คุรุสภา เปิดเวที KSP Webinar 2026 ชูความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI

11 กันยายน 2569 เวลา 20:20 น.

คุรุสภาชวนครูทั่วประเทศร่วม KSP Webinar 2026 วันที่ 12–13 ก.ย.นี้ เปิดเวทีถก “ความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI” ระดมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เจาะพฤติกรรมดิจิทัลวัยรุ่น การใช้ AI ในห้องเรียน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 50,000 คน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน  ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดจัดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2569 (KSP Webinar 2026) ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” (Shaping the Future of Thai Education: School Safety in the AI Era) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI และสังคมดิจิทัล ในรูปแบบออนไลน์

ผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th และถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook คุรุสภา  โดยไฮไลต์วันแรก 12 ก.ย.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนาที่จับประเด็นปัญหาใกล้ตัวเด็กและครู อาทิ “อ่านสัญญาณวิกฤต ผ่านสองสายตา: ผสาน AI

ร่วมถอดรหัสวิกฤตพฤติกรรมดิจิทัลของวัยรุ่น” และ “AI เพื่อการบริหารจัดการห้องเรียน: รู้เท่าทันหลักธรรมาภิบาล”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน: ผนึกพลังพิทักษ์เด็ก” ที่จะชวนมองว่าการสร้างความปลอดภัยให้เด็กไม่ใช่หน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วน

ส่วนวันที่ 13 ก.ย.69 พบกับไฮไลต์สำคัญ การบรรยายพิเศษ “Traffy Fondue : ความปลอดภัยในสถานศึกษา” โดย ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และ นายอดิศักดิ์ ดงสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา

จากนั้นยังมีเวที “ความปลอดภัยในสถานศึกษา : หลากหลายมิติ หลากหลายมุมมอง” “การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์: Social and Emotional Skills” และ “ครูและบุคลากรทางการศึกษากับความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อเปิดมุมมองเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ครู โรงเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ คือ การนำเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ครูและเด็กกำลังเผชิญจริง ตั้งแต่ AI พฤติกรรมในโลกดิจิทัล สุขภาพจิตและอารมณ์ ไปจนถึงบทบาทของครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และแนวคิดที่สามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษาซึ่งตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน  ทั้งนี้คุรุสภาหวังให้เวที KSP Webinar 2026 เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์ที่เป็นแบบอย่าง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการศึกษา และวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

“AI และโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีสอน และวิถีชีวิตของเด็ก ความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางกายภาพ แต่รวมถึงสุขภาพจิต พฤติกรรมในโลกดิจิทัล และการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน คุรุสภาหวังว่าเวทีนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มองเห็นความเสี่ยง และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหารูปแบบใหม่ สามารถนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในการดูแลผู้เรียนและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การทำให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่เวทีใหญ่ KSP Webinar คุรุสภาได้จัดกิจกรรม Pre Webinar ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม–11 กันยายน 2569 จำนวน 11 หัวข้อ ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อดิจิทัล Active Learning การพัฒนาทักษะผู้เรียน การสร้างโรงเรียนแห่งความสุข การจัดการศึกษาทักษะอาชีพ และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่นวัตกรรมการเรียนรู้  คุรุสภาขอเชิญชวนครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงาน KSP Webinar 2026 ผ่าน “คุรุแพลตฟอร์ม” ที่ https://khuruplatform.ksp.or.th และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook “คุรุสภา” โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนดและตอบแบบสอบถาม จะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th

บอร์ด สกสค.ไฟเขียว จุลพงษ์ ลิมปสุธรรม นั่ง ผอ.องค์การค้าฯ คนใหม่

11 กันยายน 2569 เวลา 19:39 น.

11 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมี นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นประธาน เสนอรายชื่อมา 2 ราย ได้แก่ นายจุลพงษ์ ลิมปสุธรรม อดีตผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และ นายศักดาเดช ทาซ้าย อดีตผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อประกอบการพิจารณา

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายจุลพงษ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการบริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ซึ่งมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรให้ดีขึ้น

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายจุลพงษ์ จัดทำแผนบริหารงานองค์การค้าฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.พิจารณาอีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนองค์การค้าฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจสำคัญของผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ คือการบริหารจัดการทรัพย์สินและบุคลากรขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดส่งหนังสือเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่นั้น คาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

สอวช.-อพท. ลงนามร่วมมือใช้ อววน. ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

11 กันยายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย น.ส.วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) อย่างยั่งยืน” ระหว่างกระทรวง อว. โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กับกระทรวง กก. โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาสนับสนุนการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการนำงานวิจัย นวัตกรรม ศักยภาพของมหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างรายได้หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน

“ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการกับพื้นที่จริง โดยใช้มหาวิทยาลัยและเครือข่ายของ อว. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism Lab) รวมทั้งร่วมพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผล เพื่อให้เกิดการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นระบบและสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สร้างผลดีต่อธรรมชาติ (Nature Positive Development)

นอกจากนี้ ยังมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผลที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การสร้างคุณค่าใหม่ด้วยทุนทางนวัตกรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างในระดับประเทศ

เปิดตัวนวัตกรรม ‘Traffy Fondue’ เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ

12 กันยายน 2569 เวลา 08:45 น.

ผนึก 3 กระทรวง ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำ เปิดตัวนวัตกรรม “Traffy Fondue” เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ มุ่งเน้นแจ้งเตือนรวดเร็ว เชื่อมโยงข้อมูล Real-time ตั้งเป้าแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพในพื้นที่เฉพาะอย่างยั่งยืน

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล “Traffy Fondue” ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในเรือนจำเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ลดระยะเวลาตอบสนอง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน  โดยมี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์จริงแก่ประเทศ การต่อยอดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดย สวทช. สู่การเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยสุขภาพในเรือนจำ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังและบุคลากรในเรือนจำได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้เรือนจำจะเป็นพื้นที่ควบคุม แต่ไม่ใช่พื้นที่ปิดตาย เนื่องจากมีการหมุนเวียนของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติเยี่ยมตลอดเวลา หากเกิดการระบาดของโรคย่อมมีโอกาสแพร่กระจายสู่ชุมชนภายนอกได้ ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของการมีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว โดยพบเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำรวมกว่า 91 เหตุการณ์  ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โควิด19 และ โรคอาหารเป็นพิษ/อุจจาระร่วง รวมทั้งยังพบการระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคปอดอักเสบ โรคสุกใส โรคหิดและโรคตาแดง แม้จะพบในจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นโรคที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  ดังนั้น การมีระบบแจ้งเหตุและตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคและลดผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และประชาชนโดยรวม

“นวัตกรรม Traffy Fondue เวอร์ชันเฉพาะเรือนจำ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแจ้งเตือน (Alert) และฟังก์ชันยกระดับการแจ้งเตือน หากการสอบสวนโรคล่าช้าเกินกว่า 72 ชั่วโมง เพื่อส่งข้อมูลตรงไปยังส่วนกลางและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สามารถสั่งการบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที และฟังก์ชันจะเริ่มเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2570”

ขณะที่ พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การถูกจำคุกเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่ไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการได้รับการดูแลสุขภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การจัดบริการสุขภาพในเรือนจำต้องทำควบคู่กับความมั่นคงสูงสุด ซึ่งการประยุกต์ใช้ Traffy Fondue ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเรือนจำผ่าน 6 คุณลักษณะขั้นสูง

กองทุน ววน. พัฒนาการลงทุนวิจัยไทย สู่ Portfolio เชิงยุทธศาสตร์

12 กันยายน 2569 เวลา 07:23 น.

กองทุน ววน. เดินหน้าชี้แจงเป้าหมายงบประมาณปี 2571 หนุนหน่วยงานปรับวิธีคิดสู่การลงทุนที่สร้างผลลัพธ์ขับเคลื่อนแผน ววน. ใหม่ ปีงบประมาณ 2571–2575 หน่วยงานในระบบ ววน. พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ปรับแนวทางเสนอของบประมาณจากแผนงานและโครงการสู่การนำส่งผลลัพธ์และผลกระทบของประเทศ

การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานในระบบ ววน. อย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการปรับตัวเข้าสู่แนวทางการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ประเทศมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญของการจัดทำคำของบประมาณปี 2571 ไม่ได้เป็นเพียงการปรับรูปแบบเอกสารหรือกระบวนการเสนอของบประมาณ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของการลงทุนด้าน ววน. จากเดิมที่มุ่งนำเสนอเป็นรายแผนงานและโครงการไปสู่การออกแบบการลงทุนเชิงระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่เป้าหมายของแผน  การลงทุน การดำเนินงาน  ผลผลิต (Output)  ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ซึ่งแผน ววน. ใหม่มีการกำหนดตัวชี้วัดมาตรฐาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงความก้าวหน้าที่วัดได้และสามารถเทียบวัดการเจริญเติบโตระดับสากลได้

แนวทางดังกล่าวยังเป็นการยกระดับการบริหารจัดการ สู่การบริหารจัดการเชิงแผนงานและ Portfolio โดยมุ่งให้การลงทุนด้าน ววน. มีทิศทางร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อน เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเกิดผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ ระบบติดตามและประเมินผลจะให้ความสำคัญกับการวัดความสำเร็จที่มากกว่าการดำเนินงานแล้วเสร็จหรือการส่งมอบผลผลิต แต่ต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงเส้นทางการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ การสร้างผลลัพธ์ต่อกลุ่มเป้าหมาย และการก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผน ววน. ใหม่ พ.ศ. 2571–2575 และเป็นจุดเปลี่ยนของระบบ ววน. ของประเทศไทย กองทุน ววน. และ สกสว. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นำไปสู่ระบบการลงทุนด้าน ววน. ที่มีเป้าหมายชัดเจน เชื่อมโยงเป็นระบบ สามารถติดตามและประเมินผลได้ และทำให้ทุกงบประมาณที่ลงทุนเกิดคุณค่าสูงสุดต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คุณแหน: 12 กันยายน 2569

12 กันยายน 2569 เวลา 05:00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ชุดใหม่ ดังนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี องค์ประธานที่ปรึกษา พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล และพันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานที่ปรึกษา ส่วนคณะกรรมการมูลนิธิ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการ และแต่งตั้งรองประธานกรรมการ รวมถึงกรรมการ และเหรัญญิก รองเหรัญญิก และเลขาธิการ รวมทั้งสิ้น 22 คน ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 11 กันยายน 2569

ll มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) มอบเงิน 5 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติภัยน้ำท่วมและดินถล่มในประเทศเนปาล ให้เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย นายธัน พหาทุร โอลิ ณ ที่สถานเอกอัครราชทูตเนปาล เมื่อวันที่ 11 กันยายน 

ll ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บจก. อินเทลลิเจนท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ในเครือ MBK เน้นให้บุคลากรขององค์กรร่วมกันจัดการขยะของบริษัทในเครือให้ถูกวิธีและนำไปสู่การ recycle โดยเชิญ ณฐวรรฒ ศุภตระกูล ผจก. ฝ่ายการตลาด บจก. เวสต์บาย เดลิเวอรี เป็นวิทยากรจัดอบรมเรื่อง ขยะไม่ไร้ค่า ถ้าแยกถูกวิธี จัดอบรม ณ สำนักงานเดอะไนน์ ติวานนท์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ @ ข่าวน่ายินดีของคนไทยคือผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) 2025 พบว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้น 3 ด้าน เมื่อเทียบกับผล PISA 2022 คือ วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน ทำให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้น โดยเลื่อนจากอันดับ 58 ในปี 2022 เป็นอันดับ 53 ในปี 2025 

ll ราคาเหรียญเหนือดวงของอดีตหลวงพ่ออติโชติ วัดพุทไธศวรรย์ฯ อยุธยา ร่วงโดยพลันเมื่อเกิดเหตุฉาวคาวโลกีย์กับผู้ผลิตเหรียญฯ จากราคาเนื้อทองคำที่เคยสูงถึง 4 ล้านบาทกว่าร่วงดิ่งลงมาทันที ส่วนเนื้อเงินยวงที่เคยราคากว่า 3.5 แสนบาทก็ดิ่งลงเช่นกัน ไม่ทราบว่า อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย มีรุ่นใดคล้องคออยู่ แต่น่าจะเป็นเนื้อทองคำ

ll อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่พิการทางการได้ยิน(หูหนวก) โดยมี กฤษณา ธีระวุฒิ เจ้าของเจริญโฮเต็ลและกลุ่มนักธุรกิจ จ.อุดรธานีให้การต้อนรับและเข้าร่วมพิธี ณ โรงเรียนโสตศึกษา จ.อุดรธานี อังคาร 15 ก.ย. เวลา 10.00 น…

ll ปิดท้ายด้วยเรื่องเน่าเหม็นคาวฉาวโฉ่ภายในวัดวาอารามหลายแห่งของเมืองไทย เรื่องทราม ๆ พรรค์นี้เกิดได้เพราะ ฝนตกขี้หมูไหล และขนมพอสมน้ำยา ทั้งสมีกับสีกา เรื่องต่ำช้าแบบนี้จะไม่บังเกิดหากสีกาไม่ไปพัวพันข้องเกี่ยวกับสงฆ์ แล้วสงฆ์ก็มั่นคงหนักแน่นในพระธรรมวินัย แต่ขณะเดียวกันก็ขอประณามสื่อฯ เลวทรามจำนวนไม่น้อยที่ลงภาพสามานย์ของทั้งสมีและสีกา ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องลงภาพเหล่านั้น แค่บอกว่าทั้งคู่เสพเมถุนร่วมกันก็เพียงพอแล้ว แถมสื่อฯ ทรามบางจำพวกก็บรรยายละเอียดยิบราวกับอยู่ในเหตุการณ์ 

victor lee

‘ภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบ’ (Malignant Hyperthermia)

12 กันยายน 2569 เวลา 04:00 น.

ภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบ (Malignant Hyperthermia) คืออะไร?

เป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดเมื่อร่างกายได้รับยาดมสลบชนิดไอระเหยหรือยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด แล้วเกิดการตอบสนองอย่างผิดปกติ โดยไม่ใช่การแพ้ยาสลบ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานและใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ร่างกายสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้หัวใจ ไต และอวัยวะสำคัญอื่นๆ ทำงานผิดปกติ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

พบได้บ่อยแค่ไหน?

พบได้น้อยมาก จากรายงานในประเทศไทย ผู้ที่ได้รับการดมยาสลบประมาณ 150,000–200,000 คน จึงจะพบผู้ป่วยภาวะนี้ 1 คน ส่วนในต่างประเทศมีรายงานพบได้บ่อยกว่าประเทศไทย

ใครบ้างที่อยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง”ต่อการเกิดภาวะนี้?

เนื่องจากภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว  ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ได้แก่ ผู้ที่เคยเกิดภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบมาก่อน ผู้ที่มีญาติทางสายเลือดเคยเกิดภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบ ผู้ที่มีญาติทางสายเลือดเสียชีวิตระหว่างหรือหลังการดมยาสลบโดยไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางชนิด

ถ้าเคยดมยาสลบมาก่อนแล้วไม่มีปัญหา แสดงว่าไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ใช่หรือไม่?

ไม่ใช่  ผู้ที่เคยดมยาสลบมาแล้วโดยไม่มีปัญหา ยังอาจเกิดภาวะนี้ได้ในการดมยาสลบครั้งถัดไป เนื่องจากผู้ที่มีความเสี่ยงอาจไม่แสดงอาการทุกครั้งที่ได้รับยาสลบกลุ่มที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้

หากทราบว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

ควรแจ้งแพทย์และทีมวิสัญญีทุกครั้งก่อนเข้ารับการผ่าตัดหรือการรักษาที่ต้องดมยาสลบ  เพื่อให้ทีมวิสัญญีสามารถวางแผนการระงับความรู้สึก เลือกใช้ยาที่ปลอดภัย และเตรียมการดูแลที่เหมาะสม หากมีผลตรวจทางพันธุกรรมหรือเอกสารทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ของตนเองหรือสมาชิกในครอบครัว ควรนำมาแสดงต่อแพทย์และทีมวิสัญญีเพื่อประกอบการวางแผนการรักษา

หากทราบว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยง ยังสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้หรือไม่?

สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากทีมวิสัญญีจะวางแผนหลีกเลี่ยงยาสลบกลุ่มที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้  พร้อมทั้งเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดตลอดการผ่าตัด

ก่อนเข้ารับการดมยาสลบ ควรตรวจหาความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน โอกาสเกิดภาวะนี้น้อยมาก โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ประวัติสุขภาพของผู้ป่วยและคนในครอบครัวเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยงก่อนดมยาสลบ ทั้งนี้ แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจทางพันธุกรรมในผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากการตรวจยีนยังมีข้อจำกัดหลายประการ ค่าใช้จ่ายการตรวจยีนสูง และการเข้าถึงการตรวจจำกัด

หากตรวจพบความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้อง สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะนี้?

ยืนยันได้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบ

หากตรวจไม่พบความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้อง สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้?

ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีความเสี่ยงเพราะปัจจุบันการตรวจทางพันธุกรรมยังไม่สามารถตรวจหาความผิดปกติของยีนที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ทั้งหมด

หากเกิดภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบระหว่างการผ่าตัด ทีมแพทย์จะดูแลอย่างไร?

ในระหว่างการผ่าตัด ทีมวิสัญญีจะเฝ้าระวังและติดตามสัญญาณชีพของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากสงสัยว่าเกิดภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบ ทีมวิสัญญีจะให้การรักษาทันทีตามแนวทางมาตรฐาน ได้แก่ หยุดยาสลบที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ และเปลี่ยนไปใช้ยาสลบอื่นแทน ให้ยาแดนโทรลีน (Dantrolene)  ซึ่งเป็นยาจำเพาะสำหรับรักษาภาวะนี้ ลดอุณหภูมิร่างกายและรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้น ดูแลการทำงานของหัวใจ ปอด ไต และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

หลังการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลต่ออย่างใกล้ชิดจนกว่าจะพ้นระยะอันตรายและอาการคงที่

โดยสรุป

ภาวะไข้สูงรุนแรงจากการดมยาสลบเป็นภาวะวิกฤตที่รุนแรง แต่พบได้น้อยมาก หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากท่านหรือคนในครอบครัวเคยมีประวัติเกี่ยวกับภาวะนี้ ควรแจ้งแพทย์และทีมวิสัญญีทุกครั้งก่อนเข้ารับการผ่าตัดหรือการรักษาที่ต้องดมยาสลบ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ยังสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย

จัดทำโดย ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย

Allergan Aesthetics ผนึก Partner Clinics เดินเกม #ส่งต่อความอ่อนเยาว์ สู่ผู้บริโภคทุก Generation

11 กันยายน 2569 เวลา 18:54 น.

“แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์” เดินเกมการตลาดความงาม เปิดแคมเปญ “THE CIRCLE OF LOOKING YOUNG” เปลี่ยนแนวคิดความอ่อนเยาว์ให้เป็นเรื่องของทุกคน ผนึกกำลัง คลินิกความงามพันธมิตร ส่งต่อความรู้ การดูแล และความมั่นใจ พร้อมดึง “บี้–ธรรศภาคย์–เคน ภูภูมิ–เอสเธอร์–ต้าห์อู๋–ออฟโรด” ร่วมสร้างสีสัน เติมมุมมองความงามจากหลากหลาย Generation

“แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์” (Allergan Aesthetics) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้บริษัท “แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ (ประเทศไทย) จำกัด” (AbbVie Company) บริหารงานโดย “รัชนา ดังโกสินทร์” General Manager, Allergan Aesthetics Thailand เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดความงาม จัดงาน “THE CIRCLE OF LOOKING YOUNG by Allergan Aesthetics” ภายใต้แนวคิด “ทุกคนล้วนเดินทางอยู่ในวงจรของชีวิต” ที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ทุกช่วงวัยยังสามารถดูแลตัวเอง เพื่อคงไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์และความมั่นใจในแบบฉบับของตัวเอง

ภญ. วิมลณัฐ บูรณเทพาภรณ์ Brand Manager – Facial Aesthetics, ภญ. พัทธนันท์ วงศ์กิจกรชัย   Brand Manager – Facial Aesthetics และ ภญ. ณัฏฐา วงศ์เทพวาณิชย์ Digital & Multi-Channel Marketing Manage เผยว่า หัวใจสำคัญของแคมเปญอยู่ที่การปลุกนิยาม “ความอ่อนเยาว์” ให้ก้าวไปไกลกว่าเรื่องของคนคนหนึ่ง พร้อมส่งต่อจากแบรนด์สู่ Partner Clinics และจาก Partner Clinics ไปยังผู้บริโภค ผ่าน Message สำคัญ #ส่งต่อความอ่อนเยาว์ เพื่อชวนทุกคนกลับเข้าสู่ “วงโคจรแห่งความอ่อนเยาว์” ไปพร้อมกัน ครั้งนี้ Allergan Aesthetics ยังจับมือกับเหล่า Clinic Partner ผนึกกำลังนำความรู้ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง ที่ได้คุณภาพ และผ่านการรับรองอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย  โดยไม่ได้รอให้ผู้บริโภคเดินเข้ามาหาเพียงอย่างเดียว แต่พร้อม “ออกเดินทางไปหา” และชวนผู้คนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังหลุดออกจากวงโคจรแห่งความอ่อนเยาว์ ให้กลับเข้าสู่วงโคจรอีกครั้ง ผ่านการสื่อสารทั้งโลก Online และ Offline เดินหน้าลุย OOH (Out-of-Home) บุกใจกลางเมือง เชื่อมต่อจากหนึ่ง Clinic ไปสู่อีกหนึ่ง Clinic และจากหนึ่งคนไปสู่อีกหนึ่งคน ขยายวงโคจรแห่งความอ่อนเยาว์ให้กว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำมาสู่การรวมพลังครั้งสำคัญในงาน “THE CIRCLE OF LOOKING YOUNG by Allergan Aesthetics” ที่เปลี่ยนแคมเปญให้กลายเป็นประสบการณ์จริง เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “วงโคจรแห่งความอ่อนเยาว์” ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ Looking Young ทั้งในมิติความงาม การดูแลตัวเอง และการกลับมาค้นพบความมั่นใจในแบบของตัวเอง

ภายในงานเริ่มต้นด้วย The Circle Experience เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสัมผัสประสบการณ์ของแคมเปญ ก่อนเข้าสู่ช่วงไฮไลต์ที่รวมทั้งความรู้ ความบันเทิง และบทสนทนาพิเศษจากเหล่าแขกรับเชิญ อาทิ “บี้–ธรรศภาคย์” ที่มาร่วมทั้ง Special Guest Performance และ The Circle Exclusive Talk ขณะที่คู่รักคนดัง “เคน–ภูภูมิ และ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา” มาร่วมพูดคุย ถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมองด้านความอ่อนเยาว์ในแบบของตัวเอง พร้อมด้วยตัวแทนคนรุ่นใหม่ “ต้าห์อู๋–ออฟโรด” ที่มาร่วมสร้างสีสันผ่าน Special Guest Performance (New Gen) และ The Circle Exclusive Talk เติมเต็มแนวคิดความอ่อนเยาว์ผ่านมุมมองของคนหลากหลาย Generation มากกว่างานอีเวนต์หนึ่งวัน “THE CIRCLE OF LOOKING YOUNG” จึงเป็นการรวมพลังของแคมเปญที่เชื่อม Allergan Aesthetics, Clinic Partner และผู้บริโภค เข้าด้วยกัน ผ่านการส่งต่อความรู้ การดูแล และความมั่นใจ เพื่อชวนทุกคนกลับเข้าสู่ “วงโคจรแห่งความอ่อนเยาว์” ไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน Allergan Aesthetics ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเวชศาสตร์ความงามระดับโลก ผ่านนวัตกรรมลดเลือนริ้วรอย และอีกหนึ่งนวัตกรรมคือ โปรแกรม HArmony Skin Biostimulator แบบไฮบริด (Hybrid Filler) ที่ผสาน Calcium Hydroxyapatite (CaHA) และHyaluronic Acid (HA) ไว้ในหลอดเดียว โดยมุ่งเน้นการเติมเต็มผิวให้อิ่มฟู พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวให้ดูแน่นกระชับและอ่อนเยาว์ในระยะยาว ทั้งหมดสะท้อนทิศทางของ Allergan Aesthetics ที่ไม่ได้มอง “ความอ่อนเยาว์” เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่กำลังขยายความหมายไปสู่ ความรู้ การดูแลตัวเอง และความมั่นใจ พร้อมสร้างเครือข่าย Clinic Partner ให้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ส่งต่อความอ่อนเยาว์” และเชื่อมต่อผู้คนเข้ากับนวัตกรรมด้านเวชศาสตร์ความงามอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารของ Allergan Aesthetics ได้ที่ Facebook: Allergan Aesthetics Thailand เว็บไซต์ https://www.allerganaesthetics.co.th  และ Line OA : AAClubTH

แพทย์ชี้ ‘ฝ้า’ เป็นโรคเรื้อรังกลับมาเป็นซ้ำได้ ย้ำรักษาถูกวิธีต้องฟื้นฟูผิวควบคู่ควบคุมปัจจัยกระตุ้น

11 กันยายน 2569 เวลา 17:00 น.

ผู้เชี่ยวชาญจาก DE’ Longse Clinic ออกมาระบุถึงสาเหตุที่หลายคนประสบปัญหา “ฝ้าจางแล้วกลับมาเข้มอีก” ว่าเกิดจากการรักษาที่มุ่งกำจัดเม็ดสีเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เนื่องจากฝ้า (Melasma) เป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินผิดปกติในชั้นผิวลึก และมีปัจจัยกระตุ้นหลากหลาย ทั้งแสงแดด ฮอร์โมน พันธุกรรม ความเครียด การพักผ่อน ตลอดจนการเลือกใช้หัตถการหรือครีมที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว

จากการประเมินทางการแพทย์ ฝ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดหลัก ซึ่งตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน ได้แก่ ฝ้าตื้น ที่เกิดบริเวณผิวชั้นนอก มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ขอบชัด, ฝ้าลึก ที่อยู่ในชั้นผิวหนังแท้ มีสีน้ำตาลอ่อนหรือเทา ขอบเบลอกลืนไปกับผิว, ฝ้าผสม ซึ่งเป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดจากการมีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกรวมกัน และ ฝ้าเลือด ที่มีเส้นเลือดฝอยใต้ผิวร่วมด้วย ทำให้เห็นรอยแดงอมน้ำตาลชัดขึ้นเมื่อสัมผัสความร้อนหรือแสงแดด

ทาง DE’ Longse Clinic จึงชูนวัตกรรมทางเลือกใหม่อย่าง ESPT Multi-Types of Melasma Therapy ตามแนวคิด Skin Longevity ที่เน้นแก้ปัญหาต้นเหตุระดับชีวโมเลกุล โดยไม่ใช้เลเซอร์หรือความร้อน เพื่อลดเสี่ยงผิวบางและฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงระยะยาว ทั้งนี้ แพทย์เน้นย้ำว่าการดูแลฝ้าที่ได้ผลยั่งยืน ต้องประกอบด้วยการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเคร่งครัด เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และเข้ารับการประเมินสภาพผิวจากแพทย์เพื่อวางแผนรักษาเฉพาะบุคคล

เมื่อความหรูหราที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น ‘Kiara Reserve Residences’ โปรเจกต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนทำเล ‘Billionaire Bay’ แห่งอ่าวลายัน ภูเก็ต

11 กันยายน 2569 เวลา 16:28 น.

เมื่อประสบการณ์การบริการระดับห้าดาวที่สั่งสมมากว่าครึ่งศตวรรษ หลอมรวมเข้ากับศาสตร์แห่งการอยู่อาศัยระดับเวิลด์คลาส ปรากฏการณ์ใหม่ของ Branded Residence จึงเกิดขึ้น ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านการบริการจากเครือโรงแรมระดับโลก สู่การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยอาศัยระดับลักซ์ชูรี ภายใต้แนวคิดการสร้างบ้านที่ให้ประสบการณ์การใช้ชีวิตในแบบเดียวกับการพักผ่อนในรีสอร์ทระดับเวิลด์คลาส เผยโฉมโครงการ คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนซ์ (Kiara Reserve Residences)  ระดับ Ultra-Luxury  โปรเจกต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟล่าสุดบนทำเล “Billionaire Bay แห่งอ่าวลายัน จังหวัดภูเก็ต

มร. บิล ไฮเนคกี้

มร. บิล ไฮเนคกี้ ผู้ก่อตั้งไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล  และ มร. ไมคา ตามไท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์  หัสัมภาษณ์แบบเอ็กคลูซีฟถึงเบื้องหลังและวิสัยทัศน์อันแยบยลในการพัฒนา โครงการ คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนซ์ (Kiara Reserve Residences)  ที่ออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

ถ่ายทอด DNA ด้านการบริการระดับลักซ์ชูรี สู่นิยามใหม่ “บ้านที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย”

ไมเนอร์ เรสซิเดนซ์ (Minor Residences) ไม่ใช่เพียงการสร้างอาคาร แต่คือการถ่ายทอด DNA ด้านการบริการจากแบรนด์อนันตรา (Anantara) ที่ยาวนานกว่า 25 ปี มาสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับเวิลด์คลาสอย่างสมบรูณ์แบบ

มร. บิล ไฮเนคกี้  เชื่อว่า ความหรูหราที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากความโอ่อ่า หรือความโดดเด่นภายนอก หากแต่อยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตในแต่ละวัน  ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาในยามเช้า การบริการที่เข้าใจความต้องการโดยไม่ต้องเอ่ยปาก หรือพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง หลังจากสร้างมาตรฐานด้านการบริการระดับลักซ์ชูรีผ่านโรงแรมและรีสอร์ตกว่า 600 แห่งทั่วโลก ปัจจุบัน ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้นำแนวคิดเดียวกันมาสู่การพัฒนาที่พักอาศัย โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างบ้าน แต่คือการสร้างพื้นที่ที่สามารถเป็นที่พักพิงและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

 “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไมเนอร์ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์มากกว่าการนำเสนอเพียงตัวผลิตภัณฑ์ ความหรูหราในปัจจุบันจึงหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ความเป็นส่วนตัว พื้นที่สีเขียว ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และอิสระในการใช้ชีวิตในแบบที่ตอบโจทย์แต่ละบุคคล”

แนวคิดดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของไมเนอร์ เรสซิเดนซ์ ซึ่งนำองค์ความรู้ด้านการบริการของแบรนด์อนันตรา มาประยุกต์สู่การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยถาวร โดยได้พัฒนาโครงการระดับลักซ์ชูรีหลากหลายแห่ง อาทิ ดิ เอสเตท สมุย (The Estates Samui) เรสซิเดนซ์ แอท โฟร์ ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ (Residences at Four Seasons Resort Chiang Mai) อนันตรา เชียงใหม่ เซอร์วิส สวีทส์ (Anantara Chiang Mai Serviced Suites) อวาดินา ฮิลส์ บาย อนันตรา (Avadina Hills by Anantara) ลายัน เรสซิเดนซ์ บาย อนันตรา (Layan Residences by Anantara) อนันตรา เดซารู โคสต์ เรสซิเดนซ์ (Anantara Desaru Coast Residences) ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งทุกโครงการได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดเดียวกัน โดยผสานมาตรฐานการบริหารจัดการแบบโรงแรมระดับห้าดาวเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้เจ้าของบ้านได้รับประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวกสบายไร้กังวล

ประสบการณ์ดังกล่าวต่อยอดสู่โครงการล่าสุด คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนซ์ (Kiara Reserve Residences) จังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ วัฒนธรรม และธรรมชาติของแต่ละจุดหมายปลายทาง พร้อมมุ่งสร้างบ้านที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้คนรุ่นต่อไป

“ความแตกต่างของ Branded Residence ในเครือไมเนอร์ไม่ได้อยู่เพียง’Hardware’ หรือการก่อสร้างตัวอาคาร แต่คือ ‘Software’ ซึ่งหมายถึง ระบบบริการ บุคลากร และประสบการณ์ที่เจ้าของห้องจะได้รับจากการเชื่อมโยงกับโรงแรม โดยลูกค้าสามารถเลือกอยู่อาศัยเองหรือปล่อยเช่าได้ เช่นเดียวกันกับโครงการล่าสุด Kiara Reserve ที่ลูกบ้านสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการและโรงแรม เชื่อมต่อกับ Layan Bay Community คอมมูนิตี้ระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ทั้ง Private Gym พื้นที่ Outdoor Entertainment Clubhouse รวมถึงสนามพาเดลและเทนนิส   อีกทั้ง ยังสามารถเข้าถึง Layan Life เวลเนสรีทรีต ตลอดจนร้านอาหารภายในโรงแรม ได้แก่ Dara Thai Restaurant, Breeze, Age และ Zuma  รวมถึงท่าจอดเรือยอร์ชส่วนตัว และ Mjets  ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ New Service ที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักอาศัยทั่วไป

นอกจากนี้ เจ้าของเรสซิเดนซ์ของไมเนอร์ ยังได้รับสมาชิก Global Hotel Alliance ซึ่งสามารถใช้สิทธิประโยชน์และอัตราพิเศษกับโรงแรมในเครือทั่วโลก รวมถึงแบรนด์อื่นภายใต้เครือข่าย เช่น Capella, Kempinski, Pan Pacific และ Viceroy นอกเหนือจากแบรนด์ของ Minor International”  มร. บิล ไฮเนคกี้ กล่าว

คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนซ์ ยกระดับการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติของอ่าวลายัน จังหวัดภูเก็ต

หาก อนันตรา เดซารู โคสต์ เรสซิเดนซ์ โดดเด่นด้วยความสงบริมชายฝั่งทะเล คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนซ์ นำเสนออีกมิติของการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติบนเนินเขาเหนืออ่าวลายัน จังหวัดภูเก็ต หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นทำเลที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชูรีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จนได้รับสมญานามว่า Billionaire Bay โครงการแห่งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของการใช้ชีวิตระดับ Ultra-Luxury ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน

โครงการเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ Kajima Corporation ประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยที่พักอาศัยเพียง 46 ยูนิต ที่ออกแบบให้เป็นคอมมูนิตี้ส่วนตัว พร้อมมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยความสงบอย่างแท้จริง

มร. ไมคา ตามไท

มร. ไมคา ตามไท กล่าวว่า ปัจจุบันเจ้าของบ้านให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาวะ ความยืดหยุ่น และการมีชีวิตยืนยาว แนวคิดดังกล่าวจึงถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และการออกแบบพื้นที่ภายในที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ตั้งแต่พื้นที่พักผ่อน ห้องออกกำลังกายส่วนตัว ไปจนถึงพื้นที่ทำงาน เพื่อรองรับทุกช่วงของการใช้ชีวิต

การออกแบบภายในของห้อง เน้นความกลมกลืนกับภูมิทัศน์ธรรมชาติโดยรอบ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนในบรรยากาศเขตร้อนแบบโมเดิร์น โดยมีห้องตัวอย่างให้เลือกชมทั้งหมด 4 รูปแบบ แต่ละแบบนำเสนออารมณ์ โทนสี และแนวคิดการตกแต่งที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ  วิลเลรอย แอนด์ บอค (Villeroy & Boch) แบรนด์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและของตกแต่งบ้านด้วยพอร์ซเลนคุณภาพระดับโลกจากประเทศเยอรมนี เพื่อยกระดับการตกแต่งภายในให้สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ บิล ไฮเนคกี้ ที่เชื่อว่า “ความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือประสบการณ์ที่หลอมรวมอยู่ในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต”

“กลุ่มลูกค้า Ultra-High-Net-Worth ในปัจจุบันไม่ได้วัดความมั่งคั่งเพียงจากจำนวนเงิน หรือสินทรัพย์ที่ถือครอง แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ ‘เวลา’ มากขึ้น เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถหยุดหรือย้อนกลับได้ ดังนั้น แนวทางของไมเนอร์จึงต้องการนำบริการด้านเวลเนสและการดูแลเชิงป้องกันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในเรสซิเดนซ์ เพื่อสร้างคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงที่อยู่อาศัย”  มร. ไมคา ตามไท กล่าว

ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านทำเลและแนวคิด  คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนซ์  ได้รับรางวัล Best Ultra Luxury Development (Phuket) จากเวที Thailand Property Awards 2024 และมีกำหนดส่งมอบโครงการภายในปี 2569  ราคาเริ่มต้นที่ 44.5 ล้านบาท พร้อมสิทธิ์เข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม  ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. +66 (0) 85 484 8752 อีเมล propertysales@minor.com หรือเว็บไซต์ kiara-reserve.com