เขมรเปิดแน่รบรอบ3 ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

เขมรเปิดแน่รบรอบ3  ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

เขมรเปิดแน่รบรอบ3 ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เจ้ากรมข่าวทบ.เชื่อเขมร เปิดรอบ 3 หลังฤดูฝน ด้านโฆษก ทบ.รับทหารเขมร ประชิดปราสาทตาควาย แต่ยังไม่น่ากังวล ขณะที่หน่วยฟีนิกซ์ เปิดตัวโดรนพิฆาต พัฒนาคู่ AI รับมือการสู้รบ  ส่วน กมธ.วุฒิสภา เห็นชอบชงรัฐบาล ยกเลิก MOU 43 ชี้เขมรละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง-ขัดรัฐธรรมนูญไทย

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ มีใจความว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ยังคงวางใจไม่ได้ ว่าจะไม่มีการสู้รบโดยใช้กำลังทหารอีกปัจจัยที่ควรคำนึง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.การที่เขมรสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก 2.เขมรจะมีการเลือกตั้งในปี2570เพราะฉะนั้น 2 ประเด็นนี้คือสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 เพียงแต่ยังไม่เกิดแบบเร่งด่วนปัจจุบันทันด่วน 4-5 เดือนจากนี้ไปหลังหน้าฝนคือเวลาที่ต้องจับตามอง เราจึงประมาทไม่ได้ ทหารเราต้องกลับไปทำ 2 สิ่งนี้ 1.ฝึกเพิ่มเติมโดยใช้บทเรียนจากการรบทั้ง 2 ครั้งมาปรับปรุงแนวคิดในการใช้กำลังครั้งต่อไป และ 2.ฟื้นฟูทหาร และสะสมอาวุธ/ยุทโธปกรณ์ ให้มีความพร้อมในการสู้รบครั้งต่อไป

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาวางกำลังประชิดชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ยังมีการวางกำลังประชิดชายแดนกัน แต่ไม่ได้ประชิดมากเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนแนว ซึ่งทหารกัมพูชาก็จะหาพื้นที่เหมาะสม หลังจากต้องถอยร่นออกจากชายแดนไทยไป เนื่องจากหลายพื้นที่ขณะนี้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย แต่ยอมรับว่าบางพื้นที่มีการขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้เลยแนวเส้นสมมุติฐาน หรือเส้นปฏิบัติการที่ฝ่ายไทยยึดถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ขณะที่การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีการใช้อาวุธ เช่น การเฝ้าระวัง ลาดตระเวนตรวจพื้นที่การปรับปรุงฐานที่มั่นที่ กรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ รวมถึงการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส่วนกรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบก ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะรอบที่ 3 นั้น พล.ต. วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลทางการข่าว ทหารฝั่งกัมพูชายังคงเคลื่อนไหว ก็จะเห็นสัญญาณบางอย่าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนอนาคตก็ต้องมีการประเมินเป็นห้วงเวลา

สำหรับกรณีที่ทหารกัมพูชามีการสะสมอาวุธนั้น พล.ต.วินธัยกล่าวว่า ฝ่ายไทยมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นงานหลักของฝ่ายความมั่นคง เพราะเรามีหลักเกณฑ์ในการประเมิน ทั้งเรื่องการสะสมอาวุธของฝั่งกัมพูชาก็ถือว่าเรามีข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ ส่วนในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้ง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการสร้างสถานการณ์ เพื่อหวังผลคะแนนความนิยมพล.ต.วินธัย กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ความชัดเจนในเรื่องการใช้กำลังอาจจะต้องใช้องค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม

ขณะที่ พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บเสนาธิการกองพลกรมทหารราบที่ 4 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยฟีนิกซ์ กล่าวภายหลังเปิดตัวโดรน FPV แบบพลีชีพ และโดรนทิ้งระเบิด ซึ่งเป็นโดรนที่ใช้ในการปฏิบัติการจริงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในการสู้รบที่ผ่านมาว่าในส่วนของหน่วยรับผิดชอบ มีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ในอนาคต ทั้งการฝึกผู้บังคับโดรนเพิ่ม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการอยู่รอดในพื้นที่ซึ่งจะต้องเจอกับภัยคุกคาม ทั้งจำนวนและปริมาณ ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องไปเจอกับตัวตัดสัญญาณ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้นจึงต้องสร้างเครื่องมือให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อไม่ให้ถูกรบกวน หรือถูกต่อต้าน และต้องมีการพัฒนาโดรนให้มากกว่าฝ่ายตรงข้าม รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในยุคใหม่ ที่จะช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพ และการตัดการรบกวนของสัญญาณ

พ.อ.ณัฐกร กล่าวยืนยันว่า กองทัพบกสนับสนุนงบงบประมาณในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉพาะชิ้นส่วนในการประกอบใช้งบประมาณ 500,000 กว่าบาท การปฏิบัติงานถือว่ามีความคุ้มค่ากับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะที่ตั้งหน่วยของข้าศึก หรือตัวรบกวนสัญญาณ และต้องมีการสร้างเพิ่มเนื่องจากมีความต้องการในภารกิจต่างๆเพื่อกระจายไปในแต่ละหน่วย รวมถึงตัวนักบินให้เพียงพอกับพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งตามนโยบายกองทัพบก ได้ให้ความสำคัญในทุกพื้นที่ หากสถานการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่กองทัพภาคใด เราสามารถโยกกำลังส่วนนี้ไปช่วยเหลือได้ เช่นเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ตอบสนองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันได้ ซึ่งอยู่ในแผนของกองทัพบกที่จะตั้งเป็นศูนย์บัญชาการโดรน

พ.อ.ณัฐกร กล่าวอีกว่า ในทีมฟีนิกซ์ ได้ผลิตนักบินโดรนมาแล้ว 11 รุ่น ประมาณ 400 กว่านาย และมีการอบรมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งร่วมบูรณาการฝึกทั้งกองทัพบกกองทัพเรือ-นาวิกโยธิน และตำรวจ โดยดำรงเป้าหมายภารกิจต้องสำเร็จ ทั้งเรื่องการทำลาย การปรับเปลี่ยนทางยุทธวิธี หรือเทคนิคต่างๆ ซึ่งจะออกปฏิบัติ เมื่อมีคำสั่ง โดยปัจจุบันทางหน่วยมีความพร้อมหากชายแดนไทย-กัมพูชามีการปะทะรอบที่ 3 เพราะในส่วนของนักบินโดรนเดิมก็มีการพัฒนาเพิ่มเติม และมีการผลิตรุ่นใหม่ๆ เข้ามา

พ.อ. ณัฐกร กล่าวยอมรับว่า การพัฒนาโดรน ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งผ่านไปวันเดียวโดรนก็ตกรุ่นแล้ว ซึ่งหน่วยตนเป็นหน่วยยุทธวิธีต้องการความอ่อนตัว ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอด เพื่อให้เกิดความเสถียรในการปฏิบัติการ ในห้วง 20 วัน ที่ได้ปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เราสามารถดำรงความสามารถอยู่ได้ แม้โดรนบางตัวจะเสียหาย หรือชำรุด เราก็สามารถซ่อมแซมได้ นอกจากนี้โดรนดังกล่าวยังใช้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งไม่ได้เจาะจงไปที่การรบเพียงอย่างเดียว ยังใช้เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และช่วยเหลือประชาชน ซึ่งการปราบปรามสแกมเมอร์ ยังมีปัญหา เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทุกพื้นที่

ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณาว่ากมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้ว ทั้งนี้ กมธ.ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ซึ่งเกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทนและ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกกมธ.ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

นายนพดล กล่าวว่า กมธ.เสนอแนะว่าหากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ ส่วนขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบจากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้

ฝ่ายค้านถล่มวิกฤตพลังงาน รุมขยํ้ารัฐบาล สบช่องเสนอญัตติเข้าสภา

ฝ่ายค้านถล่มวิกฤตพลังงาน  รุมขยํ้ารัฐบาล  สบช่องเสนอญัตติเข้าสภา

ฝ่ายค้านถล่มวิกฤตพลังงาน รุมขยํ้ารัฐบาล สบช่องเสนอญัตติเข้าสภา

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านถล่มวิกฤตพลังงาน รุมขยํ้ารัฐบาล สบช่องเสนอญัตติเข้าสภา ปชน.ขู่แฉไอ้โม่งตัวกักตุน

ครม.อนุทิน 2 ลงตัวแล้ว“อนุทิน” พยักหน้ารับดึง“ปกรณ์”เสียบรองนายกฯแทน“บวรศักดิ์”คาดเห็นโฉมหน้าชุดใหม่ 6-9 เมษายนนี้  ขณะที่ 5 พรรคฝ่ายค้านประชุมนัดแรก สบช่องชงญัตติด่วนรุมขย้ำรัฐบาลแก้วิกฤตพลังงาน ด้าน”ปชน.”ประกาศจัดทัพ 30 สส.พร้อมขู่เปิดข้อมูลไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ส่วน‘ธรรมนัส’ได้ทีสั่งลูกพรรคจัดหนักภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 24มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) “อนุทิน 2”ที่วานนี้(23มี.ค.) ผู้ที่มีชื่อได้เริ่มทยอยส่งประวัติไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าจะมีครม.ทั้งหมด 35 คน ไม่ตั้งหมดโควตา 36 ตำแหน่ง เหลืออีก 1 ตำแหน่ง ไว้ในยามที่ประเทศต้องการบุคคลที่เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึงกรณีที่อาจมีความจำเป็น ตามสมการทางการเมือง นอกจากนี้ยังเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่มีสัดส่วนครม.จากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ที่มีเสียงสนับสนุน5เสียง

ทั้งนี้ รายชื่อทั้งหมดจากทั้ง 2 พรรคการเมือง หากมีชื่อใดไม่ผ่านคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองนั้น ที่จะส่งคนมาเปลี่ยนตัว ซึ่งแต่ละพรรคมีรายชื่อสำรองไว้แล้ว

‘อนุทิน’ลั่นครม.ชุดใหม่เรียบร้อย

เวลา 09.55 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง ถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ที่มีชื่อของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามานั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายใช่หรือไม่ นายอนุทิน พยักหน้ารับ

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเตรียมนำรายชื่อครม. ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง นายกฯพยักหน้ารับอีกครั้งเมื่อถามย้ำอีกครั้งว่ารายชื่อครม.เรียบร้อยแล้วหรือไม่นายกฯกล่าวว่า ทุกอย่างเรียบร้อย

นายกฯเคลียร์‘บวรศักดิ์’จบเทอมต้องแยก

ต่อมาเวลา 13.30 น.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่มีชื่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายได้มีการพูดคุยกับนายบวรศักดิ์แล้วหรือไม่โดยนายกฯย้อนถามว่ารู้ได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าได้มีโอกาสคุยกับนายบวรศักดิ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าก็คุยๆกับท่านในฐานะที่ทำงานด้วยกัน ไม่มีอะไรหรอกครม.มันเป็นเทอมๆเพียงแต่ว่าเทอมนี้กับเทอมถัดไปดันมีนายกฯคนเดียวกันก็ถือว่าเป็นคนละคณะมันไม่ได้มีว่าใครอยู่ที่ไหนก็จะต้องต่อไป ต้องแยก ไม่มีอะไรหรอกและการตัดสินใจในการนำเสนอรายชื่อครม.ขึ้นทูลเกล้าฯมันก็มีขั้นตอนที่คนที่เป็นนายกฯในฐานะผู้พิจารณาต้องพิจารณาในทุกๆด้าน แต่มันไม่มีว่าชุดนี้แล้วจะยกไปชุดหน้ามันไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มันคนละชุดกัน

เมื่อถามว่าที่มีการเปลี่ยนชื่อจากนายบวรศักดิ์ มาเป็นนายปกรณ์ นิลพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้มาดูกฎหมายเหมือนที่นายบวรศักดิ์ดูใช่หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า“ไปแล่ะ”ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบฯไปทันที

‘ปกรณ์-บิ๊กดุลย์’ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)ทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่เปิดทำการช่วงเช้านี้ มีรายงานว่านายเวรของพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหมได้เดินทางมายื่นเอกสารคุณสมบัติและประวัติให้กับสลค.ตรวจสอบโดยมีความคึกคักมีตั้งแต่เมื่อวานนี้(23มี.ค.)มีทีมงานของผู้ที่มีรายชื่อติดโผครม.อนุทิน2 ทยอยเดินทางมายื่นเอกสารประวัติแล้วโดยคนสุดท้ายเป็นทีมงานของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีรายชื่อติดโผรองนายกรัฐมนตรีได้ให้ทีมมายื่นเอกสารแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าเมื่อวานนี้ (23 มี.ค.)

คาดเห็นโฉมครม.ใหม่6-9เม.ย.นี้

ทั้งนี้มีรายงานว่าขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีแม้จะมี 8 หน่วยงานหลักแต่หากเป็นคนเดิม คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ยกเว้นรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่อาจมีขั้นตอนในการตรวจสอบดังนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่าจะได้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ช่วงวันที่ 6-9 เมษายนนี้

ประชุมสัมมนา‘พรรคเพื่อไทย’

ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรมโครงการเสริมศักยภาพ สส.และบุคลากรทางการเมือง อบรมสัมนาสส.พรรคเพื่อไทย โดยมีแกนนำพรรคและสส.ทยอยเดินทางเข้าเพื่อร่วมกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้า นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เดินทางร่วมกิจกรรมด้วย

ปลุกสามัคคีสมัยหน้าให้ได้150คน

โดยนายจุลพันธ์ได้บรรยายพิเศษหัวข้อ“ความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมือง”ว่าตนอยากให้ทุกท่าน โดยเฉพาะ สส.ใหม่ เริ่มคิดถึงเส้นทางการเมืองว่าจะก้าวไปทางไหน เติบโตไป ณ จุดใดเติบโตไปเป็นกรรมาธิการอะไรแล้วจะไปเป็นรัฐมนตรีจุดไหนหรืออยู่ในเส้นทางของสภาทั้งหมดสามารถเลือกได้สามารถสร้างขึ้นมาได้ ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์กับทุกคน มีการพูดคุยในเรื่องที่ค้างคาที่มีการเสนอในการประชุม โดยเฉพาะเรื่องของคุณสมบัติการเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ทั้งวิธีการสรรหา และการจัดสรรตำแหน่ง

“ในช่วงบ่ายนี้คงเป็นกิจกรรมที่ละลายพฤติกรรม เพื่อให้พวกเรามีความรักความสามัคคีกัน เพราะเราอีก 4 ปีข้างหน้า 74 คนของเรา คงต้องทำงานกันอย่างเข้มแข็ง และมีความสามัคคีเพื่อที่จะขับเคลื่อนพรรค และหวังว่าครั้งถัดไป จาก 74 คนจะได้เป็น 150 คน เป็นสิ่งที่พวกเราตั้งความหวัง และพาเพื่อนของพวกเรากลับมาสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง”นายจุลพันธ์ ย้ำทิ้งท้าย

พท.ติวเข้มสส.ใหม่รับเปิดสภา

เวลา 12.00 น. ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดสัมนาโครงการเสริมศักยภาพ สส.และบุคลากรทางการเมืองพรรคเพื่อไทย บรรยายความรู้ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. พรรคเพื่อไทยว่า การสัมมนาวันนี้เป็นการอบรมสัมมนาตามกลไกปกติของพรรคที่ทำเป็นประจำก่อนจะมีการเปิดสมัยประชุมสภา เพื่อเตรียมความพร้อมในวาระการประชุมสภาที่กำลังจะมาถึงเนื่องจากทุกครั้งจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหน้าใหม่เข้ามาหลายคน

โดยพรรคได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านมาให้ความรู้ทั้งเรื่องการเสนอญัตติ เรื่องกระทู้ถาม การอภิปราย รวมถึงเรื่องสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆซึ่งเป็นเรื่องที่ สส.ต้องรู้ โดยพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าจะทำหน้าที่นิติบัญญัติให้ดีและทำงานในส่วนของสภาอย่างเข้มแข็งในการตรวจสอบการทำงานและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายเพื่อพี่น้องประชาชน

พร้อมเตรียมดันกฎหมาย47ฉบับ

นายจุลพันธ์ย้ำว่าในเรื่องของกฎหมายตอนนี้พรรคมีความพร้อมและได้ยื่นเข้าสภาไปแล้วประมาณ 10 กว่าฉบับ และยังมีที่จ่ออยู่ในคิวของสมัยประชุมนี้อีก 40 กว่าฉบับ รวมทั้งสิ้นคือ 47 ฉบับ ล้วนเป็นกฎหมายที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชน รวมถึงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าสูงขึ้น จุดนี้คือสิ่งที่พยายามผลักดันเพื่อให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น การใช้ชีวิตของประชาชนสะดวกขึ้น และพยายามลดอุปสรรคของความเป็นรัฐลง ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ได้เข้าไปจ่ออยู่ในสภาเรียบร้อยแล้ว

สส.เพื่อไทยถกชงญัตติด่วนแก้น้ำมัน

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงปัญหาราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลกระทบกับประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติเพื่อหารือในการประชุมสภาวันพรุ่งนี้(25มี.ค.)ซึ่งเราเตรียมไว้ตั้งแต่ในการประชุมสภาฯครั้งที่แล้ว เราก็สามารถดำเนินการได้เลย ขณะเดียวกัน ได้มีการสำรวจความเดือดร้อนในพื้นที่ที่มีสส.พรรคเพื่อไทยดูแลอยู่ ส่วนการปรับราคาน้ำมันล่าสุดรวดเดียวถึงลิตรละ 2 บาท ทำให้มีความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าซึ่งในที่ประชุม สส.วันนี้ จะให้มีการแลกเปลี่ยนความเดือดร้อนจากวิกฤตที่เกิดขึ้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาทั้งวันในการพูดคุยกันและจะต้องติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

5พรรคฝ่ายค้านประชุมนัดแรก

เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อย่างไม่เป็นทางการ นัดแรก มีตัวแทน 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมประชุม คือ พรรคประชาชน นำโดย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง รวมถึงนายอรรถกร ศิริลัทธยากรสส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี และตัวแทนจากพรรคเสรีรวมไทย

โดยนายพริษฐ์แจ้งต่อที่ประชุมว่าวันนี้ถือเป็นการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของฝ่ายค้านซึ่งมี5พรรคการเมืองไม่ได้โหวตเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯโดยการประชุมไม่เป็นทางการจะประชุมจนกว่าจะมีการตั้ง ครม.เสร็จสิ้นและมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจึงจะสามารถประธานวิปฝ่ายค้านได้ แต่ระหว่างนี้อยากให้มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการลักษณะนี้เพื่อหารือวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นประจำทุกสัปดาห์ไปก่อน

ฝ่ายค้านยื่นญัตติด่วนถกวิกฤตน้ำมัน

จากนั้นเวลา11.00 น.นายพริษฐ์ แถลงผลการประชุมว่า 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เห็นตรงกันที่จะยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาต่อที่ประชุม ในวันที่ 25 มี.ค.เพื่อให้ สส. มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เบื้องต้นได้ประสานกับนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะได้พิจารณาญัตติดังกล่าว โดยไม่กังวลว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา จะไม่ให้พิจารณาเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พบว่ามีการปิดประชุมไปก่อน ทั้งนี้ในส่วนของพรรคประชาชนได้เตรียม สส. ที่จะอภิปรายในญัตติดังกล่าวไว้แล้ว และเตรียมประเด็นที่จะอภิปราย อาทิ สถานการณ์น้ำมันของโลกและในประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน การตรึงราคา รวมถึงการปรับเพดานราคาน้ำมันภายในประเทศ ที่ตนมองว่ารัฐบาลควรมีนโยบายหรือมีมาตรการที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีกระทบกับเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มอาชีพที่ใช้น้ำมัน และกลุ่มขนส่ง เป็นต้น

“ในปัญหาวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น ผมมองว่าหากรัฐบาลบริหารด้วยความโปร่งใส ไม่จำเป็นต้องกลัวการตอบคำถามของพรรคฝ่ายค้าน กระดุมเม็ดแรกที่ย้ำมาตลอดคือ พูดความจริงกับประชาชน เพราะเห็นว่ามีหลายกรณีที่คำพูดของนายกฯ สวนทางกับความจริง เช่น สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนเพราะประชาชนเติมมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงพบว่านอกจากประเด็นดังกล่าว ยังมีการส่งน้ำมันให้ปั๊มน้อยลง หรือกรณีไม่มีไอ้โม่งกักตุน แต่ข้อเท็จจริงพบการกักตุนน้ำมันจำนวนมากที่ จ.อ่างทอง และพบการขายเกินราคา” นายพริษฐ์ กล่าว

ปชน.จัด30สส.ถกญัตติด่วนน้ำมัน

นายวีระยุทธ  กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคปชน.กล่าวถึงวิกฤตน้ำมัน จากสถานการณ์การสู้รบของตะวันออกกลางว่าตอนนี้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องด่วนที่พรรคประชาชนติดตามอย่างต่อเนื่องพรุ่งนี้(25มี.ค.)เราจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่ออภิปรายเรื่องนี้และส่งผ่านข้อเสนอไปยังรัฐบาลซึ่งได้เตรียมสส.ร่วมอภิปรายกว่า 30 คน เพื่อสะท้อนปัญหาแต่ละภาคส่วน ตอนนี้รัฐบาลพูดเรื่องเอาน้ำมันสำรองออกมาหรือปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในระบบแต่ยังเป็นปัญหาเฉพาะจุดสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยที่เสียงยังไปไม่ถึงเช่นชาวนาชาวประมง หรือพี่น้องไรเดอร์เพราะมีต้นทุนรายวันการที่หาน้ำมันรายวันไม่ได้ถือว่าขาดเครื่องมือทำมาหากิน เราจึงอยากรวบรวมปัญหาในทุกภาคมาหารือในสภาเพื่อส่งผ่านข้อเสนอไปยังรัฐบาล

“ตอนนี้ความช่วยเหลือเราอยากให้ไปเฉพาะจุดมากขึ้น แทนที่จะเป็นการช่วยเหลือแบบกวาดตรึงราคาแต่อยากให้ลงเฉพาะจุดหลัก เพราะเราเห็นแล้วว่าจุดที่เดือดร้อนอยู่ที่ไหนกันบ้าง” นายวีระยุทธ กล่าว

ชี้รัฐเปิดข้อมูลให้ปชช.รู้แนะแก้เฉพาะจุด

เมื่อถามว่าได้คุยฝั่งรัฐบาลแล้วหรือไม่ที่จะมีการเสนอญัตติในวันพรุ่งนี้ นายวีระยุทธ กล่าวว่า ถือว่าช้าไปนิดนึงเพราะเราเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่เลื่อนมาสัปดาห์นี้เท่าที่ได้รับสัญญาณฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟังและจะมีคนร่วมอภิปรายด้วยจะอยากชวนชวนให้ติดตาม เพราะจะได้เห็นมุมมองจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ส่วนที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมแถลงว่าสัปดาห์หน้าจะต้องมีน้ำมันทุกปั๊มนั้นนายวีระยุทธกล่าวว่า เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่เราเรียกร้องมาตลอด สิ่งที่จะทำให้ประชาชนคลายความตื่นตระหนกได้คือการเปิดเผยข้อมูลว่าจะเติมน้ำมันได้ที่ปั๊มไหนเพื่อวางแผนชีวิต เมื่อ 2วันก่อนกรมพัฒนาธุรกิจพลังงานประกาศจะทำแอพพลิเคชั่น Fuel Now(เชื้อเพลิงเดี๋ยวนี้)เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนแต่ถึงวันนี้ยังไม่เห็น จึงอยากให้เร่งรัดตรงนี้เหมืนกัน

นายวีระยุทธยังกล่าวว่าที่กังวลต่อมาคือในเรื่องของภาคการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยซึ่งเป็นปัญหาต้นตอที่ทำให้เกษตรกรเพาะปลูกไม่ได้ แม้จะมีโครงการธงฟ้าธงเขียวซึ่งพรุ่งนี้ก็จะเป็นหนึ่งในเรื่องที่อภิปราย ต่อให้มีความช่วยเหลือไปถึงเกษตรกร แต่ก็ไปถึงในสัดส่วนที่จำกัดโครงการธงเขียวที่ผ่านมาช่วยไปได้5ล้านกิโลกรัมแต่ปุ๋ยที่เราต้องใช้ทั้งประเทศคือ5ล้านตันต่อปี โครงการนี้ช่วยได้แค่ 0.1% เท่านั้น จึงคิดว่าเป็นโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ไม่ถึงเกษตรกรวงกว้าง

จ่อแฉข้อมูล’ไอ้โม่ง’กักตุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมองทางรอดเรื่องนี้และมีข้อเสนอแนะอย่างไร หลังมีรายงานตะวันออกกลางเตรียมงดส่งน้ำมันให้เอเชีย นายวีระยุทธกล่าวว่า ถ้าระยะสั้นเฉพาะหน้าคือการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง หากมีน้ำมันสำรองร้อยกว่าวันตามที่รัฐบาลยืนยันคิดว่าจะผ่านช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้ แต่เรื่องการกระจายน้ำมันและเปิดเผยข้อมูลจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น

“ทุกวันนี้ประชาชนยังถามคำถามที่รัฐบาลไม่ได้ตอบว่าจะเติมน้ำมันได้ที่ไหน การเปิดเผยข้อมูลมีประโยชน์2อย่าง คือทำให้ประชาชนมั่นใจในชีวิตประจำวันและจะเป็นความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ว่าช่องโหว่และจุดที่หายไปหรือโม่งมีจริงหรือไม่”นายวีระยุทธ กล่าว

เมื่อถามว่าได้รับร้องเรียนเรื่องไอ้โม่งมาที่พรรคประชาชนบ้างหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตอนนี้มีหลายจุดที่เราได้รับข้อมูลมา ขอให้รอดูในการอภิปรายพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะนำมาเปิดเผย

กธ.ร่วมชงญัตติด่วนวิกฤติพลังงาน

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรมกล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นทางการนัดแรกว่าในส่วนของพรรคกล้าธรรม นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์จะร่วมยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาต่อที่ประชุมในวันที่ 25 มี.ค.เพื่อให้ ส.ส.ได้ร่วมกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันที่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งประเทศ

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรม มีความตั้งใจจะเสนอญัตติดังกล่าวมาตั้งแต่การประชุมสภาเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากประธานสภาฯ สั่งปิดการประชุมก่อน โดยในวันพรุ่งนี้ สส.ของพรรคจำนวนมากมีความประสงค์จะอภิปรายในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ธรรมนัสกำชับ58สส.ทำหน้าที่เต็ม

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้กำชับ สส.ในพรรคให้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยย้ำว่าพรรคกล้าธรรมมี สส.ถึง 58คน ไม่ใช่พรรคขนาดเล็กจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายแค้น โดยการเป็นสส.ฝ่ายค้านก็หล่อและสวยได้เพราะเราจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างจริงจัง ดังนั้น เนื้อหาที่จะอภิปรายในสภาจะต้องเป็นข้อเท็จจริง และสะท้อนปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง”นายอรรถกร ย้ำ

ภท.เตรียมชงญัตติด่วนปมร้อนน้ำมัน

เวลา16.30น.ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.)น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมสส.ของพรรคฯว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้(25 มี.ค.)ได้รับการประสานว่าจะเป็นการหารือเพื่อกำหนดกรอบการทำงาน วันประชุม และเทอมการประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการยื่นญัตติด่วนเพื่อพูดคุยในประเด็นเรื่องของน้ำมัน ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะยื่นญัตติด่วนเรื่องนี้เช่นกัน รวมถึงจะมีตัวแทนสส.ของพรรคอภิปรายในเรื่องนี้ด้วย

มติ ปชน.ดองงูเห่า ไม่ขับ สุริยา วงศ์อารีย์ พ้นพรรค ปมโหวตอนุทิน

มติ ปชน.ดองงูเห่า ไม่ขับ สุริยา วงศ์อารีย์ พ้นพรรค ปมโหวตอนุทิน

มติ ปชน.ดองงูเห่า ไม่ขับ สุริยา วงศ์อารีย์ พ้นพรรค ปมโหวตอนุทิน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

24 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคประชาชน (ปชน.) ถึงการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ โดยมีวาระการพิจารณากรณี นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 ซึ่งเป็น “งูเห่า” ที่ลงมติให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมมีความคิดเห็นที่หลากหลาย คือการให้ขับนายสุริยาออกจากพรรค หรือใช้กฎหมายดำเนินคดี เรื่องคุณสมบัติการเป็น สส.รวมถึงการดองงูไว้ในพรรคแบบนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่า จะใช้การ “ดองงูเห่า” เพื่อไม่ให้ไปทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคที่ดูดไปได้อย่างสมใจ ที่สำคัญ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการดองไว้มีผลดีมากกว่าการขับออก เพราะหากขับออก จะทำให้พรรคประชาชนสูญเสีย สส.ไป 1 เก้าอี้ แล้วจะทำให้สูญเสียโควตาประธานกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ได้

สีหศักดิ์ เผยข่าวดี เข้าถึงเรือมยุรีนารีแล้ว ขอบคุณอิหร่าน อนุญาตเรือบางจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สีหศักดิ์ เผยข่าวดี เข้าถึงเรือมยุรีนารีแล้ว ขอบคุณอิหร่าน อนุญาตเรือบางจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สีหศักดิ์ เผยข่าวดี เข้าถึงเรือมยุรีนารีแล้ว ขอบคุณอิหร่าน อนุญาตเรือบางจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

สีหศักดิ์ ขอบคุณ-อิหร่าน-โอมาน ร่วมปฎิบัติการช่วยเหลือ 3 ลูกเรือมยุรีนารี และช่วยให้เรือขนส่งสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย

24 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเกี่ยวกับ สำหรับพัฒนาการและท่าทีล่าสุดในตะวันออกกลาง ว่าทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา บอกว่ามีการเจรจากับทางอิหร่าน แต่ก็มีการเสริมกำลังทหารองฝ่ายสหรัฐเข้าไปอีก ส่วนทางอิสราเอลก็ยังมุ่งมั่นที่จะโจมตีเป้าหมายต่างๆในอิหร่าน ขณะเดียวกัน ทางอิหร่านก็บอกว่าไม่มีการเจรจา และกล่าวว่ายังมีการโจมตีจุดอื่นๆเพิ่มเติม

“รู้สึกว่าขณะนี้จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เราก็หวังว่า ข่าวของการพูดคุยทางการทูตจะเป็นจริง หรืออย่างน้อยก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายพยายามไปสู่โต๊ะเจรจาทางการทูต ไม่อยากให้มีการเพิ่มความตึงเครียด ไม่อยากให้มีการเสริมกองกำลัง ไม่อยากให้มีการโจมตีเพิ่มเติม เพราะขณะนี้ ทั่วโลกได้รับผลกระทบอยู่แล้ว ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ ความผันแปร ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่กระทบทุกๆประเทศ จึงอยากให้ทุกๆฝ่ายพยามที่จะหาลู่ทางเข้าสู่การเจรจา“

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ใน 2 เรื่อง โดยเรื่องแรก ขอให้ทางการอิหร่านช่วยเหลือไทยในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือเรือ ”มยุรี นารี“ ซึ่งลอยอยู่ในน่านน้ำของอิหร่าน ซึ่งขณะนี้เรายังไม่รู้ชะตากรรม ของลูกเรือที่ยังค้างอยู่บนเรือ 3 คน ซึ่งก่อนนี้ทางประเทศโอมานได้ช่วยเหลือลูกเรือมยุรี นารี ออกมาแล้ว 20 คน และเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว 

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ซึ่งวันนี้ท่านทูตอิหร่าน ก็ได้โทรศัพท์มาที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อแจ้งว่าทาง โอมานกับทางอิหร่าน ได้มีการปฏิบัติการร่วมกัน และสามารถเข้าถึงเรือมยุรี นารี ของไทยได้แล้ว และบอกว่าสามารถที่จะเข้าถึงลูกเรือ 3 คนได้แล้ว แต่มีความไม่ชัดเจนคือ ท่านทูตอิหร่านยังยืนยันไม่ได้ว่าชะตากรรมของลูกเรือ 3 คนเป็นอย่างไร ซึ่งเราก็พยามตรวจสอบอยู่ เราก็หวังว่าลูกเรือทั้ง 3 คน ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตรงนี้เราก็ต้องรอการยืนยันข่าวนี้จากทางการอิหร่านหรือโอมาน เพราะการปฎิบัติการครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างอิหร่านกับโอมาน  ตรงนี้ก็เป็นผลจากการที่ตนได้โทรศัพท์ไป หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งขณะนี้เราก็ต้องตั้งความหวังไว้ก่อน แต่ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ตนได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยตนได้ยืนยันว่าประเทศไทยเราไม่ได้เป็นประเทศคู่ กรณีในความขัดแย้ง และมีกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเดินเรือโดยปลอดภัย เรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุส ก็มีหลักการนี้อยู่ เมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตีเรือ “มยุรีนารี” ไปแล้ว ตนก็ขอไปว่า ถ้ามีเรือไทยที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุส ก็ขอให้อิหร่านช่วยให้เรือไทยเดินทางโดยปลอดภัยได้หรือไม่ ซึ่งทางอิหร่านก็บอกว่า จะดูแลให้และขอให้ไทยแจ้งรายชื่อเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็ได้แจ้งแนวปฏิบัติให้กับทางอิหร่านแล้ว ซึ่งตอนนี้กระทรวงการต่างประเทศขอไปสองลำ คือลำหนึ่งเป็นเรือของบางจาก อีกลำเป็นเรือของ เอสซีจี เคมีคอล ก็เพิ่งทราบข่าวมาเมื่อวานว่าเรื่องของบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไปได้ด้วยความปลอดภัย และมุ่งสู่ประเทศไทยแล้ว ก็หวังว่าเรืออีกลำหนึ่งของไทย จะสามารถเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย  

“ตรงนี้ก็ถือเป็นข่าวดี และตรงที่เราสามารถเข้าถึงเรือมยุรีนารี ได้ แต่ที่เรายังเป็นห่วงก็คือชะตากรรมของลูกเรือ 3 คน ที่ติดค้างอยู่บนเรือ มยุรี ก็อยากจะถือโอกาสนี้ขอบคุณทางการอิหร่านที่ช่วยดูแล และมีการปฏิบัติการกู้ภัยร่วมกันกับโอมาน และขอบคุณโอมาน กับอิหร่าน ที่ช่วยให้เรือไทยและเรือขนส่งสินค้าของไทยเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุสมาได้ด้วยความปลอดภัย” รมว.กต. กล่าว 

อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไรน่าห่วง เขมรแค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ

อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไรน่าห่วง เขมรแค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ

อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไรน่าห่วง เขมรแค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.39 น.

อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไรน่าห่วง หลัง เสธ.ทบ.รายงานแค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ ปชช.สบายใจได้ 

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบกเปิดเผยว่า มีโอกาสที่จะมีการปะทะกันรอบที่ 3 หลังมีรายงานว่าทหารกัมพูชายกพลประชิดชายแดน ว่า ตนได้สอบถามไปยังพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.)ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า ฝั่งกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ ไม่ได้มีความวิตกว่าจะทำอะไรกับประเทศของเรา

โดยวันนี้ตนเองได้ถามย้ำไปถึง 2 ครั้ง และนำโพสต์ที่สำนักข่าวต่าง ๆ นำเสนอส่งไปให้ดู และให้กองทัพบกออกมาชี้แจงเพื่อให้ประชาชนได้สบายใจ เนื่องจากตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องอื่นอยู่แล้ว ซึ่งตนเห็นแล้วว่าโฆษกกองทัพบกได้ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีเรื่องของการจะมาคุกคามประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า แต่เราไม่ได้ประมาท ซึ่งนอกจากถามถึงสถานการณ์ชายแดนกับ เสธ.ทบ.แล้ว ยังถามถึงการดูแลพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ยังคงเหมือนเดิม และมีการเตรียมความพร้อมในด้านยุทโธปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ จึงขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าเรื่องชายแดนนั้นไม่มีข้อกังวล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การส่งสัญญาณของการปะทะรอบ 3 ของฝ่ายกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ขณะนี้เราก็อยู่ของเราให้ดีที่สุด ลดปัจจัยความกังวลของประชาชนให้มากที่สุด และวันนี้ในเรื่องชายแดน นายกรัฐมนตรี ตอบแล้วว่า “ไม่มีอะไรน่ากังวล”

ซึ่งคำตอบไม่ได้เกิดจากการคาดเดาของตนเอง แต่เกิดจากการตรวจสอบข้อมูล มีการสอบถาม และยืนยันข้อมูลจากกองทัพบก ฉะนั้นประเด็นนี้ขอให้ตัดออกไป

เอกนิติ เผยเหตุน้ำมันขาด สั่งเร่งลดสัดส่วนน้ำมันสำรอง ระบายสู้หน้าปั๊มให้ประชาชนเติม

เอกนิติ เผยเหตุน้ำมันขาด สั่งเร่งลดสัดส่วนน้ำมันสำรอง ระบายสู้หน้าปั๊มให้ประชาชนเติม

เอกนิติ เผยเหตุน้ำมันขาด สั่งเร่งลดสัดส่วนน้ำมันสำรอง ระบายสู้หน้าปั๊มให้ประชาชนเติม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

วิกฤตพลังงานซ้ำซ้อน! เอกนิติ เผยน้ำมันขาดหน้าปั๊ม เหตุความต้องการพุ่งเกินกำลังผลิต เร่งสั่งลดสัดส่วนสำรองน้ำมัน ระบายสู่หน้าปั๊ม ป้องกันน้ำมันขาด ยืนยันมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ  

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงวิกฤตพลังงาน ว่า  สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันที่หนักและคาดเดาไม่ได้ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก นโยบายรับมือวิกฤตช่วงแรกและการตรึงราคา รัฐบาลได้พยายามดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วยการใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ  และจากการประเมินสถานการณ์พบว่าวิกฤตจะยาวนานและใหญ่กว่าที่คิด การตรึงราคาทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนไปเติมก่อนราคาขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 67 เป็น 80-100 ล้านลิตร/วัน เกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตร/วัน และระบบขนส่งลำเลียงไม่ทัน

นายเอกนิติ  กล่าวว่า รัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามและตรวจสอบข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่างๆ แบบวันต่อวัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนข้อมูล และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันดิบมีพอ ไม่ใช่แค่เชื่อข้อมูลที่ได้รับ โดยนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน ซึ่งปัญหาการขาดแคลนและแย่งน้ำมันเกิดจากหลายปัจจัยคือ 1. เมื่อรู้ว่าน้ำมันจะขึ้นราคาคนที่มีรถก็ไปสำรองน้ำมัน 2. ปัญหาช่องทางการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือและท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบกะทันหันได้ 3. ปั๊มที่มียี่ห้อรอง  (Jobber) ไม่ได้รับน้ำมัน ทำให้ผู้บริโภคแห่ไปปั๊มใหญ่ 4. เรือประมงใช้น้ำมันเขียว หรือบางกลุ่มใช้น้ำมันลักลอบจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันต่างประเทศแพงกว่าน้ำมันในไทยที่รัฐอุดหนุน ทุกกลุ่มจึงเปลี่ยนมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มปกติ

รมว.คลัง กล่าวว่า  สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้ 1. สั่งปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกมาสู่หน้าปั๊มให้ประชาชนทันที  2. ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าเก็บน้ำมันไว้ 3. ปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ทั้งวัน 4. กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้า เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม

“วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันคือวิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก เพราะการยันราคาจะทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนและลักลอบนำน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่อยๆ ปรับ และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่” รมว.คลัง กล่าว  

นายเอกนิติ  กล่าวอีกว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้วโดยระยะสั้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น การปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และการปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยเทียบเคียงราคาตลาดโลกและราคาในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้กองทุนน้ำมันและพิจารณาภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบ และปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า  ส่วนระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า  ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน โครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” โดยใช้ประโยชน์จากแสงแดดในการผลิตไฟฟ้า หรือSolar Farm, Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

เอกนัฏ ส่งประวัติแล้ว ยื่น สลค.ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี

เอกนัฏ ส่งประวัติแล้ว ยื่น สลค.ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี

เอกนัฏ ส่งประวัติแล้ว ยื่น สลค.ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าการส่งรายชื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี หลังจากเมื่อวันที่ 23 มี.ค.มีบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีให้ทีมงานมาส่งประวัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล จำนวนมากแล้ว โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ ยังคงมีบางคนยังส่งประวัติอาทิ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ที่มีชื่อเป็น รมว.กลาโหม ได้ให้นายเวรนำเอกสารมายื่นด้วย

นอกจากนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อเป็น รมว.พลังงาน ได้ให้ทีมงานนำเอกสารมายื่น ขณะเดียวกันมีบางคนมาส่งเอกสารเพิ่มเติม อาทิ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อเป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ส่งชื่อ ครม.เช็กประวัติแล้ว อนุทิน ย้ำ 18 หน่วยงานตรวจเข้ม

ส่งชื่อ ครม.เช็กประวัติแล้ว อนุทิน ย้ำ 18 หน่วยงานตรวจเข้ม

ส่งชื่อ ครม.เช็กประวัติแล้ว อนุทิน ย้ำ 18 หน่วยงานตรวจเข้ม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

“อนุทิน”ชี้ส่งรายชื่อ ครม.สอบประวัติเรียบร้อยแล้ว แต่เปิดเผยไม่ได้ หลังสื่อถามมีชื่อ”ปกรณ์”ติดโผ รับหากใครมีปัญหาคุณสมบัติ ทำกระบวนการล่าช้าต้องยืดเวลาอีก 5 วัน เผยวิกฤตตะวันออกกลางอยู่ในร่างแถลงนโยบายรัฐบาล

24 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย วันนี้ ว่า ได้กำชับให้ สส.ทุกคนให้ความสำคัญกับงานสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ โดยในวันพรุ่งนี้ สส.พรรคภูมิใจไทย จะยื่นญัตติเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ซึ่งตนเองไม่มีเรื่องต้องเข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ แต่รัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ คำแนะนำ คำวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกทุกฝ่าย สิ่งไหนทำแล้ว เกิดการปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ดีก็ต้องรับฟัง

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกฎหมายอะไรที่จะเสนอผลักดันเร่งด่วนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีกฎหมายหลายฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้ว ที่ต้องนำมาปัดฝุ่น และปรับปรุง เพื่อเสนอกลับเข้าไป

ส่วนไทม์ไลน์การตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากนี้ ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้รายชื่อของบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นรัฐมนตรี ได้ถูกส่งไปให้ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือมีใครที่ คุณลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เท่าที่ทราบจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งไปตรวจสอบ 18 หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานเป็นองค์กรอิสระ จะไปกำหนดว่าจะต้องตอบมาภายในกี่วันไม่ได้ และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจะส่งกลับมาที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อนจะส่งต่อให้เลขากฤษฎีกา ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

ส่วนรายชื่อรัฐมนตรีใหม่ทั้งหมดได้ยื่นไป 35 รายชื่อ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุ เอาเป็นว่าตนยื่นรายชื่อไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกระแสข่าวที่มีชื่อ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นรองนายกรัฐมนตรี นั้น นายอนุทิน ถามกลับทันทีว่า “ใครเห็น” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะตอบว่าเป็นกระแสข่าว จากนั้นนายกฯ ระบุต่อว่า ปกติการแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่ควรเปิดเผยก่อนที่จะมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา เพราะฉะนั้นถามมาก็เป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้

ส่วนคนที่มีปัญหาจะทำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ก็ส่งชื่อบุคคลอื่น และหากมีปัญหาจริง อาจจะทำให้กระบวนการยาวขึ้น เพราะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งว่าจะต้องใช้เวลาบวกอีก 5 วัน ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ได้ส่งรายชื่อสำรองไปด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้บริหารจัดการ ส่วนพรรคการเมืองอื่นไปก้าวก่ายไม่ได้

ส่วนรายชื่อของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่มีคดีอยู่ใน DSI นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า ในกรณีที่อาจมีการแจ้งข้อกล่าวหา จะต้องมีการเพล์เซฟหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอบไปแล้วว่าต้องให้เลขาคณะกรรมการกฤษฎีกาทำความเห็น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีกำหนดไว้อยู่แล้ว ว่าบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แต่ละคนมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาอีกที โดยเฉพาะที่มีข้อกังวล ต้องมาพิจารณากันอีกที

ส่วนขณะนี้ ได้ร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุย ในส่วนของกระทรวงที่ดูแล มาใส่นโยบายที่เขาตั้งใจจะทำ โดยเฉพาะนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหากเป็นรัฐบาล ซึ่งตนก็เปิดโอกาสให้ทุกพรรคนำเสนอในการประชุมร่วมกัน ส่วนประเด็นวิกฤตตะวันออกกลางจะอยู่ในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็รวมอยู่ในนั้น

นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“นายกฯ”ชี้ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด ลั่นไม่มีตรึงราคาก็ไม่ชนเพดาน บอกปริมาณความตื่นตระหนกทำความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้น 20 ล้านลิตร/วัน ยันรัฐบาลออกมาตรการประหยัดพลังงาน หวังดึงสถานการณ์กลับก่อนเกิดสงคราม ย้ำราคาสินค้าตรึงไว้เท่าที่ทำได้

24 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลระบุว่าจะไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 33 บาทต่อลิตร ว่า ไม่มีคำว่าตรึง เมื่อไม่มีคำว่าตรึงก็ไม่มีชนเพดาน โดยต้องดูกลไกตลาด ซึ่งรัฐบาลจะดูมาตรการสำหรับผู้ใช้น้ำมัน รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่จะฝืนกลไกตลาดไม่ได้ ส่วนกองทุนน้ำมันจำเป็นจะต้องกู้เงินเพิ่มหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า เรื่องนี้ขอให้ไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าราคาน้ำมันจะไปสิ้นสุดที่กี่บาท นายกฯ หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบคำถาม โดยนายกฯ ยอมรับว่า สถานการณ์ทุกคนเป็นทุกข์กับสถานการณ์ ซึ่งมาจากปัจจัยทางสงคราม รัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆ ออกมา เช่น การประหยัดพลังงาน ประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลพยายามให้ความมั่นใจว่า ก่อนที่จะมีสถานการณ์สงครามความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ละเราผลิตได้ 77 ล้านลิตรต่อวัน และขายให้ประเทศประเทศลาวและประเทศเมียนมา รวม 5 ล้านลิตร ซึ่งกำลังการผลิตถือว่าเกินความต้องการ แต่เมื่อมีปัจจัยความตื่นตระหนก ความกังวล จึงเพิ่มความต้องการเป็น 80 กว่าล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการผลิต จึงต้องพยายามดึงสถานการณ์การใช้น้ำมันกลับมาให้ได้ โดยรัฐบาลจะพยายามกลับไปจุดเดิมก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หรือก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ถ้าหากกลับไปได้จะบอกว่าน้ำมันไม่เพียงพอเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าขณะนั้นการต้องการใช้เป็นไปอย่างปกติ

พร้อมย้ำว่า ปริมาณน้ำมันที่อยู่ในระบบหากไม่รวมความตื่นตระหนกที่เพิ่มปริมาณขึ้น 20 กว่าล้านลิตร ก็จะสามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้คือราคา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในช่วงสงคราม ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีราคาก็จะลดลง

นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อเช้าได้รับรายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันของไทยที่จะเข้ามา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลไทย ได้ประสานอย่างเต็มที่กับสถานทูตอิหร่าน ซึ่งเรือน้ำมันสัญชาติไทยก็สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลต้องดำเนินนโยบายทุกด้านทั้งการทูต การค้า เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปสู่สภาวะปกติ

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายความว่ามีโอกาสที่น้ำมันดีเซลจะพุ่งทะลุลิตรละ 50 บาท ใช่หรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ไม่ทราบ หากใช้อย่างประหยัด อีกทั้งกองทุนน้ำมันก็ยังดูแลอยู่ และการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์สู้รบบริเวณตะวันออกกลาง (ศบก.) ทุกหน่วยงานก็ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีกลไกในการทำงานอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นตามกลไกตลาด เรื่องการควบคุมราคาสินค้าจะเป็นอย่างไร นายกฯ ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลก็ตรึงราคาเท่าที่เราจะทำได้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาสและค้ากำไรเกิน

ภท.จ่อชงญัตติด่วนถกปมร้อนน้ำมัน-มีมติให้สส.ทั้งพรรค ดูแลตัวเอง ปมอาหารวันประชุมสภาฯ

ภท.จ่อชงญัตติด่วนถกปมร้อนน้ำมัน-มีมติให้สส.ทั้งพรรค ดูแลตัวเอง ปมอาหารวันประชุมสภาฯ

ภท.จ่อชงญัตติด่วนถกปมร้อนน้ำมัน-มีมติให้สส.ทั้งพรรค ดูแลตัวเอง ปมอาหารวันประชุมสภาฯ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

ไม่ติดถ้าจะยกเลิก! ภูมิใจไทย พรึ่บมีมติ ดูแลตัวเอง ทั้งพรรค รับประทานอาหารวันประชุมสภาฯ ยก สส.อาสพลธ์ เคยเสนอมาตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว รับยังไม่คุยถึง ลดผู้ช่วยฯ-ตัดบำนาญฯ เตรียมชงญัตติด่วนถกปมร้อน น้ำมัน ปัดตอบ ติวเข้มสส.รอแต่งตัวเป็นรมต.-ไทม์ไลน์รัฐบาลใหม่ 

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมสส.ของพรรคฯว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้(25 มี.ค.) ได้รับการประสานว่าจะเป็นการหารือเพื่อกำหนดกรอบการทำงาน วันประชุม และเทอมการประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการยื่นญัตติด่วนเพื่อพูดคุยในประเด็นเรื่องของน้ำมัน ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะยื่นญัตติด่วนเรื่องนี้เช่นกัน รวมถึงจะมีตัวแทนสส.ของพรรคอภิปรายในเรื่องนี้ด้วย

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ได้รับหนังสือจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่งไปยังทุกพรรคการเมือง เพื่อสอบถามข้อคิดเห็นจากการที่มีสมาชิกหารือในที่ประชุมสภาฯเรื่องของการจัดเลี้ยงอาหารสส.ทั้งหมด เรื่องนี้เคยมีการพูดคุยกันมาแล้ว โดยสส.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เคยเสนอ คือนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่สภาฯชุดที่แล้ว วันนี้ทางพรรคภูมิใจไทยจึงหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือ โดยมีมติยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยจะดูแลตัวเองในเรื่องของการรับประทานอาหารในช่วงการประชุม เราไม่ติดขัดในเรื่องของการยกเลิก และพร้อมดูแลตัวเองอยู่แล้ว 

“ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เลย เพราะส่วนใหญ่สมาชิกพรรคจะมีการนำอาหารมารับประทานกันเองอยู่เรื่อยๆ ส่วนประเด็นลดจำนวนผู้ช่วยสส. และตัดบำเหน็จบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภานั้น ไม่ได้มีการพูดคุยในที่ประชุม” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมได้มีการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวของสส. ที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ แต่เป็นการพูดคุยกันในเรื่องของงานสภาฯเท่านั้น และในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องไทม์ไลน์รัฐบาลใหม่แต่อย่างใด