่เป้าหมายเดียวของคนยุคใหม่อีกต่อไป เพราะคนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง Healthspan หรือการมีช่วงชีวิตยืนยาวพร้อมสุขภาพที่ดี เทรนด์สุขภาพระดับโลกจึงเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย มาสู่แนวคิด Holistic Wellbeing หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบองค์รวม ซึ่งเริ่มต้นได้จากไลฟ์สไตล์ใกล้ตัว ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่เปี่ยมด้วยโภชนาการเข้มข้น และการทำความเข้าใจกับ Microbiome (จุลินทรีย์ในร่างกาย) เพื่อคืนสมดุล คุมระบบภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูร่างกายจากภายใน เพราะการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบสตรองในทุกวัน คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และยืนยาวที่สุด

ไขความลับ Nutrition & Microbiome กุญแจสู่ Healthspan Lifestyle ผ่านองค์ความรู้จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

นิยามของ Healthspan กับ Lifespan และ 4 เสาหลักสุขภาพ

ดร.จีจี้ กวอก-ฮินสลีย์

ดร.จีจี้ กวอก-ฮินสลีย์ (Dr. Gigi Kwok-Hinsley) นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ด้านวิจัยโภชนาการและการตรวจสอบทางคลินิกจากแอมเวย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโภชนาการและไมโครไบโอม ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยและร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์การดูแลระบบไมโครไบโอมอย่างตรงจุด ได้อธิบายความแตกต่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีว่า “เมื่อพูดถึงการมีอายุยืนยาว เรามักนึกถึง Lifespan หรืออายุขัยว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 80, 90 หรือ 100 ปี แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ Healthspan หรือช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพดี เพราะการมีชีวิตยืนยาวจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อเรายังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความเจ็บป่วย ความไม่สบายกาย หรือโรคเรื้อรัง

การสร้าง Healthspan ที่ดีและยั่งยืนจึงควรมองมิติสุขภาพอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 4 แกนหลัก ตั้งแต่ ‘Cellular Health’ หรือการดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำงานของร่างกาย อวัยวะ และกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซึ่งการดูแลสุขภาพของเซลล์ต้องอาศัยทั้งการปรับไลฟ์สไตล์และสารอาหารที่เหมาะสม และยังเกี่ยวข้องกับ ไฟโตนิวเทรียนท์ สารพฤกษเคมีหรือสารอาหารจากพืชหลากหลายสีที่ช่วยดูแลและปกป้องเซลล์ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายและผิวหนังจากสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงกับการทำงานของจุลินทรีย์ในร่างกาย รวมถึง ‘Microbiome’ ระบบนิเวศจุลินทรีย์นับล้านตัวที่อาศัยอยู่ในร่างกาย เช่น ลำไส้ ช่องปาก และผิวหนัง ซึ่งจุลินทรีย์ในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างและมีบทบาทต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน ตั้งแต่สมอง ผิวหนัง การอักเสบ ไปจนถึงภูมิคุ้มกัน และ ‘Exposome’ ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมรอบตัวทั้งอากาศ น้ำ แสงแดด และมลภาวะที่ร่างกายต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งเราสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการลดโอกาสในการเผชิญสิ่งที่ส่งผลเสีย และเพิ่มความสามารถของร่างกายในการรับมือกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสุขภาพที่ดีในระยะยาวไม่ได้เกิดจากการดูแลเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของการดูแลร่างกายอย่างสมดุลและต่อเนื่องในทุกมิติ”

เจาะลึก Phytonutrients และการทำงานร่วมกันของ Phytonutrients & Microbiome

ดร.แกรี วิลเลียมสัน

ดร.แกรี วิลเลียมสัน (Dr. Gary Williamson) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ (Amway Scientific Advisory Board – SAB) และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast สหราชอาณาจักร ได้แบ่งปันแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ด้าน     ไฟโตนิวเทรียนท์และไมโครไบโอม สู่จุดเริ่มต้นของการมี Healthspan อย่างน่าสนใจว่า “ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการไม่ได้มองผักและผลไม้เพียงในแง่ของอาหารที่ควรรับประทานหรือแหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ไฟโตนิวเทรียนท์’ หรือสารอาหารจากพืชที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสมดุลภายในเซลล์ โดยเฉพาะการช่วยให้เซลล์รับมือกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารที่มีไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์และการทำงานของร่างกายในระยะยาว

การได้รับไฟโตนิวเทรียนท์ควบคู่กับมื้ออาหาร จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนกลไกการปกป้องเซลล์ และยังมีความสัมพันธ์กับ ‘ไมโครไบโอม’ หรือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ทำงานเชื่อมโยงและส่งเสริมกัน โดยไฟโตนิวเทรียนท์เป็นแหล่งพลังงานที่จุลินทรีย์ในลำไส้สามารถนำไปใช้ได้ ขณะที่ไมโครไบโอมก็มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงและทำให้ไฟโตนิวเทรียนท์บางชนิดอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ที่ทำงานร่วมกันนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลโภชนาการ สุขภาพระดับเซลล์ และไมโครไบโอมอย่างสมดุล คือรากฐานสำคัญของการสร้าง Healthspan ที่ดี เพื่อให้เรามีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกช่วงวัย”

Microbiome กุญแจสำคัญของสุขภาพยุคใหม่ เจาะลึกความสำคัญของกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ต่อสุขภาพลำไส้และภูมิคุ้มกัน

ดร.โยแซป จี

ดร.โยแซป จี (Dr. Yosep Ji) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ (Amway Scientific Advisory Board – SAB) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท HEM Pharma Inc. ผู้ทุ่มเทและเจาะลึกงานวิจัยด้านไมโครไบโอม  (Microbiome) เพื่อการดูแลสุขภาพแห่งอนาคต ได้อธิบายเกี่ยวกับระบบนิเวศจุลินทรีย์ในลำไส้และกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม โดยชี้ให้เห็นว่า “หากลองมองร่างกายของเราเป็นเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ ไมโครไบโอมในลำไส้ก็เปรียบเสมือนทีมงานจำนวนมหาศาลที่ทำงานร่วมกัน โดยแต่ละกลุ่มมีความเชี่ยวชาญและบทบาทที่ต่างกัน ความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของจุลินทรีย์เหล่านี้มีความสำคัญ เพราะเป็นระบบที่มีส่วนช่วยในการย่อยและเปลี่ยนสารอาหารบางชนิดให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีจากอาหารที่เรารับประทาน ดังนั้น การได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีความหลากหลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนจุลินทรีย์ในลำไส้ให้สามารถทำงานได้อย่างสมดุล เพราะพวกมันสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ร่างกายย่อยได้ยาก เช่น ไฟเบอร์และไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้

และหนึ่งในสารที่ไมโครไบโอมผลิตจากการหมักไฟเบอร์ ก็คือ กรดไขมันสายสั้น หรือ SCFA (Short-Chain Fatty Acids) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับเซลล์ผนังลำไส้ และมีส่วนช่วยดูแลความแข็งแรงของผนังลำไส้ โดยเซลล์ผนังลำไส้มีการสร้างและฟื้นฟูอยู่ทุก ๆ 3–5 วัน หากลำไส้ได้รับสารเหล่านี้ไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของผนังลำไส้และเกราะป้องกันลำไส้ ทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และอาจกระทบต่อสมดุลของร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบเผาผลาญ การควบคุมน้ำหนัก สมองและอารมณ์ รวมถึงการอักเสบและสุขภาพของลำไส้ ดังนั้น การดูแลไมโครไบโอมด้วยการได้รับไฟเบอร์และไฟโตนิวเทรียนท์อย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบลำไส้และวางรากฐานของ Healthspan ที่ดี เพราะสุขภาพที่แข็งแรงเริ่มต้นจากสมดุลภายในร่างกาย”

อย่างไรก็ตาม การสร้าง Healthspan ที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำได้จริงและสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน เช่น เข้านอนให้เร็วขึ้นเพียง 10–15 นาที ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1 แก้ว ขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด และการได้รับโภชนาการที่เหมาะสมอย่างการเพิ่มผักและผลไม้หลากสีในแต่ละมื้อ ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูปสูง และหันมาเลือกอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยลง รวมถึงเพิ่มอาหารหมักตามธรรมชาติและโปรตีนจากพืชเพื่อสนับสนุนสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้ เมื่อพฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ได้กลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยวางรากฐานของสุขภาพที่ดีจากภายในและนำไปสู่การมี Healthspan ที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากขึ้น

แอมเวย์ประเทศไทย มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน โดยถ่ายทอดแนวคิดสำคัญผ่านงาน Health & Wellbeing Summit ว่า “Healthspan ไม่ใช่เพียงเทรนด์สุขภาพ แต่คือการสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว” ซึ่งเริ่มต้นจากการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และร่วมสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในอนาคต

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและสาระดีๆ จาก แอมเวย์ประเทศไทย ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แอมเวย์ ได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือแอมเวย์ ช็อป ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์ Official ของแอมเวย์ และติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันต่างๆ ได้ที่   Website: www.amway.co.th เฟสบุ้ค: www.facebook.com/amwaythailand,  ไลน์ : @amwaythailand ติ๊กต็อก : @sarasookth และ Amway Contact Center: 0-2725-8000

ตะลอนเที่ยว : ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย

13 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือสถาบันการศึกษาที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงรักมาก เนื่องจากเป็นสถาบันการศึกษาที่เสด็จไปทรงศึกษาในระดับปริญญาตรี ทรงสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2544 ทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยม อันดับ 

เมื่อพระองค์ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ ได้ทรงเป็นกันเองกับพระสหายในคณะและนอกคณะ รวมถึงประทับนั่งเรียนในห้องบรรยายเหมือนกับพระสหายทุกคน โดยไม่ต้องจัดพระเก้าอี้พิเศษถวาย ทรงร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยด้วยความไม่ถือพระองค์ และทรงเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงโปรดการเล่นจะเข้มาก ทั้งนี้ สมาชิกชมนุมดนตรีไทยในยุคที่พระองค์ทรงร่วมบรรเลงด้วยนั้นต่างบอกตรงกันว่า ทรงพระเมตตาและทรงพระสรวลตลอดเวลาเมื่ออยู่ทรงอยู่ในชมนุมฯ และสิ่งที่ยังประทับในความทรงจำของสมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ วันอาทิตย์ 23 มกราคม 2543  ในวันนั้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงเป็นที่ปรึกษาและสมาชิกกิตติมศักดิ์ของชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงดนตรีร่วมกับนักศึกษาชุมนุมดนตรีไทย แล้วแสดงเผยแพร่แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานธรรมศาสตร์สังคีตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราช นับเป็นเกียรติยศอย่างสูงแก่สมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกคนภาคภูมิใจมาก และถือเป็นสิริมงคลสูงสุดประการหนึ่งของชุมนุมดนตรีไทย

ข่าวการสิ้นพระชนม์ สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ยังความโศกเศร้าเสียใจให้กับประชาชนไทยและชาวธรรมศาสตร์อย่างยากจะบรรยายได้ แม้พระองค์จะทรงจากไปแล้ว แต่ความอาลัยรักในพระองค์ก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยและชาวธรรมศาสตร์ตลอดไป 

ดังนั้น ในวันที่ กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ชาวธรรมศาสตร์ และประชาชนผู้ถวายความอาลัยรักแด่สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ จึงร่วมกันจัดมหกรรมดนตรีไทย เพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดย รศ. ดร. กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถวายความอาลัย จากนั้น  ดร. นฎาประไพ สุจริตกุล ประธานมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพุ่มดอกไม้หน้าพระฉายาลักษณ์ นอกจากนั้นในงานยังมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมด้วย คือ ผศ. ดร. อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดี ฝ่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการสร้างคุณค่าทางวิสาหกิจ และยังมีแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานนี้อีกมากมาย อาทิ นางผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นางถ่ายเถา สุจริตกุล นักประพันธ์ผู้ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2555 เป็นต้น

การแสดงมหกรรมดนตรีไทย เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างดียิ่งจากนักดนตรีไทยจากทั่วทุกสารทิศของไทย โดยในการบรรเลงและขับร้องนั้นมีนักดนตรีรวมทั้งหมด 147 คน และที่สำคัญคือการบรรเลงเพลงพญาโศกด้วยจะเข้หมู่ 47 ตัว แล้วปิดท้ายด้วยเพลงมอญดูดาว ประกอบการรำชุดพลายชุมพล โดยนายประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 ซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

ฟังมอญดูดาว คราวใด ก็ใจหาย

พลายชุมพล ทรงจากไป ไทยหม่นหมอง

เป็นภาพจำ พระองค์ภาฯ น้ำตานอง

เสียงเพลงก้อง สู่ฟ้า ถวายอาลัย

เอ๋ยข้าพระบาท ข้าพระบาท กราบทูลลา

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower