2 รมช.มหาดไทย อำนวยพรคณะร่วม พิธีฮัจย์ จ่อคืนเงินเหลือจ่ายให้ผู้แสวงบุญ กว่า 62 ล้านบาท

2 รมช.มหาดไทย อำนวยพรคณะร่วม พิธีฮัจย์ จ่อคืนเงินเหลือจ่ายให้ผู้แสวงบุญ กว่า 62 ล้านบาท

2 รมช.มหาดไทย อำนวยพรคณะร่วม พิธีฮัจย์ จ่อคืนเงินเหลือจ่ายให้ผู้แสวงบุญ กว่า 62 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

18 เมษายน 2569 ที่อาคารอเนกประสงค์ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานพิธีอำนวยพรแก่ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2569 โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นายอำเภอ นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และประชาชนผู้แสวงบุญ ร่วมในพิธี

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การเดินทางสู่ห้วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 69 ณ นครเมกกกะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในวันนี้ มีหัวใจสำคัญของการเดินทางที่น่าภาคภูมิใจ 3 ประการ คือ 1. “การรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เพราะ พิธีฮัจย์คือศูนย์รวมศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ จึงขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของทุกท่านที่จะปฏิบัติศาสนกิจ 2. “บทบาททูตสันติภาพ” ที่ทุกท่านเปรียบเสมือนตัวแทนประเทศไทยในระดับสากล ขอให้แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมที่สง่างาม มีจิตใจเอื้อเฟื้อและรักสันติ เพื่อสร้างไมตรีจิตต่อพี่น้องมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลก และ 3.”ความร่วมมือและการสนับสนุน” ในนามของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนากิจการฮัจย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นธรรม เพื่อขยายโอกาสให้พี่น้องมุสลิมได้เดินทางไปประกอบพิธีเพิ่มมากขึ้น

พิธีฮัจย์ 69

“รัฐบาลได้ประสานงานและเจรจาเชิงรุกกับทางการซาอุดีอาระเบีย และหน่วยงานที่ให้บริการในเทศกาลฮัจย์อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มการบริการและปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเดินทาง ด้วยการเจรจากับสายการบินชั้นนำ อาทิ การบินไทย การ์ตาแอร์เวย์ และเอมิเรตส์ เพื่อบริหารจัดการค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านน้ำหนักสัมภาระ และการบริการอาหารตลอดการเดินทาง ในด้านที่พักอาศัย ได้ให้บริษัทมะชาริกยกระดับมาตรฐาน เต็นท์ที่พักในทุ่งมีนา ทั้งระบบปรับอากาศและสุขอนามัยให้มีความสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้พี่น้องประกอบศาสนกิจได้อย่างสะดวกสบาย” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญ เรายึดมั่นในความโปร่งใส โดยเตรียมคืนเงินเหลือจ่ายจากการให้บริการและส่วนต่างค่าบัตรโดยสาร รวมกว่า 62 ล้านบาท ให้แก่ผู้แสวงบุญในเทศกาลฮัจย์ 2568 นอกจากนี้ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อดูแลและสนับสนุนพี่น้องทุกท่าน ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็คอิน บริหารจัดการสัมภาระ ตลอดจนกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และความปลอดภัย โดยรัฐบาลจะอยู่เคียงข้างและสนับสนุนพี่น้องทุกท่านในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าการเดินทางสู่ห้วงเวลาแห่งศรัทธาในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างสง่างามและเปี่ยมด้วยความสุขสันติ 

พิธีฮัจย์ 69

“ผมขออำนวยพรและส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้เดินทางทุกท่าน ขอให้ได้รับฮัจย์ที่สมบูรณ์ (ฮัจย์มับรูร) ให้ท่านได้ประกอบศาสนกิจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ขอความสันติสุข ความเมตตา ความปลอดภัย และความจำเริญจากอัลลอฮ์ให้ประสบแก่ผู้ร่วมเดินทางและครอบครัวทุกคนอย่างถ้วนหน้า” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69

อดีตปธ.สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ย้ำหลักการเสรีภาพ ต้องมาคู่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน

อดีตปธ.สภาการหนังสือพิมพ์ฯ  ย้ำหลักการเสรีภาพ ต้องมาคู่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน

อดีตปธ.สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ย้ำหลักการเสรีภาพ ต้องมาคู่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบ 

เมื่อเร็วๆนี้ ผมเขียนแถลงการณ์ให้องค์กรสื่อองค์กรหนึ่งที่ถูกฟ้องปิดปาก หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า มีเหตุที่สมควรออกแถลงการณ์ได้

เหตุที่ว่านััน คือแนวทางการนำเสนอข่าวขององค์กรสื่อ หรือสำนักข่าวนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ มีความระมัดระวังในการใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ โดยเฉพาะข่าวการค้ามนุษย์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นที่มาของการฟ้องร้องคดีนั้น

หลังที่แถลงการณ์ปรากฎต่อสาธารณะ ผมได้เห็นการตอบรับที่น่ายินดี การให้กำลังใจกับพวกเขาที่จะต่อสู้กับอำนาจการเมือง และการใช้คดีความมาบีบบังคับให้ต้องยอมจำนนต่ออำนาจอธรรม
แต่การออกแถลงการณ์ในหลายครั้ง กับให้ผลตรงกันข้าม คือมีแต่เสียงก่นด่า วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามย้อนกลับว่า ผู้ออกแถลงการณ์ได้คำนึงถึงการใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบของตนเองอย่างเพียงพอหรือไม่ สำหรับผู้เป็นต้นเหตุให้ออกแถลงการณ์นั้น

สื่อมิใช่อภิสิทธิ์ชน ไม่ใช่ผู้ทรงอำนาจที่จะชี้นิ้วสั่งการให้ใครทำอะไรก็ได้ แต่สื่อเป็นเพียงกระจกสะท้อนสังคม ที่มีหน้าที่เพียงรายงานข้อเท็จจริง อย่างครบถ้วน และรอบด้าน ด้วยความอ่อนน้อม ถ่อมตน และเคารพวิจารณญาณของประชาชนผู้รับสาร

นี่คือหลักการ นี่คือแนวปฎิบัติ ที่ผมยึดมั่นมาตลอด 50 ปีที่อยู่ในวิชาชีพสื่อ

ใครแอบลักหลับTPBS ปาดหน้าตั้งกก.สรรหา กก.นโยบายแทน ‘สมโภชน์’ ทั้งที่มี ‘คำนูณ’ จ่ออยู่แล้ว

ใครแอบลักหลับTPBS ปาดหน้าตั้งกก.สรรหา กก.นโยบายแทน 'สมโภชน์' ทั้งที่มี 'คำนูณ' จ่ออยู่แล้ว

ใครแอบลักหลับTPBS ปาดหน้าตั้งกก.สรรหา กก.นโยบายแทน ‘สมโภชน์’ ทั้งที่มี ‘คำนูณ’ จ่ออยู่แล้ว

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 นาย ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค กรรมการสรรหาคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสปี 2567 ได้เผยแพร่บทความระบุว่า

เกิดอาการตกใจพอประมาณ กับข่าวการตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส เพื่อทดแทนกรรมการที่ลาออกก่อนครบวาระ…ทำไปทำไม ในเมื่อมีบัญชีสำรองอยู่แล้ว?

“สมโภชน์  โตรักษา” คือกรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งวันที่ ๑ ก.พ.๒๕๗๐ แต่ตัดสินใจยื่นใบลาออกต่อประธานคณะกรรมการนโยบาย และสำเนาแจ้งกรรมการนโยบายทุกคน โดยให้มีผลวันที่ ๙ มี.ค.๒๕๖๙ ก่อนครบวาระ ๑๐ เดือน ด้วยเหตุผล ”ส่วนตัว”

สมโภชน์  โตรักษา

พลันที่การพ้นสภาพกรรมการนโยบายของสมโภชน์มีผลปุ๊บ ก็มีการตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบายแทนที่สมโภชน์ปั๊บ…รวดเร็วปานสายฟ้า!

ประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ชุดใหม่ที่ตั้งขึ้น กับประธานกรรมการสรรหากรรมการนโยบายเมื่อปี ๒๕๖๗ คือบุคคลท่านเดียวกัน และเป็นบุคคลที่เคย ”ถูกหมายเหตุ” เอาไว้ในบันทึกรายงานการประชุมเมื่อปี ๒๕๖๗ ด้วยเหตุถูกร้องเรียนในประเด็นว่าด้วยความไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๕๑ (พระราชบัญญัติ ส.ส.ท.พ.ศ.๒๕๕๑) และที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯขณะนั้นเห็นพ้องกันว่า ”ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” มิได้ถูกบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ส.ส.ท.พ.ศ.๒๕๕๑

ไทยพีบีเอส

ตอนนั้นกรรมการสรรหาฯเสียงข้างน้อยจากกระทรวงการคลัง-สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นพ้องกันให้นำประเด็นดังกล่าว ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตีความเพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นบรรทัดฐาน ขณะที่กรรมการสรรหาฯเสียงข้างมาก เห็นควรให้ดำเนินการสรรหาฯต่อไป โดยวิลาสินี  พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ขณะนั้นอ้างเหตุผลสนับสนุนอย่างแข็งขันด้วยการระบุว่าการมีตัวแทนจากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แทนประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ร่วมเป็นหนึ่งในสิบห้าคน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบาย มิได้ทำให้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส.ส.ท.พ.ศ.๒๕๕๑ เปลี่ยนแปลงไป

สาระรายละเอียดทั้งหมดต้องถูกบันทึกในรายงานการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ อย่างถูกต้อง-ครบถ้วน ปราศจากการ ”แปลงสาร” และควรเปิดเผยต่อสาธารณะให้ทุกคนสามารถตรวจสอบได้เพื่อความโปร่งใส  อย่าได้ปล่อยให้อำนาจ-อิทธิพลมืดมาครอบงำบงการเสกให้รายงานการประชุมที่ควรเป็น ”ข้อมูลสาธารณะ” ต้องกลายเป็น “ข้อมูลลับ”

อย่างไรก็ตามทีคณะกรรมการสรรหาฯเมื่อปี ๒๕๖๗ ได้ทำบัญชีรายชื่อกรรมการนโยบายสำรองไว้ รองรับกรณีมีกรรมการนโยบายลาออกก่อนครบวาระไว้อย่างครบถ้วนเรียบร้อย เพื่อให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ราบรื่นไร้จุดสะดุด 

ไม่ต้องเสียเวลา…ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการดำเนินกระบวนการสรรหากรรมการนโยบาย

หากสมโภชน์  โตรักษา กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย ลาออก ก็ขยับคำนูญ  สิทธิสมาน ในบัญชีรายชื่อกรรมการนโยบายสำรอง ด้านเดียวกันขึ้นมาทำหน้าที่ได้ทันที

คำนูญ  สิทธิสมาน

คำนูญ  สิทธิสมาน

ทำไมต้องตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ…แถมประธานกรรมการสรรหาฯที่ตั้งล่าสุดยังเป็นบุคคลที่ถูกผู้แทนกระทรวงการคลัง(คุณธิบดี  วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง) และผู้แทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณรุ่งรัตนา  บุญ-หลง รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) ขึ้น”หมายเหตุ”เอาไว้ พร้อมกับกำชับอดีตผอ.ส.ส.ท.ไปดำเนินการให้ถูกต้องตามที่กฏหมายบัญญัติไว้

หรือว่ามีไอ้โม่ง-อีโม่งที่ไหนดอดไปลักหลับไทยพีบีเอส ???

ศักดิ์ชัย  พฤฒิภัค

กรรมการสรรหาคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสปี ๒๕๖๗

๑๘ เม.ย. ๒๕๖๙

ขอขอบคุณภาพจาก thaipbs.th

มงคล นำทีมผู้แทนพบปะสมาชิกรัฐสภาโลก ชูซอฟต์พาวเวอร์ไทยมัดใจต่างชาติ ปลื้มทั่วโลกยกย่อง

มงคล นำทีมผู้แทนพบปะสมาชิกรัฐสภาโลก ชูซอฟต์พาวเวอร์ไทยมัดใจต่างชาติ ปลื้มทั่วโลกยกย่อง

มงคล นำทีมผู้แทนพบปะสมาชิกรัฐสภาโลก ชูซอฟต์พาวเวอร์ไทยมัดใจต่างชาติ ปลื้มทั่วโลกยกย่อง

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

‘มงคล’ นำทีมผู้แทนฯเยือนตุรกีพบปะ ‘สมาชิกรัฐสภาโลก’ ชู ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ มัดใจต่างชาติ ปลื้มทั่วโลกยกย่อง ‘ไทย’ เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง

วันที่ 18 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โพสต์ภาพการเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภาโลกลงบนเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า การทูตรัฐสภาเชิงรุก 16-20 เมษายน ทำหน้าที่หัวหน้าคณะสมาชิกรัฐสภาไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา(IPU) ณ โรงแรม Hilltan ประเทศตุรกี เป็นอีกหนึ่งบทบาทของรัฐสภาไทยในเวทีโลก 

นายมงคล ระบุว่า การได้พบปะกับประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาจากทั่วโลกได้มีปฏิสัมพันธ์ทั้งการขึ้นพูดบนเวทีใหญ่และการพบปะแบบทวิภาคี ทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยของเราเป็นที่รู้จักและเป็นความใฝ่ฝันของคนทั้งโลกที่อยากมาเที่ยว เขารู้จักกรุงเทพ รู้จักภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ บุรีรัมย์ อยุธยาฯลฯ รู้จักวัดพระแก้ว บางคนอยากมาเล่นสงกรานต์ ทุกท่านมีความทรงจำดีๆกับประเทศไทย นี่คือเสน่ห์ของคนไทยครับ

 

ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ กัญจนา โต้คนด่า วราวุธ ทิ้งพรรคพ่อ ยัน บรรหาร ก็ไม่ได้ตั้งพรรคชาติไทย

ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ กัญจนา โต้คนด่า วราวุธ ทิ้งพรรคพ่อ ยัน บรรหาร ก็ไม่ได้ตั้งพรรคชาติไทย

ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ กัญจนา โต้คนด่า วราวุธ ทิ้งพรรคพ่อ ยัน บรรหาร ก็ไม่ได้ตั้งพรรคชาติไทย

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

วันนี้ 18 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่โรงแรมสองพันบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคชาติไทยพัฒนาครั้งที่ 2/2569 โดยมี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธาน ขณะที่บรรยากาศการประชุมครั้งนี้ มีแกนนำพรรคและสมาชิกพรรคคนสำคัญเข้าร่วมหลายคน ประกอบด้วย นายจองชัย เที่ยงธรรม สมาชิกพรรค, นายธีระ วงศ์สมุทร ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาและประธานคณะกรรมการดำเนินกิจการของพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด, นายสมชาย สุจิตต์ หัวหน้าสาขาพรรคชาติไทยพัฒนา 

โดย น.ส.กัญจนา กล่าวในที่ประชุมว่า การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว มีการตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้เป็น สส.ของพรรคภูมิใจไทย มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ที่น่ายินดีคือ นายนิกร จำนง ซึ่งเป็นสมาชิกเก่าแก่ของพรรคได้มีโอกาสเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยด้วย อยากบอกคนสุพรรณบุรีว่า ณ ตอนที่นายวราวุธ และอดีต สส.ของพรรคย้ายไปพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อาจจะเกิดความไม่เข้าใจและตำหนิว่าย้ายพรรค อยากเรียนว่า ถ้าวันนั้นนายวราวุธ และน้องๆ สมาชิกพรรคไม่ย้ายไป ในวันนี้อย่าว่า แต่เป็นรัฐมนตรีเลย นายวราวุธจะได้เป็น สส.หรือไม่ สส.คงไม่ได้เป็น พื้นที่และตำแหน่งที่จะรับใช้ประชาชนโอกาสตรงนั้นคงน้อยลง คนพูดสวยหรูว่า อยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ แต่นั่นเป็นแค่คำพูด ความเป็นจริงการมีตำแหน่งทางการเมือง มีศักยภาพในการรับใช้พี่น้องประชาชนสูงกว่ามาก ยิ่งนายวราวุธได้เป็นรัฐมนตรี จะดูแลพี่น้องได้มากกว่าเป็น สส. ถ้านายวราวุธไม่ได้เป็นอะไรจะดูแลพี่น้องประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน การที่พวกเขาไปพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคใหญ่และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้มีเครือข่ายประสานงานในกระทรวงต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พรรคชาติไทยพัฒนา

น.ส.กัญจนา กล่าวว่า บางคนพูดว่า นายวราวุธทิ้งพรรคที่พ่อสร้าง อยากชี้แจงอีกครั้งว่า พรรคชาติไทยในอดีต นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ก็ไม่ได้ก่อตั้ง พรรคชาติไทยก่อตั้งปี 2517 โดยผู้ใหญ่กลุ่มซอยราชครู คือ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร (ยศขณะนั้น) พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) และพล.ต.ศิริ สิริโยธิน โดยผู้ใหญ่ทั้ง 3 คนเป็นผู้ก่อตั้งพรรคขึ้นมาในปี 2519 ตอนนั้นมีข่าวว่า นายบรรหารจะลงพรรคการเมือง ก็มีพรรคต่างๆ มาทาบทาม แต่นายบรรหารเลือกมาอยู่กับพรรคชาติไทยและเติบโตในพรรคชาติไทยมาตลอด ย้ำว่า นายบรรหารไม่ได้เป็นคนตั้งพรรคชาติไทย พรรคเขามีของเขาอยู่ นายบรรหารแค่ต้องการหาพื้นที่ทำงานให้กับคนสุพรรณบุรีและคนไทยทั้งประเทศ จึงหาพรรคที่ให้โอกาสได้ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน นายวราวุธถ้าอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาคงไม่มีศักยภาพรับใช้พี่น้องประชาชนได้เต็มที่ การย้ายไปพรรคภูมิใจไทยก็เหมือนกับนายบรรหารมาอยู่กับพรรคชาติไทยในตอนต้น

น.ส.กัญจนา กล่าวต่อว่า พรรคชาติไทยทุกยุค จนมาปี 2551 เกิดเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาถึงวันนี้ คนที่ค่อนแคะตำหนินายวราวุธ อยากย้ำว่า นายบรรหารไม่ได้สร้างพรรคชาติไทย แต่เป็นพรรคที่มีอยู่แล้วและไปอยู่กับพรรคนั้นเพื่อต้องการพื้นที่ในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และทุกวันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ในฐานะที่เราเป็นพรรคพี่พรรคน้อง เชื่อมกันได้ ให้มาบอกพรรคชาติไทยพัฒนา เราจะประสานกับนายวราวุธและอดีต สส.ของพรรคชาติไทยพัฒนาในสุพรรณบุรีทั้ง 4 เขต เพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน

พรรคชาติไทยพัฒนา

“ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ มันสำคัญว่าใส่สีนั้นแล้วมีโอกาสรับใช้พี่น้องประชาชนได้หรือไม่ ถ้านายวราวุธและอดีต สส.ใส่เสื้อสีชมพูคงไม่มีศักยภาพทำงนได้เต็มที่ วันนี้ใส่สีน้ำเงินก็มีศักยภาพในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น ดังนั้น  ใครมาต่อว่า ฝากสมาชิกช่วยชี้แจงว่า พ่อบรรหารไม่ได้เป็นคนตั้งพรรคชาติไทย แต่อาศัยพรรคชาติไทยเพื่อมีพื้นที่ทำงาน เหมือนวันนี้ที่นายวราวุธไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี่ผ่านมาเขาให้เกียรติมาก ตอนไปเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยก็ให้อยู่ลำดับที่ 3 และให้เกียรติอดีตสมาชิกพรรคทุกคน” น.ส.กัญจนา ระบุ

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้เราประสบปัญหาน้ำมันแพง สาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยในประเทศ แต่เป็นเพราะภาวะสงคราม สหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ จึงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ประเทศที่ได้รับผลรกระทบมีทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เพื่อนบ้านก็กระทบ สปป.ลาว ค่าน้ำมันแพงกว่าเราเท่าตัว โดยรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทราบราคาที่แท้จริง ให้ทราบว่าราคาน้ำมันแพงและต้องปรับตัวอย่างไร รัฐบาลพยายามช่วยในเรื่องค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเราทุกคนต้องช่วยกัน ปรับวิธีการใช้น้ำมัน ต้องประหยัด

พรรคชาติไทยพัฒนา

“โควิดเรายังผ่านกันมาได้ น้ำมันมันแพงอาจรู้สึกว่าน้ำมันหนักกว่า ตอนโควิดก็หนัก เราตายก็เยอะ เราลำบากในการดำรงชีวิต แต่ตายเพราะน้ำมันแพงเรายังไมได้ยินตรงนั้น ตอนโควิดต้องปิดพื้นที่เป็นพื้นเลย เราลำบากมาก ก็ผ่านกันมาได้ ไม่มีอะไรยึดโยงถาวร วันนี้ถ้าสงครามสงบก็กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันก็ลดลง เราผ่านโควิดมาได้ก็ผ่านน้ำมันแพงได้ ขอให้กำลังใจ ช่วงนี้อากาศร้อน แต่ใจอย่าร้อน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน” น.ส.กัญจนา กล่าว

จากนั้นที่ประชุมรับทราบการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีประจำปี 2569, การดำเนินการตามแผนงานและโครงการที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2568, แผนหรือโครงการที่จะดำเนินกิจกรรมตามมาตรา 23 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ประจำปี 2569, แผนงานและโครงการที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2569 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบงบการเงินประจำปี 2568, และเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี 2568

พรรคชาติไทยพัฒนา

น.ส.กัญจนา กล่าวตอนท้ายว่า เรายังเป็นพรรคการเมือง มีหัวหน้าพรรค กรรรมการบริหารพรรค และสาขาพรรคในภาคต่างๆ มีสมาชิกพรรค แต่แน่นอนว่า กิจกรรมทางการเมืองคงไม่ได้มากอย่างในอดีต เพราะเราไม่มี สส. เรายังมีสถานะเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนพี่น้องประชาชนที่จะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนหรือข้อชี้แนะต่างๆ ได้อยู่ เราจะประสานให้กับอดีต สส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไปเป็น สส.และรัฐมนตรีภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขามีศักยภาพในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ไม่ได้แตกต่างจากตอนสวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา 

น.ส.กัญจนา ระบุว่า ไม่ต้องไปคิดถึงสีเสื้อ ในเขต 1 สุพรรณบุรี นายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย เขาคือ คนเดิม เป็นลูกชายนายสมชาย สุจิตต์ ทำงานรับใช้คนสุพรรณบุรีเหมือนเดิม เขต 2  นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย รับใช้พี่น้องประชาชนในเขต 2 เหมือนเดิม เป็นคนเดิมแต่ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย เขต 3 นายนพดล มาตรศรี ครั้งนี้เราพ่ายแพ้ให้กับพรรคกล้าธรรมไป แต่ไม่ได้ทิ้งพี่น้องประชาชน นายนพดลยังอยู่ จะช่วยงานของเรา เราจะลงพื้นที่นายนพดลทั้งหมด ครั้งหน้าหวังว่า เราจะสามารถเอาพื้นที่ของเราคืนมาได้ เราจะยังทำงาน แม้เราไมได้ สส.เขตนี้ เราไม่ทิ้งประชาชน ประชาชนยังฝากทุกข์สุขกับ สส.พรรคภูมิใจไทยได้ เขต 4  นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นลูกของนายจองชัย เที่ยงธรรม เหมือนเดิม ยังดูแลพื้นที่เหมือนเดิม เขต 5 ไม่ต้องกังวลนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย อยู่พรรคชาติไทยมาก่อนนายบรรหาร อยู่ตั้งแต่ปี 18 ดังนั้น ทั้ง 5 เขตของสุพรรณบุรี แม้ว่า จะเป็นสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย หรือในเขตที่เราไม่ได้ สส. พรรคภูมิใจไทยก็ยังดูแลประชาชน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ยินดีที่จะเป็นจุดบอกเล่าทุกข์สุข เราจะประสานให้ สส.ในเขตเป็นอย่างดี เรายังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองอยู่เช่นนี้ 

พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติไทยพัฒนา

‘แม่ทัพยูร..พูดถูก’ ผู้กองปูเค็มจี้สอบ ปอเนาะ’สามพี่น้อง’

'แม่ทัพยูร..พูดถูก' ผู้กองปูเค็มจี้สอบ ปอเนาะ'สามพี่น้อง'

‘แม่ทัพยูร..พูดถูก’ ผู้กองปูเค็มจี้สอบ ปอเนาะ’สามพี่น้อง’

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ “ผู้กองปูเค็ม” โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า 

“มทภ.4 เขี่ยบอลให้ประชาชนแล้ว

นับจากนี้เป็นหน้าที่ของโซเชียล ที่จะต้องทำหน้าที่ปวงชนชาวไทย ผลักดันให้มีการตรวจสอบโรงเรียนสอนศาสนา เครือข่าย “สามพี่น้อง” ครับ

ข้อมูลประกอบ

1.มะแซ อุเซ็ง ครูสอนศาสนา ครูใหญ่ รร.สัมพันธ์วิทยา

2.การียา ยะลาแป ครูสอนศาสนา โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ

3.สะแปอิง บาซอ ครูสอนศาสนา ครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ

ทั้ง 3 คนคือระดับหัวหน้า BRN และกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนทั้งประเทศ

แม่ทัพยูร พูดถูกต้องแล้ว..”

แม่ทัพขอโทษไม่จบ! รอมฎอนชี้แม้คลายตึงเครียด แต่ต้องจับตามาตรการแข็งกร้าว

แม่ทัพขอโทษไม่จบ! รอมฎอนชี้แม้คลายตึงเครียด แต่ต้องจับตามาตรการแข็งกร้าว

แม่ทัพขอโทษไม่จบ! รอมฎอนชี้แม้คลายตึงเครียด แต่ต้องจับตามาตรการแข็งกร้าว

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

18 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า [ คำขอโทษ ความตึงเครียดที่ผ่อนคลาย และความท้าทายที่รออยู่ในไฟใต้ ] — ในระหว่างการลงพื้นที่ชายแดนใต้ 6 ชั่วโมงของนายกรัฐมนตรีและคณะในเมื่อวานนี้มีไฮไลท์สำคัญคือคำกล่าวขอโทษของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ในระหว่างการแถลงข่าว และคำขอโทษของท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน

อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาของผู้คนก็มีอยู่อย่างหลากหลายครับ ทั้งที่เห็นว่าท่านแม่ทัพฯ ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำขอโทษใด ๆ เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าท่านได้แสดง #ความกล้าหาญ ในการสะท้อนภาพ #ความเป็นจริง แง่มุมนี้พบเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ดาดดื่น

แต่ในทางกลับกัน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ไม่น้อยก็รู้สึกว่าคำขอโทษเหล่านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผมอยากตั้งข้อสังเกตเพื่อที่เราจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ดังนี้ครับ

ประการแรก คำกล่าวขอโทษเป็นการแสดงท่าทีที่อ่อนลงและเป็นวิธีในการคลี่คลายความตึงเครียดได้ดีเยี่ยม แต่ประเด็นก็คือเป็นคำขอโทษต่อความผิดอะไร? หรือจากคำพูดในประเด็นใด? เพราะหากไล่เรียงดูดี ๆ คำพูดที่เป็นประเด็นและสร้างผลสะเทือนต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่คือคำกล่าวในระหว่างการปิดไมค์ที่ระบุถึงเหตุการณ์ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ (#ถ้าเป็นผม) ในขณะที่คำพูดอีกชุดหนึ่งคือการกล่าวอ้างว่าสถาบันการศึกษาศาสนาเป็นแหล่งบ่มเพาะของผู้ก่อการร้าย ซึ่งท่านให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในอีกวาระหนึ่ง
ทั้งสองประเด็นข้างต้นส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนแตกต่างกันครับ ปฏิกริยาของผู้คนในพื้นที่ต่อคำพูดที่พาดพิงสถาบันการศึกษาอย่างเหมารวมนั้นสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง กระทั่งเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนาทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ปอเนาะ และตาดีกา ต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องความรับผิดชอบของท่านแม่ทัพฯ พร้อมทั้งเสนอให้มีการย้ายท่านออกจากตำแหน่ง

ดูเหมือนว่าคำขอโทษจะตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องดังกล่าวไปบ้างแล้ว

ในการแถลงข่าวสั้น ๆ เมื่อวานนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามต่อเนื่องถึงคำพูดในขณะปิดไมค์ กลายเป็นว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้นำการแถลงข่าวกลับเป็นผู้ชิงตอบแทน โดยเน้นย้ำว่านี่เป็น #ความเห็นส่วนตัว และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจและขอให้ได้รับการให้อภัยไม่แตกต่างกัน

จึงทำให้คำขอโทษของท่านแม่ทัพในวันนี้ดูเหมือนจะเป็นการยอมรับผิดต่อประเด็นที่พาดพิงกับสถาบันสอนศาสนาเป็นด้านหลักเท่านั้น

เรามารับทราบจากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ในอีกช่วงหนึ่งว่าท่านได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านแม่ทัพและหากไม่ติดอะไรก็ขอให้มีการขอโทษต่อประชาชน ท่าทีของท่านแม่ทัพจึงเหมือนจะเป็นการตอบสนองต่อข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของท่านนายกฯ เองครับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาใจประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยก็คือคำกล่าวอ้างที่คลุมเครือและถูกตีความว่าเป็นการแสดงถึงความพร้อมและความสามารถในการใช้กำลัง โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงความชอบธรรมหรือความชอบด้วยกฎหมายใด ๆ ซึ่งในบริบทของสถานการณ์ความขัดแย้งและอ่อนไหวเปราะบางเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความกังวลและหวาดระแวงที่มีมอยู่แต่เดิมถูกขยายออกไป ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าเหตุการณ์ลอบสังหาร สส. ที่มีองค์ประกอบของข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ อดีตเจ้าหน้าที่ และรถยนต์ของทางราชการนั้นทำให้ผู้คนกังวลว่าคดีนี้จะไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจริง

คำพูดของผู้นำหน่วยที่มีความรับผิดรับชอบด้านความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ กลายเป็นการตอกย้ำและยืนยันความเชื่อเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสร้างความระแวงสงสัยหนักขึ้นกว่าเดิม การจะปลดล็อคความรู้สึกเช่นนี้ ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่ง่ายครับ

ประการที่สอง ตลอดสองทศวรรษนั้น คำขอโทษทำงานมาแล้วหลายห้วงเวลา ถ้าทุกท่านจำได้ เหตุการณ์สำคัญอย่างโศกนาฏกรรมตากใบเป็นที่มาของคำขอโทษจากปากผู้นำทางการเมืองมาก่อนแล้ว ต่างกรรมต่างวาระ เท่าที่ผมรวบรวมเอาไว้มีอยู่อย่างน้อย 5 ครั้ง คือ

1) คำขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 เป็นการกล่าวขอโทษต่อหน้าผู้นำมวลชนที่ปัตตานีแทนรัฐบาลก่อนหน้า (รัฐบาลทักษิณ) ที่เพิ่งถูกทำรัฐประหารไป

2) คำขอโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ อดีตนายกฯ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ในรายการตอบโจทย์ของ ThaiPBS หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่น้องสาวของท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

3) คำขอโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในรายการออนไลน์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 ในวาระครบรอบ 18 ปี ของเหตุการณ์

4) คำขอโทษของ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 หรือ 1 วันก่อนอายุความของคดีตากใบจะสิ้นสุดลง
และ 5) คำขอโทษของท่านทักษิณฯ อีกครั้งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ในระหว่างการลงพื้นที่นราธิวาสในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน

คำขอโทษต่อเหตุการณ์รุนแรงระดับโศกนาฏกรรมเช่นนี้มีน้ำหนักอยู่พอสมควร เพราะผู้นำรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดจากการบริหารหรือการกระทำของรัฐ จึงกล่าวขอโทษต่อสาธารณะ

แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความใส่ใจมากกว่าคือการทวงความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบของผู้ที่มีส่วนต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว คำขอโทษเหล่านี้จะทรงพลังและมีผลต่อความคิดจิตใจของประชาชนอย่างมาก หากมาพร้อมกับการกระทำที่เอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการเปิดเผยความจริงและอำนวยความยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา

เพราะจะเป็นหลักประกันมากพอที่ยืนยันว่าสิ่งเลวร้ายในอดีตนั้น จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของคำขอโทษข้างต้น เราอาจกล่าวได้ว่าคำพูดของผู้นำนั้นต้องการรูปธรรมที่ยืนยันหนักแน่นพอครับ

เมื่อวานนี้ เราได้รับการยืนยันว่าการดำเนินคดีการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จะได้รับความใส่ใจจากนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ความกังวลว่าจะสืบสาวไปยังผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่นั้นก็ยังคงเป็นคำถามสำคัญอยู่ แม้แต่ผู้ประสบเหตุโดยตรงอย่าง สส.กมลศักดิ์ เองก็เปรยถึงเรื่องนี้หลังการพบปะกับนายกฯ แบบปิดห้องคุยกันที่บ้านศรียะลา จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า #ผู้ต้องหา คนสำคัญที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นกำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี การทำสำนวนของตำรวจยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ เรายังพบเห็นปฏิบัติการข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าแพร่มลทินต่อผู้สื่อข่าว นักการเมือง และผู้นำของภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้วันนี้นายกฯ จะรับหนังสือร้องเรียนของผู้สื่อข่าวไปแล้ว แต่ตลอดทั้งวันเราแทบจะไม่เห็นการสื่อสารที่จะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้

คำถามจึงอยู่ที่ว่าคำขอโทษของทั้งสองท่านในวันนี้จะมีความหมายอย่างไร? หากหน้าที่ของคำขอโทษมีไว้เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอกับผู้ให้ ตกลงแล้วคำขอโทษสั้น ๆ เมื่อวานนี้จะทำหน้าที่ของมันได้หรือไม่

สำหรับผมแล้ว คำขอโทษเหล่านี้มีคุณค่าอยู่บ้างครับ มันผ่อนคลายความตึงเครียดที่ทำให้แม่ทัพเผชิญหน้ากับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ในแง่หนึ่ง คำกล่าวเหล่านี้ได้ลดทอนน้ำหนักของข้อเรียกร้องให้มีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 จากเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนาลงไประดับหนึ่ง แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคำขอโทษเหล่านี้จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้หรือไม่?

คงต้องทิ้งท้ายตรงนี้ตรง ๆ ว่าหากท่านแม่ทัพฯ จะยังได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ต่อไปอีกสักระยะ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะระดับความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อท่านนถูกลดทอนลงไปไม่น้อยครับ ช่วงเวลานี้คงเป็นบททดสอบสำคัญของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้งความต่อเนื่องของการสื่อสาร และการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ
เรายังต้องติดตามต่อไปว่าบรรดามาตรการที่ค่อนข้างแข็งกร้าวก่อนหน้านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่และอย่างไร ซึ่งรวมไปถึงแนวทางและการสื่อสารของภาครัฐทั้งที่เปิดเผยและปิดลับนั้นจะสร้างความเชื่อมั่นและบรรเทาความขัดแย้งและตึงเครียดได้จริงหรือไม่

อว. กางยุทธศาสตร์สู้ฝุ่น ยศชนัน นิกร สั่งเดินเครื่อง ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ฝีมือคนไทย

อว. กางยุทธศาสตร์สู้ฝุ่น ยศชนัน นิกร สั่งเดินเครื่อง ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ฝีมือคนไทย

อว. กางยุทธศาสตร์สู้ฝุ่น ยศชนัน นิกร สั่งเดินเครื่อง ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ฝีมือคนไทย

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

วันที่ 18 เม.ย. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น และ นายก อบจ.เชียงใหม่ รวมถึงผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ ของพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง

ก่อนตรวจเยี่ยม ศ.ดร.ยศชนัน ได้หยิบเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเอง พบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์นี้รอไม่ได้ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที

ยศชนัน

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนานคือระยะสั้น นำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด โดย “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ผลงานวิจัยของ มช. นำโดย ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการ UNISERV และหัวหน้าศูนย์ CCDC ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ระบบความดันบวก (Positive Pressure) ร่วมกับ เครื่องฟอกอากาศ DIY และ เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น ซึ่งจะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้อง ติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต-ซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่

สำหรับระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำ deep tech มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า พร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรก จะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

ยศชนัน

นอกจากนี้ คณะยังได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อ.แม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ 

ระหว่างการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว หรือที่เรียกว่า “Made in Chiang Mai” ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่นเรื่องห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูกเพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และสามารถดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางในการช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที 

ยศชนัน

นอกจากนี้ยังเน้นนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ภาครัฐมีความยินดีที่จะเร่งผลักดันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนและคลอดออกมาให้เร็วที่สุด แต่ในระหว่างที่รอข้อกฎหมาย ทุกหน่วยงานสามารถเริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ

ด้านนายนิกร กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวง พม. ที่ต้องเร่งคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านการขยายผล ‘ห้องปลอดฝุ่น’ ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีความต้องการเร่งด่วน (Quick Win) รวม 83 แห่ง ซึ่ง พม. จะบูรณาการร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อนำนวัตกรรมมาสร้างพื้นที่ปลอดภัย พร้อมจัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ลงพื้นที่ห่างไกล และมีแผนขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

สว.วีระพันธ์ โต้ข่าวลือล้มบัตรทอง ชี้เป็นกระบวนการดิสเครดิต

สว.วีระพันธ์ โต้ข่าวลือล้มบัตรทอง ชี้เป็นกระบวนการดิสเครดิต

สว.วีระพันธ์ โต้ข่าวลือล้มบัตรทอง ชี้เป็นกระบวนการดิสเครดิต

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

วันนี้ 18 เม.ย.2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าว สว.เตรียมเสนอให้ยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลบัตรทอง 30 บาท ว่า ยืนยันว่าเป็นเฟคนิวส์และไม่มี สส. หรือ สว. คนใดเสนอให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว โดยกระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการอภิปรายในรัฐสภา ระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในวันนั้นมีการอภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้างของคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวมถึงปัญหางบประมาณที่ไม่เพียงพอ และข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ตลอดจนโครงสร้างบอร์ดที่มีบุคคลกลุ่มเดิมดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน

“ไม่มีใครพูดถึงการยกเลิก 30 บาทเลย เนื่องจากเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ และไม่สามารถยกเลิกได้ แต่สิ่งที่มีการพูดถึงคือแนวทางปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

สว.วีระพันธ์

นพ.วีระพันธ์ กล่าวต่อว่า เพจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าวเป็นเพจที่ไม่น่าเชื่อถือ และเข้าข่ายเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยลักษณะการเผยแพร่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายเพจ อาจเป็นการดำเนินการในลักษณะขบวนการหรือไอโอ (IO) ที่มีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิต สว. ซึ่งมีบทบาทตรวจสอบประเด็นด้านสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตนมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรนิติบัญญัติ แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งอาจเข้าใจผิดและวิตกว่าจะสูญเสียสิทธิการรักษา ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินการต่อกรณีดังกล่าว สว.ได้มีการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่พบข่าว และอยู่ระหว่างหารือถึงแนวทางดำเนินคดีทางกฎหมาย เนื่องจากเข้าข่ายนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม

นพ.วีระพันธ์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา กำลังติดตามหลังเทศกาลสงกรานต์ ได้แก่ ปัญหางบประมาณของ สปสช. ที่มีแนวโน้มไม่เพียงพอ โดยเฉพาะงบด้านนวัตกรรมที่ถูกใช้ไปแล้วจำนวนมาก เหลือระยะเวลาดำเนินการอีกครึ่งปีอีกทั้งยังมีประเด็นการโยกงบประมาณ ซึ่งมีรายงานว่าสูงถึงหลักหลายหมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในระบบบริการปฐมภูมิ สะท้อนถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างเช่น วานนี้(17เม.ย. 2569) สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามไปยังบอร์ด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติโยกงบดูแลระยะยาว (LTC) ไปหน่วยนวัตกรรมว่า ตนมองว่าการทำแบบนี้มันไม่ค่อยชอบธรรม เป็นประเด็นหนึ่งที่ตอนนี้ต้องติดตามว่า สปสช.จะทำเรื่องนี้ จริงหรือไม่ ที่จะโยกงบที่ตัวเองใช้หมดไปแล้ว แล้วก็ไปเอางบคนอื่นมามาใส่แทน

สว.วีระพันธ์

“คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนจากบอร์ด สปสช.เข้าชี้แจงข้อมูล แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ เชิญอย่างไรก็ไม่ยอมมา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบและการทำความเข้าใจเชิงโครงสร้าง ซึ่งการติดตามตรวจสอบของวุฒิสภาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และมุ่งหวังให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ได้มุ่งเน้นทำลายส่วนตัวบุคคล“ นพ.วีระพันธ์ กล่าว

กัญจนา ย้ำ ชทพ. ภท. เป็นเนื้อเดียวกัน ครั้งหน้าส่งผู้สมัคร สส.หรือไม่ ค่อยว่ากัน

กัญจนา ย้ำ ชทพ. ภท. เป็นเนื้อเดียวกัน ครั้งหน้าส่งผู้สมัคร สส.หรือไม่ ค่อยว่ากัน

กัญจนา ย้ำ ชทพ. ภท. เป็นเนื้อเดียวกัน ครั้งหน้าส่งผู้สมัคร สส.หรือไม่ ค่อยว่ากัน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.46 น.

วันที่ 18 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.55 น. ที่โรงแรมสองพันบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อรักษามวลชนหรือฐานเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาไว้ว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังมีสำนักงาน มีตัวแทนของพรรค และผู้บริหารพรรคที่ยังทำงาน แม้จะไม่มี สส. แต่อดีต สส.ที่ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยก็เหมือนเนื้อเดียวกัน คนสุพรรณบุรีมีปัญหาอะไรให้บอกมาที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้ ยกตัวอย่างสมาชิกพรรค นายสมชาย สุจิตต์ หัวหน้ากรรมการสาขาพรรค เป็นบิดาของนายสรชัด สุจิตต์ สส.เขต 1 สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายจองชัย เที่ยงธรรม สมาชิกพรรคก็เป็นบิดาของนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.เขต 4 สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรครุ่นพ่อ คิดดูว่า พ่อใหญ่กว่าลูกหรือไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนาในขณะนี้ล้วนแต่เป็นที่พึ่งในการรับฟังปัญหาของชาวสุพรรณบุรี และส่งต่อไปยัง สส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลในพื้นที่ ไม่ได้ต่างอะไรกัน ยังทำงานจุดนี้ได้อยู่ พรรคชาติไทยพัฒนาทำงานช่วยพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ ที่จะช่วยรับฟังปัญหาและแก้ปัญหา 

น.ส.กัญจนา กล่าวถึงความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาว่า ในความเป็นจริงไม่ได้มี สส. หากพูดถึงฐานมวลชน ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยขณะนี้ หรือพรรคชาติไทยพัฒนาขณะนี้ก็คือ ฐานเดียวกัน  เพราะในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า คือฐานเดียวกัน ทำงานส่งทอดด้วยกัน มาจากที่เดียวกัน 

กัญจนา ศิลปอาชา

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในครั้งหน้าจะต้องมีการส่งผู้สมัคร สส. น.ส.กัญจนา กล่าวว่า เดี๋ยวจะพิจารณาอีกทีหนึ่ง เพราะยังไม่ถึงวันนั้น เมื่อถามอีกว่า ในอนาคตมีการพูดถึงพรรคชาติไทยพัฒนายุบรวมกับพรรคภูมิใจไทย น.ส.กัญจนา กล่าวว่า นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่พูดวันนี้ เมื่อถามย้ำว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะยังยึดฐานที่มั่นและลงพื้นที่เหมือนเดิมใช่หรือไม่ น.ส.กัญจนา กล่าวว่า อย่างที่บอกคือ ฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะทำทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสรชัด นายเสมอกัน หรือนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี เขต 5 พรรคภูมิใจไทย และนายนพดล มาตรศรี อดีต สส.สุพรรณบุรี เขต 3 ยังมีโอกาสทำงานให้ประชาชน เพื่อให้ทุกคนที่ไปจากพรรคชาติไทยพัฒนาได้ยังคงอยู่ทำงานให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ 

“กัญจนา” ให้กำลังใจรัฐบาลฝ่าฟันอุปสรรค ชม ไม่ใจแคบดึงมืออาชีพร่วมงานแม้อยู่ต่างพรรค

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 18 เม.ย. ที่โรงแรมสองพันบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า รัฐบาลมีปัญหาที่ต้องแก้ไขและเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงที่เกิดสงคราม ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งการขึ้นราคาน้ำมัน ที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งก็ต้องให้กำลังใจรัฐบาล และเชื่อว่ารัฐบาลรับฟังปัญหาของประชาชนรวมทั้งเปิดใจกว้างที่จะฟังข้อชี้แนะข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ใจแคบและไม่ฟังใคร ซึ่งเห็นได้จากที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้เชื้อเชิญคนที่อยู่พรรคฝ่ายค้าน หรือต่างพรรคมาช่วยเป็นทีมแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ไม่ได้แปลกแยกว่าเป็นพรรคนั้นพรรคนี้ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น และดึงภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พร้อมทั้งขอให้กำลังใจทุกคน ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงาน ให้กำลังใจประชาชนในการฝ่าฟันอุปสรรค ภาวะตรงนี้ขนาดโควิด 19 เรายังผ่านกันมาได้ สถานการณ์นี้เราก็ต้องผ่านกันไปได้ สงครามไม่ได้อยู่ไปตลอดปีตลอดชาติ ต้องมีวันจบ และราคาน้ำมันจะต้องมีการปรับตัวลง 

กัญจนา ศิลปอาชา
กัญจนา ศิลปอาชา
กัญจนา ศิลปอาชา