ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช และสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เตรียมจัดนิทรรศการศิลปะน้อมถวายอาลัย “ศิริราช – ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” (In Loving Remembrance of the Queen Mother) เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของความร่วมมือจัดนิทรรศการดังกล่าวนี้ว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะโรงพยาบาลของแผ่นดิน เรามีพันธกิจสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก
แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่พบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ดังนั้น การจัดนิทรรศการครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อระดมทุนผ่านพลังแห่งศิลปะ มาช่วยเติมเต็มโอกาสในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช”

ความร่วมมือกับสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรในครั้งนี้ ถือเป็นการหลอมรวมศาสตร์แห่งการรักษาและศาสตร์แห่งศิลปะเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย โดยรายได้ทั้งหมดจากการบริจาคจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิโรคมะเร็งฯ ทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย และการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อให้เกิดความอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านนาย ธราธิป นัทธีศรี นายกสมาคมนักศึกษาเก่า คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงรายละเอียดของงานศิลปะเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการฯ นี้ว่า นิทรรศการฯ ดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลงานภาพพระสาทิสลักษณ์และภาพสะท้อนพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวนทั้งสิ้น 93 ภาพ ซึ่งสร้างสรรค์โดยเครือข่ายศิลปิน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นครู ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจากคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงศิลปินจากหลากหลายสถาบันที่ร่วมใจกันส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านปลายพู่กัน โดยแบ่งเป็นผลงานขนาดใหญ่ (240 x 240 ซม.) จำนวน 13 ภาพ และขนาดมาตรฐาน (150 x 150 ซม.) จำนวน 80 ภาพ นอกจากเป้าหมายเพื่อน้อมถวายความอาลัยแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสะพานบุญที่ยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่สนใจและผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อรับภาพวาดดังกล่าวไปครอบครองอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก ในการดูแลสุขภาวะของพสกนิกรไทยอย่างเต็มกำลัง ได้ในวันที่ 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. – 20.00 น. ที่บริเวณโถงบริการผู้ป่วยนอก ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ทุกการบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 – 419 – 9117  – 8  (02 – 419 9117 -8) หรือ LINE ID: CA_SIRIRAJ หรือ EMAIL: CA.SIRIRAJ@GMAIL.COM

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดงาน “Chiang Mai Night Market” อย่างเป็นทางการ ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) โดยได้รับเกียรติจาก อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย พจนา ศรีศิลปนันท์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ร่วมกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

การจัดงาน Chiang Mai Night Market มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ส่งเสริมผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับถนนคนเดินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Tha Phae Remix : Chiang Mai Remake” ที่ผสมผสานศิลปะ แสง สี ดิจิทัล และเทคนิคการแสดงร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศเมืองเก่า งานศิลปวัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

เพื่อยกระดับมิติใหม่ของถนนคนเดินท่าแพในช่วงเวลากลางคืน โดยได้เพิ่มความโดดเด่นให้พื้นที่ในมิติใหม่ ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดความร่วมสมัย และมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าประทับใจแก่ผู้มาเยือน พร้อมกันนี้ยังเป็นโอกาสดีให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ได้เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว และพื้นที่รองในเมืองหลัก พร้อมสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569

Chiang Mai Night Market : ถนนคนเดินท่าแพ สถานที่จัดงาน : ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 : วันอาทิตย์ที่ 18, 25 ม.ค. 69 และ 1, 15, 22 ก.พ. 69 และ 1 มี.ค. 69ตั้งแต่ 16:00 – 22:00 น.

กิจกรรม High light “ห้ามพลาด” 

  • Landmark & Art Installation
  •  Interactive Light 
  •  Main Stage & Mini Stage
  •  Creative Space ลานสืบศิลป์
  •  โซน Workshop
  •  จุด Informationtallation

 ชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังได้ทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง ได้แก่ 

  • 18 มกราคม 2569 : Proxie 
  • 25 มกราคม 2569 : No One Else 
  • 1 กุมภาพันธ์ 2569 : Atom 
  • 15 กุมภาพันธ์ 2569 : ATLAS, Sarah Salola 
  • 22 กุมภาพันธ์ 2569 : Serious Bacon 
  • 1 มีนาคม 2569 ด้วย Season Five

บริการรถรับ-ส่ง ฟรี! ตลอดงาน  2 เส้นทาง  
1. One Nimman – ตลาดช้างเผือก – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ – วัดพระสิงห์มหาวรวิหาร 
2. ข่วงประตูท่าแพ – วัดศรีดอนไชย – ตลาดประตูเชียงใหม่ – วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน

  • ร่วมจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการภายในงาน ครบทุก 200 บาท จะได้รับคูปองใช้เป็นส่วนลดสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร สปา เป็นต้น ณ จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน
  • ร่วมสนุกกับกิจกรรม Passport Check In ประทับตราที่จุด Landmark และ Installation ครบ 11 จุดภายในงาน “รับทันที” ของที่ระลึก ณ จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน
  • ร่วมกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ ของที่ระลึกสุดเก๋ที่มีชิ้นเดียวในโลก!  #ฟรี จำกัดวันละ 8 รอบ (รอบละ 15 คน / 40 นาที) เริ่ม 16:00 น. เป็นต้นไป

หมายเหตุ

  • 8 ก.พ. 69 : งดทุกกิจกรรม/การแสดง ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ)

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคโลกล้านปี  เหล่าไดโนเสาร์ครองแผ่นดินบนบกของทั้งโลก  พวกมันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารและแข็งแรง  กินพืชหรือสัตว์เป็นอาหารในยุคนั้นมีเต่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเดียวกับไดโนเสาร์ เต่าเป็นสัตว์ไม่แข็งแรงนักแต่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ  กินผักบุ้งและใบไม้เป็นอาหาร

วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภูเขาไฟเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เถ้าถ่านและหินละลายลาวาพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า แสงแดดถูกบดบัง อากาศหายใจยาก แผ่นดินร้อนเป็นไฟ  พืชและสัตว์ที่เป็นอาหารขาดแคลน   ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายลงจำนวนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

เต่าและไดโนเสาร์เป็นสัตว์ร่วมสมัย ของโลกล้านปี 

แต่เต่าผู้ชาญฉลาดได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์นี้แล้ว มันรู้ว่าการอยู่ในป่าบนบกต่อไปนั้นมีอันตรายมาก  มันจึงมุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้เคียง และดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยการอาศัยหลบภัยอยู่ใต้น้ำ

เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ร้ายแรงสงบลง โลกกลับสู่สภาวะปกติ ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ซากฟอสซิลเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต แต่เต่ายังสืบพันธุ์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน                  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดได้ แต่การปรับตัวอ่อนตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปต่างหาก คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด”

ข้อคิด   :  เต่าล้านปีไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  เมื่อหาอาหารบนบกกินไม่ได้ ก็หนีไปกินอาหารเช่นสาหร่ายในน้ำ

อาทร  จันทวิมล

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม ปิดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ”

นางสาวแสงระวี จงศิริกุล ประธานมูลนิธิฟอร์เวิร์ด เปิดเผยว่า “สถานการณ์ความเหงาในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียคู่ครอง เพื่อน บทบาททางสังคมจากการเกษียณ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น เมื่อย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ลูกหลานไปทำงานไกล และข้อจำกัดทางกายภาพ เศรษฐกิจ เช่น การเดินทาง สุขภาพไม่ดี ปัญหาการเงิน ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งกาย อาทิ โรคหัวใจ สมองเสื่อม ภูมิคุ้มกันต่ำ และทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การแยกตัวทางสังคม และความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประเทศไทยก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมครอบครัวเดี่ยวและชนบท ที่คนหนุ่มสาวอพยพเข้าเมือง ทั้งนี้ ความเหงาสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบกับความเหงามากกว่า ทั้งนี้มีการศึกษาในบางชิ้นรายงานว่า 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีประสบกับความเหงา (Holt-Lunstad et al. 2015) ในขณะที่งานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดความเหงาอาจสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางสภาวะ (Molas-Tuneu et al. 2023) ซึ่งอาจ เป็นผลมาจากภาวะสุขภาพเรื้อรังหรือเฉียบพลันหลายประการในผู้สูงอายุ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัย เช่น การอยู่บ้านพักคนชรา สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชน ผู้เกษียณอายุ การอาศัยอยู่ที่บ้านในฐานะสมาชิกชุมชน เป็นต้น

ทางมูลนิธิฟอร์เวิร์ด จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะมีการจัดอบรม 1 วัน ผู้ร่วมกิจกรรมจาก 4 เขต ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง เขตดินแดง เขตราชเทวี โดยมีเนื้อหาในการให้ความรู้ในการดูแลสมองด้วยการออกกำลังกายง่าย ๆ การจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ ได้ระลึกถึงความภาคภูมิใจในชีวิตผ่านงานศิลปะ ด้วยการวาดภาพที่เกี่ยวเนื่องกับความภาคภูมิใจ ในชีวิต และนำกระเป๋าผ้า กลับไปเป็นของที่ระลึกถึงความภาคภูมิใจ อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าในชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ให้ผู้สูงอายุ ในแต่ละชุมชนได้ออกแบบสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมา และถ่ายทำคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ด้วยกันเอง และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งผู้สูงอายุสามารถรับชมและมีความสุขเมื่อได้ระลึกถึงช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ มูลนิธิฟอร์เวิร์ดยังได้จัดทำคู่มือการจัดกิจกรรมรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังกลุ่มผู้สูงอายุ ในพื้นที่ต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมสร้างความสุข ลดความเหงา และความเครียดได้อีกด้วย” นางสาวแสงระวี กล่าว

งานนี้ ยังมีเวทีทอล์ก โดย รศ.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล รองคณบดี ฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยกับคนดังสามท่าน อาม่าแต๋ว – อุษา เสมคำ, ป้าเนาว์ – เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ และ อังเคิลอั๊ต – อัษฎา พานิชกุล ที่มา ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมก่อนวันนั้นจะมาถึง” ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริง มุมมองการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตัวเอง และการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างงดงาม

โครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ มีผู้สูงอายุเข้าร่วมจาก ชุมชนดินแดง ชุมชนราชเทวี ชุมชนวังทองหลาง ชุมชนบางกะปิ และผู้สมัครทางออนไลน์ ไม่น้อยกว่า 130 คน โดยได้รับผลตอบรับจากผู้สูงอายุ และผู้รับชมผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นอย่างดี

‘SOLAR+BATTERY EXPO 2026’ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

'SOLAR+BATTERY EXPO 2026' มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

‘SOLAR+BATTERY EXPO 2026’ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

ตลาดโซลาร์บูม รับแรงส่งนโยบาย–ค่าไฟพุ่ง! SOLAR+BATTERY EXPO 2026 เปิดจองพื้นที่ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจรเพื่อบ้านและโรงงาน รวมครบทุกเทคโนโลยีตั้งแต่แผง–อินเวอร์เตอร์–แบตเตอรี่–ระบบบริหารพลังงาน ใหญ่ที่สุดของปี

ปี 2569 ถูกจับตามองว่า เป็นปีที่ตลาดโซลาร์และระบบแบตเตอรี่ของไทย “เร่งตัวพร้อมกันหลายปัจจัย” จากทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนค่าไฟ ขณะที่เทคโนโลยีมีราคาคุ้มค่าขึ้น อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายพลังงานสะอาดสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ทำให้การลงทุนด้านโซลาร์และแบตเตอรี่กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของภาคธุรกิจไทย เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกาศจัดงาน “Solar & Battery Expo 2026 (SBX 2026)” งานมหกรรมโซลาร์และแบตเตอรี่ครบวงจรที่สุดเพื่อบ้านและโรงงานครั้งแรกในไทย พร้อมเปิดจองพื้นที่อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

งาน SBX 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา บนพื้นที่รวมกว่า 6,600 ตารางเมตร คาดดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 10,000 คน และผู้แสดงสินค้ากว่า 150 แบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ กลุ่มผู้เข้าชมงานกว่า 70% เป็น ‘Real Buyer’ ทั้งเจ้าของโรงงานและเจ้าของบ้านที่ต้องการซื้อและมองหาโปรโมชั่นสำหรับติดตั้งทันที ทำให้งาน SBX 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงนวัตกรรม แต่เป็น ‘Marketplace’ ที่เน้นการเจรจาธุรกิจและปิดการขายได้จริง

• รวม Ecosystem โซลาร์และแบตเตอรี่ในงานเดียว

SBX 2026 ครอบคลุมทุกเทคโนโลยีในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน งานติดตั้งและผู้รับเหมาระบบ EPC ระบบชาร์จ EV โซลูชันสมาร์ทเอนเนอร์ยี ไปจนถึงบริการทางการเงินและระบบบริหารพลังงาน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเปรียบเทียบเทคโนโลยีและพบผู้ให้บริการได้ครบในที่เดียว

นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมผู้ซื้อ–ผู้ขาย–นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย ภายใต้ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเตรียมประกาศใช้กฎหมายและมาตรฐานพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อโครงการโซลาร์ในทั้งครัวเรือน อาคาร และโรงงานอุตสาหกรรม

งานได้รับการตอบรับจากองค์กรชั้นนำเข้าร่วมงาน อาทิ EGAT,PEA, MEA, SCG และ Gunkul  พร้อมการสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมด้านพลังงานหลายแห่ง สะท้อนบทบาทของ SBX 2026 ในฐานะ “งานใหญ่ของคนไทย เพื่อพลังงานของประเทศไทย”

• จังหวะขับเคลื่อนพลังงานสะอาด สู่ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

คุณนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงความร่วมมือในการสนับสนุนการจัดงานว่า “ขณะนี้ถือเป็น ‘โอกาสทอง’ ของประเทศไทยในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ที่มุ่งผลักดันการใช้พลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันมีความพร้อมและเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. จึงยินดีร่วมสนับสนุนการจัดงาน Solar & Battery Expo 2026 และร่วมจัดเวที Forum ภายในงาน เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมอง ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโซลาร์และแบตเตอรี่ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว”

คุณวุฒิยา หนุนภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “งาน SBX2026 ถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการจริงของตลาดไทย เราตั้งใจทำให้เป็นเวทีที่รวบรวมเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อไว้ครบในที่เดียว สำหรับทั้งบ้านและโรงงาน เชื่อว่างานนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในการขยายตลาดและปิดการขายได้จริง รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจไทยได้มีเวทีของตัวเองในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายสู่ภูมิภาคด้วย Buyer Mission และ Networking ไทย–เวียดนาม–อาเซียน”

• เปิดจองพื้นที่แล้ว – SME รับเงินสนับสนุนสูงสุด 80%

ด้วยจังหวะตลาดที่กำลังขยายตัว และการตอบรับจากองค์กรขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้งาน SOLAR+BATTERY EXPO 2026 (SBX 2026) ได้รับการจับตาในฐานะหนึ่งในงานสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดปีหน้า  ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดในปีที่ดีมานด์โซลาร์–แบตเตอรี่พุ่งสูง สามารถจองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันนี้

พิเศษ! สำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย งาน SBX 2026 จับมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)สนับสนุนส่วนลดค่าใช้จ่ายในการออกบูธ 50 – 80% (มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท/ราย) 

ผู้สนใจสามารถจองพื้นที่และดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ : http://www.sbxpo.com หรือติดต่อคุณธนานนท์ สุขเกษม ผู้อำนวยการฝ่ายขาย Email: Nop@gat.co.th  M/Whatsapp: (+66) 082 475 83598 หรือ โทร: 094 337 9588  อีเมล์: Sales@gat.co.th

-(016)

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

องค์การยูนิเซฟประกาศแต่งตั้ง นายเคน เลกินส์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่ โดยนายเลกินส์มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศยาวนานกว่า 25 ปี และเคยทำงานในหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เบลีซ และสาธารณรัฐอิรัก อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมสุขภาพของเด็กและวัยรุ่น นายเลกินส์จะนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่นในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็ก มาขับเคลื่อนภารกิจของยูนิเซฟในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

นายเลกินส์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดในฐานะผู้นำด้านสาธารณสุขและการส่งเสริมสุขภาพของเด็ก ผมเคยมีโอกาสทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยมาก่อน ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยบุกเบิกแนวทางใหม่ในการรับมือกับปัญหาเอชไอวีในผู้หญิงและเด็ก ซึ่งด้วยการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย รวมถึงยูนิเซฟ ประเทศไทยสามารถบรรลุความสำเร็จอย่างโดดเด่น ทั้งในด้านการรักษาผู้หญิงและเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี และการป้องกันการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนั้น”

เขากล่าวเสริมว่า “ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำทีมยูนิเซฟสนับสนุนรัฐบาลไทยในการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน ตั้งแต่ภาวะทุพโภชนาการและความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการย้ายถิ่นฐาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่โดดเด่น พร้อมแบ่งปันให้แก่นานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การคุ้มครองทางสังคม และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ”

ก่อนเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศเบลีซ โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการใช้นวัตกรรมทางการเงิน นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดตั้งสำนักงานยูนิเซฟระดับพหุประเทศแห่งใหม่ในภูมิภาคแคริบเบียน ก่อนหน้านั้น นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ฝ่ายโครงการ ประจำประเทศอิรัก โดยบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ได้รับผล กระทบจากการพลัดถิ่น ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับบริการทางสังคมในพื้นที่

ในช่วงต้นของเส้นทางอาชีพ นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการจัดหาและจัดส่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตเด็กในประเทศเดนมาร์ก โดยบริหารระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีบทบาทสำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งช่วยให้ยูนิเซฟสามารถจัดส่งวัคซีนไปทั่วโลกได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านสุขภาพวัยรุ่น เอชไอวี และอนามัยแม่และเด็กจากการทำงานร่วมกับยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกในหลายภูมิภาคทั่วเอเชียและยุโรป รวมถึงพื้นที่ที่เผชิญสถานการณ์วิกฤต

ในฐานะผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นายเลกินส์จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ตลอดจนเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องสิทธิของเด็กทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบคุ้มครองทางสังคม การศึกษา สาธารณสุข และการคุ้มครองเด็ก และผลักดันให้เสียงของเด็กและเยาวชนได้รับการสะท้อนในนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง

นายเลกินส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยูนิเซฟเป็นพันธมิตรที่ประเทศไทยให้ความไว้วางใจมาอย่างยาวนานเกือบ 80 ปี และเราได้ร่วมกันสร้างความก้าวหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วประเทศ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้สานต่อภารกิจสำคัญนี้ และมุ่งหวังที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนชาวไทย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่เด็กทุกคนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียม โดยจะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Isan Jantra Group ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยที่มุ่งมั่นผลักดัน Soft Power สู่ระดับสากล ประกาศก้าวสำคัญแห่งปีด้วยการนำแบรนด์ “กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์” (Ging Grai by Krua Supanniga) กลับสู่จุดกำเนิด ณ สุพรรณิการ์ โฮม ขอนแก่น

การเคลื่อนทัพครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เปรียบเสมือนการ “คืนสู่เหย้า” (Grand Homecoming) เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมอาหารภายใต้ร่มเงาของ “แม่ต้นไกร” ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความอบอุ่นของครอบครัว ผสานวิถีชีวิตอันละเมียดละไมเข้ากับรสชาติอาหารไทย 5 ภาค ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและคุณภาพระดับโลก

เอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ 

การกลับมาครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ของ เอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ นักสร้างสรรค์แบรนด์ผู้มีประสบการณ์ระดับสากล โดย กิ่งไกร ถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จที่ต่อยอดมาจากความแข็งแกร่งของเครือ Isan Jantra Group ซึ่งเป็นการรวมพลังของแบรนด์ร้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Somtum Der (ส้มตำเด้อ) ผู้ปฏิวัติวงการอาหารอีสานจนคว้า 1 ดาวมิชลิน (New York) รางวัล Bib Gourmand ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ รวมถึง Michelin Plates ในไทย พร้อมการขยายสาขาไปทั่วโลกทั้งอเมริกา เวียดนาม ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น

อีกทั้ง ยังมี Somtum Zapp (ส้มตำแซ่บ) แบรนด์ดาวรุ่งที่เพิ่งคว้ารางวัล Best of Vietnam 2025 และ Krua Supanniga by Khun Yai Somsie (ครัวสุพรรณิการ์) ตำนานอาหารตะวันออก 150 ปี จากจังหวัดตราด ที่ได้รับการรับรองจาก Michelin Guide อย่างต่อเนื่องในปี 2023, 2024 และ 2025 และ ล่าสุด 2026 ตลอดจนได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานรสชาติความเป็นไทยแท้ที่สมบูรณ์แบบ

ในส่วนของประสบการณ์แห่งรสชาติ กิ่งไกร นำเสนอแนวคิดอาหารไทยพื้นบ้าน 5 ภาค (Thai Regional Home-Cooked Cuisine) ที่คัดสรรวัตถุดิบส่งตรงจากแหล่งกำเนิดเพื่อรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม เริ่มต้นที่ ภาคตะวันออก ซึ่งสืบสานตำนานรสมือคุณยายสมศรี ด้วยเมนู หมูชะมวง ที่ใช้สันคอหมูคัดพิเศษเคี่ยวไฟอ่อนนานกว่า 4 ชั่วโมงกับใบชะมวงย่างไฟจนเปื่อยนุ่มได้รสเปรี้ยวอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ เสิร์ฟเคียงคู่กับ แกงป่าเนื้อปลากรายสับถั่วฝักยาว รสจัดจ้านหอมเครื่องแกงป่า และ ข้าวเกรียบน้ำจิ้มกุ้ง (ไส้หมูยอหมูสับ) เมนูของว่างหารับประทานยาก

ถัดมาที่ ภาคกลาง นำเสนอความประณีตซับซ้อนผ่านเมนูไทยโบราณอย่าง ขนมจีนซาวน้ำ ที่สดชื่นด้วยเครื่องเคียงสับปะรดและกุ้งแห้งป่น รวมถึงเมนูทานง่ายแต่อร่อยล้ำอย่าง แกงจืดเต้าหู้หมูบะช่อ ซดร้อนๆ คล่องคอ และ กุ้งกระเทียมผัดไข่เค็ม ที่มอบความหอมมันนัวจากไข่เค็มเคลือบตัวกุ้งสดเนื้อเด้ง

สำหรับความจัดจ้านของ ภาคอีสาน ได้รับการการันตีความแซ่บโดยทีมผู้สร้างส้มตำเด้อ นำเสนอ ก้อยกุ้งอีสาน สดใหม่คลุกเคล้าสมุนไพร ไก่อบสมุนไพรกิ่งไกร หอมเครื่องเทศหมักเข้าเนื้อ และ ต้มสะโพกไก่ใบมะขามอ่อน รสเปรี้ยวกลมกล่อมซดคล่องคอ

ขณะที่ ภาคเหนือ นำเสนอกลิ่นอายล้านนาจากสาขาต้นกำเนิดที่เชียงใหม่ ผ่านเมนูพื้นเมืองอย่าง ลาบเหนือ ที่หอมเครื่องเทศเป็นเอกลักษณ์ แอ๊บปลา เนื้อปลาเคล้าเครื่องแกงย่างใบตองหอมกรุ่น และ แหนมหมกไข่ รสนวลลิ้น ปิดท้ายด้วยความร้อนแรงของ ภาคใต้ กับสูตรที่ทางร้านพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ (Developed Recipes) อาทิ แกงเหลืองปลากะพง รสเข้มข้นจัดจ้าน แกงคั่วซี่โครงหมูข่าอ่อน ที่ผสานความเผ็ดร้อนกับความหอมของข่าอ่อนอย่างลงตัว และ คั่วกลิ้งหมู ที่คั่วจนแห้งหอมสมุนไพรใต้ถึงเครื่อง

นอกเหนือจากรสชาติที่ลึกซึ้ง กิ่งไกร ยังมุ่งมั่นสร้างสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตที่งดงามผ่านแนวคิด Art of Living & “Thorr (ทอ) โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง “ที” (Te) และ “ทอ” (Thorr) นำศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านอย่าง การทอเสื่อกก และผลิตภัณฑ์ Handcrafted จากหมู่บ้านต่างๆ ทั่วไทย มาใช้ในการตกแต่งร้านและโต๊ะอาหาร เพื่อสะท้อนความประณีตบรรจงของวิถีชีวิตชาวอีสาน ผสานกับการเสิร์ฟ ชาเบลนด์สูตรพิเศษ (Special Blended Teas) ที่รังสรรค์มาเพื่อจับคู่กับอาหาร 5 ภาค และขนมหวานไทยแต่ละจานได้อย่างลงตัว

ด้วยรากฐานประสบการณ์ที่มั่นคงและความพร้อมในการบริหารจัดการร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ Isan Jantra Group มีแผนการขยายตลาดสู่สากลอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสสำหรับผู้สนใจร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในรูปแบบ Master Franchising เพื่อร่วมกันนำรสชาติไทยแท้และวัฒนธรรมการกินที่งดงามไปเผยแพร่สู่ผู้คนทั่วโลก

สัมผัสการกลับมาของตำนานอาหารไทย 5 ภาค ในบรรยากาศ “คืนสู่เหย้า” ที่ “กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์”  ณ สุพรรณิการ์ โฮม ขอนแก่น  จังหวัดขอนแก่น

ครั้งแรกของโลกที่ไทย! KANEBO เผยโฉมแป้งผสมรองพื้น ‘MELTY FEEL WEAR II’

ครั้งแรกของโลกที่ไทย! KANEBO เผยโฉมแป้งผสมรองพื้น ‘MELTY FEEL WEAR II’

ครั้งแรกของโลกที่ไทย! KANEBO เผยโฉมแป้งผสมรองพื้น ‘MELTY FEEL WEAR II’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วงการบิวตี้เมืองไทยสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง เมื่อ KANEBO (คาเนโบ)  แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกในการเปิดตัว  “KANEBO MELTY FEEL WEAR II” แป้งผสมรองพื้นรุ่นใหม่ล่าสุด ก่อนการวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเผยโฉมนวัตกรรมงานผิวที่ทั่วโลกจับตามอง แต่ยังสะท้อนความสำเร็จของ KANEBO ในประเทศไทย ที่สามารถครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในกลุ่มแป้งผสมรองพื้นเคาน์เตอร์แบรนด์ อ้างอิงข้อมูลจาก Beauté Research สถาบันวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ความงามระดับสากล

งานเปิดตัว “The World’s First Launch of KANEBO MELTY FEEL WEAR II” จัดขึ้นที่ Central Court ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พื้นที่จัดงานถูกออกแบบภายใต้ภาพลักษณ์ “I HOPE KANEBO” ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องความหวัง ความมั่นใจ และการเป็นตัวเองอย่างแท้จริง พร้อมโซนทดลองผลิตภัณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเนื้อสัมผัสและเทคโนโลยีของ MELTY FEEL WEAR II อย่างใกล้ชิด โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ชินซุเกะ มาไก และ ฟูมิกะ ทากาตะ มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดและเบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์

มร. อัตสึชิ ซูมิโนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า KANEBO คือแบรนด์ที่เชื่อในศักยภาพและความงามเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ภายใต้แนวคิด “I HOPE” และการเลือกประเทศไทยเป็นเวทีระดับโลกในการเปิดตัว KANEBO MELTY FEEL WEAR II เป็นที่แรกก่อนประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของตลาดประเทศไทย รวมถึงความเชื่อมั่นที่แบรนด์มีต่อผู้บริโภคชาวไทย พร้อมกล่าวเสริมว่า KANEBO สามารถครองตำแหน่ง No.1 Sales in Thailand* ในกลุ่มแป้งผสมรองพื้นเคาน์เตอร์แบรนด์ จากข้อมูล Beauté Research ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการรับฟังเสียงผู้บริโภคและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในเอเชียอย่างแท้จริง

ด้าน ปิยฉัตร ขยันการ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และการตลาด บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แรงบันดาลใจของ MELTY FEEL WEAR II คือการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของแป้งผสมรองพื้นที่มักต้องเลือกระหว่างความบางเบากับการปกปิด โดยผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “เบาสบายอย่างแท้จริง แต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ” เพื่อมอบงานผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ สบายผิว แต่ยังคงความเรียบเนียนและมั่นใจโดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังแต่งหน้า

หัวใจสำคัญของ MELTY FEEL WEAR II คือ Advanced Dual Gel Coating Technology เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ KANEBO ที่เคลือบอณูแป้งทุกเม็ดด้วยเจลกึ่งโปร่งแสง ช่วยให้เนื้อแป้งแนบผิวอย่างสม่ำเสมอ ลดความเป็นคราบ และให้ฟินิชที่ดูเรียบเนียนเป็นผิวจริง แม้มีการทาซ้ำหลายชั้น ผสานกับ Light Diffusion Technology ที่ช่วยกระจายแสงอย่างกลมกลืนผ่านชั้นเจล ทำให้รูขุมขนและผิวไม่เรียบดูเบลออย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมด้วย New Oil-control Silky Powder ที่ช่วยดูดซับความมันและเหงื่อได้อย่างสมดุล เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย โดยยังคงความสดใสและสบายผิวตลอดวัน นอกจากนี้ การพัฒนา MELTY FEEL WEAR II ยังสะท้อนถึงการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จริงของผู้บริโภคชาวไทย ทั้งในด้านสภาพผิว สภาพอากาศ และไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง และมอบงานผิวที่ดูเป็นธรรมชาติและมั่นใจได้ตลอดวัน

KANEBO MELTY FEEL WEAR II มาพร้อม 5R Nuance Color และ 10 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนผิว ได้แก่ Lavender, Petal, Rose, Shell, Vanilla, Linen, Cinnamon, Ivory, Sand และ Amber เพื่อให้ทุกคนสามารถค้นพบเฉดสีที่กลมกลืนกับผิวของตนเองได้อย่างแท้จริง วางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ KANEBO ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน ทุกสาขา

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารที่ถูกทิ้งโดยไม่จำเป็นเป็นจำนวนมหาศาล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมดที่ผลิตขึ้นถูกทิ้งหรือสูญเสีย ทั้งที่หลายส่วนยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แนวคิด “อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food)” จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อลดการสูญเสียอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Upcycled food คือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากวัตถุดิบซึ่งเหลือจากกระบวนการผลิต การแปรรูป หรือการค้าปลีกอาหาร ที่ปกติแล้วอาจถูกทิ้งไป แต่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลด “food waste” แต่ยังตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Upcycled food

  1. กากผลไม้และผักจากการคั้นน้ำเพื่อผลิตน้ำผลไม้ → ทำเป็นคุกกี้ แครกเกอร์ ขนมอบ หรือผงเสริมใยอาหาร
  2. กากถั่วเหลืองจากการทำนมถั่วเหลือง → ใช้ทำขนม เบอร์เกอร์โปรตีนพืช หรืออาหารสัตว์
  3. ขนมปังเหลือจากร้านเบเกอรี → นำมาผลิตเบียร์คราฟต์ หรือขนมอบชนิดใหม่
  4. กากกาแฟ → ใช้ผสมในช็อกโกแลต หรือสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ
  5. เปลือกผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย มะม่วง หรือผัก → แปรรูปเป็นแยม ผงชงดื่ม ผงปรุงรส เครื่องดื่มไฟเบอร์สูง หรือสกัดสารฟลาโวนอยด์
  6. เศษธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเบียร์ → นำมาทำแป้งหรือซีเรียล

แนวคิดนี้ต่างจากการ “นำของเหลือมาปรุงกินใหม่” เพราะ upcycled food จะผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณค่า และช่วยลดของเสียในระบบอาหาร

ประโยชน์ของ Upcycled food

  1. ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม – ช่วยลดการทิ้งวัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ลดปริมาณขยะอินทรีย์และก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายของอาหาร
  2. เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ – วัตถุดิบบางส่วน เช่น กากผัก ผลไม้ หรือเปลือกธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีสูง
  3. สร้างมูลค่าเพิ่ม – เปลี่ยนของเหลือจากอุตสาหกรรมอาหารให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
  4. ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ – ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกอาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ “ดีต่อสุขภาพและโลก”

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และโครงการในประเทศไทย

แม้ “ผลิตภัณฑ์ upcycled” แบบที่จับต้องได้อาจยังไม่แพร่หลายมากนักในตลาดไทย แต่มีงานวิจัยและโครงการที่แสดงให้เห็นศักยภาพของการนำวัตถุดิบเหลือใช้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ได้แก่

1. Cello-gum จากเศษ Nata de Coco ทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนา Cello-gum จากเศษมะพร้าวเจลลี่ (biowaste) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบและลดขยะจากการผลิต Nata de Coco

2. โครงการ Dole “Ugly Fruit Upcycling” บริษัท Dole Thailand นำผลไม้รูปร่างไม่สวยงามซึ่งมักถูกคัดทิ้ง มาผลิตเป็นสินค้าแปรรูปและส่วนประกอบอาหาร โดยตั้งเป้าว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผลไม้ลักษณะนี้จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ (upcycled)

3. Jani – ใช้ใบมันสำปะหลังเหลือใช้ผลิตอาหาร Plant-based แบรนด์ Jani จาก Fourth Cultured Food Group ใช้ใบมันสำปะหลังซึ่งปกติถูกทิ้ง เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร plant-based พร้อมรับประทาน (ready-to-eat) เพื่อคืนคุณค่ากลับสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน

แนวโน้มในอนาคต

ตลาดผลิตภัณฑ์ Upcycled food มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยในต่างประเทศเริ่มมี ตรารับรอง (Upcycled Certified™) เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่ช่วยลดการสูญเสียอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่หันมาใช้แนวทางนี้มากขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Upcycled Certified™

1. Cacao Barry®’s WholeFruit Chocolate ช็อกโกแลตที่ใช้ผลจากต้นโกโก้ทั้งหมด ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป เช่น เปลือกและเยื่อหุ้มเมล็ด เพื่อผลิตเป็นช็อกโกแลตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

2. ReGrained SuperGrain+Ò ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากกากมอลต์บาร์เลย์ (spent grains) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตเบียร์ นำมาผสมเป็นแป้งเพื่อทำขนมขบเคี้ยวที่มีไฟเบอร์สูง 

3. Kazoo Snacks ขนมขบเคี้ยวประเภททอร์ติญาชิพที่ใช้กากข้าวโพด (corn germ) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตแป้งข้าวโพด นำมาผสมเป็นส่วนผสมหลักของขนมขบเคี้ยว

4. Just Date Organic Date Sugar น้ำตาลจากผลอินทผลัมที่มีลักษณะไม่สวยงามหรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นน้ำตาลอินทรีย์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 

5. Spudsy มันฝรั่งทอดกรอบที่ทำจากมันฝรั่งที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์หรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ 

โดยสรุป อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั้งช่วย บำรุงสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตและอนาคตของโลก การเลือกซื้อหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงไม่เพียงเป็นการดูแลตัวเอง แต่ยังเป็นการช่วยโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

ชวนคืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ชวนร่วมทำบุญรับปีใหม่ช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 21 มกราคม 2696

คุณแหน: 21 มกราคม 2696

คุณแหน: 21 มกราคม 2696

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช พร้อมคณะ จะไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย 28 ม.ค. 09.00-13.00 น. …

ll ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีออกรางวัล สลากกาชาด การกุศล ประจำปี 2569 เพื่อหารายได้ สนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัด ร้อยเอ็ด ตามพันธกิจของสภากาชาดไทย…

ll ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภา เภสัชกรรม แจ้งสภาเภสัชกรรมมีมติ ให้การรับรอง คณะเภสัชศาสตร์เพิ่มเติม ในปีการศึกษา 2569 อีก 2 แห่ง คือ ม.เกษตรศาสตร์ และ ม.ปทุมธานี..

ll ข่าวน่ายินดีของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศรีราชา ม.เกษตรฯ ศรีราชา ที่ได้รับรางวัล ระดับเอเชีย Asia Automotive Awards 2025 สาขา Automotive Talent Development Excellence Awards งานนี้ ต้องปรบมือรัวๆ ให้ รศ.ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง, รศ.ดร.ณัฐพล จันทร์ พาณิชย์, ผศ.ดร.ประสิทธิชัย ณรงค์เลิศฤทธิ์ และทีมงาน…

ll ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) แนะช่วงนี้หากซื้อ ทรัพย์กับทาง BAM จะจัดหาผู้เช่าให้ ทำให้ ไม่ต้องเสียส่วนต่าง หรือ ค่าคอมมิชชั่น หรือต้องจัดหาผู้เช่าเอง โดยจากการสำรวจ พบว่ามีกลุ่มผู้ซื้ออสังหาฯ เพื่อการลงทุน อยู่ประมาณ 7 หมื่นราย จึงถือเป็นรูปแบบ ที่จะเข้ามาช่วยระบายทรัพย์…

ll เพื่อนๆ Digital CEO#5 ยินดีกับ ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ที่ได้เป็น กรรมการผู้จัดการ คนใหม่ ของ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX..ll ดร.ซิวซี แซ่ตั้ง และครอบครัววิทูรปกรณ์ บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารกายวิภาคฯ สถาบัน การแพทย์จักรีนฤบดินทร์ รับมอบโดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์… ll มิตรสหายร่วมยินดีกับ วรวัชร ตันตรานนท์ ที่ได้รับพระราชทาน ปริญญา บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ม.เชียงใหม่…

ll แม้มีภารกิจมาก ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธาน บจ.จีไอเอส ได้จัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร DJS#3 ตามคำเชิญของ วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ …

ll นันทภรณ์ อังศุกุลธร วันเกิดปีนี้ทำบุญกับ ช่วยเด็กพิการของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อ การพัฒนาคนพิการ ตอนเย็นนี้กลับไป รับทานข้าวและกราบขอพรจากคุณพ่อ คุณแม่…

ll รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ยินดีกับ ด.ช.ปรินทร์ เลิศสิริสิน นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ป.5/10) ที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันหุ่นยนต์ รายการ Robot Soccer Primary Cup 2026 ในงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2569 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและ วิทยุบังคับ…

ll ดร.นิพนธ์ นาชิน ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด และ ดร.สันติสุข ลิ้มปีติเจริญโชติ ไปพูดคุยเรื่อง โอกาสของแรงงานไทย ในยุค AI ติดตามชมได้ที่ https:// youtu.be/h3Mx7KoP1-E?si=44zgo TMH4kPKuFtJ… ll

น้องใหม่