สกู๊ปพิเศษ : พกฉ.เปิดพื้นที่เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ชวนเปิดประสบการณ์ ‘Museum for All’

13 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ชวนประชาชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว และหน่วยงานต่างๆ เปิดประสบการณ์เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิด “Museum for All” พิพิธภัณฑ์เพื่อทุกคน เข้าถึงองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านนิทรรศการ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ในบรรยากาศและพื้นที่เรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติ และการเรียนรู้ทางออนไลน์ เพื่อหวังให้ผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ทุกที่ ทุกเวลา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน  “Museum for All” พิพิธภัณฑ์เพื่อทุกคน ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยมุ่งให้พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยว พักผ่อน และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านประสบการณ์จริงในบรรยากาศธรรมชาติ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการลงมือทำ ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่าของการพึ่งพาตนเอง และสามารถนำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ให้เหมาะสม พร้อมยกระดับการเรียนรู้ผ่านระบบ E-learning เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากพิพิธภัณฑ์สู่ประชาชนในวงกว้าง เรียนรู้ได้หลายรูปแบบ เลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง

“ปัจจุบัน พกฉ. พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความสนใจของประชาชนทุกช่วงวัย เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงควบคู่กับการลงมือปฏิบัติ กลุ่มสถานศึกษาและหน่วยงาน เลือกกิจกรรมทัศนศึกษา 2–5 ชั่วโมง หรือค่ายการเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ผ่านฐานจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และฐานฝึกปฏิบัติ รวม 10 หลักสูตร กลุ่มครอบครัวและประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในช่วงวันเสาร์–อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2-4 ของเดือน รูปแบบ One Day Trip ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยววิถีเกษตรไทย ชวนสัมผัสวิถีเกษตรและเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ นั่งรถรางชมแปลงเกษตรพอเพียงและพื้นที่เรียนรู้บนพื้นที่ 374 ไร่” ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวและว่า

สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดความรู้และสร้างอาชีพ พบงานมหกรรม นิทรรศการหมุนเวียน และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการเกษตร การอบรมวิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง จากเครือข่าย พกฉ.เกษตรกรตัวจริง

ในเดือนกันยายนนี้ พกฉ. เตรียมจัดกิจกรรม “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” เพื่อร่วมสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวันพิพิธภัณฑ์ไทย และบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้ ตลอดจนเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้แก่สังคม โดยจัดกิจกรรม Alive (ใน) Museum : อะไรในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และกิจกรรม (live) ออนไลน์ทาง Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ นำองค์ความรู้และเรื่องราวการเกษตรสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามในรายการ “เรื่องเล่าชาวเกษตร” ลุ้นรับของรางวัลใหญ่ สร้างสีสันและการมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ พกฉ. เปิดตัว 2 หลักสูตรออนไลน์ E-learning เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสำหรับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนเรียนฟรีและเรียนได้ตามเวลาที่สะดวก พร้อมนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตจริง เริ่มเรียนรู้และติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th/elearning

“พกฉ. ยังคงเดินหน้าสืบสาน เผยแพร่ และต่อยอดศาสตร์พระราชาด้านการเกษตร พัฒนาพื้นที่ แหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่จริงและโลกออนไลน์ เพื่อยกระดับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจหลักคิดของการพึ่งพาตนเอง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” พันจ่าเอก ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดให้บริการเข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. เปิดบริการเข้าชมวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลโทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 ติดตามข่าสารทางwww.wisdomking.or.th หรือFacebook /Instagram/ Line ID @wisdomkingmuseum

WDC ส่งต่อโอกาสการเรียนรู้สู่เยาวชนพื้นที่ห่างไกล เดินหน้า ‘WE DO CARE’ ผ่านโครงการ ‘สานฝัน ปันสุข’ ปี 2

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

บมจ.เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น (WDC) เดินหน้าส่งเสริมพัฒนาสังคมผ่านโครงการ “สานฝัน ปันสุข” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “WDC : WE DO CARE เพราะความรู้คือการดูแล” โดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านขอบด้งและโรงเรียนบ้านลาน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและเติบโตเคียงข้างสังคมอย่างยั่งยืน

นายบัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WDC กล่าวว่า การสร้างพื้นที่ที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เราจึงมุ่งสนับสนุนการศึกษา ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร โรงเรียน และชุมชนผ่านโครงการ ‘สานฝัน ปันสุข’ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พนักงานของเราได้มีส่วนร่วมลงมือทำกิจกรรม ถ่ายทอดความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเด็กๆในพื้นที่ห่างไกล เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเล็กๆที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ และร่วมพัฒนาชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับปีนี้ WDC ได้ลงพื้นที่ร่วมพัฒนา โรงเรียนบ้านลาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่อำเภอฝาง และโรงเรียนบ้านขอบด้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำรัสให้ดูแลเด็กในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในชุมชนชายขอบ

ตลอดการดำเนินโครงการ WDC ได้สนับสนุนเสื้อผ้า ผ้าห่ม อุปกรณ์กีฬา ขนม นม และสิ่งของจำเป็นให้แก่นักเรียนกว่า 700 คน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การสอนภาษาอังกฤษ กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากนี้ พนักงานจิตอาสาของ WDC ยังร่วมปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนด้วยการทาสีรั้ว พร้อมจัดกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ ทั้งฟุตบอลและวอลเลย์บอล เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างความสามัคคี และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน คุณครู ชุมชน และพนักงานของบริษัท  

Around W. By หมูอ้วน : ‘พะงัน-พำนัก’ สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตช้าๆ ‘เติมไฟ-เยียวยา’ความเหนื่อยล้า

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนกำลังเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆในลูปเดิม ทำให้เริ่มมีอาการค่อยๆหมดไฟไปทีละน้อย แต่มีที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยไฟและพลังงานแห่งความสุข ที่จะช่วยให้ได้หลุดออกจากลูปเดิม ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาให้กลับมาเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง ที่ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วผืนน้ำและขุนเขา เป็นพลังแห่งจันทราที่ว่ากันว่าจะช่วยเยียวยาอาการหมดไฟได้จริงๆและที่แห่งนั้นคือเกาะพะงัน สวรรค์เล็กๆใจกลางอ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 14 ครั้ง ทรงมาจอดเรือเพื่อแวะเติมน้ำจืด และลงพระปรมาภิไธยไว้ที่โขดหินของน้ำตกธารเสด็จ มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งใน ‘พระราชหัตเลขาประพาสแหลมมลายู’ ว่า “ฉันชอบใจลำธารที่อ่าวเสด็จ จึงให้กลับมาทอดที่นั้นขึ้นไปอาบน้ำอีกวันหนึ่ง” ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ท้องทะเล ป่าต้นน้ำ อาหาร ผู้คน และพลังแห่งคืนพระจันทร์เต็มดวง คือเสน่ห์ของเกาะพะงัน ที่ทำให้ใครต่อใครต่างต้องกลับมาอีกครั้ง และบางคนมาถึงแล้วก็ขออยู่ยาวกันไปเลย 

สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้คิดโครงการฯขึ้นมา โดยจับมือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญคนเมือง 5 คน ต่างสาขาอาชีพมาพักที่เกาะพะงันถึง 6 คืน 7 วัน โดยผสมระหว่างการให้ใช้เวลาส่วนตัวกับการทำกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักกับเกาะพะงันด้วยกัน เดือนสิงหาคมเริ่มเข้า Low Season ของการท่องเที่ยว พวกเขาทั้ง 5 ได้ก้าวออกจากอาการหมดไฟมาเป็นการสัมผัสไอแดดอุ่นๆ ท้องฟ้าใส ทะเลสวย  ฝนที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้า เหมือนเกาะพะงันกำลังบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่เกาะพะงัน”

เกาะพะงันในวันนี้มีเสน่ห์ของความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวพอดิบพอดี เป็นวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของคาเฟ่ริมทะเลสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางอาคารไม้สองชั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้าเกาะพะงันมายาวนาน เกาะพะงันยังเป็นเกาะที่เอ็กซ์สตรีมแบบโรแมนติก โดยเฉพาะหาดริ้น ที่แม้ไม่ใช่ช่วงของฟูลมูนปาร์ตี้ แต่พลังของแสงจันทร์ยังสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว รากเหง้าของฟูลมูนปาร์ตี้บนหาดริ้นก็มีที่มาจากปาร์ตี้เล็กๆในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงส่งเพื่อนชาวต่างชาติที่จะต้องกลับภูมิลำเนา ก่อนจะกลายมาเป็นปาร์ตี้อันโด่งดังระดับโลกเช่นวันนี้

ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 5 คน มี เยเมนส์ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบท กับ แมว สถาปนิกและครูสาวที่รักในการสอนศิลปะ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้คล่อง และเป็น 2 คนที่เต็มไปด้วยพลังงานของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ เดินป่า และเที่ยวรอบเกาะอย่างอิสระ ส่วนอีก 3 คน คือ เกณฑ์ สาวแบงก์และครูสอนโยคะสายเวลเนส ก็เลือกกิจกรรมในจังหวะของตัวเอง ออกเดินไปทำความรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆและได้พบกับปาฏิหาริย์แห่งผู้คน ได้ไปในที่ที่อยากไป โดยเจ้าบ้านคนเกาะพะงันใจดีที่นักท่องเที่ยวรุ่นเก่าต่างรู้ดีว่าคนที่นี่รับแขกกันแบบนี้มานานแล้ว ออมสาวนักกิจกรรมจากโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับน้ำใจของหนุ่มน้อยชาวเกาะที่ชวนเที่ยวไปไกล ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆของเกาะพะงัน และเจี๊ยบ นักเขียนบทความ บรรณาธิการฟรีแลนซ์ ที่หลงใหลในศิลปะวัฒนธรรมของเกาะพะงัน โดยเฉพาะบ้านไม้เก่า ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ร้านขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวโล่งโต้ง เมื่อเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ตพาไปชมบ้านไม้เก่าที่ยังสวยงามสมบูรณ์

หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้พักอยู่กับตัวเองในช่วงแรกของโครงการฯ วันที่เหลือคือการได้ทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกัน ได้กินอาหารพื้นบ้านและอาหารทะเล โดยมีโปรแกรมดีๆที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน อย่างการบวชต้นไม้ที่น้ำตกธารเสด็จ ชมพับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เดินเที่ยวน้ำตก โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาดูแลให้ความสะดวก ฟังเพลงกาพย์เห่เรือจากผู้ใหญ่ตัวแทนชุมชนโฉลกหลำ ชมเรือไม้เก่าลำใหญ่ที่ท่านเจ้าอาวาสวัดโฉลกหลำได้นำมาจากเกาะสมุย ลงเรือหางยาวไปดำน้ำที่หน้าอ่าวทองหลาง น้ำสีฟ้าใสและปลาเยอะจนคนที่ไม่ชอบดำน้ำยังอดไม่ได้ที่จะกระโดดลงไปแหวกว่าย รวมถึงการพาชม พาชิม ที่สวนผลไม้ออร์แกนิก ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เกาะพะงันมีความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่ปลูกอะไรก็งาม มีทุเรียนที่รสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับ แล้วยังมีคนเกาะพะงันที่รักและภาคภูมิใจในบ้านสวนของตัวเอง ปิดท้ายโครงการฯ กับการร่วมงาน ‘Feel All the Feelings @Phangan : ชาร์จพลังชีวิต’ ณ บริเวณลานเรือรบหลวง 713 อ่าวท้องศาลา เป็นงานยามเย็นริมทะเลที่สุดแสนจะโรแมนติก ผสมผสานระหว่างใหม่และเก่าได้อย่างน่ารัก งานนี้มีโอกาสได้ชมพิธีลอยเคราะห์แบบชาวเรือเกาะพะงันที่สมจริง และได้ร่วมวัฒนธรรมกินห่อ ถือว่าจบสวยประทับใจกันไปทุกคน

ถึงแม้ว่าโครงการฯจะจัดให้ถึง 7 วัน กับโปรแกรมที่เลือกสรรมาแล้ว แต่เกาะพะงันยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย มีอีกหลายจุดชมวิว หลายน้ำตกที่ยังไม่ได้ไป อาหารขึ้นชื่ออีกหลายเมนูที่ยังไม่ได้ลองชิม และถ้าต้องเขียนแนะนำกันจริงๆคงต้องเขียนกันเป็นเล่ม เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มาสัมผัสกันด้วยตัวเอง และต้องมาหลายวันเหมือนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเป็นเดือนก็ยังไม่พอ เกาะพะงันคือสวรรค์กลางอ่าวไทย ที่มีพลังแห่งจันทรา และปาฏิหาริย์ของผู้คน ที่จะช่วยเยียวยาความอ่อนล้าหมดแรงของคนเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ โครงการ ‘พะงันพำนัก | Low Season, High Energy’ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน, พะงัน เบย์ชอร์ รีสอร์ท, วันเดอร์แลนด์ ฮีลลิ่ง เซ็นเตอร์, อมากิ ฮิดเด้น วัลเลย์, ปานวิมาน รีสอร์ท พะงัน, วารีวาน่า รีสอร์ท เกาะพะงัน เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน, บางกอก แอร์เวย์ส, ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์, และ Footage Found

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเกาะพะงันได้ที่เพจสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน Koh Phangan Hotel &Tourism Association

‘WU CHUN I’ ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน สนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดน-คดีความข้ามแดน

12 กันยายน 2569 เวลา 22:08 น.

“WU CHUN I – 吳俊儀”ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องของไต้หวัน ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน พร้อมสนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดนหรือคดีความข้ามแดน

​นาย WU CHUN I (吳俊儀 / หวู่ จุ้นอี๋) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านพระเครื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทำงานส่งเสริมความสัมพันธ์และวัฒนธรรมไทย–ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้เครือข่ายและประสบการณ์ในประเทศไทย ช่วยประสานข้อมูลและเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้ามพรมแดนระหว่างไทยและไต้หวัน

​จากการเดินทางไปกลับและมีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านวัฒนธรรมและภาคประชาชน ทำให้นาย WU CHUN I สามารถช่วยเหลือในด้านต่างๆหรือตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและประสานส่งต่อไปยังช่องทางนั้นๆเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เดินทางไปถึงที่ปรายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบุคคลและข้อมูลของทั้งสองฝั่ง

​อย่างไรก็ตาม นาย WU CHUN I ย้ำว่า ตนยังสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางการหากมีปัญหากับบุคลใดเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรงได้ ซึ่งตนทำหน้าที่เพียงสนับสนุนข้อมูลและการประสานงานในขอบเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
จากประสบการณ์ที่มี สามารถช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปถึงช่องทางที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น และมองว่านั่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

​ปัจจุบัน นาย WU CHUN I ยังคงทำงานเผยแพร่ความรู้ด้านพระเครื่องและวัฒนธรรมไทยผ่าน Dream Amulet (夢幻佛牌) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับภาคประชาชน และในอนาคต นาย WU CHUN I ระบุว่าจะยังคงใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและไต้หวัน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่ายต่อไป

นครปฐม จัด ‘Agri Connect Trade Fair 2026’ ชูศักยภาพสินค้าเกษตรปลอดภัย-นวัตกรรมแปรรูป กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล

12 กันยายน 2569 เวลา 21:01 น.

สำนักงานพาณิชย์กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ จัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” มหกรรมแสดง จำหน่ายสินค้า และเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค ชูไฮไลท์ทัพสินค้าคุณภาพกว่า 120 คูหา พร้อมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้งระบบ Offline และ Online หวังเชื่อมโยงขยายตลาด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าการค้า 5 วัน กว่า 15 ล้านบาท

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในพิธีเปิดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” เปิดเผยว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการกระจายสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญของประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น จึงกำหนดจัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” ขึ้นโดยดำเนินการภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

“งาน Agri Connect Trade Fair 2026 ไม่เพียงแต่จะเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้นำสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าอัตลักษณ์ และสินค้านวัตกรรมแปรรูปมาจำหน่ายแก่ประชาชนโดยตรงกว่า 120 ร้านค้าเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการนำนวัตกรรมการตลาดและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ผ่านระบบการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้ง Offline และ Online ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ผู้ส่งออก และคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความมั่นคง ยั่งยืน ให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอีกทางหนึ่งด้วย” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าว

ด้าน นางสาวดวงพร วิสุทธิธรรม พาณิชย์จังหวัดนครปฐม ในฐานะตัวแทนกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดการจัดงานว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด คือนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ต่างมีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย การรวมพลังจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาร่วมสร้างคุณค่าใหม่ และเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด

“การจัดงานในครั้งนี้เรามุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและผู้ประกอบการ Community Enterprise, SME, และ Smart Farmer ให้พร้อมก้าวสู่ยุคธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ภายในงานนอกจากจะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ระดับพรีเมียมแล้ว ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมเกษตร การเจรจาจับคู่ธุรกิจแบบไฮบริด (Offline/Online) ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและมินิคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความคึกคักตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน ซึ่งเราคาดว่าการจัดครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการค้าขายตลอดทั้ง 5 วันได้รวมกว่า 15 ล้านบาทพาณิชย์จังหวัดนครปฐม กล่าว

งาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2569 ณ บริเวณสนามดนตรีฝั่งประตูโพธิ์ทอง องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยผู้สนใจ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าร่วมชมงาน ช้อปสินค้าเกษตรคุณภาพดี และร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการจัดงาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม / ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ Agri Connect Trade Fair 2026 หรือ เว็บไซต์/Facebook Page: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ “การได้ยิน” ในระยะยาว

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อย ๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

นพ.พงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

เหตุสลดไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยอดตายพุ่ง 35 ศพ พบศพเพิ่มในซากเรือ ยังสูญหายกว่า 50 คน

เหตุสลดไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยอดตายพุ่ง 35 ศพ พบศพเพิ่มในซากเรือ ยังสูญหายกว่า 50 คน

12 ก.ย. 2569 11:32 น.

เหตุสลดไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยอดตายพุ่ง 35 ศพ พบศพเพิ่มในซากเรือ ยังสูญหายกว่า 50 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 35 ศพ หลังเจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 30 รายภายในซากเรือ ขณะที่ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 50 คน เร่งเดินหน้าค้นหาต่อเนื่อง

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากเรือ เอ็มวี จูน แอสเตอร์ (MV June Aster) ได้อีก 30 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้เพิ่มเป็น 35 ราย

เรือดังกล่าวเกิดเพลิงไหม้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางเข้าใกล้จุดหมายปลายทางที่เมืองโกรอน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัดปาลาวัน หลังออกเดินทางจากกรุงมะนิลา

ขณะเกิดเหตุบนเรือมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 134 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 117 คน และลูกเรือ 17 คน โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 43 คน หลายรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 50 คน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภายในซากเรือยังมีร่างผู้เสียชีวิตเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขึ้นไปบนเรือได้ เนื่องจากยังมีควันพิษและความร้อนสูง จนกระทั่งวันศุกร์จึงสามารถเข้าไปดำเนินการกู้ร่างได้

โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า ร่างผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกพบในบริเวณห้องพักหรือพื้นที่นอนของเรือ ซึ่งกำลังเดินทางเป็นเวลานานถึง 22 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกู้และพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลผู้เสียชีวิตตามขั้นตอน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

จากการสอบปากคำผู้รอดชีวิตเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ต้นเพลิงอาจเริ่มขึ้นบริเวณห้องเก็บสินค้า ขณะที่ผู้โดยสารบางส่วนไม่ได้สวมเสื้อชูชีพในช่วงเกิดเหตุ

ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า หลังเกิดไฟไหม้ เขาได้ยินเสียงผู้คนร้องด้วยความตื่นตระหนกบนเรือ ขณะพยายามหาทางหนีออกจากพื้นที่ และยังถูกผู้โดยสารที่กำลังแตกตื่นเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นเรือกู้ภัย

ขณะนี้หน่วยงานด้านการเดินเรือของฟิลิปปินส์กำลังสอบสวนหาสาเหตุและรายละเอียดของเหตุการณ์ โดยจะตรวจสอบทั้งข้อมูลในบัญชีผู้โดยสาร ความถูกต้องของการบรรทุกสินค้า รวมถึงขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินของลูกเรือ

เรือเอ็มวี จูน แอสเตอร์ สร้างขึ้นในปี 2002 และมีใบรับรองด้านความปลอดภัยที่ยังใช้ได้ รวมถึงผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ด้านบริษัท Atienza Interisland Ferries ผู้ให้บริการเรือ ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวน พร้อมระบุว่า บริษัทจะเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายจนกว่าจะสามารถติดตามตัวทุกคนได้.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯเอาอยู่ ประกาศปิดฉากการระบาดโรคไซโคลสปอเรียซิส ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สหรัฐฯเอาอยู่  ประกาศปิดฉากการระบาดโรคไซโคลสปอเรียซิส ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

12 ก.ย. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯเอาอยู่ ประกาศปิดฉากการระบาดโรคไซโคลสปอเรียซิส ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สหรัฐฯ ประกาศยุติการระบาดของโรคไซโคลสปอเรียซิสครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังพบผู้ป่วย 12,883 คนใน 21 รัฐ เสียชีวิต 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่เชื่อมโยงต้นตอมาจากผักกาดหอมไอซ์เบิร์กจากเม็กซิโก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายนว่า การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของโรคไซโคลสปอเรียซิส ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่การระบาดรุนแรงที่สุด พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 1,000 คนภายในวันเดียว ขณะที่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเหลือต่ำกว่า 2 คนต่อวันโดยเฉลี่ย

การระบาดครั้งนี้เชื่อมโยงกับ ผักกาดหอมไอซ์เบิร์กจากพื้นที่ตอนกลางของเม็กซิโก ซึ่งจัดหาโดยบริษัทเทย์เลอร์ ฟาร์มส์ ส่งผลให้บริษัทต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์ผักกาดหอมทั้งหมดที่มาจากพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า มั่นใจว่าผักกาดหอมที่ถูกเรียกคืนและเกี่ยวข้องกับการระบาดถูกนำออกจากตลาดหมดแล้ว ขณะที่วันควรบริโภคของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ผ่านพ้นไปแล้ว จึงไม่น่าจะมีวางจำหน่ายในร้านค้าหรือเสิร์ฟในร้านอาหารอีก

อย่างไรก็ตาม FDA ยังคงตรวจสอบว่า เชื้อปรสิตไซโคลสปอรา เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มปลูกผักกาดหอมและโรงงานแปรรูปในเม็กซิโก พร้อมเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปวิเคราะห์ และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานของสหรัฐฯ เม็กซิโก และรัฐบาลแต่ละรัฐต่อไป

บริษัทเทย์เลอร์ ฟาร์มส์ระบุว่า โรงงานในพื้นที่ตอนกลางของเม็กซิโกยังคงปิดทำการ ระหว่างที่การสอบสวนของ FDA บริษัท และผู้เชี่ยวชาญอิสระยังดำเนินอยู่

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม สหรัฐฯ พบผู้ป่วยไซโคลสปอเรียซิสที่ยืนยันจากห้องปฏิบัติการแล้ว 19,595 ราย และมากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งใหญ่นี้ โดยมีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 570 คน และเสียชีวิต 2 ราย

รัฐมิชิแกนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยพบผู้ป่วยมากกว่า 14,000 รายและผู้เสียชีวิต 2 รายที่เชื่อมโยงกับเชื้อปรสิตดังกล่าว ขณะที่รัฐโอไฮโอและมิสซูรีก็พบผู้ติดเชื้อหลายพันรายที่เกี่ยวข้องกับผักกาดหอมจากเทย์เลอร์ ฟาร์มส์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่สูงผิดปกติในรัฐมิชิแกนส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ตกค้างและถูกนำมาประมวลผลในเดือนสิงหาคม สะท้อนถึงปัญหาของระบบติดตามโรคที่ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณของรัฐบาลกลางในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

การระบาดครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยผู้บริโภคบางส่วนหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สด รวมถึงลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน กระทบต่อจำนวนลูกค้าของร้านอาหารและเครือร้านอาหารชื่อดังในสหรัฐฯ

โดนัลด์ ชาฟฟ์เนอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อาหารจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส เตือนว่า สหรัฐฯ ยังขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จำเป็นในการป้องกันการระบาดลักษณะนี้ในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้มีระบบติดตามสายพันธุ์เชื้อที่ดีขึ้น และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อปรสิตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนปี 2026 ฤดูกาลระบาดของโรคไซโคลสปอเรียซิสครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปี 2019 โดยมีผู้ป่วยประมาณ 4,700 รายทั่วประเทศ ขณะที่การระบาดในปี 2026 ทำสถิติสูงกว่าหลายเท่า.

ที่มา : reuters

คู่รักกรีกได้ลูกสาวจากตัวอ่อนแช่แข็ง 22 ปี หลังสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุ

คู่รักกรีกได้ลูกสาวจากตัวอ่อนแช่แข็ง 22 ปี หลังสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุ

12 ก.ย. 2569 09:43 น.

คู่รักกรีกได้ลูกสาวจากตัวอ่อนแช่แข็ง 22 ปี หลังสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุ

คู่รักชาวกรีกตัดสินใจใช้ตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานกว่า 22 ปี เพื่อให้กำเนิดลูกสาว หลังสูญเสียลูกชายวัย 21 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ท่ามกลางความดีใจและความทรงจำถึงลูกชายผู้ล่วงลับ

คู่รักชาวกรีกเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง หลังให้กำเนิดลูกสาวจากตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานกว่า 22 ปี เพียงไม่กี่เดือนหลังสูญเสียลูกชายวัย 21 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

คริสตินา รัปติ-เซเลปี วัย 54 ปี และคอนสแตนตินอส รัปติส สามี ตัดสินใจนำตัวอ่อนของทั้งคู่ที่เก็บรักษาด้วยการแช่แข็งไว้นานกว่า 22 ปี กลับมาใช้ เพื่อให้มีบุตรได้อีกครั้ง หลังต้องสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้ยังต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากกฎหมายของกรีซกำหนดอายุสูงสุดของผู้หญิงที่สามารถเข้ารับกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือ IVF และขออนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ที่ 54 ปี

ในที่สุด คริสตินาสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เด็กหญิงมีน้ำหนักแรกเกิด 3.49 กิโลกรัม โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกสาวในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความซาบซึ้ง

คริสตินากล่าวว่า หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ตัวอ่อนที่เก็บรักษาไว้ เพราะไม่ต้องการยอมแพ้ต่อชีวิต และต้องการให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พร้อมนำชีวิตใหม่กลับเข้ามาในบ้าน

เธอยังขอให้ลูกสาวเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเหมือนลูกชายคนแรกของครอบครัว พร้อมสัญญาว่าจะสอนให้ลูกสาวต่อสู้และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

ด้าน ดร.คอสตาส ปันโตส สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลการรักษา และประธานสมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งกรีซ ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกในประสบการณ์การทำงานของเขา ที่มีการนำตัวอ่อนของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งแช่แข็งไว้นานถึง 22 ปีครึ่ง มาละลายและฝังกลับเข้าสู่ร่างกาย จนสามารถให้กำเนิดทารกที่มีชีวิตได้

แพทย์ยังมองว่า ข้อจำกัดด้านอายุสำหรับการทำ IVF ของกรีซอาจจำเป็นต้องได้รับการทบทวน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก

ขณะที่คอนสแตนตินอส ผู้เป็นพ่อวัย 60 ปี กล่าวขณะอุ้มลูกสาวที่กำลังหลับว่า การมีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัวช่วยทำให้ทั้งคู่กลับมามีความหวังและสามารถเดินหน้าต่อได้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมืดมนจากการสูญเสียลูกชาย

ทั้งคู่ตั้งชื่อลูกสาวว่า จอร์เจีย เพื่อเป็นเกียรติแก่ จอร์กอส ลูกชายที่จากไป และเช่นเดียวกับลูกสาวคนใหม่ จอร์กอสเองก็เกิดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF

สำหรับการใช้ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเป็นเวลานานกว่า 22 ปี ถือเป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก โดยเมื่อปีที่ผ่านมา คู่สามีภรรยาชาวรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ เพิ่งให้กำเนิดทารกชายจากตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งไว้นานกว่า 30 ปี ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การรับเลี้ยงตัวอ่อน” (embryo adoption) และได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์

แม้จะเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ครอบครัวนี้ยังไม่ปิดโอกาสที่จะมีลูกอีกคนในอนาคต และอาจเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้ารับการรักษาหากจำเป็น.

ที่มา : AP

ญี่ปุ่นเผยจำนวนคนหนุ่มสาวอยากแต่งงานลดฮวบ ต่ำกว่า 80% ครั้งแรก ห่วงวิกฤติเด็กเกิดน้อย

ญี่ปุ่นเผยจำนวนคนหนุ่มสาวอยากแต่งงานลดฮวบ ต่ำกว่า 80% ครั้งแรก ห่วงวิกฤติเด็กเกิดน้อย

12 ก.ย. 2569 08:39 น.

ญี่ปุ่นเผยจำนวนคนหนุ่มสาวอยากแต่งงานลดฮวบ ต่ำกว่า 80% ครั้งแรก ห่วงวิกฤติเด็กเกิดน้อย

ผลสำรวจรัฐบาลญี่ปุ่นพบ คนโสดวัย 18-34 ปีที่ตั้งใจแต่งงานลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก ขณะที่คู่แต่งงานวางแผนมีลูกเฉลี่ยต่ำกว่า 2 คน เหตุกังวลค่าเลี้ยงดูสูง

วันที 11 กันยายน 2569 สถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจภาวะเจริญพันธุ์แห่งชาติเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 พบว่า สัดส่วนคนโสดวัยหนุ่มสาวที่ตั้งใจแต่งงานในอนาคตลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการสำรวจ

การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการเมื่อเดือนมิ.ย. 2568 มีคนโสดและคู่แต่งงานเข้าร่วมตอบแบบสอบถามมากกว่า 11,000 คน โดยในกลุ่มคนโสดอายุ 18-34 ปี พบว่า ผู้ชายที่ระบุว่าไม่เห็นประโยชน์ของการแต่งงานเพิ่มจาก 35.3% เป็น 42.8% ขณะที่ผู้หญิงเพิ่มจาก 28.3% เป็น 36%

ส่วนผู้ชายที่ยังโสดและตั้งใจแต่งงานในอนาคต ลดลงจาก 81.4% เหลือ 75.1% ขณะที่ผู้หญิงลดลงจาก 84.3% เหลือ 77.8% ทำให้สัดส่วนผู้ที่ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% ทั้งในกลุ่มชายและหญิงเป็นครั้งแรก และเมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่วางแผนมีลูกเท่ากับจำนวนที่ต้องการ 52.9% ระบุว่าเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและการศึกษาสูง ขณะที่ 35% ไม่ต้องการมีบุตรเมื่อมีอายุมากขึ้น

นอกจากนี้ รูปแบบการพบคู่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในกลุ่มผู้ที่แต่งงานเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2020 พบว่า 20.2% พบคู่ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงแอปหาคู่ เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากการสำรวจก่อนหน้าที่อยู่ที่ 11% ขณะเดียวกันผลสำรวจยังสะท้อนถึงทัศนคติเรื่องการมีบุตร ท่ามกลางอัตราเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง 

สถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่าจะวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสาเหตุที่คนญี่ปุ่นต้องการแต่งงานน้อยลง รวมถึงเหตุผลที่คู่แต่งงานวางแผนมีบุตรน้อยกว่าจำนวนที่พวกเขาต้องการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาประชากรและอัตราเกิดที่ลดลง.

ที่มา NHK