กต.อิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

กต.อิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

28 ก.พ. 2569 17:35 น.

กต.อิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

กระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์เดือด ประกาศตอบโต้สหรัฐฯ–อิสราเอล หลังละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ลั่นจะใช้สิทธิป้องกันตนเอง

กระทรวงการต่างประเทศ ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านออกแถลงการณ์ กรณีการรุกรานทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่านในวันนี้ โดยเนื้อหาใจความมีดังนี้

ถึงประชาชนผู้กล้าหาญและทรงเกียรติแห่งอิหร่าน พี่น้องร่วมชาติชาวอิหร่าน

มาตุภูมิอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รักของเรา อิหร่านผู้สง่างามและเป็นผู้สร้างอารยธรรม ได้ตกเป็นเป้าการรุกรานทางทหารอันเป็นอาชญากรรมจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์อีกครั้ง

เช้าวันนี้ ในช่วงใกล้เทศกาลนาว์รูช และในวันที่สิบของเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ได้ละเมิดอย่างร้ายแรงต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยแห่งชาติของอิหร่าน โดยโจมตีเป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ รวมทั้งสถานที่พลเรือนในหลายเมืองของประเทศ

การรุกรานทางทหารซ้ำอีกครั้งของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ต่ออิหร่าน เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในกระบวนการทางการทูต แม้ว่าเราจะมั่นใจในเจตนาของสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ต่อการกระทำรุกรานครั้งใหม่ แต่เพื่อเป็นการยืนยันต่อประชาคมระหว่างประเทศและนานาประเทศทั่วโลก เราได้กลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของประชาชนอิหร่าน และแสดงให้เห็นว่าไม่มีข้ออ้างใดที่มีความชอบธรรมต่อการรุกราน

ขณะนี้ประชาชนอิหร่านสามารถภาคภูมิใจได้ว่า พวกเขาได้ทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามแล้ว บัดนี้ถึงเวลาปกป้องมาตุภูมิและเผชิญหน้ากับการรุกรานทางทหารของศัตรู เช่นเดียวกับที่เราพร้อมสำหรับการเจรจา เราพร้อมสำหรับการป้องกันมากกว่าช่วงเวลาใดๆ กองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตอบโต้ผู้รุกรานอย่างเด็ดขาด

การโจมตีทางอากาศของระบอบไซออนิสต์และสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่าน ถือเป็นการละเมิดวรรค 4 ของมาตรา 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นการรุกรานด้วยกำลังอาวุธอย่างชัดแจ้งต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

การตอบโต้ต่อการรุกรานครั้งนี้ เป็นสิทธิตามกฎหมายและชอบธรรมของอิหร่าน ตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และกองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะใช้ศักยภาพและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อเผชิญหน้าและยุติการกระทำอันเป็นอาชญากรรมของศัตรู

สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอเน้นย้ำถึงหน้าที่สำคัญขององค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง ในการดำเนินการโดยทันทีเพื่อรับมือกับการละเมิดสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ อันเกิดจากการรุกรานทางทหารอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ต่ออิหร่าน และเรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคง และสมาชิกของคณะมนตรี ดำเนินการตามหน้าที่โดยเร็วที่สุด

จากรัฐสมาชิกทั้งหมดขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคและประเทศอิสลาม สมาชิกขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และรัฐบาลทั้งหลายที่มีความรับผิดชอบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ คาดหวังให้มีการประณามอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำรุกรานนี้ และดำเนินมาตรการเร่งด่วนร่วมกันเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ได้คุกคามสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน

และในห้วงเวลานี้ เมื่อการทดสอบครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ได้มาถึง กองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยยึดมั่นในมรดกแห่งวีรกรรมของแผ่นดินนี้ ด้วยความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า เชื่อมั่นในคำมั่นแห่งชัยชนะจากพระองค์ และยืนหยัดด้วยพลังแห่งชาติ จะไม่ลังเลในการปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รัก

ประวัติศาสตร์เป็นพยานว่า ชาวอิหร่านไม่เคยก้มศีรษะยอมจำนนต่อผู้รุกรานจากต่างชาติ และในครั้งนี้เช่นกัน การตอบสนองของประชาชนอิหร่านจะเด็ดขาดและชี้ขาด จนทำให้ผู้รุกรานต้องสำนึกต่อการกระทำอันเป็นอาชญากรรมของตน.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ตึงเครียดหนัก อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง

 ตึงเครียดหนัก อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง

28 ก.พ. 2569 17:07 น.

ตึงเครียดหนัก อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง หลังอิหร่านรุกต่อ โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หลายจุดในภูมิภาค เพื่อตอบโต้การโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอล ต่อเป้าหมายในอิหร่านก่อนหน้านี้

สื่อใกล้ชิดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานว่า มีรายงานเหตุระเบิดหลายครั้งในบาห์เรน กรุงอาบูดาบี และกาตาร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ โดยมีการยิงขีปนาวุธพุ่งเป้าไปยังฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ ฐานทัพอากาศอัล อูเดอิด ในกาตาร์, ฐานทัพอากาศอัล ซาเลม ในคูเวต, ฐานทัพอากาศอัล ดาฟรา ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฐานทัพกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน เนื่องจากบาห์เรนเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย และเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ถาวรของกองเรือที่ 5 ในกรุงมานามา จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน และสถานการณ์ยังคงไม่นิ่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยบาห์เรนออกประกาศเร่งด่วน ขอให้ประชาชนรีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยใกล้ที่สุดทันที

ด้านสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านอ้างคำแถลงของ IRGC ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในเมืองต่าง ๆ ของอิหร่าน

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอิสราเอลมีการประกาศเปิดปฏิบัติการโจมตีระลอกใหม่ต่อเป้าหมายของรัฐบาลอิหร่านทางตะวันตกของประเทศ โดยกองทัพอิสราเอล (IDF) ระบุว่า กำลังดำเนินการโจมตีวงกว้างต่อเป้าหมายทางทหารหลายแห่ง โดยการโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีครั้งแรก.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

1 มีนาคม 2569 เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เปิดฉากสู่เส้นทางใหม่อย่างยิ่งใหญ่กับรอบ The Final ของ Miss Tiffany 2026 ของ บุ๊ค ธีรชยา ภายใต้ธีม “RISE AS ONE – ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งเดียว” ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้เข้าประกวดปรากฏตัวบนเวที บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แรงลุ้น และพลังแห่งความหวังจากแฟนนางงามทั่วประเทศที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนประวัติศาสตร์

และผู้ที่คว้ามงกุฎ Miss Tiffany 2026 ไปครอง ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช อายุ 29 ปี คอลัมนิสต์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากกรุงเทพ ผู้ถ่ายทอดทั้งความสง่างาม ไหวพริบ และพลังผู้นำได้อย่างโดดเด่น สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่ยืนหยัดในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คว้าใจคณะกรรมการและผู้ชมทั้งฮอลล์อย่างอยู่หมัด

โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์ อายุ 28 ปี นักการตลาดจากเชียงใหม่ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ อายุ 26 ปี นักรังสีการแพทย์จากสุพรรณบุรี

ภายใต้ธีม “RISE AS ONE” การประกวดในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งความงาม หากแต่เป็นพื้นที่ของความหวัง ความฝัน และการลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามไปพร้อมกันของตัวตนในสังคมที่หลากหลาย สาวงามทั้ง 24 คนได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต การฟันฝ่าอุปสรรค และแรงบันดาลใจอันทรงพลัง ผ่านการเดินทางร่วมกับ Miss Tiffany 2026 กว่า 2 เดือน เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และบทบาทของผู้นำในโลกยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจ

ความยิ่งใหญ่ของค่ำคืนนี้ ไม่ได้วัดเพียงแสงสีเสียงอันตระการตา หรือโปรดักชันระดับเวิลด์คลาส แต่คือพลังของการ “ก้าวขึ้นไปพร้อมกัน” การจับมือกันของชุมชน ความเข้าใจที่เพิ่มพูน และการประกาศให้โลกรู้ว่า ความหลากหลายไม่ใช่ความแตกต่างที่ต้องแบ่งแยก หากคือพลังที่ทำให้สังคมแข็งแรงขึ้น

ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องและภาพแห่งความภาคภูมิใจบนเวที ค่ำคืนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของเวที ที่ไม่เพียงเฟ้นหาความงาม หากยังประกาศศักดาของผู้นำคนใหม่ ผู้พร้อมเป็นกระบอกเสียงแห่งความเท่าเทียม และพาสังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม

เพราะเมื่อเรา “Rise As One” เราไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง — แต่กำลังก้าวขึ้นไปด้วยกันทั้งสังคม

รางวัลผลการประกวด Miss Tiffany 2026

Miss Tiffany’s Universe 2026 ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช

1st runner-up ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

2nd runner-up ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ

Miss Photogenic ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

Best Evening Gown ได้แก่ หมายเลข 22 เซเว่น จรรญพร ป่าหลา

The Future of Beauty by Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลอื่น ๆ ได้แก่

BEST PERFORMANCE IN THE PRELIMINARY ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
BEST IN SWIMSUIT ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล
BEST CHANGE MAKER ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์
Miss Congeniality ได้แก่ หมายเลข 20 เฟรชชี่ พิมพ์ญาดา ฉายแสง
Grace of UTCC ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
Social Iconic By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 3 เอนิว ธีรภาดา ธรรมบำรุง
Miss Perfect Skin By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 11 ชีต้า กีรติกาญจน์ ยอดแสง
Best Mille Skin of New Gen ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat - Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

BeNeat สตาร์ทอัพไทยด้านเทคโนโลยีบริการทำความสะอาดและบริหารจัดการที่พัก จับมือ Airbnb ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยมีหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมเป็นภาคีสนับสนุนหลัก ตอกย้ำศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยให้โฮสต์ Airbnb ในประเทศไทยสามารถจัดบริการทำความสะอาดคุณภาพสูงจาก BeNeat สำหรับที่พักของตนได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งประสบการณ์ของโฮสต์และมาตรฐานการบริการสำหรับผู้เข้าพัก โดย BeNeat ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการปฏิบัติงานที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Airbnb ผ่านระบบ API ช่วยลดภาระการบริหารจัดการหลังบ้านของโฮสต์ ทั้งนี้ โฮสต์ Airbnb ที่ใช้ BeNeat จะได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงการเชื่อมโยงปฏิทินการจองแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดตารางการทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติตามวันเช็คอินและเช็คเอาท์ของผู้เข้าพัก และการติดตามสถานะการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์ที่ส่งตรงไปยังแดชบอร์ดของโฮสต์ Airbnb ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการที่พักสำหรับโฮสต์ง่ายขึ้น และทำให้การดำเนินงานด้านการทำความสะอาดเป็นระบบและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มช. มีนโยบายยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ บ่มเพาะทักษะเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้บัณฑิตพร้อมทำงานในภาคธุรกิจจริง ผสานเข้ากับกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการของ STeP อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางโมเดลธุรกิจ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยสร้างเส้นทางการเติบโตที่มั่นคง ให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก นอกจากนี้ยังสะท้อนบทบาทของภาคการศึกษาในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการจ้างงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้าน อานนท์ น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บีนีท จำกัด ระบุว่า เป้าหมายของ BeNeat ไม่ได้มุ่งเพียงการให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน แต่ต้องการสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” ที่ช่วยลดภาระงานหลังบ้านของโฮสต์ เพิ่มมาตรฐานการทำงาน และทำให้คุณภาพการบริการสามารถติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งแม่บ้านบนแพลตฟอร์ม BeNeat ทุกคนได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความสะอาดและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้เข้าพัก และสนับสนุนให้ที่พักสามารถรักษาคุณภาพการบริการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและโอกาสในการได้รับการจองซ้ำในระยะยาว

ทางด้าน อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ของ Airbnb กล่าวว่า Airbnb ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การช่วยให้โฮสต์ของเราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอให้กับผู้เข้าพักในทุกๆ การจอง คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างรากฐานนั้นให้แข็งแกร่ง ความร่วมมือกับ BeNeat ในครั้งนี้จะช่วยให้โฮสต์ของเราประหยัดเวลาในการบริหารจัดการหลังบ้าน ทำให้พวกเขามีเวลาโฟกัสกับการดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้าพักได้ดียิ่งขึ้น

ในเชิงนโยบาย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกใหม่ที่สำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการกระจายรายได้สู่ภาคบริการในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการในท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เสริมสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ให้กับเชียงใหม่และประเทศของเรา

ณัฐ ฤทธารมย์ ในฐานะ Airbnb Superhost และผู้นำกลุ่มโฮสต์ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานจริงว่า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการที่พักมักอาศัยประสบการณ์ การลองผิดลองถูก แต่ละที่ดำเนินการแตกต่างกัน ทำให้การควบคุมคุณภาพในภาพรวมเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน แต่เมื่อนวัตกรรมของ BeNeat เข้ามาผสานกับมาตรฐานระดับโลกของ Airbnb จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้โฮสต์สามารถโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าพักได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจของผู้เข้าพัก และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวสำหรับโฮสต์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเข้มข้น ผ่านเวที Panel Discussion ในประเด็นการพัฒนานวัตกรรมไทยและการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ระดับสากล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับโฮสต์ไทย โดยมีตัวแทนจาก BeNeat, Airbnb และ Superhost ร่วมถ่ายทอดมุมมองจากประสบการณ์การทำงานจริง ควบคู่กับการจัด Workshop เทคนิคการเริ่มต้นธุรกิจที่พักให้โปร่งใสและเป็นมืออาชีพ และ การพัฒนา Listing Quality เพื่อเพิ่มยอดจองและรักษามาตรฐานความสะอาดระดับ 5 ดาว เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวและการจองที่พักในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Digital Nomad ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความสะอาด และความน่าเชื่อถือของบริการ

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง Airbnb และ BeNeat จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและงานบริการของไทยให้สอดรับกับคุณภาพระดับสากล หากยังเป็นต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านนวัตกรรมที่จับต้องได้ โดยมุ่งสร้าง “วงจรการเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth Cycle) รายได้จากการเป็นโฮสต์และภาคการท่องเที่ยวจะถูกส่งต่อสู่การจ้างงาน การสร้างอาชีพที่มั่นคง และการยกระดับคุณภาพแรงงานในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ความร่วมมือนี้จึงจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและงานบริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ชาวเมืองจึงต้องสร้าง “เขื่อน” ขนาดมหึมาขึ้นมาเพื่อกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและไร่นา เขื่อนเหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงชีวิตที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล

                  ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งชื่อ บ้านฮาร์เล็ม   มีเด็กชายอายุ 10 ปี คนหนึ่งชื่อ “ฮันส์”  เขาเป็นเด็กช่างสังเกตและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เสมอ ทุกวันหลังเลิกเรียน ฮันส์มักจะเดินเล่นเลียบไปตามแนวเขื่อนเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยตามคำสอนของพ่อที่ว่า “เขื่อนคือชีวิตของพวกเรา หากเขื่อนพัง ทุกอย่างจะหายไปในพริบตา”

                   เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พายุเริ่มตั้งเค้าและลมทะเลพัดแรง ฮันส์สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่ผนังเขื่อนดิน มีน้ำสายเล็กๆ พุ่งออกมาจากรูกลมๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย

ฮันส์ตกใจมาก เขารู้ดีว่าน้ำทะเลมีความดันมหาศาล หากปล่อยให้รูเล็กๆ นี้รั่วต่อไป แรงดันน้ำจะกัดเซาะให้รูนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเขื่อนทั้งแถบพังแตกทลายลง และในค่ำคืนที่พายุมาเช่นนี้ ชาวเมืองที่กำลังนอนหลับใหลจะไม่มีทางหนีทัน

                  “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ ช่วยด้วย! เขื่อนรั่ว!” ฮันส์ตะโกนสุดเสียง แต่เสียงของเขาถูกลมพายุกลืนหายไปจนหมด ไม่มีใครผ่านมาแถวนั้นเลย

                   เมื่อไม่มีใครมาช่วย  ฮันส์ตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญ เขาใช้ “นิ้วมือ” ของตัวเองยัดอุดเข้าไปในรูรั่วนั้นทันที ความเย็นเฉียบของน้ำทะเลพุ่งเข้าปะทะปลายนิ้ว แต่เขาสัมผัสได้ว่าน้ำหยุดไหลแล้ว

                   เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง จากเย็นสู่ค่ำ และจากค่ำสู่ดึกสงัด ร่างกายของฮันส์เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ นิ้วมือของเขาเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดลามไปทั่วทั้งแขนและร่างกาย แต่ฮันส์ไม่ยอมขยับเขยื้อน

                   เขารู้ว่าถ้าเขาถอนนิ้วออกตอนนี้ น้ำจะพุ่งแรงกว่าเดิม และหมู่บ้านด้านล่างจะจมน้ำทันที “ฉันจะทิ้งหน้าที่นี้ไม่ได้… ทุกคนกำลังนอนหลับอย่างปลอดภัยเพราะฉันอุดรูนี้อยู่” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยสติที่เริ่มเลือนลาง

                   เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวเมืองที่เดินผ่านมาพบร่างของเด็กชายตัวน้อยก้มหน้าพิงอยู่กับเขื่อน นิ้วมือของเขายังคงอุดแน่นอยู่ในรูรั่วนั้น แต่ร่างกายของฮันส์เย็นชืดและเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากความหนาวเย็นเพื่อรักษาชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านไว้

                   ชาวเมืองต่างพากันร้องไห้และยกย่องในความกล้าหาญ ฮันส์ไม่ได้เป็นแค่เด็กชายธรรมดาอีกต่อไป แต่เขาคือ “วีรบุรุษ” ผู้สอนให้โลกได้รู้ว่า “ความรับผิดชอบ” แม้ในเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย ก็สามารถรักษาชีวิตและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไว้ได้

                    เรื่องนี้แปลมาจากนิทานเนเธอร์แลนด์ The Little Dutch Boy ที่เล่าต่อกันมากว่าร้อยปี

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือพละกำลัง แต่อยู่ที่หัวใจที่รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และการมองเห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายอย่างที่สุด  

                     “แม้เด็กจะตัวเล็ก  แต่ก็ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

อาทร  จันทวิมล

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์ในบ้านเราพากันแชร์บทความจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) ซึ่งลงไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่มีชื่อว่า Parents are going broke from their kids’ sushi obsession (https://www.wsj.com/lifestyle/parenting-food-diet-kids-sushi-8ff64063) เนื้อหาว่าด้วยกระแสนิยมในปัจจุบันของพ่อแม่ผู้ปกครองในสหรัฐฯ ที่พาลูกๆ เข้าร้านอาหารซูชิสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องของความสะดวกสบาย หรือตามใจลูกหลานที่ร้องขออยากกิน จนทำให้ตอนนี้ ซูชิกลายมาเป็นอาหารโปรดอันดับหนึ่งของเด็กยุคใหม่ เข้ามาแทนที่พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือไก่ทอด ในงานปาร์ตี้วันเกิดและมื้อเย็นปกติ

แต่ข้อเท็จจริงคือ คือซูชิและเมนูอาหารญี่ปุ่น มักมีราคาแพงกว่าอาหารมื้อปกติที่อเมริกันชนเคยบริโภคกันหลายเท่า อีกทั้งเมื่อเด็กๆ กินกันบ่อยๆ ก็ถูกปากถูกจนใจ จนลืมและมองข้ามเมนูอาหารเดิมๆ อย่างพิซซ่าหรือเบอร์เกอร์ ไม่พอใจกับอาหารราคาประหยัดแบบเดิมอีกต่อไป แต่กลับเรียกร้องซูชิเกรดพรีเมียม หรือ “โอมากาเสะ” ในทุกๆ ครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารพร้อมกับครอบครัว ซึ่งแน่นอว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ขัดใจลูกไม่ได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อมื้อพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว กระทบต่อฐานะทางการเงินของหลายครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ในบทความยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่จัดงานวันเกิดให้ลูกสาววัย 10 ขวบ โดยเลือกเข้าร้านซูชิแทนพิซซ่า ปรากฏว่าค่าอาหารพุ่งไปถึง 600 ดอลลาร์ (ประมาณ 21,000 บาท) สำหรับเด็กเพียงไม่กี่คน มากกว่าการสั่งพิซซ่าถึง 5-6 เท่า บางครอบครัวเปรียบเปรยลูกๆ ว่าเหมือน “คนป่า” (Savages) เพราะแทบจะทันทีที่ถาดซูชิวางลง เด็กๆ จะรุมกินอย่างรวดเร็วเหมือนแร้งลง หรือฝูงปลาปิรันยา สามารถกินแซลมอนและทูน่าดิบหมดเกลี้ยงในพริบตา จนพ่อแม่แทบไม่ได้คีบสักชิ้นเดียว แถมต้องจ่ายค่าอาหารจนกระเป๋าฉีก

เด็กสมัยนี้ไม่ได้หยุดแค่แคลิฟอร์เนียโรลพื้นฐาน แต่ลามไปถึงเมนูระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น Sashimi Platter เด็กๆ ชอบสั่งปลาล้วนไม่มีข้าว โดยเฉพาะ Salmon และ Hamachi ซึ่งมีราคาสูงและไม่อิ่มท้อง ทำให้ต้องสั่งหลายจาน เช่นเดียวกับ Spicy Tuna Roll เมนูเริ่มต้นสำหรับเด็กที่เริ่มทานรสจัดได้ และกลายเป็นเมนูประจำที่สั่งกันทุกครั้ง ตามด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ความสนุกเวลาไข่ปลาแตกในปากทำให้เป็นเมนูโปรด แต่ราคาต่อคำนั้นสูงจนพ่อแม่ต้องกุมขมับ ส่วนปลาไหลย่าง (Unagi) ก็อร่อยด้วยรสชาติหวานนำและซอสเข้มข้น ทำให้เด็กๆ ติดใจได้ง่ายกว่าปลาดิบธรรมดา

ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งมาจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การกินซูชิดูคูลดูเท่ แสดงถึงรสนิยมที่เหนือกว่าในหมู่เด็กและวัยรุ่น สำหรับเด็ก Gen Alpha การรู้จักชื่อปลาอย่าง Hamachi หรือ Unagi กลายเป็นเครื่องหมายแสดงความมีฐานะและมีการศึกษาในโรงเรียน ไม่ต่างจากการมีรองเท้าผ้าใบราคาแพง และเนื่องจากซูชิถูกมองว่าเป็นอาหารที่สะอาด มีระเบียบ และมีระดับ การที่วัยรุ่นสั่ง Crispy rice tuna squares ราคา 30 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 กว่าบาท) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความหิว แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกทางตัวตนบนโซเชียลมีเดียด้วย

ขณะที่ตัวของพ่อแม่เอง แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของหลายครอบครัว (รวมถึงครอบครัวผู้เขียนต้นฉบับ) ล้วนอยากให้ลูกได้กินของดีๆ เวลาออกไปกินข้าวนอกบ้านช่วงสุดสัปดาห์ อีกทั้งอาจอยากให้ลูกเป็นคนกินง่าย ไม่งอแงโยเย หรืออยากให้เด็กๆ ดูดีมีรสนิยม จึงเป็นฝ่ายเริ่มให้เด็กๆ กินอาหารเหล่านี้ พวกเด็กๆ ไม่ได้ร้องขออยากกินเองแต่ต้น แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งนี้กำลังทำให้พ่อแม่หลายคนในหลายครอบครัวเสียใจ เพราะกลับกลายเป็นว่า ทำให้เด็กๆ กลายเป็นคน ‘ลิ้นสูง’ (Refined Palates) ไม่สามารถกลับไปสั่งอาหารราคาถูกให้ลูกกินได้อีกแล้ว

ไม่เพียงแต่ปัญหาการเงินเท่านั้น ในบทความนี้ ยังพูดถึงนักโภชนาการและแพทย์ได้เตือนพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกกินซูชิจนเหมือนบุฟเฟต์ ว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพหลายอย่างตามมา ปลาที่เด็กๆ ชอบอย่าง Tuna มีสะสมสารปรอทสูง หากเด็กกินบ่อยเกินไปอาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบประสาทและสมองที่กำลังเติบโต ส่วนโชยุและซอสราด เช่น Spicy Mayo หรือ Eel Sauce เด็กๆ มักจะจุ่มซูชิลงในซีอิ๊วเข้มข้น ซึ่งส่งผลเสียต่อไตและเพิ่มความดันโลหิตได้ ขณะที่แม้ซูชิเกรดพรีเมียมจะปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การกินปลาดิบปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ นอกจากนี้ หลายคนยังลืมไปว่า ข้าวในซูชิมีการผสมน้ำตาลและน้ำส้มสายชูปริมาณมากเพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ถือเป็นพลังงานส่วนเกินที่เด็กไม่จำเป็นต้องได้รับมากขนาดนั้น

กลยุทธรับมือ ‘วิกฤตซูชิ’ ในครอบครัว

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ให้ล้มละลายจากค่าอาหาร ในบทความนี้นำเสนอเทคนิคหลากหลายที่พ่อแมหลายครอบครัวนำมาใช้เป็น “จิตวิทยาอาหาร” รับมือเด็กๆ สั่งเมนูอาหารในร้านซูชิแบบเป็นพายุ เริ่มจากสั่งเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีแป้งเยอะๆ เช่น ข้าวผัด เกี๊ยวซ่า หรือถั่วแระญี่ปุ่น มาดักหน้าให้เด็กๆ อิ่มท้องก่อนที่จานปลาพรีเมียมจะมาถึง ตามด้วยการบังคับหรือจูงใจให้สั่งเมนูจำพวก Special Rolls เช่น แคลิฟอร์เนียโรล หรือคัดเลอร์โรล ที่มีข้าวและซอสเยอะๆ แทนการสั่งซาชิมิ หรือนิกิริ ซึ่งเป็นเนื้อปลาเพียวๆ และมีราคาสูงกว่ามาก

นอกจากนี้ ยังอาจสั่งเมนูแบบถาดรวม (Platter) ซึ่งมักจะได้ราคาต่อคำที่ถูกกว่าการสั่งแยกทีละอย่าง หรือสั่งแบบกรวยสาหร่าย เพราะปริมาณข้าวและสาหร่ายจะทำให้เด็กอิ่มเร็วกว่าการคีบกินเป็นคำๆ ขณะที่พ่อแม่หลายครอบครัว ยอมรับว่าให้ลูกกินขนมหรืออาหารรองท้องจากบ้านไปก่อน เพื่อให้ความหิวลดลงเมื่อถึงร้าน

ปรากฏการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’

ไม่เพียงแต่ร้านอาหารระดับหรูเท่านั้น อเมริกาและอีกหลายประเทศแถบตะวันตกกำลังเกิดปรากฎการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’ ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ต ผลสำรวจเมื่อเดือน พ.ย. 2025 พบว่ายอดขายในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงพุ่งสูงถึง 2,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งมียอดขายแซงหน้าไก่หมุน (Rotisserie Chicken) ซึ่งเคยเป็นแชมป์อาหารสำเร็จรูปมาอย่างยาวนานไปแล้ว

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองว่าซูชิเป็นอาหารที่ต้องไปกินที่ร้านหรูๆ เท่านั้น แต่มันกลายเป็นอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่สะดวกและดูดี (Healthy & Trendy) ในราคาที่จับต้องได้มากกว่าการเข้าร้านอาหารเต็มรูปแบบ อีกทั้งในปี 2025 และปีนี้ คอนเทนต์ประเภท Sushi Mukbang หรือการรีวิวซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดยังคงเป็นไวรัลในหมู่ Gen Z และ Gen Alpha ส่งผลโดยตรงต่อยอดขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาโลกแตกเรื่องซูชิ อาจไม่ใช่ปัญหาหนักอกสำหรับหลายครอบครัว หากมีการพุดคุยตกลงกันก่อนออกจากบ้าน เช่น กินกันเดือนละ 1 ครั้ง หรือปรับตัวเปลี่ยนแปลงร้านอาหารและเมนูที่หลากหลาย และบอกให้เด็กๆ เข้าใจถึงสถานการณ์เงินในบ้าน ว่าบางครั้ง อาจไม่สามารถกินซูชิกันได้ทุกมื้อที่ออกไปรับประทานอาหารร่วมกัน

เพราะสำหรับเด็กๆ (ส่วนใหญ่) แล้ว การได้กินอาหารร่วมกันพร้อมหน้าถือเป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ไม่ว่าเมนูมื้อนั้นจะเป็นซูชิ หรือพิซซ่ากับไก่ทอดบ้านๆ ก็ตาม

โดย ดาโน โทนาลี

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอวกาศ SETI Institution ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ไขความลับอีกชั้นของดวงจันทร์ไททัน (Titan) และวงแหวนของดาวเสาร์ โดยนำเสนอสมมติฐานว่า ในอดีต ดาวเสาร์เคยมีดวงจันทร์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งดวง ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้ว่า ไครซาลิส Chrysalis เมื่อประมาณ 160 ล้านปีก่อน วงโคจรของไครซาลิสเกิดความไม่เสถียรเนื่องจากแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดวงจันทร์ไททัน มันจึงเคลื่อนเข้าใกล้ดาวเสาร์มากเกินไปจนถูกแรงไทดัล (Tidal forces) ฉีกออกเป็นชิ้นๆ

การแตกสลายของดวงจันทร์ไครซาลิส คือคำตอบของปริศนาที่ว่าทำไมวงแหวนดาวเสาร์ถึงดูสะอาดและสว่างสดใสเนื่องจากเศษซากน้ำแข็งประมาณ 99% จากดวงจันทร์ที่แตกสลายได้กลายเป็น วงแหวนอันสวยงาม ที่เราเห็นในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าวงแหวนดาวเสาร์ไม่ได้เกิดพร้อมดาวเสาร์ เมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้ว แต่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เองในเชิงดาราศาสตร์

การค้นพบนี้ยังช่วยอธิบายว่า ทำไมไททันถึงมีวงโคจรที่ “รี” และขยับห่างออกไปจากดาวเสาร์เร็วกว่าที่คิด เนื่องจากไททันเปรียบเสมือนจอมป่วน ที่ผลักดวงจันทร์ดวงอื่นจนกระเด็นหรือแตกสลาย การขยับตัวของไททันส่งผลต่อค่าความเอียงของแกนหมุนดาวเสาร์ ทำให้ดาวเสาร์เอียงทำมุมประมาณ 26.7 องศาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ไททันยังเป็นดวงจันทร์เพียงดวงเดียวที่มีชั้นบรรยากาศหนาแน่น และมีวัฏจักรของเหลว คือมีฝนตก มีแม่น้ำ และทะเลมีเทนคล้ายกับโลก ข้อมูลจากภารกิจ Cassini และภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ เจมส์ เวบบ์ ยืนยันว่าไททันมีเมฆที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลจริงๆ

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะนักวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ บาลี ปูเลนดรา จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กำลังพัฒนาวัคซีนแบบพ่นจมูกที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคเพียงชนิดเดียวเหมือนวัคซีนในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา เช่น วัคซีนหัดก็กันแค่หัด แต่เป็นการ “ปลุกเซลล์ภูมิคุ้มกันในปอด” ให้ตื่นตัวและพร้อมสู้กับเชื้อโรคทุกรูปแบบ

วัคซีนนี้ไม่ได้เลียนแบบตัวเชื้อโรค แต่เป็นการเลียนแบบสัญญาณสื่อสารระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน เมื่อพ่นเข้าทางจมูก วัคซีนจะสั่งให้เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophages ในปอดอยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุด พร้อมโจมตีสิ่งแปลกปลอมทันที ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

จากการทดลองในหนู วัคซีนสูตรนี้สามารถป้องกันเชื้อไวรัส ครอบคลุมตั้งแต่วัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงโควิด-19 และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดการกลายพันธุ์ ช่วยลดปริมาณไวรัสในปอดได้ถึง 100-1,000 เท่า และมีฤทธิ์คุ้มครองยาวนานประมาณ 3 เดือน ต่อการพ่นหนึ่งครั้ง ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในปอด และสามารถลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างไรฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหืดได้ด้วย

ทีมวิจัยกำลังเตรียมการทดสอบทางคลินิก โดยมีแผนจะใช้รูปแบบการฉีดวัคซีนแล้วลองรับเชื้อที่ไม่อันตรายเพื่อดูผล (Human Challenge) หากการทดลองราบรื่น คาดว่าอาจพร้อมใช้งานจริงภายใน 5-7 ปี หรือประมาณปี 2031-2033

‘TUMULAND : KORAT’ นิทรรศการ ‘Art Toy’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานงานวิจัย

‘TUMULAND : KORAT’ นิทรรศการ ‘Art Toy’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานงานวิจัย

‘TUMULAND : KORAT’ นิทรรศการ ‘Art Toy’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานงานวิจัย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เดินหน้าพันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จัดพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ TUMULAND : KORAT” (ตุ้มู้ แลนด์ : โคราช) นำเสนอผลงานวิจัยที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ในการตีความอัตลักษณ์ท้องถิ่นใหม่ (Reinterpretation) ผ่านรูปแบบ “อาร์ตทอย” (Art Toy) โดยมี รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.สุรชัย วงษ์ฟูเกียรติ คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมเข้าร่วมงาน ณ บริเวณหน้า MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช

ผศ.เกรียงไกร ดวงขจร อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยและประธานคณะทำงานจัดการแสดงนิทรรศการ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นผลสัมฤทธิ์จากงานวิจัยสร้างสรรค์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (NRCT) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการและการรับรู้ของสาธารณชน (Public Perception)

โดย นิทรรศการ “TUMULAND : KORAT” นำเสนอแนวคิดการนำทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ของ จ.นครราชสีมา ที่มีความโดดเด่นทั้งมิติด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ภาษาถิ่น และความเชื่อ มาผ่านกระบวนการสังเคราะห์และออกแบบใหม่ในรูปแบบศิลปะร่วมสมัย ประเภท “อาร์ตทอย” ซึ่งถือเป็นสื่อสากลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายช่วงวัย การจัดแสดงครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างปรากฏการณ์ทางศิลปะที่สะท้อนบริบทสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นในมุมมองใหม่ เพื่อยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

การดำเนินงานดังกล่าว สอดรับกับยุทธศาสตร์การสร้างพลังทางวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ท้องถิ่นแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่จับต้องได้ ส่งผลให้เกิดการตระหนักรู้ในคุณค่าของอัตลักษณ์โคราช และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับฐานราก

นิทรรศการนี้จะเป็นเวทีกลางทางวิชาการในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการออกแบบและศิลปวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมาสู่การเป็น “เมืองแห่งความสร้างสรรค์” และเป็นต้นแบบในการพัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การให้คือความสุข ผู้ให้คือผู้ส่งมอบความสุขให้กับผู้รับ ไม่ว่าผู้รับจะเป็นใครก็ตาม ให้กับคน คนที่เป็นผู้รับก็มีความสุข ให้กับสัตว์ สัตว์ที่เป็นผู้รับก็มีความสุข เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ผู้ให้คือผู้ที่มีความสุขใจ เพราะเป็นผู้มอบความสุขให้กับผู้รับ ผู้ให้ย่อมอิ่มเอมใจ ผู้ให้ย่อมบังเกิดความปรีดิ์เปรมเกษมสุข

คอนเสิร์ต สายใย ดุจสายฝน ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อหาทุนสมทบช่วยเหลือคนตาบอด และเพื่อเปิดโอกาสให้คนตาบอดได้ร่วมแสดงความสามารถด้านต่าง ๆ เช่น การดนตรี ด้านอาชีพ และด้านการฝีมือ โดยมีการแสดงร่วมกับนักร้องกิตติมศักดิ์และนักร้องอาชีพ งานจัดไปเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังพญาไท 

นักร้องกิตติมศักดิ์ที่ให้เกียรติร่วมร้องเพลงในงานคือ หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ นวลพรรณ ล่ำซำ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี วิทูร ศิลาอ่อน ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ และพัชรา เจียรวนนท์ ส่วนนักร้องอาชีพคือ เสาวลักษณ์ ลีละบุตร สินเจริญบราเธอร์ส ร่วมด้วยนักร้องจากโรงเรียนสอนคนตาบอด บรรเลงดนตรีโดยวงดุริยางค์แห่งราชนาวีไทย และนักกีตาร์คลาสสิกผู้พิการสายตา คือ นพพร เพริศแพร้ว และที่สุดพิเศษคือการได้ชมความงดงามของพระราชวังพญาไทในยามค่ำคืนด้วย

ในวันงานนั้น นอกจากได้อิ่มเอมกับเสียงเพลงไพเราะจากนักร้องมากมาย และเสียงดนตรีที่เสนาะโสตจากนักดนตรีแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญทำกุศลเพื่อช่วยเหลือคนตาบอด เพราะมีสินค้าต่าง ๆ ที่ผลิตโดยคนตาบอดมาจำหน่าย และมีการเปิดร้านนวดโดยผู้พิการทางตา แต่ที่มากกว่านั้นคือได้พูดคุยกับคนตาบอด ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังโดยตรงจากคนพิการสายตา ทุกคนที่ได้พูดคุยด้วยบอกตรงกันว่า ขอบคุณที่สังคมไทยยังไม่ลืมพวกเขา และเขาก็พยายามจะไม่เป็นปัญหาให้กับสังคม แม้เขาจะพิการสายตา แต่เขาก็ยินดีช่วยเหลือสังคมไทยตามความสามารถ และอยากเห็นสังคมไทยก้าวเดินไปบนหนทางแห่งความสุข ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง อยู่ร่วมกันอย่างมีมิตรจิตรมิตรใจและเต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพ และเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของกันและกัน 

สำหรับคุณ ๆ ที่ต้องการร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนสอนคนตาบอด โปรดโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อบัญชีโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย สาขาองค์การเภสัชกรรม เลขที่ 072 0169 259 เงินบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower