คุณแหน : 24 มีนาคม 2569

คุณแหน : 24 มีนาคม 2569

คุณแหน : 24 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” ผลของการสู้รบในสงคราม “สหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน” ยืดเยื้อเกินความคาดหมายของสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องโยกย้ายยุทโธปกรณ์สำคัญจำนวนมากอาทิ ระบบ THAAD, PATRIOT, EARLY WARNING SYSTEMS ไปสู่สนามรบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน UAE, QATAR, ISRAEL รัฐบาลเกาหลีใต้ถึงกับร้องจ๊ากเท่ากับเปิดจุดอ่อนให้มิสเตอร์คิมจอมโหดได้มองเห็นและอาจจะฉวยโอกาสชุลมุน 1) อย่างแรงคือบุกยึดเกาหลีใต้เลย (มีนิวเคลียร์ไว้ขู่อีกต่างหาก) 2) อย่างเบาคือการใช้ขีปนาวุธรูปแบบต่างๆในสต๊อกระดมยิงมหานครใหญ่ของเกาหลีใต้ เพื่อบ่อนทำลายขวัญชาวใต้; บ่อนทำลายตลาดทุนและตลาดการเงิน; ทดสอบกำลังความสามารถของกองทหารเกาหลีใต้เอง (โดยไม่มียุทโธปกรณ์สหรัฐฯคุ้มหัว)… แต่อเมริกันก็ต้องยืนยันว่าเป็น “อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯพิจารณา” จำเป็นต้องดำเนินการตามความจำเป็นของสถานการณ์ (อันที่จริงแล้วรัฐบาลเกาหลีใต้กังวลที่สุดคือเมื่อสหรัฐฯ “ยืม” ไปใช้ในวาระนี้เมื่อสงครามสงบอาวุธเหล่านี้จะกลับสู่เกาหลีใต้หรือไม่?? ยามนี้เป็นที่รู้กันดีว่า “อาหรับ” เพื่อนใหม่สหรัฐฯ มีความสำคัญ (PRIORITIES) เหนือกว่าเพื่อนเก่าเจ้าตำรับ “กิมจิ” ผักกาดดอง…
  • การจากไปของเขานับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกีฬาบิลเลียด (บิลเลียด, สนุ๊กเกอร์, พูล) ในไทยและภูมิภาค สินธุ พูนศิริวงศ์ อดีตประธาน ASIAN CONFEDERATION OF BILLIARD SPORTS ถึงแก่กรรมอายุ 91 ปีเมื่อวันที่ 21/2/69 ถ้วยรางวัลอันมีเกียรติมากมายเรียงรายเป็นหลักฐานในผลงานกีฬาที่เขารักยิ่ง แต่ผู้คนในแวดวงกีฬาระลึกถึงยิ่งกว่านั้นว่า LEGACY ที่สำคัญยิ่งของเขาน่าจะเป็น 2 แนวทาง ประการแรก ตลอดชีวิตเขามุ่งมั่นที่จะสร้างนักบิลเลียดรุ่นใหม่เข้ามาฝึกฝนเทคนิคให้ถูกวิธีก่อนจะไต่เต้าสู่แชมป์ไทยและสุดท้ายเวทีโลก ประการถัดมา ในอดีตกีฬาบิลเลียด/สนุ๊กเกอร์ มีภาพลักษณ์ที่เป็นกีฬาอบายมุข แม้แต่สถานที่คือโรงบิลเลียดก็มักจะเป็นที่รังเกียจของเหล่าผู้ปกครองเยาวชน (อคติไร้เหตุผลนี้ใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐฯเองก็เป็นปัญหาเดียวกันเป็นเวลาหลายทศวรรษจนเกิด “บูม” ศูนย์การค้า) คุณสินธุ และผู้ใหญ่อีกหลายท่านได้มุมานะแก้ปัญหาดังกล่าวพร้อมส่งเสริมให้กีฬาบิลเลียด/สนุ๊กเกอร์ ฝ่าอุปสรรคจนได้รับการยอมรับจากสังคมทั่วไปและผงาดสู่เวทีโลก จนนักกีฬาบิลเลียดไทยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “MIDDLE POWER” ของเกมส์ ใน สหราชอาณาจักรปัจจุบันบิลเลียด/สนุ๊กเกอร์ จัดเป็นกีฬาถ่ายทอดสดทีวีที่มีผู้ชมมากเป็นอันดับสอง สุดท้ายเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับจากชาวโลก สินธุ พูนศิริวงศ์ เป็นบุคคลเดียว (NON-PLAYER) ที่ได้รับเกียรติจาก WPBSA จารึกชื่อไว้ใน “HALL-OF-FAME” ซึ่งปกติรีเสิร์ฟไว้ให้เฉพาะ แชมป์โลก เท่านั้น…
  • ระพินทร์ จารุดุล กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ขอเชิญคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมสามัญ ประจำปี 2569 วันที่ 25 มี.ค. 10.30 น.ณ ห้องราชดำเนิน รร.ปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมี ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เป็นประธานในการประชุม…
  • กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ร.ท.ถวัลย์ เจริญผล บิดา ดร.ธีรตา โรจน์รังษี และ พ.อ.ธนาวัติ เจริญผล โดยพิธีสวดพระอภิธรรมจัดในวันที่ 22 – 27 มี.ค.18.30 น.ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศฯ และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 28 มี.ค. (รอยืนยันเวลา)…จึงขอเรียนเชิญผู้เคารพนับถือร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน…
  • ถูกใจเพื่อนจริงๆ นลินี คณิวิชาภรณ์ นัดเพื่อนๆมาที่ร้านบุรามารี ที่ดุสิตเซ็นทรัลปาร์ค พร้อมถ่ายภาพดอกไม้สวยงาม ในวันพุธที่จะถึงนี้…
  • บูรพา -ดร.ญาดา อารัมภีร ช่วงนี้ไปทริปคุนหมิงกับสวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์ ส่วน ทิฆัมพร บุญมาก มีทริปจีนที่ฉงฉิ่น เฉินตู !!…

บารอนเนส

ปิดฉากความสำเร็จ ‘Health & Nutrition Asia 2026’ ตอกย้ำเวทีธุรกิจอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของเอเชีย

ปิดฉากความสำเร็จ 'Health & Nutrition Asia 2026' ตอกย้ำเวทีธุรกิจอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของเอเชีย

ปิดฉากความสำเร็จ ‘Health & Nutrition Asia 2026’ ตอกย้ำเวทีธุรกิจอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

สามวันแห่งการค้นพบ การสร้างเครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจในงานแสดงสินค้าเฉพาะทางด้านโภชนาการและสุขภาพสัตว์ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย จัดร่วมกับ VICTAM Asia, GRAPAS Asia และ Horti & Agri Asia งานแสดงสินค้าและการประชุมระดับนานาชาติ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย (Health & Nutrition Asia) 2026 ปิดฉากลงอย่างประสบความสำเร็จ หลังจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน งานได้รวบรวมผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์จากทั่วโลก พร้อมสร้างเวทีสำคัญสำหรับการเจรจาธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์

การจัดงานในปีนี้จัดขึ้นพร้อมกับ VICTAM Asia, GRAPAS Asia และ Horti & Agri Asia ซึ่งทั้งสี่งานร่วมกันต้อนรับผู้เข้าชมรวม 10,639 ราย จาก 73 ประเทศ ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agrifood Value Chain) เพิ่มขึ้น 23% จากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีบนพื้นที่จัดแสดงรวมกว่า 17,000 ตารางเมตร ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าและธุรกิจสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย ยังดึงดูดผู้นำในอุตสาหกรรมกว่า 125 ราย เข้าร่วมงาน สะท้อนถึงบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มระดับนานาชาติสำหรับผู้กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมโภชนาการและสุขภาพสัตว์

สี่งาน หนึ่งวิสัยทัศน์: พลังของการจัดงานร่วมกัน

ความสำเร็จของการจัดงานในปี 2569 มาจากการผสานพลังของการจัดงานร่วมกันทั้งสี่งาน ซึ่งแต่ละงานมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย (Health & Nutrition Asia) ทำหน้าที่เป็นเวทีเฉพาะทางสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นนักโภชนาการอาหารสัตว์ สัตวแพทย์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครอบคลุมสัตว์เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สัตว์ปีก สุกร สัตว์น้ำ โคเนื้อ และโคนม

ขณะที่ VICTAM Asia นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกด้านการผลิตอาหารสัตว์ การอัดเม็ด และการแปรรูปธัญพืช เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เทคโนโลยีได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายความร่วมมือทางธุรกิจ

ด้าน GRAPAS Asia มุ่งเน้นเทคโนโลยีการแปรรูปธัญพืชและระบบหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของห่วงโซ่อุปทานธัญพืชในภูมิภาค

ส่วน Horti & Agri Asia เติมเต็มภาพรวมของอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีด้านพืชสวนและเกษตรสมัยใหม่ เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคการผลิตพืชและการผลิตสัตว์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต

การจัดงานร่วมกันทั้งสี่งานทำให้ผู้เข้าชมสามารถเดินชมพื้นที่จัดแสดงที่เชื่อมต่อถึงกันได้อย่างสะดวก พร้อมเข้าถึงโซลูชัน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจจากหลากหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรม

เวทีระดับโลกที่หยั่งรากในเอเชีย

หนึ่งในจุดเด่นของงานในปีนี้คือการมีส่วนร่วมจากนานาประเทศ โดยเฉพาะ พาวิลเลียนจากประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติที่มีต่อเวทีธุรกิจด้านอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย

นาตาชา ฮอลล์ (Natasha Hall) รองประธาน VIV Worldwide กล่าวว่า “การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตของแพลตฟอร์มและพลังของอุตสาหกรรมโดยรวม การเข้าร่วมของพาวิลเลียนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสองตลาดที่มีนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชีย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติที่มีต่อเวทีนี้ และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือข้ามพรมแดนในการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม”

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยและองค์กรชั้นนำระดับโลกยังเข้าร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ภายในงาน อาทิ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health), BIOTEC, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Asian Federation of Biotechnology โดยนำเสนอประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ตั้งแต่นวัตกรรมการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โปรตีนทางเลือก ระบบฟาร์มดิจิทัล ไปจนถึงกลยุทธ์รับมือกับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

เวทีสัมมนาเข้มข้น ตอบโจทย์อุตสาหกรรม

โปรแกรมสัมมนาภายในงานถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ โดยครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับสัตว์เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สัตว์ปีก สัตว์น้ำ โค และสุกร ภายใต้ธีม “Shaping the Future of Animal Feed and Health through Sustainability & Innovation” งานสัมมนาได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 73 คน จาก 34 หัวข้อการบรรยาย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การจัดการการดื้อยาปฏิชีวนะ โภชนาการแม่นยำ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และนวัตกรรมสารเสริมอาหารสัตว์ยุคใหม่

หลายหัวข้อได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าร่วมงาน โดยสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการสำหรับโรงงานอาหารสัตว์และเกษตรกร (ThaiSAN) แนวทางการผลิตกุ้งอย่างยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (BIOTEC) การผสานโภชนาการและความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มสัตว์น้ำ (TAVA) รวมถึงการบรรยายจาก กรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับแนวทางลดการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และการเปิดตัวนวัตกรรม Lignofeed จาก Innovabiotics เนื้อหาที่เข้มข้นและหลากหลายของโปรแกรมสัมมนา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย ในการนำเสนอองค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์ของเอเชีย

แพลตฟอร์มสำคัญของอุตสาหกรรมในทุกสองปี

การจัดงานในปี 2569 ยังตอกย้ำบทบาทของ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย (Health & Nutrition Asia) ในฐานะแพลตฟอร์มธุรกิจที่จัดขึ้นทุกสองปี ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่ออุตสาหกรรมในช่วงระหว่างรอบการจัดงาน VIV Asia

ยารูน วาน ฮูฟ (Jeroen van Hooff) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานบริษัท Royal Dutch Jaarbeurs และ VNU Group กล่าวว่า “ตลอดสามวันที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมงานไม่ได้เพียงแค่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า แต่ยังได้เดินสำรวจพื้นที่จัดแสดง พบปะคู่ค้าทางธุรกิจ และค้นหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจของตน การตัดสินใจของผู้เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ การจัดซื้อวัตถุดิบ หรือการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์”

งาน วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย 2028 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มีนาคม 2571 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.healthandnutrition.viv.net

เรื่องต้องรู้ ‘วัณโรค’ แพร่กระจายเชื้ออย่างไร?

เรื่องต้องรู้ ‘วัณโรค’ แพร่กระจายเชื้ออย่างไร?

เรื่องต้องรู้ ‘วัณโรค’ แพร่กระจายเชื้ออย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคระบาดยังพบมีการกระจายอยู่ในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Mycobacterium tuberculosis) โดยเมื่อผู้ป่วยวัณโรคปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง ไอ จาม พูดดัง ๆ ตะโกน หัวเราะหรือร้องเพลง ทำให้เกิดละอองฝอย (droplet nuclei) ฟุ้งกระจายออกมา เมื่อผู้อื่นสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปสู่ถุงลมในปอด ทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหลายคนมักคุ้นเคยในชื่อ “วัณโรคปอด” เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปอดแล้ว เชื้อโรคก็สามารถแพร่กระจายสู่อวัยวะทั่วร่างกาย เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ กระดูกสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น คนส่วนใหญ่ ประมาณ 70-90% เมื่อรับเชื้อวัณโรค เชื้ออาจอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถควบคุมเชื้อไว้ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี หรือผู้ที่ได้รับ          

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค

แบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ ปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น วัณโรคปอด หลอดลมหรือกล่องเสียง ในระยะที่มีเชื้อในเสมหะ หรือมีแผลโพรงในปอด จะมีเชื้อจำนวนมาก สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่อับทึบและคับแคบ แสงแดดส่องไม่ถึง การถ่ายเทอากาศไม่ดี เชื้อจะไม่ตาย สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน ปัจจัยด้านระบบบริการ เช่น การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า การให้ยารักษาไม่ถูกต้อง การรักษาไม่ครบ การทำหัตถการที่ทำให้เกิดละอองฝอย ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อ

มีคนรู้จักเป็นวัณโรค แล้วหนูจะเป็นอะไรไหมหมอ?

สำหรับผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองอาการ และเอกซเรย์ปอดโดยเร็วที่สุด  ได้แก่

บุคคลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด บุคคลทั่วไป ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคปอดในช่วง 3 เดือน ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษา ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเป็นประจำกับผู้ป่วย  ผู้สัมผัสใกล้ชิด เป็นระยะเวลาสะสมเฉลี่ย 120 ชั่วโมง/เดือน

เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ได้สัมผัสผู้ป่วย  ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยในระยะสั้น ๆ หรือไม่ได้สัมผัสใกล้ชิด ถือว่าความเสี่ยงต่ำ

เมื่อไหร่? ควรสงสัยว่าเป็นวัณโรค

แม้ว่าผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ คือ มีไข้  โดยเฉพาะไข้ในเวลากลางคืน เรื้อรัง เกิน 1 สัปดาห์ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาการไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือดโดยเฉพาะหากมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ไม่ควรละเลย !! ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องป้องกันสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากวัณโรคได้

ทั้งนี้ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ประเทสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2025 รวมถึง โปรแกรมการรับรอง AACI “ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์” AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services ค.ศ.2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ออกแบบตัดเย็บโดย ‘ธีระพันธ์ วรรณรัตน์’ ศิลปินแห่งชาติ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ออกแบบตัดเย็บโดย ‘ธีระพันธ์ วรรณรัตน์’ ศิลปินแห่งชาติ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ออกแบบตัดเย็บโดย ‘ธีระพันธ์ วรรณรัตน์’ ศิลปินแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ตัวเสื้อผ้าไหมสีดำกุ๊นไหมแดง และพระภูษาต่อลายขิด ทรงผ้าเบี่ยงแพรวา ซึ่งทอด้วยเทคนิคการทอแบบ “ลายขิด” และ “ลายจก”  ซึ่งเป็นเทคนิคของช่างทอผ้าชาวภูไท ในอำเภอบ้านโพนจังหวัด กาฬสินธุ์ ออกแบบตัดเย็บโดย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ในโอกาสเสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน จำนวน 30 กลุ่ม ณ สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา บ้านโพน กาฬสินธุ์ จำกัด อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์

พระกระเป๋าย่านลิเภาที่ทรงถือเป็นของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานคำแนะนำในการออกแบบแก่สมาชิกเมื่อครั้งเสด็จทรงงานที่ภาคใต้

การนี้ ทรงเยี่ยมชมกลุ่มชุมชนศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา จำนวน 2 ครัวเรือน โดยบ้านหลังที่ 1 เป็นการนำเสนอกระบวนการทอผ้าไหมแพรวาตั้งแต่เริ่มต้น ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไปจนถึงกระบวนการเสร็จสิ้น และบ้านหลังที่ 2 เป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมภูไท เช่น หมอเหยา ครัวภูไท ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ ความเป็นชาวภูไท พร้อมทั้งพระราชทานพระวโรกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับพระราชทานคำแนะนำในการเข้าเฝ้าปีที่ผ่านมาเข้าเฝ้าถวายผลงานและรับพระราช

ทานคำแนะนำ ซึ่งผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรมต่างน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” เป็นแนวทางในการต่อยอดภูมิปัญญาทอผ้าของบรรพบุรุษ ทั้งการออกแบบลวดลายทอผ้าที่มีการพัฒนาลวดลายให้ทันสมัยควบคู่การนำลายผ้าพระราชทานลวดลายต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบของลายผ้าผสมผสานเข้ากับลายโบราณดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ทั้งยังมีการทำกระบวนการทอผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการย้อมสีธรรมชาติ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

สงกรานต์นี้ไม่มีเหงา‘ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก’จัดเต็ม ส่งศิลปินมอบความสุขร้องเพลงส่งคนกลับบ้าน

สงกรานต์นี้ไม่มีเหงา‘ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก’จัดเต็ม ส่งศิลปินมอบความสุขร้องเพลงส่งคนกลับบ้าน

สงกรานต์นี้ไม่มีเหงา‘ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก’จัดเต็ม ส่งศิลปินมอบความสุขร้องเพลงส่งคนกลับบ้าน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

สงกรานต์  2569 “ ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก ” จัดกิจกรรมใหญ่  “ ไป – กลับ ทั่วไทย ปลอดภัย กับลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก ” ฉลอง 23 ปี ที่อยู่คู่กับคนไทยและวงการวิทยุมาอย่างยาวนาน จนเป็นสถานีวิทยุที่มีผู้ฟังมากที่สุด และเครือข่ายการรับฟังทั่วไทยตลอด 24ชั่วโมง  ขนทัพศิลปินลูกทุ่งมาร่วมสร้างความสนุก ท่ามกลางบรรยากาศการเดินทาง ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์  ( สถานีกลางบางซื่อ )   โดยมีทัพศิลปินลูกทุ่งทั้ง ต่าย อรทัย  /  ใบเตย อาร์สยาม / เปา เปาวลี  แพรวพราว แสงทอง –  ซัน วงศธร /  ยูกิ –  พีพี ไหทองคำ / ดวงตา คงทอง /  หญิง ธิติกานต์  /  นุ้ย สุวีณา / ศาล สานศิลป์ /  นิวคันทรี่ / เจนโบว์นุ่น ซุปเปอร์วาเลนไทน์ / แคท อารียา /  สาวแย้ เจติยา / บิว พงค์พิพัฒน์  / ตรี ชัยณรงค์ / เพชร คฑาวุธ  / เฟิร์น กัญยารัตน์   / แคท อารียา  /  เป้ วีรศักดิ์  ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569  เริ่มความสนุกฟรี 10.00 น. ที่อาคารหน้า ชั้น M4  ทางเข้าประตู 4 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พลาดไม่ได้กับกิจกรรมของรางวัลฟรี  ร่วมสนุกฟรี ชมคอนเสิร์ตฟรี และสุดพิเศษกับ กิจกรรมทำนายดวงชะตาจากดีเจหน่อง วิชัย  ( หมอหน่อง ดวงดีราศีจับ )  และ ดีเจแทมมี่ เมจิกท่าโรต์  รวมทั้งพบกับทีมดีเจลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก ที่มากันทั้งทีม  มาร่วมส่งคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีความสุขด้วยกัน

สะเทือนหาดชะอำ’นั่งเล 5’เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ

สะเทือนหาดชะอำ'นั่งเล 5'เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ

สะเทือนหาดชะอำ’นั่งเล 5’เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

สนุกสุดมันทุกนาทีในงาน Chang Cold Brew Cool Club Presents “นั่งเล 5” เทศกาลดนตรีและปาร์ตี้ริมทะเลที่แซ่บเกินต้าน ณ หาดชะอำ ท่ามกลางกระแสตอบรับถล่มทลายจากเหล่ามิวสิคเฟสติวัลและสายปาร์ตี้ที่พร้อมใจกันมาปลดปล่อยพลังความสนุก ตั้งแต่ช่วงบ่ายยันค่ำ สร้างภาพจำของงาน นั่งเล คือเทศกาลดนตรีที่พอถึงซัมเมอร์ จะต้องเดินทางมารวมตัวกันทุกปี!!

ปีนี้ นั่งเล 5 ยกระดับความสนุก พร้อมตอบโจทย์สาย BEACH LIFESTYLE ที่สุด เริ่มตั้งแต่เดินเข้างาน ที่เนรมิตชายหาดให้กลายเป็น BEACH LOUNGE จะได้ยินเสียงเพลงจากดีเจชั้นนำ OSMOS, BALLOONDOG, AUTTABOM ที่มาเปิดต้อนรับให้ทุกคนได้อุ่นเครื่องความสนุก และมี POP-UP CAFÉ เครื่องดื่มสุดสดชื่น ให้ได้เลือกสรรหลากหลายเมนู พร้อมอัดแน่นด้วยกิจกรรมทางน้ำให้ได้ปลดปล่อยพลัง ทั้ง SUP BOARD, SURF, TAXI BOAT หรือจะเลือกผ่อนคลาย BEACH THERAPY บริการนวดริมทะเล ส่วนสายแฟชั่น สามารถเติม BODY PAINT, การถักเปียคอร์นโรลกันแบบฟรีๆ ให้พร้อมก่อนจะเข้าไปเช็กอินถ่ายรูปมุมต่างๆ ที่ถูกดีไซน์มาเพื่อสายโซเชียลโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะหันไปมุมไหนก็เจอแต่ความสวยงามของ Landmark เสริมด้วย FANCY KITE ว่าวแฟนซีหลากหลายรูปทรงที่ถูกออกแบบแต่งแต้มท้องฟ้า โดยเฉพาะคำว่า NANGLAY 5 ที่เห็นแล้วต้องขอให้เพื่อนช่วยกันถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นเดินมาอีกไม่กี่ก้าว พบกับตลาดสินค้างานอาร์ตและงานคราฟต์ให้ได้เลือกช้อปมากมาย และยังมีโซนอาหารได้คัดสรรแต่ของเด็ด รสอร่อย ทั้งคาวและหวานให้ได้ลองกันอย่างจุใจ ทำให้บรรยากาศช่วงกลางวันเต็มไปด้วยความชิลและสีสันสดใสแบบขั้นสุด

เมื่อถึงคิวของความสนุกสุดมันบนเวที ดีกรีความร้อนแรงเริ่มต้นขึ้นแบบไม่มีพัก เรียกได้ว่า Lineup ปีนี้ได้มันสะใจกันอย่างต่อเนื่องแน่นอน เริ่มต้นความมันตั้งแต่วงแรก Paradox ที่สาดความสนุกและพร็อพจัดเต็มแบบตามสไตล์วงที่ชอบเซอร์ไพรส์เสมอ ก่อนจะส่งไม้ต่อความเดือดให้ Big Ass มาวาดลวดลายร็อกกระแทกใจคนช้ำรักริมทะเลจนสะเทือนไปทั้งหาด จากนั้นก็ได้เวลาเคลิ้มไปกับเสน่ห์เกินต้านของ Jeff Satur ที่โชว์พลังเสียง พร้อมรอยยิ้มสะกดทุกสายตาให้จ้องไปบนเวทีอย่างกับต้องมนตร์ จากนั้นถึงคิวศิลปินหญิงคนเดียวของงาน Palmy ออกมาพร้อมท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์จนแฟนเพลงพร้อมใจกันถอดรองเท้าเต้นบนพื้นทรายอย่างสนุกสนาน ความมันยังพุ่งทะยานไม่หยุดเมื่อ Potato ขนเพลงฮิตผสมเพลงใหม่ มาให้ตะโกนร้องตามลั่นหาด ตามมาด้วย Three Man Down วงขวัญใจวัยมันที่ใส่สุดทุกตัวโน๊ต สนุกกันต่อกับ Taitosmith ออกมาชวนทุกคนลุกขึ้นมาปลดปล่อยพลังของตัวเองไปด้วยกันอย่างสุดมัน และเดินทางมาถึงช่วงเวลาเซอร์ไพรส์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปีนี้เท่านั้น เมื่อไฟในงานดับลง เพลง EDM ก็ดังขึ้นมาทันที พร้อมกับเสียงดังสนั่นจาก พลุกลางน้ำ ถูกยิงขึ้นมาจากกลางทะเล เป็นภาพที่ท้องฟ้ามืดสนิทถูกแต่งแต้มด้วยพลุอลังการต่อเนื่องมากกว่า 5 นาที จนกลายเป็นภาพความประทับใจของงานปีนี้ ความฟินจากศิลปินยังไม่หมดแค่นี้ เมื่อ Joey Phuwasit ขึ้นมาสร้างความมันกับจังหวะโจ๊ะๆ บนเวที และปิดท้ายความมันกับเจ้าพ่อแร็ปเปอร์ JoeyBoy เปลี่ยนชายหาดให้กลายเป็นแดนซ์ฟลอร์ขนาดใหญ่ ส่งทุกคนกลับบ้านด้วยความประทับใจระดับ 10 เต็ม 10!

อีกหนึ่งความตั้งใจของผู้จัดงาน IDEA FACT หน่วยงานภายใต้ GMM SHOW นอกจากจัดเตรียมโปรดักชั่น แสง สี เสียง ความสนุกและความปลอดภัยของผู้ชมภายในงาน หลังจากจบโชว์สุดท้าย ทีมงานได้ปฏิบัติการ Cleaning ทันที เพื่อเก็บกวาดเศษขยะและเคลียร์พื้นที่ชายหาดให้กลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิมก่อนรุ่งเช้า เพื่อเป็นการขอบคุณธรรมชาติและพี่น้องชาวชะอำที่เอื้อเฟื้อสถานที่ Chang Cold Brew Cool Club Presents “นั่งเล 5” ในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาลดนตรี แต่คือประสบการณ์การเดินทางมาปาร์ตี้ริมทะเลที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เหล่าคนที่ชื่นชอบเทศกาลดนตรี ปาร์ตี้ริมทะเล ที่พลาดงานในปีนี้….ซัมเมอร์หน้าเจอกันใหม่แน่นอน!! ในงานเทศกาลดนตรีและปาร์ตี้ริมทะเล NangLay Beach Party And Music Festival ครั้งที่ 6  สามารถติดตามความเคลื่อนไหวคอนเสิร์ตและเฟสติวัลได้ที่ FB / IG / TIKTOK : NanglayBeachPartyAndMusicFestival  หรือทาง Lineofficial : @NANGLAY#นั่งเล5 #beachparty #MusicFestival#GMMSHOW #IdeaFact #ChangColdBrewCoolClub #เปิดโลกความชิลให้คูล

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.54 น.

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที หลังจากรายการ โหนกระแส เปิดโปงเรื่องราวของนางงามสาวสวยที่ถูกหมอดูไสยเวทย์หลอกเงินไปหลักล้านบาท โดยอ้างพิธีกรรมดึงแฟนเก่ากลับมาและแก้เคล็ดเรื่องครอบครัว ทำเอาชาวเน็ตแห่เปิดวาร์ปจนพบว่าเธอคือ เนเน่ ณัฐไพลิน เจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยกาฬสินธุ์ ประจำปี 2569 ที่กำลังถูกจับตามองทั้งในแง่ของความสวยและความเก่ง

เนเน่ หรือ นางสาวณัฐไพลิน สถิตพลธนานันท์ ปัจจุบันอายุ 23 ปี พื้นเพทางการศึกษาของเธอไม่ธรรมดา โดยสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนชื่อดังทางภาคเหนืออย่าง โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะคว้าปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาได้สำเร็จ ถือเป็นนางงามที่มาพร้อมกับสมองและบุคลิกภาพที่โดดเด่น

เนเน่

ในปี 2569 เนเน่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองด้วยการคว้าตำแหน่ง นางสาวไทยกาฬสินธุ์ 2569 มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี พร้อมทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม ผลักดัน Soft Power ของจังหวัดกาฬสินธุ์สู่สายตาชาวโลก ไม่ว่าจะเป็น การโปรโมตแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ให้ก้าวสู่มรดกโลก, การยกระดับผ้าไหมแพรวา ราชินีแห่งไหมให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ด้วยไหวพริบและการนำเสนอภายใต้แนวคิด Local to Global ส่งให้เธอทะลุเข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้าย (Top 11 Finalists) ของเวทีการประกวดนางสาวไทยระดับประเทศในปีเดียวกัน

เบื้องหลังความสำเร็จบนเวที เนเน่ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกผ่านรายการโหนกระแสถึงมรสุมชีวิตที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกรากับแฟนเก่าเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเธอระบุว่าถูกเพื่อนสนิทสมัยมัธยมแนะนำให้รู้จักกับ อาจารย์ รายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่ามีความสามารถพิเศษถึงขั้นถอดจิตได้และมีลูกศิษย์เป็นถึงคนดังและนักการเมือง

เนเน่

โดยอาจารย์รายนี้อ้างว่าบ้านของเนเน่มีสิ่งไม่ดี และดวงวิญญาณของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วยังไม่ไปผุดไปเกิด เริ่มมีการเรียกเก็บค่าทำพิธีครั้งแรก 50,000 บาท ก่อนจะขยับเป็น 100,000 บาท โดยอ้างว่าของมันแรงต้องใช้เงินแก้ และแนะนำให้บูชาตะกรุดราคา 9,999 บาท พร้อมอ้างปาฏิหาริย์ว่าแผ่นทองจะเปลี่ยนสีตามดวง และสามารถรับเคราะห์แทนเจ้าของได้

ช่วงนั้นตนยอมรับว่ามีสภาพจิตใจอ่อนแอจากการเลิกรา จึงยอมทำตามคำแนะนำ ต่อมาทางเพื่อนและอาจารย์ชี้ว่าสายขาวไม่ทัน ต้องใช้ทางลัด ด้วยการใช้น้ำมันพรายขวดละ 100,000 บาท รวมถึงเสนอขายในราคาสูงถึง 180,000 บาท ซึ่งเธอก็ตัดสินใจบูชา โดยหวังว่าแฟนเก่าจะกลับมา

เนเน่

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่เห็นผล อาจารย์ได้เสนอพิธีเรียกจิตดึงจิตเพิ่มอีก 300,000 บาท รวมถึงค่าอัปพื้นดวงอีก 200,000 บาท และค่าดำเนินการอื่น ๆ อีกหลายรายการ นอกจากนี้ยังแนะนำให้บูชา ปั้นเหน่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นวิญญาณผู้หญิงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในราคา 330,000 บาทต่อชิ้น โดยตนก็เชื่อบูชารวม 2 ชิ้น เป็นเงิน 660,000 บาท ทั้งชักจูงให้บูชาพระปิดตาเพิ่มเติม รวมมูลค่าหลักแสนบาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสูญเงินไปกว่า 2.5 ล้านบาท แม้ยอมรับว่าไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ยอมทำเพราะต้องการให้คนรักกลับมา

เหตุการณ์นี้ทำให้เนเน่ต้องสูญเงินสะสมไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมว่า ความเชื่อและความศรัทธาหากขาดสติอาจกลายเป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสได้เสมอ

เนเน่
เนเน่

ขอขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม neyney.th

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็น “มหาราชของชาติ” ในพระราชสมัญญา “พระปิยมหาราช”  ด้วยทรงเป็นที่รักของปวงพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ด้วยทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร  และเพียรปัดเป่าแก้ไขให้ลุล่วง เปี่ยมสุข

ทรงใกล้ชิดกับประชาชน ผ่านการเสด็จประพาสไปยังท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทย เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฏรของพระองค์“สงขลา” เป็นหัวเมืองสำคัญภาคใต้เมืองหนึ่ง ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนบ่อยมาก  จากหลักฐานการบันทึก  ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสงขลามากถึง 10 ครั้ง  ทั้งก่อนขึ้นครองราชย์และหลังขึ้นครองราชย์
การเสด็จเมืองสงขลา ครั้งสำคัญ  8 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2414)  เสด็จเมืองสงขลาในเที่ยวกลับ  จากการเสด็จประพาสอินเดีย โดยพระองค์เสด็จขึ้นบกที่เมืองไทรบุรี (ปัจจุบันคือ รัฐเกดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย)  จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินตามถนนไทรบุรี (กาญจนวนิช) สู่เมืองสงขลา กล่าวได้ว่า พระองค์คือพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่เสด็จพระราชดำเนินผ่านถนนไทรบุรี  โดยได้ลงเรือพระที่นั่งเสด็จกลับสู่พระนครจากเมืองสงขลานี่เอง

ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2431) คราวที่พระองค์เสด็จประพาสแหลมมลายูทางชลมารค  ระหว่างทางเสด็จพระองค์ทรงแวะตรวจราชการ ณ เมืองและเกาะต่างๆ อาทิ เกาะเหล็ก เมืองชุมพร เกาะช่องอ่างทอง เกาะสมุย เกาะพงัน น้ำตกธารเสด็จ แหลมตะลุมพุก จนมาถึงปากอ่าวเมืองสงขลา ตลอดเส้นทางพระราชดำเนินของพระองค์ พระองค์ได้ไถ่ถามทุกข์สุขจากประชาชนอยู่ตลอด โดยการเสด็จในครั้งนี้ พระองค์ได้ทรงบันทึกเป็นจดหมายเหตุไว้ดังนี้

“…วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ เวลาเช้า 4 โมง 25 นาที ถึงปากน้ำเมืองสงขลา ทอดเรือพระที่นั่งหลังเกาะหนูห่างฝั่ง 60 เส้นเศษ หลวงวิเศษภักดีผู้ช่วยเมืองสงขลาลงมา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเรือพระที่นั่ง กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาวิเชียรคีรี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาป่วยเป็นฝีอรรคเนสันมาแต่เมืองแขก กลับมาถึงสงขลาได้ 4 วัน ถึง อนิจกรรม

…เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบก ประทับแรมที่ค่ายหลวง ที่แหลมทราย เมืองสงขลา เวลาบ่ายโมงเศษ เสด็จโดยทางชลมารคไปขึ้นท่าหน้าจวนเมืองสงขลา…”การเสด็จประพาสของพระองค์ในครั้งนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายัง วัดมัชฌิมาวาส ทะเลสาบสงขลา ปากช่องแหลมทราย ป้อมเขาแดง ป้อมค่ายม่วง เกาะยอ ช่องเขาเขียว ปากจ่า และเกาะต่างๆในทะเลสาบสงขลา จนถึงเมืองพัทลุง พระองค์ยังเสด็จขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์บนเขาตังกวนอีกด้วย

ครั้งที่ 3 (พ.ศ.2433) ครั้งนี้พระองค์เสด็จมาเฉพาะตัวเมืองสงขลา และวัดมัชฌิมาวาสเท่านั้น

ครั้งที่ 4 (พ.ศ.2439) คราวที่พระองค์เสด็จกลับจากเกาะชวา ได้เสด็จที่วัดมัชฌิมาวาส ซึ่งเป็นวัดโบราณที่พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินเยือนทุกครั้ง ที่เสด็จถึงเมืองสงขลา

ครั้งที่ 5 (พ.ศ.2441) พระองค์เสด็จขึ้นบนเขาตังกวน เพื่อประทับพักผ่อนพระอิริยาบถบนศาลาที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ทรงนมัสการเจดีย์บนยอดเขา และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประภาคารบนเขาตังกวน เมื่อปี พ.ศ.2440  อีกทั้งพระองค์ได้ประทับรถม้าพระที่นั่งถึงสวนพระยาวิเชียรคีรีที่สวนวัฒฑีวัน หรือสุสานสวนตูลในปัจจุบัน

ครั้งที่ 6 (พ.ศ.2443) พระองค์เสด็จเมืองสงขลาและวัดมัชฌิมาวาส  การเสด็จประพาสครั้งนี้  พระยาสงขลา (ชม) ได้มีการสร้างถนนรับเสด็จ ตั้งแต่บริเวณหน้าศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาในปัจจุบัน) จนถึงแหลมทราย พระองค์จึงพระราชทานนามถนนสายนี้ว่า “ถนนวิเชียรชม” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สร้าง
ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2444) พระองค์เสด็จประพาสชวาครั้งที่ 3 โดยเรือพระที่นั่งทอดสมอที่เกาะหนู พระองค์พระราชทานเงินสำหรับปฏิสังขรณ์สุเหร่า  และเสด็จไปตามถนนสายในถึงวัดมัชฌิมาวาส ผ่านวัดดอนแย้ วัดเลียบ ตลาดริมน้ำ ฯลฯ  ได้เสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรในเมืองสงขลา ณ จุดต่างๆ เมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจ ก็ลงเรือพระที่นั่งหน้าจวน และเสด็จนิวัตพระนคร

ครั้งที่ 8 (พ.ศ.2448) การประพาสครั้งนี้ พระองค์เสด็จไปถึงอำเภอสทิงพระ และเสด็จพระราชดำเนินทรงสดับปกรณ์พระศพพระยาสงขลา ทอดพระเนตรเห็นศาลเจ้าจีน และถนนตัดใหม่ระหว่างเขาตังกวน และเขาน้อย
ที่ “วัดคูเต่า” ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ยังปรากฏร่องรอยและเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับการเสด็จประพาสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ผ่าน “สะพานแขวนวัดคูเต่า” ว่า สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อายุนับร้อยปี ได้รับการบูรณะจนแล้วเสร็จโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้เกือบทั้งหมด โดยยังใช้เสาตอม่อคอสะพานเดิมทั้งสองฝั่ง เปลี่ยนเฉพาะลวดสลิง และไม้ที่เป็นทางเดินเท่านั้น

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในยุคของนายนิพนธ์ บุญญามณี ใช้งบประมาณในการบูรณะทั้งสิ้น 2 ล้านบาท หลังจากที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี และชาวบ้านได้เรียกร้องให้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าหลวง ที่ทรงให้สร้างสะพานแขวนแห่งนี้ขึ้น  เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสเมืองสงขลา ทรงล่องเรือผ่านคลองอู่ตะเภา และเห็นถึงความเดือดร้อนในการเดินทางข้ามไปมาของประชาชนทั้ง 2 ตำบล จึงให้สร้างสะพานแขวนขึ้นเพื่อความสะดวก

จากอักษรที่จารึกอยู่ที่ฐานของสะพานระบุว่า ได้เริ่มสร้าง เมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเส็ง ต่อท้ายด้วยคำภาษาอังกฤษที่เขียนว่า LONG 96 เป็นความทรงจำ และความประทับใจของชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่รับรู้กันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานว่า เป็นสะพานแขวนของ ร.5

วัดคูเต่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภาก่อนออกสู่ทะเลสาบสงขลา สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพระอุปัชฌาย์แก้วประมาณปี พ.ศ. ๒๒๙๙ ในที่ดินเป็นของนายสร้าง ซึ่งเป็นชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในตำบลคูเต่า และได้หยุดสร้างอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากพระอุปัชฌาย์แก้วมรณภาพลง

ต่อมาอุปัชฌาย์หนูได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ โดยเฉพาะพระอุโบสถซึ่งมีความกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๔ เมตร โครงสร้างก่ออิฐถือปูนและล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีเจดีย์ทั้ง ๔ มุมกำแพง องค์เจดีย์กว้างและยาวองค์ละ ๒ เมตร สูง ๗ เมตร มีซุ้มประตู ๓ ประตู  โดยที่ซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนขาว ยอดเป็นจัตุรมุขแกะลายกนก และซุ้มสีมาลายกนก หน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณพระพรหมทรงหงส์ มีลายกนก และรูปสัตว์ประกอบสวยงามวิจิตรบรรจงอย่างมาก

ในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องประวัติพระเวสสันดรชาดก เขียนโดยช่างพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งเป็นชาวบ้านในแถบนั้น

เนื่องจากที่ตั้งวัดเดิมเป็นที่ลุ่มและเป็นที่อาศัยของเต่าเป็นจำนวนมากชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “วัดสระเต่า” ต่อมามีชาวจีนเข้ามาทำมาหากินบริเวณสองฟากของคลองอู่ตะเภามากขึ้น จนบริเวณริมน้ำเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้น ประกอบกับที่ตั้งวัดเดิมทางสัญจรไม่สะดวก จึงได้ย้ายวัดมาตั้งในที่ปัจจุบันนี้  

ชาวบ้านร่วมกันขุดคูขึ้นทางทิศเหนือของวัดที่เชื่อมติดกับลำคลองอู่ตะเภา และขุดยาวไปทางทิศตะวันตก  พอให้เรือเล็กแล่นผ่านไปมาได้ในฤดูฝน ในบริเวณคูน้ำมีเต่ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียก “คูเต่า” และเรียกวัดสระเต่าเดิมว่า “วัดคูเต่า” แทน

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “พระเวสสันดร” ในโบสถ์นั้น มีเสน่ห์แบบท้องถิ่นใต้ ที่หาดูได้ยาก โดยเฉพาะการเขียนภาพตัวละคร “ชูชก” เหมือนตัวหนังตะลุง  ซึ่งพระอธิการถาวร ถาวโร เจ้าอาวาสวัดคูเต่ารูปที่ 6 เล่าว่า  จิตรกรรมเหล่านี้น่าจะวาดขึ้นในราวปี พ.ศ.2348 เป็นต้นมา (ในยุคของพระอาจารย์แก้วเจ้าอาวาสรูปที่ ๒)โดยใช้ชาวบ้านที่เป็นช่างศิลป์ในพื้นที่เป็นผู้วาดทั้งหมด  สีที่ใช้ในการระบายก็ได้มาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ รากไม้ เป็นต้น

นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่มีอายุหลายร้อยปีภายในวัด ทั้งกุฏิและศาลาต่างๆ ก็ถือเป็นมรดกตกทอดทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่า  จน ศาลาการเปรียญ (ศาลาเรียน) วัดคูเต่า ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก UNESCO ปี 2554 ที่โดดเด่นด้วยการใช้ไม้ต่อสลักแบบโบราณ หลังคาทรงมะนิลา มุงกระเบื้องดินเผา มีลายปูนปั้นที่หน้าบันด้วย  หากใครได้ไปเยือนจังหวัดสงขลา โปรดหาเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์เมืองสงขลา ที่วัดคูเต่าแห่งนี้ด้วย  เพื่อสัมผัสรอยพระยุคลบาทของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระปิยมหาราช” ของปวงชนชาวไทย.

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ในที่สุด “Golden” เพลงประกอบแอนิเมชันเรื่องดัง KPop Demon Hunters จาก Netflix ก็สามารถคว้ารางวัลใหญ่อย่าง Best Original Song จากเวทีออสการ์ 2026 ได้อย่างสวยงามแบบไม่พลิกโผ โดย “Golden” เป็นเพลง K-Pop เพลงแรกที่ได้รางวัลออสการ์ รวมถึงตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รางวัล Best Animated Feature Film ไปครองอีกด้วย เรียกได้ว่าสมมงทั้งภาพยนตร์และเพลงประกอบกันเลยทีเดียว

นอกจากสามสาวผู้ให้เสียงร้อง HUNTR/X ทั้ง EJAE, Audrey Nuna และ Rei Ami จะได้ขึ้นแสดงสดเพลง “Golden” บนเวทีออสการ์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางเหล่านักแสดงที่ร่วมกับถือแท่งไฟ สัญลักษณ์และสีสันของวงการเพลง K-Pop ด้วยกันทั้งฮอลล์แล้ว EJAE ยังได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีพร้อมกับทีมแต่งเพลง และได้กล่าวสปีชรับรางวัลสุดประทับใจเอาไว้ด้วยว่า

ตอนเด็ก ๆ ผู้คนมักล้อเลียนฉันที่ชอบ K-Pop แต่ตอนนี้ทุกคนกลับร้องเพลงของพวกเราและร้องตามเนื้อเพลงภาษาเกาหลีทั้งหมด รางวัลนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ แต่มันคือเรื่องของความเข้มแข็งและการไม่ยอมแพ้

ก่อนหน้านี้ เพลง “Golden” คว้ารางวัล Best Original Song – Motion Picture จากเวที Golden Globe Awards และรางวัล Best Song Written for Visual Media จาก Grammy Awards โดยเป็นเพลง K-Pop เพลงแรกที่ได้รับรางวัลจากทั้งสองเวทีนี้อีกด้วย นับว่าทุกพื้นที่ทั่วโลกในขณะนี้ มีแต่ “Golden” ของจริง และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายเวทีที่ “Golden” เตรียมคว้ารางวัลอีกเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปีนี้

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปักหมุดความสนุกสำหรับสายโจ๊ะบนเวทีคอนเสิร์ต “ชุมทางดาวทอง” สัปดาห์นี้ยังคงยกเวทีให้กับกลุ่มศิลปินค่ายใหญ่โฟร์เอส นำทีมโดย “หมอนทอง โฟร์เอส”, “ผักบุ้ง หิมพานติ์”, “นมสด โฟร์เอส” และ “มายมิ้นท์ โฟร์เอส” ที่แท็กทีมกันมาเสิร์ฟหลากบทเพลงที่แฟนเพลงคุ้นหู อาทิ ใครหนอจะรอคนเศร้า, เพชรร่วงในสลัม, ไอ้หนุ่มตังเก และ หนูเพิ่งรู้ ขอเชิญแฟนๆ เตรียมขยับแข้งขยับขา ร้องเล่นเต้นตามดาวเด่นสายเอ็นฯที่มารวมตัวกันแน่นเวที

ส่งท้ายปลายสัปดาห์นี้ เปิดสังเวียนประชันไมค์เดือด! กับการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งระดับมาตรฐาน GLO Miracle Music ซีซั่น 2 ที่เดินทางมาถึงรอบตัดเชือกสุดหินของ 4 สาวดาวรุ่งโชว์พลังหญิง “นิว สวิตตา” จ.อ่างทอง, “แก้มอุ่น ปฏิญญา” จ.เชียงใหม่, “โบว์ ธมลวรรณ์” จ.ชัยนาท และ “กุ๊บกิ๊บ บุญญฉัตร” จ.สตูล ที่ต้องคัดสรรเพลงเด็ด และอินเนอร์มาสู้กันผ่านบทเพลงลูกทุ่งสุดคลาสสิก อาทิเพลง น้ำตาน้องเพ็ญ, จำเสี่ยงเลี้ยงพ่อ, ตะวันลับฟ้า งานนี้มี 3 สาวที่ได้ไปต่อ และต้องมี 1 สาวที่ต้องโบกมืออำลา! .. รอลุ้นพาเพลินกับผลงานเพลงลูกทุ่งคุณภาพได้ในรายการ “ชุมทางดาวทอง” ทางช่อง 7HD กดหมายเลข 35 หรือชมผ่านออนไลน์ที่เพจเฟสบุ๊ค Ch7HD ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 26 และศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป สามารถดูย้อนหลังได้ที่ http://www.bugaboo.tv, Youtube Channel 7 Star Studio และเฟสบุ๊คแฟนเพจhttps://www.facebook.com/chumtangdaotong/ พร้อมสุขสนุกไปด้วยกันทุกที่