กรมชลฯเตือน ระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา สั่ง11จังหวัดเตรียมรับมือ

22 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

กรมชลฯ ทยอยปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา แจ้ง 11 จังหวัดภาคกลาง เตรียมรับมือน้ำท้ายเขื่อน ย้ำยังไม่กระทบชุมชนในคันกั้นน้ำ ด้านกรมอุตุฯ เผยไทยยังมีมรสุม เผชิญฝนตกหนัก เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.และปริมณฑล ฝนตกร้อยละ 80 ดร.เสรี ชี้ฝนยังชุก ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่าได้ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจุบัน สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,377 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า จึงทยอยปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากปัจจุบัน 990 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นช่วง 1,000–1,300 ลบ.ม.ต่อวินาที ควบคู่กับการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน

ทั้งนี้ การปรับการระบายน้ำดังกล่าว อาจทำให้ระดับน้ำริมแม่น้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน อ.เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ

สำหรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบนช่วงวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา โดยหลายพื้นที่มีฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ซึ่ง จ.กำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร และ จ.พิษณุโลก 136 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่าในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำรวมร้อยละ 68 ของความจุ และสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้แจ้งแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด เตรียมความพร้อมรับมือ แจ้งประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ว่าประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ส่วนพยากรณ์อากาศรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เลย ชัยภูมิ ขอนแก่น อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ขณะที่ กทม.และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ตั้งแต่ จ.พังงา ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต ลงไป ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง เฝ้าระวังฝนตกหนักมากน้ำไหลหลากน้ำท่วมชุมชน โดยมีใจความว่า ช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้ พบว่าร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ฝนตกหนักมาก จึงควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตามวันต่างๆ ดังนี้ ภาคกลางตอนล่างทุกจังหวัด รวม กทม.และปริมณฑล (22-26 กันยายน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ (24-26 กันยายน) ภาคตะวันออกทุกจังหวัด (22-26 กันยายน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทุกจังหวัด (22-24 กันยายน)

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พังงา หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน สั่งการให้นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมกำชับให้หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ หากได้รับความเดือดร้อนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงแรงงาน สามารถประสานหน่วยงานในพื้นที่ได้ทันที โดยขณะนี้ 5 เสือแรงงานจังหวัดพังงา ได้เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนเบื้องต้นแล้ว

DIPROM ปั้น เกษตรหัวขบวน 19 ต้นแบบ ใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรม พลิกผลผลิตเพิ่มมูลค่า ขยายเครือข่ายเกษตรกรไทย

21 กันยายน 2569 เวลา 16:59 น.

DIPROM ปั้น “เกษตรหัวขบวน” 19 ต้นแบบ ใช้เทคโนโลยี–นวัตกรรม พลิกผลผลิตเพิ่มมูลค่า ขยายเครือข่ายเกษตรกรไทย

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เดินหน้ากิจกรรม “พัฒนาต้นแบบชุมชนเกษตรหัวขบวน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 กันยายน 2569 ณ โรงแรม Blue Hippo Hotel เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและประกาศกิจการที่ได้รับคัดเลือกเป็น Success Case จำนวน 4 กิจการ หลังพัฒนาผู้ประกอบการเกษตร 19 ราย ให้ก้าวจาก “ผู้รับการพัฒนา” สู่ “หัวขบวน” ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้กับธุรกิจของตนเอง พร้อมถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยว่า กิจกรรมเกษตรหัวขบวนเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานโครงการเกษตรแม่นยำในปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมาในหนึ่งปีสามารถพัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ประมาณ 30–40 ราย เนื่องจากข้อจำกัดด้านการลงพื้นที่และการพัฒนาไม่สามารถครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมดได้ จึงเกิดแนวคิดในการสร้าง “หัวขบวน” ที่มีศักยภาพ เพื่อให้สามารถนำสิ่งที่ได้รับไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้

“จากผู้ประกอบการ 19 ต้นแบบ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ต้องตอบโจทย์แต่ละพื้นที่ ซึ่งเทคโนโลยีเราไม่ได้เอาไปใส่กับผู้ประกอบการโดยตรง แต่เราจะเข้าไปดูและวินิจฉัยผู้ประกอบการต่างๆ ก่อน ว่าเขามีปัญหาอะไรและมีศักยภาพเท่าไร และเราถึงจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรนั้นไปช่วยเขา เราต้องพัฒาคนควบคู่กับเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีที่ดีผู้ประกอบการต้องนำไปใช้และต่อยอดได้” นางสาวศศิวิมลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวต่ออีกว่า หัวใจของการพัฒนาจึงไม่ได้อยู่ที่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ ไปจนถึงการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในเครือข่าย

ทั้ง 19 ต้นแบบจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญ ในการขยายผลจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง โดยอาศัยประสบการณ์จากการลงมือทำจริงเป็นฐานในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในชุมชนได้

“ทุกการใช้เทคโนโลยีต้องมีการปรับไปใช้ให้เข้ากับพื้นที่ เพราะทุกบริบทของเกษตรกร ต้องมีความพร้อมด้วยในการที่จะใช้เทคโนโลยี จุดประสงค์ของเราต้องการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เป็นต้นแบบและสามารถขยายผลต่อเครื่อข่ายได้” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับ 4 กิจการที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case สะท้อนรูปแบบการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดย วิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ จ.ฉะเชิงเทรา ใช้แนวคิด “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมตั้งแต่การเพาะพันธุ์ลูกปลาไปจนถึงเกษตรกรเครือข่าย พร้อมสร้างตลาดรับซื้อปลา เพื่อให้ลูกฟาร์มมีช่องทางจำหน่ายที่ชัดเจน ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และคัดเกรดผลผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสด้านรายได้ขณะเดียวกันต่อยอดปลานิลเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 13 รายการ ก่อนคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น จ๊อปลานิลไส้ทะลักและน้ำพริกปลานิล เพื่อขยายตลาดทั้งนอกพื้นที่และช่องทางออนไลน์

ด้าน สวนลุงชะเอม นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวนมะพร้าว พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชน และสร้างรายได้จากกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการเพาะและจำหน่ายพืชคลุมดิน “ต่างเหรียญ” เพื่อช่วยรักษาความชื้นในสวน การพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการพัฒนาผงน้ำมะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตตกเกรดและผลผลิตส่วนเกินในช่วงราคาตกต่ำ ตลอดจนการร่วมพัฒนา “ล้งชุมชน” เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกร

ขณะที่ การพัฒนาผึ้งชันโรงในจังหวัดตราดและเกาะช้าง แสดงให้เห็นถึงการสร้างอาชีพที่เชื่อมโยงกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ จากการส่งเสริมการเลี้ยงชันโรงได้ขยายเครือข่ายจนเกิดวิสาหกิจชุมชนใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และต่อยอดน้ำผึ้งไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนที่นำเรื่องการรักษาป่าและธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่

อีกหนึ่งต้นแบบคือ สวนบริบูรณ์ฟาร์ม ซึ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสวนอโวคาโดควบคู่กับแนวทางการทำเกษตรตามวิถีธรรมชาติ ก่อนถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรเครือข่ายและผู้สนใจ พร้อมพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรเชิงท่องเที่ยว และเชื่อมโยงเครือข่ายกับช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้ความรู้ด้านการผลิตสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางรายได้

นางสาวศศิวิมล กล่าวทิ้งทายว่า ความสำเร็จของเกษตรหัวขบวนไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปใช้จริงและขยายผล เพราะเมื่อผู้ประกอบการต้นแบบสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนในพื้นที่ได้ ก็จะเกิดเครือข่ายที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดยกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้ภาคการเกษตรไทยสามารถพัฒนาศักยภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

นักศึกษา มทร.ล้านนา คว้าแชมป์ประเทศไทย การแข่งขัน ‘BIM Contest’

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับโครงการแข่งขันประมาณราคาด้วยการจำลองสารสนเทศอาคาร (Construction Cost Estimation using Building Information Modeling: BIM Contest) ครั้งที่ 4 จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ผลปรากฏว่า นักศึกษา ทีม “Lanna Link” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้สำเร็จ

ทีม “Lanna Link” มีสมาชิกในทีมประกอบไปด้วย นายพงศ์ภวัน ศรีสวัสดิ์ นายธนะชัย จำปา และนางสาวศุภานัน ประภาเลิศ โดย “คิม” พงศ์ภวัน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การแข่งขันครั้งนี้ ทีมของเรามีการเตรียมพร้อมและใช้เวลาหลังเลิกเรียนในการฝึกซ้อม ทีมของเรามีสมาชิกที่มาจากจากสาขาวิศวกรรมโยธาและสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งสองสาขามีมุมมองในการแปลความหมายของแบบก่อสร้างที่แตกต่างกัน แต่ข้อดีของทีมคือการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและปรับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้มีความเข้าใจโจทย์ที่ได้มาและสามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

ด้าน “ทู” ธนะชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 2 (เทียบโอน) สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมเราประสบความสำเร็จ คือการแบ่งหน้าที่ในการทำงานอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น  เพื่อให้แต่ละคนได้จดจ่อกับโจทย์ของตนเอง เพื่อให้สามารถทำได้อย่างเต็มที่ และได้นำความรู้พื้นฐานจากการเรียนมาประยุกต์ใช้ พร้อมทั้งได้นำประสบการณ์จากการแข่งขันของรุ่นพี่มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมถึงเป็นผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเพื่อจะคว้าชัยชนะมาให้ได้

ขณะที่ “ตาล” ศุภานัน นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ทุกคนในทีมตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะต้องได้รางวัล เนื่องจากตนเองมีประสบการณ์ในการแข่งขัน จึงได้นำประสบการณ์ที่ได้รับมาแบ่งปัน และวางแนวทางสำหรับการแข่งขันจนคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ พร้อมที่จะส่งต่อความรู้ให้แก่รุ่นน้อง พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจและตื้นตันใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ แต่พวกเรายังต้องเรียนรู้ในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาตนเองสำหรับการเข้าสู่การทำงานหลังจากจบการศึกษา และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต

ดร.พรพจน์ นุเสน อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม BIM AND 3D RMUTL กล่าวว่า ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษารู้สึกชื่นชมและยินดีกับนักศึกษา รางวัลที่ได้รับเป็นเพียงผลลัพธ์ของความทุ่มเทแต่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าคือประสบการณ์ องค์ความรู้ และทักษะการทำงานที่นักศึกษาได้รับ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและวิชาชีพในอนาคต ชมรมมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Building Information Modeling (BIM) สู่การบริการวิชาการแก่สังคม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้นำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้จากทักษะที่มี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชมรมได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าสาขาวิศวกรรมโยธาและศิษย์เก่าสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนากิจกรรมและศักยภาพของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ชมรมยังมีเป้าหมายในการนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็น Smart University ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลอาคารและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี BIM การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัล อีกหนึ่งความตั้งใจของเราคือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน BIM ระดับประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้ พัฒนาทักษะ และยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ด้าน BIM ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตกำลังคนคุณภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือ และความมุ่งมั่นของนักศึกษา คณาจารย์ ศิษย์เก่า และสมาชิกชมรม BIM AND 3D RMUTL ที่ร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้าน Building Information Modeling (BIM) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงานด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม จนสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาบนเวทีการแข่งขันระดับประเทศ

สลช. เล็งใช้ ‘ระบบบันทึกความดี’ คัดเลือกเข้าเรียนมหา’ลัยในอนาคต

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า จากการที่ สลช.ได้เปิดตัวกิจกรรม “ระบบบันทึกความดี” ผ่านแอบพลิเคชั่น Scout DD เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในกิจกรรมลูกเสือเพิ่มมากขึ้น โดย “ระบบบันทึกความดี” จะเป็นช่องทางในการบันทึกความดีที่ลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาดได้ทำ จากนั้นจะมีคณะกรรมการพิจารณาความดีที่ สลช.ได้แต่งตั้งขึ้นเข้าไปตรวจสอบและให้คะแนนความดี พร้อมกับเสนอให้ สลช.ออกใบประกาศนียบัตรให้กับผู้ที่ทำความดีนั้น หลังจากที่ สลช.ได้เปิดระบบ Scout DD ให้ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนทั่วไปได้สมัครเข้าร่วมกกิจกรรมดังกล่าวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 2 แสนคน และยังมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มที่สมัครเข้ามามากที่สุด คือ กลุ่มนักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รองลงมาเป็นนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนสาธิต และนักเรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดย สลช.วางเป้าจะมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มากถึง 1 ล้านคน

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามว่าระบบบันทึกความดี และการได้ใบประกาศนีบัตรการทำความดีในครั้งจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างนั้น การบันทึกความดีจะมีคะแนนสะสมเป็นระดับ ถ้าสะสมได้คะแนนสูงก็จะได้ระดับเหรียญทอง เหรีญเงิน และเหรียญทองแดงตามลำดับ ซึ่งใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอไปยื่นประกอบการพิจารณาในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับต่างๆได้ โดยในอนาคต สลช.จะไปหารือกับทางกระทรวง อว. และกลุ่มโรงเรียนนายร้อยทั้ง 4 เหล่า โรงเรียนผลิตพยาบาล และอีกหลายๆ สถาบันวิชาชีพ เพื่อผลักดันให้มีการนำคะแนนจากระบบบันทึกความดีที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาต่างๆเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนหันมาทำความดีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้หากภาคเอกชนรายใดสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนการทำความดีผ่านระบบ Scout DD ก็สามารถทำได้ เช่น ผู้ทำความดีเปิดแอบพลิเคชั่นโชว์คะแนนการทำความดีเพื่อใช้แลกเป็นส่วนลดในสินค้าต่างๆ ได้ตามข้อตกลงที่กำหนด อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม หรือของอุปโภคบริโภคอื่นๆ เป็นต้น

จาก ‘เลือกคณะ’ สู่ ‘ทดลองอนาคต’ Thai-Nichi เปิด 7 สนามอาชีพ ค้นหาตัวเองผ่าน ‘BATECH EXPLORER 2026’

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เพราะคำถามว่า “เรียนอะไรดี?” อาจตอบได้ยาก หากยังไม่เคยมีโอกาสลองว่าตัวเองชอบทำอะไร สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น หรือ Thai-Nichi Institute of Technology โดยคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล จึงออกแบบงาน BATECH EXPLORER 2026 ให้เป็นมากกว่า Open House แบบเดิม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมปลายและ ปวช. ได้ “ทดลองอนาคต” ผ่าน Workshop และกิจกรรม Walk Rally ที่ชวนให้ลองคิด ลองทำ และลองค้นหาตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สำรวจเส้นทางการเรียนรู้จาก 7 สาขาวิชา ได้แก่ บริหารธุรกิจญี่ปุ่น (BJ), การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (IB), การบัญชี (AC), การบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (HR), เทคโนโลยีการตลาดดิจิทัล (DM), การจัดการโรงแรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ (HS) และการจัดการธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (BD) ซึ่งสะท้อนภาพของการเรียนด้านธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัล และโลกการทำงานยุคใหม่  จุดเด่นของ BATECH EXPLORER 2026 คือการเปลี่ยนผู้เข้าร่วมจาก “ผู้ฟังข้อมูลหลักสูตร” ให้กลายเป็น “ผู้ลงมือทดลอง” ผ่านกิจกรรมที่แต่ละสาขาออกแบบขึ้นเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น BIZ DOJO : คิดธุรกิจแบบญี่ปุ่น, DUCK TANK IB: World Market Challenge, AC Open House, เกาะมหาสมบัติ HR, Future Your Dream, ฉันอยู่ตรงไหนบนโลกใบนี้ และ Brief to Build ก่อร่างสร้างธุรกิจ

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “สาขานี้เรียนอะไร?” กิจกรรมในงานชวนผู้เข้าร่วมเริ่มจากคำถามที่ใกล้ตัวมากกว่า เช่น “เราชอบคิดหรือชอบลงมือ?”, “เราสนุกกับการทำงานกับคน ข้อมูล เทคโนโลยี หรือความคิดสร้างสรรค์?” และ “ถ้าเรียนสายนี้ เราจะได้ลองทำอะไรจริงบ้าง?”

การออกแบบกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวยังสะท้อนอัตลักษณ์ของ Thai-Nichi ที่ผสานแนวคิดการเรียนรู้แบบไทย-ญี่ปุ่นเข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งความเป็นระบบ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกธุรกิจและการทำงานจริง

บรรยากาศภายในงานจึงไม่ได้มีเพียงการเดินชมบูธหรือรับข้อมูลหลักสูตร แต่เต็มไปด้วยการทดลองทำโจทย์ การเล่นกิจกรรมแบบ Walk Rally การพูดคุยกับรุ่นพี่และอาจารย์ รวมถึงการสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ของ Thai-Nichi ผ่านประสบการณ์จริง BATECH EXPLORER 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ได้พยายามบอกนักเรียนเพียงว่า “ควรเลือกเรียนอะไร” แต่เปิดโอกาสให้พวกเขาค่อยๆ ค้นพบว่า ตัวเองสนใจอะไร ถนัดแบบไหน และอยากเติบโตไปในทิศทางใด และประสบการณ์การค้นหาตัวเองยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะหลังจาก BATECH EXPLORER 2026 ทางคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลยังเตรียมต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกิจกรรม Immersive Room Experience ที่จะนำพื้นที่ดิจิทัลและการเล่าเรื่องมาใช้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในอีกมิติหนึ่ง เพื่อชวนผู้เข้าร่วมออกจากห้องเรียนแบบเดิม และเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวรอบตัวมากขึ้น ติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปของคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลได้เร็วๆนี้ ได้ที่ https://lin.ee/qDkEJSi 

ศุภมาส ประสานทุกภาคส่วน เตรียมพร้อมประชาสัมพันธ์พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

21 กันยายน 2569 เวลา 21:14 น.

21 กันยายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าและเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์ก่อนงานพระราชพิธีฯ ในเดือนธันวาคมนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการเตรียมงานในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีฯ ทั้งการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชนและการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชน การเตรียมการถ่ายทอดสดและศูนย์ถ่ายทอดวิทยุและโทรทัศน์โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ตลอดจนการบรรยายงานพระราชพิธีฯ เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติ

ที่ประชุมได้รับทราบหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ ตามที่สำนักพระราชวังแจ้ง ระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 ธันวาคม 2569 โดยวันอังคารที่ 15 ธันวาคม เป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ วันพุธที่ 16 ธันวาคม เชิญพระบรมโกศไปยังพระเมรุมาศ และถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม เก็บและอัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม เป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ และวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นชอบการปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ จำนวน 4 คณะ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและภารกิจในปัจจุบัน พร้อมทั้งพิจารณากรอบเวลากิจกรรมสำคัญตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป และหารือแนวทางการปรับลดโทนสีในการนำเสนอให้เหมาะสมกับการแสดงความไว้อาลัยในช่วงใกล้งานพระราชพิธีฯ

“งานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้มีความสำคัญออย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนความงดงามของศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และงานประณีตศิลป์ชั้นสูงตามแบบแผนโบราณราชประเพณีไทย ให้ประชาชนทั้งในประเทศและนานาประเทศได้รับรู้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติ” นางสาวศุภมาส กล่าว

พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดห้องเรียนดรุณาราชบุรี ถอดบทเรียน Active Learning–GPAS 5 Steps

21 กันยายน 2569 เวลา 18:16 น.

เปลี่ยนครูจากผู้บอกคำตอบเป็นโค้ชการคิด สร้างเด็กให้วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้ในโลกที่ความรู้ไม่ได้หายากอีกต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้บริหาร และครูจากสถานศึกษาในสังกัด คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี โดย เข้าศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีนำมาใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 ปี คณะศึกษาดูงานได้ลงดูห้องเรียนจริงหลายระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับสายอาชีพและมหาวิทยาลัย สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “กิจกรรมต้นแบบ” แต่คือการเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู ไปจนถึงวิธีที่เด็กเรียนรู้
เมื่อ AI สามารถค้นข้อมูล สรุปบทเรียน เขียนรายงาน และตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที โรงเรียนอาจต้องกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า หากยังใช้เวลาไปกับการทำให้เด็ก “จำคำตอบ” เรากำลังเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต หรือกำลังฝึกทักษะที่เทคโนโลยีทำได้เร็วกว่าเราไปแล้ว การศึกษาในยุค AI ต้องสร้างผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี มองว่า Active Learning และการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เป็นทิศทางของการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศใช้ในการสร้างคนและนวัตกรรม บทบาทครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้แนะนำและร่วมพาเด็กผ่านกระบวนการตั้งคำถาม ลงมือทำ และประเมินผลด้วยตัวเองในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงเรียนจึงยิ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างความรู้กับความเป็นมนุษย์ ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพราะเด็กที่เก่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไรและเพื่ออะไร โรงเรียนจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าคนในโรงเรียนยังคิดแบบเดิม

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ระบุว่า หัวใจของการเปลี่ยนโรงเรียนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “Mindset” ของผู้บริหารและครู คำถามต้องเปลี่ยนจาก “วันนี้สอนครบหรือยัง” เป็น “เด็กได้คิดหรือยัง” ครูจึงต้องลดบทบาทการบอกคำตอบ แล้วออกแบบสถานการณ์ให้เด็กตั้งคำถาม ค้นข้อมูล ลงมือทำ และสร้างคำตอบของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารต้องลดช่องว่าง ลงไปทำงานร่วมกับครู และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล

บาทหลวงอภิสิทธิ์ มองว่า ความใกล้ชิดเช่นนี้ยังช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เพราะเมื่อเด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ วินัย คุณธรรม และวิจารณญาณก็จะค่อย ๆ กลายเป็น “เกราะภายใน” ให้เด็กดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า การประเมินอย่าง PISA ไม่ได้วัดเพียงว่าเด็กจำอะไรได้ แต่ดูว่าเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถวิเคราะห์ เชื่อมโยง และแก้ปัญหาได้หรือไม่ ทักษะเช่นนี้สร้างด้วยการติวข้อสอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทำให้ห้องเรียนมี “กิจกรรม” มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็ก คิดจริง ทำจริง และแก้ปัญหาจริง GPAS 5 Steps จึงพาเด็กตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ จัดระบบความคิด นำความรู้ไปใช้ สื่อสารเหตุผล ไปจนถึงการประเมินและกำกับตัวเอง

ดร.ศักดิ์สิน ย้ำว่า โรงเรียนที่มาศึกษาดูงานไม่ควรกลับไปพร้อมการลอกกิจกรรม แต่ควรกลับไปพร้อม “หลักคิด” เพราะแต่ละโรงเรียนมีบริบทต่างกัน สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารต้องออกแบบระบบ ครูออกแบบประสบการณ์ และเด็กเป็นคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองจากดูงาน ต้องกลายเป็นการเปลี่ยนจริง

ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ระบุว่า โรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีทั้ง 7 แห่ง เคยร่วมขับเคลื่อนแนวทางนี้มาก่อน แต่ยังไม่ต่อเนื่องและเกิดขึ้นเพียงบางระดับชั้น การมาศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลว่าทั้ง 7 โรงเรียนขยับจากจุดเดิมไปได้ไกลเพียงใด เป้าหมายไม่ใช่ต้องสำเร็จทั้งหมดในปีเดียว แต่ต้องเห็นความก้าวหน้าจริง และคาดหวังผลที่ชัดเจนภายในประมาณ 3 ปี โลกการศึกษาอาจกำลังมาถึงจุดที่ต้องเลือกให้ชัดว่า เราต้องการสร้างเด็กแบบไหน เด็กที่เก่งในการจำคำตอบ หรือเด็กที่เมื่อไม่มีใครบอกคำตอบแล้ว ยังสามารถคิดต่อได้ด้วยตัวเอง เพราะในโลกที่ AI อาจรู้มากกว่าเด็ก และตอบเร็วกว่าเด็กแทบทุกเรื่อง สิ่งที่โรงเรียนต้องสร้างจึงไม่ใช่การแข่งขันด้านปริมาณความรู้ แต่คือความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล คิดเป็นระบบ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก ถ้าโรงเรียนยังเป็นเพียงสถานที่ส่งคำตอบจากครูไปให้เด็ก โรงเรียนอาจกำลังทำหน้าที่ที่เทคโนโลยีทำได้ดีกว่าไปแล้วโรงเรียนจึงต้องเป็นชุมชนหรือสังคมแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของผู้เรียนตามปรัชญาที่แท้จริง แต่ถ้าโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่จัดประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เด็ก คิดเอง สร้างคำตอบเอง และประเมินตัวเองเป็น ต่อให้โลกมี AI เก่งขึ้นอีกแค่ไหนโรงเรียนก็ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่

การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

ธนิยะ ต่อยอดเทรนด์จากรันเวย์สู่แฟร์เวย์ กับ ‘THANIYA FAIRWAY TRENDS’

22 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

ศูนย์การค้าธนิยะ ต่อยอดกระแสกอล์ฟแฟชั่นจากรันเวย์สู่ประสบการณ์การช้อป กับ “THANIYA FAIRWAY TRENDS” ภายใต้แนวคิด “FROM RUNWAY TO FAIRWAY” ต่อเนื่องจากงาน “Golf Fashion Society presented by THANIYA” ที่นำเสนอคอลเลกชัน Fall/Winter 2026 และคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำผ่านแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ ครั้งนี้ชวนคนรักกอล์ฟและแฟชั่นมาเลือกช้อปคอลเลกชันล่าสุด ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และแอกเซสซอรีจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ พร้อมรับสิทธิพิเศษตลอดงาน ระหว่างวันที่ 17–29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าธนิยะ

งานครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากอล์ฟแฟชั่นในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามกอล์ฟ แต่ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับลุคในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย พร้อมตอกย้ำทิศทางของ ศูนย์การค้าธนิยะในฐานะ Experiential Golf & Active Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงกอล์ฟ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน พบกับแบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำระดับโลกและในไทยกว่า 30 แบรนด์ อาทิ adidas Golf, Originals Golf, A.P.C. Golf, ANEW Golf, Manors, Students Golf, Golf Gods, Quiet Golf, Khalhon, Slice Town, Hiroki, 3 Putt Round, Black Clover, ECCO, F.L.O.G, G/FORE, J.Lindeberg, One Second, Reebok, Bogner Golf, Malbon Golf, Nike, Oakley, Peter Millar, PING, Birdie Bae, FR2 Golf, Kakao Friends Golf, Phorm, Russeluno, Yorf, Under Armour, และ Wand

พร้อมรับสิทธิพิเศษตลอดงาน เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ร่วมสนุก Lucky Draw ลุ้นรับของรางวัล Golf Fashion จากแบรนด์ที่ร่วมรายการ อีกทั้งรับ Cashback สูงสุด 26%* เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต CardX และ SCB WEALTH by CardX และรับ Cashback สูงสุด 14%* เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต KTC ให้คุณเลือกช้อปสินค้ากอล์ฟแฟชั่นคอลเลกชันล่าสุดได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น

พบกับ “THANIYA FAIRWAY TRENDS” ระหว่างวันที่ 17–29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าธนิยะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-231-2244 ต่อ 602 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook: Thaniya และ Instagram: @thaniya.silom

#GolfFashion #FairwayTrends #Thaniya

แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ถ่ายทอดสไตล์ผ่านเดนิมลุค กับแคมเปญล่าสุดจาก CC DOUBLE O ‘No Need to Fit In, Denim finds its way’ เมื่อเดนิมสามารถ FIT IN กับทุกสไตล์ที่เป็นคุณ

22 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

CC DOUBLE O  (ซีซี ดับเบิลโอ) ตอกย้ำแนวคิด Casual Confidence ผ่านแคมเปญล่าสุด “No Need to Fit In, Denim finds its way” ชวนเปิดมุมมองใหม่ไปกับเดนิมที่ร่วมเดินทางไปกับคุณในทุกโมเมนต์ เปลี่ยนได้ทุก Mood ผ่านการเลือก Fit, Silhouette, Wash และ Styling ทำให้เดนิมเป็นได้ทั้ง Everyday Essential และ Key Piece พร้อมดึง แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช แบรนด์พรีเซนเตอร์สาวสวยมากความสามารถมาร่วมถ่ายทอด 4 Denim Fits ผ่านมุมมองของคนที่เลือกใช้ชีวิตและแต่งตัวในแบบของตัวเอง ด้วยคาแรกเตอร์ที่เป็นธรรมชาติ มั่นใจ สะท้อนตัวตนได้อย่างโดดเด่น

ภายใต้แคมเปญนี้ แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ได้ถ่ายทอด 4 Denim Fits ที่มี Silhouette และ Character แตกต่างกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเลือกทรงที่เหมาะกับตัวเอง และนำไป Styling ในแบบที่ต้องการ 1) Straight ทรงขาตรงคลาสสิกที่เป็น Everyday Essential ใส่ง่ายและเข้ากับหลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Casual Everyday Look ไปจนถึงลุคที่ต้องการความเรียบและสะท้อนรสนิยม 2) Wide Leg ทรงขากว้างที่มาพร้อม Relaxed Silhouette และ Volume ช่วยสร้างมิติให้กับลุค เหมาะกับคนที่ชอบความสบายและต้องการเพิ่มคาแรกเตอร์ให้กับการแต่งตัว สามารถนำไปแมตซ์กับทั้งเสื้อทรงพอดีตัวหรือ Oversized  3) Bermuda เดนิมทรงยาวระดับเข่าที่ตอบโจทย์ความคล่องตัวและ Everyday Casual เติมกลิ่นอาย Street Style และสามารถ Mix & Match ได้หลากหลาย ตั้งแต่ T-Shirt และ Sneakers ไปจนถึง Shirt หรือ Fashion Piece ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุค 4) Barrel ทรงกระบอกโค้งมนที่สร้าง Silhouette ร่วมสมัยและมีมิติ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการก้าวออกจากรูปทรงเดนิมแบบเดิม และพร้อมสนุกกับการสร้าง Moodใหม่ ให้กับลุค โดยยังคงความคล่องตัวในการสวมใส่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบทรงของ Barrel แต่ต้องการความนุ่มและคล่องตัวมากขึ้น Jersey Barrel Pants เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นำรูปทรง Barrel มาตีความผ่านเนื้อผ้า Jersey ที่มีความยืดหยุ่นและสวมใส่สบาย เหมาะกับวันเดินทาง โดยยังคงคาแรกเตอร์ของทรงไว้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Denim Collection จาก CC DOUBLE O คือการสร้างสมดุลระหว่าง Style และ Wearability ผ่านการพัฒนา Silhouette ที่หลากหลาย เนื้อผ้าและเทคนิคที่ตอบโจทย์การสวมใส่ รวมถึงรายละเอียดที่ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้แต่ละชิ้น โดยมีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างสไตล์ ดังนี้ 1) Fit ทรงเดนิมที่หลากหลายให้แต่ละคนเลือก Silhouette ตาม Personal Style ตั้งแต่ทรง Classic ที่ใส่ง่าย ไปจนถึงทรงแฟชั่นที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับลุค 2) Fabric ความสำคัญกับเนื้อผ้าและโครงสร้างให้เหมาะกับแต่ละ Silhouette โดยบางรุ่นมาพร้อมความยืดหยุ่นที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ขณะที่ยังคง Shape และ Character ของเดนิมเอาไว้ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ตลอดวันและเข้ากับจังหวะชีวิตที่แตกต่างกัน 3) Wash & Finishing ช่วยสร้าง Mood ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Blue Denim แบบคลาสสิกตั้งแต่ Dark Blue, Light Blue ไปจนถึง Black หรือ White และ Wash ที่มีมิติทำให้สามารถนำไป Styling ได้หลากหลายลุค  

ค้นหา Fit ที่ใช่ สีที่ชอบ และสไตล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตใน Denim Collection ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน CC DOUBLE O ทุกสาขา และทางออนไลน์ www.ccdoubleo.com

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของ “CC DOUBLE O” เพิ่มเติมได้ที่

Instagram: cc_double_o

Facebook: www.facebook.com/ccdoubleo

LINE Official Account: @ccdoubleo

Tiktok : ccdoubleo.official

TOA สานต่อพลังรักษ์โลก ปล่อยแคมเปญ ‘TOA Wood Expert’ ชวนคนไทยดูแลไม้และผืนป่า สร้างอนาคตสีเขียวไปด้วยกัน

22 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

เพราะการดูแลไม้ให้ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาความสวยงามของชิ้นงาน แต่ยังหมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานไม้แบบครบวงจร และผู้นำนวัตกรรมสีรักษ์โลกและวัสดุก่อสร้างของไทย จึงต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่แคมเปญใหญ่แห่งปี “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ภายใต้แนวคิด “ดูแลไม้ในบ้าน เท่ากับดูแลไม้ในป่า” ชวนคนไทยเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลไม้เพียงเพื่อยืดอายุการใช้งาน สู่การร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผสานเข้ากับแนวคิดด้าน ESG ผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างความเข้าใจว่า “การดูแลไม้” คือส่วนหนึ่งของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากเรื่องใกล้ตัว

จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ

แคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสื่อสารเรื่องผลิตภัณฑ์ แต่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ตั้งแต่การให้ความรู้และเทคนิคการดูแลไม้ การสร้างคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย การใช้ “พี่ช่างจ๊อบ” กระรอกน้อยผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้  เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดเรื่องงานไม้ให้สนุกและเข้าถึงคนทุกวัย ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้บริโภคจากการดูแลไม้ในชีวิตประจำวัน สู่การมีส่วนร่วมดูแลผืนป่าในมิติที่ใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ TOA ได้ต่อยอดพลังของแคมเปญผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเป็นระบบในพื้นที่รวม 6,000 ไร่ ครอบคลุม 111 ชุมชนใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า สำหรับ TOA เรามองว่าไม้ ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่ใช้สร้างบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงกับระบบนิเวศและชุมชน การดูแลไม้ให้มีอายุการใช้งาน ที่ยาวนานขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และช่วยลดความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรใหม่

“เราต้องการขยายความใส่ใจในเรื่องการดูแลรักษาไม้นี้ ไปสู่การดูแลผืนป่าอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในโครงการฟื้นฟูป่าและการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้แนวคิด ‘ดูแลไม้ในบ้าน เท่ากับดูแลไม้ในป่า’ เกิดขึ้นจริง เราอยากชวนให้ทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว คือการดูแลไม้ที่มีอยู่แล้วให้ดีและอยู่กับเราได้นานขึ้น พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผืนป่าไปพร้อมกับ TOA ในงาน “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 17–23 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna เปิดพื้นที่ให้คนรักบ้าน คนรักงานไม้ ช่าง และผู้สนใจ ได้เรียนรู้เรื่องการดูแลไม้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานพบกับ Product Showcase ผลิตภัณฑ์สำหรับงานไม้ของ TOA พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ DIY Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือสร้างสรรค์และดูแลชิ้นงานไม้ด้วยตัวเอง รวมถึงกิจกรรม Interactive ที่ชวนทุกคนทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างไม้ในบ้านกับไม้ในป่า และแนวทางที่ TOA ต้องการส่งต่อคุณค่าของการดูแลไม้ไปสู่การดูแลสิ่งแวดล้อม”

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือกิจกรรม “SNAP YOUR PLANT WITH ALLY แชะ & แชร์” ที่ชวนผู้ร่วมงานมาร่วมสนุกกับ “แอลลี่-อชิรญา” ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพต้นไม้ที่สะท้อนความเป็นตัวเอง พร้อมแชร์เรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย และลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วม Exclusive Workshop กับศิลปิน โดยมีผู้โชคดีจำนวน 8 คน ที่ได้มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษไปพร้อมกันในงาน

แคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” จึงไม่ได้เป็นเพียงการชวนคนมาดูแลไม้ให้สวยและคงทน แต่คือการชวนทุกคนร่วมสร้างวงจรของการดูแล ตั้งแต่ไม้ที่อยู่ในบ้าน ไปจนถึงผืนป่าที่เป็นต้นกำเนิดของทรัพยากร เพื่อสร้างคุณค่าให้ไม้และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สะท้อนแนวทางของ TOA ที่มุ่งเชื่อมโยงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารการตลาดเข้ากับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม #TOA #ทีโอเอ #TOAWoodExpert #ดูแลไม้ไปด้วยกัน