สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

‘สส.กู๊ดดี้’ แฉขบวนการ IO ยังไม่หยุดเล่นงานสื่อ พร้อมเดินหน้าโจมตีเรื่องเก่าเรื่องเท็จ เพื่อเบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 นายชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณีขบวนการ IO ที่กำลังคุกคามสื่อมวลชนไม่หยุดหลังมีกระแสแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พูดให้ความเห็นกรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”

โดย นายชยพล กล่าวว่า [ขบวนการ IO กลับมาอีกครั้ง]

ผ่านไป 1 ปีแล้วนะครับ นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโปงขบวนการ IO ของ ศปก.ร่วมฯ หรือก็คือ กลุ่มนายพลเกษียณ ที่ซ่อนตัวหลังฉากหน้าของกองทัพ ที่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการสร้างดีลแลกประเทศ บีบคอให้รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง เพื่อเกมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ตามมา ตั้งแต่การอภิปรายเมื่อวันที่ 25 มีนาคมของผมที่ได้เปิดโปงกระบวนการนี้ตั้งแต่การก่อตั้ง กลุ่มผู้ดำเนินการ ขั้นตอนวิธีการ แผนการระยะสั้นระยะยาว ผลของการดำเนินการ ฯลฯ ซึ่งถูกสงสัยว่าใช้เงินภาษีของเราในการดำเนินการมากกว่าพันล้านต่อปี! โดยแฝงตัวอยู่ตามงบประมาณของภารกิจปกติที่ไม่ยอมลงรายละอียด ขบวนการนี้ก็ได้ถูกตีแตกจนหายไปเกือบปี จนกระทั่งช่วงเวลาที่ผ่านมาผมได้เห็นกระแสการกลับมาของ IO อีกครั้งหนึ่ง เลยอยากหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้ง ทุกคนจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้ IO หลอกกันได้ง่ายๆ

เป้าหมายของขบวนการ IO หลักๆ เลยคือการกล่อมให้ความคิดโดยรวมของสังคมเป็นไปในทางที่เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยข่าวปลอม ลดทอนคุณค่ากลุ่มเป้าหมาย พูดเบี่ยงประเด็น ปลุกกระแสอื่นกลบ ลองนึกภาพเหมือนวงนินทาจะสามารถเข้าใจได้ง่ายมาก วงที่มีใครสักคนในกลุ่มจงใจปล่อยกระแสข่าวลือให้เชื่อในบางอย่าง หรือปั่นข่าวปลอมให้เกลียดคนบางคน หรือเบี่ยงประเด็นบทสนทนาของวงให้ออกจากเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ต่อตัวเอง

ทีนี้ มันดันเป็นวงนินทาที่ทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการ มีการแบ่งกลุ่มบุคคลให้อยู่ในบทบาทของการเป็น Influencer ให้สร้างอิทธิพลและผู้ติดตามของตัวเอง มีการตั้งเพจและกลุ่มตามโซเชียลมีเดียเพื่อรวมกลุ่ม IO มดงานและคนที่มีความคิดใกล้เคียงกัน ทั้งอินฟลูฯทั้งเพจทั้งหลายนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวจ่ายข้อมูล คอยปล่อยภาพปล่อยบทความให้มดงานแต่ละคนสามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ในวงนินทาต่าง ๆ ต่อได้ เพื่อกระจายข้อมูลออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น โดยพยายามเล่นกับอารมณ์ของผู้อ่านให้มากที่สุดแต่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรประกอบเลย

อย่างเหตุการณ์ในช่วงนี้ที่กำลังเกิดขึ้น จากการที่พี่แยม ฐาปนีย์ ได้ติดตามทำข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์การลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับบุคลากรและทรัพยากรของกองทัพและกอ.รมน. นอกจากนี้ยังได้มีการสัมภาษณ์ มทภ. 4 ที่หลุดปากพูดรายละเอียดน่าข้องใจหลายประเด็น ทำให้สังคมเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น ลองนึกภาพว่าถ้าเป็นวงนินทาที่พี่แยมเปิดประเด็นจนคนในวงเริ่มหันมาสนใจประเด็นที่เราไม่อยากให้ใครพูดถึงเราจะทำอย่างไรดี? ก็ปั่นกระแสสาดสีใส่พี่แยมแล้วพาเบี่ยงไปประเด็นอื่นสิ เลยเกิดเป็นกระแสพยายามโจมตีเรื่องเก่า ๆ ที่เคยใช้กันมา ทั้งเรื่อง BRN และ โรฮิงญา จนอาจทำให้คนลืมประเด็นเรื่องของรถกอ.รมน.ที่ใช้ในการลอบยิงสส.กมลศักดิ์ หรือคำพูดของมทภ.4 ที่บอกว่าถ้าเป็นเขาทำคงไม่ปล่อยให้รอดหรอก ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เราควรให้ความสนใจมากกว่า

ในยุคของข้อมูลข่าวสาร หากเราต้องการข้อมูลอะไรมันก็สามารถค้นหาผ่านมือถือได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลมันก็มีเยอะมากจนเราก็ต้องรู้ให้ทันว่าควรหยิบข้อมูลจากไหนมาเชื่อดี หลักการที่ดีเลยคือการดูว่าข้อมูลมาจากไหน จากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้หรือไม่ เป็นการเล่าข้อมูลเท็จจริงหรือการตีความผสมความคิดเห็นของผู้เขียนอีกที หรือเขียนเองใส่ไข่เองแต่ไม่ได้มีที่มาที่ไป เทียบกับวงนินทา เรื่องที่พอถามว่าเอามาจากไหนแล้วได้คำตอบว่า “เขาเล่ามา” ก็อยากให้ทุกคนลองถามต่อดูว่า “เขาไหน?” ถ้ามันไม่มีที่มาที่ไป ก็อย่าเพิ่งรีบไปเชื่อเลย สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง สร้างนิสัยการสืบค้นต้นทางข้อมูล นอกจากจะรอดจากข่าวปลอมแล้ว ก็สามารถรอดจากแสกมเมอร์ได้ด้วยเหมือนกัน

ว่าแต่ใครละที่อยู่เบื้องหลัง IO? ก็ลองตามมาดูต้นทางข้อมูลสิ

Link เอกสารประกอบ IO https://www.google.com/url?q=https://drive.google.com/drive/folders/16n2xNG_NvlcEM52vW9uPlpi7bsfVUJ5q&sa=D&source=editors&ust=1776345267400838&usg=AOvVaw38KwHUyiOUCP4h6LMr0mgp

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

“เอิร์ท ปกรณ์วุฒิ” ตั้งคำถาม ป.ป.ช.กำลังโยนทิ้งทุกหลักการ ปูทางให้ใครบางคนกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่ หลังยกคำร้องกรณี ศักดิ์สยาม คดีหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ

16 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค และ สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งคำถามบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ต้องบอกอีกครั้ง ว่าผมเห็นด้วยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันทุกองค์กรนั้น ผูกพันเฉพาะ “ผลคำวินิจฉัย” ส่วนคำอรรถาธิบายหลายสิบหน้าที่นำมาสู่ผลนั้น มิได้ผูกพันใดๆ 

ดังนั้น แน่นอนว่า ในชั้น ปปช หากพิจารณาว่า คุณศักดิ์สยาม จงใจปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งกรณีนี้คือหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ หรือไม่นั้น ต้องเริ่มต้นพิจารณาใหม่ โดยดูไปตามพยานหลักฐานทั้งหมดที่มี  

ผมชวนมองแบบนี้ครับ กรณีนี้ตั้งต้นง่ายๆ คือ เจตนาในการซื้อขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนมือเจ้าของหุ้นนั้นมีจริงหรือไม่ และ เงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้น เป็นของเจ้าของคนใหม่ จริงหรือไม่

ประการแรก : การขายหุ้น หจก.ที่มีรายได้ระดับนี้ มีความสามารถในการทำกำไรในอนาคต เนื่องจากมีประสบการณ์รับงานจากภาครัฐมามาก .. การขายหุ้นในสัดส่วนเกือบทั้งบริษัท ในราคาจดทะเบียน นั้น คนมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมายาวนานขนาดนี้ ย่อมรู้ว่า ไม่สมเหตุสมผลแม้แต่นิดเดียว 

ประการที่สอง : หากลองไปอ่าน คำวินิจฉัยของศาล รธน. https://constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20240216074210.pdf  หน้าที่ 36-39 จะเห็นว่า เงินเกือบ 120 ล้าน ที่เจ้าของคนใหม่ อ้างว่าใช้เงินตัวเองในการมาซื้อหุ้นนั้น มีเอกสารหลักฐาน ที่บ่งชี้ว่า ต้นทางของเส้นเงิน มาจากทั้ง บ.ศิลาชัย , หจก.บุรีเจริญ หรือแม้กระทั่ง มาจาก คุณศักดิ์สยาม เอง ด้วยซ้ำ 

โดยหลักการ ปปช. ไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยศาล รธน. 
แต่แค่เพียง ปปช. ใช้เอกสารหลักฐานที่มาจาก ปปง. สถาบันการเงิน ฯลฯ  ในการพิจารณา ก็คงเห็นอยู่แล้วว่า กรณีนี้ เป็นการจงใจ ใช้นอมินี เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของ และเจตนาปกปิดทรัพย์สิน หรือไม่ 

ผมจะรออ่านเอกสารฉบับเต็มที่ ปปช. แจ้งว่าจะชี้แจงเหตุผล 

แต่หาก ปปช. ยกคำร้องเพียงเพราะแค่ “เชื่อ” ที่ผู้ถูกร้องบอกว่า เพิ่งรู้ว่าตนยังคงถือหุ้น หจก.นี้ หลังมีคำวินิจฉัยของศาล รธน. ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ 

เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ กับ ปปช. ที่ปัจจุบัน ถูกเลือกมาโดย สว.ชุดนี้ ที่มีคดีถูกกล่าวหาว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” อยู่ถึง 4 จาก 9 คน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับ “ทุกคำร้อง” ที่เข้าสู่ ปปช. หรือไม่ 

และคงต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าหากทั้งหมดนี้ เป็นการโยนทิ้งทุกหลักการ เพื่อเพียงเป็นการปูทางให้ใครบางคน กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง .. เราจะยังหวังกับการปราบทุจริตอย่างจริงจัง กับองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ปปช. ได้อยู่หรือไม่

ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.46 น.

“ดร.ณัฏฐ์” รับว่า  คดีบัตรเลือกตั้ง กกต.ทาบทามให้เป็นพยานจริง เพื่อประโยชน์สาธารณะ  แนะ “สมชัย” อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

วันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ สนง.กกต. มีรายงานว่า กกต.ได้ทาบทามพยานในคดีเลือกตั้งหลายปาก โดยพยานสำคัญได้ทาบเชิญก่อนหน้านี้  ศ.ดร.ไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยมีรายงานกระแสข่าวว่า ฝ่าย กกต.ได้ทาบเชิญมือกฎหมายมหาชนระดับพญาครุฑรายหนึ่ง มาเป็นพยานฝ่าย กกต.ด้วยนั้น

ล่าสุด วันนี้ (13.00 น.) มีความเคลื่อนไหวที่ กกต.  ได้มีพยานอีกปากหนึ่งฝ่ายของ กกต. คือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฎฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางมาที่ กกต.เพื่อเข้าพบร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ตามกระแสข่าวจริง ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า เดินมาให้ถ้อยคำเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้งในคดีเลือกตั้งที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีสำคัญ และเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผลคดีมีผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศ

ผู้สื่อข่าวจึงได้สัมภาษณ์ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” ว่า ได้รับเชิญเป็นพยานจริงหรือไม่ อย่างไร จะให้ข้อมูลต่อ กกต.ในประเด็นใดบ้างนั้น 

ดร.ณัฏฐ์  กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ ตนได้รับประสานจากร้อยตำรวจเอกชนินทร์  น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เพื่อขอให้ข้อมูลและเป็นพยานเพิ่มเติมในคดีบัตรเลือกตั้งให้แก่ฝ่าย กกต.จริง โดยกำหนดนัดให้ข้อมูลสำคัญในวันนี้ โดยตนเห็นว่า ประเด็นที่ขอให้ถ้อยคำเป็นพยานเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นแง่มุมกฎหมายเลือกตั้ง ตนไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด เพราะเป็น “พยานคนกลาง” ไม่ได้เป็น พยานประเภทที่เรียกว่า “พยานสั่งการ” เอนเอียงไปฝ่ายใคร ยึดหลักกฎหมายและยึดหลักความถูกต้อง เป็นหลัก เพื่อประโยชน์สาธารณะและเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง

แม้ตนเอง เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อหลายช่องก่อนหน้านี้ ไม่ได้เอนเอียงฝ่ายใดและไม่ได้ชี้นำประชาชน  แต่เป็นการให้ความรู้แง่มุมกฎหมายมหาชน อีกแง่มุมหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ส่วนวันนี้ ตนจะให้ข้อมูลแก่ร้อยตำรวจเอกชนินทร์  น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.อย่างไรนั้น ตนไม่อาจเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะได้ เพราะถือเป็นความลับในสำนวนคดี เพราะฝ่าย กกต.จะต้องนำถ้อยคำพยานไปยื่นในบัญชีฝ่ายผู้ถูกร้องทั้งสอง โดยข้อมูลที่ตนได้ให้ไปกับ กกต.นั้น ไปเพิ่มน้ำหนักสนับสนุนพยานหลักฐานอื่นของฝ่าย กกต. พลิกเกมต่อสู้คดีได้ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นข้อสำคัญแห่งคดี เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนต้องอดใจรอ เพราะมีกระบวนการและขั้นตอนไต่สวนของศาล หากข้อมูลที่ตนให้ถ้อยคำไป และยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  หากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดแจ้ง  ศาลอาจเรียกตนไปไต่สวนเพิ่มเติมได้  เป็นไปตาม พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561

ส่วนที่ถามว่า รหัสบาร์โค้ดหรือรหัสคิวอาร์โค้ด ในเชิงระบบเทคโนโลยี สามารถล้วงข้อมูลประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้หรือไม่  ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า กรณีบัตรเลือกตั้งสองรูปแบบที่มีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด สามารถพิสูจน์ได้ โดยใช้พยานนิติวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยสูงมาตรวจสอบได้  โดยจุดชี้ขาดของคดี อยู่ที่ “บัตรเลือกตั้ง”  “ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง” และ “บัญชีรายชื่อของประชาชนผู้ใช้สิทธิ” ประกอบกันเท่านั้น โดยระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ข้อ 132 ให้อำนาจ กกต.ในการจัดพิมพ์โดยใช้รหัสพิเศษโดยกำหนดให้มี เล่มที่… เลขที่.. ลำดับที่…ด้านบนของต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และมีที่ลงลายมือชื่อของ กปน.  หากตรวจสอบเฉพาะบัตรเลือกตั้ง ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งขณะหย่อนบัตร ยืนยันว่า ไม่อาจตรวจสอบได้ว่า เลือกพรรคการเมืองใด หรือผู้สมัครรายใด ถือเป็นความลับ ไม่ชัดรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสอง ประกอบมาตรา 85 วรรคหนึ่ง

ส่วนประเด็นที่ตรวจสอบวันเลือกตั้งซ่อมแห่งหนึ่ง โดยกลุ่มบุคคล ใช้วิธีบันทึกภาพวีดีโอของประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง ทุกคนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมาย PDPA โดยเทคนิคที่ใช้ ให้คนแรก จำรหัส 3 ตัวท้าย และถ่ายซูม

รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทราบว่า กกต.ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมาย กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินีคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ในหลายข้อหา

ทั้งวิธีแก้เกม โดย การจัดจำลองการเลือกตั้ง ของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร กมธ.พัฒนาการเมือง วุฒิสภา โดยมีนายสมชัย  ศรีสุทธิยากร เป็นวิทยากร หากเป็นเชิงวิชาการ สามารถทำได้ หากนำมาหักล้างว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ไม่มีกฎหมายรองรับ และพยานหลักฐานที่จัดจำลองขึ้น ไม่สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้  เป็นเพียงสภาโจ๊ก ตลก บริโภค เป็นเพียง “ละครลิง”ฉากหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ถูก อธิบดีกรมการปกครอง มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พรบ.คอมพิวเตอร์ ในปมปั่นกระแสรายชื่อหลุดในตลาดมืดนั้น ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า การปล่อยกระแสว่ารายชื่อประชาชน หลุดถึง 52 ล้านราย ในตลาดมืด เพื่อให้เป็นประเด็นชี้นำการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แต่เมื่อปั่นกระแสและกรมการปกครองตรวจสอบแล้วว่า เป็นข้อมูลเท็จ นายสมชัยฯกับพวก ต้องรับผิดชอบในผลกรรม เพราะทำตนเอง ไม่มีใครไปกลั่นแกล้ง นายสมชัยฯ จะปั่นจักรยานไปเลี้ยงหลานหรือจะปั่นไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหน ก็ไม่มีใครว่า แต่อย่าหาทำอีก ทำให้ตนเองเดือดร้อนเพราะถูกดำเนินคดีอาญา ทั้งยังให้พี่น้องประชาชนตื่นตระหนกตกใจและสับสนอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากเจาะลึกความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้ง พบว่า ดร.ณัฐวุมิ วงศ์เนียม สำเร็จการศึกษาในระดับเนติบัณฑิตไทย (นบท.) สมัยที่ 57 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยพบว่า สำเร็จปริญญาเอกหลายสาขา โดยพบฐานข้อมูลดุษฎีนิพนธ์ด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ เชิงประจักษ์ ดังนี้

ปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสร้างความเป็นธรรมต่อกระบวนการเลือกตั้งในประเทศไทย” (2556)  โดยมี ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวาณิช,รศ.ดร.ชัยชนะ อิงควัต และ รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก/ร่วม โดยมี ศ.พิเศษ นรนิติ เศรฐบุตร ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ ศ.ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ เป็นกรรมการ

ปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการอำนวยความยุติธรรมกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” (2564)  โดยมี ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต , ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก/ร่วม โดยมี ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ ศ.ณรงค์ ใจหาญ และ ดร.เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ(ขณะนั้น) เป็นกรรมการ

ปริญญาเอกรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย เขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “การพัฒนาการตรวจสอบพยานหลักฐานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามหลักอริยสัจ 4 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง”(2566) โดยมี รศ.ดร.ธัชชนันท์ อิศรเดช ,ผศ.ดร.เกษฎา ผาทอง อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก/ร่วม โดยมี ศ.ดร.พระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ (ขณะนั้น) ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ รศ.ดร.สุกิจ ชัยมุกสิก ผศ.ดร.สมภพ  ระงับทุกข์ เป็นกรรมการ เหล่านี้เป็นต้น

ทั้งพบข้อมูลระหว่างศึกษาปริญญาเอกด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาดูงานพื้นที่จริงและเก็บตัวอย่างงานวิจัย รวมถึงได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเลือกตั้งในต่างประเทศ ภาคพื้นยุโรป อาทิ อังกฤษ สกอตแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และเยอรมัน เป็นต้น  

ด้านวิชาการ เป็น อาจารย์พิเศษ บรรยายพิเศษด้านกฎหมายมหาชนและรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง โดยเฉพาะวิชากฎหมายมหาชนระดับสูง อาทิ รัฐธรรมนูญ ปกครอง พรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง เป็นต้น รวมถึงภาควิชารัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก สถาบันของรัฐและเอกชน นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ส่วนในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยส่วนบุคคล หลักสูตรพัฒนาการเลือกตั้งระดับสูง(พตส.) นับตั้งแต่รุ่น 5 ถึงรุ่น 9 รวมถึงหลักสูตรของสถานันอื่นด้วย

ด้านภาคปฏิบัติ เป็นมือกฎหมายระดับพญาครุฑ ที่มีประสบการณ์สูงในชั้นศาลทำหน้าที่ทั้งว่าต่างและแก้ต่างในคดีสำคัญระดับประเทศจำนวนมาก อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยพบว่า มีประสบการณ์ทำงานมานาน ไม่น้อยกว่า 30 ปี  รวมถึงผ่านประสบการณ์เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง ทั้งยังเคยทำหน้าที่กลั่นกรองคดีเลือกตั้ง เป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ชุดที่ 12  ระหว่าง 2562-2564 ของ กกต.อีกด้วย

#รัฐธรรมนูญ #กฎหมายมหาชน #คดีรัฐธรรมนูญ #คดีเลือกตั้ง สส.69  #พยานคนกลาง #พยานสั่งการ  #พยานผู้เชี่ยวชาญในคดีเลือกตั้ง #พยานฝ่าย กกต. #ผู้ตรวจการแผ่นดิน #กกต. #ศาลรัฐธรรมนูญ #ดร.ณัฎฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม #ชนินทร์ น้อยเล็ก #แสวงบุญมี #สมชัย ศรีสุทธิยากร

ศุภมาส ลาออกสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดทาง พงศกร อรรณนพพร ขึ้นมาเป็นแทน

ศุภมาส ลาออกสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดทาง พงศกร อรรณนพพร ขึ้นมาเป็นแทน

ศุภมาส ลาออกสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดทาง พงศกร อรรณนพพร ขึ้นมาเป็นแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.25 น.

“ศุภมาส” แจ้งลาออกสส.บัญชีรายชื่อ ต่อประธานสภาฯแล้ว “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผ่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร) เพื่อขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน2569 เป็นต้นไป

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยมี นายพงศกร อรรณนพพร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับ 23 เลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทน

เรื่องนี้มีประวัติ จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

เรื่องนี้มีประวัติ  จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

เรื่องนี้มีประวัติ จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงเรื่องราวแบบภาพรวมของวังวิทยุ ของเสด็จในกรมชัยนาทฯ หรือพลตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร โดยได้กล่าวถึงวังไม้ ของเสด็จในกรมชัยนาทฯ ไว้พอสังเขป

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต และหม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงเป็นคู่เสกสมรสคู่เดียวที่ได้รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ณ พระที่นั่งบรมพิมาน / ภาพล่าง: หม่อมเจ้าปิยะรังสิต หม่อมเจ้าวิภาวดี เสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ พระญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว

วันนี้จะมาเล่าถึงวังไม้ โดยได้ความกรุณาจาก หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต ธิดาของ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต รวมถึงการได้ข้อมูลจากหนังสือ เกิดวังไม้ ที่ทรงเขียนโดย หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต กับพระบิดา (เสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ) พระมารดา (หม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา)  และหม่อมน้อง (หม่อมเจ้าจารุลักษณ์กัลยาณี รังสิต)

ชีวิตในวัยเยาว์ของ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเกิดที่วังไม้ หรือวังริมถนนหลวง ด้วยความที่วังไม้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเทพศิรินทราวาสฯ เมื่อ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงมีชันษาครบกำหนดเข้าศึกษา จึงทรงเข้ารับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่ทรงศึกษาได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ต้องทรงลาออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพราะต้องตามเสด็จพระบิดา (พลตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) ที่ต้องทรงตามเสด็จสมเด็จพระราชปิตุฉา เจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ไปทวีปยุโรป เพื่อทรงรักษาพระวรกาย ในช่วงต้นปี 2465 แต่หลังจากนั้นสองปี หม่อมเจ้าปิยะรังสิตทรงกลับมาศึกษาต่อในชั้นมัธยม 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาปี 2468 เสด็จในกรมชัยนาทฯ ทรงย้ายจากวังไม้ไปประทับที่วังถนนวิทยุ หรือวังวิทยุ ซึ่งวังใหม่นี้ เสด็จในกรมชัยนาทฯ ทรงเลือกซื้อที่ดินด้วยพระองค์เอง แล้วทรงให้นายชาร์ลส์ เบเกอร์แลง สถาปนิกชาวสวิส-เยอรมัน ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต

สัปดาห์ก่อนได้เขียนถึงวังวิทยุไว้มากพอสมควรแล้ว สัปดาห์นี้จึงขอเล่าถึงเรื่องวังไม้ แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่วังไม้ถูกรื้อออกไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีวังจริง ๆ ให้เห็นอีกต่อไป แต่ก็ยังดีที่มีรูปภาพเก่าจากหนังสือ “เกิดวังไม้” ให้ใช้ประกอบเรื่องราวได้

ในคำนำหนังสือเกิดวังไม้ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเขียนไว้ดังนี้ ….”วังไม้” อันเป็นประทับของเจ้าของวัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เมื่อสมัยยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์  จนกระทั่งทรงเลื่อนพระยศขึ้นเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ในรัชกาลที่ 6……

วังไม้ และผังวังไม้

และในคำนำอีกตอนหนึ่งทรงเขียนไว้ว่า …กล่าวถึง “วังกรมขุนชัยนาทนเรนทร” ว่า “ได้พระราชทานที่สร้างวัง ที่ริมถนนหลวงฟากใต้ ตอนตรงกันวัดเทพศิรินทราวาส ส่วนตำหนักนั้น เมื่อเสด็จกลับจากศึกษาในประเทศยุโรป ในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชทานเป็นตำหนักไม้ชั่วคราว ยังไม่ได้สร้างตำหนักเครื่องถาวร”

“เรื่องชื่อนั้น หากพ้องกับชื่อเรื่องอื่นบ้างก็คือเรื่อง “เกิดวังปารุสก์” ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเกิดวังปารุสก์ และเรื่องนี้มีอีกสิ่งเดียวที่พ้องกันคือการที่ผู้เขียนทั้งสองเกิดใน “วัง” หรือจะนับการที่ผู้เขียนทั้งสองเผอิญมีมารตาเชื้อชาติฝรั่งเช่นเดียวกันก็ได้ นอกจากนั้นแล้วทุก ๆ อย่างผิดกันอย่างกับฟ้าและดิน เพราะวังหนึ่งเป็นวังเจ้าฟ้าชั้นสูงสุด อีกวังหนึ่งเป็นวังพระองค์เจ้าราชโอรส ซึ่งอยู่สุดท้ายปลายแถว จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องแตกต่างกันมาก”

วังไม้ และผังวังไม้

“ในโอกาสนี้ จึงใคร่จะกล่าวเสียเลยว่า การที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนไว้ในตำนานวังเก่าว่า “…..ส่วนตำหนักนั้น เมื่อเสด็จกลับจากศึกษาในประเทศยุโรป ในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชทานเป็นตำหนักไม้ชั่วคราว ยังไม่ได้สร้างตำหนักเครื่องถาวร” นั้น เห็นจะเป็นการที่ทรงเข้าพระทัยผิด เพราะคงทรงเห็นว่า “วัง” ไม่ควรเป็นเรือนไม้ ควรเป็นตึก จึงเข้าพระทัยว่าคงจะเป็น “ตำหนักไม้ชั่วคราว” เรื่องนี้ถ้าพิจารณาแผนผังของวังแล้ว จะเห็นได้ว่าตำหนักไม้ที่สร้าวงพระราชทานนั้น นอกจากจะมีขนาดกว้างขวางใหญ่โตแล้ว ยังตั้งอยู่ในที่ ๆ ต้องเป็นตำแหน่งของตำหนักถาวรทีเดียว ไม่ใช่แอบไว้ข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อรอการสร้างตำหนักถาวร นอกจากนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ยินเสด็จพ่อรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวว่าเป็นตำหนักชั่วคราว ตรงกันข้ามได้ทรงดัดแปลงแก้ไขบางส่วนของตำหนักให้เป็นที่น่าอยู่ขึ้น ตามลักษณะของบ้านเรือนสมัยที่ได้รับอิทธิพลจกประเทศตะวันตกแล้ว แต่จะทรงแก้ไขอย่างไร ๆ ก็ยังเป็นตำหนักแบบเรือนไม้สองชั้นอยู่นั่นเอง จึงในที่สุดแล้วได้ทรงสร้างวังใหม่แบบฝรั่งเสียเลยที่ถนนวิทยุ วังใหม่นี้ทรงย้ายมาประทับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2468 ประทับจนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2494″

วังไม้ และผังวังไม้

วังไม้ใช้เงินก่อสร้างมูลค่ารวม 55,300 บาท 49 สตางค์ โดยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมฯ สร้าง เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ของแต่ละชั้นประมาณ 460 ตารางเมตร สองชั้นรวมมีพื้นที่ 920 ตารางเมตร ความสูงจากพิ้นถึงเพดานประมาณ 4 เมตร

ภาพบน : หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต

ภาพล่าง : สมาชิกครอบครัวรังสิต กับเพื่อนสนิท เจ้าสายเมือง เม็งราย ณ เชียงตุง (ขวาสุดในภาพ)

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเขียนไว้ว่าเมื่อการก่อสร้างวังไม้แล้วเสร็จใหม่ ๆ ต้นไม้ต่าง ๆ ยังมีอยู่ ดูรูปเหล่านี้แล้วเห็นว่ากลางเมืองบางกอก เมื่อ พ.ศ. 2456 นั้นยังมีย่านคล้าย ๆ ป่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขณะนั้นพลเมืองกรุงเทพฯ มีอยู่สองหรือสามแสนคนเท่านั้น แต่สัตว์ต่าง ๆ เช่น งู ตุ๊กแก นาค ตะกวด ฯลฯ สัตว์ต่าง ๆ ยังชุกชุม ทั้งในน้ำยังอุดมสมบูรณ์ เสียงอีกาซึ่งในขณะนั้นรำคาญกันนัก แต่มาบัดนี้รู้สึกคิดถึงเสียจริง ๆ แม้แต่จิ้งจก หรือยุง ซึ่งเป็นเพื่อนคู่บ้านของคนไทย ก็หายไปเกือบหมดแล้ว สิ่งที่คนไทยเราอ้าแขนรับเข้ามาอยู่แทนคือคนที่หอบเงินเข้ามาจากฮ่องกง ไต้หวัน และที่ต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เลยเข้ามาเมืองไทย ทำให้ไทยพลอยรกไปหมดด้วยป่าคอนกรีต

ครอบครัวรังสิต เมืองเบอร์ลิน พ.ศ. 2471

เสด็จในกรมพระยาชัยนาทและหม่อมเอลิซาเบธ เมื่อครั้งทรงพาหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต และหม่อมเจ้าสนิธประยูรศักดิ์ ไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ พ.ศ. 2469

แม้วันนี้จะไม่มีวังไม้ของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ อยู่อีกแล้ว แต่ความทรงจำดี ๆ ของคนที่เคยอยู่อาศัยในวังไม้ยังคงเด่นชัดไม่ลบเลือน แม้วังไม้จะไม่ปรากฏอยู่อีกต่อไป แต่เมื่อได้อ่านเรื่องราวของวังไม้ ก็ทำให้เกิดจินตนาการขึ้นมาโดยพลัน วังไม้ซึ่งเป็นวังแรกของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ยังคงเจิดจรัสอยู่ในความทรงจำและในจินตนาการ แต่วังวิทยุของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ยังคงดำรงอยู่ และยังคงบอกเล่าเรื่องราวของอดีตที่สามารถเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน พร้อมกับยังคงดำรงอยู่เพื่อให้คนที่สนใจใคร่รู้เรื่องราวของวังวิทยุ ได้เข้าไปศึกษาความเป็นมาของโบราณสถานอายุกว่า 100 ปี แต่ยังคงมีลมหายใจนิรันดร์

วันหน้าผู้เขียนจะขออนุญาต หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต นำผู้อ่านแนวหน้าไปเยี่ยมชมวังวิทยุ และจะกราบขออนุญาตให้คุณหญิงปรียนันทนาช่วยกรุณาเล่าเรื่องราว และเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของวังวิทยุและพระประวัติของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ให้คุณ ๆ ได้รับฟังด้วยกัน

ชีวิตวัยเยาว์ ณ วังวิทยุ

หมายเหตุ

วังไม้เสียหายทั้งวังเพราะเหตุอัคคีภัย เมื่อ 16 สิงหาคม 2482 แต่ก่อนที่วังไม้จะสูญสิ้นนั้น วังแห่งนี้ได้ถูกใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์หลายสถาน อาทิ สถานที่พยาบาลชั่วคราวในยามกรุงเทพฯ เกิดโรคอหิวาต์ระบาดหนัก 2469 และในปี 2473 วังไม้ได้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนสายปัญญา โดยใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นประถม ส่วนวังเดิมของพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ถูกใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นมัธยม 6-8

ภาคผนวก

พระกรณียกิจของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ เมื่อทรงรับราชการนั้นเกิดขึ้นเมื่อประทับ ณ วังไม้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยคนแรกของสยามประเทศ เมื่อวันที่ 4 เมษายนพ.ศ. 2460  จึงทรงเป็นพระองค์แรกที่วางหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยาม ซึ่งก็คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วังวิทยุ ช่วง พ.ศ. 2468 และสมาชิกครอบครัวรังสิตกับญาติและเพื่อนสนิท

ครั้นต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนพ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก (ต่อมายกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงสาธารณสุข) ทั้งนี้เสด็จในกรมพระยาชัยนาท ทรงเป็นผู้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ กรมขุนสงขลานครินทร์) ให้ทรงสนพระทัยในการแพทย์และการสาธารณสุขของสยามประเทศ

ภาพประกอบจากหนังสือ “เกิดวังไม้”  โดย หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เนื่องในโอกาสชันษา 100 ปี

เรื่อง…เฉลิมชัย ยอดมาลัย

ลฎาภา ทิวะสิงห์

ปาริชาติ ชำนิบรรณการ

ภาพ ชัยสิทธิ์ รอดทอง

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

 

หัวหิน – 16 เมษายน 2569: อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท (Avani+ Hua Hin Resort) กลับมาชวนเหล่าคนรักสุขภาพมาร่วมดูแลตัวเองไปกับ Wellness Wanderer Camp อีกครั้ง กับแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2569 ที่รวมกิจกรรมดูแลสุขภาพ ห้องพัก และมื้ออาหาร ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลหัวหินที่เงียบสงบ ภายใต้แคมเปญ Avani Tribes: Live Your Tribe ที่รวบรวมกลุ่มผู้เข้าพักที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ไปด้วยกัน โดยในปีนี้โปรแกรมยังพัฒนาให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมที่คัดสรรมาอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 8 ท่าน ให้ผู้เข้าร่วมได้ฟื้นฟูกายใจอย่างเต็มที่ ไปพร้อมกับโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ตลอดทริป

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าด้วยการวิ่งริมชายหาดร่วมกับโค้ชและผู้เข้าร่วมท่านอื่น ๆ ก่อนจะต่อเนื่องด้วยกิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงและการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึก Functional Training แอโรบิกในน้ำ การคลายพังผืด (Fascia Release) การจัดกระดูกแบบดั้งเดิม (Bone Setting Therapy) ไปจนถึงกิจกรรมคลื่นเสียงบำบัดแบบลอยน้ำ (Floating Sound Healing) และ การแช่น้ำแข็ง (Ice Bathing) เพื่อช่วยฟื้นฟู และลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ พร้อมปิดท้ายวันด้วยช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายและความสนุก ผ่านมื้ออาหารที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้เข้าร่วมทุกคนเข้าด้วยกัน

โดยหัวใจหลักของโปรแกรมนี้รวมถึง AvaniWell ศูนย์สุขภาพประจำรีสอร์ท ที่ผสานศาสตร์การบำบัดแบบไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ มอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลอย่างครอบคลุมตั้งแต่ ดริปวิตามิน (IV Drip) ทรีตเมนต์ดูแลผิวหน้า กายภาพบำบัด การยืดกล้ามเนื้อ ไปจนถึงศาสตร์อายุรเวทและการนวดไทย เพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคล

อีกหนึ่งไฮไลท์ตลอดรีทรีทนี้คือเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ที่รังสรรค์โดยเชฟกิ๊บ Executive Chef ของรีสอร์ท ที่ออกแบบโดยเน้นความสมดุลของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลในรูปแบบที่เบาสบายแต่ยังคงความอร่อย เมนูจะปรับเปลี่ยนตลอดการเข้าพัก ตั้งแต่อาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึงมื้ออาหารที่เน้นการสังสรรค์และการใช้เวลาร่วมกัน

Wellness Wanderer Camp ออกแบบมาให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยสามารถปรับระดับกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าความเข้มข้นของการฝึก จึงเหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลตัวเองในแบบของตนเอง

แพ็กเกจ Wellness Wanderer Camp 2026 ตลอด 3 วัน 2 คืน รวมห้องพัก กิจกรรมเวลเนส และอาหารครบทุกมื้อ ราคาเริ่มต้นที่ 23,850++ บาทต่อท่าน หรือ 46,700++ บาทต่อคู่ สำหรับห้อง Deluxe Room พร้อมตัวเลือกอัปเกรดห้องพักสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การพักผ่อนที่พิเศษยิ่งขึ้น

สำรองห้องพักหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.avanihotels.com/en/hua-hin/offers/wellness-wander-camp
อีเมล: reserveavani@avanihotels.com
โทร: 032 898 989

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ชวนทุกคนสัมผัสเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทยในมุมมองใหม่ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์หน้าร้อน กับแคมเปญพิเศษ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” รวมไอเท็มสุดคราฟต์ที่โดดเด่นด้วยเฉดสีจัดจ้าน ลวดลายมีเอกลักษณ์ และดีไซน์ที่สะท้อนพลังความสนุก ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สดใหม่และร่วมสมัย มาให้ผู้รักในงานฝีมือเลือกช็อปเลือกแมตช์กับสไตล์ที่ใช่ จุดประกายให้ซัมเมอร์นี้สดใสยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม 

สุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า “ไอคอนคราฟต์ตั้งใจที่จะทำให้งานคราฟต์ไทยเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสนุกสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในฤดูร้อนปีนี้ เรามุ่งเน้นการนำเสนอ ‘Thai Craft Reimagined’ หรือการตีความงานฝีมือไทยในมุมมองใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสและความร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวเห็นว่า งานฝีมือจากภูมิปัญญาไทยสามารถหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ในบ้าน ซึ่งทุกชิ้นไม่เพียงดีไซน์เก๋ สีสันสดใส ยังมีเรื่องราว มีเอกลักษณ์ และมีความหมายอันเป็นสิริมงคล เหมาะเป็นของขวัญของฝากให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยและซัมเมอร์นี้”

แคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” เติมสีสันให้ซัมเมอร์นี้ด้วยงานฝีมือไทยดีไซน์ร่วมสมัย แฝงไปด้วยอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งแฟชั่นไอเท็ม เครื่องประดับ และของใช้ในบ้าน จากแบรนด์ไทยขวัญใจสายคราฟต์ อาทิ 


• PREM X BELLVE ความร่วมมือสุดพิเศษระหว่าง PREM.ARTISTIC ศิลปินผู้ชุบชีวิตวัสดุเหลือใช้ผ่านการเล่าเรื่องด้วยสีสัน และ BELLVE ดีไซเนอร์ผู้ใช้ภาษาแห่งสี เพื่อเยียวยาหัวใจและสะท้อนตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Forever In Bloom เผยโฉมคอลเลกชันแฟชั่นคราฟต์รับซัมเมอร์ ที่เด่นด้วยการนำเศษผ้าและเศษวัสดุเหลือใช้มาถักทอจนเปล่งประกายราวกับดอกไม้ ผสานสีสัน ลวดลาย และดีไซน์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เติมความสนุกและความเคลื่อนไหวให้ทุกลุคในฤดูร้อนนี้ 


• PATTERN.ERS การรวมตัวของ 4 แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ ทั้ง KANZ BY THAITOR จากจังหวัดแพร่ ที่มีเอกลักษณ์ในการนำเศษผ้าเหลือใช้มาปะติดปะต่อเป็นผ้าชิ้นใหม่เพื่อให้เกิดมิติของลาย จนเหมือนงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้, {JUN} แบรนด์ Men’s Wear ที่มักหยิบเอาดีเทลเครื่องแต่งกายผู้ชายจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาลดทอนให้เรียบง่าย ตัดเย็บด้วยผ้าทอคุณภาพของเชียงใหม่, LONGGOY แบรนด์แฟชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวล้านนาในรูปแบบใหม่ ใช้เทคนิคการกัดสี และวัตถุดิบจากเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์ผลงานให้มีเอกลักษณ์, FEEL YOUTH ที่นำแรงบันดาลใจจากสีสัน ศิลปะ และธรรมชาติรอบตัว มาออกแบบเป็นเสื้อผ้าซึ่งสะท้อนความสนุก ความงาม และความเยาว์ ได้อย่างมีชีวิตชีวา 


• MAMAWELL แบรนด์กระเป๋าแฟชั่นสาย Sustainable ที่ปลุกชีวิตให้เศษผ้าเหลือใช้จากการตัดเย็บชุดว่ายน้ำ กลายมาเป็นกระเป๋าถักมือสีสันสุดจี๊ด สะท้อนเอกลักษณ์ความไม่ซ้ำใครในทุกใบ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความสดใส น้ำหนักเบา และแห้งไว จึงเป็น Must-Have Item สำหรับซัมเมอร์นี้
• HOROSCARF ผ้าพันคอแบรนด์ไทยที่เปลี่ยนความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ให้กลายเป็นงานศิลปะบนผืนผ้าได้อย่างมีรสนิยม ด้วยภาพวาดสีน้ำอันอ่อนช้อยแฝงด้วยลวดลายมงคลเสริมพลังบวกและสิริมงคล ช่วยเสริมความเก๋และความโชคดีไปพร้อมกัน


• WISHULADA แบรนด์งานศิลปะสื่อผสมที่ทลายขีดจำกัดของคำว่าขยะ สู่ผลงานดีไซน์ที่โลกต้องจับตามอง ผ่านการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้รอบตัวให้กลายเป็นแฟชั่นไอเทมและของตกแต่งบ้านสุดคูล สะท้อนหัวใจสำคัญของงานคราฟต์ยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงความทันสมัยและเปี่ยมด้วยจินตนาการ


• Suaydeee Studio แบรนด์เครื่องประดับแฮนด์เมดสายมูแสนเก๋จากเชียงใหม่ที่ มาพร้อมคอลเลกชันล่าสุด The Auspicious Takrud Collection สร้อยตะกรุดมงคล 5 แบบ 5 สไตล์ เครื่องประดับที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังเสริมความมั่นใจ ความสำเร็จ และโชคลาภให้กับทุกวันที่สวมใส่


• Hathai Herb แบรนด์สมุนไพรไทยร่วมสมัยที่ผสานธรรมชาติ งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน กับผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ “ยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ” ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมสีสันโดนใจ ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงสมุนไพรไทยและสนุกกับการ Mix & Match กับสไตล์ที่ต้องการ
• Suchai Craft ภาชนะอลูมิเนียมลายไทยที่พลิกโฉมให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการเพิ่มสีสันให้หลากหลาย พร้อมนำเสนอการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมลายไทย ให้เป็นของที่ใคร ๆ ก็หยิบมาใช้ได้อย่างร่วมสมัย 

พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM และลูกค้าชาวต่างชาติ ช็อปสนุกกับแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” รับส่วนลดสูงสุด 600 บาท โดยเมื่อสินค้าภายในร้านไอคอนคราฟต์ครบ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จทันที 100 บาท (สำหรับการซื้อครั้งถัดไป ขั้นต่ำ 200 บาท/ใบเสร็จ) และช็อปครบ 6,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จไปเลย 500 บาท  (สำหรับการซื้อครั้งถัดไป ขั้นต่ำ 1,000 บาท/ใบเสร็จ) สิทธิ์มีจำนวนจำกัด

ร้อนนี้ต้องเก๋กว่าใคร มาเติมสีสันรับซัมเมอร์ด้วยงานคราฟต์ไทยดีไซน์สุดชิคกับ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” ได้ตลอดเดือนเมษายนนี้ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 และ 5 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT 

#ICONCRAFT #ไอคอนคราฟต์ #ThaiCraftInSummer #ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

สงกรานต์ไอคอนสยามประสบความสำเร็จเกินคาด รวมยอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาล 6 วันกว่า 1.47 ล้านคน เติบโตทั้งกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริงสร้างไวรัลบนโซเชี่ยล มีผู้ชมคอนเทนต์สงกรานต์บนออนไลน์รวม 100 ล้านวิว เป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ตัวจริงที่ครบทุกมิติทั้งการเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย พร้อมปลุกเศรษฐกิจ กระตุ้นยอดขายช่วงเทศกาลให้เติบโต 15% จากปีที่ผ่านมา

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ไอคอนสยามและพันธมิตรภาครัฐและเอกชน มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN 2026” ถือเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ และเผยแพร่เทศกาลสงกรานต์ไทยอันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์อันทรงคุณค่านี้ร่วมกัน การจัดงานในปีนี้ ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายอย่างมาก กิจกรรมทั้งหมดได้รับความสนใจ มียอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาลทั้ง 6 วัน รวมกว่า 1.47 ล้านคน โดยจำนวนผู้ร่วมงานเติบโตทั้งในกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนั้น ยังสร้างปรากฎการณ์บนโลกออนไลน์ มีผู้ชมคอนเทนต์ตลอดเทศกาลสงกรานต์สูงมากถึง 100,000,000ครั้ง (views) ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

“งานสงกรานต์ไอคอนสยาม จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สาด สนุก สุข สิริมงคล สงกรานต์ไทย” นำเสนอประสบการณ์ครบมิติทั้งการสาดน้ำที่สนุกสนาน สะอาด ปลอดภัย มอบความบันเทิงจากศิลปินไทยมากความสามารถ พร้อมการแสดงทางวัฒนธรรมไทยหลากหลายด้าน เช่น ขบวนแห่นางสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้าน พร้อมกิจกรรมเสริมความสิริมงคล ส่งเสริมการใช้ชีวิตตามวิถีไทยอย่างครบเครื่อง ทำให้เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ครบทุกเซ็กเมนต์ ทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบกับการร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้ามากกว่า 1,000 ร้านค้า ส่งมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งที่หลากหลายคุ้มค่า ทำให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ มียอดจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 15% จึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภายในศูนย์การค้าและธุรกิจโดยรอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างคึกคักตลอดเทศกาล” นายสุพจน์กล่าว

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับเทศกาลไทยสู่สากล

โดยความสำเร็จในครั้งนี้ไอคอนสยาม ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ได้แก่กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, กรมประชาสัมพันธ์ และพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ปุริ จำกัด, บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, บริษัท ซิตี้ ไอซ์ จำกัด, Beverly Hills Polo Club, Sapporo Beer, โรงพยาบาลสมิติเวช, บริษัท นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด, แบรนด์ Havaianas, น้ำแร่ 6ty degrees, บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด, DREAME THAILAND และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS), บริษัท แบรนด์ดีไลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ เมืองสุขสยาม ร่วมสร้างมหาปรากฏการณ์งานสงกรานต์ ทำให้งานสงกรานต์ไอคอนสยามเป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ที่ครบมิติทั้งการละเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย ส่งเสริมให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กของการจัดงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

ไฮไลต์กิจกรรมที่ผสานวัฒนธรรมและความบันเทิง สร้างประสบการณ์ “THAICONIC”

ไอคอนสยามได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญที่รวบรวมไอคอนแห่งความเป็นไทยในทุกมิติ มาบรรจบกันในเทศกาลฉลองปีใหม่ไทย ตั้งแต่มรดกทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของชาติ จนถึงตัวแทนแห่งยุค เพื่อร่วมเชิดชูและสืบสานความงดงามของวัฒนธรรม สู่เทศกาลสงกรานต์ที่เต็มไปด้วยสีสัน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หนึ่งในไฮไลต์ที่ได้รับการกล่าวถึงในโลกโซเชียลและกลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดฮิต คือ Water Landmark ช้างไทยพ่นน้ำขนาดยักษ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการนำ “ช้างไทย” สัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของไทยมานำเสนอในรูปแบบผลงานประติมากรรมศิลปะขนาดใหญ่ สร้างสรรค์โดยศิลปิน Dee SweetDrug Studio และสามารถพ่นน้ำได้ถึง 6 งวง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงาน พร้อมเสริมสิริมงคลให้กับผู้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยน้ำมนต์ 9 วัด นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังได้นำมรดกทางวัฒนธรรมให้ปรากฏสู่สายตาผู้คนทั่วโลกผ่าน ขบวนแห่นางสงกรานต์สุดวิจิตรตระการตา พร้อมไอคอนแห่งยุคอย่าง หลิง-ออม และ 4EVE ตลอดจนปรากฏการณ์ความบันเทิงที่รวบรวมศิลปินมากมายมามอบความสุขและความบันเทิงภายในงานกว่า 300 ชีวิตตลอด 6 วันเต็ม รวมถึงกิจกรรมที่ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิม ทั้งการสรงน้ำพระเสริมสิริมงคล รับพลังบุญต้อนรับปีใหม่ไทย กิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญู กิจกรรมการประกวดหนูน้อยสงกรานต์ และการประกวดร้องเพลงรุ่นเด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมความกล้าแสดงออกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความรักความอบอุ่นภายในครอบครัวอีกด้วย ทุกกิจกรรมล้วนสร้างประสบการณ์แบบ “THAICONIC” อย่างแท้จริงในทุกมิติ

#ICONSIAMSongkran #สงกรานต์ที่ไอคอนสยาม #ICONSIAM

SACIT ชู ‘กระจูดวรรณี VARNI Craft’ ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

SACIT ชู ‘กระจูดวรรณี VARNI Craft’ ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

SACIT ชู ‘กระจูดวรรณี VARNI Craft’ ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เผย “กระจูดวรรณี VARNI Craft จังหวัดพัทลุง” โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG ที่มีกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ  หลังเดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน  ต่อยอดแนวคิดจาก “Circular” สู่ “Sustainable Craft Business Model” เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับภารกิจของ SACIT “สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย 

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้บทบาท “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” ด้วยแนวคิด Sustainable Craft Business Model โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม การยกระดับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างการตลาดยุคใหม่ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยยึดหลักตามเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมยังคงอยู่และเติบโตได้ในปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน

“Sustainable Craft Business Model คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้เข้าร่วม 20 ราย ที่ SACIT ได้บ่มเพาะแนวทางการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบของ ESG คือ สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) โดยกระจูดวรรณี VARNI Craft เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบ ESG ได้อย่างครบถ้วน SACIT จึงชูให้เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จที่พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงานจักสานกระจูด ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ผสานดีไซน์ ฟังก์ชัน และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาเทคนิคใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว”

มนัทพงศ์ เซ่งฮวด  ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft

ด้านกระบวนการผลิต กระจูดวรรณีนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การพัฒนาเศษกระจูดเป็นวัสดุรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดการน้ำเสียและการใช้พลังงานสะอาดในบางขั้นตอน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรักษาฐานทรัพยากรของชุมชนในระยะยาว อีกทั้งมีการวางรากฐานสู่การประเมินและคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต เพื่อต่อยอดสู่แนวทางการจัดการคาร์บอนและ Carbon Credit สะท้อนศักยภาพของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปแบบเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต นักออกแบบ นักวิจัย และภาคตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการยกระดับกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความยั่งยืนได้อย่างสมดุล การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างบูรณาการ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว ซึ่งกระจูดวรรณีถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยม ที่สะท้อนแนวทาง Sustainable Craft Business Model ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการสืบสานองค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน

ด้านผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง นายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณีได้รับการสนับสนุนจาก SACIT อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถพัฒนางาน “กระจูด” จากภูมิปัญญาดั้งเดิม ให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน โดยยังคงรักษารากฐานเดิมไว้ ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัยและตอบโจทย์ตลาด ทั้งการผสานลวดลายกราฟิก เทคนิคการย้อมสี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่งานแฟชั่นไปจนถึงงานอินทีเรีย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และงานตกแต่งในโรงแรม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและขยายตัวสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี

กระจูดวรรณี ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste ผ่านการนำเศษกระจูดที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็น “ถ่านกัมมันต์” เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต พร้อมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการย้อม ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต ในขณะเดียวกัน ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่การจัดการ Carbon Credit ได้อย่างครบวงจร สะท้อนการยกระดับงานหัตถกรรมสู่โมเดลธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างคุณค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

“นอกจากการมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว กระจูดวรรณียังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มสตรีให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานและขับเคลื่อนงานหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายมนัทพงศ์ กล่าว

แบรนด์ VARNI Craft

ความสำเร็จของ “กระจูดวรรณี VARNI Craft” นับเป็นบทพิสูจน์ว่างานหัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ได้ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน SACIT ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ทั่วประเทศให้สามารถพัฒนา “ศิลปหัตถกรรมไทย” สู่การเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจและความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

แบรนด์ VARNI Craft

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

SACIT ชวนชอปงานหัตถศิลป์ฝีมือคนไทยที่งาน  “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน ” ระหว่าง วันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ  ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G และ เฮลิค การ์เด้นท์  ชั้น 5  ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์   เลือกซื้องานหัตถศิลป์ไทยสุดประณีตจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมจากทั่วประเทศกว่า 50 ราย ร่วม Workshop งานหัตถศิลป์ไทยด้วยตนเอง