ทภ.4 โต้ข่าวบิดเบือน! แจงภาพ มทภ.4 ลงพื้นที่สมุย ยันไร้ต่างชาติสั่งการข้าราชการไทย

ทภ.4 โต้ข่าวบิดเบือน! แจงภาพ มทภ.4 ลงพื้นที่สมุย ยันไร้ต่างชาติสั่งการข้าราชการไทย

ทภ.4 โต้ข่าวบิดเบือน! แจงภาพ มทภ.4 ลงพื้นที่สมุย ยันไร้ต่างชาติสั่งการข้าราชการไทย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.37 น.

โฆษกกองทัพภาคที่ 4 แจงชัด มีการบิดเบือนการลงพื้นที่เกาะสมุยของ มทภ.4 “ยืนยัน” ไม่มีประเด็นให้ชาวต่างชาติมีบทบาทเหนือหน่วยงานรัฐ

โฆษกกองทัพภาคที่ 4 ชี้แจง กรณีปรากฏข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์บางสำนัก เผยแพร่ข้อความบิดเบือนเกี่ยวกับการลงพื้นที่ของ แม่ทัพภาคที่ 4 ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุ “ให้ชาวอิสราเอลนั่งหัวโต๊ะสั่งการข้าราชการไทย” ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 พลตรี ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษกกองทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ของ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นการตรวจเยี่ยม และติดตามผลการดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการแก้ไขปัญหาบุคคลต่างด้าว ปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคง และภัยแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ซึ่งการปฏิบัติในครั้งนี้ เป็นการรับฟังปัญหา ข้อขัดข้องจากหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายและหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ

ในประเด็นที่มีการเผยแพร่ภาพ และข้อมูลเกี่ยวกับการพบปะกลุ่มบุคคลชาวอิสราเอล นั้น โฆษกกองทัพภาคที่ 4 อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นเพียงการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลทั่วไป พร้อมทั้ง ขอความร่วมมือให้ช่วยดูแลการปฏิบัติตัวของชาวอิสราเอลที่อยู่ในประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และประเพณีอันดีงามของไทย เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพียงเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นการประชุมหรือสั่งการแต่อย่างใด อีกทั้งบุคคลในภาพดังกล่าว เป็นผู้นำทางศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอิสราเอลในพื้นที่ จึงเป็นลักษณะของการให้เกียรติตามความเหมาะสม เท่านั้น โดยมีการนั่งร่วมในลักษณะคู่สนทนา ไม่ได้เป็นการนั่งในฐานะประธานตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

กองทัพภาคที่ 4 ขอยืนยันว่า การดำเนินงานทุกภารกิจเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ยึดหลักความถูกต้อง และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และใช้วิจารณญาณในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

– 006

รัฐบาลเดินหน้าดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม สั่งการรวดเร็ว คุมสถานการณ์แม่แตงสำเร็จ

รัฐบาลเดินหน้าดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม สั่งการรวดเร็ว คุมสถานการณ์แม่แตงสำเร็จ

รัฐบาลเดินหน้าดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม สั่งการรวดเร็ว คุมสถานการณ์แม่แตงสำเร็จ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.13 น.

รัฐบาลเดินหน้าดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม สั่งการรวดเร็ว คุมสถานการณ์แม่แตงสำเร็จ แม้พื้นที่ป่าลึกเข้าถึงยาก 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เร่งยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างเข้มข้น โดยเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะระบบติดตามจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจจับและสั่งการเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที

กรณีล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หลังได้รับรายงานจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP (ระบบ VIIRS) จำนวน 9 จุด เมื่อเวลา 01.43 น.

อย่างไรก็ตาม พื้นที่เกิดเหตุเป็น “ป่าลึก” การเข้าถึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการเดินเท้าและวางแผนเข้าพื้นที่อย่างรอบคอบ ก่อนจะสามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุและเริ่มปฏิบัติการดับไฟได้ในเวลา 13.10 น. และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จในเวลา 16.00 น. โดยพบว่าพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณได้รับความเสียหายรวมประมาณ 70 ไร่

จากการสั่งการอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่รวม 24 นาย จากหลายหน่วย ได้แก่ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ และชุดสายตรวจ ได้บูรณาการกำลังเข้าปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ แม้สภาพพื้นที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถ “เห็นก่อน-ไปถึงเร็ว-ควบคุมได้ไว” แม้ในพื้นที่ทุรกันดาร ช่วยลดความเสี่ยงการลุกลามของไฟป่าในวงกว้าง และเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการไฟป่าในปัจจุบัน

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสาเหตุของไฟป่าเกิดจากการเข้าไปเก็บหาของป่าในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพการทำงานภาคสนาม เพื่อให้การดับไฟป่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในพื้นที่เข้าถึงยาก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในทุกกรณี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวัง เพื่อร่วมกันลดปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทีมไทยแลนด์ ลุยเต็มสูบ! ชูการทูตเศรษฐกิจ เสริมความร่วมมือนานาชาติ

ทีมไทยแลนด์ ลุยเต็มสูบ! ชูการทูตเศรษฐกิจ เสริมความร่วมมือนานาชาติ

ทีมไทยแลนด์ ลุยเต็มสูบ! ชูการทูตเศรษฐกิจ เสริมความร่วมมือนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.02 น.

17 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นับแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ด้านการทำงานทีมไทยแลนด์ ก็เป็นสิ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างมาก ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมกำชับให้ดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน

โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยคุณภาพดีจากรัสเซียในราคาที่เหมาะสม หลังจากได้เข้าพบกับ นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และนายแมกซิม มาโควิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ในระหว่างการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 โดยมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการค้าเกษตร ซึ่งไทยสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซียในปริมาณ 1 – 2 ล้านตันต่อปีในราคามิตรภาพ เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ พร้อมเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย – รัสเซีย เพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและอำนวยความสะดวกการนำเข้า – ส่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยฝ่ายรัสเซียเห็นชอบและยืนยันความพร้อมในการส่งออกปุ๋ยให้ไทย ซึ่งจะทำให้ปริมาณปุ๋ยในประเทศเพียงพอ

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนรัฐสุลต่านโอมานอย่างเป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ได้พบหารือกับ ซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงด้านความมั่นคงของโอมาน เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์พลังงานในภูมิภาค และแนวทางเสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานรวมถึงการลงทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยได้แสดงความสนใจในการจัดหาพลังงานเพิ่มเติมจากโอมาน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนเพื่ออำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการกู้เรือมยุรี นารี

ประเสริฐ ตามนายกฯ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เร่งสางปม รร.ปอเนาะ ยันมี สช.กำกับดูแลอยู่แล้ว

ประเสริฐ ตามนายกฯ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เร่งสางปม รร.ปอเนาะ ยันมี สช.กำกับดูแลอยู่แล้ว

ประเสริฐ ตามนายกฯ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เร่งสางปม รร.ปอเนาะ ยันมี สช.กำกับดูแลอยู่แล้ว

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.25 น.

ประเสริฐ ยัน สช.กำกับดูแล รร.ปอเนาะอยู่แล้ว เผย วันนี้ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่ 

เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กรณีกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ว่า โรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนา อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ตนเพิ่งเข้าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่  นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง 

อนุทิน ลุยชายแดนใต้ ดูหน้างาน-รับฟังปัญหา ก่อนเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4

อนุทิน ลุยชายแดนใต้ ดูหน้างาน-รับฟังปัญหา ก่อนเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4

อนุทิน ลุยชายแดนใต้ ดูหน้างาน-รับฟังปัญหา ก่อนเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.23 น.

“อนุทิน”ลงพื้นที่ชายแดนใต้ ดูหน้างาน-รับฟังปัญหา ก่อนเคลียร์ดราม่า”แม่ทัพภาค 4” ชี้ได้ข้อมูลมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ

17 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 07.44 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกภายหลังแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า จริงๆ แล้วตนมีความตั้งใจที่จะลงไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว และมีหลายเรื่องเข้ามาก็เลยถือโอกาสลงไป เพื่อกํากับดูแลทุกอย่าง โดยตนจะไปดูว่าเราจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่อย่างไรให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า เมื่อคืน (16 เม.ย.) มีเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่ อ.ตากใบ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวขอลงไปดูหน้างาน วันนี้ก็มีรัฐมนตรีหลายท่าน รวมถึงกองทัพที่ร่วมคณะลงไปด้วย

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้จะถือโอกาสเคลียร์ดราม่าในพื้นของแม่ทัพภาคที่ 4 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวลงไปประชุมกับศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) วันนี้ก็จะน่าจะได้ข้อมูลดิบต่างๆ มากขึ้นกว่าที่เรารับทราบอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องการข่าวและเรื่องการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ เพื่อทําให้เกิดความสะดวกความเจริญ และโอกาสต่างๆ ให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะที่เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในวันนี้ (17 เม.ษ.) ประกอบไปด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ , นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาไทย , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) รวมถึง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะตัวแทนจากกองทัพบก และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4

ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ และคณะ เดินทางมาถึงสนามบินนราธิวาส จะเดินทางต่อไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายการแก้แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามนโยบายของรัฐบาล และตรวจเยี่ยมการปฎิบัติงาน ก่อนเดินทางไปยังบ้านศรียะลา ต.สุเตง อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อหารือข้อราชการกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

จากนั้น เดินทางต่อไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่

นอกจากนี้ นายกฯ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดน อ.แว้ง ณ สะพานเชื่อมระหว่างบูเก๊ะตา ประเทศไทย และบูกิต บุหงา มาเลเซีย (ฝั่งไทย) จ.นราธิวาส ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ บริเวณชายหาดบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมขอยืนยันว่า การทำงานของผม จะไม่ยอมให้เอกชนมาเป็นผู้กำกับราคา แต่รัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้กำกับเอกชน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ขอยืนยันว่าในการทำหน้าที่ตรงนี้ ผมจะทำงานแบบไม่เกรงใจนายทุนอย่างเด็ดขาด”

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

สส.สีส้มหนาว24เม.ย.ศาลนัดถกคดี112 วราวุธ-ศุภมาสไขก๊อกสส.

สส.สีส้มหนาว24เม.ย.ศาลนัดถกคดี112  วราวุธ-ศุภมาสไขก๊อกสส.

สส.สีส้มหนาว24เม.ย.ศาลนัดถกคดี112 วราวุธ-ศุภมาสไขก๊อกสส.

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลขาฯป.ป.ช. เผยศาลฎีกานัดประชุม 24 เมษายนนี้พิจารณาคำร้องคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ร่วมแก้ไขมาตรา 112 ด้าน “กรวีร์” เตรียมแบ่งเค้กโควตา  ปธ.กมธ.เผยภท.ได้ 14 เก้าอี้ ไม่หวั่นฝ่ายค้านประเดิม ตั้งกระทู้สดสัปดาห์หน้า ส่วน “วราวุธ”ยื่นไขก๊อก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางเลื่อนน้องชายพิพัฒน์เสียบแทน

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 69 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลัง ป.ป.ช. ยื่นสำนวนคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปให้ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากศาลฎีกานัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดีในวันที่ 24 เม.ย. 69 นี้

เมื่อถามย้ำว่าในวันนั้นคาดว่าศาลจะมีคำสั่งในวันนั้นเลยหรือไม่ นายสุรพงษ์ ระบุว่า “เดี๋ยวท่านจะสั่งเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปัจจุบัน เป็น สส.ของพรรคประชาชน 10 คน ประกอบด้วย สส.แบบบัญชีรายชื่อ 7 คน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล,นายรังสิมันต์ โรม,นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล,นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

ส่วน สส.เขต 2 คนคือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดทำคำร้อง หรือคำขอของสำนักงานป.ป.ช.จะเสนอให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.ไปด้วยจึงต้องรอคำสั่งของศาลฎีกาว่าจะพิจารณาอย่างไร

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้น หรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้นายศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีว่า ได้รับทราบข้อมูลแล้ว เดี๋ยวจะแถลงเป็นเอกสารในภายหลัง เนื่องจากเนื้อหาและคำวินิจฉัยมีผลกระทบ รวมถึงให้เหตุผลว่า ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงวินิจฉัยเช่นนี้

เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีหากนายศักดิ์สยาม จะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในส่วนของ ป.ป.ช.จบแล้ว

“รัฐธรรมนูญเขียนระบุคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ โดยมีเรื่องสิทธิของผู้เสียหายที่สงสัยหรือยังเคลือบแคลงใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปพิจารณาเองว่า คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอะไรบ้าง บางส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. ยืนยันว่าสิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้แจงไปมีเหตุผลอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าไม่ต้องส่งเรื่องกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย

ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงพิจารณาจัดสรรโควตากรรมาธิการ (กมธ.) สามัญให้กับพรรคการเมืองในสภาฯ ว่า คาดว่า ภายในสิ้นเดือน เม.ย. นี้จะได้หารือร่วมกัน โดยการจัดสรรดังกล่าวต้องเป็นไปตามสัดส่วนของสส.ที่แต่ละพรรคการเมืองมี

ทั้งนี้หากพิจารณาตามสูตรการคำนวณ เบื้องต้นพรรคภูมิใจไทย จะได้โควตาประธานกมธ.ประมาณ 14 คณะ ขณะที่พรรคอื่นๆ จะลดหลั่นตามสัดส่วน สส. เช่น พรรคประชาชน ได้ 9 กมธ. พรรคเพื่อไทย 5 กมธ. พรรคประชาธิปัตย์ 2 คณะ เป็นต้น ขณะที่พรรคเล็ก 1 เสียงที่สนับสนุนขั้วรัฐบาลจะได้โควตาประธานกมธ.ด้วยหรือไม่นั้นต้องหารือกันอีกครั้ง

“ส่วนของพรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้หารือร่วมกันว่าจะเลือกกมธ.คณะใด และจะเสนอชื่อบุคคลใดเป็นประธานกมธ. เบื้องต้นเชื่อว่าการพิจารณาให้ใครเป็นประธานกมธ. นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของตัวบุคคลมากกว่าโควตา” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงการประชุมสภาฯ สัปดาห์หน้าที่จะมีการตั้งกระทู้ถามสดครั้งแรก ซึ่งฝ่ายค้านเตรียมตั้งคำถามตรวจสอบรัฐบาล นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ตนได้แบ่งงานในทีมประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลแล้วให้ประสานกับฝ่ายค้าน ว่า การยื่นกระทู้ถามสดนั้นขอรู้ก่อนได้หรือไม่ ในช่วงเย็นของวันจันท์ ว่าจะถามรัฐมนตรีคนไหน เพื่อให้ในวันอังคารสามารถแจ้งและล็อกคิวรัฐมนตรีไว้ให้มาตอบกระทู้ต่อสภาฯ ที่จะมีขึ้นทุกๆ วันพฤหัสบดี

“ฝ่ายค้านอยากให้รัฐมนตรีมาตอบ อยากเห็นรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับรัฐสภา ถ้าสามารถรู้และแจ้งล่วงหน้า สามารถล็อกคิวได้ จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยฝ่ายค้านได้ติดตามตรวจสอบ และรัฐบาลสามารถเตรียมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้มาตอบคำถามขอฝ่ายค้านได้” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่าการทำงานในสภาฯที่ผ่านมา ฝ่ายค้านมองว่ารัฐมนนตรีเลี่ยงมาตอบหรือชี้แจงกับสภาฯ นายกรวีร์ กล่าวว่า หากดูจากการแถลงนโยบายรัฐบาลช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถามหนักๆ หลายคนได้เข้ามาตอบกับสภาฯ หลายคน ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำงาน ดังนั้นตามกลไกของสภาฯ หากเรื่องใดที่จำเป็นหรือเร่งด่วนสามารถตั้งหรือเสนอญัตติเข้ามาได้ เหมือนกับสัปดาห์ที่ผ่านมามีทั้งเรื่องการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ และการป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วม

“รัฐบาลไม่ได้กลัวการถูกตั้งคำถาม หรือ ลากขึ้นเขียง พร้อมมาตอบ ฐานะที่ผมเป็นผู้ประสานงานทุกครั้งที่มีญัตติ และประเด็นพร้อมจะประสานให้ และหากได้ให้มีการเตรียมตัว รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องพร้อมมาฟังและมาตอบ” นายกรวีร์ กล่าว

วันเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 เม.ย.ตนได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากดูจากสถานการณ์รัฐบาล เมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเสร็จครบถ้วนกระบวนความ รวมถึงจะได้ทำงานในตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายวราวุธ ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้ต้องมีการเลื่อนผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในลำดับที่ 22 เข้ามาเป็น สส.แทน คือนายพิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม รวมถึงยังเป็นบิดาของนายพีพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย

ไม่เปิดด่านเขมร ผบ.ทร.ยึดคำสั่งนายกฯ

ไม่เปิดด่านเขมร  ผบ.ทร.ยึดคำสั่งนายกฯ

ไม่เปิดด่านเขมร ผบ.ทร.ยึดคำสั่งนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผบ.ทร.ย้ำคำนายกฯไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เด็ดขาด ลั่น!ปิดก็คือปิด ไม่มีเปิดเฉพาะกิจ ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 พลเรือเอกไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่า จะไม่มีการเปิดด่าน หลังมีกระแสข่าวที่ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ส่งคนสนิทมาเจรจาฝ่ายไทย เพื่อขอเปิดด่านที่ จ.ตราด ว่า กองทัพเรือยึดมั่นตามนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งจะไม่เปิดด่านเด็ดขาด โดยได้ปฏิบัติการตามที่รัฐบาลได้สั่งการมา ซึ่งตนได้สั่งการเด็ดขาด เพราะว่า เราไม่เคย และจะไม่ยอมที่จะโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดการเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า มีการพยายามขอเจรจา และมีการรายงานผู้บังคับบัญชาแล้วนั้น ผบ.ทร.กล่าวว่า น่าจะเป็นกระแสข่าว แต่ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยได้รับรายงานเรื่องนี้มาก่อน เมื่อถามย้ำว่า รวมไปถึงการไม่เปิดด่านเฉพาะกิจด้วยใช่หรือไม่ ผบ.ทร.ย้ำว่า “เราปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลชัดเจน ปิดก็คือปิด”

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ รายงานว่า พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ไทยว่าทางกัมพูชาขอเจรจาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย พลโทหญิง มาลี แสดงความผิดหวังหลังมีกระแสข่าวรายงานต่อเนื่องถึง “กัมพูชาร้องขอให้เปิดจุดผ่านแดนเพื่อขนส่งสินค้าฉุกเฉิน”พร้อมย้ำว่า เป็นข้อมูลเท็จและคัดแย้งกับความเป็นจริง พร้อมชี้ว่ารายงานดังกล่าวนั้นมีเจตนาที่จะชี้นำหรือทำให้ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าใจผิด ประเทศไทยเป็นฝ่ายปิดด่านชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หากต้องการเปิดอีกครั้ง ก็เป็นความรับผิดชอบของประเทศไทยที่จะดำเนินการโดยลำพัง กัมพูชาพร้อมที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมมาโดยตลอด

โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

โอมานรับปากช่วย  เจรจา‘เตหะราน’  เปิดเส้นทางเรือไทย  ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” เผยโอมานรับปากช่วยประสานอิหร่านอำนวยความสะดวกเรือขนส่งสินค้าไทยที่ตกค้างอยู่ 9 ลำ ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความซับซ้อน ขณะเดียวกัน สนใจทำข้อตกลงซื้อเรือยกพลขึ้นบกไทย 4 ลำ และพร้อมขายน้ำมันดิบและก๊าซให้ไทย ด้านกรมการขนส่งทางบกเปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการกลุ่มขนส่งรถโดยสารสาธารณะ-รถบรรทุก-รถแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์วิน รับเงินเยียวยาน้ำมันแพง ขอรับสิทธิ์ได้ถึง 19 เม.ย.นี้ “ศุภจี” ชงมาตรการดูแลค่าครองชีพ เข้า ครม.สัปดาห์หน้า ส่วนญี่ปุ่น ประกาศมอบเงิน 3.19 แสนล้านบาท ช่วยชาติพันธมิตรเอเชียสู้วิกฤตน้ำมัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน ว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า ได้พบหารือกับเจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และพลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน ณ กรุงมัสกัต โดยในครั้งนี้เป็นการเดินทางมาในช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียด เพราะไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนเรื่องพลังงาน ซึ่งกว่า 50% พลังงานที่ใช้ในประเทศไทย ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงพยายามที่จะขอเข้าพบกับบุคคลสำคัญของโอมาน เพราะโอมานเป็นประเทศที่อยู่ในพื้นที่ และพยายามวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในความขัดแย้งนี้ จึงอยากฟังมุมมองว่า ประเมินสถานการณ์อย่างไร อีกทั้งโอมานกับอิหร่านก็เป็นประเทศชายฝั่งที่มีส่วนในการดูแลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงจะได้ถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาให้เรือขนส่งสินค้าไทยที่ตกค้างอยู่ 9 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

นายสีหศักด์ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรี โอมานยังมีความห่วงใยในสถานการณ์ตะวันออกกลาง และเห็นตรงกับไทยว่า สงครามไม่ควรเกิดขึ้น ควรอยู่ภายใต้กฎบัตรและกติการะหว่างประเทศ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องพยายามหาทางให้ยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้สงครามกินระยะเวลายาวนานขึ้น ไม่ได้สร้างความสูญเสียในภูมิภาคนี้เท่านั้น ยังส่งผลกระทรบไปยังนอกภูมิภาคด้วย

อยากเห็นเจรจาสันติภาพบรรลุผล

“ตอนนี้ทุกฝ่ายฝากความหวังไว้กับการเจรจาที่ปากีสถาน ในฐานะผู้ประสานงาน แม้ว่ารอบแรกจะไม่ประสบผลสำเร็จ และเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่การคุยกันเพียงครั้งเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงจัง และความพยายามในการพูดคุย อย่างไรก็ตาม ทั้งโอมาน และไทย เห็นตรงกันว่า อยากให้การเจรจาในรอบที่สองยังคงไว้ซึ่งการหยุดยิง และขยายเวลาออกไปเรื่อยๆ จนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล และในระหว่างที่มีการหยุดยิง ควรมีมาตรการเปิดให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า เป็นห่วงสถานการณ์ที่กำลังยุ่งยากขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะปิดได้แค่ไหน ไม่มีใครรู้ ปิดจริงๆ หรือจะปิดเพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายพยายามให้โอกาสกับการเจรจาและการทูต ให้หยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ผ่อนคลายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

โอมานรับปากคุยอิหร่านดูแลเรือไทย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ใช้โอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ช่วยเหลือลูกเรือของเรือมยุรีนารี 20 คน ไว้ได้อย่างปลอดภัย ส่วนอีก 3 คน ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว อยู่ระหว่างพิสูจน์ตัวตน ก่อนส่งกลับประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังได้สอบถามโอมานด้วยว่า จะมีช่องทางในการติดต่อกับอิหร่าน เพื่อขอให้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยเรือขนส่งสินค้าของไทย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมโอมาน ยอมรับว่า สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การติดต่อกับอิหร่านมีหลายช่องทาง มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม โอมานยืนยันว่าจะช่วย จึงได้ส่งรายละเอียดของเรือไทยทั้งหมด ให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมโอมานแล้ว เพื่อให้ช่วยประสานงานให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าในสถานการณ์นี้โอมานจะช่วยได้มากน้อยเพียง แต่ไม่ว่าจะมีช่องทางไหน รัฐบาลไทยก็ต้องทำ

สนใจซื้อเรือยกพลขึ้นบกไทย4ลำ

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมโอมานให้ความสนใจทำข้อตกลงซื้อเรือยกพลขึ้นบกที่ผลิตโดยเอกชนไทย จำนวน 4 ลำ ทำให้เห็นถึงศักยภาพของเอกชนไทย ส่วนการพบและหารือกับรมว.พลังงานและแร่ธาตุ และคณะ ได้ใช้โอกาสนี้ สอบถามถึงการซื้อขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ และก๊าซ หากไทยมีความจำเป็นเร่งด่วน โอมานมีพลังงานขายให้ไทยหรือไม่ ซึ่งทางโอมาน ยอมรับว่า ต้องดูช่วงการผลิต บางช่วงอาจผลิตเกินกว่าที่เหลือใช้เหลือขายแล้ว ก็จะสามารถส่งให้ไทยได้ จึงต้องมาตกลงคุยในรายละเอียดกัน ว่า จะขายให้ในปริมาณเท่าใด ราคาเป็นอย่างไร ซึ่งโอมาน ยืนยันว่า หากมีเหลือ ก็พร้อมหารือซื้อขายกับไทย ผ่านบริษัทนายหน้า

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการซื้อปุ๋ยจากโอมานด้วย ส่วนการพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมานในวันพรุ่งนี้ ประเด็นสำคัญ ก็จะคล้ายกับที่ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหม โดยเฉพาะต้องการให้ช่วยสื่อสารคำขอของไทยไปยังอิหร่าน รัฐบาลไทยพยายามหาทุกช่องทาง เพื่อให้ คำขอของเราไปถึงรัฐบาลอิหร่าน

ดีเดย์เปิดลงทะเบียนอุ้มภาคขนส่ง

วันเดียวกัน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขบ.ได้เปิดให้ผู้ประกอบการในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ และกลุ่มรถที่ใช้ขนส่งสัตว์ หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า)

ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือได้แล้ว ผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เปิดให้ดำเนินการได้จนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 เวลา 16.30 น. ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้เห็นชอบกรอบวงเงินในการช่วยเหลือกว่า 2,060 ล้านบาท

เตรียมเอการให้พร้อมขอรับสิทธิ

นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า การขอรับสิทธิ ผู้สมัครต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น ส่วนระยะเวลาที่จะให้การช่วยเหลือ และเริ่มนับระยะทางการให้บริการขนส่งสาธารณะ จะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2569 ถึงวันที่31 พ.ค. 2569 (รวม 42 วัน)

เตือนใครมั่วนิ่มเจอโทษหนัก

นายสรพงศ์ กล่าวย้ำว่า ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะตรวจสอบข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ดังนั้นผู้ที่ได้รับสิทธิต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่ เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ

ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) ต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถหากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลง หรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางแพ่ง, อาญา และจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่งต่อไป

เช็คเลยกลุ่มไหนได้รับเท่าไหร่

นายสรพงศ์ กล่าวด้วยว่า ผู้ได้รับสิทธิฯ จะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และ ขบ. ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ 1.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า2,500 กิโลเมตร(กม.)

2.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพฯ (รถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของขบ. หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม.

ให้การช่วยเหลือตามระยะทาง

3.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัส และรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อกม. สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน 4.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อ กม. สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน

และ 5.รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ดังนี้ รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัส และรถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน ทั้งนี้กรณีเป็นรถที่นำไปใช้ เพื่อการท่องเที่ยว หรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม. กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กม.

แท็กซี่-พี่วินเหมาจ่าย5พัน/คัน

2.กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง ได้แก่ 1.รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กม. 2.รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42วัน ไม่น้อยกว่า 2,500กม.

และ3.กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ) ได้แก่ 1.รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และเปิดใช้งานแอปฯ ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม.และ2.รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน

‘ศุภจี’เข้าทำเนียบไหว้ศาลตายาย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อสักการะศาลพระภูมิ และศาลตายาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า ไม่ได้ขอพรอะไร แต่ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้กับประเทศชาติ และประชาชน และถ้าทำได้เต็มที่แล้ว ก็ขอให้ช่วยอำนวยพรให้สามารถทำได้ตามสิ่งที่อธิษฐานเอาไว้

ส่วนที่มีการมองว่า การทำงานรอบนี้จะมีแรงกดดันมากกว่ารอบแรกนั้น นางศุภจี ยอมรับว่า เป็นธรรมดา เพราะช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหลายวิกฤติซ้อนกัน ดังนั้นต้องตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบคลัสเตอร์ และบูรณาการร่วมกันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการปัญหาแต่ละเรื่องให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ชงมาตรการดูแลค่าครองชีพเข้าครม.

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ 2-3 เรื่อง คือ การดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามดูแล คือ สินค้าควบคุม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ในกรณีหากมีการปรับราคา ก็ต้องควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกลไกที่เป็นธรรม ทั้งประชาชน และผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน จะมีการนำสินค้าราคาพิเศษภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นการนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นมาจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

เร่งหาตลาดเพิ่มช่วย SMEs

นอกจากนี้ ยังได้มีการสนับสนุน SMEs เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือผ่านการค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพ SMEs ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลในเรื่องของค่าครองชีพ รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้ SMEs หรือผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจที่มีลักษณะแบบนี้ ขณะเดียวกัน จะต้องดูแลในเรื่องของการส่งออกที่ขณะนี้ตึงตัว เช่น ตะวันออกกลาง เมื่อเกิดปัญหาส่งออกชะงักงัน จึงต้องเร่งหาตลาดเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ พยายามอย่างยิ่งที่จะคงรายได้ของประเทศในช่วงวิกฤตแบบนี้

ส่วนการตั้งที่ปรึกษานั้น นางศุภจี กล่าวว่า ในมุมของมิติการทำงานมีหลากหลายมิติ ภูมิรัฐศาสตร์กับภูมิเศรษฐศาสตร์ ต้องประสานกันไป ขณะเดียวกัน ต้องศึกษาถึงตลาดส่งออกที่มีโอกาส ตลาดที่ต้องควรระวัง หรือตลาดที่ควรต้องปรับตัว ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะภูมิภาคที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ระดมทีมช่วยแก้วิกฤตซ้อนวิกฤต

ส่วนที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องของสินค้าเกษตร การดูแลภายในประเทศ โดยจะมีทั้งนายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และยังมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป และเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหลากหลายมุมเพื่อช่วยเติมนโยบาย

“มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการอย่างมากในช่วงนี้ คือ เรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งปัจจุบัน กรมการค้าภายใน มีกำลังอยู่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการปรับทีมภายใน โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็ส่งข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย เพื่อให้เราสามารถตอบสนอง และดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งมีการปรับทั้งในกระทรวง และทีมที่ปรึกษา เพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น ทำให้สามารถตอบโจทย์วิกฤตซ้อนวิกฤติไปพร้อมกัน” รองนายกรัฐมนตรีระบุ

ญี่ปุ่นมอบ3.19แสนล.ช่วยชาติเอเชีย

อีกด้านหนึ่ง นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตรว่า จะมอบเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท) แก่ชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันดิบ หวั่นวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงจากช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่การผลิตลามถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเงินช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังน้ำมันสำรองในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เนื่องจากเห็นว่า ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในเอเชีย ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

สำหรับเงินสนับสนุนดังกล่าว มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดทั้งปี โดยญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังน้ำมันสำรองจำกัด ประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าส่งออกมายังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

“แสวง” โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ถามมีขั้นตอนใดหรือใครแทรกแซงได้ ชี้การกล่าวหาปราศจากข้อเท็จจริงไม่เหมาะสมเป็น “วิญญูชนในระบอบปชต.”   

วันที่ 16 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแสวง บุญมี เลขา กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ในลักษณะตอบคำถามเกี่ยวกับ “ความโปร่งใสกับการเลือกตั้ง… ความสำคัญของความโปร่งใส…ความโปร่งใสดูจากอะไร…เราจัดการเลือกตั้งบนหลักการอะไร… กกต. จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ถูกแทรกแซง หรือโกงได้หรือไม่…”  

นายแสวง กล่าวถึงความโปร่งใสกับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่ถูกกำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าการเลือกตั้งที่โปร่งใสจะทำให้เป็นที่ยอมรับทั้งกระบวนการและทำให้ระบบการเมืองชอบธรรมในที่สุด ส่วนความสำคัญของความโปร่งใสจะป้องกันและดูแลให้กระบวนการเลือกตั้งปราศจากการแทรกแซงหรือทุจริตจากผู้มีอำนาจทางเมือง เช่นพรรคการเมือง นักการเมืองหรือผู้สมัคร /ผู้จัดให้มีการเลือกตั้ง เช่น กกต. และสำนักงาน กกต. รวมไปถึงผู้ปฏิบัติงาน เช่น คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หรือคณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง หรืออนุกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง   

ขณะที่ความโปร่งใสนั้นดูจากการต้องเห็นเท่ากันในกระบวนการเลือกตั้งในบางขั้นตอนที่เปิดเผยได้และต้องเปิดให้ดู ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร พรรคการเมือง กกต.และผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งประชาชนและสื่อต่างๆ เช่นผู้มีสิทธิไปออกเสียงในหน่วย การอ่าน ขีดและเขียนคะแนนและผลรวมคะแนนแบบ สส.5/18 ที่ปิดไว้หน้าหน่วย และ”ต้องรู้เท่ากัน”ในกระบวนการเลือกตั้งในบางขั้นตอนที่ไม่อาจเปิดเผยให้ดูและเห็นด้วยตา ต้องรู้เท่ากันว่าขั้นตอนในกระบวนการทำงานอย่างไร และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างเปิดเผยได้จากระบบโดยไม่ต้องร้องขอหรือตามข้นตอนที่กำหนดที่อำนวยความสะดวกพอสมควร เช่นการรวมคะแนนทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ

ขณะที่กระบวนการ “ต้องตรวจสอบได้” โดยทุกคนสามารถตรวจสอบได้อย่างสะดวกและทันท่วงที กรณีหากเห็นว่า กปน.อ่าน ขาน ขีดหรือรวมคะแนนไม่ตรงกับบัตรเลือกตั้ง สามารถทักท้วงหรือยื่นคำร้องเสนอต่อ กกต.ให้พิจารณา รวมถึงหากพบว่าผลรวมคะแนนไม่ตรงกับที่มีข้อมูล หรือไม่ตรงตามแบบ สส.5/18 ที่ติดไว้หน้าหน่วยหรือไม่ตรงกับที่ประกาศไว้เว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. โดยระบบดังกล่าวจะป้องกันและตรวจสอบการทุจริตได้ทุกเหตุการณ์ ซึ่งผู้สมัคร พรรคการเมือง กปน. และประชาชน ต้องมีส่วนร่วมตามระบบที่ออกแบบไว้

นายแสวง ยังระบุว่าทุกกการเลือกตั้ง กกต.จัดการเลือกตั้งบนหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) คือหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยการลงคะแนนต้องไม่มีผู้ใดรู้และไม่อาจตรวจสอบได้ว่าลงคะแนนให้ใครหรือพรรคใดไม่ว่าจะเป็นอำนาจใด องค์กรใด และยึดหลักความโปร่งใสที่ออกแบบระบบให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ นอกจากนี้ยังยึดหลักการมีส่วนร่วม โดยเปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาสามาเป็น กปน.จำนวนกว่า 1,600,000 คน ทำงานบนความถูกต้อง อำนวยความสะดวกให้ร่วม 52,000,000 คนมาใช้สิทธิได้อย่างเรียบร้อย สุดท้ายหลักอำนวยความสะดวก ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าถึงสิทธิ ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ครบถ้วน และใช้สิทธิอย่างถูกต้องและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งก่อนวันลงคะแนน ระหว่างวันลงคะแนน และหลังวันลงคะแนน     

ส่วนคำถาม “กกต.จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ถูกแทรกแซง หรือโกงการเลือกได้หรือไม่”  นั้นนายแสวง ระบุว่าทุกการเลือกตั้งที่มักจะมีคำถามและข้อสังเกตุว่า กกต.จัดเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่เป็นกลาง ตามบริบทการเมืองในช่วงเวลานั้นๆ เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ปี 2569 ที่เป็นกระแสมากที่สุดคือการทำหน้าที่ของ กปน.ในระหว่างการลงคะแนน การรวมและรายงานผลคะแนน พร้อมชี้แจงถึงกากรทำหน้าที่ของ กปน.ว่าในวันเลือกตั้ง มี กปน. 1,600,000 คน ในหน่วยเลือกตั้ง 100,000 หน่วย ทำงานท่ากลางสายตาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้แทนพรรคการเมืองและผู้สังเกตการณ์จากองค์กรเอกชนหลายหมื่นคน แต่ กปน.ไม่ถึง 100 รายที่ทำหน้าที่ผิดหลง ไม่ถูกต้อง แต่ทุกเหตุการณ์ กกต.ได้ตรวจสอบแก้ไข

เนื่องจากระบบที่วางไว้สามารถป้องกันหรือตรวจสอบได้ผลดี และหากผู้มีส่วนเกี้ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งตามบทบาทและหน้าที่อย่างแข็งขัน ก็จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  พร้อมยอมรับว่าความผิดพลาดส่วนบุคคลย่อมเกิดขึ้นได้ท่ามกลางบริบทการเมืองที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่หากระบบที่วางไว้เข้มแข็ง แม้จะมีข้อผิดพลาดก็ไม่กระทบกับสาระสำคัญของการเลือกตั้งและตามเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ขณะที่การรายงานผลคะแนนนั้น สำนัก งานจะใช้เอกสารแบบ สส.5/18 เป็นฐานในกรรายงานผลคะแนน และปิดไว้หน้าหน่วยทั้ง  100,000 หน่วย และลงประกาศในเว็บไซต์สำนักงาน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ ส่วนการรายงานผลคะแนนก็ดำเนินการใน 3 ช่องทาง คือผ่านระบบ ECT Report ที่จะรายงานผลไม่เกิน 95 % ซึ่งการรายงานการเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจาการกรอกคะแนนของ กปน.เนื่องจากมีชุดตัวเลขเป็นจำนวนมากและคะแนนของแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อไม่ตรงกันในเขต เกิดจากระบบไม่ได้ออกแบบให้นำคะแนนเข้าระบบเป็นรายหน่วยแต่ออกแบบให้กรอกแยกประเภท เมื่อคะแนนถึง 95 % ระบบจะหยุด จึงเกิดคะแนนหรือบัตรเขย่ง นอกจากนี้ก็จะรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการติดประกาศ 400 เขตเลือกตั้ง และการรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ที่ติดไว้หน้าศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้ง หลังวันเลือกตั้งหนึ่งวัน คือวันที่ 9 ก.พ. 2569

“จะเห็นได้ว่าข่าวคะแนนเขย่ง บัตรเขย่ง จะไม่เป็นข่าวเลยถ้าดูทั้งระบบ จึงไม่มีข่าวจากผู้สมัครและพรรคการเมืองในวันถัดจากวันเลือกตั้งเลยเรื่องบัตรเขย่งหรือคะแนนเขย่ง เพราะบุคคลดังกล่าวได้ทราบผลรวมคะแนนแบบครบทุกหน่วยอย่างไม่เป็นทางการจากช่องทางนี้แล้ว ที่เป็นข่าวกรณีบัตรเขย่งก็เฉพาะบางส่วนที่ยังยึดติดกับคะแนนแบบ ECT REPORT ที่ทำไว้ใช้ประโยชน์เฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น ละเลยที่จะไปดูคะแนนแบบไม่เป็นทางการในช่องทางนี้”

นายแสวง ยังตั้งคำถามในเชิงตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง มีขั้นตอนหรือผู้ใดสามารถแทรกแซงหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้บ้าง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีประเทศไหนที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งเปิดให้รู้เห็นและตรวจสอบได้มากกว่าประเทศไทย

“การกล่าวหา ที่ปราศจากข้อเท็จจริง น่าจะเป็นการไม่เหมาะสมกับเป็นวิญญูชนในระบอบประชาธิปไตย” นายแสวง กล่าว