‘อธิบดีกรมการข้าว’ ระดมสมองสั่งปัดฝุ่น ‘ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน’ ใหม่ ยกระดับพัฒนาข้าวและชาวนาไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ระดมสมองสั่งปัดฝุ่น 'ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน' ใหม่ ยกระดับพัฒนาข้าวและชาวนาไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ระดมสมองสั่งปัดฝุ่น ‘ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน’ ใหม่ ยกระดับพัฒนาข้าวและชาวนาไทย

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

กรมการข้าวปัดฝุ่น “ระเบียบศูนย์ข้าวชุมชน” ใหม่ ให้ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หวังพัฒนาข้าวและชาวนาไทยให้มีประสิทธิภาพและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชน

20 มกราคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะทำงานปรับปรุงระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ. 2569 โดยมีคณะทำงานตามคำสั่งกรมการข้าวที่ 648/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569  อาทิ 

นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายมงคล จันทร์ประทัด ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว นางสาวนิศานาถ เจือทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และคณะทำงาน เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้ได้มีการพิจารณาปรับปรุงระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569 ขึ้นใหม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากกรมการข้าวได้มีการศึกษาปรับปรุงและพัฒนาระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ. 2566 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยระเบียบที่จะปรับปรุงใหม่นี้ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาข้าวและชาวนาไทยให้มีความเข้มแข็งและเกิดความยั่งยืนในอาชีพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีความคล่องตัวในการดำเนินการต่างๆอีกด้วย  ซึ่งเมื่อฝ่ายเลขานุการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วกรมการข้าวจะประกาศบังคับใช้ต่อไป

-(016)

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี ที่นี่ดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

“ปัจจุบันทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกกาแฟ ชา บ๊วย อาโวคาโด ควบคู่กับการทำนาขั้นบันได หลังจากที่มีโครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดอยม่อนล้าน ตำบลป่าตุ้ม อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในโครงการ ได้เรียนรู้การทำการเกษตรแบบผสมผสานที่ถูกต้อง จึงนำความรู้ไปทำในพื้นที่แปลงเกษตรของตนเอง” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เกษตรกรบ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้กับคณะในการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วยนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.

นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการปลูกไม้ผลและพืชผักเมืองหนาว ตลอดถึงการปลูกข้าวแบบนาขั้นบันไดในพื้นที่เดียวกันและหมุนเวียนการปลูกพืชตามวงรอบฤดูกาลแทนการทำไร่เลื่อนลอยที่ต้องเปลี่ยนพื้นที่ทุกๆ ปี ซึ่งจะต้องตัดต้นไม้แล้วเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกพืชไร่และต้องใช้พื้นที่ปลูกจำนวนมาก  จึงทำให้เกิดภูเขาหัวโล้นแต่เมื่อปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบหลากหลายชนิดและต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันตลอดทั้งปี มีการปรับปรุงบำรุงดินอยู่เสมอ รวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟในร่มไม้ทำพื้นที่มีความชุ่มชื้นขึ้น ผลผลิตพืชต่างๆ ก็มีคุณภาพได้ราคา พื้นที่เพียง 10 ไร่ มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 300,000 กว่าบาทต่อปี เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่มีโครงการซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่าเดิมแต่มีรายได้มากกว่า เนื่องจากปลูกพืชหลายชนิด ผลผลิตชนิดใดราคาตกก็มีชนิดอื่นเข้ามาทดแทน ต่างกับการทำไร่เลื่อนลอยที่ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว ปีใดราคาตกก็จะขาดทุน เมื่อก่อนเก็บเงินทั้งปีได้ไม่กี่พันบาท หลังจากทำเกษตรแบบผสมผสานใช้พื้นที่น้อยแต่ผลผลิตดี ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้น ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน  มีรายได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและมีเหลือเก็บอีกด้วย

“แม้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะจากพวกเราไปแล้ว แต่พวกเราก็ยังรู้สึกตื้นตันใจ และระลึกถึงท่านเสมอว่าครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ มาในพื้นที่แห่งนี้ มาสร้างความเจริญให้พวกเรา พระราชทานความรู้แก่พวกเรา ให้โอกาสในการทำกิน ทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราจะไม่ลืมสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้แก่พวกเรา และจะระลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ กล่าว
 
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรดอยม่อนล้าน ซึ่งเป็นยอดเขาสูง พื้นที่บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพบว่า มีชุมชนชาวเขาเผ่าอาข่าตั้งถิ่นฐานมาช้านาน เลี้ยงชีพโดยการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น เป็นเหตุให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของลุ่มน้ำแม่งัด สาขาของลุ่มน้ำปิงตอนบน ถูกทำลายกลายสภาพเป็นเขาหัวโล้น ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวเชียงใหม่ ตลอดจนปัญหาความยากจน สุขอนามัยของชาวบ้าน แรงงานทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในเมือง จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้านขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยโครงการฯ ได้ส่งเสริมการปลูกกาแฟ บ๊วย พลับ หม่อน พืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมงานศิลปาชีพ นอกจากนี้ยังมีการจ้างงานภายในสถานีฯ ทำให้ราษฎรมีรายได้ประจำ นอกจากนี้ยังมีความรู้ในการทำการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานโครงการของคณะเมื่อวันก่อน พบว่าโครงการได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า การฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำ การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเผ่าอาข่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอีกด้วย
  
สำหรับในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจัดทำแปลงตัวอย่างถาวรเพื่อศึกษาความหลากหลายทางระบบนิเวศ ส่งเสริมการทำระบบวนเกษตรให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ซ่อมแซมระบบกระจายน้ำ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จัดทำบ่อพักน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อพวง) ก่อสร้างถังเก็บน้ำ และก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบคอกหมู ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อไป

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ดร.จำนงค์ อัศวเรืองชัย ประธานบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัดและกาญจนา อัศวเรืองชัย  เป็นประธานมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว ต.แม่ก๊า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากมอบทุนการศึกษาแล้ว ดร.จำนงค์และกาญจนา  ยังบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน  สร้างโรงอาหาร ปรับปรุงและสร้างสนามกีฬาโรงเรียน  บริจาครถตู้สำหรับใช้ในกิจการโรงเรียน จัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และยังสนับสนุนโรงเรียนในด้านอื่นๆอีกจำนวนมาก เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน  โดยมีคุณ พิชญาภัค โนลา  ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบ “สีตราพัด” นวัตกรรมใหม่สีน้ำกันยุง ภายใต้ แบรนด์แรกของประเทศไทย ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัด ที่ใช้ป้องกันยุงได้ยาวนานถึง 70 เดือน ภายใต้การรับรองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)  มอบให้กับโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน  ตชด.อนุสรณ์   ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียง ใหม่  โดยมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปทาสีอาคารเรียนโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี2518 และมีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนตชด.   ชื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่  107  จนกระทั่งในปี  2541  กก.  ตชด. ที่  33  ได้มอบโอนโรงเรียนให้แก่สำนักงานการประถมศึกษา  จังหวัดเชียงใหม่  และใช้ชื่อใหม่ว่า    “โรงเรียนบ้านแม่จะค่าน   ปัจจุบันมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

-(016)

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเดิมศักราชปี 2569 ด้วยการนำร่องเปิดเส้นทาง “นครศรีธรรมราช” เมืองรองที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ภายใต้แคมเปญ “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ทริปนี้จะเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของการไหว้พระทำบุญ ให้กลายเป็นการผจญภัยสู่ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชุมชนที่ยังบริสุทธิ์แบบ UNSEEN ตอบโจทย์นักเดินทางทุกสไตล์ให้ได้อิ่มเอมใจตลอด 3 วัน 2 คืน

โดยได้รับเกียรติจาก วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้ประกอบการและสื่อมวลชน ลงพื้นที่ทดสอบศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มุ่งผลักดันให้ “นครศรีฯ” เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ผจญภัยถ้ำน้ำลอด: ประตูสู่ความอลังการสองจังหวัด

จุดเริ่มต้นความตื่นเต้นอยู่ที่ มีนาคาเฟ่ แคมป์ปิ้ง อ.ทุ่งสง คาเฟ่ร่มรื่นที่เป็นมากกว่าที่พักกาย แต่เป็นประตูสู่กิจกรรมท้าทายอะดรีนาลีน ทั้งการขับ ATV ชมป่า หรือทานอาหารมื้อพิเศษริมน้ำตก

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือการ “พายคายัคลอดถ้ำ” สำรวจเส้นทางธรรมชาติที่เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราชและตรัง ตลอดเส้นทางพายเรือลำน้อย คุณจะได้ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและความงามของหินงอกหินย้อย เมื่อเข้าสู่ “ถ้ำน้ำลอด” อุโมงค์หินปูนยาว 400 เมตร แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านเพดานถ้ำลงมาเป็นช่วงๆ สร้างภาพจินตนาการที่สะกดสายตา จนแม้แต่ผู้กำกับฮอลลีวูดยังเคยให้ความสนใจ

Best Time: แนะนำช่วง 11.00 – 12.00 น. ซึ่งลำแสงจะส่องลงมาเป็นประกายงดงามที่สุด โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม-เมษายน

วิหารทรงเทริดมโนราห์: หนึ่งเดียวในโลกที่วัดก้างปลา

เอาใจสายบุญและคนที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมแดนใต้ ณ “วัดก้างปลา” อ.ทุ่งสง จุดเด่นคือ “วิหารทรงเทริดมโนราห์” UNSEEN หนึ่งเดียวในใลก มีหลังคาจำลองรูปชฎามโนราห์ทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณอายุกว่า 700 ปี ที่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธา นับเป็นสถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งแดนใต้ถูกหลอมรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว

สายมูไม่ควรพลาดการขอพร “แม่แก่” เทพผู้คุ้มครองเหล่าศิลปิน และ “หลวงพ่อแก่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองทุ่งสงเพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย รวมถึงการขอโชคลาภจาก “ตาพรานบุญ” ตัวละครเอกที่ชาวใต้ให้ความเคารพนับถือ ณ หน้าวิหารที่มีรูปปั้นมโนราห์ร่ายรำ 12 ท่าอันวิจิตร

บวรนคร: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านโบราณคดีครัวเรือน

สัมผัสกลิ่นอายอดีต ณ ตึกยาวบวรนคร อาคารเก่าแก่กว่า 120 ปี ที่เคยทำหน้าที่มาแล้วหลากบทบาท ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงเตี๊ยม โรงเรียน ไปจนถึงโรงยาฝิ่น ปัจจุบันถูกดูแลโดยตระกูลพงษ์พานิช นพ.บัญชา พงษ์พานิช ที่นี่คุณจะได้สวมบทนักสืบประวัติศาสตร์ผ่าน “โบราณคดีครัวเรือน” ชมข้าวของเครื่องใช้ล้ำค่าและนิทรรศการที่บอกเล่าวิถีชีวิตชาวเมืองคอนในอดีต

บวรนคร เป็นตึก 2 ชั้น ด้านล่างเป็นแกลเลอรี่สำหรับจัดนิทรรศการ มีโซนห้องสมุด และจุดจำหน่ายของที่ระลึก ส่วนชั้นที่ 2 เป็นห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีต รวมถึงของสะสมล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปโบราณ รูปปั้น รูปหล่อ ฯลฯ ก่อนกลับอย่าลืมแวะจิบชากาแฟ ที่ Cafe De Kigor ซิกเนเจอร์ของที่นี่คือเมนูช็อกโกแลตจากนครฯ กระซิบว่าขนมไทยที่จัดไว้ให้ทานคู่กับเครื่องดื่มอร่อยมาก เป็นอีกหนึ่งอันซีนที่เชื่อว่าคนที่ได้มาเยือนต้องประทับใจแน่นอน

สปาโคลนธรรมชาติ: วิถีบริสุทธิ์ ณ บ้านแหลมโฮมสเตย์

วันที่สองเราเดินทางสู่ อ.ท่าศาลา สัมผัสไออุ่นจากชาวประมงที่ บ้านแหลมโฮมสเตย์ ทันทีที่มาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก บังทักษิณ หมินหมัน ผู้นำชุมชนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรวบรวมชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา บริหารจัดการโดยคนในชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กิจกรรมซิกเนเจอร์คือการนั่งเรือหางยาวออกไปทำ “สปาโคลนกลางทะเล” ท่ามกลางป่าชายเลน โคลนที่นี่ละเอียดและบริสุทธิ์ผ่านการตรวจรับรองจากแล็บมหาวืยาลัยทุก 2 ปี นอกจากนี้ยังนำเอาโคลนบริสุทธิ์นี้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น สบู่, โคลนมาส์กหน้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ กระเป๋าสานใบลาน บอดี้โลชั่นจากใบโกงกาง ผ้ามัดย้อมจากใบโกงกาง รวมถึงนำใบโกงกางมาปรุงเป็นอาหารให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม มาที่นี่คุณจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสดๆ ที่หาได้ตามฤดูกาล และ “ข้าวหมักโคลน” สูตรเฉพาะของชุมชน ที่หุงด้วยดีปลาหมึก และชวนชิมขนมท้องถิ่นอย่าง “ปาดา” ทำด้วยแป้งผสมกล้วยไส้มะพร้าวผสมเครื่องแกง ทอดเหลืองกรอบ

สปาโคลนเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาก เพราะได้นั่งเรือออกไปทำสปากลางทะเล ท่ามกลางธรรมชาติ ช่วงที่น้ำลงเราสามารถลงไปทะเลโคลนได้เลย ช่วงไหนน้ำขึ้น ชาวบ้านใจดีลงไปดำน้ำควักโคลนสดๆ มาให้เราพอกตัวจนหนำใจ ความรู้สึกตอนสัมผัสโคลนเนื้อละเอียดจากท้องทะเลเป็นความผ่อนคลายที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง

ตามหาโลมาสีชมพู และความมหัศจรรย์ของเขาหินพับผ้า

ปิดท้ายความประทับใจที่อ่าวขนอม เริ่มต้นด้วยการสักการะหลวงปู่ทวด ณ เกาะนุ้ยนอก ชม “บ่อน้ำจืดกลางทะเล” ในตำนาน ก่อนจะล่องเรือชม “เขาหินพับผ้า” ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยานับล้านปีที่มีชั้นหินซ้อนกันคล้ายขนมชั้น จนได้รับฉายาว่า Pancake Rock เมืองไทย ไฮไลต์คือโขดหินรูปหัวใจ และเวทีพุ่มพวง ที่เป็นลานหินคล้ายเวที ควรเช็คระดับน้ำก่อนไป เพราะหากน้ำขึ้นสูง นอกจากจะไม่สามารถนำเรือเข้าไปจอดได้แล้ว ยังมองไม่เห็นชั้นหินที่สวยงามและชายหาดด้วย

มาถึงไฮไลต์ของทริปนี้ที่ทุกคนรอคอย คือการตามหา “โลมาสีชมพู” หรือโลมาหลังโหนก สัตว์ทะเลน่ารักที่มักออกมาทักทายนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม การมาดูโลมาสีชมดูต้องอาศัยดวงนิดๆ เรียกว่าถ้าดวงดีก็จะได้เห็นโลมาสีชมพูแบบจัดเต็ม แต่โชคร้ายก็อาจจะเห็นแค่ครีบหลัง หรือไม่เห็นเลยก็ได้ แต่ด้วยความน่ารักของน้อง ทำให้ทุกคนพร้อมจะเสี่ยง เพื่อให้ได้เห็นความน่ารักของโลมาสีชมพู เพราะน้องเป็นสัตว์ที่ฉลาดและร่าเริง โดยเฉพาะโลมาที่อ่าวขนอมเค้าจะคุ้นกับคนเรือ และไม่ค่อยกลัวที่จะว่ายน้ำเข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันแบบใกล้ชิด

วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวทิ้งท้ายว่า นครศรีธรรมราชคือเมือง “สองธรรม” คือ ธรรมะและธรรมชาติ การเปิดเส้นทาง Unseen ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเที่ยวชม แต่เป็นการเชื่อมโยงหัวใจของนักเดินทางเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนเมืองรองแห่งนี้อย่างแท้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกคนลองมาเที่ยวเมืองรองที่นครศรีธรรมราช เพื่อเปิดมุมมองกับเส้นทางใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เปิดแล้ว! ‘GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต’ ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน ‘จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน’

เปิดแล้ว! 'GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต' ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน 'จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน'

เปิดแล้ว! ‘GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต’ ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน ‘จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

GO Hotel ต้อนรับปีทอง 2569 อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัว GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ตโรงแรมแฟล็กชิปแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของแบรนด์ ภายใต้การบริหารงานโดยเซ็นทรัลพัฒนา ในคอนเซปต์ “จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน” พร้อมมอบโปรฯ สุดปังตลอดทั้งปีจากพันธมิตรที่ร่วมรายการ เมื่อจองตรงผ่าน LINE Official: @gohotel (เฉพาะแชทกับแอดมินเท่านั้น) เพื่อยกระดับทุกประสบการณ์การเดินทางให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น ด้วยที่พักสะดวกสบายใกล้สนามบินสุวรรณภูมิในราคาสุดคุ้ม บนทำเลทองแห่งลาดกระบังซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิแค่ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 10 นาที ไร้กังวลเรื่องเวลาเดินทาง 

ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบการพักผ่อนแสนสะดวกสบาย ด้วยห้องพักจำนวน 179 ห้อง ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมที่นอนและชุดเครื่องนอนนุ่มสบายระดับโรงแรม 5 ดาว เพลิดเพลินกับความบันเทิงจาก Netflix รวมถึง Wi-Fi ทั่วทุกพื้นที่ในโรงแรม ห้องฟิตเนต ห้องซักผ้า รถส่งสนามบิน และ Pet-Friendly ที่ยินดีต้อนรับเพื่อนซี้สี่ขา ด้วยห้องพักบนชั้นพิเศษ สำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดไม่เกิน 10 กิโลกรัม และเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นกับร้านอาหาร Sunny Side Up : Steak and Bar ร้านอาหารสไตล์ All Day Dining พร้อมเสิร์ฟตลอดทั้งวัน ให้บริการเมนูหลากหลาย ทั้งอาหารว่าง เซ็ตอาหารเช้า อาหารเพื่อสุขภาพ สเต็ก พาสตา อาหารจานเดียว เมนูขนมหวานที่น่าลิ้มลองอีกมากมาย และเครื่องดื่มสายชิล เติมเต็มความสุข เพิ่มความผ่อนคลาย ให้กับทุกทริปการเดินทางให้พิเศษยิ่งกว่าเดิม 

ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมยังเชื่อมต่อกับโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง ศูนย์รวมร้านอาหาร คาเฟ่  ฟิตเนส โรงหนัง และร้านค้ามากมาย ตอบโจทย์นักเดินทางที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งให้ได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้อย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้ Airport Rail Link ที่ทำให้การเดินทางสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อนก่อนหรือหลังการเดินทาง จะบินไฟลท์เช้าหรือไฟลท์ดึก ที่นี่คือคำตอบ! 

ภายในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจาก คุณภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงาน Hotel Business, คุณทิม โบดา (Tim Boda) Head of Hotel Operations, คุณจตุพร วิไลแก้ว Head of GO Hotel Operations, คุณอธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ Manager, Hotel Operations (GO Hotel) ร่วมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่

1. คุณปิยะ ดั่นคุ้ม CEO จากร้านอาหาร Sunny Side Up

2. คุณพจนา อิทธิสุขนันท์ ผู้อำนวยการงานบริหารธุรกิจคู่ค้าสัมพันธ์ บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์

3. คุณวริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต จาก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด                (มหาชน) หรือ KTC

4. คุณรัญชนก อ่องจริต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จาก บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน

5. คุณพัชรินทร์ จิรโมฬี Manager – Sponsorship and Partnership จาก Bangkok Airways 

6. คุณอรวรา เอื้อสุนทรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และพันธมิตร จาก แกร็บ ประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานมากมาย

คุณภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงาน Hotel Business กล่าวว่า “GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ถือเป็นโรงแรมแฟล็กชิปแห่งแรกของแบรนด์ GO Hotel ซึ่งเรามุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์เพื่อยกระดับที่พักเพื่อมอบความ “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และเหมาะกับทุกการเดินทาง ซึ่ง GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต อยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่า “ครบเครื่อง” ที่สุดในโซนลาดกระบัง ใกล้ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ, Airport Rail Link, ห้างสรรพสินค้า รวมถึงสามารถเป็นที่พักระหว่างการเดินทางไปสู่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือพักผ่อนกับครอบครัว ที่นี่พร้อมเป็นคำตอบให้กับทุกการเดินทาง”

GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ออกแบบอย่างโดดเด่นมีสไตล์โดยมีแรงบันดาลใจจาก “หน้าต่างเครื่องบิน” ที่บ่งบอกถึงความเป็น Airport Hotel ภายในห้องพักตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความทันสมัยในโทนสีที่ให้ความรู้สึกสบายตา ห้องพักออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นเตียงใหญ่พิเศษขนาด 6.5 ฟุต ผ้าม่านทึบแสง สมาร์ททีวีที่ติดตั้ง Netflix อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโต๊ะนั่งทำงาน รวมถึงห้องน้ำที่ติดตั้งผลิตภัณฑ์อาบน้ำคุณภาพจากแบรนด์ Let’s Relax พร้อมพื้นที่ Co-working Space สำหรับนั่งประชุมทำงาน และ Grab & GO Corner เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง

สิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ เมื่อจองห้องพัก GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

ลูกค้าที่ใช้บริการ Grab

โปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว วันที่ 15 มกราคม 2569 – 15 มีนาคม 2569 เมื่อจองรถล่วงหน้า รับส่วนลด 40% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

โปรโมชั่นวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

จองรถล่วงหน้า รับส่วนลด 30% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

GrabCar รับส่วนลด 15% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

GrabFood (เฉพาะร้านอาหารในโรบินสัน ลาดกระบัง) เมื่อรับเองหรือรับประทานที่ร้าน  รับส่วนลด 10% (สูงสุด 100 บาท) ไม่มียอดขั้นต่ำ จำกัด 80 สิทธิ์/วัน*

ลูกค้าบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ CardX/SCB : แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิต KTC : แลกรับเครดิตเงินคืน 13%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย (KBANK) : รับสิทธิพิเศษ* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ  

ลูกค้าทรู-ดีแทค : เมื่อใช้ 9 ทรูพอยท์* 19 คอยน์* กดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน รับกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบางกอกแอร์เวย์ส : เมื่อแสดงบัตรโดยสาร (Boarding Pass)* รับกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

เงื่อนไขการจองห้องพักสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต, ทรู-ดีแทค และบางกอกแอร์เวย์ส

– จองตรงผ่าน LINE Official: @gohotel (เฉพาะแชทกับแอดมินเท่านั้น)

– จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569                

*เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ติดตามข่าวสารเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษตลอดทั้งปี เช็คดีลสุดคุ้มและจองห้องพักได้ง่ายๆ ได้ที่ Website: https://letzzzgo.co/ , Line Official : @gohotel , Email: contact@letzzzgo.co , โทรศัพท์ +66 2 018 8656

#โรงแรมโกโฮเทลกรุงเทพสุวรรณภูมิแอร์พอร์ต #gohotelbangkoksuvarnabhumiairport #GoHotel #AirportHotel #SunnysideupTH #SuvarnabhumiAirport #BangkokHotel

-(016)

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย  ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกิจกรรมวิชาการ หัวข้อ “การทำงานป้องกันและมุมมองเชิงบูรณาการต่อปัญหาเอชไอวีและสุขภาพที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งานประชุม 28th Bangkok International Symposium on HIV Medicine 2026 (Post-conference) ระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาควิชาการ ภาคบริการสุขภาพ และภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง

ในโอกาสนี้ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญ ประกอบด้วยการเสวนา 2 หัวข้อ ได้แก่ “จากนโยบายสู่พื้นที่จริง: บทเรียนการทำงานด้านการป้องกันเอชไอวีในระดับชุมชนของประเทศไทย” และ “การแก้ปัญหาเอชไอวีในบริบทที่ซับซ้อน: สุขภาพจิต สังคม และการมีส่วนร่วมของทุกคน” เพื่อสะท้อนบทเรียนการทำงานด้านการป้องกันเอชไอวีในระดับพื้นที่ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของมิติสุขภาพจิต สังคม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ POWER OF ART ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานภาพวาดที่ได้รับรางวัลจากกิจกรรมส่งผลงานเข้าประกวดในหัวข้อ “สุขภาพของฉัน สิทธิของฉัน ตัวตนของฉัน (My Health. My Right. My Identity)” จัดขึ้นเนื่องในกิจกรรม Pride Month เดือนมิถุนายน 2568 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศและสิทธิทางสุขภาพ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ TREE OF CHANGE: ENDING HIV TOGETHER ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการยุติเอชไอวี โดย “ราก” สื่อถึงสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม “ลำต้น” แทนระบบบริการสุขภาพที่เข้มแข็ง และ “ใบไม้” แทนเสียงจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ให้บริการสุขภาพ นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถเลือกประเด็นที่เห็นว่าสำคัญ พร้อมแสดงความคิดเห็นและแนวทางการสนับสนุนการยุติเอชไอวี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการป้องกันเอชไอวีและสุขภาพที่เกี่ยวข้อง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในชุมชน รวมถึงประชาชนที่สนใจ อันสะท้อนถึงความสำคัญของการทำงานเชิงบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเอชไอวีอย่างยั่งยืน

อว.พร้อมลุย AI ทุกหลักสูตร ปั้นคนไทยสู่ตลาดแรงงานอินเตอร์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต

อว.พร้อมลุย AI ทุกหลักสูตร ปั้นคนไทยสู่ตลาดแรงงานอินเตอร์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต

อว.พร้อมลุย AI ทุกหลักสูตร ปั้นคนไทยสู่ตลาดแรงงานอินเตอร์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับประธานและคณะผู้แทนหอการค้าอังกฤษ–ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) ในโอกาสเข้าพบหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน ทักษะแห่งอนาคต การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการส่งเสริมความเป็นนานาชาติของระบบอุดมศึกษา และการจัดการศึกษาแบบข้ามพรมแดน (Transnational Education: TNE) ณ ห้องประชุม 3A ชั้น 3 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งยกระดับการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการจัดการเรียนการสอนบนฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI-based education) ผลักดันให้ทุกหลักสูตรบูรณาการ AI อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนาโครงงานหรือผลงานที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อเสริมทักษะเชิงลึก การคิดวิเคราะห์ และความพร้อมสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ Innovation Sandbox Initiative ซึ่งเปิดพื้นที่เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติให้สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน ร่วมทดลองและพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และรูปแบบการจัดการศึกษาใหม่ ๆ ภายใต้กรอบที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์และสังคม

ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดการศึกษาแบบข้ามพรมแดน (Transnational Education: TNE) ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและสถาบันการศึกษาจากสหราชอาณาจักร โดยคำนึงถึงกรอบนโยบายและมติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนการขยายพื้นที่และรูปแบบการจัดการศึกษาแบบ TNE เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพระดับนานาชาติ การถ่ายทอดมาตรฐานการเรียนการสอน และการเชื่อมโยงการผลิตกำลังคนกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมได้หารือถึงการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อรองรับการวิจัยขั้นสูง การเรียนการสอนด้าน AI และดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงการสนับสนุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต อีกด้วย

ด้านผู้แทนหอการค้าอังกฤษ–ไทย แสดงความพร้อมสนับสนุนกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายบริษัทสมาชิกกับสถาบันอุดมศึกษาไทย การพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการออกแบบหลักสูตรและเตรียมกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสากล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

-(016)

‘เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ’ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

‘เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ’ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

‘เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ’ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

สภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยพระปรีชาสามารถและพระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงเป็นดั่ง “เสาหลักของแผ่นดิน” ในด้านการอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้ยั่งยืน ทรงเป็นองค์ดีไซเนอร์ระดับโลก ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SIRIVANNAVARI แต่ยังทรงเป็น “ครู” และ “แรงบันดาลใจ” ให้แก่ช่างทอผ้าทั่วทุกภูมิภาค พระราชทาน “การบ้าน” เพื่อพัฒนาลวดลายผ้าไทยให้ร่วมสมัย  ทรงจุดประกายแนวคิด “ผ้าไทยใส่สนุก” ให้กับคนรุ่นใหม่ และทรงผลักดันหนังสือ Thai Textiles Trend Book ให้เป็นคลังความรู้สำคัญของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประจำปีการศึกษา 2567 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสำเร็จการศึกษาศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ ๑ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทรงศึกษาต่อ ณ สถาบันเอกอล เดอลา ฌอมบ์ แซงดิกัลป์ เดอ ลา กูตูร์ ปารีเซียน กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ทรงนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ มาบูรณาการศาสตร์แขนงต่าง ๆ ทั้งศิลปะ ประวัติศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เข้ากับการออกแบบแฟชั่นได้อย่างล้ำลึก ทรงก่อตั้งแบรนด์ SIRIVANNAVARI และทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ทรงงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานคอลเลกชันต่างๆ ที่ผสมผสานความเป็นไทย และความเป็นสากลได้อย่างลงตัว จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ ดังประจักษ์จากการได้รับทูลเชิญ ให้ทรงจัดแสดงผลงานในงานสัปดาห์แฟชั่นกรุงปารีส และ กรุงมิลานหลายครั้ง

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทรงเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ สอดคล้องกับปรัชญาของหลักสูตรนวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มุ่งเน้น “การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางนวัตกรรมการออกแบบแฟชั่น เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สูงสุด ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ” พระองค์ได้พระราชทานแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ช่างทอผ้า และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัย โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ แนวพระดำริดังกล่าวสอดคล้องกับ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” ที่หลักสูตรฯ ได้น้อมนำมาเป็นแนวทางในการเรียนการสอน เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

พระกรณียกิจที่สำคัญยิ่งคือ การเสด็จไปทรงเยี่ยมและพระราชทาน “การบ้าน” แก่ช่างทอผ้าและกลุ่มผู้ประกอบการในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งพระราชทานลายผ้าพระราชทาน อาทิ “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และ “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้ช่างทอนำไปสร้างสรรค์ผลงานตามอัตลักษณ์ของตน ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น “ดอนกอยโมเดล” และ “นาหว้าโมเดล” ซึ่งช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน

ในด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระเมตตา ต่อแวดวงวิชาการเป็นอย่างยิ่ง โดยได้เสด็จมาทรงบรรยายพิเศษ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในหัวข้อ “การสร้างสรรค์ผลงานภายใต้แบรนด์ สิริวัณณวรี และสิริวัณณวรี เมซอง” เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 และครั้งที่สองในหัวข้อ “แบรนด์ Sirivannavari กับการก้าวสู่ความเป็นสากลด้วยภูมิปัญญาไทย” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 เพื่อพระราชทานความรู้ และประสบการณ์แก่นิสิต คณาจารย์ และผู้ประกอบการ อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และบ่มเพาะบุคลากรด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ

นอกจากนี้ ทรงรับเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือ “Thai Textiles Trend Book” ซึ่งเป็นดังคลังความรู้และเข็มทิศนำทางให้แก่นักออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉบับ Autumn/Winter 2025-2026 ที่ทรงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเส้นใยสร้างสรรค์จากธรรมชาติ อันเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาไทย สู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน และยังทรงก่อตั้ง “สมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย” เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่เวทีโลก พระอัจฉริยภาพ และพระกรณียกิจ เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล โดยองค์การยูเนสโกได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดี ในฐานะที่ทรงมบทบาทสำคัญ ในการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นหลักชัยในการธำรงรักษา และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของชาติด้วยพระปรีชาสามารถ ด้านนวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นอย่างแท้จริง พระกรณียกิจนานัปการ ได้สร้างคุณูปการอันไพศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทย และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศชาติในเวทีโลก

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’มอบวีลแชร์ช่วยผู้ป่วยเบาหวานและไต

'มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์'มอบวีลแชร์ช่วยผู้ป่วยเบาหวานและไต

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’มอบวีลแชร์ช่วยผู้ป่วยเบาหวานและไต

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับรายการสถานีประชาชน ลงพื้นที่เขตดอนเมือง ส่งต่อความห่วงใย มอบวีลแชร์ช่วยเหลือผู้ป่วยเบาหวานและโรคไต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงาน และรายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ลงพื้นที่เขตดอนเมือง เพื่อมอบรถเข็นวีลแชร์ให้แก่ นางสาววณิชา ยอดน้ำคำ อายุ 40 ปี  ผู้พิการที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวจากโรคเบาหวานซึ่งเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้ต้องตัดขาขวา และเป็นโรคไตต้องฟอกไตเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 วัน

โดย นางสาววณิชา เปิดเผยว่า ตนเองมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนอยู่ใกล้ที่พัก มีความจำเป็นต้องใช้รถเข็น ในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสือที่โรงเรียน ซึ่งรถวีลแชร์ที่ได้รับบริจาคมาล้อชำรุดใช้การได้ไม่สะดวกขณะที่ครอบครัวยังขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือ จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านรายการสถานีประชาชน

จากกรณีดังกล่าว มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยมอบรถเข็นวีลแชร์กับคุณครูวณิชา จำนวน 1 คัน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และเพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการมอบอุปกรณ์ที่จำเป็น แต่ยังเป็นการส่งต่อความห่วงใย กำลังใจ และความหวัง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความช่วยเหลือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับ และทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส เติมเต็มกำลังใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบางในสังคมต่อไป

– 006

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งตับอ่อน จัดเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นลำดับที่ 10 ในเพศชายของประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล ปี 2563 แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบมากที่สุด แต่กลับเป็นหนึ่งในชนิดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหาร อยู่บริเวณด้านหลังต่อกระเพาะอาหารและด้านหน้ากระดูกสันหลัง มีความยาวประมาณ 12–15 เซนติเมตร ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยสำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อการทำงานของตับอ่อนผิดปกติ จึงส่งผลทั้งต่อระบบย่อยอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดมะเร็งตับอ่อน แต่พบความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น เพศชาย อายุที่มากกว่า 55 ปี การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 2–3 เท่า โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ รวมถึงโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่แทบไม่แสดงอาการจำเพาะ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามและไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้

แม้อาการในระยะแรกจะไม่ชัดเจน แต่อาการที่มักพบเมื่อโรคเริ่มลุกลาม ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจปวดร้าวไปด้านหลัง รวมถึงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม และควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์

การวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการส่องกล้องอัลตราซาวนด์ผ่านทางเดินอาหาร (Endoscopic Ultrasound: EUS)

แนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อนที่ให้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายตับอ่อนออก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคอยู่ในระยะลุกลาม โดยวิธีการรักษามะเร็งตับอ่อน เราจะแบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ  กรณีผ่าตัดได้ (resectable) – การผ่าตัด (Surgical resection) ในกรณีที่มะเร็งตับอ่อนอยู่ส่วนหัวของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัด Whipple’s operation เป็นการผ่าตัดใหญ่เอาส่วนหัวของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และท่อน้ำดีออกไปเป็นก้อนเดียวกัน (Enbloc resection) ร่วมกันกับเลาะต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งในตับอ่อนและอวัยวะใกล้เคียง

กรณีมะเร็งอยู่ส่วนท้ายของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัดเอาตับอ่อนส่วนปลายและม้ามออก  ซึ่งการผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน ถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่และซับซ้อน ไม่สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องแบบทั่วไปได้ ต้องได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท่อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งสามารถผ่าตัดได้เทียบเคียงการผ่าตัดแบบเปิด แต่ฟื้นตัวเร็วกว่า แผลเล็กและเจ็บน้อย

กรณีก้ำกึ่ง (borderline) – กรณีที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดก่อน  และ กรณีผ่าตัดไม่ได้ – ให้การรักษาด้วยการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด

มะเร็งตับอ่อน อาจเป็นโรคที่เงียบและรุนแรง แต่การรู้เท่าทันความเสี่ยง การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ คือโอกาสสำคัญในการเพิ่มทางเลือกในการรักษาและยืดอายุผู้ป่วย หากมีความกังวลหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม